xs
xsm
sm
md
lg

อายัดศพพยาน"บอส" นายกฯสั่งผ่าพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย ชี้เงิน-อำนาจทำระบบเสื่อมทรุด

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

นายกฯสั่งอายัดศพ "จารุชาติ" พยานปากเอก คดี"บอส" ตรวจพิสูจน์ให้สิ้นข้อสงสัย ยันใครผิดต้องได้รับโทษ เปิดวงจรปิดพบ "จารุชาติ" นั่งดื่มกิน ร้านเดียวกับคู่กรณีคืนเกิดเหตุ ก่อนทัก-ชักชวนกันไปเที่ยวต่อ "วิชา" เผยเป็นคนขอนายกฯอายัดศพ

จากกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงของ นายจารุชาติ มาดทอง อายุ 40 ปี ชาว จ.เชียงราย พยานคนสำคัญในคดีที่ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ที่ก่อเหตุขับรถชนตำรวจเสียชีวิต เมื่อปี 2555 ซึ่งญาติจะมีการฌาปนกิจศพนายจารุชาติ ในวันที่ 2 ส.ค. เนื่องจากเห็นว่าการเสียชีวิตของนายจารุชาติจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อกลางดึกวันที่ 30 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ และสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างมาก

วานนี้ (2ส.ค.) น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้ความสำคัญกับคดีนี้ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังได้รับทราบถึงการเสียชีวิตของนายจารุชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานคนสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอายัดศพ นายจารุชาติ ไว้ก่อน เพื่อนำกลับมาตรวจพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อไม่ให้เป็นข้อกังขาคาใจของประชาชน แต่ยืนยันว่า ไม่ใช่การแทรงแซงกระบวนการยุติธรรม

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวนายกรัฐมนตรีคาดหวังให้คณะกรรมการตรวจสอบความจริงของหน่วยงานต่างๆได้ทำงานอย่างเต็มกำลัง พร้อมให้ "คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฏหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน" ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธานกรรมการได้นำเสนอความจริงต่อนายกฯ และสาธารณชน ก่อนที่จะพิจารณาว่า ควรดำเนินการอย่างไรต่อไป

"นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่ารัฐบาลจะอำนวยความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในคดีดังกล่าว หากพบว่ามีการกระทำความผิดจริง คนผิดจะต้องได้รับการลงโทษ โดยคดีนี้จะไม่เป็นที่ค้างคาใจของประชาชน นอกจากนี้ยังต้องไปดูโครงสร้างของกระบวนการยุติธรรมด้วยว่ามีช่องโหว่ หรือไม่ ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติให้สัมคมเกิดข้อกังขากับกระบวนการยุติธรรมของไทย" น.ส.ไตรศุลี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.ธาตรี กุลวัฒน์ ผกก.สภ.พาน จ.เชียงราย พร้อมเจ้าหน้าที่เข้าไปเจรจากับญาติ นายจารุชาติ เพื่อขอรับศพไปทำการชันสูตรพลิกศพอย่างละเอียด หลังจากได้มีการหารือกับทางญาติแล้ว ก็ได้รับการยินยอม แม้ว่าจะมีการแจ้งอย่างเร่งด่วนในช่วงเช้าของวันประกอบพิธีฌาปนกิจศพนี้ก็ตาม เพราะทางเจ้าหน้าที่และญาติ ตกลงจะให้มีการประกอบพิธีทางศาสนา เคลื่อนศพไปยังฌาปนสถาน และประกอบพิธีถวายผ้าบังสุกุลแด่พระสงฆ์ตามขั้นตอนก่อน จากนั้นจึงค่อยนำศพไปทำการตรวจพิสูจน์ต่อไป

