xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 26 มิ.ย.-2 ก.ค.2559

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.“พล.อ.ประยุทธ์” แย้มอาจใช้ ม.44 จับกุม “ธัมมชโย” เหตุกฎหมายปกติไม่เอื้อ ด้าน “เวิลด์พีซ วัลเล่ย์” สาขาธรรมกายที่เขาใหญ่ ส่อผิด กม. 186 ไร่!
(บนซ้าย) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. (บนขวา) พระธัมมชโย (ล่าง) ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ สาขาของวัดพระธรรมกาย ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
ความคืบหน้าเกี่ยวกับวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาคดีสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ที่ยังไม่ยอมมอบตัว ขณะที่ศิษยานุศิษย์และญาติธรรมวัดพระธรรมกายได้ขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมพระธัมมชโยตามหมายค้นและหมายจับของศาล โดยอ้างว่า รอให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยก่อน แล้วพระธัมมชโยจึงจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ขณะที่อัยการ ซึ่งรับสำนวนคดีจากดีเอสไอแล้ว ได้นัดสั่งคดีในวันที่ 13 ก.ค.ว่าจะสั่งฟ้องพระธัมมชโยพร้อมผู้ต้องหาอีก 4 คนหรือไม่

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” โดยส่งสัญญาณเป็นครั้งแรกว่า อาจจะมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการเข้าจับกุมพระธัมมชโย เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะกฎหมายปกติไม่ค่อยเอื้อให้จับกุม เนื่องจากมีคนเป็นพันเป็นหมื่นขัดขวาง พล.อ.ประยุทธ์ ยังพูดถึงกรณีที่ศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายอ้างว่า พระธัมมชโยจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมก็ต่อเมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยว่า ไม่น่าทำได้ “วันนี้ผิดก็ต้องลงโทษวันนี้ กระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว เพียงแค่นำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ท่านต่อสู้คดี เราอาจจะต้องใช้มาตรา 44 ในการควบคุมตัวเข้าจับกุม เพราะกฎหมายปกติไม่ค่อยเอื้อ แต่เข้าไปจับกุมดำเนินคดีก็ใช้วิธีการอันละมุนละม่อม ไม่เคยต้องไปทำร้าย ไปทุบตีอะไรต่างๆ ไปทรมาณ ไม่เคยทำสักอย่าง เพียงนำพามา และสอบสวนให้สู้คดีเท่านั้น”

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นายมหิธร กลั่นนุรักษ์ ผอ.กองกฎหมาย ดีเอสไอ ได้เข้าพบ พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รักษาราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ฐานหมิ่นประมาท เนื่องจากแถลงข่าวทางโทรทัศน์ของธรรมกายเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ในลักษณะทำให้ดีเอสไอได้รับความเสื่อมเสียและเป็นที่เข้าใจผิดแก่ประชาชน ด้าน พล.ต.ต.ชาญ กล่าวว่า จะตั้งคณะทำงานขึ้นมาสืบสวนสอบสวน ก่อนพิจารณาว่าจะออกหมายเรียกนายองอาจหรือไม่

วันเดียวกัน(27 มิ.ย.) พระพุทธะอิสระ แห่งวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยร้องทุกข์กล่าวโทษ 3 เรื่อง 1. ให้ดำเนินคดีนายองอาจ ธรรมนิทา ฐานหมิ่นประมาท 2. ให้ดำเนินคดีนายองอาจ และนางกรรณิการ์ อยู่ศรี ฐานดูหมิ่นพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ และ 3. ให้ดำเนินคดีบุคคลและคณะบุคคล ผู้ก่อตั้งกองทุนเฉพาะกิจลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นการเรี่ยไรเงินไปชดใช้หนี้

