xs
xsm
sm
md
lg

ม็อบปลดแอกเตะโด่งนักศึกษาสายล้มเจ้า กลับมาโฟกัสที่ไล่รัฐบาล-แก้ รธน.-โละ 250 ส.ว. ** ยุบสภา-แก้ รธน.? “หมอลักษณ์” ฟันธง! ดวงเมืองยามนี้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์





ข่าวปนคน คนปนข่าว

** ม็อบปลดแอกเตะโด่งนักศึกษาสายล้มเจ้า กลับมาโฟกัสที่ไล่รัฐบาล-แก้ รธน.-โละ 250 ส.ว. รัฐบาลผ่อนกระแสยอมแก้ รธน. จับตาร่างแก้ไขของแต่ละฝ่ายที่ล้วนมุ่งรักษาผลประโยชน์ตนเอง จะไปสุดทางหรือไม่
การชุมนุม “ธรรมศาสตร์จะไม่ทน” ที่ลานพญานาค ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมี “พริษฐ์ ชิวารักษ์” หรือเพนกวิน นศ.ธรรมศาสตร์ ที่ฮึกเหิม อหังการ์ ประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ที่พุ่งเป้าไปที่สถาบันเบื้องสูง เป็นข้อเรียกร้องที่ทะลุกรอบ “ไล่รัฐบาล ฉีกรัฐธรรมนูญ” ไปถึงขั้นที่เรียกได้ว่ามุ่ง “ล้มสถาบันฯ” โดยตรง ... ทำให้เกิดกระแสตีกลับ มีการต่อต้านจากสังคมโดยรวม เพราะรับไม่ได้!!

ล่าสุด การชุมนุมในนาม “กลุ่มประชาชนปลดแอก” ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 16 ส.ค. แกนนำจึงกลับมาโฟกัสที่ 3 ข้อเรียกร้องเดิม คือ 1. หยุดคุกคามประชาชน 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3. ต้องยุบสภา เลือกตั้งใหม่ มีแถมพ่วงด้วย “2 จุดยืน” คือ ต้องไม่มีการรัฐประหาร และไม่มีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยตัดประเด็น “ล้มเจ้า” และการปราศรัยจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันฯ ออกไป

ขณะที่ “เพนกวิน” และ “รุ้ง” ซึ่งเป็นตัวแทนขบวนการนักศึกษา “สายล้มเจ้า” ก็เข้ามาในที่ชุมนุมด้วย และเตรียมจะขึ้นเวทีปราศรัยประกาศข้อเรียกร้อง 10 ข้อ แต่ก็ถูกกันออกไป จึงทำได้แค่แจกใบปลิว 10 ข้อเรียกร้องดังกล่าวในที่ชุมนุม ก่อนที่จะกลับบ้านไปโดยอ้างว่าไม่สบาย

เมื่อจุดยืนของการชุมนุม “กลุ่มประชาชนปลดแอก” กลับมาเน้นที่ “แก้รัฐธรรมนูญ และไล่รัฐบาล” ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลนี้มาจากการสืบทอดอำนาจเผด็จการ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือ ...จึงได้รับการตอบรับจากมวลชนที่มาร่วมชุมนุมที่เห็นด้วยกับการต่อสู้ในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก...กระแสต่อต้านรัฐบาลยังลามไปถึงโรงเรียน โดยเฉพาะในระดับมัธยมฯ ที่มีการ ชู 3 นิ้ว เป็นสัญญลักษณ์ต่อต้านอำนาจเผด็จการ ระหว่างการเคารพธงชาติในตอนเช้า และมีการโพสต์ภาพ ติดแฮชแท็ก # โรงเรียนหน้าเขาไม่เอาเผด็จการ ...จนกระแสที่ว่านี้พุ่งพรวดในโซเชียลฯ


ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสกัดการสืบทอดอำนาจ จึงพุ่งไปที่อำนาจและที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยกลุ่มประชาชนปลดแอก ขีดเส้นตายว่า ... ภายในเดือน ก.ย.นี้ ถ้า ส.ว.ยังนั่งอยู่ในสภา 250 คน ไม่มีการแก้ไขอะไร ก็จะมีการยกระดับการชุมนุมขึ้นไปอีก!!
ความหมายก็คือ ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ มาตรา 269 ถึง 272 เพื่อโละ ส.ว. ตามบทเฉพาะกาลทั้ง 250 คนออกไป
เรื่องนี้ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานวุฒิสภา บอกว่าคงเป็นเรื่องยาก ที่จะให้โละ 250 ส.ว.ภายในเดือน ก.ย.นี้ เพราะทุกอย่างมีขั้นตอนของกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอยู่ ส.ว.ทุกคนเข้ามาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ...จะไปใช้มาตรการอะไร ที่บอกไม่ได้ว่ามาจากอำนาจอะไร คงไม่ได้!! เพราะเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของประชาชน ต้องฟังเสียงประชาชนทั้งหมด ด้วยการทำประชามติ ... ดังนั้น จะให้โละ ส.ว.ภายในเดือนก.ย.นี้ จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ !!
ขณะที่ “ส.ว.คำนูณ สิทธิสมาน” ได้อธิบายถึงข้อกฎหมายที่เป็นเงื่อนไข “ภาคบังคับ” ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ...ไม่ว่าจะแก้ มาตรา 256 จะตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หรือไม่ หรือจะแก้รายมาตรา จำเป็นจะต้องมีเสียงของ ส.ว.อย่างน้อย 1 ใน 3 คือ 84 คน ให้ความเห็นชอบ ทั้งในวาระที่ 1 และวาระที่ 3
ถ้าไม่ทำตามนี้ ก็มีแค่ 2 วิธี คือ การรัฐประหารอีกครั้งเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแล้วร่างกันใหม่ หรือไม่เช่นนั้นก็เกิดการปฏิวัติประชาชนเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ทั้ง 2 ทางมีโอกาสที่จะนำไปสู่ “สงครามกลางเมือง” ทั้งสิ้น


ดังนั้น จึงเห็นควรให้ใช้เวทีรัฐสภาเป็นที่แก้ปัญหา เพราะเชื่อว่า ส.ว.ทุกคนพร้อมพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน เพื่อลงมติตามผลประโยชน์ของประชาชน ... แต่ถ้าจะให้ ส.ว.แต่ละคนบอกในตอนนี้ว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข คงยังไม่สามารถบอกได้ เพราะยังไม่เห็นโจทก์ หรือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่จะมีการเสนอกันมา
ล่าสุด (17ส.ค.) “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยกเว้นตัวแทนจากพรรคก้าวไกล ได้ร่วมกันยื่นญัตติ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานสภาฯ แล้ว โดยเห็นว่าจะต้องแก้ไข มาตรา 256 และต้องตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาพิจารณาใหม่ ...ส่วน ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งจำเป็นต้องมี ก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น คณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน กำลังพิจารณา และจะยื่นมาตามมาในภายหลัง
นี่ก็เป็นไฟต์บังคับว่า ก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมี พ.ร.บ.ประชามติก่อน เพราะเมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ต้องผ่านประชามติ จึงจะมีผลบังคับใช้
เชื่อว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คงมีหลายฉบับ ในซีกของฝ่ายค้านนั้น แน่นอนว่าต้องมี ร่างที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนหลักในการเสนอ ซึ่งประเด็นใหญ่ก็จะอยู่ที่การตัดที่มาของ ส.ว. และอำนาจที่ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจมีร่างของพรรคก้าวไกล เสนอเข้ามาด้วย ซึ่งก็ต้องจับตาว่า มีประเด็นที่ล่อแหลมเกี่ยวกับ “สถาบันเบื้องสูง” ด้วยหรือไม่ ...


ส่วนร่างของฝ่ายรัฐบาลที่จะเสนอเข้าไปประกบ คงต้องรอดูผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญที่ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน ซึ่งมีกำหนดจะรายงานต่อสภาในวันที่ 9 ก.ย.นี้ เสียก่อน...ขณะที่ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์นั้น “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรค ก็แย้มว่านอกจากการแก้ไข มาตรา 256 แล้วยังมีประเด็นที่กำลังพิจารณาคือ การตั้ง ส.ส.ร. เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน การกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบการเลือกตั้งที่ควรยกเลิกระบบบัตรใบเดียว และเรื่องการทบทวนบทเฉพาะกาล ซึ่งก็คือเรื่อง ส.ว.นั่นเอง ... นอกจากนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะมีร่างฯ ที่ประชาชนเสนอเข้ามาด้วย
แน่นอนว่า แต่ละร่าง ที่แต่ละฝ่ายเสนอเข้ามานั้น ย่อมมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ... ซึ่งภาพรวมของเนื้อหาก็คงหนีไม่พ้นทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตนเองเป็นหลัก !!
จึงต้องจับตาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร... จะไปถึงฝั่งฝันกันหรือไม่ !!



