xs
xsm
sm
md
lg

(คำต่อคำ) SONDHI TALK : ติดตามสถานการณ์ “ไวรัสอู่ฮั่น” คืออะไร อันตรายแค่ไหน หรือมันคือทฤษฎีสงครามอาวุธชีวภาพ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วันนี้ (31 ม.ค. 63) เวลาประมาณ 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ทำการไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ติดตามสถานการณ์ “ไวรัสอู่ฮั่น” คืออะไร อันตรายแค่ไหน หรือมันคือทฤษฎีสงครามอาวุธชีวภาพจริงหรือไม่





คำต่อคำ SONDHI TALK [31 ม.ค. 2563] : "ไวรัสอู่ฮั่น" คืออะไร อันตรายแค่ไหน หรือมันคือ ทฤษฎีสงครามอาวุธชีวภาพจริงหรือไม่


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563 เหมือนอย่างที่ในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" ได้โพสต์ลงไปแล้วว่า ศุกร์นี้ผมจะพูดเรื่องไวรัสโคโรนาที่กระทบกระเทือนกับประเทศจีน ลามไปจนถึงอีก 17-18 ประเทศทั่วโลก และก็อาจจะไปจนถึงโรคระบาดในโลกนี้ก็ได้ แต่ความเป็นมาอย่างไร เราคงต้องอธิบายให้ฟังกันให้ทราบนิดหนึ่ง และวันนี้ก็จะมีข้อมูลทางการแพทย์ซึ่งผมจะพยายามใช้ภาษาที่เป็นภาษาธรรมดาสามัญ เพื่อให้ท่านผู้ชมฟังแล้วไม่เบื่อหน่าย แต่สามารถจะเข้าใจได้ดี


แต่ก่อนจะเข้ารายการนั้น เอาเป็นเรื่องเก่าๆ นะครับ มีหลายคนออกความเห็นมาว่าหาวิดีโอตอนที่เคยพูดไว้ไม่เจอ วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "SONDHI TALK" ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ที่ท่านผู้ชมกำลังดูอยู่ ให้กด Like หรือกด Follow และกดติดตาม แล้วเลือก มันจะขึ้นว่า See First ก็กด See First ไปเลยในเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้คนที่ไม่ได้ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด และติดอาวุธทางปัญญาด้วย





อีกช่องทางหนึ่ง คือ SONDHI TALK เราได้เพิ่มการไลฟ์ให้กับแฟนๆ ได้รับชมกัน และเปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือว่ารายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK" จะอยู่ในนั้น ให้เข้าไปในยูทูป ค้นหาคำว่า "SONDHI TALK" กด Subscribe เอาไว้ และเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูทั้งตัวตน เนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดในการพูดออกมา เป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์ โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ ครบทุกเรื่องทีเดียว


สุดท้ายสำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ดาวน์โหลดมานะครับ ง่ายๆ ถ้าท่านที่ใช้ iPhone ระบบ iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็เสิร์ชคำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean ก็กดเข้าไปนะครับ


ก่อนที่เราจะพูดเรื่องไวรัสปอดบวมอู่ฮั่น เรามาดูแผนที่กันสักนิดหนึ่งว่าอู่ฮั่นมันอยู่ตรงไหน เพราะท่านผู้ชมหลายๆ ท่านอาจจะได้ยินชื่อว่าอู่ฮั่น แต่ไม่รู้ความสำคัญว่าอู่ฮั่นอยู่ตรงไหน



อู่ฮั่น อยู่ที่มณฑลหูเป่ย "หู" แปลว่า ทะเลสาบ "เป่ย" คือ ทางเหนือ เนื่องจากว่ามณฑลหูเป่ยนี้เป็นทะเลสาบ เขาเรียกว่า "ดินแดนแห่งพันทะเลสาบ" มีทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในจีน ชื่อทะเลสาบต้งถิงหู สำหรับท่านผู้ชมที่ชอบอ่านหนังสือกำลังภายใน ของหวงอี้เล่มหนึ่ง ชื่อ "เทพมารสะท้านภพ" พระเอกก็อยู่ที่ทะเลสาบต้งถิง ส่วนข้างล่างคือหูหนาน หูหนาน ก็คือทะเลสาบตอนใต้ ข้างบนคือเหอหนาน ถ้าท่านผู้ชมชมแผนที่จีนทั้งหมดแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นว่าหูเป่ยอยู่ตรงกลางจีนพอดีเลย ที่เขาเรียกกันว่า "หัวจง" คือตรงกลาง


หูเป่ย เป็นมณฑลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน อู่ฮั่น เป็นเมืองที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3,000 กว่าปี ปัจจุบันนี้อู่ฮั่นเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ศูนย์กลางเทคโนโลยี ศูนย์กลางการประกอบรถยนต์ ศูนย์กลางการผลิตอาวุธ แม้กระทั่งศูนย์กลางการทำอาวุธชีวภาพ ก็อยู่ที่นี่ด้วย


หูเป่ย ทิศตะวันออกอยู่ติดกับอันฮุย อันฮุย คืออดีตมณฑลที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เคยเป็นผู้ว่าการมาก่อน แล้วก็อยู่ติดกับเจียงซี


อู่ฮั่น อยู่ห่างจากเซี่ยงไฮ้ไม่ไกลเท่าไร แล้วทางตะวันตกของอู่ฮั่นอยู่ติดกับเสฉวน แล้วมีเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง ชื่อ ฉงชิ่ง


ฉงชิ่ง เป็นเมืองที่มีประชากรประมาณ 30 ล้านคน ตอนนี้ฉงชิ่งเขาถือว่าไม่ได้อยู่ในเสฉวนแล้ว เขาแยกออกมาเป็นเมืองใหญ่อิสระ เสฉวนมีประชากรประมาณร่วมๆ 82 ล้านคน เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน แล้วเดี๋ยวพูดแล้วท่านผู้ชมจะได้เข้าใจ เพราะว่าตอนนี้สีแดงคือสีที่เกิดวิกฤต เป็นสีที่เขาปิดหมดเลย แล้วคนในหูเป่ยวันนี้ ในอู่ฮั่น เขาบอกว่าห้ามเดินทางไปต่างประเทศแล้ว หมายความว่าไม่ให้ทำพาสปอร์ต และก่อนที่เขาจะสั่งปิดเมือง ประมาณวันที่ 22 มกราคม ก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะเทศกาลตรุษจีนจะมา มีประชากรชาวอู่ฮั่น 5 ล้านคน เดินทางไปท่องเที่ยวกันแล้ว ท่านผู้ชม 5 ล้านคนนี่ไปหมด ไปซันตง ไปเทียนจิน ไปปักกิ่ง ไปเหลียวหนิง ไปเหอเป่ย ไปส่านซี ไปหนิงเซีย ไปชิงไห่ ไปหยุนหนาน ไปกวางซี ไปกวางตุ้ง ไปฝูเจี้ยน ไปเจ้อเจียง ไปเซี่ยงไฮ้ ลงมาเกาะไหหลำ แล้วก็ไปพม่า ลงมาจนกระทั่งถึงเวียดนาม เขมร ลาว ไทย และยังไม่นับที่ไปโน่น ... อเมริกา ไปยุโรปอีก 5 ล้านคน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าประหลาดใจว่าโรคปอดบวมอู่ฮั่นถึงไปได้ทั่วโลก ทำไมถึงไปได้ทั่วโลก?




นี่นะครับท่านผู้ชม สีแดงคือจุดที่พบผู้ที่ติดเชื้อ กรุงเทพฯ ก็ติด ทางใต้ สิงคโปร์ก็ติด อินเดีย นี่ก็ติด นิวเดลีก็ติด มองโกเลียก็ติด ญี่ปุ่น โตเกียวก็ติด มาจนถึงทางแอฟริกาก็ติด แล้วก็ทางยุโรป มีเยอรมนีเจอแล้ว ฝรั่งเศสเจอแล้ว แม้กระทั่งอเมริกาก็เจอ เจอที่โทรอนโต แคนาดา ชิคาโก ลอสแองเจลิส เจอหมด คำถามก็คือว่า โรคปอดบวมอู่ฮั่นจะกลายเป็นโรคระบาดระดับโลกหรือเปล่า ยังไม่รู้ เดิมทีเขาบอกว่าอยู่ในระดับกลาง ก็คือมีโอกาสเป็น 50:50 แต่ตอนนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) บอกว่าอยู่ในระดับสูงแล้ว


เรามาดูตัวแม่ของเชื้อปอดบวมอู่ฮั่นหน่อย เรามาดูภาพของไวรัสที่เรียกว่าโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ท่านผู้ชมครับ โคโรนาไวรัสนี่ ทำไมเขาถึงใช้คำว่า "โคโรนา" ที่เขาใช้คำว่า "โคโรนา" ก็เพราะว่ารูปไวรัสของมันจะมีเหมือนกับหนวดปลาหมึกสั้นๆ เหมือนกับมงกุฎ เป็นวงๆ เดี๋ยวท่านผู้ชมลองดูอีกที กำลังหารูปให้อยู่




โคโรนาไวรัสตัวนี้ เป็นตัวแม่ เพราะว่ามันมีสายพันธุ์ลูกของมันประมาณ 6 ตัว ใน 6 ตัวนั้น มันมีสายพันธุ์อยู่ 2 ตัว ที่เป็นลูกที่ร้ายกาจและเที่ยวฆ่าคน อันแรกก็คือโรคซาร์ส (SARS) ซาร์ส ที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ท่านผู้ชมครับ โรคซาร์สที่เกิดขึ้นเมื่อ 17 ปีที่แล้ว มันเกิดขึ้นจากในมณฑลกวางตุ้ง โดยชาวนาคนหนึ่งซึ่งเป็นโรคที่ติดเชื้อซาร์สมาจากสัตว์เลี้ยง มาจากสัตว์ปีก แล้วประเทศจีนก็เก็บเงียบ ไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าประเทศจีนไม่ได้คิดว่าเรื่องราวมันจะใหญ่โต จนกระทั่งมีนายแพทย์คนหนึ่ง แซ่หลิว คุณหมอหลิว แกก็ติดเชื้อซาร์สนี้เหมือนกัน แล้วแกดันเดินทางไปที่ฮ่องกง เพื่อไปงานแต่งงานของญาติพี่น้อง ก็ปรากฏว่าแกไปอยู่ชั้นๆ หนึ่ง ชั้นสูง แกขึ้นไปอยู่แค่นั้น รู้สึกว่าจะ 1-2 คืนเท่านั้น ปรากฏว่าคนทั้งชั้นเลย ติดโรคซาร์สกันหมด เมื่อติดโรคซาร์สกันหมดแล้ว มันก็เริ่มแพร่กระจายและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ


