xs
xsm
sm
md
lg

“เจ็บ-อาย” มั้ย!? “ทอน” ถูก “อดีตพระพุทธะอิสระ” ย้อนเจ็บ “สถาบันฯ” ทำร้ายบรรพบุรุษหรือ “แดงอีสาน” ป้องสถาบัน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ จากเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
“ทอน” ปลุกคนร่วมม็อบ “14 ตุลา” ย้ำชัด จำเป็น “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์” “อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ” ย้อนเจ็บ สถาบันฯทำร้ายบรรพบุรุษคุณแต่เมื่อไหร่ บรรพบุรุษคุณและคุณทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง “เสื้อแดง” 20 จ.อีสาน พร้อมปกป้องสถาบัน

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (7 ต.ค. 63) หลังเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์หัวข้อ [สานต่อภารกิจ 6 ตุลา อย่าทิ้งเพื่อนเราให้โดดเดี่ยว] โดยระบุว่า

“เหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ระหว่างอำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง และอำนาจที่มาจากจารีตประเพณี ซึ่งมาถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่า เราจะให้อำนาจไหนเป็นอำนาจนำในสังคม

และอีกสิ่งที่ชัดเจนว่า เรายังกำจัดไปจากประเทศไทยไม่ได้ ก็คือ วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่รวมถึงสื่อ วันที่ 7 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์พาดหัวข่าวว่า การสังหารที่ธรรมศาสตร์ ตำรวจพลร่มตายเจ็บเกลื่อน นักศึกษาใช้อาวุธสงครามปักหลักสู้กับเจ้าหน้าที่ ข้อความทั้งหมดไม่เป็นความจริง แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีคำขอโทษใดๆ จากสื่อสำนักนั้น

ในฐานะที่เราเป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์ เป็นผู้รับภารกิจการต่อสู้มาจากคนยุค 6 ตุลา มีภารกิจที่เราต้องทำร่วมกันให้สำเร็จ คือ การแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ หากทำเช่นนั้นได้ เราจึงจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยได้สำเร็จ

ผมยืนยันว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดเรื่องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พูดด้วยความปรารถนาดี ด้วยความหวังว่าสังคมจะร่วมกันหาทางให้สถาบันกษัตริย์อยู่ร่วมกับประชาธิปไตยได้อย่างมั่นคงและสง่างาม

หากปล่อยให้มีคนแค่ไม่กี่คนพูดเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ คุณจะโดดเดี่ยวพวกเขา ปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับคดีความและการคุกคาม เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่มีใครออกมาสู้เพื่อพวกคุณ มาเรียกร้องแทนพวกคุณ

เราประชาชนมีเพียงจำนวน เราไม่มีตุลาการ ไม่มีปืน ไม่มีรถถัง เรามีแต่ปริมาณ เราเป็นจำนวนนับ ถ้าเราทิ้งเพื่อนของเรา จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาสู้อีกเลย

อย่าลืมว่า กว่าเราจะเดินมาถึงวันนี้ ต้องสูญเสียชีวิต เลือดเนื้อไปเท่าไหร่ จากคนในยุค 6 ตุลา มาจนถึงคนเสื้อแดง คนอย่างลุงนวมทอง กี่คนต้องเสียญาติ กี่คนต้องเสียอวัยวะ เสียชีวิตไป คุณจะตอบพวกเขาอย่างไรหากปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดลอยไป

โอกาสที่เราจะได้เปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นอย่างที่เราฝันอยากให้เป็น”

ในงานรำลึก 44 ปี #6ตุลา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภาพ จากเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ของอดีตพระพุทธะอิสระ
ต่อมา เฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) ของอดีตพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จังหวัดนครปฐม โพสต์ข้อความตอบโต้ทันควัน ระบุว่า

“ธนาธร ลั่น ต้องปฏิรูปสถาบันสานต่อภารกิจคนยุค 6 ตุลา อย่าปล่อยโอกาสเปลี่ยนประเทศ...

ขอร้องแกนนำประชาชนปลดแอก หยุดรุกไล่ ด้อยค่าสถาบันเสียเถิด มันไม่เป็นผลดีต่อตนเอง และผู้ร่วมชุมนุมเลย

ยิ่งเห็นคลิปนายธนาธรออกมา ลอยหน้าประดิษฐ์คำปลุกระดมให้คนมาชุมนุมว่า ต้องกล้าออกมาช่วยกันพูดเสียงดัง เรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบัน

พุทธะอิสระอยากขอถาม นายธนาธร ว่า สถาบันเคยไปทำร้ายบรรพบุรุษของคุณไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เวลาไหน ทำไมพวกคุณถึงได้จงเกลียดจงชังแค้นเคืองสถาบันพระมหากษัตริย์นัก
ถามคุณธนาธรว่า สิ่งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ทำให้แก่แผ่นดินนี้ บรรพบุรุษของคุณธนาธรและตัวคุณได้เคยทำให้แก่แผ่นดินนี้อย่างเช่นสถาบันทำบ้างหรือเปล่า

