xs
xsm
sm
md
lg

“คำนูณ” หวั่นรัฐเยียวยาไม่สมดุล ให้ดอกเบี้ยพันธบัตร “เราไม่ทิ้งกัน” สูงกว่าปกติ 3 เท่า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ส.ว.คำนูณ” ตั้งข้อสังเกต ให้ดอกเบี้ยพันธบัตร “เราไม่ทิ้งกัน” สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป 3 เท่า เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สมดุลกันทุกกลุ่มหรือไม่ ชี้เป็นการเยียวยากลุ่มมั่งมี โดยเอาภาษีของประชาชนทุกกลุ่มมาจ่าย และต้องตั้งงบประมาณจ่ายคืน ทำให้งบประมาณส่วนอื่นลด สุดท้ายต้องหาทางเก็บภาษีเพิ่ม

วันนี้ (14 พ.ค.) นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก และกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา โพสต์ข้อความในแฟนเพจ คำนูณ สิทธิสมาน ในหัวข้อ พันธบัตรเราไม่ทิ้งกันดอกเบี้ยสูง รัฐบาลเยียวยาคนทุกกลุ่มได้ ‘สมดุล’ กันแน่แล้วนะ? มีรายละเอียดว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดจำหน่ายพันธบัตรรัฐบาลออมทรัพย์พิเศษรุ่น ‘เราไม่ทิ้งกัน’ ของกระทรวงการคลัง วงเงินรวม 50,000 ล้านบาท เฉพาะช่วง 7 วันแรกนี้เปิดขายให้เฉพาะบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปก่อน เป็นส่วนหนึ่งของการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เป็นพันธบัตรออมทรัพย์พิเศษที่มีอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันไดเฉลี่ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลทั่วไปเกือบ 3 เท่าโดยประมาณ


“เป้าหมายนอกจากเพื่อนำเงินมาใช้ในช่วงมหาวิกฤตของประเทศตาม พ.ร.ก.แยกเป็น 3 ก้อน - (1) จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข 4.5 หมื่นล้านบาท (2) เยียวยาประชาชนกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต 5.5 แสนล้านบาท และ (3) ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมในระดับชุมชน 4 แสนล้านบาท - แล้ว จากการแถลงของรัฐมนตรีคลังเมื่อเร็วๆ นี้ยังมีอีก 2 เป้าหมายที่ผมสรุปได้ และคิดว่าน่าสนใจมาก

หนึ่ง - “เป็นการสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยของประชาชนรายย่อย”

สอง - “เป็นการเยียวยาให้กลุ่มประชาชนที่เสียภาษีให้กับรัฐบาลให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ตลาดการเงินมีความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ”

เป็นการเยียวยาประชาขนกลุ่มมั่งมีเงินเหลือพอให้ลงทุนระยะยาวได้!

ก็ไม่ผิดหรอกที่รัฐบาลจะต้องเยียวยาทุกกลุ่ม ทั้งยากไร้และมั่งมี
แต่รัฐบาลต้องเตรียมตอบคำถามให้ดีๆ นะครับในการเยียวยาประชาชนทุกกลุ่มนั้น ‘สมดุล’ กันดีแล้วแน่นะ โดยต้องตอบคำถามให้ได้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่ด้านใดด้านหนึ่งอย่างผิวเผินเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องเชื่อมโยงพระราชกำหนดทั้ง 3 ฉบับเข้าด้วยกัน

อย่างเช่นในกรณีเยียวยากลุ่มมั่งมีกรณีพันธบัตรเราไม่ทิ้งกันนี้ เมื่อนำไปประกอบกับพระราชกำหนดฉบับที่ 3 ให้แบงก์ชาติตั้งกองทุน BSF เอาเงินของประชาชนทั้งชาติ 4 แสนล้านมาซื้อหุ้นกู้ในตลาดแรก แปรหนี้ภาคเอกชนให้เป็นหนี้ภาครัฐ ซึ่งก็คือการดูแลกลุ่มทุนใหญ่และนักลงทุนกลุ่มมั่งมีมากๆ แล้ว มีคำถามให้รัฐบาลต้องตอบมากทีเดียวครับในประเด็น ‘สมดุล’ แห่งการช่วยเหลือนี้

ถามว่าจริงๆ แล้วใครเป็นผู้จ่ายในการเยียวยาประชาชนกลุ่มมั่งมีในกรณีพันธบัตรเราไม่ทิ้งกัน คำตอบคือประชาชนทุกกลุ่มเป็นผู้จ่ายครับ! ซึ่งแน่นอนว่าเป็นกลุ่มยากไร้และกลุ่มกลางๆ ที่เสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลมายาวนานเช่นกันแต่ไม่มีเงินเหลือเก็บให้ไปได้รับการเยียวยาจากการซื้อพันธบัตรได้ !!

จ่ายทางไหน ? ก็จ่ายทางภาษีอากรที่เสียให้รัฐบาลโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง อย่าลืมว่าคนยากไร้หรือคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ให้ต้องเสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดาก็ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT จากการอุปโภคบริโภคกันทุกคนนะครับ ภาษีเหล่านี้เป็นรายได้ให้รัฐบาลนำไปตั้งงบประมาณแผ่นดินประจำปี

ส่วนสำคัญที่บังคับไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็คืองบประมาณชำระคืนเงินกู้ ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ซึ่งก็รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยของพันธบัตรเราไม่ทิ้งกันดอกเบี้ยสูงนี้ด้วย เมื่อต้องจ่ายในส่วนนี้มาก ก็จะไปลดงบประมาณในส่วนลงทุนให้น้อยลง ลดลงมากไปก็ต้องหาเงินมาเติม ซึ่งก็มีอยู่ 2 ทาง คือ เก็บภาษีเพิ่ม หรือกู้เงินเพิ่ม ซึ่งก็ต้องมีงบประมาณใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มในปีต่อๆ ไป

นี่คือวัฏจักรเกลียวสว่านที่สุดท้ายปลายสว่านก็มีลงที่ประชาชนโดยรวมทุกกลุ่มอยู่ดี

ทั้งประชาชนโดยรวมทุกกลุ่มในวันนี้ และประชาชนโดยรวมทุกกลุ่มในอนาคตต่อไปตลอด 5-10 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนคนรุ่นใหม่ในวันนี้ที่ในวัยทำงานของพวกเขานอกจากจะต้องปรับตัวครั้งใหญ่แล้วยังมีภาระภาษีและภาระงบประมาณแผ่นดินด้านลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นไม่มากมาเป็นตัวสร้างความยากลำบากเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

ที่สุดแล้ว จะกลับมายังจุดสำคัญที่ว่า แล้วเงินกู้นอกงบประมาณ 1 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะในส่วน 4 แสนล้านบาท เอาไปทำโครงการที่จะผลิดอกออกผลจริงหรือไม่ รั่วไหลหรือไม่ เป็นเบี้ยหัวแตกหรือไม่

และที่สุดของที่สุดจริง ๆ ตอบเรื่อง ‘สมดุล’ ของการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มให้ได้

“สังคมใดไร้ ‘สมดุล’ สังคมนั้นยืนได้ไม่มั่นคงครับ”


กำลังโหลดความคิดเห็น...