โรคซาร์ส ภาษาจีนกลาง เขาเรียกว่า เฟยเตี่ยน หลานชายและหลานสะใภ้ของผม ซึ่งเป็นทีมงานค้นข้อมูล คือคุณวริษฐ์ ลิ้มทองกุล และคุณดวงพร ลิ้มทองกุล ทั้งสองคนเรียนหนังสืออยู่ที่ปักกิ่งในช่วงที่โรคซาร์สกำลังระบาด ผมเองยังเคยไปปักกิ่งในช่วงโรคซาร์สระบาดมาก แต่วันนั้นที่ไป จำเป็นต้องไป เพราะว่าเป็นการนัดหมายล่วงหน้า ท่านผู้ชมเชื่อไหม วันนั้นผมลงเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง เดินเข้าไปข้างใน ปรากฏว่าสนามบินร้างหมดเลย ไม่มีคนเลย ไม่มีคนจริงๆ แล้วสายการบินไทยที่ผมนั่งไป ถ้าผมจำไม่ผิด มีคนนั่งไปนับได้ไม่ถึง 10 คน เข้าไปถนนหนทางว่างหมด




โรคซาร์ส คนติดเชื้อโรคประมาณ 7,000 กว่าคน น่าจะประมาณนั้น แล้วก็ตายไปหลายร้อยคน ตายไปเกือบ 10 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 700 กว่าคน ฉะนั้นโรคซาร์ส เฉลี่ยแล้ว ตามอัตราการตายของโรคซาร์สจะประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่ติดเชื้อ หลังจากนั้นแล้ว โรคซาร์สระบาดอยู่ประมาณ 8 เดือน 8 เดือนกว่าโรคซาร์สจะบรรเทาลงมาแล้วก็เชื้ออ่อนแรงลง หลังจากนั้นมีการกักกันผู้คน มีการป้องกันอย่างเต็มที่ โน่นนี่นั่น จนกระทั่งโรคซาร์สก็หายไป และในที่สุดช่วงหลังก็ตามมาด้วยโรคเมอร์ส (MERS)


MERS คือ Middle East โรคไข้หวัดเมอร์ส มันเกิดจากเชื้อโรคจากอูฐ และเกิดที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย โรคเมอร์สรุนแรงมาก ปรากฏว่าคนที่ติดโรคเมอร์สแล้วตาย คิดเป็น 30 เปอร์เซ็นต์ คือ 100 คน ตาย 30 คน ซาร์ส 100 คน ตาย 10 คน แล้วปอดบวมอู่ฮั่นตายกี่คน?




ปอดบวมอู่ฮั่น โดยอัตราเฉลี่ยแล้วตอนนี้ยังไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ 2 เปอร์เซ็นต์กว่า คุณหมอยง อธิบายให้ฟังอย่างนี้ว่า โคโรนาไวรัส เป็นไวรัสขนาดใหญ่ เป็นกลุ่มใหญ่ ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน มีรูปคล้ายมงกุฎ (ผมเข้าใจว่ามีอีกรูปหนึ่ง เป็นรูปสี ที่เป็นรูปวงกลมๆ แล้วมีคล้ายหนวดปลาหมึกโยงออกมา) เป็นรูปคล้ายมงกุฎ โคโรนาไวรัส มันเป็นไวรัสที่พบในคน จะเห็นว่ามีหนวดพวกนี้มองเหมือนเป็นมงกุฎ เขาก็เลยเรียกว่า โคโรนา แปลว่ามงกุฎ


โคโรนา คือตัวแม่ พอเป็นตัวแม่ก็ออกลูกออกหลานสิ ตามสิ่งแวดล้อม ตามภาวะการณ์ ตามภูมิศาสตร์ ก็ออกมาประมาณ 6 อัน 6 อันที่อุบัติใหม่ ก็คือ ซาร์ส 1 อัน เมอร์ส 1 อัน ค่อนข้างรุนแรง และสายพันธุ์ใหม่ซึ่งผมเรียกว่าโรคปอดบวมอู่ฮั่น เริ่มเจอกันที่อู่ฮั่นเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2019 และวินิจฉัยได้หลังปีใหม่ ถอดพันธุกรรมได้สำเร็จเมื่อเดือนมกราคม วันที่ 11 ใช้เวลาเกือบเดือนถึงจะถอดพันธุกรรมออกมาว่ามันอยู่ในสายเลือดของโคโรนาไวรัส



จุดกำเนิดของไวรัสตัวนี้ ส่วนใหญ่เขาบอกว่าพบจากแหล่งสัมผัสจากตลาดสดที่มีการขายอาหารทะเล และสัตว์ที่มีชีวิต โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทำให้โรคทางเดินหายใจอักเสบ มีทั้งแบบไม่มีอาการ และมีอาการทางเดินหายใจอักเสบแบบเฉียบพลัน จนถึงปอดบวมและโรคแทรกซ้อน


พอมาถึงตรงนี้แล้ว ผมขอพักสักครู่หนึ่ง กลับมาถึงเรื่องโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน ทางเดินหายใจอักเสบ ท่านผู้ชมครับ ท่านผู้ชมจำเรื่องฝุ่น PM 2.5 ได้ไหม PM 2.5 หมอพิสูจน์มาแล้วว่ามีผลกระทบต่อทางเดินหายใจ แล้วเป็นการลดภูมิคุ้มกันต้านทานของมนุษย์ลงไป ท่านผู้ชมครับ เรากำลังนั่งอยู่บนภูเขาไฟนะครับ ประเทศไทย เพราะถ้าเรากำจัดฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ หมายความว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น คนไทยที่จะเป็นโรคทางเดินหายใจเพราะฝุ่น PM 2.5 จะมีมากขึ้นๆ เพราะถ้าผมจำไม่ผิด มีโรงพยาบาลที่ลพบุรีแจ้งมาว่า ตั้งแต่มีฝุ่น PM 2.5 มีคนเข้ามารักษาโรคทางเดินหายใจ 3,000 กว่าคน นี่โรงพยาบาลเดียวนะ แล้วถ้ารวมโรงพยาบาลทั่วประเทศอีก ผมว่ามีหลายหมื่นคน แล้วถ้ายังสะสมอย่างนี้ต่อไป ผมว่ามีเป็นแสนคน ฉะนั้นท่านผู้ชมหลับตาวาดภาพ แล้วถ้าเกิดปอดบวมอู่ฮั่นมันเกิดหายไป แล้วดันมีปอดบวมกรุงเทพฯ ขึ้นมาล่ะ เพราะไวรัสมันไม่มีเชื้อชาติ ไม่มีศาสนา ไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีพรมแดน ก็เรารู้อยู่แล้วว่าไวรัสเชื้อสายโคโรนามันเป็นไวรัสที่มีผลต่อทางเดินหายใจ แล้วถ้าทางเดินหายใจเราอักเสบเพราะฝุ่น PM 2.5 แสดงว่าโอกาสที่คนไทยจะตายเป็นเบือจะมีสูงมากเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปประมาท ผมเพียงแต่เตือนสติออกมาสักนิดหนึ่ง



ท่านผู้ชมครับ วันนี้เราพูดถึงฝุ่น PM 2.5 สักนิดหนึ่ง เพราะว่ามันเกี่ยวโยงกับโคโรนาไวรัส ผมไม่อยากให้รัฐบาลนิ่งนอนใจ ผมไม่อยากให้สังคมไทยนิ่งนอนใจ ท่านผู้ชมกับผม พวกชนชั้นกลาง ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก อย่างมากก็ใส่หน้ากาก เสร็จเรียบร้อยแล้วขึ้นรถก็มีแอร์ ก็ไม่ได้เจอฝุ่น พอจอดรถบางคนก็ขึ้นออฟฟิศ บางคนก็เข้าโรงแรม บางคนก็กลับบ้าน ฝุ่นไม่มี แล้วคนที่เขาใช้แรงงาน ที่เขาอยู่กลางแจ้งล่ะ ตั้งกี่คน คนงานก่อสร้าง สูดฝุ่น PM 2.5 ไป บางทีเขาไม่ได้สนใจ เขาไม่อยากจะซื้อหน้ากากอนามัย อาจจะเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่มีสตางค์ หรือเขาหาซื้อไม่ได้ ท่านผู้ชมครับ ควรหรือไม่ควรที่จะให้รัฐบาลไทย ถึงเวลาหรือยังที่จะจัดหน้ากากอนามัยให้กับคนไทย 60 ล้านคน ฟรี แจกฟรีเลย สต๊อกเอาไว้เลยเป็นภาค ประเทศไทย ตำรวจแบ่งเป็น 9 ภาค ก็มีทั้ง 9 ภาค ให้คนไปขอเบิกใช้ได้ เอาบัตรประชาชนไปขอเบิก ครอบครัวหนึ่งมี 7 คน ก็เบิกไปสัก 14 อัน เอา 2 คูณเข้าไป ผมอยากให้รีบทำเรื่องนี้



ต่ออีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวผมจะกลับมาที่โคโรนา เรื่องนี้พูดแล้วมันต้องอธิบายความมากกขึ้น ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประเทศไทยต้องจัดการเด็ดขาดกับฝุ่น PM 2.5 หนึ่ง ควรหรือไม่ควรที่จะหยุดเผาป่า ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ล่าสุด จ.น่าน ฝุ่นในอากาศ 400 ครับท่านผู้ชม จากที่ต่ำกว่า 50 มันโอเค ที่น่าน 400 เพราะว่าเผาป่าเพื่อปลูกอ้อย แล้วควรหรือไม่ควรท่านผู้ชม ที่จะกำหนดไปเลยว่าประเทศไทยอีกไม่เกิน 5 ปี จากนี้ไป ปีที่ 6 ต้องไม่มีรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ต้องใช้รถไฟฟ้าหมดเลย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อคนผลิตรถไฟฟ้า ทั้งหมดนี้เพื่อลูกหลานของเรา แล้วโคโรนาไวรัสมันมาเมื่อไรไม่รู้ และนี่คือ DISRUPTION ท่านผู้ชม