**ยุบสภา-แก้ รธน.? “หมอลักษณ์” ฟันธง! ดวงเมืองยามนี้ถึงเวลาเปลี่ยนแปลง ส่วน “ฟองสนาน จับดวงลุงตู่ หากไถลไปถึง พ.ย. ชะตาที่กำลังตกจะฟื้นคืน!!


ว่าด้วยการเมืองร้อนๆ ระหว่างรัฐบาลกับม็อบเยาวชนที่เขยาขวัญกันสนั่นทุ่งโซเซียลฯ จนแฮชแท็ก (# ) ที่มีคำ "ไล่เผด็จการ" ชั่วโมงนี้ ฮอตฮิตติดเทรนด์แทบจะทุกอัน เช่น #ผูกโบขาวต้านเผด็จการ #โรงเรียนหน้าเขาไม่เอาเผด็จการ ดูๆ แล้ว "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ปกติติดตามโซเชียลฯ ก็คงพอจะทราบกระแสสังคมส่วนหนึ่ง เวลานี้กำลังคิดอะไรอยู่

เหตุที่ม็อบฮอตฮิตก็เชื่อกันว่า หลังม็อบตัดประเด็นจาบจ้วงเบื้องสูงที่สังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้ออกไป มาโฟกัสชัดๆ ที่ 3 ข้อเรียกร้อง ที่มี 1. รัฐบาลต้อง “หยุดคุกคามประชาชน”ที่ออกมาใช้สิทธิ และเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตย 2. รัฐบาลต้อง “ร่างรัฐธรรมนูญใหม่” ที่มาจากเจตจำนงของประชาชน เพื่อประโยชน์แก่สาธารณชนอย่างแท้จริง และ 3. รัฐบาลต้อง “ยุบสภา” เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงเจตจำนงในการเลือกผู้แทนของตนได้อีกครั้ง ได้ทำให้ม็อบมีแนวร่วมมากขึ้น

ถ้าว่ากันตามตรงก็เป็นเรื่องที่สะท้อนว่า "รัฐบาลลุงตู่" มีคนไม่ชอบ และไม่ทนเยอะขึ้น แต่คำถามที่สำคัญ คือ ภายใต้เส้นตายที่ม็อบที่ขีดเส้นไว้เดือน ก.ย. รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจต้องตอบสนองข้อเรียกร้อง หาไม่จะยกระดับการชุมนุมใหญ่ อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น มาดูกันที่ผู้หยั่งรู้ หรือโหราจารย์กันสักนิด

เริ่มจาก "ลักษณ์ ราชสีห์" หรือ ลักษณ์ เรขานิเทศ โหราจารย์ชื่อดัง เจ้าของลีลาท่าทาง “หมอลักษณ์ฟันธง” ด้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพจ “โหรฟันธง ลักษณ์ เรขานิเทศ” โดยฟันธงว่า ตามดวงชะตาเมืองยามนี้ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงชัดเจนอยู่แล้ว แล้วก็ตามด้วยความเห็นว่า ขอยืนยันการเป็นประชาชนในประเทศนี้ศรัทธานิยมในระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบของไทย โดยมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขของแผ่นดิน ไม่นิยมศรัทธาในระบอบเผด็จการ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ให้เป็นไปตามขั้นตอน เพราะประเทศต้องเปลี่ยนแปลง แต่ต้องยึดหลักไม่จาบจ้วงล่วงเกินสถาบันฯ ไม่ว่ากรณีใดๆ

"ส่วนจะให้มีการยุบสภา แก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชอบธรรม ยุติธรรม แบบประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และให้มีการเลือกตั้งใหม่ เอาเลยครับ ทำให้ถูกต้องตามแนวทางนี้ เต็มที่ ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกได้รับผลกระทบชัดเจน ในยามนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงชัดเจนอยู่แล้ว" ลงชื่อ ลักษณ์ ราชสีห์