ด้านนายองอาจ ได้แถลงปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาทดีเอสไอแต่อย่างใด พร้อมอ้างว่า ในการแถลงที่ผ่านมา มีเพียงการตั้งคำถามและนำเสนอความจริงที่เกิดขึ้นต่อสื่อมวลชน ไม่มีข้อความใดๆ ยืนยันว่า ดีเอสไอหรือหน่วยงานของรัฐใด กระทำความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ สาขาของวัดพระธรรมกายที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา บุกรุกที่ดินของรัฐนั้น เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. นายชำนาญ กลิ่นจันทร์ เจ้าพนักงานปฏิรูปที่ดิน จ.นครราชสีมา หรือ สปก.นครราชสีมา เผยว่า ตนได้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างและฝ่ายกฎหมายไปดูพื้นที่เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ก่อนนำรถยนต์วิ่งและนำจีพีเอสจับพิกัดตรวจสอบ เบื้องต้นพบว่า แนวเขตด้านทิศตะวันตกของศูนย์ปฏิบัติธรรม รุกล้ำเข้ามาในเขต สปก.ประมาณ 50 ไร่ โดยยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆ มีเพียงรั้วกั้นไว้เท่านั้น อยู่ระหว่างประสานผู้ครอบครองที่ดินดังกล่าวให้นำเอกสารสิทธิมายืนยันอีกครั้ง

ด้านนายณรงค์ คงคำ รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ลงพื้นที่นิคมสร้างตนเองลำตะคอง เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. เพื่อตรวจสอบเอกสาร ก่อนลงตรวจสอบพื้นที่ โดยมีพระสมชาย วัศธีโร พระผู้ดูแลศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ และนายสุธี ช่วยบำรุง ฝ่ายกฎหมายของเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ ให้การต้อนรับ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสุธีพยายามอ้างว่า ศูนย์ปฏิบัติธรรมดังกล่าวไม่ใช่สาขาของวัดพระธรรมกายและไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่นายสุธี กลับบอกเองว่า พื้นที่ทั้งหมดของศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้เป็นของมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ในอุปถัมภ์ของพระราชภาวนาวิสุทธิ์ ซึ่งก็คือพระธัมมชโยนั่นเอง นายสุธี ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจัยที่นำมาก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ทั้งหมดได้รับการบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้มูลนิธิ และว่า ได้ขออนุญาตก่อสร้างกับองค์การบริหารส่วนตำรวจ(อบต.) โป่งตาลอง ตามพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ โฉนด และ น.ส.3 ก. พร้อมอ้างว่า ที่ไม่ได้ไปขออนุญาตใช้พื้นที่ตามวัตถุประสงค์ เนื่องจากทาง อบต.แจ้งว่าไม่ต้องขออนุญาต เมื่อมีเอกสารสิทธิก็สร้างได้เลย ซึ่งยอมรับว่าอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อน ส่วนที่ดิน นายสุธีบอกว่า เป็นของมูลนิตะวันธรรม ซึ่งร่วมกันจริง แต่ดูแลคนละอย่าง

เป็นที่น่าสังเกตว่า ขณะนี้ผลการตรวจสอบพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ตรงกันนัก โดยนายณรงค์ รองอธิบดี พส.แถลงว่า จากการตรวจสอบเอกสารจากนิคมสร้างตนเองลำตะคอง และของสำนักงานที่ดิน จ.นครราชสีมา ยืนยันตามเอกสารสิทธิกว่า 499 ไร่ จำนวน 20 แปลง ตามโฉนด 3 แปลงกว่า 62 ไร่ และประเภท น.ส.3 ก.10 แปลง กว่า 230 ไร่ และที่ดินที่มีการครอบครองอยู่ 7 แปลง กว่า 205 ไร่ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบชื่อ มูลนิธิตะวันธรรม 12 แปลง เป็นของบุคคลธรรมดา นำมาใช้ประโยชน์ 1 แปลง และอีก 7 แปลง อยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารสิทธิ โดยได้แจ้งให้ศูนย์ปฏิบัติธรรมส่งเอกสารหลักฐานที่ดินทั้งหมดภายในวันที่ 4 ก.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบวินิจฉัยว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ขณะที่นายไพโรจน์ บัวน่วม เจ้าพนักงานที่ดิน จ.นครราชสีมา เผยผลตรวจสอบที่ดินของศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเล่ย์ ว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นตามบันทึกการตรวจสอบของกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 9 มิ.ย. พบว่า มีเนื้อที่รวมกว่า 480 ไร่ พบเอกสารสิทธิ 13 แปลง แยกเป็นโฉนดที่ดิน 3 แปลง เนื้อที่กว่า 62 ไร่ และ น.ส.3 ก.10 แปลง เนื้อที่กว่า 230 ไร่ รวมมีเอกสารสิทธิที่ดินจำนวนกว่า 293 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 186 ไร่ ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดิน โดยพื้นที่บริเวณดังกล่าว นิคมสร้างตนเองลำคะคองยืนยันว่าเป็นพื้นที่ในเขตนิคมฯ

ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงการบุกรุกที่ดินเขาใหญ่ จ.นครราชสีมาว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่ทำแผนที่ขึ้นมาใหม่ตามแผนที่ที่แนบท้าย พ.ร.บ.นิคมสร้างตนเองลำตะคอง เพื่อมาตรวจสอบ โดยนำแผนที่ที่เป็นโฉนดที่ดินทั้งหมดลงในมาตราส่วนของพื้นที่ ว่าบริเวณไหนน่าสงสัยบ้าง ซึ่งพบว่ามีบริเวณพื้นที่น่าสงสัยออกนอกเขตนิคมสร้างตนเองลำตะคอง โดยอาศัยกฎหมายของ พ.ร.บ.นิคมสร้างตนเอง ออกเป็นเอกสารสิทธิทั้งหมด 17 จุด พร้อมเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

2.ศาล รธน.มีมติเอกฉันท์ มาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ประชามติ ไม่ขัด รธน. คาดเผยแพร่คำวินิจฉัยกลางสัปดาห์หน้า!

 เอกสารข่าวผลการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุมเพื่อพิจารณาและลงมติกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเกินความจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4 หรือไม่ ซึ่งมาตรา 61 วรรคสอง บัญญัติว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวาย เพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

ทั้งนี้ หลังที่ประชุมหารือกันนานกว่า 2 ชั่วโมง ได้มีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่า มาตรา 61 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 4 แต่อย่างใด จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ชี้แจงถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ออกมาเพื่อให้การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คุ้มครองการแสดงความคิดเห็นของประชาชนให้เป็นไปโดยอิสระ และรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาในอดีต มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ส่วนการตั้งข้อสังเกตว่า ในกฎหมายอาญาทั่วไปไม่กำหนดถ้อยคำปลุกระดม ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ว่าอย่างไรที่ถือเป็นความผิด เรื่องนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อภิปรายกัน เชื่อว่าจะเขียนเหตุผลให้ชัดเจนไว้ในคำวินิจฉัย ส่วนคำวินิจฉัยกลาง คาดว่าจะเผยแพร่ได้ในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีคำวินิจฉัยส่วนตนตามมา

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตรา 61 วรรคสองว่า ขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีผลต่อ กกต.เพราะส่วนตัวเห็นด้วยตั้งแต่แรกว่าไม่เกี่ยวกับกระบวนการออกเสียงประชามติ หากประชาชนพบว่ามีคนกระทำผิด พ.ร.บ.ดังกล่าว สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องผ่าน กกต.เพราะเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย และว่า การอ่านกฎหมาย ไม่ควรอ่านทีละตัว ควรอ่านทั้งมาตรา เพื่อให้เกิดความเข้าใจ

ขณะที่นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถือว่ามีผลผูกพันกับทุกองค์กร และต่อจากนี้ไป เป็นหน้าที่ของ กกต.ในฐานะผู้รักษากฎหมาย จะตีความว่าการกระทำใดเข้าข่ายผิดตามกฎหมายดังกล่าว

ด้านนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(ไอลอว์) กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ถือว่าเกินความคาดหมายแต่อย่างใด และว่า ไอลอว์ขอยืนยันว่า มาตรา 61 วรรคสอง ขัดต่อหลักเสรีภาพ และหลักสากลในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน แต่หากศาลรัฐธรรมนูญคิดว่าไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ก็คงต้องว่าไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางไอลอว์จะประชุมเพื่อกำหนดแนวทางการรณรงค์ทั้งทางสังคมและทางกฎหมาย เพื่อยืนยันว่า ประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

3.ตำรวจกองปราบฯ รวบ “พ.ต.ท.บรรยิน” แล้ว หลังศาลอนุมัติหมายจับข้อหาฆ่า “ชูวงษ์” โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน ด้านเจ้าตัวยังปากแข็ง ปัดฆ่า!