ท่านผู้ชมครับ ท่านคุยตลอดเวลา บางท่านเป็นนักวิชาการ บางท่านเป็นนักการตลาด บางท่านเป็นนักเทคโนโลยี บอกว่ายุคนี้เป็นยุค disruption เพราะฉะนั้นมีอะไรที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้นตลอดเวลา นี่ไงล่ะตัว disruption ที่แท้จริง ไม่มีอะไร disrupt ทุกอย่างได้รุนแรงและมีอันตรายเท่ากับโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ามีโรคระบาด ถ้ามีโรคปอดบวมกรุงเทพฯ ขึ้นมา เราจะรู้เลยว่านรกมีจริง แล้ววันนั้นเราจะบอก ผมบอกแล้วว่าน่าจะใช้รถไฟฟ้า ผมบอกผมเตรียมตัวแล้ว ... ไม่มีอะไรขยับเลยแม้แต่นิดเดียวในขณะนี้ มาตรการต่างๆ ที่ออกมาในขณะนี้มันเป็นแค่มาตรการประเภทเอาน้ำขันเดียวไปดับไฟป่า มันต้องแก้ทั้งระบบนะ


เอาล่ะ เรากลับมา คุณหมอยง บอกว่า อาการของคนที่เป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่น ประการแรก ไอ ไอบ่อย น้ำมูกไหล หายใจลำบาก ในรายที่รุนแรงจะเกิดปอดอักเสบ หรือปอดบวมเฉียบพลัน แล้วก็ตาย โรคนี้ที่น่ากลัวก็คือว่า ติดต่อจากคนกับคนได้ตลอดเวลา และอีกอย่างหนึ่ง โรคนี้เป็นโรคที่ไม่ใช่เข้าไปในโรงพยาบาลแล้วจะพิสูจน์ได้ทันทีว่าเป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่น ต้องเอาเชื้อโรคที่อยู่ในตัวคนส่งไปห้องปฏิบัติการ หรือห้องแล็บ ต้องไปนั่งดู ส่อง สมัยก่อนใช้เวลา 3 วัน ตอนนี้ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง ถึงจะรู้ว่านี่คือโรคปอดบวมอู่ฮั่น เพราะบางทีอาจจะไม่ใช่โรคปอดบวมก็ได้


แต่ประเทศไทยก็เริ่มมีวิธีค้นคิด ว่ามีวิธีพิสูจน์ว่าเป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่นได้ไม่เกิน 3 ชั่วโมง ต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมของคนไทยที่เก่งมาก แล้วก็ต้องขอชมเชยประเทศไทย ประเทศไทยมีฝีมือในการป้องกันและจัดการกับโรคระบาดได้อยู่อันดับ 6 ของโลก สิงคโปร์ยังสู้ไม่ได้เลย ประเทศไทยนี่สูงมากพอสมควร




เอาล่ะ ไหนๆ ก็มาถึงห้องปฏิบัติการแล้ว ผมอยากจะออกนอกเรื่องอีกนิดหนึ่ง แต่ก็เป็นเรื่องเดียวกับอู่ฮั่นเช่นเดียว


ท่านผู้ชมครับ เมื่อกี้ที่ผมพูดถึงคนจีน 5 ล้านคน จากอู่ฮั่นที่ออกนอกประเทศ 109 เที่ยวบินจากอู่ฮั่น ไปทั่วโลก ทุกสัปดาห์ แต่ประเทศไทยนี่ 11 เที่ยวต่อสัปดาห์ 1 สัปดาห์ 11 เที่ยว เที่ยวหนึ่งนั่งกันประมาณ 300 คน ก็ 3,000 คน 11 เที่ยว ก็ 30,000 คน ไป-มา ไป-มา มีทั้งเซาเทิร์นไชน่าแอร์ไลน์ แอร์ไชน่า ไปลงเชียงใหม่ เซาเทิร์นไชน่าแอร์ไลน์ อีสเทิร์นแอร์ไลน์ ไปลงที่ภูเก็ต




ในขณะนี้การเตรียมพร้อมของเรา พร้อมมากแค่ไหน ผมอยากจะเสนออย่างนี้ เป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าเรื่องโรคภัยไข้เจ็บต้องเตรียมเอาไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ 24 ชั่วโมง ปฏิเสธไม่ได้ ผมอยากให้โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกโรงพยาบาล ทุกจังหวัด เตรียมสถานที่สำหรับกักกันโรคนี้โดยเฉพาะ มีหรือไม่มี เตรียมเอาไว้ พร้อมกับอุปกรณ์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่นหรือไม่ภายใน 3 ชั่วโมง เสร็จเรียบร้อยแล้วจับบุคลากรทุกโรงพยาบาลมาฝึกอบรมว่าถ้าเจอโรคไวรัสอู่ฮั่นแบบนี้ จะทำอย่างไรกับมันต่อไป ถึงแม้จะยังไม่มีก็ตาม ผมได้ข่าวมาตลอดเวลา ท่านผู้ว่าฯ ให้สัมภาษณ์ คนโน้นคนนี้ให้สัมภาษณ์ว่า จังหวัดภูเก็ต สบาย จังหวัดแพร่ สบาย ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องนั่นต้องนี่ แต่ผมกังวล เพราะถ้าคุณยิ่งพูดว่าไม่กังวล ผมกังวลจริงๆ เพราะฉะนั้นแล้ว ทุกอย่างผมคิดว่าเกิด เพราะฉะนั้นผมไม่อยากให้กระทรวงสาธารณสุข และท่านรองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ไม่อยากให้ท่านประมาท ถึงท่านจะบอกว่าท่านเอาอยู่ ไม่มีใครเอาโรคระบาดอยู่ได้หรอกครับ ขอให้เชื่อผม ไม่มี เอาอยู่ๆ ผมเห็นเอาอยู่แบบนี้มา เสร็จแล้วปรากฏว่าโดนมันเอาอยู่ ไม่ใช่เราเอาอยู่นะ เพราะฉะนั้นเตรียมเอาไว้ เผื่อเกิดเรื่องเกิดราวปั๊บ โรงพยาบาลจะได้ไม่ต้องส่งเข้ามาในกรุงเทพฯ สามารถที่จะกักกันตัวไว้ที่นั่น และก็สามารถจะตรวจเชื้อได้ทันที และก็สามารถจะเอาประสบการณ์จากทางส่วนกลาง เขารักษาคนที่เป็นโรคแบบนี้ แล้วก็รักษาต่อไปได้ ผมเตือนไว้นิดหนึ่งนะครับ



แต่ว่าข้อดีมันก็มีนะครับ โรคปอดบวมอู่ฮั่นมันไม่ร้ายแรง มันไม่ร้ายแรง เดี๋ยวผมจะเล่าอะไรให้ฟัง เดี๋ยวนี้คนมโนกันเยอะ มโนมาก บอกว่าแค่เดินผ่านก็ติดโรคแล้ว ไม่ใช่ เพราะโรคปอดบวมอู่ฮั่นไม่ใช่การแพร่เชื้อทางอากาศ แต่เป็นการติดเชื้อจากละออง ฮัดเช้ย! ละอองน้ำลาย ละอองอะไรก็ตามที่มาโดนตัว อย่างนั้นติด หรือว่าราว ปุ่มลิฟต์ เกิดมีน้ำลายมีอะไรไปติดในลิฟต์ แล้วเราเอามือไปกดลิฟต์ มันก็ติดเชื้อ เพราะฉะนั้นอย่าไปกังวลว่าแค่เดินผ่านก็ติด วิธีการก็คือ หลีกเลี่ยงในกลุ่มชุมชนที่เยอะๆ แต่ไม่ได้แปลว่าการที่จะไปชอปปิ้งจะเสียหายอะไร ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะเราไปชอปปิ้งเราก็เดินผ่านคน เราไม่ได้ไปเดินเสวนากับเขา ถ้าใครจามอยู่ตรงนั้น เราก็เดินหนีไป เพราะว่าถ้าเราตื่นตระหนก เราควรจะตระหนักเอาไว้ แต่อย่าไปตื่นตระหนก ทุกวันนี้ข่าวปลอมเยอะมาก มันทำให้เรื่องที่มันไม่ได้ร้ายแรงมากนักกลายเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะเขาบอกชัดเจนแล้วว่าไวรัสปอดบวมอู่ฮั่นไม่ได้ร้ายแรงเหมือนซาร์ส ไม่ได้ร้ายแรงเหมือนเมอร์ส อัตราการเสียชีวิต 2 จุดกว่าๆ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ คนที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพราะว่าทางเดินหายใจไม่แข็งแรง เลยเป็นปอดบวมอย่างเฉียบพลัน และตรงนี้ก็จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในหลายๆ ปีข้างหน้า ถ้าเรายังไม่รักษาฝุ่น PM 2.5



ท่านผู้ชมครับ ผมจะแนะนำอะไรอย่างหนึ่งนะ อย่าหาว่าผมไปยุ่งจุ้นจ้านกับชีวิตของท่านเลย ท่านออกไปนอกบ้าน ท่านปิดหน้ากาก หลายท่านอาจจะบอกว่าไม่มีผล เพราะหน้ากากอนามัยทั่วไปมันจะมีช่องที่แทรกเข้ามา แทรกเข้ามาได้ในกรณีที่เขาจามใส่หน้าคุณ แต่ถ้าเขาไม่ได้จามใส่หน้าคุณ ไม่เป็นไร ที่สำคัญให้ติดกระดาษทิชชู หรือกระดาษชำระก็ได้ เตรียมเอาไว้ พับไว้สัก 10-20 อัน ใส่กระเป่า เพื่ออะไร? เวลาคุณเข้าไปในลิฟต์ คุณจะกดลิฟต์ คุณก็เอากระดาษชำระนั้นวาง แล้วคุณก็กด พอออกจากลิฟต์คุณก็ขยำทิ้งถังขยะไป ที่ผมไม่พอใจอย่างมาก และผมกลัวมากๆ คืออะไร? คือที่บอกว่าสายการบิน แอร์เอเชีย การบินไทย การบินอะไรก็ตาม ไทยสมายล์ ที่ไปเมืองจีน กลับมาแล้วก็ต้องพ่นยาฆ่าเชื้อทุกลำ




