xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 31 ม.ค.-6 ก.พ.2564

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



1.รบ.ไฟเขียวเยียวยาโควิด ม.33 คนละ 4 พัน ด้าน “สุชาติ” ชี้ คนมีเงินฝากเกิน 5 แสน ต้องเสียสละ!

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เชิญทีมเศรษฐกิจเข้าหารือ ต่อมา นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยหลังการหารือกับนายกฯ ว่า เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือแรงงานผู้ประกันตนมาตรา 33 “โครงการ ม.33 เรารักกัน” แล้ว โดยนายกฯ อยากให้ครบทุกคนที่มีสิทธิดังกล่าว ส่วนเม็ดเงินและรูปแบบการให้ รอหารือรายละเอียดอีกครั้ง เบื้องต้นเหมือนโครงการเราชนะ โดยนำเงินเข้าแอพเป๋าตัง เพื่อช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย

นายสุชาติ ยืนยันด้วยว่า คนในครอบครัวมาตรา 33 จะให้ทุกคน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 11 ล้านกว่าคน สำหรับเงื่อนไขผู้ที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวนั้น นายกฯ ให้ความอนุเคราะห์ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ คือ คงเหลือเงื่อนไขเดียว คือคนที่มีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท จะไม่ได้รับสิทธิ

นายสุชาติ ยังชี้แจงกรณีที่ตัดเงื่อนไขเรื่องเงินเดือนต่อปีไม่เกิน 3 แสนบาท ซึ่งส่งผลให้คนที่มีเงินเดือนสูงแค่ไหนก็ยังมีสิทธิเข้าโครงการ ม.33 เรารักกัน หากมีเงินเก็บในบัญชีไม่เกิน 5 แสนบาท โดยระบุว่า ถ้านำประเด็นเรื่องเงินเดือนมาพิจารณา จะส่งผลให้คนที่ทำงานที่เดียวกัน บางคนได้รับ แต่บางคนอาจไม่ได้ อาจมีปัญหา และไม่เกิดความสามัคคีในที่ทำงาน จึงคิดกันว่า ไม่เอาเกณฑ์เงินเดือนมาพิจารณา เพราะคนที่เงินเดือนสูง ค่าใช้จ่ายก็อาจสูง และคนเงินเดือนน้อย ค่าใช้จ่ายก็อาจน้อย ตนจึงเสนอนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่เอาเรื่องเงินเดือนตรงนี้มาจับ ซึ่งนายกฯ เห็นด้วยในเหตุผล

นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เงินที่นำมาช่วยเหลือในโครงการ ม.33 เรารักกัน เป็นการใช้เงินกู้ก้อนเดียวกับโครงการเราชนะ ไม่ใช่เงินประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ลำบาก ดังนั้นคนที่มีเงินฝาก 5 แสนบาทแล้ว ก็อยากให้เห็นใจเสียสละก็แล้วกัน ไม่อยากให้มีการมองว่า มีเงินฝาก 5 แสน หรือ 1 ล้าน แล้วทำไมมาเอาตรงนี้อีก ซึ่งก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังก็อยากได้เกณฑ์เหมือนโครงการเราชนะ แต่ตนขอนายกฯ ให้ใช้เกณฑ์เงินฝาก ไม่นำเรื่องเงินเดือนมาพิจารณา

ทั้งนี้ นายสุชาติ ย้ำว่า ผู้ที่จะได้รับสิทธิในโครงการ ม.33 เรารักกัน จะต้องเข้าหลักเงื่อนไข 3 ข้อ ได้แก่ เป็นคนไทย, มีเงินฝากในบัญชีไม่เกิน 5 แสนบาท และเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้รับสิทธิที่เข้าเงื่อนไขนี้ประมาณ 9 ล้านคน

วันต่อมา 4 ก.พ. นายสุชาติ กล่าวถึงโครงการ ม.33 เรารักกันว่า ชัดเจนแล้วจะจ่ายให้ผู้ที่เข้าเงื่อนไขคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายอาทิตย์ละ 1,000 บาท โดยจะเร่งนำเข้า ครม.ในวันอังคารหน้า หากไม่ทันจะเป็นสัปดาห์ถัดไป เมื่อ ครม. ให้ความเห็นชอบแล้ว จะมีการกดปุ่มเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ ส่วนคนที่มีแอพเป๋าตังอยู่แล้วก็ต้องลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อยืนยันสิทธิเช่นเดียวกัน โดยรูปแบบจะเหมือนโครงการเราชนะ นำเงินเข้าแอพเป๋าตัง เพื่อไปใช้จ่าย