จารุชาติ-คู่กรณี นั่งกินร้านเดียวกัน


สำหรับความคืบบหน้า กรณี นายจารุชาติ มาดทอง เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถจักรยานยนต์ชนกับรถจักรยานยนต์ ของนายสมชาย ตาวิโน อายุ 50 ปี เมื่อเวลาประมาณ 01.30 น. ของวันที่ 30 ก.ค. 63 ที่ผ่านมา ที่บริเวณแยกฟ้าธานี ถ.ห้วยแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่นั้น พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตะสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ นายสมชาย ให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่รู้จักกับนายจารุชาติ ผู้ตายมาก่อน เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจได้ติดตามแกะรอย โดยย้อนเส้นทางของการขับขี่ กลับไปตามต้นทางจนพบว่า นายสมชายได้ไปกินดื่ม ที่ร้านอาหารคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.แม่เหียะ และได้พบหลักฐาน จากกล้องวงจรปิด และพยานบุคคลเป็นเจ้าของ และพนักงานในร้าน จนทราบความจริงว่า นายสมชาย ให้การไม่ตรงกับความจริงจึงได้เรียกมาสอบเพิ่ม ซึ่งนายสมชาย ได้กลับคำให้การ โดยอ้างว่าเกิดจากอาการเมา ที่ดื่มไปมาก

พล.ต.ต.พิเชษฐ ได้ลำดับเหตุการณ์ว่า นายสมชาย ได้ไปกินดื่มในร้านอาหารดังกล่าว จนกระทั่งร้านใกล้จะปิด เช่นเดียวกับนายจารุชาติ ผู้ตายที่ไปนั่งกินดื่มแต่ไม่ได้ไปด้วยกัน ไม่ได้ร่วมโต๊ะเดียวกัน แต่เป็นจังหวะที่ร้านกำลังจะปิด ทั้งสองคนจึงมาเจอกันที่หน้าร้าน ด้วยอาการเมา ทั้งคู่จึงได้พูดคุยกันถูกคอและชวนกันไปดื่มต่อ โดยนายสมชาย ได้ชวนนายจารุชาติ ว่าจะพาไปหาคนชื่อน้องแหวน ในตัวเมือง เพื่อดื่มเหล้ากันต่อ หลังจากนั้นก็ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามกันมาในลักษณะที่เมา มีการขับเฉี่ยวกันไปมา จนกระทั่งมาถึงจุดเกิดเหตุ ผู้ตายพยายามจะแซงแต่เฉี่ยวชนกันจนเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ส่วนนายสมชาย ตั้งแต่คืนวันที่ 31 ก.ค. 63 ก็ได้ลำดับเหตุการณ์ใหม่ และยอมรับว่าที่ให้การไปว่า ไม่รู้จักกันก็ด้วยความเมา ยืนยันว่า เพิ่งมารู้จักกันที่หน้าร้านเหล้าดังกล่าว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงมั่นใจว่า จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ตอนนี้รอเพียงผลพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน ผลตรวจร่างกายของทั้งสองคนเรื่องของสารต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ เพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี เบื้องต้นมีการแจ้งข้อหานายสมชาย ขับรถโดยประมาทไปแล้ว

ชี้เงิน-อำนาจทำระบบยุติธรรมเสื่อมทรุด


นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส เปิดเผยว่า ตนได้เสนอกับนายกรัฐมนตรี ให้สั่งอายัดศพนายจารุชาติ มาดทอง หนึ่งในพยานปากสำคัญในคดีนี้ เพื่อนำกลับมาชันสูตรให้ได้ข้อเท็จจริง เนื่องจากมีการเสียชีวิตอย่างกะทันหัน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการเสียชีวิตผิดธรรมชาติ และสังคมยังมีความเคลือบแคลงสงสัย

" ผมตั้งข้อสังเกตผู้เสียชีวิตมีการตายแบบผิดธรรมชาติ จึงต้องมีการไต่สวน ชันสูตรพลิกศพว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร เพราะมันอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว เว้นแต่จะไม่ทำเท่านั้น ความเชื่อว่าหากไม่ทำเรื่องนี้ให้สิ้นความสงสัย จะทำให้เกิดปัญหาแน่นอน"

นายวิชา กล่าวด้วยว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการฯ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้ง 10 คน นัดแรกในวันนี้ (3ส.ค.) เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเบื้องต้น จะฟังเสียงของผู้ทรงคุณวุฒิว่า มีข้อคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง และจะได้มอบนโยบายได้ถูกต้อง