ท่านผู้ชมครับ แล้วสายการบินในประเทศคุณไม่ทำเหรอ คุณต้องทำ คุณไม่ทำไม่ได้ เพราะอาจจะมีคนที่ติดเชื้อ เพราะว่าคนจีนจากอู่ฮั่นที่ไปเที่ยวภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ นั่งกันเต็มไปหมดเลย ไม่ต้องไปกลัว เพราะว่าเดี๋ยวนี้ลูกเรือ แอร์โฮสเตส เขาก็ใช้ผ้าคาดแล้ว ท่านก็ใส่ถุงมือ ใส่ถุงมือแล้วจับตรงไหนก็จับได้ แต่ถ้าไม่ได้ใส่ถุงมือ อย่าไปถูกพวกพนัก เราไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แม้กระทั่งขึ้นบันไดเลื่อน สมัยก่อนขึ้นปั๊บเอามือจับเลย ต้องหยุดจับ เอากระดาษทิชชูเตรียมเอาไว้ นี่คือการป้องกัน และผมเชื่อว่าจะไม่มีใครติดโรคนี้


เอาล่ะ เรามาต่อเรื่องนี้กัน โรคระบาดทั่วไป คุณหมอยง บอกว่าขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และอำนาจของการกระจายโรค โรคที่มีความรุนแรงน้อย จะกระจายได้มากกว่า การติดเชื้อในอากาศจะได้มากกว่าการติดเชื้อด้วยการสัมผัสย่อย ละออง เพราะฉะนั้นปอดบวมอู่ฮั่น หมอยงพูดชัดเจนแล้วนะ เป็นการติดโดยการสัมผัสฝอยละออง ท่านผู้ชมต้องเชื่อหมอยง เพราะว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญไวรัสวิทยา ท่านเป็นศาสตราจารย์นายแพทย์



เมื่อทุกคนเป็นโรคปั๊บ ภูมิต้านทานไม่มี ก็จะเป็นไข้ หมอยงบอกว่าการระบาดของโรค โรคจะหยุดเมื่อมีการติดเชื้อไปจำนวนหนึ่ง ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจการกระจายของโรค ถ้าอำนาจการกระจายของโรคเท่ากับไข้หวัดใหญ่ หรือ 1 คน กระจายได้ 2 คน เมื่อมีผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ โรคก็จะลดน้อยลง ก็หมายความว่าคนที่เป็นเชื้อของปอดบวมอู่ฮั่น แล้วรักษาตัวหาย มีจำนวนมากขึ้นๆๆ การระบาด การกระจายก็จะน้อยลง ที่สำคัญที่สุด วันนี้ ข่าวร้ายครับท่านผู้ชม จากไวรัสโคโรนา จากวันนั้นถึงวันนี้ยังไม่มียารักษา และไม่มีวัคซีน ซึ่งผมประหลาดใจมาก ผมประหลาดใจจริงๆ ว่าทำไมถึงไม่มี เดี๋ยวเราจะมาคุยกันเรื่องนี้


คุณหมอยงพูดชัดเจน เป็นนักไวรัสวิทยา ท่านพูดชัดเจนว่าการเดินสวนกันไปมาไม่ได้ทำให้ติดโรคนี้ ฉะนั้นอย่าไปมโนและอย่าไปเชื่อใครทั้งสิ้นว่าไปไม่ได้ ที่ชุมชนไปได้




แต่เดินให้ดีและมองซ้ายมองขวา ถ้าทุกคนไปคิดอย่างนี้ ประเทศไทยเจ๊งแล้วงานนี้ สงสารบ้างสิครับ พ่อค้าแม่ขาย พวกนั้นไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ไปเจอคนที่มโน คนบางทีทำมาหากิน ผมรู้ว่าพ่อค้าแม่ค้าบางคน พอคนไม่เดินห้าง แล้วก็จะต้องไม่เดินอีก 3-4 เดือน เผลอๆ จะมีการฆ่าตัวตายกันด้วยซ้ำ แต่การอยู่ในระยะใกล้ พูดคุยกัน หรือการจาม แล้วมีฝอยละอองกระเด็นมาถูกจมูก บริเวณใบหน้า จะทำให้เกิดการติดโรคนี้ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว โอกาสที่จะติดโรคนี้มันไม่เยอะนะ ใครจะมาจามใส่หน้าคุณล่ะ เมื่อคุณรู้ว่าไอ้หมอนี่มีน้ำมูก หรือทำท่าจะจาม คุณเดินหนีไปเลย ที่สำคัญอย่าไปสัมผัสอะไรก็ตามแล้วมันจะทำให้เกิดการติดโรค ท่านผู้ชมครับ ผมต้องขอร้องเลย อย่าไปรังเกียจนักท่องเที่ยวจีน เดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวจีน หรือคนจีน กลายเป็นชาติพันธุ์ที่น่ารังเกียจไปแล้ว ไม่ใช่ เขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา ไม่ใช่ความผิดของเขาด้วย เขามีความผิดตรงไหนล่ะ สมมุติว่าเขาติดเชื้อ แล้วเขามีความผิดตรงไหน เขาก็ติดมาจากคนอื่นที่ติด อย่างน้อยเขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา ให้เกียรติเขาบ้าง แสดงความเห็นใจเขาบ้าง มีใครบ้างอยากติดเชื้อ ท่านผู้ชม ไม่มีใครอยากติดเชื้อ เราคนไทย เราต้องมีจิตเมตตา ต้องเข้าใจเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ใช่ไปโอบกอดเขาแล้วบอกว่าเห็นใจนะ ไม่ใช่ เอาเป็นว่าอย่าแสดงทีท่ารังเกียจ


ผมมีเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของโรงแรม เพื่อนรุ่นลูกรุ่นหลานนะ โทรศัพท์มาหาผม คุณอา แย่เลยตอนนี้ ลูกค้าคนไทยโทรศัพท์มาถามเลย ที่โรงแรมมีคนจีนไหม มี มีพัก ถ้าอย่างนั้นที่ผมจองเอาไว้งานเลี้ยงยกเลิกๆๆ ไม่ใช่อย่างนั้น อย่าไปคิดว่าคนจีนเขาไม่รู้เรื่อง ทุกวันนี้เขาขมขื่นจะตายอยู่แล้ว เพราะทุกคนชี้หน้าเขา บอกเขาคือตัวการนำโรคมา แต่เขาไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแล้วอย่าไปเล่นงานคนผิด




ท่านผู้ชมครับ ผมได้ศึกษาข้อมูลจากฮ่องกง ฮ่องกงเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องโรคซาร์ส เขาชำนาญมากเลย เขาชำนาญจริงๆ เขารู้เลยว่าถ้ามีโรคระบาดแบบนี้ต้องแก้ปัญหาอย่างไร ต้องทำอย่างไรบ้าง เขามีข้อคิด ผมอ่านเจอ ผมก็เอาข้อคิดนี้มาฝาก เขาบอกว่า การที่เราไปดักคนที่เดินผ่านแดนมา หรือนั่งเครื่องบินมา ถึงสุวรรณภูมิ หรือดอนเมือง แล้วไปวัดอุณหภูมิ เขาบอกว่าช่วยได้ไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าโรคปอดบวมอู่ฮั่นมันมีระยะฟักตัว 14 วัน ในขณะซึ่งซาร์สไม่ติดต่อในระยะฟักตัว แต่อู่ฮั่นระหว่างที่ฟักตัว ที่ยังไม่มีอาการ มันแพร่เชื้อโรคได้ เพราะฉะนั้นแล้ว การที่ไปวัดอุณหภูมิตรงนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว อาจจะช่วยได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่เขาบอก แต่ที่จะช่วยได้ ทุกคนที่ลงจากเครื่องมือ กระทรวงสาธารณสุขพร้อมหรือยังที่จะมีเอกสารให้ทุกคนถือเอาไว้ เป็นคัมภีร์ติดตัว เป็นภาษาจีน เป็นภาษาฝรั่ง เป็นภาษาอะไรก็ตาม ว่า ถ้าคุณมีอาการไอ น้ำมูกไหล และรู้สึกหายใจยาก ถ้าคุณอยู่ที่กรุงเทพฯ นี่คือเบอร์โทรศัพท์ที่คุณโทรไปติดต่อ ถ้าคุณอยู่ที่ภูเก็ต นี่คือเบอร์โทรศัพท์ที่คุณจะโทรไปติดต่อ ถ้าคุณอยู่ที่เชียงใหม่ ถ้าคุณอยู่ที่หาดใหญ่ ถ้าคุณอยู่ที่อุดรธานี ถ้าคุณอยู่ที่ขอนแก่น และก็จะโยงกลับมาถึงจุดที่ผมบอก ว่าเราเตรียมพร้อมหรือยัง ถ้าเราเตรียมตรงนี้พร้อมแล้ว ตรงนี้คือใบประกันชีวิตของเขา เขาอาจจะเที่ยวของเขาไป แล้วเขาเกิดมีน้ำมูกขึ้นมา แล้วสมมุติว่าเขาอยู่ จ.สุโขทัย จะให้เขาทำอย่างไร จะเข้าโรงพยาบาลที่สุโขทัย โรงพยาบาลสุโขทัย ก็ต้องส่งเขาไปโรงพยาบาลบำราศนราดูรที่กรุงเทพฯ แต่ถ้าโรงพยาบาลสุโขทัย หรือโรงพยาบาลพิษณุโลก ใกล้ๆ สุโขทัย มีโรงพยาบาลพระพุทธชินราช ซึ่งมีห้องกักกันเตรียมเอาไว้แล้ว อย่างที่ผมบอก และมีห้องแล็บที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่นหรือเปล่า ภายใน 3 ชั่วโมง ก็สามารถจะวิเคราะห์ได้ทันทีภายใน 3 ชั่วโมง ว่าเขาเป็นหรือเปล่า ถ้าเขาเป็น ก็กักกันไว้ที่นี่ จะไม่ระบาดแล้ว


