xs
xsm
sm
md
lg

2 กมธ.ถกคดีบอสเล็งใช้ผลชันสูตรพยาน กมธ.สีกากี ชี้ช่องญาติฟ้อง ม.157 ฟื้นคดี

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปธ.สภาฯ เชิญ 2 กมธ.ประชุมสางคดีทายาทกระทิงแดง “สิระ ลั่น 5 ส.ค.รู้เผาตำรา-คน จิรายุ เตรียมใช้ผลชันสูตรพยาน กมธ.ตำรวจฯ ปิดจ้อบเตรียมส่งรายงาน ชี้กระบวนการสอบสวนไม่น่าชอบธรรม ยุญาติฟ้องตำรวจ-อัยการ ผิด ม.157 เปิดช่องฟื้นคดี

วันนี้ (3 ส.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร จัดประชุมพิจารณาเรื่องซ้ำซ้อนกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ขับรถชนตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตในปี 2555 โดยเชิญประธานคณะกรรมาธิการ 3 ชุดที่พิจารณาเรื่องเดียวกัน คือ นายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และนายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ

นายชวนให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมร่วมว่า ที่ประชุมได้ข้อยุติเรียบร้อยแล้ว โดยคณะ กมธ.กิจการตำรวจ ได้แจ้งว่า ได้ศึกษามาระดับหนึ่งแล้วจึงไม่ติดใจ แต่หาก กมธ.ตำรวจอยากมาร่วมกับอีก 2 คณะก็จะนำเข้าหารือต่อที่ประชุม กมธ.ตำรวจก่อนว่าจะมาร่วมประชุมกับอีก 2 คณะด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ การที่ตนไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกัน เพราะไม่ต้องการรบกวนข้าราชการ หรือบุคคลภายนอกต้องเข้ามาชี้แจง เพราะหาก กมธ.ทั้ง 3 คณะเชิญตำรวจ อัยการ หรือองค์การต่างๆ ทุกคณะก็ต้องมา 3 ครั้ง ถือเป็นภาระและความเดือดร้อน ดังนั้น ตามระเบียบแล้วต้องการให้ กมธ.ที่มีความซ้ำซ้อน สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยต้องมี กมธ.ชุดใดชุดหนึ่งเป็นเจ้าภาพของเรื่องนั้นๆ เพื่อมาประชุมร่วมกัน

เมื่อถามว่า ในฐานะประมุขฝ่ายนิติบัญญัติมองว่า คดีนี้ควรเดินไปในทิศทางใดเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจกับกระบวนการยุติธรรม นายชวนกล่าวว่า ตนเชื่อว่าองค์กรทั้งหลายที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบรู้ว่าต้องเอาอะไรไว้ในบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองอยู่ได้ด้วยหลักการความถูกต้อง ดังนั้น ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะรู้ว่าอะไรคืออะไร เพียงแต่ต้องให้องค์กรทั้งหลายได้ทำงาน อย่าเพิ่งไปวิจารณ์อะไรมาก และองค์กรเองก็ต้องรู้ว่า ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องก็จะมีอันเป็นไปในระยะยาว ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่แต่ละองค์กรต้องตระหนักในความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่า เวลานี้ทั้งตำรวจ และอัยการถูกลดความเชื่อมั่น ในฐานะนักกฎหมายจะทำอย่างไรเพื่อกู้ความเชื่อมั่นกลับมา นายชวนกล่าวว่า เราต้องถือองค์กร อย่าไปถือตัวบุคคลมาเป็นตัววัด เพราะในทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนที่พร้อมและไม่พร้อม มีคนที่มีปัญหาและไม่มีปัญหาเสมอ พูดง่ายๆ ทุกองค์กรมีทั้งคนดีและไม่ดี จึงอย่าไปเหมาว่า เมื่อเกิดอะไรขึ้นแล้วองค์กรนั้นจะเลวร้ายไปหมด แม้แต่ฝ่ายการเมืองตนก็เคยพูดเวลามีคนตำหนินักการเมือง ตนก็ยอมรับว่านักการเมืองก็มีทั้งดีและไม่ดี