นายสุชาติ กล่าวถึงโครงการ ม.33 เรารักกัน อีกครั้งระหว่างชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้แทนองค์กรแรงงาน 39 องค์กรเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ว่า เบื้องต้นเงื่อนไขของผู้มีสิทธิรับเงินเยียวยาจะใช้เกณฑ์เดียวกับโครงการเราชนะ คือ ผู้มีสิทธิต้องไม่มีเงินฝากในบัญชีเกิน 5 แสนบาท ณ สิ้นปี 2562 ต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องไม่เป็นแรงงานต่างด้าว และว่า โครงการดังกล่าวไม่สามารถเสนอเข้า ครม.ได้ทันวันที่ 9 ก.พ.นี้ เนื่องจากต้องเสนอเรื่องไปที่สภาพัฒน์ก่อน โดยจะนำเข้า ครม. เพื่อให้มีมติในวันที่ 15 ก.พ. เริ่มจ่ายเงินสัปดาห์ละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมี.ค.เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดการใช้จ่ายเงินในวันที่ 31 พ.ค.2564

ทั้งนี้ การที่โครงการ ม.33 เรารักกัน กำหนดเงื่อนไขคนที่มีเงินในบัญชีเงินฝากเกิน 5 แสนบาท ไม่ได้รับสิทธิเข้าร่วมโครงดังกล่าว ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์พอสมควรว่า ผู้ประกันตนผิดด้วยหรือที่มีเงินเก็บเกิน 5 แสน บ้างก็ว่า ผู้ประกันตนบางคนพยายามประหยัดอดออมเก็บเงินมาหลายสิบปี เพื่อไว้ใช้ยามฉุกเฉินยามชรา ไม่ซื้อบ้าน ไม่ซื้อรถ จึงมีเงินเก็บเกิน 5 แสน กลับถูกตัดสิทธิไม่ให้ร่วมโครงการนี้ บ้างก็ว่า โครงการ ม.33 เรารักกัน เหมือนเป็นมาตการลงโทษคนที่เก็บออมเงิน ฯลฯ

วันเดียวกัน (5 ก.พ.) น.ส.กุลยา ตันติเตมิท รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงโครงการ “เราชนะ” ที่รัฐบาลให้เงิน 7,000 บาทต่อราย ซึ่งเปิดให้ผู้อยู่ในโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ตรวจสอบสิทธิ์เข้าร่วมโครงการวันแรกผ่านเว็บไซต์ www.เราชนะ.com ว่า กรณีที่เป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และรัฐวิสาหกิจ แล้วตรวจสอบสิทธิ์พบว่าได้สิทธิ์ “เราชนะ” ขอให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวเตรียมเข้าไปกดไม่เข้าร่วมโครงการด้วยตนเอง ในวันที่ 18 ก.พ. 2564 บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ไม่เช่นนั้นจะถูกเรียกเงินคืนในภายหลัง

“เมื่อถึงวันที่ 18 ก.พ. 2564 จะมีแถบข้อความขึ้นให้บนแอป “เป๋าตัง” และถามว่าท่านยืนยันจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ ผู้ที่เป็นลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และรัฐวิสาหกิจ ที่เข้าเกณฑ์ไม่ได้รับเงินในโครงการนี้จะต้องกดไม่เข้าร่วมโครงการเราชนะ เพราะถ้าหากระบบตรวจพบภายหลัง จะมีการเรียกเงินคืน”

น.ส.กุลยา กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางช่วยเหลือกลุ่มลูกจ้างชั่วคราว และลูกจ้างของรัฐ และรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้น้อยนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังมาดูแลกลุ่มนี้เพิ่มเติมแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหาแนวทางช่วยเหลืออยู่

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับสิทธิในโครงการเราชนะ ได้แก่ 1.ผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป 2.ไม่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม 3.ไม่เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นใดในหน่วยงานของรัฐที่ได้รับค่าตอบแทนจากหน่วยงานของรัฐ 4.ไม่เป็นข้าราชการทางการเมือง 5.ไม่เป็นผู้รับบำนาญปกติหรือเบี้ยหวัดจากส่วนราชการ 6.ไม่เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 300,000 บาท 7.ไม่มีเงินฝากรวมกันทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท

มีรายงานว่า ส่วนราชการบางแห่ง ได้มีหนังสือเวียนไปยังข้าราชการด้วยว่า ห้ามเข้าร่วมโครงการเราชนะ หากมีรายใดเข้าร่วม จะมีการตรวจสอบ เมื่อพบจะถือเป็นการกระทำผิดวินัย


2.ยอดผู้ติดโควิดในไทยยังหลายร้อยรายต่อวัน ด้าน “ดีเจมะตูม” ยอมรับปาร์ตี้วันเกิดมีดื่มเหล้า แต่ไร้เสพยา-เซ็กส์หมู่!


สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทย สัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ในแต่ละวันยังหลายร้อยราย ซึ่งเป็นผลจากการตรวจคัดกรองเชิงรุก โดยเฉพาะที่ จ.สมุทรสาคร เริ่มด้วยเมื่อวันที่ 31 ม.ค. พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบค.) แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 829 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 822 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 91 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 731 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 7 ราย

วันต่อมา 1 ก.พ. พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษก ศบค.แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 836 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 832 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 39 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 793 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 4 ราย

วันต่อมา 2 ก.พ. นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 836 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 819 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 109 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 710 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 17 ราย มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 2 ราย รายแรกเป็นหญิงไทย อายุ 75 ปี ที่ จ.สมุทรสาคร มีโรคประจำตัว คือ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ส่วนผู้เสียชีวิตอีกราย เป็นชายไทย อายุ 68 ปี มีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน ไตวายระยะสุดท้าย

ทั้งนี้ วันเดียวกัน ที่ประชุม ศบค.กทม.ได้มีคำสั่งปิดโรงเรียนจันทร์ประดิษฐารามวิทยาคม ตั้งแต่วันที่ 2-5 ก.พ. เนื่องจากอยู่ใกล้พื้นที่เสี่ยงคือ โรงงานแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตภาษีเจริญ หลังพบผู้ติดเชื้อโควิดในโรงงานดังกล่าว 27 ราย นอกจากนี้ยังได้สั่งปิดศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ในพื้นที่เขตบางบอน เขตหนองแขม และเขตภาษีเจริญ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วย

วันต่อมา 3 ก.พ. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 795 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 783 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 24 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 759 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 12 ราย

วันต่อมา 4 ก.พ. นพ.ทวีศิลป์ แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 809 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 796 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 45 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 751 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 13 ราย

วันเดียวกัน นายเตชินท์ พลอยเพชร หรือมะตูม ดีเจชื่อดังและนักแสดง ซึ่งจัดปาร์ตี้วันเกิดที่โรงแรมบันยันทรีเมื่อวันที่ 9 ม.ค.จนมีผู้ติดเชื้อโควิดจำนวนมาก ได้ไลฟ์สดผ่านอินสตาแกรม หลังมีข่าวสะพัดว่า ในงานปาร์ตี้ที่ตนเองจัด มีการดื่มเหล้า ใช้สารเสพติด และเซ็กส์หมู่ โดยยอมรับว่า ในงานปาร์ตี้วันเกิดมีการดื่มแอลกอฮอล์จริง หลังปาร์ตี้ต่อที่ห้อง โดยเพื่อนหลายคนที่มาหาทีหลังหิ้วมาเป็นขวด

ดีเจมะตูม กล่าวอีกว่า “จะไม่ฟื้นฝอยว่าใครเป็นคนเริ่มเปิดเหล้าในห้อง ในฐานะเจ้าของวันเกิดขอยอมรับผิดเพียงคนเดียว จะใช้คำว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไมได้ เพราะมะตูม 30 กว่าแล้วไม่ใช่เด็ก จะบอกว่าหละหลวมก็ไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันเกิด ขอใช้คำว่า ไร้จิตสำนึกและไร้ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ไม่รู้ว่าจะโดนข้อกฎหมายไหนบ้าง พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน”