ฉะนั้นอย่าไปคิดว่าการเช็กอุณหภูมิแล้วผ่านหมดทุกอย่าง ไม่ได้ผ่าน นั่นเฉพาะคนที่เริ่มพ้นระยะฟักตัวแล้ว และเริ่มมีอาการไข้เกิดขึ้น แต่ระหว่างฟักตัวจะหาอย่างไร เข้าใจไหมท่านผู้ชม เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้เชี่ยวชาญทางซาร์สทางฮ่องกงเขาพูดออกมา และผมก็อ่านเรื่องราวต่างๆ ของเขา และเขาบอกชัดเจนเลยว่าไม่มีความจำเป็นต้องปิดประเทศ จู่ๆ คุณจะไปบอกว่าห้ามนักท่องเที่ยวคนจีนเข้าประเทศไทย เพื่อแลกกับสุขภาพของคนไทย อย่าไปมโนแบบนี้ ประเทศจีนเขาก็ไม่ได้อยากให้คนของเขาออกมา เขาปิดประเทศหมดแล้ว แต่คนที่เขาออกมาแล้ว คุณจะไปห้ามเขาได้อย่างไร และอีกประการหนึ่ง วันนี้ผมพูดแล้วผมจะหัวเราะ ท่านผู้ชม คนที่ตายเพราะโรคปอดบวมอู่ฮั่น ท่านผู้ชมรู้ไหมปริมาณยังน้อยกว่าคนไทยที่ตายในช่วงสงกรานต์เพราะรถชน รถคว่ำ ตลกไหม ตลกร้ายมากเลยเรื่องนี้ ฉะนั้นเราเอาเรื่องพวกนี้มาสร้างขอบเขตการกีดกันชนชาติ การกีดกันเชื้อชาติ เอามามโนให้มันประสาทรับประทานกันหมดทุกคน จนกระทั่งธุรกิจมันล่มสลาย เจ๊งกะบ๊งกันหมดเลย แพลตตินัมว่างหมด ไม่มีใครกล้าเดิน ก็หมอยงเขาบอกว่าเดินสวนกันก็ไม่เป็นไร คุณอยากไปซื้ออะไร คุณก็เดินไปซื้อ ก็ใส่หน้ากากให้ดี ถ้าคุณไม่มั่นใจคุณก็ใส่ถุงมือไป คุณก็ไปซื้อนู่นซื้อนี่ เห็นอกเห็นใจคนทำมาค้าขายและไม่รู้อิโหน่อิเหน่หน่อย เรื่องนี้ก็เลยเป็นเรื่องที่ผมจำเป็นจะต้องพูด




ท่านผู้ชมครับ ผมจะต้องพูดเรื่องที่มาของโรคไวรัสปอดบวมอู่ฮั่น ก่อนที่จะไปที่นั่น เราไปที่ซาร์สกันนิด ซาร์สผมมีรายงาน เรื่องซาร์สเป็นเรื่องที่ตลก และเรื่องปอดบวมอู่ฮั่นนี่ เจอเหตุการณ์แบบเดียวกับซาร์สเป๊ะเลย คืออะไรรู้ไหม คือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ยอมรายงานขึ้นไปข้างบน ที่ซาร์ส เกิดเหตุเมื่อปี 2545 เดือนพฤศจิกายน มันเกิดจากผู้ป่วยรายแรก ชาวนาจากซุนเต๋อ เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เมืองฝอซานคือเมืองอะไร ท่านผู้ชมดูเรื่องยิปมันหรือเปล่า ยิปมัน มาจากฝอซาน อาการป่วยเหมือนติดเชื้อไวรัสทั่วไป มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ มีความรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เบื่ออาหาร ท้องเสีย คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ แม้จะได้รับการรักษาในโรงพยาบาลประชาชนเมืองฝอซาน แต่ก็เสียชีวิต หลังจากเข้ารับการรักษาไม่ถึง 10 วัน ด้วยภาวะปอดอักเสบอย่างฉับพลัน แสดงว่าเป็นโรคทางเดินหายใจ ท่านผู้ชมจำคำพูดผมวันนี้นะครับ วันที่ 31 มกราคม 2563 ผมบอกว่า ฝุ่น PM 2.5 ถ้าไม่แก้ให้เสร็จภายใน 2-3 ปี หรือภายใน 5 ปีนี้ ถ้าเรามีโรคระบาดตระกูลโคโรนาไวรัส คนไทยจะตายเป็นเบือ เพราะคนไทยจะเป็นโรคทางเดินหายใจ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเป็นกันแล้ว เพราะฝุ่น PM 2.5 ให้จำคำพูดนายสนธิ ลิ้มทองกุล วันนี้เอาไว้ให้ดีๆ นะครับ ใครจะมาปฏิเสธเรื่องนี้กับผม ปฏิเสธได้ แล้วถึงเวลานั้นจะเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างที่สุด เพราะว่าคำพูดของผมจะเป็นจริง


ทีนี้ พอโรคนี้ดูไม่หนักหนา รัฐบาลจีนปกปิดข้อมูลหมดเลย พอปกปิดข้อมูลหมด วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2546 มีรายงานท้องถิ่นภายในมณฑลกวางตุ้ง เพียงแค่มีการระบาดของโรคปอดบวม มีผู้ป่วย 305 ราย เสียชีวิต 5 ราย ผลการชันสูตรพบว่า 2 ราย เป็นปอดบวมจากเชื้อชนิดหนึ่ง จนกระทั่งกุมภาพันธ์ 2546 พฤศจิกายน-ธันวาคม-มกราคม-กุมภาพันธ์ 4 เดือนให้หลัง การปิดข่าวทางท้องถิ่นทำให้มีความล่าช้าในการควบคุมการแพร่ระบาดโรคไปยังประเทศอื่นๆ จีนขอโทษประชาคมโลกว่าความผิดอยู่ที่เขา เพราะเขาปิดข่าว




ท่านผู้ชม อู่ฮั่นเหมือนกัน หลายคนกำลังชมว่า เออดีนะ เผด็จการก็ดีนะ สี จิ้นผิง ดีนะ ตัดสินใจพัวะๆๆ ไป แต่ท่านผู้ชมรู้ไหม การตัดสินใจของสี จิ้นผิง ไม่ผิด เพราะเมื่อเขาได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแล้ว เขาตัดสินใจเด็ดขาดทันที แต่มีคำถามว่า ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม ที่มีคนเป็น ทำไมเรื่องมันเงียบไป เกือบเดือน เดือนกว่าๆ สี จิ้นผิง ถึงได้รับข่าว แปลว่าอะไร แปลว่าระบบคอมมิวนิสต์บางจุดมีปัญหา มีปัญหาเพราะว่า ระบบคอมมิวนิต์เป็นระบบ top down จากข้างบนสั่งลงมาข้างล่าง เมื่อสั่งมาแล้วข้อมูลที่มีปัญหาจะต้องรายงานจากข้างล่างขึ้นข้างบน ทีนี้ข้างล่างที่ได้รับ สมมุติว่าผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการมณฑลหูเป่ย แล้วก็อีกคนหนึ่ง โปรดิวเซอร์ของผมเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอู่ฮั่น ระบบจีนจะเป็นว่า เป็นระบบจะมีเลขาธิการพรรค เลขาธิการพรรคหูเป่ย จะใหญ่กว่าผู้ว่าการมณฑล ผู้ว่าการมณฑลต้องรายงานต่อเลขาธิการพรรค ในขณะเดียวกัน นายกเทศมนตรีก็ต้องรายงานต่อผู้ว่าการมณฑล ทีนี้ พวกนี้เวลาได้รับแต่งตั้ง พอได้รับแต่งตั้งมาแล้ว จะมีมาตรการว่าคุณต้องทำตามนโยบายประเทศจีนนะ ประการแรก คุณจะต้องไปสร้างเมืองอู่ฮั่นให้เจริญ จีดีพีจะต้องมี 7 เปอร์เซ็นต์ ทุกปี ต้องมีตึกใหญ่สูงขึ้นโน่นนี่ คือ KPI เป็นระบบ KPI วัดผลงานได้ อ้าวตายล่ะ แล้วถ้ามันมีไวรัสขึ้นมาแล้วรายงานขึ้นไป เท่ากับโอกาสที่จะได้เลื่อนจากนายกเทศมนตรีขึ้นไปเป็นรองผู้ว่า เป็นผู้ว่าฯ และไปเป็นเลขาธิการพรรค แล้วในที่สุดก็กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในปักกิ่ง หมดล่ะสิ ก็เลยเก็บเอาไว้ ไม่รายงาน


ท่านผู้ชม อันฮุย ผู้ว่าการมณฑลอันฮุย อดีตคือสี จิ้นผิง ฝูเจี้ยน และทิเบต ผู้ว่าการฝูเจี้ยน ทิเบต ก็คือหู จิ่นเทา เพราะฉะนั้นแล้วประธานาธิบดีของจีนล้วนแล้วมาจากผู้บริหารท้องถิ่นทั้งสิ้น ทุกคนหวังมากเลยที่จะได้ไปนั่งที่ทำเนียบของผู้นำที่ปักกิ่ง ที่เขาเรียกว่า "จงหนานไห่" จงหนานไห่ คือศูนย์รวมของผู้นำจีน อยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นทุกคนก็เลยปิดข้อมูล พอปิดข้อมูลปรากฏว่าความจริงมันเผยขึ้นมาทีละเรื่องๆ เรื่องก็เลยไปจนถึงปักกิ่ง ก็เหมือนกับซาร์ส ปิดข้อมูล ซาร์สระบาดไปถึงปักกิ่งแล้ว ปรากฏว่ารัฐมนตรีสาธารณสุข นายกเทศมนตรีปักกิ่ง ยังนั่งทองไม่รู้ร้อนว่ามีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเขาต้องปิดเมืองปักกิ่ง พอปิดเมืองปักกิ่งแล้ว รัฐมนตรีสาธารณสุข และนายกเทศมนตรีเมืองปักกิ่ง ถูกไล่ออก นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้สี จิ้นผิง ถึงประกาศออกมาชัดเจนว่าจากนี้ไปห้ามโกหกเด็ดขาด


มีคนถามว่า แล้วข้อมูลที่จีนให้มาในเรื่องของคนที่ติดโรคภัยไข้เจ็บมันต่ำกว่าความเป็นจริงหรือเปล่า ผมไม่ทราบ ผมทราบแต่ว่าจีนมีจุดอ่อนอยู่จุดหนึ่ง เพราะจีนชอบปิดข้อมูล และไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง เมื่อไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริงแล้ว ประชาคมโลกเขารู้หมดเลยว่าข้อมูลอะไรที่ออกมาจากจีน จะไม่ถูกต้อง ไม่ตรง เมื่อไม่ถูกต้อง ไม่ตรงแล้ว คำถามก็มีอยู่ว่า วันนี้ถ้าสมมุติจีนให้ข้อมูลที่ถูกต้องออกมา ประชาคมโลกเชื่อไหม ก็ไม่เชื่ออีก ด้วยเหตุนี้ถึงมีเฟกนิวส์ออกมาเยอะแยะไปหมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งออกมาทางตะวันตก ว่าคนที่เป็นโรคนี้ เป็นโรคปอดบวมอู่ฮั่นมี 9 หมื่นกว่าคน แสนกว่าคน แต่ในขณะที่จีนรายงานว่ายังมีแค่พันกว่า สองพันคน เราก็เลยสับสนว่าข้อมูลไหนจริงหรือไม่จริง



