xs
xsm
sm
md
lg

ส้มหวานเน่าแน่! “หมอวรงค์” แฉ “ทอน” เชื่อ “ปิยบุตร” เลยซวย ขณะ กกต.ยืนยันอำนาจเด็ดขาดอยู่ที่ “ชุดใหญ่”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เน่าแน่! “หมอวรงค์” แฉ “ทอน” เชื่อ “ปิยบุตร” เลยซวย เอกสารหลุดพูดไม่หมด ขณะกกต.ยืนยันอำนาจสั่งฟ้อง อยู่ที่ “ชุดใหญ่” มิใช่ กก.สืบสวนฯที่สั่งไม่ฟ้อง อย่างที่ “ปิยบุตร” นำมาแฉ เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้(13 ก.พ.63) เฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย(รปช.) โพสต์หัวข้อ “ธนาธรคงฟังปิยบุตรมากไป”

โดยสาระสำคัญระบุว่า “1.ธนาธรออกมาโวยวายกกต. ลั่นเงินกู้ถูกกฎหมาย จี้ตอบครอบงำพรรคอย่างไร รวมทั้งเงินของผมนั้น มีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร แสดงว่า นายธนาธรอ่านเอกสารหลุดของกกต. ที่นายปิยบุตรออกมาพูดไม่จบ หรือฟังแต่นายปิยบุตรจึงผิดพลาดหมด

2.ประเด็นมันอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ ไม่ส่งเอกสารทางการเงินที่กกต.ต้องการ ทั้งรายได้ รายจ่าย เอกสารชำระหนี้ และเอกสารอื่นๆ รวมทั้งข้อสงสัยการกู้161ล้านบาทเมื่อต้นมกราคม 62 และใช้คืนในเดือนเดียวกัน 74 ล้านบาท แต่ใช้เงินสดคืนถึง 24 ล้านบาท และมากู้อีก 30 ล้านบาทในเดือนเมษายน 62 และลดดอกเบี้ยจาก ร้อยละ 7.5 เหลือร้อยละ 2

การกระทำดังกล่าวนั้น เข้าข่ายเอื้อประโยชน์ที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท ทั้งๆที่นายธนาธร ก็บริจาคเงินให้พรรค ปีละ 10 ล้านบาททั้งปี 2561 และ 2562 ไปแล้ว

3.จึงทำให้สงสัยว่า เป็นการกู้อำพรางเพื่อให้ประโยชน์แก่พรรคอนาคตใหม่หรือไม่ การกระทำดังกล่าว จึงผิดมาตรา 62 (เรื่องรายได้) มาตรา 66 (เรื่องรับเงินเกิน 10 ล้านบาท) มาตรา 72 (ไม่ใช่เงินนายธนาธรมีแหล่งที่มาผิดกฎหมาย แต่พรรคได้เงินมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย) ทางกกต. จึงใช้มาตรา 92 วงเล็บ 3 เสนอยุบพรรคตามความผิดมาตรา 72 คือได้ประโยชน์อื่นใดที่มูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และได้มาด้วยวิธีไม่ชอบด้วยกฎหมาย

4.ที่สำคัญถ้าดูตามมาตรา 87 เงินและทรัพย์สินของพรรคการเมือง ต้องนำไปใช้จ่ายเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งของพรรคการเมืองและสมาชิก และค่าใช้จ่ายในการบริหารพรรคการเมือง ไม่มีช่องที่ให้นำไปชำระเงินกู้ เท่ากับว่าพรรคคุณก็ผิดมาตรานี้อีก

5.ขนาดคุณธนาธรไปให้ปากคำที่กกต. คุณยังพูดคำตอบซ้ำๆเลยว่า จำไม่ได้ ไม่แน่ใจ ทั้งๆที่คุณทำเองทั้งสิ้น ดังนั้นทางที่ดีคุณธนาธรควรเปลี่ยนทีมงาน และรวบรวมข้อมูล ไปต่อสู้ในศาลรัฐธรรมนูญจะดีกว่ามากล่าวหากกต. เพราะต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ ทุกฝ่ายก็ต้องจบและเคารพคำตัดสินของศาล

