“สมาคมพีอาร์ไทย” แนะรัฐเร่งวางแผนกู้ภาพลักษณ์ประเทศ เรียกความเชื่อมั่นกลับคืน ติง “นิวไทยแลนด์” แค่โปรเจกต์ละลายแม่น้ำ หวั่นเปลืองงบนับแสนล้านซ้ำเติมวิกฤต วอนทุกฝ่ายร่วมมือตามรอย “ญี่ปุ่น” เชื่อเป็นโอกาสดีรื้อกลยุทธ์พีอาร์ใหม่ทั้งระบบ จี้ “บุคคล-หน่วยงาน” เลิกขโมยซีนสร้างภาพรายวัน
วันนี้ (10 พ.ย.) นายพจน์ ใจชาญสุขกิจ นายกสมาคมประชาสัมพันธ์ไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างขณะนี้ นอกจากความเดือดร้อนของภาคประชาชนแล้ว ยังพบว่า สภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในทุกด้าน โดยปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในส่วนของภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว รวมไปถึงทัวร์ต่างชาติที่ยกเลิกรายการเกือบทั้งหมด ดังนั้น ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอีกภารกิจที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจฟื้นฟูเป็นพิเศษ และการประชาสัมพันธ์ประเทศแบบรอบด้าน จึงเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เบื้องต้นควรเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระยะสั้น คู่ขนานกับแผนระยะยาว คือ สร้างความมั่นใจต่อการลงทุนของต่างชาติด้วยภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ไม่ใช่มุ่งในการอัดงบประมาณจำนวนมากลงไปอย่างเดียว แต่รัฐบาลควรใช้วิธีการช่วยเหลือฟื้นฟูด้วยการออกมาตรการที่สร้างการมีส่วนร่วมมากกว่า
“มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลได้เตรียมการฟื้นฟูในโครงการนิวไทยแลนด์ เพื่อแก้ไขเยียวยาทุกส่วนในด้านต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศด้วยมูลค่าหลายแสนล้าน ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่า เงินจำนวนมากมายนั้นจะนำไปแก้ปัญหาหรือฟื้นฟูสิ่งต่างๆ ให้กลับมาได้หรือไม่ เพราะหากการแก้ไขและฟื้นฟูวิกฤติหลังน้ำลดไม่มีประสิทธิภาพดีพอ ผลกระทบมหาศาล คือ การซ้ำเติมวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง” นายพจน์ ระบุ
นายพจน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยจะแยกทำเป็นส่วนๆ ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงต่างประเทศ หรือกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์รวมแบบบูรณาการร่วมกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ สภาอุตสาหกรรม และองค์กรภาคสังคม เป็นต้น ในการช่วยกันตามบทบาทหน้าที่และศักยภาพไปในแนวทางเดียวกัน โดยอาจใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาของการจัดการด้านภาพลักษณ์ หลังจากที่ต้องเผชิญทั้งเรื่องแผ่นดินไหว สึนามิ และการรั่วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นวิกฤติที่นำมาซึ่งนานาปัญหาไม่ต่างจากไทย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นกลับสามารถจัดการกับข่าวสารทั้งหมดทั้งภายในและต่างประเทศ
นายพจน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีจุดอ่อน และส่งผลต่อการจัดการภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งเรื่องความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ความขัดแย้งทางการเมือง การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจการเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่ต้องเผชิญในเวทีโลกอีกมาก ประเทศไทยยังไม่มีแผนการจัดการวิกฤติประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยธรรมชาติที่มีทีท่าว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต วิกฤติครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสดีสำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์ภาพลักษณ์ของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมเสียที
“น่าเสียดายว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือการสร้างภาพให้กับบุคคลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่ภารกิจร่วมกันของประเทศ แต่เป็นแบบต่างคนต่างทำ รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงวิธีการสื่อสาร กระบวนการสื่อสารใหม่ทั้งหมด มิฉะนั้นปัญหาเรื่องวิกฤตศรัทธาอาจตามมา และลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของประเทศด้วย” นายพจน์ กล่าวในที่สุด
