บทวิเคราะห์จากเพจ 'ทางรถไฟสายมรณะ' แฉปมรื้อลวดหนามตาเมือนธมในอดีตที่เป็นชนวนเหตุให้เขมรประชิดชายแดน ย้ำภาพสถานการณ์จริงหลังศึกรอบสองที่ต้นไม้โกร๋นยอดด้วนเซ่นพิษอาวุธหนัก พร้อมเตือนคนไทยจับตาเกมการเมืองหลังเลือกตั้ง หวั่นกลุ่มผลประโยชน์เอื้อผู้นำกัมพูชาจนเสียเอกราชทางอธิปไตยซ้ำรอยเดิม
วันนี้ (22 ม.ค.) เพจ "Thai Burma railway ทางรถไฟสายมรณะ" ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์สถานการณ์บริเวณ ปราสาทตาเมือนธม ภายหลังการสู้รบและบริบททางยุทธศาสตร์ เนื่องจากมีชาวเน็ตตั้งข้อสงสัยว่าทำไมทหารกัมพูชาวางกำลังยังอยู่ได้โดยไม่ได้ถูกทหารไทยตีให้ถอยออกไปเหมือนกับสมรภูมิอื่นๆ ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความอธิบายว่า
"หลังจากที่กองทัพบกเชิญสื่อเข้าพื้นที่เพื่อให้ไปดูสถานการณ์จริงว่าเกิดอะไรขึ้น ภาพที่ทุกคนได้เห็นคือแนวตั้งรับของทหารไทยและทหารเขมรอยู่ใกล้กันมาก
มีบางคอมเมนต์ บางเพจซึ่ง Tag เพจผมแล้วตั้งข้อสงสัยว่าทำไมแนวทหารไทยกับเขมรจึงใกล้กันมาก ขออธิบายนิดหน่อยเพื่อความเข้าใจที่ไปที่มาก่อนปราสาทตาเมือนธมเป็นโบราณสถานของไทยมาเมื่อนานมาแล้วมีการขึ้นทะเบีบนโบราณสถานเรียบร้อย ถ้าผมจำไม่ผิดปราสาทตาเมือนธมยังอยู่ในช่วงของการบูรณะซึ่งยังไม่เสร็จสิ้น แต่ถูกหยุดกิจกรรมเพราะ MOU43 (ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศในพื้นที่ทับซ้อน) ผมไปยังเห็นซากบางส่วนยังวางกับพื้นครับแสดงว่ายังบูรณะยังไม่เสร็จ
ฝั่งใต้ของพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมจะลดต่ำลงไปโดยจะมีบันไดที่ใช้เดินขึ้นลงจากทางใต้ของปราสาท เลยบันไดไปนิดเดียวจะเป็นแนวต้นขี้เหล็ก
ในอดีตแนวต้นขี้เหล็กจะมีการวางรั้วลวดหนามของทหารไทย แนวต้นขี้เหล็กคือจุดที่ในอดีตก่อนปี 2554 เมื่อคนกัมพูชาจะข้ามมาก็จะมีทหารคอยตรวจสอบและอนุญาตให้เข้ามาชมปราสาท พอหลังจากการปะทะปี 2554 พวกนักการเมืองชั่วเลวระยำสัตว์นรก สมคบคิดและยินยอมตกลงผลประโยชน์กับเขมร แล้วให้ทหารรื้อเอาลวดหนามดังกล่าวออก แล้วสุดท้ายทหารฝ่ายปฏิบัติก็ต้องตกลงกันให้ทหารเขมรและทหารไทยต้องส่งกำลังฝ่ายละ 5 นายหรืออย่างละเท่าๆ กัน เข้ามาดูแลพื้นที่ปราสาทร่วมกัน
เวลาล่วงเลยมาจนเกิดการยั่วยุกระทบกระทั่งกันในช่วงต้นปี 2568 จนนำไปสู่สงคราม
ในสงคราม 5 วัน เช้าตรู่ 24 ก.ค. 2568 เมื่อทหารไทยกำลังจะวางรั้วลวดหนามเพื่อปิดปราสาทตาเมือนธมตรงบริเวณบันไดทางขึ้นจากฝั่งเขมร ทางกัมพูชาจึงเปิดฉากยิงใส่ทหารไทย จนขยายกลายเป็นการปะทะตลอดแนว กัมพูชาพยายามที่จะรุกเข้ายึดปราสาทตาเมือนธมแต่ได้รับการต้านทานจากทหารไทย จนจบสงคราม 5 วันทหารไทยก็ยังคงควบคุมพื้นที่ไว้ได้
หลังหยุดยิงครั้งแรกทหารไทยได้วางรั้วลวดหนามตั้งแต่แนวต้นขี้เหล็กและพื้นที่ตีนบันไดที่จะขึ้นปราสาทตาเมือนธมจากฝั่งทิศใต้ทั้งหมด
หลังจากเหตุการณ์ในวันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่พลาญหินแปดก้อน ก็เกิดศึกรอบสอง หลายคนกังวลใจเพราะไม่มีการรายงานหรือข่าวจากตาเมือนธม ผมเองซึ่งตามข่าวทุกช่องทางไม่ว่าจากไทยหรือ กพช. ก็ไม่ค่อยจะเห็นข่าวจากตาเมือนธม แต่บางครั้งวลีที่ว่า No news is a good news หรือการไม่มีข่าวถือเป็นข่าวดีก็ใช้ได้นะครับ แต่ผมก็พยายามหาข่าวอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้หลุดสถานการณ์ หลังศึกรอบสองจบ แนวการวางลวดหนามนี้ยังไม่ได้ขยับไปไหนครับยังอยู่ที่เดิม แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีการยิงปะทะนะครับ ในพื้นที่ก็มีการยิงปะทะด้วยอาวุธปืนและอาวุธวิธีโค้ง อาวุธระยะไกล ซึ่งยังคงเห็นร่องรอยความเสียหายในพื้นที่พอสมควร