ถ้ายังไม่เข้าใจอีกให้ติดตามการ live ผ่านรายการ NEXTรปช. ครั้งที่ 2 วันที่ 15 ก.พ. 63 เวลา 10.30 น.ทางเพจของผม คุณจะเข้าใจมากขึ้น
#ขอบคุณผู้หวังดีที่ส่งเอกสารหลุดชุดเดียวกับปิยบุตรมาให้

ทั้งนี้วันเดียวกัน(13 ก.พ.63) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีเงินกู้ 191 ล้านในวันที่ 21 ก.พ. พรรคอนาคตใหม่จะมีการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์อะไรหรือไม่ ว่า เรื่องนี้ต้องหารือทีมยุทธศาสตร์พรรคก่อน แต่อย่างหนึ่งที่สบายใจเมื่อเทียบกับคดีอิลลูมินาติกับคดีเงินกู้นี้ ตนมีความเชื่อว่า คดีอิลลูมินาติมีช่องว่างให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้ดุลยพินิจมากกว่า เพราะมันเป็นเรื่องปฏิกษัตริย์นิยม สามารถตีความได้กว้างและมีช่องให้ศาลใช้ดุลยพินิจมากจริงๆ แต่เคสนี้ช่องว่างให้ศาลใช้ดุลยพินิจน้อยมาก

“คุณบอกว่า เงินกู้เป็นรายได้และตีความว่าผมผิดตามมาตรา 66 เมื่อไร คุณเถียงกับนักบัญชี นักกฎหมายทั่วประเทศ เพราะมันไม่ใช่ มันมีมาตรฐานการบัญชีรองรับอยู่ เรื่องบัญชีมันตรงไปตรงมา ดังนั้นคุณดิ้นตรงนี้ไม่ได้ หรือคุณจะบอกว่า ผมครอบงำพรรคได้อย่างไร ในเมื่อคุณไม่เคยศึกษาเลยว่าพรรคผมทำงานอย่างไร อยู่ๆ มากล่าวหาว่าผมครอบงำพรรค

ผมอยากจะรู้ว่าคุณจะเขียนอย่างไรว่า ผมครอบงำพรรค และสุดท้ายคุณจะพิสูจน์อย่างไรว่า เงินของผมนั้นมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผมยังเชื่อว่า ไม่ผิด แต่ประมาทไม่ได้ เราก็ไม่ได้ไว้วางใจ"

นายธนจาธร กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีกิจกรรมอะไรหรือไม่นั้น คงมีกิจกรรมกับ กกต.แน่ๆ ในเรื่องฟ้อง กกต. เป็นรายบุคคล ซึ่งฟ้องก่อนศาลนัดอ่านคำวินิจฉัยได้เลย เพราะมันเข้าข่าย 157 ชัดๆ คุณกล่าวหาผมไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่ไม่แจ้งข้อกล่าวหาผม มีกระบวนการยุติธรรมที่ไหนเขาทำอย่างนี้กันบ้าง

ภาพจากเฟซบุ๊ก Warong Dechgitvigrom
ที่สำคัญ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.63 มีรายงานข่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) หรือ ที่ประชุมกกต.ชุดใหญ่ ได้มีการพิจารณาคำชี้แจงของนายทะเบียนพรรคการเมือง และคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่กกต.ที่พรรคอนาคตใหม่อ้างเป็นพยานในคดียุบพรรคจากเหตุกู้เงิน 191 ล้านบาท จากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กรณีสำนักงานฯจัดทำขึ้น ซึ่งจะต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในวันนี้(12 ก.พ.63) ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด โดยศาลรัฐธรรมนูญให้กกต.ชี้แจงในเรื่องขั้นตอนการพิจารณาคำร้องดังกล่าว

