xs
xsm
sm
md
lg

ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม : นโยบายสิ่งแวดล้อม คือ การป้องกันและผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานพิเศษ

“สิ่งที่ยังไม่มีพรรคการเมืองใดพูดถึงเลยในการนำเสนอนโยบายเลือกตั้งครั้งนี้ คือ เราจะมีแนวทางป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมอย่างไร เพราะที่ผ่านมามันมีปัญหาในทุกขั้นตอน ... ตั้งแต่สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจว่าควรจะให้มีโรงงานหรือไม่ การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ การแก้ไขเยียวยาฟื้นฟูเมื่อเกิดผลกระทบ ไปจนถึงการใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม”

ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) สุภาภรณ์ มาลัยลอย กล่าวถึง นโยบายสิ่งแวดล้อมอีกด้านที่ไม่ถูกพูดถึงในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ คือ จะมีแนวทางทั้งการป้องกันและแก้ปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรมได้อย่างไร ทั้งที่เป็นปัญหาที่ใหญ่มากมาตลอดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา และรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงมีคำถามถึงพรรคการเมืองในแต่ละกระบวนการ ดังนี้


ข้อ 1 ... ทำอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริง ในขั้นตอนการตัดสินใจว่าจะให้มีโรงงานหรือไม่

“ในเรื่องสิ่งแวดล้อม สิ่งแรกที่ต้องเป็นนโยบายของรัฐเลย คือ การปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม และระบบการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ผู้จัดการ EnLaw อธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่เกิดปัญหารุนแรงทั้งจากการปลดปล่อยมลพิษและการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในช่วงหลายปีมานี้ เป็นเพราะมีปัญหาตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการอนุญาตให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมได้ เนื่องจากช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ระบุไว้ในข้อกฎหมายเป็นช่องทางที่ใช้ไม่ได้จริง

“ถ้าจะไล่ไปทีละขั้นตอนก็จะเห็นชัด เช่น การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น หรือ เวทีประชาพิจารณ์เป็นขั้นตอนที่ทำแต่ให้ครบตามเช็คลิสต์ว่าได้ทำแล้ว และระบุไปในเอกสารการอนุญาตให้ดำเนินโครงการได้ด้วยการระบุว่า เสียงคัดค้าน เป็นเพียงข้อมูลว่าชุมชนมีข้อห่วงใยในประเด็นใดบ้างเท่านั้น”

“ส่วนการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ก็มีรูปแบบให้เจ้าของโครงการ เป็น “ผู้ว่าจ้าง” ให้สถาบันวิชาการหรือบริษัทที่ปรึกษาเข้ามาจัดทำรายงาน EIA ... หมายความว่า ผู้ทำรายงานเพื่อประเมินผลกระทบของโครงการ มีสถานะเป็น “ผู้รับจ้าง” ของเจ้าของโครงการ ทำให้ผลการประเมินที่ออกมาควรจะไม่น่าเชื่อถือ”

สุภาภรณ์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า การทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ยังเป็นเพียงการศึกษาผลกระทบเฉพาะโรงงานแต่ละแห่งเท่านั้น แต่ไม่ได้นำข้อมูลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นรวมของทั้งพื้นที่นั้นมาดู นั่นคือ ไม่มีการประเมินผลกระทบสะสมและผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์เลย

“เช่น ในพื้นที่ตะวันออกมีโรงงานจำนวนมาก การประเมินแค่ผลกระทบของโรงงานที่จะเกิดขึ้นใหม่เพียงแห่งเดียวอาจจะบอกได้ว่า .. จะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ถ้าดูกันในภาพรวมจริง ๆ อาจจะเห็นได้ว่า พื้นที่นั้นไม่สามารถมีโรงงานเพิ่มได้อีกแล้ว”

“นี่เป็นเหตุผลที่เราอยากเห็นนโยบายของพรรคการเมือง ว่าจะแก้ไขประเด็นเหล่านี้อย่างไร” สุภาภรณ์ กล่าว