เอาล่ะ ตามไปที่ฮ่องกง ที่ฮ่องกงมีคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ชื่อเกเบรียล เหลียง เป็นคณบดีคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮ่องกง (University of Hong Kong) เขาเป็นที่ปรึกษาของนางแคร์รี แลม เขามีความเชี่ยวชาญในเรื่องของซาร์ส เขาบอกว่า เขาตั้งสมมติฐานบนตุ๊กตาทางคณิตศาสตร์ เขาบอกเลย คนที่เป็นโรค ติดโรคปอดบวมอู่ฮั่น ประมาณ 6.2 วัน ยอดปริมาณจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ทุก 6.2 วัน จะเพิ่มเท่าตัว เพราะฉะนั้นแล้วคิดว่าตุ๊กตาของนายเกเบรียล เหลียง ดร.เกเบรียล เหลียง คุณหมอเกเบรียล เหลียง นั้นจะเป็นจริง และคุณหมอก็บอกว่า จากตุ๊กตาคณิตศาสตร์ที่เขาคำนวณ ผู้ที่ติดเชื้อโรคปอดบวมอู่ฮั่น ที่น่ากลัวที่สุดคือเมืองฉงชิ่ง ฉงชิ่ง อยู่ติดกับหูเป่ย ประชากรฉงชิ่งผมเล่าให้ฟังแล้วไง เกือบ 30 ล้านคน พวกนี้จะเดินทางไปอู่ฮั่น ขับรถยนต์ไป นั่งเครื่องบินไป สุดแล้วแต่ใครจะไปทางไหน ฉงชิ่งมีประชากร 20 กว่าล้านคน



ดร.เกเบรียล เหลียง บอกว่าถ้ายังคงเป็นระดับนี้ ในเมษายน หรือพฤษภาคม ใน 2 เดือนข้างหน้า ฉงชิ่งจะมีคนติดเชื้อ 150,000 คน แต่ ดร.เกเบรียล ก็บอกว่า เขาประเมินทางคณิตศาสตร์ก่อนที่จะมีคำสั่งปิดเมือง แต่พอมีคำสั่งปิดเมืองแล้ว มันอาจจะทำให้ตัวเลขที่เขาตั้งเอาไว้ว่าที่หูเป่ย อู่ฮั่น ต้องมีคนติดเชื้อ 44,000 คน ก็อาจจะลดลงครึ่งหนึ่ง ครึ่งหนึ่งก็ยังแค่ 2 หมื่นกว่า เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัดว่า ตัวเลขที่แท้จริงมันน่าจะสูงกว่าตัวเลขที่รัฐบาลจีนให้ แต่ไม่ได้สูงไปแบบเวอร์ เพราะแบบนั้นคือการมโนทุกอย่าง


ด้วยเหตุนี้ ความเด็ดขาด จะเห็นได้ชัดว่า การทำงานล่าช้าและแก้ปัญหาได้ไม่ทันการณ์ มันเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ระดับล่างที่กลัวจะสูญเสียอำนาจ หรือที่กลัวจะสูญเสีย โดนตำหนิ แล้วตัวเองจะไม่ได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็เลยปกปิดเอาไว้ เมื่อเรื่องมันปะทุจนกระทั่งปกปิดไม่ได้ ก็เลยขึ้นไปถึงปักกิ่ง สี จิ้นผิง ก็เลยตัดสินใจเด็ดขาด ประกาศปิดเมืองหูเป่ย นอกจากปิดเมืองอู่ฮั่นแล้ว ยังมีเมืองรอบๆ อู่ฮั่นที่ถูกปิดเพิ่มอีก ประมาณสิบกว่าเมือง นี่อู่ฮั่น เชียนเต่า เชียนหนิง ชือปี่ หวังกัง เอ้อโจว หวงซี เฉียนเจียง ซื่อเจียง ยี่ฉาง ปิดหมดเลย ประชากรในเมืองทั้งหมดที่ปิดหมดนี้ 50 ล้านคน พวกนี้คือพวกออกนอกเมืองไม่ได้ หูเป่ยทั้งหูเป่ยห้ามเดินทางไปต่างประเทศ ห้ามทำพาสปอร์ตที่หูเป่ย คือปิดตายเลย ทัวร์ทั้งหมดเขาห้ามหมด ไม่ให้มีเลยแม้แต่นิดเดียว



ท่านผู้ชม ผมมีเรื่องบางเรื่องที่อยากจะเล่าประวัติศาสตร์ให้ฟังนิดหนึ่ง เมืองชือปี่ (Chibi) ท่านผู้ชมเคยดูภาพยนตร์เรื่อง Red Cliff ไหม ผาแดง ผาแดงเป็นพื้นที่ที่โจโฉพ่ายศึกกับเล่าปี่ และซุนกวน เล่าปี่กับซุนกวนจับมือกัน เล่าปี่คือจ๊กก๊ก จ๊กก๊กก็คือดินแดนทางใต้ทางนี้ ทางตะวันตก ซุนกวนคือพวกแคว้นกังตั๋ง กังตั๋งอยู่ทางขวามือ ทางตะวันออก ซุนกวนที่มีทหารเอกชื่อจิวยี่ และมีซุนเซก พวกนี้ นี่คือหูเป่ย นี่คือพื้นที่ของเล่าปี่ ส่วนนี่คือพื้นที่ของกังตั๋ง หรือพวกซุนกวน สองก๊กนี้จับมือกันสู้กับโจโฉ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ทางเหนือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคสามก๊ก และเป็นประวัติศาสตร์ในยุคที่แท้จริง แลัวทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะว่าในจดหมายเหตุ คือสามก๊กจะมีจดหมายเหตุหลายจดหมายเหตุ จดหมายเหตุหนึ่งจะพูดเรื่องโจโฉ พูดเรื่องโน้นเรื่องนี้ จดหมายเหตุหนึ่งเล่าปี่พูดอย่างโน้น จดหมายเหตุหนึ่งทางนี้พูดอย่างนี้ ก็คือ แต่ละคนพยายามจะเอาเรื่องราวที่ตัวเองทำบรรจุลงในจดหมายเหตุ ในจดหมายเหตุของเล่าปี่บอกว่า ที่โจโฉพ่ายทัพและต้องหนีเผาเรือไป เพราะถูกจิวยี่เอาเรือไปเผากองทัพเรือของโจโฉ ตามภาพยนตร์เรื่อง Red Cliff หรือ ผาแดง


ปรากฏว่าอีกจดหมายเหตุหนึ่งของโจโฉ บอกว่า ตัวข้านั้น เนื่องจากทหารมีโรคระบาด ข้าสู้ไม่ได้เพราะจู่ๆ ทหารก็ตายกัน ตายเป็นเบือเลย จนต้องถอยทัพ ก็เลยตัดสินใจเผาเรือด้วยตัวเอง หาใช่จิวยี่เป็นคนเผาเรือไม่ เพราะฉะนั้นแล้ว จดหมายเหตุแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ที่น่าสนใจ เมื่อโจโฉพูดในจดหมายเหตุว่า มีโรคระบาดที่หูเป่ย ใต้ลงมาของอู่ฮั่น แสดงว่าอู่ฮั่น หรือหูเป่ย เคยมีโรคระบาดมาเมื่อประมาณเกือบๆ 2 พันปีที่แล้ว และโรคระบาดนั้นถูกคอนเฟิร์มโดยนายแพทย์ชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งนายแพทย์ชาวจีนคนนี้เป็นคนที่ไปพิสูจน์ศพมัมมี่ ซึ่งเป็นมัมมี่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเขาค้นพบในสุสาน



แล้วเขาไปค้นพบว่ามีร่องรอยของพยาธิใบไม้อยู่ในนั้น เนื่องจากว่าทางนี้เป็นทางใต้แล้ว ข้างบนเป็นทางเหนือ โจโฉยกกองทัพมาจากทางเหนือ ขี่แต่ม้า แล้วพอมาลงทางใต้ มาเจอเรือ ต้องเอาอานม้าถอด แล้วก็ขึ้นเรือ ก็เลยเจอพยาธิใบไม้ ทางคุณหมอก็บอกว่า นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตาย ทำให้ตายเป็นเบือ ส่วนเรื่องราวจะจริงหรือจะเท็จแค่ไหน เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่ว่ามันก็มีความเป็นไปได้สูง นี่คือสมัยสามก๊ก โจโฉอยู่ทางนี้ ซุนกวนอยู่ตรงนี้ ตรงนี้คือเล่าปี่ เล่าปี่ งุ่ยก๊ก จ๊กก๊ก กับวุ่ยก๊กของซุนกวนร่วมมือกันแล้วก็สู้กับโจโฉ แล้วโจโฉก็ถอยทัพออกไป เอาล่ะ เป็นตำนาน เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่จะให้ท่านผู้ชมได้รับทราบ


ท่านผู้ชมครับ มันมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่พูดไม่ได้เลย วันนี้ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าตัวไวรัสปอดบวมอู่ฮั่น มันเป็นตัว disruption อย่างใหญ่ในวงการเศรษฐกิจ ธุรกิจ ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าพอประกาศไวรัสอู่ฮั่นออกมาว่าไวรัสปอดบวมอู่ฮั่น พอประกาศออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เกิดมีปัญหาขึ้นมา เพราะว่าจีนห้ามไม่ให้จัดทัวร์ต่างประเทศแล้ว ไม่ให้ออก ยอดคนจีนออกต่างประเทศจะลดฮวบลงมา ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าหุ้นใครตก หุ้นของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็น Louis Vuitton ไม่ว่าจะเป็น Chanel ไม่ว่าจะเป็น Marc Jacobs ไม่ว่าจะเป็นโน่นนี่นั่น ไม่ว่าจะเป็น Prada มูลค่าหุ้นที่ตกทันทีที่ประกาศ รวมแล้ว 7 แสนล้านบาท ท่านผู้ชม 7 แสนล้านบาท คิดเป็นเงินสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ มูลค่าหุ้นตกหมดเลยนะ แล้วตอนนี้หุ้นที่ราคาขึ้นคือหุ้นที่เน้นในเรื่องสุขภาพ การรักษาพยาบาล หุ้นสายการบิน หุ้นโรงแรม ตกหมด ท่านผู้ชมครับ ด้วยเหตุนี้ ถามว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไหม มี ประเทศไทย ถ้าทัวร์จีนหายไปตามที่คำนวณดู ในระยะเวลาภายในปีนี้ เงินจะหายไปประมาณ 7 แสนกว่าล้านบาท ท่านผู้ชมคิดว่าเป็นเงินน้อยเหรอ ยอดเงินของการท่องเที่ยวไทยที่ได้มาจากนักท่องเที่ยวจีนก็ประมาณล้านกว่าล้านบาท หายไปเกือบครึ่ง กระทบกระเทือนไปหมด