ถามคุณธนาธร ว่า ไอ้ที่คุณอ้างว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอุปสรรคต่อขบวนการประชาธิปไตยนั้นน่ะ

คุณธนาธรช่วยตอบให้ชัดว่า เป็นอุปสรรคอย่างไร ช่วยอธิบายให้กระจ่างด้วย อยากรู้จริง

ถามคุณธนาธรและพวกว่า ก็ในเมื่อพวกคุณเป็นผู้มีแนวคิดริเริ่มจะปฏิรูปสถาบันแล้ว ทำไมพวกคุณจึงไม่ออกมาเป็นแกนนำม็อบเสียเอง หรือคุณกลัวอะไร

สิ่งที่ถามมานี้ ฉันอยากรู้จริงๆ ช่วยกรุณาตอบด้วย”

ภาพ การประชุมแกนนำเสื้อแดง 20 จ.อีสาน จาก “แนวหน้า”
นอกจากนี้ มีรายงานข่าวว่า ที่ศูนย์เรียนรู้เมืองสมุนไพรคำชะโนด ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี นายอานนท์ แสนน่าน ผู้ริเริ่มก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายหมู่บ้านวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นเรารักประเทศไทย นางนิตยา นาโล อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน นายองอาจ วิเศษ ประธานเครือข่ายภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่นไทย ร่วมประชุมกับอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงภาคอีสาน ทั้ง 20 จังหวัด เพื่อขับเคลื่อน “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานมานานกว่า 40 ปี เป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาที่ตั้งบนพื้นฐานของทางสายกลาง และความไม่ประมาท คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนใช้ความรู้และคุณธรรม เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต

ที่สำคัญ จะต้องมี “สติ ปัญญา และความเพียร” ซึ่งจะนำไปสู่ “ความสุข” ในการดำเนินชีวิตอย่างแท้จริง จาก ร.9 ถึง ร.10 สู่ผองไทยทั่วแหล่งหล้า สืบสาน รักษา ต่อยอด สร้างสุขปวงประชา

นายอานนท์ แสนน่าน กล่าวว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประกอบสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามประเพณีการปกครองของไทย ประชาชนทุกคนจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญยิ่งยวดในอันที่จะเชิดชูสถาบันนี้ ไว้ด้วยความจงรักภักดีและปกป้องรักษาพระบรมเดชานุภาพ โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมาย มาตรการทางสังคมจิตวิทยา และมาตรการทางระบบสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในการดำเนินการกับผู้คะนองปาก ย่ามใจ หรือ ประสงค์ร้าย มุ่งสั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ โดยไม่คำนึงถึงความรู้สำนึกและความผูกพันภักดีของคนอีกเป็นจำนวนมาก

เพราะทุกวันนี้โลกเปิดกว้าง ให้อิสระทางความคิดของคน เด็กรุ่นเก่ากับเด็กรุ่นใหม่ จึงมีวิธีคิดที่ต่างกันออกไป ซึ่งก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล วิจารณญาณ และการอบรมสั่งสอนบอกเล่าของครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้ชัดเจนถ่องแท้ คนที่จะบอกเล่าและถ่ายทอดได้ดีที่สุด ต้องเป็นคนที่เข้าใจมากที่สุดและต้องรู้จริงเรื่องราวต่างๆ จึงจะสืบต่อไป เด็กรุ่นใหม่จึงจะเข้าใจถึงความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น

เพราะตลอดช่วงเวลากว่า 40 ปีที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ “สยามมกุฎราชกุมาร” สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเรียนรู้หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในด้านต่างๆ อย่างทรงพระวิริยะ เมื่อเสด็จขึ้นทรงราชย์ พระองค์ทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ปวงประชาชนชาวไทยสืบไป

ภาพ การประชุมแกนนำเสื้อแดง 20 จ.อีสาน จาก “แนวหน้า”
นายอานนท์ กล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีกลุ่มคนออกมาจาบจ้วงโปรดพึงสังวรเอาไว้ว่า “ถ้าไม่มีพระมหากษัตริย์ไทย คงไม่มีแผ่นดินให้คนรุ่นใหม่ได้มีที่ยืนในวันนี้คงเป็นทาสของต่างชาติ หรือไม่ก็จะไม่มีชาติให้ได้ภาคภูมิใจเหมือนเช่นทุกวันนี้