ในส่วนความคาดหวังของสังคมนั้น นายวิชา กล่าวว่า เมื่อมาอยู่ในจุดที่ต้องรับผิดชอบ ก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมีความเสื่อมทรุดไปกว่าเดิม โดยอาจจะมีเรื่องของผลประโยชน์เงิน และอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกชาติ ซึ่งถึงจุดเวลาที่จะต้องยกเครื่อง และการทำงานใหม่ สังคมต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย เนื่องจากเราได้ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้มานานพอสมควร อีกทั้งบ้านเมือง ก็มีการเปลี่ยนแปลง จะทำแบบเดิมคงไม่ได้แล้ว ความคิดของผู้คนก็เปลี่ยนไป

"ยอมรับว่าประเทศไทยปฏิรูปมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม หรือเรียกว่าปฏิวัติหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ซึ่งถึงเวลาแล้วจะต้องเอาจริงเอาจังกับระบบกระบวนการยุติธรรมไทย เพราะถึงขนาดนายกฯ สั่งการ รวบรวมความคิดจากผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ รวมถึงคดีความมาเป็นแม่แบบ หรือต้องถอดบทเรียน หากปล่อยทิ้งไป เมื่อคณะกรรมการชุดนี้ไปนั่งสอบเฉยๆ จะทำให้เกิดความเสียหายเวลา ทั้งนี้จะขออะไรที่นายกฯ สามารถทำได้เพื่อประชาชน คณะกรรมการชุดนี้ ก็จำเป็นจะต้องทำ" นายวิชา กล่าว

ยัน"ยาอะม็อกซี่"ไม่มีส่วนผสมโคเคน


พญ.ศศิธร คุณูปการ อายุรแพทย์โรคไต โพสต์ข้อความอธิบาย กรณีพบสารโคเคน จากยาอะม็อกซี่ ในตัว "บอส อยู่วิทยา" พร้อมยืนยันสารประกอบในยา ไม่มีส่วนผสมของโคเคน ตามที่ตำรวจอ้างคำให้การของทันตแพทย์ที่ว่าเป็นแค่ยาชาที่ใช้ในการทำฟัน

พญ.ศศิธร ระบุว่า อะม็อกซี่ (Amoxy)หรือชื่อเต็มก็คือ “อะม็อกซีซิลลิน (Amoxycillin)"เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่มเพนนิซิลิน มีลักษณะเป็นเม็ดแคปซูล สีเขียวฟ้า (บางยี่ห้อสีเหลืองแดง) โดยทั่วไปใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น โรคติดเชื้อในช่องปาก หรือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับยาชนิดนี้ คือ คิดว่าเป็น“ยาแก้อักเสบ”หรือ“ยาแก้เจ็บคอ”เพราะมีร้านยาจำนวนมาก เมื่อคนไข้ไปหาด้วยอาการเจ็บคอก็มักจะจ่ายยาตัวนี้ให้ โดยไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ทั้งที่จริง“อาการเจ็บคอ”โดยส่วนใหญ่เกิดจาก “เชื้อไวรัส”ไม่จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะ ที่ใช้สำหรับ“ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย”

หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่ามีการติดเชื้อแล้ว โดยทั่วไปต้องกินยาต่อเนื่อง นาน 7-10 วัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรืออาจจะพิจารณาใช้เป็นยาฉีด ในกรณีที่ไม่สามารถกินยาได้ ตัวยาจะขจัดออกจากร่างกายผ่านการ“กรองของไต”โดยสารประกอบที่ขับออกมา ไม่มีส่วนผสมของโคเคนแต่อย่างใด จึง “เป็นไปไม่ได้”ที่จะเจอสารโคเคน หลังจากทานยาตัวนี้

ในฐานะที่ได้สั่งยาตัวนี้เป็นประจำ“ไม่เคย”เลยสักครั้ง ที่พบรายงานว่า ผู้ป่วยตรวจเจอโคเคน หลังทานยา ดังนั้น หยุด!! สร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมไทยเสียที อย่ามาอ้างนู่น อ้างนี่ "โคเคนก็คือโคเคน" ไม่ใช่ยาชา ไม่ใช่ยาอะม็อกซีซิลลิน


กำลังโหลดความคิดเห็น...