ข้อ 2 ... ทำอย่างไรให้หน่วยงานราชการสามารถกำกับดูแลโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การกำกับดูแลโรงงานของหน่วยงานรัฐ เป็นสิ่งที่ถูกตั้งเป็นคำถามใหญ่มาตลอดหลายปีที่เกิดปรากฏการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมกระจายออกไปในหลายพื้นที่ ผู้จัดการ EnLaw จึงขอเสนอให้พรรคการเมืองที่มองเห็นปัญหา ช่วยอธิบายแนวทางการออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงานที่มีความเสี่ยงจะก่อมลพิษ ว่าควรจะต้องมีวิธีการเข้าไปกำกับดูแลอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ

“ปัญหาของโรงงานงานเถื่อน และโรงงานที่มีใบอนุญาตแต่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คือมีทั้ง ทุนเทา จีนเทา และผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง ... ฝ่ายการเมืองจะกำกับดูแลโรงงานกลุ่มนี้อย่างไร ต้องแก้ไขกฎหมายหรือไม่ ... เพราะดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐมีความหวาดกลัวต่อโรงงานเหล่านี้ ... นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความชัดเจนทางการเมือง”


ข้อ 3 ... มีแนวทางการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษอย่างไร

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายพื้นที่ในจังหวัดในภาคตะวันออก เช่น ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี รวมไปถึงทางฝั่งตะวันตก ราชบุรี กาญจนบุรี หรือแม้แต่ภาคเหนือที่แม่น้ำกก แม่น้ำสายในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ต้องกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษขั้นรุนแรง ทั้งจากการทำเหมือง จากการปลดปล่อยมลพิษของโรงงาน และจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม และทุกพื้นที่ยังไม่ได้รับการฟื้นฟู เพราะต้องใช้งบประมาณของรัฐเป็นเงินจำนวนมหาศาล

ผู้จัดการ EnLaw ตั้งประเด็นนี้ไว้ด้วยว่า เป็นปัญหาสำคัญที่พรรคการเมืองควรจะอธิบายให้เห็นแนวทางแก้ไข เพราะคนในพื้นที่ปนเปื้อนได้รับผลกระทบมาก ทั้งดิน น้ำ แหล่งอาหารสูญเสียไป ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เราอยากเห็นวิสัยทัศน์ของว่าที่รัฐบาล


ข้อ 4 ... มีแนวทางจัดการอุบัติภัยจากการประกอบกิจการโรงงานอย่างไร

อุบัติภัยจากโรงงานอุตสาหกรรม เกิดขึ้นบ่อยในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีโรงงานจำนวนมาก นอกจากจะทำให้เกิดความสูญเสียกับคนงาน ยังเป็นสิ่งที่สร้างความหวาดระแวงให้กับชุมชนใกล้เคียงด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้จัดการ EnLaw ตั้งคำถาม

“ยกตัวอย่างที่เห็นบ่อย เช่น สารเคมีระเบิด หรือแม่แต่เกิดน้ำมันดิบรั่วกลางทะเล เราก็จะมีข้อถกเถียงกันต่อวิธีการทำงาน จึงถามว่า ควรมีกลไกพิเศษที่ชัดเจนและเป็นไปตามหลักวิชาการในการดำเนินการกับความเสี่ยงเหล่านี้หรือไม่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่”


ข้อ 5 ... กระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ??

กณีศึกษาที่สำคัญ คือ พื้นที่ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมรุนแรงจากโรงงานแวกซ์ กาเบ็จ รีไซเคิล จ.ราชบุรี และโรงงานวิน โพรเสส จ.ระยอง ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบฟ้องร้องและชนะคดีแล้ว แต่กลับไม่ได้รับเงินชดเชยเยียวยาหรือได้ช้ามาก ส่วนพื้นที่ปนเปื้อนก็ยังไม่ได้รับการจัดการ ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ อาจให้ผลบวกทางกฎหมายกับผู้เสียหายได้ แต่ยังให้ “ความยุติธรรม” อย่างแท้จริง ไม่ได้

“อยากถามว่า พรรคการเมืองใด มีแนวทางที่จะผลักดันให้เกิด “วิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อม” ขึ้นได้จริงหรือไม่ ... เพราะถ้าทำได้ ก็จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการใช้สิทธิทางกฎหมายของประชาชน ช่วยให้มีผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามาให้ความเห็นต่อกระบวนการยุติธรรมได้ ... แต่ถ้ายังเป็นเหมือนเดิม ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษก็จะยังไม่มีทางได้รับตความยุติธรรม” สุภาภรณ์ กล่าว
กำลังโหลดความคิดเห็น