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. ขอบันทึกการประชุมของ กมธ.การกฏหมาย สมัย สนช.ที่พิจารณาคดีนายวรยุทธ เพื่อมาเปิดเผยต่อสังคม นายชวนกล่าวว่า ข้อมูลอะไรที่นำมาเปิดเผยก็สามารถเปิดเผยได้ แต่เรื่องที่ขอมาตนยังไม่เห็นรายละเอียด เบื้องต้นทราบว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบอยู่ แต่ยืนยันว่า รายงานของ กมธ.กฎหมาย สามารถนำมาเปิดเผยได้ เว้นแต่การประชุมลับ และมีมติไม่ให้เปิดเผย ดังนั้น ตนจึงไม่ทราบว่ากรณีดังกล่าว กมธ.ประชุมแบบลับหรือไม่

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมการการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน เปิดเผยว่า นายชวนมีดำริให้รวมกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ขับรถชนตำรวจสน.ทองหล่อ เสียชีวิตในปี 2555 ที่มีคณะกรรมาธิการ 3 ขณะพิจารณาอยู่ โดยขณะนี้รอให้คณะกรรมาธิการตำรวจ พิจารณาว่าจะเสนอเรื่องใดเข้ามา ส่วนการประชุมวันที่ 5 ส.ค.นี้ก็จะเป็นการแชร์ข้อมูลกันระหว่างคณะกรรมาธิการการกิจการศาลฯ ซึ่งจะทำข้อมูลและคณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ จะเป็นคนออกจดหมายเชิญผู้ชี้แจงเป็นหลักเพื่อที่จะได้พิจารณาในเรื่องเดียวกัน หากพิจารณาวันที่ 5 ส.ค.ไม่จบก็จะขยับต่อไปอีกสัปดาห์ เนื่องจากรูปคดีและการพิจารณาต่างๆ ค่อนข้างมีความหลากหลาย รวมถึงมีสถานการณ์เกิดขึ้นใหม่รายวัน

นายจิรายุกล่าวว่า คณะกรรมาธิการกิจการศาลฯจะรับหน้าที่เชิญอดีตอัยการสูงสุด อดีตผู้พิพากษา หรือแม้แต่อดีตองค์กรอิสระต่างที่จะมาให้ความเห็น เนื่องจากไปดูฎีกาคดีลักษณะเดียวกันก็มีคำตัดสินที่หลากหลาย เช่นอาจจะตัดสินว่าผิด แต่ให้โทษรอลงอาญา เนื่องจากบรรเทาทุกข์ให้ผู้เสียหายแล้ว เป็นต้น ก็จะนำมาเทียบเคียงเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาต่อไป

นายจิรายุยืนยันว่า สิ่งที่คณะกรรมการและคณะกรรมาธิการรวมกัน 4 ชุด เมื่อทำงานถึงวันสุดท้ายแล้วเอกสารจะปรากฎ ใครก็แล้วแต่ที่ไปบิดเบือนหรือปรับปรุงเอกสารคงเป็นเรื่องยาก และเรียกร้องกรณีการเสียชีวิตของนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานปากสำคัญ ซึ่งนายกฯ ก็สั่งให้ชันสูตรใหม่เพื่อทำให้ความจริงปรากฏ แต่กลับมีบางประเด็นกลับบอกว่าไม่ไว้ใจกับผู้ชันสูตรที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งนายกฯ ก็ต้องสั่งการให้ชัดเจนว่าคนชันสูตรต้องมีความเป็นกลาง หรือควรตั้งกรรมการกลางขึ้นมาหรือไม่ เพราะสังคมเคลือบแคลงใจ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันนี้ และหากเป็นไปได้หากมีการชันสูตรศพเสร็จอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้ช่วงเย็นผลการชันสูตรก็คงออกมาและจะทำให้ความจริงปรากฏอีกครั้งหนึ่ง จะได้หาข้อมูลต่างๆ ต่อเนื่องไปถึงวันที่ 5 ส.ค.ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะต้องตรวจสอบต่อไป