“ถ้าวันนั้นไม่นัดเพื่อนมา คงไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อ รู้ว่ามันยากที่จะให้อภัย แต่อยากให้สิ่งที่เล่ามีประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่ ไม่รู้จะหาหลักฐานอะไร คนที่พูดไม่ได้อยู่ในงาน เรายอมรับแล้วว่าในงานเรามีการดื่มแอลกอฮอล์ แต่ไม่ได้เรียกผู้ชายมาเอนเตอร์เทน วันนั้นไม่ได้เจอนายแบบเลย น้องๆ บางคนเจอแค่อีเวนต์มารุม เซ็กส์หมู่ ไม่เป็นความจริง”

วันต่อมา 5 ก.พ. พญ.อภิสมัย แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 586 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 573 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 47 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 526 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 13 ราย มีผู้ป่วยอาการหนักต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 7 ราย

ล่าสุด 6 ก.พ. พญ.พรรณประภา แถลงว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 490 ราย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศ 479 ราย แบ่งเป็น ตรวจในระบบเฝ้าระวังและบริการ 67 ราย จากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 412 ราย ผู้เดินทางจากต่างประเทศและเข้าสถานกักกันโรค 11 ราย

ทั้งนี้ วันเดียวกัน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ รองผู้ว่าฯ สมุทรสาคร ได้ออกประกาศให้พื้นที่สองตำบล คือ ต.ท่าทราย และ ต.นาดี เป็นพื้นที่เฝ้าระวังและควบคุมโควิด-19 สูงสุดและเข้มงวด โดยห้ามแรงงานออกนอกเคหสถาน-พื้นที่ควบคุม และให้เจ้าของโรงงานควบคุมอย่างเคร่งครัด เนื่องจาก 2 ตำบลนี้หอพักอยู่นอกโรงงาน และมีบางแห่งติดเชื้อมากกว่า 10%


3. กองปราบฯ บุกรวบ “เสี่ยโป้” คาบ้านพัก ข้อหาจัดพนันออนไลน์ เงินหมุนเวียนพันล้าน ด้านศาลไม่อนุญาตประกันตัว!


เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ชุดปฏิบัติการพิเศษหนุมาน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าจับกุมนายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หรือเสี่ยโป้ โป้อานนท์ ตามหมายจับศาลอาญาข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนัน, โฆษณาชักชวนทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ผู้อื่นเล่นการพนัน ตาม พ.ร.บ.การพนัน และความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน โดยจับกุมที่บ้านพักของเสี่ยโป้ ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์ ถ.เพชรเกษม ซอย 44 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ ก่อนนำตัวไปสอบปากคำที่กองปราบฯ

ซึ่งต่อมา พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้แถลงผลปฏิบัติการ “ชัตดาวน์กาแล็กซีออนไลน์” ทลายเครือข่ายการพนันออนไลน์รอบกรุงเทพฯ ว่า คดีนี้ใช้เวลาสืบสวนร่วม 4 เดือน เนื่องจากขบวนการดังกล่าวมีทีมงานด้านกฎหมายแข็งแกร่งคอยให้การช่วยเหลือ ทั้งยังมีการแบ่งหน้าที่การจัดการต่างๆ กระทั่งขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 31 หมาย ตรวจค้น 7 จุด จับกุมได้ 15 หมายจับ แบ่งเป็น จับตามหมายคดีร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนัน 12 หมายจับ จับกุมซึ่งหน้าในคดีอาวุธปืน 1 ราย เป็นลูกน้องเสี่ยโป้ และจับกุมคดีครอบครองไอซ์ 1 ราย และหมายค้างเก่าอีก 1 ราย แต่ยังไม่หมดเท่านี้ จะต้องไล่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือทั้งหมด

ด้าน พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า คดีนี้สืบสวนจนทราบว่า เครือข่ายนี้มีเว็บไซต์การพนันทั้งหมด 6 เว็บ โดยมีการแบ่งหน้าที่ชักชวนคนมาเล่นพนัน มีการจ้างวานเปิดบัญชี พบเงินหมุนเวียนร่วมหลักพันล้านบาท เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันสมคบกันฟอกเงิน จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

วันเดียวกัน นายสันธนะ ประยูรรัตน์ พร้อมทนายความ ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับฟังการสอบปากคำเสี่ยโป้ พร้อมลงบันทึกประจำวัน เพื่อให้ตรวจสอบบุคคลที่เป็นพ่อบ้าน เนื่องจากเชื่อว่า มีส่วนรู้เห็นการจับกุมเสี่ยโป้