ทั้งนี้ กกต.ได้ชี้แจงยืนยันว่า ขั้นตอนการพิจารณาเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย แม้ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน อนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งของสำนักงานกกต.จะมีความเห็นเสนอต่อกกต.ให้ยกคำร้อง แต่อำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยเป็นของกกต. ซึ่งสามารถเห็นตามหรือเห็นต่างจากที่คณะกรรมการสืบสวนฯ หรืออนุกรรมการฯเสนอได้ โดยหลังที่ประชุมกกต.ได้เห็นชอบคำชี้แจงดังกล่าวแล้ว ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่นำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อช่วงเวลา 16.00 น.ที่ผ่านมา

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 8 ก.พ.63 หมอวรงค์ เคยโพสต์เฟซบุ๊ก จับผิด นายปิยบุตร กรณีบิดเบือนความจริง เกี่ยวกับขั้นตอนอำนาจหน้าที่ของ กกต. มาแล้ว

โดยระบุว่า “1.เมื่อมีผู้ร้องเข้ามา คณะกรรมการกกต.ชุดใหญ่จะพิจารณา ถ้าเรื่องไม่มีมูลเรื่องจะตกไป แต่ถ้ามีมูลจะตั้ง

1.1คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เสนอความเห็น
1.2เรื่องจะผ่านมาที่เลขาธิการ กกต.(จะมีคณะทำงานชุดหนึ่งพิจารณาก่อนเสนอ เลขาธิการกกต. เหมือนธุรการ)
1.3เสนอเรื่องต่อให้อนุกรรมการวินิจฉัย
1.4เรื่องต้องจบที่คณะกรรมการ กกต.ชุดใหญ่
เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ กกต. ซึ่งจะเอาผิดทางอาญา

2.เมื่อมีข้อเท็จจริงถึงการกระทำผิดของพรรคการเมือง นายทะเบียนพรรคการเมือง (เลขาธิการ กกต.โดยตำแหน่ง) เสนอเรื่องกกต.ใหญ่ และมีมติชงศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ โดยไม่ต้องตั้งข้อหาตามกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นความผิดทางการเมือง คนละส่วนกับอาญา

3.อ้างมีเอกสารหลุดว่า มีการยกคำร้องโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนถึง 2 คณะ ซึ่งตามกฎหมายเรื่องต้องยุติทันที.........ไม่จริง เพราะคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่ยกคำร้องมีเพียงคณะเดียว ส่วนอีกชุดเป็นเพียงคณะทำงานที่พิจารณาเรื่องจากชุดแรก เสนอให้เลขาธิการกกต.พิจารณา มีเพียง 1 คน ให้ยกคำร้อง อีก 2 คน ถือว่าการสืบสวนยังไม่สมบูรณ์

กรณียกคำร้องตามกฎหมาย เรื่องต้องยุติทันที......ก็ไม่จริง เพราะถ้าเรื่องมีมูลแล้ว ต้องผ่านการพิจารณาตามขั้นตอนและจบที่กกต.ใหญ่ทุกกรณี และกรรมการแต่ละชุดเป็นอิสระต่อกัน ยกเว้นไม่มีมูลแต่แรก เรื่องจึงตกไป

4.กรณีที่มีความเห็นยกคำร้องของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดแรก มีเหตุผล
4.1เงินกู้ไม่ใช่รายได้ เป็นการตีความของนักบัญชี ไม่ใช่ของนักกฎหมายตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
4.2 พรรคการเมืองอื่นก็มีการกู้ เป็นการยกตัวอย่างรายงานปี 2556 ซึ่งกฎหมายคนละฉบับกับปี 2560
4.3 กฎหมายไม่ได้ห้ามถือว่า กู้ได้ ก็ไม่ได้ตีความตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ที่ไม่ต้องการให้มีนายทุนมาครอบงำพรรคการเมือง