เพราะการที่พวกเรา “ยุบและสลายหมู่บ้านเสื้อแดง” เข้ามาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเป็นเครือข่าย “รวมไทยสร้างชาติ เรารักประเทศไทย” ก็ต้องการที่จะทำงานด้วยจิตอาสาเพื่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ เพราะที่ผ่านมา พวกเราเป็นคนเสื้อแดง และแยกออกมาเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ก็จะใช้สโลแกนที่ว่า “หมู่บ้านเสื้อแดง เพื่อประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เพราะพวกเราซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์

“พวกเราอดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงทั้ง 20 จังหวัดภาคอีสาน จึงเดินทางมาขอพรกับ “องค์เจ้าปู่ศรีสุทโธ” และ “องค์เจ้าย่าศรีปทุมมา” ณ วังนาคินทร์คำชะโนด ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศและร่วมกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ทรงเป็นประมุขของประเทศไทยต่อไป และพวกเราขอยืนยันว่า กลุ่ม “อดีตหมู่บ้านเสื้อแดง” และ “สมาชิกคนเสื้อแดงภาคอีสาน” จะขอปกป้องสถาบันและไม่เคยคิดจะเข้าร่วมชุมนุม ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 แต่อย่างใด” นายอานนท์ กล่าวย้ำ (ข่าวจากแนวหน้า)

แน่นอน, สิ่งที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ ก็คือ การพยายามสร้างปมปัญหาขัดแย้งแตกแยกขึ้นในสังคมไทย ของคนบางกลุ่ม ที่เป็นนักการเมืองผู้ฝักใฝ่การเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ อ้างถึง การคลั่งปฏิวัติฝรั่งเศส ที่ปกครองแบบสาธารณรัฐ และการติด #สาธารณรัฐ เป็นนัยยะในการต่อสู้ ซึ่งถ้าติดตามอย่างใกล้ชิด ก็จะรู้ว่า ใครเป็นใคร

คนกลุ่มนี้ พยายามปลุกปั่นจัดตั้งสาวกในโลกโซเชียลมานานแล้ว ก่อนที่จะตั้งพรรคการเมือง ก็ว่าได้ และก็ไม่แปลก ที่จะมีคะแนนเสียงเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ จำนวนมาก จากการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจก่อม็อบตั้งแต่ครั้งแรก จนมาถึงวันนี้ สิ่งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่พักหลังเริ่มนำเสนอเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ก็คือ การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์

แม้ว่า พวกเขาจะไม่ใช่คนที่เรียกร้องด้วยตัวเองก็ตาม แต่ทุกอย่างสอดรับ และสอดคล้องกันเสมอมา กับการประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม จัดชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 กระทั่งขยายผลที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และสนามหลวง เมื่อวันที่ 19 กันยายน และประกาศชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคมนี้

ที่สำคัญ พวกเขารู้ดีว่า คนไทยส่วนใหญ่ มีความจงรักภักดี ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และรู้ดีว่า พวกเขาเป็นส่วนน้อย แต่พวกเขาก็เชื่อว่า จะโน้มน้าวคนไทยส่วนใหญ่ให้คล้อยตามได้ ด้วยการแทรกซึมเข้าไปปลุกระดมเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษาจำนวนหนึ่ง เพื่อออกมาเป็นหัวหอกในการต่อสู้ และเปิดหน้าแทน จนรับเคราะห์แทนในการถูกจับกุมดำเนินคดีหลายคดี ไม่แน่อาจเป็นเหยื่อความรุนแรงในที่สุด แล้วก็ยิ่งเป็นผลดีต่อพวกเขาที่จะได้ขยายผลโจมตีผู้มีอำนาจไปทั่วโลก เพื่อกดดันให้อำนาจรัฐและอำนาจสถาบันล่มสลาย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ประเด็นที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เห็นได้ชัดว่า มีคนรู้ทันเกมของพวกเขา มีคนที่เห็นต่างจากพวกเขาจำนวนมหาศาล และพร้อมที่จะออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงจัง และจะไม่ทนแล้วเหมือนกัน

คำถามก็คือ พวกเขาจะถอยอย่างนั้นหรือ คำตอบก็คือ นี่คือ สิ่งที่พวกเขารอมานาน เกิดขึ้นเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะมันคือ สิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สถานการณ์สุกงอม” ของการต่อสู้กับเรื่องนี้ ดังนั้น ทำอย่างไร จึงจะทำให้เป็นการตบมือข้างเดียว ไม่ดัง แม้อยากจะตอบโต้ หรือ เอาคืนให้สาสมกับอารมณ์โกรธก็ตาม

เพียงให้รู้ว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้กับความเสื่อมศรัทธาของคนไทย ก็น่าจะเอาอยู่แล้ว หรือ กฎหมายที่เป็นกฎกติกาของสังคม ก็จะเป็นผู้จัดการไปตามเหตุและผลที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว หรือไม่จริง!?


กำลังโหลดความคิดเห็น...