ด้านนายสิระ เจนจาคะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า มีการออกหนังสือเชิญไปตั้งแต่วันที่ 29 ก.ค. โดยเชิญคณะกรรมาธิการกฎหมายในสมัย สนช.ทั้งหมด ตำรวจที่เกี่ยวข้อง อัยการที่เซ็นลงนามสั่งไม่ฟ้อง และตำรวจที่เซ็นไม่เห็นแย้ง พนักงานสอบสวนทั้งหมด เพราะการประชุมครั้งที่แล้วมีปัญหายังไม่ทราบข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด ส่วนพยานที่เสียชีวิตไปแล้วก็ตัดออกไปเหลือพล.อ.ท.จักรกฤษ ถนอมกุลบุตร ซึ่งได้ทำหนังสือเชิญมาด้วย ส่วนกรรมาธิการสมัย สนช.มีการตอบรับมาพอสมควร โดยจะขอดูเรื่องมติ ชวเลข รายงานการประชุม และมติที่ออกมาของกรรมาธิการว่าแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ มีผลต่อการสั่งไม่ฟ้องหรือไม่ ซึ่งจะได้รับรายงานบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการของ สนช.ในวันพรุ่งนี้ (4 ส.ค.) โดยขอจากประธานสภาผู้แทนราษฎร

ส่วน พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการของ สนช.จะมาชี้แจงด้วยหรือไม่นั้นยังไม่ทราบ แต่ก็อยากให้มาทุกคนเพื่อความโปร่งใส จะได้ตอบให้ประชาชนได้หายสงสัย จะได้นำไปสู่การแก้ไขช่องโหว่และให้ประชาชนเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม และจะได้ไม่มีคำว่าคุกมีไว้ขังแค่คนจน ยืนยันว่าคณะกรรมาธิการฯจะใช้ความรู้ ความสามารถอย่างเต็มที่ ในฐานะคนกลางจากประชาชน ถ่ายทอดการประชุมสามารถฝากคำถามได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ทั้ง 2 คณะที่ต้องพิจารณาร่วมกันเพราะข้อบังคับการประชุมสภาที่ 90 กำหนดว่าประเด็นที่ซ้ำซ้อนกันต้องมาพิจารณาร่วมกัน และขอให้เชื่อมั่นคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ และคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้น

“มีนักวิชาการบอกว่าถ้าคดีเป็นอย่างนี้ก็ต้องกลับไปเผาตำราทั้งหมด ดังนั้น ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ก็จะรู้ว่าตำราผิด หรือคนผิด ถ้าตำราผิดก็ต้องเผาตำรา แต่ถ้าคนผิดก็ต้องเผาตนและดำเนินคดีไป เดี๋ยวจะได้รู้ว่าต้องเผาอะไร” นายสิระกล่าว

ด้านนายนิโรธ สุนทรเลขา ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ได้แจ้งต่อนายชวนแล้วว่า ขณะนี้ภารกิจในการตรวจสอบคดีของนายวรยุทธ ในส่วนของคณะกรรมการตำรวจถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว เพราะได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงและได้ข้อมูลในระดับหนึ่ง ส่วนเรื่องของความเร็วของรถและสารเสพติดก็เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้คณะกรรมาธิการได้รวบรวมเอกสารข้อมูลต่างๆ เพื่อมอบให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎร ภายในสัปดาห์นี้ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่ากระบวนการสืบสวนสอบสวนครั้งนี้ไม่น่าจะถูกต้องชอบธรรม และควรรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ ถ้ารื้อฟื้นคดีโดยมรดกตกทอด ทางทายาทในเรื่องฟ้องคดีอาญานั้นพบทางตัน แต่กรรมาธิการฯมองเห็นน่าจะให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งฟ้องตำรวจและอัยการ ตามมาตรา 157 ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งหากศาลเห็นว่ากระทำผิดก็สามารถนำคดีกลับมารื้อฟื้นใหม่ได้ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการฯกำลังประสานกับทายาทของดาบตำรวจที่เป็นพี่หรือน้อง เพื่อให้ ข้อเสนอแนะและให้ความช่วยเหลือ เพื่อรื้อฟื้นคดีต่อไป




กำลังโหลดความคิดเห็น...