ผมเคยอุปมาอุปไมยให้ดูว่า จีนเหมือนช้างตัวหนึ่ง กำลังเดินอยู่ เราคือหนูตัวเล็กๆ เดินตาม แล้วจีนเกิดจามขึ้นมา ฮัดเช้ย ปรากฏว่าหญ้าสั่นสะเทือนหมด ตัวเราโดนลมจามของช้างตัวนี้ กระเด็นไปเลย ท่านผู้ชมครับ เรากำลังจะอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากมาก จากนี้ไป วันนี้เราได้เตรียมตัวรับบ้างหรือยังว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ผู้ประกอบการต่างๆ ผมจะเล่าให้ฟัง รายได้ เงินจากนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยประมาณ 1.98 ล้านล้านบาท รายได้สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยเองที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย 1.07 ล้านล้านบาท วิธีเดียวก็คือว่า ทำอย่างไรให้คนไทยท่องเที่ยวมากกว่าเดิม เพื่อเพิ่มจาก 1.07 ล้านล้าน ไปเป็นสัก 1.5 ล้านล้านบาท เอาไปทดแทน 1.98 ล้านล้านบาท ที่จะหายไปอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือนั้นเร่งระดมให้กับชาติอื่น เนื่องจากชาติจีนเป็นชาติที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าจะเสริมตัวที่เราขาดไป เราต้องระดมจากอินเดีย เราต้องระดมจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ทุกอย่าง เพื่อมาทดแทนกัน ถ้าอย่างนี้เราก็พอจะอยู่รอดได้ ฉะนั้นตัวนี้จะเห็นได้ชัดว่าอุปสรรคมีสูงมาก แล้วการที่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีคนประมาณเกือบๆ 150 ล้านคนต่อ 1 ปี ที่ออกไปนอกประเทศ ทั้งหมดนี้หลังจากเรื่องราวของไวรัสปอดบวมอู่ฮั่นจบไปแล้ว ผมเชื่อว่านักท่องเที่ยวจีนจะลดลง จะลดลงด้วย 2-3 สาเหตุ สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะรัฐบาล อาจจะไม่ต้องการให้ออกไปเที่ยวนอกประเทศแล้ว หรือประการที่สอง ไปเที่ยวนอกประเทศแล้วไม่มีความสุข




ท่านผู้ชมครับ ถ้าท่านผู้ชมเป็นนักท่องเที่ยว แล้วท่านผู้ชมไปเที่ยวในประเทศหนึ่ง แล้วเขาแสดงทีท่ารังเกียจท่าน ท่านกลับมา ท่านกินกาแฟ กินข้าวที่บ้าน เลี้ยงเพื่อนฝูง แล้วบอกอย่าไปเลยนะประเทศไทย ไปทำไม กูก็คน ไปแล้วมันเห็นกูเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เดินหนีกูหมดเลย กูเข้าไปกินร้านอาหารไหนคนไทยมันลุกออก เดินหนีหมด ตรงนี้จะกระเทือนใจเขามาก แล้วมันก็จะมีผลต่อตัวพวกเรา ต่อร้านค้า ผมถึงบอกว่าเราอย่าได้ไปแสดงอาการ เพราะเขาเป็นคนเหมือนเรา และเขาก็มีความรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนเรา เขาก็มีความปรารถนาที่จะมีความสุขกับสิ่งแวดล้อมที่เขาจ่ายเงินมาเพื่อมาเที่ยว แต่เนื่องจากว่าเขามาจากประเทศที่มันมีไวรัส เขาก็อยากมีความสุขกับแหล่งที่เที่ยวที่เขาใช้เงิน เรามีหน้าที่อย่างเดียว ถ้าเราเข้าใจถึงระบบปอดบวมอู่ฮั่นแล้วว่ามันไม่ได้ติดพันกันเพียงการพูดคุยกัน หรือนั่ง หรือเสิร์ฟอาหารให้เขา หรือขายของให้เขา แต่ถ้าเขาไอใส่หน้าเรา ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ใครจะมาไอใส่หน้าท่านผู้ชม ผมคิดว่าต้องแยกแยะให้เป็น


ท่านผู้ชมครับ เรื่องที่ผมอยากจะพูด ถ้าจีนถดถอย โลกถดถอย ท่านผู้ชมอาจจะจำไม่ได้ในช่วงยุคเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก จีนเป็นประเทศเดียวที่มาค้ำโลกนี้ไว้ เขาเป็นประเทศเดียวที่มาค้ำโลก จากการใช้จ่ายเงินของเขา และถ้าวันนี้จีนหยุดใช้จ่าย สมมุติว่าจีนปิดประเทศ เราไปไม่เป็นเลยนะ ท่านผู้ชมลืมไปเลย ประเทศอย่างอเมริกา หรือยุโรป จะมาช่วยเรา ไม่มีหรอก บางคนบอกว่าผมบ้าจีน ผมไม่ได้บ้าจีน ผมรู้ว่าจีนทำอะไรบ้าง และไม่ได้ทำอะไรบ้าง ผมรู้ว่าจีนดีตรงไหน และไม่ดีตรงไหน แต่ผมเกิดมาผมยังไม่เคยเจอประเทศไหนในโลกนี้ที่เวลาเราขอร้องให้เขาช่วยเราเรื่องสินค้าเกษตร เขาช่วยเรา เราขอร้องให้เขาซื้อยางของเรา เขาซื้อ เราขอร้องให้เขาซื้อข้าวเรา เขาซื้อ อเมริกาไปขอร้องมัน ซื้อไหม ไม่ซื้อ อียูขอร้อง มันซื้อไหม ไม่ซื้อ ทำไมเขาซื้อเรา นี่คือความรู้สึกความผูกพัน จริงอยู่สมัยนี้ไทย-จีนอาจจะไม่ใช่พี่น้องกันแล้ว เพราะว่าจีนก็เจริญเติบโตไปถึงขั้นพิจารณาเรื่องกำไร ขาดทุนไปแล้ว แต่มันมีมากกว่านั้น น้ำจิตน้ำใจที่เขาอยากจะช่วยเรา เขามีอยู่แล้ว ว่ากันว่าเขาตัดสินใจซื้อข้าวเราในราคาที่ตกลงกันแล้ว ปรากฏว่าเราก็ไปเบี้ยวเขา เอาข้าวเน่า ข้าวเสีย ส่งไปให้เขา นี่ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ แต่เอาเป็นว่าอย่างนี้แล้วกัน ว่า จีนมีคุณูปการกับเรา แต่ที่เขาไม่มีก็มี เช่น เขาปล่อยให้คนของเขามาจับจองสถานที่ของเรา มาทำให้เรามีปัญหาในเรื่องการทำมาค้าขาย หรือทำให้คนรากหญ้าของเรา หรือคนที่ทำมาค้าขายในระดับท้องถิ่น ระดับถนน ลำบาก เพราะจีนเข้ามาผูกขาดหลายอย่าง โดยที่เจ้าหน้าที่ของเราหลับตาข้างหนึ่ง นี่ก็เป็นข้อเสีย แต่เป็นปัญหาที่เราต้องแก้ไม่ใช่หรือ จีนเขาบอกว่า เขาไม่ว่าอะไรนี่ ก็ถ้าเขาทำผิด คุณก็แก้ไปสิ เขาไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แต่เผอิญเราไปรับเงินเขา เราก็เลยปล่อยให้มันขยายตัวเจริญเติบโตต่อไป ถามว่ารัฐบาลจีนมีส่วนเห็นด้วยไหม ผมไม่ทราบ แต่ว่าเขาก็จะไม่ปฏิเสธ เขาจะไม่คัดค้าน เพราะถ้าคนของเขาไปเที่ยวประเทศโน้น แล้วถ้าตั้งรกรากทำมาหากินได้ ถ้าทำผิดกฎหมาย ท้องถิ่นนั้นก็จัดการเขาไปสิ เขาไม่เกี่ยวแล้ว แต่ถ้าไม่จัดการเขาก็ถือว่าเป็นประโยชน์ของเขา เขาก็นั่งเฉยๆ


ท่านผู้ชมครับ นี่พูดมาก็ชั่วโมงหนึ่งแล้ว ผมขอจบด้วยเรื่องบางเรื่อง ที่ผมคิดว่ามันมีทฤษฎีหลายทฤษฎีทุกวันนี้ ภาษาไทยเราเรียกว่า ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า
Conspiracy theory


Conspiracy theory มันเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ จนทุกวันนี้ก็ยังมีคนกล่าวอ้างว่าการส่งคนไปโลกพระจันทร์ของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นการโกหกมนุษยชาติ เพราะไม่ได้ไปจริง จนทุกวันนี้คนก็ยังกล่าวอ้างว่าเครื่องบินที่ไปชนตึกเวิลด์เทรดในวันที่ 11 กันยายน คนที่จัดการ หรือหาคนขับ คือฝีมือ CIA นี่คือทฤษฎีของการสมรู้ร่วมคิด วันนี้ก็มีทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดขึ้นมาใหม่แล้ว บอกว่าไวรัสตัวนี้มันน่าจะเป็นไวรัสที่อเมริกาวางเอาไว้ ถึงกับมีการแชร์ข้อมูลว่า CIA เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ไวรัสโคโรนา CIA เป็นเจ้าของ ผมไม่เชื่อ แต่ผมกำลังเล่าให้ท่านผู้ชมฟังว่าคำเล่า คำอ้าง คำลือ ของพวกนี้มีตลอดเวลาในวิกฤตทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นมา แต่บางครั้ง ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดวันนี้อาจจะไม่จริง แต่วันข้างหน้าก็อาจจะจริงก็ได้ มีหลายกรณี