ทั้งนี้ นายสันธนะ กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับปฏิบัติการครั้งนี้ คิดว่าการจับกุมครั้งนี้เป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ หากต้องการจับกุมจริงๆ ไม่ต้องนำกำลังไปขนาดนี้ เพียงโทรศัพท์ไปหาเสี่ยโป้ก็ได้ การนำกำลังไปแบบนี้เหมือนเป็นการตีไก่ ตีเมืองขึ้น หากจะจับเสี่ยโป้ ให้ไปจับสมชายระยอง บ่อนลอยฟ้า หรือบ่อนพนันอื่นๆ ก่อนดีกว่า

วันต่อมา (5 ก.พ.) ตำรวจกองปราบฯ ได้ควบคุมตัวเสี่ยโป้ กับพวกรวม 13 คน ไปขอศาลอาญาฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ถึงวันที่ 16 ก.พ. เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลอีก 50 ปาก รอผลการตรวจเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้ต้องหา พร้อมคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เนื่องจากผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่า ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือทำลายพยานหลักฐาน

นอกจากนี้ ผู้ต้องหาบางคนเคยถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็หาได้มีความเกรงกลัวต่อกฎหมายไม่ รวมทั้งคดีนี้มีอัตราโทษสูงถึง 10 ปี หากผู้ต้องหาได้รับการปล่อยชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนีออกจากราชอาณาจักร

สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมด ประกอบด้วย 1.นายอภิรักษ์ ชัชอานนท์ หรือเสี่ยโป้ โป้อานนท์ อายุ 27 ปี 2.น.ส.จุฑามาศ จันที อายุ 28 ปี 3.นายพุทธรักษ์ ชัชอานนท์ อายุ 29 ปี 4.น.ส.พลอยพิชชา ปะดุลัง อายุ 31 ปี 5.นายนพรัตน์ แหวนเงิน อายุ 23 ปี 6.นายเรวัตร บุญมาทัน อายุ 22 ปี 7.นายเรวัฒน์ สุดสวาท อายุ 22 ปี 8.นายเอกภัส อนุพันธ์ชัย อายุ 20 ปี 9.น.ส.อาติตยา ครุฑโท อายุ 21 ปี 10.นายณพฤฒ พิบูลย์สวัสดิ์ อายุ 23 ปี 11.น.ส.แพรพรรณ สนสินท อายุ 25 ปี 12.น.ส.สุพรรณี รักชาติ อายุ 28 ปี และ 13.นายอภิชัย อังศุเกษตร อายุ 31 ปี

ด้านศาลพิจารณาคำร้องแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้ ต่อมา นายสันธนะ ประยูรรัตน์ ได้เตรียมหลักทรัพย์เป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท มายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเสี่ยโป้เพียงคนเดียว ขณะที่ผู้ต้องหารายอื่นๆ มีญาติมายื่นขอประกันตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกหลักทรัพย์ประกันเพียงรายละ 100,000 บาท

ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว ไม่อนุญาตให้ผู้ต้องหาประกันตัว เนื่องจากหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือทำลายพยานหลักฐานหรือจะหลบหนี หลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เจ้าหน้าราชทัณฑ์ได้นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯต่อไป

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างขึ้นรถไปเรือนจำ เสี่ยโป้ กล่าวสั้นๆ ว่า ทำผมคนเดียว ดีกว่าทำครอบครัวผม ถ้าจะเเกล้ง แกล้งผมคนเดียว อย่าเเกล้งครอบครัวผม

ด้านนายสันธนะ กล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเพื่อให้ศาลสูงสุดพิจารณาให้โอกาสเสี่ยโป้ออกมาต่อสู้คดี โดยตนจะแสดงเหตุผลพร้อมหลักฐานว่า คดีนี้มีการยัดเยียดข้อกล่าวหา อีกทั้งการกล่าวหาจากทางเจ้าหน้าที่ก็เป็นการกล่าวหาเพียงฝ่ายเดียว


4. ศาลพิพากษายกฟ้อง 3 จำเลยคดีฆ่า “พล.อ.ร่มเกล้า-ลูกน้อง” ชี้พยานมีพิรุธ ไม่น่าเชื่อถือ!