วันนี้ (10 พ.ย.) นายพจน์ ใจชาญสุขกิจ นายกสมาคมประชาสัมพันธ์ไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบในวงกว้างขณะนี้ นอกจากความเดือดร้อนของภาคประชาชนแล้ว ยังพบว่า สภาพเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในทุกด้าน โดยปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในส่วนของภาคการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยว รวมไปถึงทัวร์ต่างชาติที่ยกเลิกรายการเกือบทั้งหมด ดังนั้น ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอีกภารกิจที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสนใจฟื้นฟูเป็นพิเศษ และการประชาสัมพันธ์ประเทศแบบรอบด้าน จึงเป็นสิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เบื้องต้นควรเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระยะสั้น คู่ขนานกับแผนระยะยาว คือ สร้างความมั่นใจต่อการลงทุนของต่างชาติด้วยภาพลักษณ์ของประเทศ เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา ไม่ใช่มุ่งในการอัดงบประมาณจำนวนมากลงไปอย่างเดียว แต่รัฐบาลควรใช้วิธีการช่วยเหลือฟื้นฟูด้วยการออกมาตรการที่สร้างการมีส่วนร่วมมากกว่า
“มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลได้เตรียมการฟื้นฟูในโครงการนิวไทยแลนด์ เพื่อแก้ไขเยียวยาทุกส่วนในด้านต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศด้วยมูลค่าหลายแสนล้าน ซึ่งไม่มีใครรับประกันได้ว่า เงินจำนวนมากมายนั้นจะนำไปแก้ปัญหาหรือฟื้นฟูสิ่งต่างๆ ให้กลับมาได้หรือไม่ เพราะหากการแก้ไขและฟื้นฟูวิกฤติหลังน้ำลดไม่มีประสิทธิภาพดีพอ ผลกระทบมหาศาล คือ การซ้ำเติมวิกฤติอีกครั้งหนึ่ง” นายพจน์ ระบุ
นายพจน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยจะแยกทำเป็นส่วนๆ ไม่ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงต่างประเทศ หรือกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ต้องเป็นองค์รวมแบบบูรณาการร่วมกับองค์กรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ สภาอุตสาหกรรม และองค์กรภาคสังคม เป็นต้น ในการช่วยกันตามบทบาทหน้าที่และศักยภาพไปในแนวทางเดียวกัน โดยอาจใช้ประเทศญี่ปุ่นเป็นกรณีศึกษาของการจัดการด้านภาพลักษณ์ หลังจากที่ต้องเผชิญทั้งเรื่องแผ่นดินไหว สึนามิ และการรั่วของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นวิกฤติที่นำมาซึ่งนานาปัญหาไม่ต่างจากไทย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นกลับสามารถจัดการกับข่าวสารทั้งหมดทั้งภายในและต่างประเทศ
นายพจน์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีจุดอ่อน และส่งผลต่อการจัดการภาพลักษณ์ของประเทศ ทั้งเรื่องความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ความขัดแย้งทางการเมือง การแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่เรื่องเศรษฐกิจการเงิน ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่ต้องเผชิญในเวทีโลกอีกมาก ประเทศไทยยังไม่มีแผนการจัดการวิกฤติประเทศ โดยเฉพาะการรับมือกับภัยธรรมชาติที่มีทีท่าว่าจะต้องเกิดขึ้นอีกในอนาคต วิกฤติครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสดีสำหรับการจัดทำยุทธศาสตร์ภาพลักษณ์ของประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรมเสียที
“น่าเสียดายว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้เกี่ยวข้องสนใจเรื่องภาพลักษณ์ของรัฐบาลหรือการสร้างภาพให้กับบุคคลหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงอย่างเดียว และไม่ใช่ภารกิจร่วมกันของประเทศ แต่เป็นแบบต่างคนต่างทำ รัฐบาลต้องเร่งปรับปรุงวิธีการสื่อสาร กระบวนการสื่อสารใหม่ทั้งหมด มิฉะนั้นปัญหาเรื่องวิกฤตศรัทธาอาจตามมา และลุกลามเป็นวิกฤตศรัทธาของประเทศด้วย” นายพจน์ กล่าวในที่สุด