บางคนตั้งคำถามว่า ทำไมทหารเราไม่ตีมันให้ตกเขาลงไป ให้มันหางจุกตูดออกไปหลายร้อยเมตรหรือหลายกิโลเมตรเหมือนการรบในสมรภูมิอื่น ในมุมมองผมกับศึกรอบสองตรงบริเวณตาเมือนธมมีดังนี้
ข้อแรก Main objective หรือเป้าหมายหลักของไทยในพื้นที่นี้คือปกป้องพื้นที่ปราสาทไม่ให้เขมรรุกเข้ามายึดพื้นที่ที่เราควบคุมอยู่ เพราะยังไงเสียเราก็ได้เปรียบทุกอย่าง ปราสาทซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญในพื้นที่ก็อยู่ในการควบคุมของเรา พื้นที่ที่ทหารไทยอยู่ก็อยู่สูงกว่าเขมร ได้เปรียบในการตรวจการและการโจมตีจนถึงการตั้งรับ
ข้อที่สองคือในสถานการณ์การรบรอบ 2 มันยังมีพื้นที่หลายจุดที่ต้องการการเสริมกำลังของทหารฝ่ายเรา ในหลายพื้นที่ต้องการทั้งอำนาจการยิงและกำลังพลของทหารราบที่ต้องเข้ายึดพื้นที่คืน เช่น ปราสาทตาควาย เนิน 350 ช่องอานม้า ปราสาทคนา
เพราะฉะนั้นในเมื่อตาเมือนธมเราสามารถควบคุมตัวปราสาทและพื้นที่โดยรอบซึ่งอยู่สูงกว่า กพช.ได้แล้ว ก็ถือว่าเราได้เปรียบในการตั้งรับ
หากต้องการที่จะไล่เขมรไปให้ไกล หรือไล่มันให้ตกเขาไป ทหารไทยก็คงทำได้แน่นอนครับ แต่ต้องรอให้แนวรบอื่นจบก่อน ถึงจะโยกกำลังมาจัดการทหารเขมรที่ตาเมือนธม หรือกองทัพอาจจะประเมินแล้วว่าทหารเขมรที่ตาเมือนธมในช่วงศึกรอบสองไม่มีท่าทีเป็นภัยคุกคามหรือจะรุกเข้าตีทหารไทย เลยนำกำลังไปช่วยเข้าตีพื้นที่สำคัญที่เรายังยึดคืนไม่ได้ จนได้พื้นที่กลับคืนมาจำนวนมาก ก็เข้าใจคนไทยที่ห่วงในทหารและหวงแหนในดินแดนว่ามันใกล้กันมาก มันก็ใกล้จริงครับ ผมเชื่อว่าทหารไทยไม่ได้อยากให้เขมรมาตั้งฐานใกล้ปราสาทหรือแนวที่เราควบคุมหรอกนะครับ แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าไป รวมกับเวลาที่จำกัดในการรบรอบที่ 1 และ 2 ทำให้แนวรบนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
ภาพที่เห็นเราจะเห็นว่าต้นไม้โล่งขึ้นเยอะครับถ้าเทียบกับภาพข่างก่อนการปะทะรอบ 1 โดยเฉพาะแนวต้นขี้เหล็ก แนวต้นขี้เหล็กยอดด้วนแทบทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงการสู้รบอย่างหนักหน่วงของเราและเขมร ด้วยเหตุผลที่ว่ามา จึงเป็นที่มาของแนวรบตาเมือนธมที่ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง การรบรอบ3 ในสายตาผมน่าจะยากหน่อย หรืออาจจะอีกสักระยะ ตอนนี้เขมรจะโจมตีเราในทางการข่าวการทูตช่วงชิงภาพลักษณ์ในเวทีโลก
เหตุการณ์จะชัดเจนขึ้นว่าเขมรจะเอายังไงต่อ ก็ต่อเมื่อหลังเลือกตั้งของไทยครับ เขมรจะประเมินว่าการเมืองไทยจะออกมาในรูปแบบไหน และปรับยุทธวิธีกระบวนท่าต่อ เราก็เห็นละนะครับ ใครที่มีผลประโยชน์กับเขมร ใครที่คอยเตะขัดขาทหารอยู่เป็นระยะๆ เป็นหน้าที่ของคนไทยที่จะตัดสินว่า เราจะให้เขมรมาขี่คอขี่หัวคนไทยต่อไปไหม ด้วยการเลือกนักการเมืองบางพรรคบางกลุ่มเข้ามา ตอนนี้ทหารเขมรไม่สามารถกลับมาปราสาทได้ก็จริง แต่ในอนาคตเราต้องจับตาพวกนักการเมืองชั่วๆ เห็นแค่ผลประโยชน์ตระกูลพ่อตระกูลแม่มัน หรือพวกที่พยายามที่อ้างว่าสนับสนุนกองทัพแต่ในเรื่องจริงกลับแทงหลังทหารตลอด เราต้องจับตาดูและเตรียมออกมาถลกหนังหัวพวกมัน ถ้ามันจะมาเอื้อประโยชน์กับพวกผู้นำเขมรอีก ที่ผมใส่ลวดหนามแค่นั้นเพราะผมเห็นแค่นี้ครับ จริงๆ มันมีอีกเยอะ"