5.ไม่เคยเปิดโอกาสให้พรรค อนค. ต่อสู้คดีในฐานความผิดตามมาตรา 72 แต่อย่างใด.....ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมือง(เลขาธิการ กกต.)สามารถเสนอเรื่องให้กกต.ใหญ่ ตามข้อเท็จจริงที่ได้รับ โดยไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา ตามกฎหมายพรรคการเมือง คดียุบพรรคในอดีตก็ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหา

6.เอกสารหลุดของ กกต. ทางพรรคตั้งใจไว้ว่า จะขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ เปิดกระบวนการไต่สวน เพื่อเรียกเอกสารดังกล่าวออกมาจาก กกต. และนำมาพิสูจน์กันในศาล....... เรื่องนี้เป็นการเบี่ยงประเด็นของนายปิยบุตร เพราะกรรมการแต่ละขั้นตอนของกกต.นั้น เป็นอิสระต่อกัน และไม่มีผลใดๆ ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะหาคำตอบเพียงว่า การกู้เงินนั้นทำได้หรือไม่

7.การบริจาคเงินของพรรคประชาธิปัตย์ จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด พบว่า มีการต่อสู้ และเปิดโอกาสไต่สวนในศาล......... จะมาเทียบกันไม่ได้ เพราะคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ ต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริง แต่เงินกู้ของพรรคอนาคตใหม่ ข้อเท็จจริงสรุปไปแล้วว่า มีการกู้จริง ศาลเพียงแต่ตีความกฎหมายเท่านั้น แต่ศาลก็เปิดโอกาสให้ทำความเห็นเสนอศาลทั้งสองฝ่าย

8.ทราบว่า พรรคอนาคตใหม่ใช้หนี้นายธนาธร เป็นเงินสดถึงสองครั้ง ครั้งแรก 14 ล้านบาท ครั้งสอง 8 ล้านบาท ช่วยแจงหน่อยซิว่า เงินมากขนาดนี้ ทำไมแบกเป็นเงินสดใช้หนี้กัน ทำไมไม่จ่ายเช็คหรือโอนเข้าบัญชี เพราะดูแล้วแปลกๆ มีหลักฐานชี้แจงหรือไม่

9.อยากเรียกร้องทั้งนายธนาธร นายปิยบุตรหยุดสร้างวาทกรรมผู้มีอำนาจ และวาทกรรมผู้กำกับภาพยนตร์ เหมือนต้องการชี้นำว่า คดีที่เกิดขึ้นถูกชี้นำ ทั้งๆที่เรื่องที่เกิดขึ้น เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายของพวกตนเองทั้งสิ้น ควรหันมาดูข้อผิดพลาดของตนเอง ไม่ใช่เอาแต่โทษคนอื่น ที่สำคัญหยุดข่มขู่ได้แล้วครับ บ้านเมืองต้องมีขื่อมีแปรและต้องเดินไปข้างหน้า
#รู้ทันพวกชังชาติ
#ปราบลัทธิชังชาติด้วยความจริง

เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรคือ ความเป็นเหตุเป็นผลที่แท้จริง อะไรเบี่ยงเบนประเด็น สร้างกระแส “ข่าวลวง” ขึ้นในสังคม เพื่อดิสเครดิต ทำลายความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ของตัวเองหรือไม่ ก็น่าจะมองออกแล้ว

ที่น่าเศร้าก็คือ คนระดับนำทางการเมือง ทำเรื่องจริงให้เป็นเรื่องเบี่ยงเบนประเด็น เพียงเพื่อให้ตนได้รับความเห็นใจ และทำให้เห็นว่า มีคนอยู่เบื้องหลังกลั่นแกล้งรังแกพวกตน สิ่งเหล่านี้นี่เอง ทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา และศรีธนญชัย เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ที่ว่าจริงหรือไม่ ผู้อ่านคงต้องใช้วิจารณญาณเอาเอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...