กรณีอเมริกาทิ้งระเบิดอะตอมมิกบอมบ์ที่เมืองฮิโรชิมา แล้วไปทิ้งเมืองที่สอง ที่เมืองนางาซากิ ในช่วงนั้นตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อเมริกาบอกว่าญี่ปุ่นยังไม่ยอมแพ้ ก็เลยปล่อยไปอีกลูกหนึ่ง แต่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ซึ่งเปิดเผยมา 60 ปีให้หลัง 60 ปีให้หลังต้องเปิดเอกสารทุกอย่างหมด พิสูจน์ชัดเจนว่า ลูกแรกที่ทิ้งไปที่เมืองฮิโรชิมา ญี่ปุ่นส่งสัญญาณมาแล้วว่าขอยอมแพ้ แต่เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ และทหาร กลาโหมของอเมริกาไม่มั่นใจว่าลูกแรกเวิร์ก แล้วลูกสองจะเวิร์กหรือเปล่า ก็เลยบอกประธานาธิบดีทรูแมนว่าให้ถล่มลูกที่สองที่ฮิโรชิมา นั่นคือที่มาว่าทำไมญี่ปุ่นถึงโดนสองลูกติดกัน ซึ่งนี่คือทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด ซึ่งกลายเป็นจริงขึ้นมา


หรือสงครามในเวียดนาม ในอ่าวคัมรานห์ มันมีเรือรบของอเมริกาลำหนึ่ง จู่ๆ ก็มีเรือเข้ามายิงเรือรบอเมริกา ทำให้เป็นจุดเปลี่ยนของสงครามเวียดนามที่ทำให้อเมริกา สภาคองเกรส ประกาศตัดสินใจให้ส่ง B52 บินถล่มเวียดนามเหนือทันทีเลย แต่เอกสารต่อมาภายหลังเปิดเผยว่า เป็นฝีมือของ CIA ที่จะหาเหตุให้อเมริกาส่งมา ที่ผมเล่าให้ฟังนี้ กำลังจะบอกว่าทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดมีหลายทฤษฎีที่เป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายทฤษฎีที่ไม่เป็นจริง


ท่านผู้ชมครับ 3 เดือนก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา ปรากฏว่าที่ World Economic Forum มีอาจารย์คนหนึ่งชื่อ ดร.อีริค โทเนอร์ เป็นผู้อำนวยการหรือเป็นคนที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงในเรื่องของโรคระบาด ร่วมกับ World Economic Forum และก็ได้ทุนมาจากมูลนิธิของบิล และเมลินดา เกตส์




ทั้งหมดนี้เขาได้ประชุมและเขาได้ทำ simulation สถานการณ์จำลองขึ้นมา เมื่อ 3 เดือนที่แล้วนะ ว่าถ้ามีไวรัส เขาระบุเลยนะ โคโรนาไวรัส ระบาดทั่วโลก จะเกิดอะไรขึ้น คนจะตายเท่าไร เขาบอกคนจะตาย 65 ล้านคน นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 เดือน มันก็อดคิดไม่ได้ว่า 3 เดือนให้หลังมันก็ระบาดจริง แต่ที่ผมพูดนี่ไม่ได้แปลว่าผมเห็นว่าทฤษฎีนี้ถูกต้องนะ ผมไม่ได้ไปกล่าวหาเขานะ แต่ผมกำลังเล่าให้ฟังว่ามันช่างบังเอิญอะไรแบบนี้


ในขณะนี้ที่ผมสังเกตอย่างหนึ่ง ตั้งข้อสังเกต มีอยู่ 2 ข้อ ในเรื่องของโรคปอดบวมอู่ฮั่น เรื่องนี้พอเกิดขึ้นมาปั๊บ ไม่เหมือนซาร์ส พอซาร์สเกิดขึ้นมาปั๊บ ทุกประเทศในโลกนี้ที่มีความรู้ทางการแพทย์ ทางด้านวิทยาศาสตร์ เสนอเอื้อมมือเข้ามาช่วยจีน เข้ามาช่วยฮ่องกง ค้นพบวัคซีน หาวิธีรักษา แต่พอโรคปอดบวมอู่ฮั่นเกิดขึ้น ท่านผู้ชม จากวันนั้นถึงวันนี้ผมยังไม่เคยเห็นอเมริกา ไม่เคยเห็นอียู ไม่เคยเห็นญี่ปุ่น ที่เสนอเอาทีมการแพทย์เข้ามา หรือช่วยกัน ร่วมมือกันศึกษา กลายเป็นจีนต้องสู้ศึกแต่ผู้เดียว ท่านผู้ชมครับ ก็เป็นอะไรที่ประหลาดใจ แล้วที่น่าประหลาดใจที่สุด ท่านผู้ชม (ขอให้เอาแผนที่เมืองจีนที่เป็นสีแดงและสีชมพูมา) ท่านผู้ชมผมประหลาดใจอยู่เรื่องหนึ่ง แล้วผมจะจบเรื่องวันนี้ด้วยข้อประหลาดใจของผม



ท่านผู้ชมจะเห็นว่าสีชมพูมาถึงนี่ กันซู่ ซินเจียง ชิงไห่โดนไปแล้วนะครับ อุปมาอุปไมยก็บอกว่า ทั่วประเทศจีน รวมทั้งเกาะไหหลำ กลายเป็นที่ควบคุมโรคติดต่อไปแล้ว ซึ่งมาตรการแต่ละที่จะเข้มงวดหรือไม่เข้มงวด แล้วแต่ความรุนแรงของแต่ละสถานที่ รุนแรงที่สุดคืออู่ฮั่น หูเป่ย เข้มงวดมาก ที่อาจจะต้องมีการตรวจสอบทุกอย่าง ทำไมผมถึงพูดเรื่องนี้ ผมจะจบเรื่องนี้ด้วย ท่านผู้ชมครับ นี่คือการซ้อมรบนะ นี่คือการซ้อมรบในกรณีที่เกิดสงครามชีวภาพขึ้นมา สี จิ้นผิง ซ้อมรบประเทศจีนทั่วประเทศเลย ว่าถ้าเกิดสงครามชีวภาพ ประชาชนต้องทำอย่างไร เจ้าหน้าที่แต่ละด้านต้องทำอย่างไร ทหารต้องทำอย่างไร หมอต้องทำอย่างไร ทุกอย่างต้องทำอย่างไร และถ้ามีการปิดเมือง ทุกอย่าง จะแก้ปัญหาอย่างไร


ท่านผู้ชม ความรุนแรงของโรคปอดบวมอู่ฮั่นไม่ได้แรงเท่าซาร์ส ไม่ได้แรงเท่าเมอร์ส และทุกคนก็รู้ว่าอัตราส่วนการตายแค่ 2 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ ในขณะซึ่งซาร์ส 10 เปอร์เซ็นต์ เมอร์ส 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ทำไมมันถึงทั่วไปหมดเลย จริงอยู่ว่าอาจจะมีคนที่ติดตรงนี้คนหนึ่ง ติดตรงนี้คนหนึ่ง ตรงนี้ๆ แต่มันไม่จำเป็นที่จะต้องทั่วไปหมด แล้วสี จิ้นผิง ปลุกระดมคนจีนทั่วประเทศเลยให้สู้กับภัยพิบัตินี้ กำลังใจ ท่านผู้ชมว่าน่าประหลาดใจไหม สำหรับผมผมคิดเอง แต่ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ ถือโอกาสซ้อมรบ เพราะว่าการซ้อมรบในเรื่องสงคราม คุณก็เอาเรือประมาณ 100 ลำ วิ่งทางนี้ เครื่องบินบินไปทางโน้น ซ้อมรบ ยิงโน่นยิงนี่ แต่ซ้อมรบสงครามชีวภาพ คุณจะซ้อมได้อย่างไร นอกจากต้องมีปัญหาเรื่องชีวภาพจริงๆ เรื่องโรคระบาดจริงๆ เผอิญมันมี เป็นไปได้ไหมท่านผู้ชม ถือโอกาสซ้อมรบในเรื่องนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่าประเทศจีนเป็นประเทศเดียวในโลกนี้นะท่านผู้ชม ที่ได้มีโอกาสซ้อมรบและประสบการณ์ในการต่อสู้กับสงครามชีวภาพ น่าสนใจไหมครับท่านผู้ชม




ก็พอสมควรนะครับ 1 ชั่วโมง 15 นาที ผมคิดว่าผมได้เอาหลายมิติมาให้ท่านผู้ชมได้ดู ฝากข้อคิดเอาไว้บางอย่าง ข้อสังเกตบางอย่าง และผมก็บอกท่านผู้ชมเดี๋ยวนี้ว่า โรคปอดบวมอู่ฮั่นไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ถ้าเราระวังตัว ไม่มีปัญหา เดินสวนกันไม่ติด คนจีนเดินมา ถึงเขาจะพูดภาษาจีน เราก็เฉยๆ เราคงไม่ต้องไปทักทายเขาหรอก แต่เราอย่าไปแสดงสีหน้าท่ารังเกียจเขา อย่าไปเดินหลบเขาไป หรือเขาเข้าร้านปุ๊บเราออกจากร้านหมดเลย อย่าไปทำเช่นนั้น ท่านผู้ชม เขาไม่ผิด เขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา มีใครบ้างที่อยากจะติดโรคระบาด ไม่มีใครอยากเป็นหรอกครับ และบางทีคนจีนที่คุณเห็นเขาไม่ได้ติดเชื้ออะไรทั้งสิ้นเลย



ท่านผู้ชมครับ กดแชร์เรื่องนี้ออกไปเยอะๆ วันนี้อาจจะดูหนักหน่อยนะครับ แต่ท่านผู้ชมดูให้ดีๆ วันนี้ความรู้ การตั้งข้อสังเกต เพียบพร้อมไปหมดทุกอย่าง แต่ท่านผู้ชม ก่อนจะออกจากการฟังครั้งนี้ ให้คิดถึงข้อสังเกตของผมเรื่อง PM 2.5 ท่านผู้ชมจำคำพูดผมนะครับ PM 2.5 คือระเบิดเวลาที่ระเบิดใหญ่หลวงเมื่อมีโรคระบาดเกิดขึ้นในประเทศไทย และถ้าโรคระบาดนั้นเกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ จะมีคนไทยตายเป็นเบือครับ สวัสดีครับท่านผู้ชม ขอให้ไม่ติดเชื้อโรคอะไรทั้งสิ้นนะครับ



กำลังโหลดความคิดเห็น...