วันเดียวกัน เฟซบุ๊ก “Fongsanan Chamornchan” ของ “ฟองสนาน จามรจันทร์” นักจัดรายการวิทยุ และโหราจารย์ชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความอธิบายปรากฏการณ์ตรึงกำลังสองฝ่ายที่ทำให้สังคมเกิดความอึดอัด สาระสำคัญคือ เป็นการเกิดขึ้นรอบสอง หลังจากเกิดขึ้นรอบแรกช่วงหลังเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 62 ที่ผ่านมา กว่าจะคิดคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) และจัดตั้งรัฐบาล ก็ใช้เวลานานมาก
ปรากฏการณ์ครั้งนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 63 ที่ผ่านมา จากการตรึงกำลังรุกไล่ระหว่างสองฝ่ายในเมือง ที่ประชาชนอยู่ตรงกลาง
ปรากฏการณ์นี้อธิบายทางโหร ว่า "หัวหน้าดาวดี" คือพฤหัสบดี ตรึงกำลังกับพระเสาร์ "หัวหน้าดาวร้าย" ในดวงเมือง โดยพฤหัสบดีจร ที่แทนด้วยเลข ๕ ทับพระเสาร์ดวงเดิม ที่แทนด้วยเลข ๗ เป็นหนึ่งคู่ ส่วนพระเสาร์จรที่แทนด้วยเลข ๗ ทับพฤหัสบดีดวงเดิมที่แทนด้วยเลข ๕ เป็นอีกหนึ่งคู่
ทางโหรเรียนปรากฏการณ์นี้ว่า "ดาวสมาสัปต์" หรือตรึงกำลังกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวหน้าดาวดี-ดาวร้าย ตรึงกำลังกัน ถือว่ามีความอึดอัด เช่น ดวงเมือง ช่วงก่อนจะได้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง ประชาชนอึดอัด หงุดหงิด จนดาวสองดวงนี้แยกจากกันเรื่องค่อยลงเอย
ส่วนการตรึงกำลังกันในเมือง ระหว่างสองฝ่ายรอบนี้จะเป็นอย่างไร และลงเอยแบบไหน อย่างไรนั้น การตรึงกำลังรอบนี้ เริ่มมาตั้งแต่ประมาณกลาง ก.ค.63 สองฝ่ายต่างผลัดกันรุก-รับตลอด แต่พระเสาร์หัวหน้าดาวร้าย จะเริ่มหยุด เปลี่ยนท่าทีหยุดไล่ล่าพฤหัสบดี ตั้งแต่ประมาณวันที่ 18 ก.ย.63 เป็นต้นไป
จากนั้นประมาณ วันที่ 22 ก.ย. 63 ก่อนหรือหลังเล็กน้อย ที่พฤหัสบดีจร หัวหน้าดาวดี ที่ถอยหลังถูกพระเสาร์จรไล่ล่ามาระยะหนึ่ง จะวกกลับสู้ด้วยพลังความดี กฎหมาย หรือสภาฯ รัฐธรรมนูญ ฯลฯ แต่การต่อสู้กันจะยังจะมีอยู่ให้อึดอัดใจต่อไป จนกว่าจะถึงวันที่ 13 พ.ย.63 ไปแล้ว เมื่อพฤหัสบดี จรย้ายเข้าราศีมังกร การตรึงกำลังรอบนี้ หรือแบบนี้จะหยุดลง ซึ่งใครจะทำอะไรเกรงใจพระจันทร์ ประชาชนส่วนใหญ่ของเมืองที่กำลังเป็นมนตรีจร ที่พึ่งของเมืองด้วย บทจะไม่ยอม ก็ไม่ยอมกันจริงๆ
ถ้า "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" เถลือกไถล ไปถึงประมาณ 13 พ.ย. 63 ชะตาที่กำลังตกอยู่ใต้คิ้วตอนนี้ จะเริ่มฟื้น คล้ายๆ คราวได้รูปที่ถ่ายกับคณะหมอมาช่วยตอนเจอโควิด-19 ส่วนจะไปถึงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับลีลาและฝีมือแล้ว" โหรฟองสนาน ระบุ
การเมืองเรื่องโหราศาสตร์ก็จบด้วยประการฉะนี้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็โปรดใช้วิจารณาณในการรับชมกันเอง.






กำลังโหลดความคิดเห็น...