เมื่อวันที่ 1 ก.พ. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้อ่านคำพิพากษาคดีฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม กับลูกน้อง ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 1 และนางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุขเสก หรือเสก พลตื้อ, นางพรกมล บัวฉัตรขาว หรือนางกนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีสถานีประชาชน ช่องเอเชียอัพเดต และนายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าและสนับสนุนให้ฆ่าผู้อื่นฯ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ

คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 15 พ.ย. 2552-20 พ.ค. 2553 กลุ่ม นปช.ได้ร่วมกันชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ให้ลาออกจากตำแหน่ง จนวันที่ 7 เม.ย. 2553 นายอภิสิทธิ์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร และออกคำสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ บริเวณถนนราชดำเนินกลาง ตั้งแต่แยกคอกวัวมุ่งหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. 2553 จำเลยที่ 1 และ 3 กับพวกร่วมกันมีลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบ M-67 คนละ 3 ลูก ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนด้านการเงิน และจัดหาระเบิดให้ โดยพวกจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นด้วยการขว้างระเบิดสังหาร 2 ลูก ใส่เจ้าหน้าที่ทหารขณะปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ดินสอ เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รอ. (ยศขณะนั้น) กับนายทหารรวม 5 นายเสียชีวิต และมีนายทหารอีกหลายนายได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยพวกจำเลยให้การปฏิเสธ

ทั้งนี้ ศาลได้เบิกตัวนายสุขเสก และนายสุรชัย จำเลยที่ 1, 3 จากเรือนจำมาศาล ส่วนนางพรกมลที่ได้รับการประกันตัวเดินทางมาศาลเช่นกัน ขณะที่อัยการโจทก์และนางนิชา โจทก์ร่วม ไม่ได้มาศาล

โดยศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายและผู้ตายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอาวุธชนิดใด แพทย์พยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับการชันสูตรบาดแผลที่มีเศษชิ้นส่วนโลหะ ผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่า เป็นเศษชิ้นส่วนที่เกิดจากการแตกตัวของลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารแบบ 88 บ.67 หรือ M67 ตรงกับผลการตรวจพิสูจน์ชิ้นส่วนโลหะจากหลุมระเบิดในที่เกิดเหตุ ฟังได้ว่า ผู้เสียหายและผู้ตายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดขว้างชนิดดังกล่าว

นอกจากนี้ยังมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คนร้ายใช้สถานที่ใดเป็นที่ขว้างหรือโยนระเบิด จากคำเบิกความของพยานโจทก์ประกอบกับจุดที่เป็นหลุมระเบิดทั้งสองหลุม น่าเชื่อว่า จุดที่เหมาะสมที่สุดในการโยนระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร คือบ้านเลขที่ 149 ไม่ใช่โรงเรียนสตรีวิทยา ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืน มีแสงไฟสลัว และมีความชุลมุนวุ่นวาย ทหารที่ยืนอยู่บนรถลำเลียงพลจึงอาจมองไม่เห็นหรือไม่ทันสังเกตคนร้ายที่เข้ามาในบ้านเลขที่ 149 จึงน่าเชื่อว่า คนร้ายใช้วิธีการโยนระเบิด M67 ออกมาจากบ้านเลขที่ 149 ถ.ดินสอ ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา

ส่วนประเด็นว่า จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นคนร้าย จำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ คำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อพิรุธอยู่หลายประการ พยานปากนายชุมพล อรัญหล้า เบิกความว่า ได้รับการชักชวนจากอาสาทหารพรานค่ายปักธงชัยให้มาเป็นการ์ดของกลุ่ม นปช. และมีผู้แนะนำให้รู้จักกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ติดตาม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง โดยจำเลยที่ 3 ตั้งฉายาให้พยานว่า หวังเฉา และตั้งฉายาให้พยานปากนายนิวัฒน์ ชัยยะ ว่า หม่าฮั่น แต่พยานทั้งสองไม่มีหมายเลขโทรศัพท์ของจำเลยที่ 3 จึงผิดปกติวิสัยของผู้ติดตามหรือลูกน้องคนสนิทที่จะต้องมีหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้านายหรือผู้ที่ตนติดตามอยู่ ทั้งยังเบิกความไม่สนิทสนม ไม่เคยพูดคุยกัน ทั้งที่เป็นผู้ติดตามจำเลยที่ 3 เช่นเดียวกัน ประกอบพยานโจทก์ปากอื่นไม่รู้จักและไม่เคยเห็นบุคคลทั้งสอง

