xs
xsm
sm
md
lg

เฟกนิวส์-ข่าวปั่น อาละวาดจนป่วน !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน
เมืองไทย 360 องศา


ได้เห็นข้อความที่มีการส่งต่อล้อเลียนแบบขำๆ ตั้งคำถามว่า “ประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีนกี่คน” ก็มีเสียงตอบกลับไปว่า “มี 70 ล้านคน” หากมองในมุมขำแบบไม่ซีเรียส ก็ต้องพยักหน้าว่าน่าจะจริง เพราะเวลานี้จะเห็นว่าเต็มไปด้วยความเห็น แสดงภูมิรู้กันทั่วไปหมด จนกลายเป็น “มั่ว” ไปหมด

ที่สำคัญ ข้อความ ความเห็นที่ว่านั้นมันกำลังสร้างความสับสนให้กับสังคมมากขึ้นทุกที เพราะในยุคปัจจุบันที่กำลังอยู่ในยุค “โซเชียล” ที่การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเข้าถึงได้ง่าย เพราะทุกคนก็สามารถ “เป็นสื่อ” ได้เสมอหน้ากัน เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวเท่านั้น

แน่นอนว่า หากพิจารณาจากแนวโน้มแล้วมันจะเป็นแบบเดียวกันไปแทบทั้งโลก ที่การสื่อสารแบบ “โซเชียลมีเดีย” กำลังมีอิทธิพลในสังคมสูงมาก แต่ขณะเดียวกัน ในทุกสังคมก็ต้องมีมาตรการควบคุมให้เกิดความพอดี ซึ่งก็ต้องมาพร้อมกับการ “ชี้แจง” อธิบายข้อเท็จจริงให้เกิดความกระจ่างให้ทันท่วงที เพื่อสกัดกั้นความโกลาหลที่อาจจะเกิดขึ้นจาก “เฟกนิวส์” และข่าวบิดเบือนพวกนั้น

ที่ผ่านมา ทางฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยย้ำว่าจะจัดการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับพวกที่มีเจตนาปล่อยเฟกนิวส์ หรือ “สร้างขาวเท็จ” เคยออกมาเน้นย้ำหลายครั้ง และครั้งล่าสุดก็เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการประกาศล็อกดาวน์ ควบคุมการระบาดในจังหวัดที่มีความเสี่ยงการระบาดของเชื้อโควิด-19

แม้ที่ผ่านมาก็มีการดำเนินการให้เห็นเป็นข่าวเป็นครั้งเป็นคราว แต่ก็เงียบหายไป ซึ่งเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการอยู่ทุกวัน แต่ภาพที่ปรากฏออกมามันไม่ทันการณ์ ยังไม่ทำให้คนที่ปล่อยข่าวในลักษณะแบบนี้เกิดความกลัวหรือเกิดความยับยั้งชั่งใจมากขึ้นกว่าเดิม

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งก็ยังไม่ปรากฏว่า “การชี้แจง” ที่ควบคู่กันไปหรือแบบที่เคยระบุมาตลอดว่าจะมีการชี้แจงแบบ “เชิงรุก” ก็ยังมองไม่เห็น หรือที่ผ่านมาอาจมีแล้ว แต่ก็ถือว่าไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ความน่าเชื่อถือกับสังคมได้เท่าที่ควร เพราะตราบใดที่ยังมี “เฟกนิวส์” หรือข่าวปล่อยที่สร้างความปั่นป่วนอยู่จำนวนมาก นั่นก็ย่อมมีความหมายว่า “การสื่อสารของรัฐล้มเหลว”

ที่ผ่านมา หากจำกันได้ ในช่วงที่มีการตั้ง “ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่มี นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษก ในช่วงนั้นถือว่าได้รับความชื่นชมและสร้างความเชื่อมั่นได้เป็นอย่างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปัจจุบันมันก็เหมือน “หนังคนละม้วน” ภาพ “ความเด่นดัง” จางหายไป

ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะสถานการณ์เปลี่ยนไป ระยะเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานจนเกิดความ “ชาชิน” จนรู้สึกเฉยๆ ไปแล้วก็เป็นได้ จนสังเกตเห็นได้ว่าแม้กระทั่งตัวโฆษกอย่าง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ยังเคยโดนกระหน่ำจนแทบเสียคนไปแล้วก็มีมาแล้ว

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าวมันสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การสื่อสารชี้แจง หรือตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับการต่อสู้กับโรคระบาดระดับโลกครั้งนี้จะต้องมีการ “ปรับเปลี่ยน” ให้ทันสถานการณ์ตลอดเวลา อย่างน้อยก็เพื่อให้ “ชี้แจงความจริง” ไม่ให้ถูกบิดเบือนหรือ “ด้อยค่า” จนสร้างความสับสน และนำไปสู่ความวุ่นวาย ขาดความน่าเชื่อของฝ่ายรัฐบาล หรือแม้แต่หน่วยงานทางด้านสาธารณสุขที่เป็นด่านหน้าอยู่ในเวลานี้

ขณะเดียวกัน ก็ต้องยอมรับว่า ความสับสน ความหวาดกลัวส่วนหนึ่งก็มาจาก “บุคลากรทางการแพทย์” ส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน นั่นคือยังมี “แพทย์บางคน” ที่ขยันโพสต์ ขยันให้ข้อมูลที่ “สวนทาง” กับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง และที่ผ่านมาหน่วยงาน หรือ ฝ่ายโฆษกของกระทรวงสาธารณสุข รวมไปถึง ศบค.กลับนิ่งเฉยกับความเห็นของแพทย์ดังกล่าว ไม่มีการชี้แจงข้อเท็จจริง หรือ ไม่จริงว่าเป็นอย่างไรกันแน่ แม้ว่าอาจจะไม่จำเป็นชี้แจงกับบุคคลเหล่านี้เป็นรายวัน แต่เมื่อมีการโพสต์มาก็ต้องโพสต์กลับไปให้ทันท่วงที

เพราะนี่คือโลกของโซเชียลฯ ที่คนในสังคมไทยล้วน “เสพข่าว” จากช่องทางนี้กันทั้งนั้น แม้ว่าที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพยายามปรับเปลี่ยนแล้ว มีการแต่งตั้งฝ่ายชี้แจงมาเพิ่มเติมแล้ว แต่ก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ และยังไม่มีประสิทธิภาพที่เปรียบเทียบกันได้

อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันอีกแง่มุมหนึ่งมันก็เป็นเพราะ “ความล้มเหลว” ของฝ่ายรัฐบาล ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือไม่ ที่ทำให้ “ข่าวปลอม” ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือนพวกนี้มีพลัง สร้างความสับสนวุ่นวายในสังคมเวลานี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ย้อนกลบมาซ้ำเติมสถานการณ์ให้ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ต้องรับภาระหนักมากขึ้นไปอีก

ดังนั้น ในทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้ารัฐบาล และ ศบค.จะต้องปรับการชี้แจงใหม่ให้เร็วและทันการณ์กับพวก “ข่าวเฟกนิวส์” ต้องรวมศูนย์การชี้แจง ที่ต้องมีทั้งฝ่ายวิชาการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมทั้ง “ฝ่ายการเมือง” แบ่งหน้าที่กันทำแบบไม่มีวันหยุด และควบคู่ไปกับการดำเนินคดีตามกฎหมายให้เด็ดขาด เพราะในโลกโซเชียลฯ ยิ่งวันเสาร์-อาทิตย์ จะยิ่ง “ทัวร์ลง” หนัก แต่ฝ่ายชี้แจงมักจะ “หยุดราชการ” จึงกลายเป็นเหยื่อของฝ่ายตรงข้าม

นาทีนี้หากว่าไปแล้ว นอกจากต้องสู้กับภาวะโรคระบาดที่ “เชื้อโรคกลายพันธุ์” แล้ว ยังต้องมาเจอกับ “การเมืองกลายพันธุ์” ที่มีการร่วมมือ “ข้ามสายพันธุ์” เหมือนกัน หากยังใช้วิธีการรับมือแบบเดิมๆ รับรองว่าเดี้ยงแน่นอน !!



กำลังโหลดความคิดเห็น