อีกทั้งพยานปากนายนิวัฒน์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า นายนิวัฒน์ที่เป็นพยานมาที่ชุมนุมทุกวัน แต่ไม่ทราบจุดประสงค์การชุมนุมของ นปช. ไม่รู้จักแกนนำ ไม่สนใจฟังปราศรัย ไม่น่าเชื่อว่าพยานจะเข้าร่วมการชุมนุมและเป็นการ์ด นปช. ดังที่เบิกความ นอกจากนี้ยังเบิกความว่า ชื่นชอบ พล.ต.ขัตติยะ แต่ไม่ทราบว่า พล.ต.ขัตติยะ เสียชีวิตเมื่อไหร่และที่ไหน แสดงให้เห็นว่า นายนิวัฒน์ พยานโจทก์ไม่ได้มีความสนใจหรือแรงจูงใจทางการเมือง จึงไม่น่าเชื่อว่า พยานโจทก์ปากนี้จะเป็นผู้ติดตามหรือลูกน้องคนสนิทของจำเลยที่ 3 ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยที่ 3 จะต้องพานายชุมพลและนายนิวัฒน์ไปยังบ้านเลขที่ 149 เพื่อขว้างระเบิด

ประกอบกับพยานได้ให้การต่อพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อ พ.ศ.2560 ภายหลังจากพยานเข้าโครงการคุ้มครองพยาน อันเป็นเวลาหลังเกิดเหตุถึง 7 ปี โดยไม่ปรากฏว่า ก่อนหน้านี้พยานเคยให้ข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ใดว่า จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นคนร้ายโยนระเบิดแต่อย่างใด เชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสองให้การทั้งที่มิได้อยู่ในเหตุการณ์หรือรู้เห็น เนื่องจากได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการเข้าอยู่ในโครงการคุ้มครองพยาน เช่นเดียวกับนายชยุต ไหลเจริญ ที่ถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งเบิกความรับว่า ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากการที่พยานเข้าโครงการคุ้มครองพยาน จึงน่าเชื่อว่า พยานโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นเหตุการณ์ ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากจึงไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมา จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ 3 กระทำผิดตามฟ้อง จึงไม่ต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากนี้อีก พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1-3


5. ศาลพิพากษาจำคุก “ยิ่งยง ยอดบัวงาม” 2 ปี สารภาพ ลดเหลือ 1 ปี รอลงอาญา โฆษณาถั่งเช่าเท็จ!


เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ศาลแขวงนนทบุรี พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายยิ่งยง ยอดบัวงาม นักร้องนักแสดง ฐานร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร และร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.2563 จำเลยได้โฆษณาคุณประโยชน์ สรรพคุณอาหารเสริมสารสกัดถั่งเช่า ผสมยูซีทู ผ่านทางโทรทัศน์ว่า ผู้สูงอายุที่มีปัญหากระดูกและเข่า ลุกขึ้นก็ปวด หลังจากทานแล้ว 3 เดือน เดี๋ยวนี้อาการปวดไม่มีเลย อยากจะบอกต่อให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาข้อเข่า ซึ่งเป็นการโฆษณามุ่งหมายว่า ผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวทำหน้าที่เหมือน “ยา” และได้ร่วมกับบริษัท นายเพอร์เฟคท์ มีเดีย จำกัก โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพสารสกัดถั่งเช่าดังกล่าว เพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่ผ่านการตรวจพิจารณาและไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2520 มาตรา 4, 40, 41, 70, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ

ด้านศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์อาหารเป็นเท็จ จำคุก 2 กระทงๆ ละ 1 ปี และปรับ 2 กระทงๆ ละ 20,000 บาท เป็นจำคุก 2 ปี และปรับ 40,000 บาท

ฐานร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์อาหารโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 2 กระทงๆ ละ 5,000 บาท รวมเป็น 10,000 บาท รวมจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี และปรับ 50,000 บาท ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 25,000 บาท โดยโทษจำคุก ให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี


กำลังโหลดความคิดเห็น...