(บน) พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคไทยรักไทย ถูกคุมตัวมากองปราบฯ (ล่าง) บรรยากาศการเข้าตรวจค้นและจับกุม พ.ต.ท.บรรยิน คารีสอร์ทที่เขาใหญ่
ความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน ที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2558 ขณะนั่งรถไปกับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์ พรรคไทยรักไทย และเคยเป็นแนวร่วม นปช. ซึ่ง พ.ต.ท.บรรยิน อ้างว่า รถเสียหลัก เลี้ยวเข้าข้างทาง และชนต้นไม้ ทำให้นายชูวงษ์เสียชีวิต ซึ่งตอนแรกครอบครัวนายชูวงษ์ ไม่ได้ติดใจการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ แต่ภายหลังพบพิรุธ เนื่องจากมีการโอนหุ้นนายชูวงษ์ให้กับ 2 สาว คือ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์ และ น.ส.กัณฐณา ศิวาธนพล พริตตี้ ซึ่งสนิทกับ พ.ต.ท.บรรยิน มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่นายชูวงษ์จะโอนหุ้นให้กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ประกอบกับมีการตั้งข้อสังเกตว่าสภาพรถและต้นไม้ที่ถูกชน เสียหายเพียงเล็กน้อย ไม่น่าจะเป็นเหตุให้นายชูวงษ์เสียชีวิตได้ จึงมีการฟ้องดำเนินคดี โดยคดีแยกเป็น 2 คดี คือคดีโอนหุ้นนายชูวงษ์ ซึ่งตำรวจได้ส่งเรื่องให้อัยการแล้ว มีผู้ต้องหา 4 คน คือ พ.ต.ท.บรรยิน, น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล, น.ส.ศรีธรา พรหมา แม่ของ น.ส.อุรชา ที่ได้รับโอนหุ้นจาก น.ส.อุรชา และ น.ส.กัณฐณา ศิวาธนพล

ส่วนคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ ได้มีการจำลองเหตุการณ์กรณีรถชนต้นไม้ในจุดเกิดเหตุไปแล้ว ซึ่งตำรวจพบพิรุธ ไม่เป็นไปตามคำให้การของ พ.ต.ท.บรรยิน แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าของคดี กระทั่งเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ ทางครอบครัวนายชูวงษ์ ได้แถลงว่าคดีไม่มีความคืบหน้า พร้อมวอนตำรวจและอัยการช่วยให้ความเป็นธรรมนายชูวงษ์ด้วย

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) ได้สั่งให้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 กองบังคับการปราบปราม นำหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน ที่ออกโดยศาลจังหวัดพระโขนง ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดจากการที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ไปจับกุม พ.ต.ท.บรรยิน ขณะพักอยู่ที่รีสอร์ทเขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยขณะเข้าจับกุม พบ น.ส.อุรชา โบรกเกอร์สาวคนสนิท ผู้ต้องหาในคดีโอนหุ้นด้วย จากนั้นได้นำตัว พ.ต.ท.บรรยิน ไปสอบสวนที่กองปราบปราม ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยิน ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกล่าวสั้นๆ ว่า “ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร เพราะตนเองไม่ได้กระทำผิด”

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.ได้ร่วมสอบปากคำ พ.ต.ท.บรรยิน ด้วย ก่อนเผยหลังสอบปากคำว่า พ.ต.ท.บรรยินได้ปฏิเสธข้อกล่าวหา และขอให้การในชั้นศาล อย่างไรก็ตาม ตำรวจมั่นใจในพยานหลักฐานที่จะเอาผิดได้ และว่า เบื้องต้นมีผู้เกี่ยวข้องเพียงคนเดียว

ด้าน พ.ต.อ.จิรภพ กล่าวว่า พ.ต.ท.บรรยิน ยังไม่ให้การใดๆ แต่ตำรวจมีหลักฐานสำคัญ อาทิ ผลจากนิติวิทยาศาสตร์ พยานผู้เชี่ยวชาญ และผลการจำลองเหตุการณ์รถชนต้นไม้ ณ จุดเกิดเหตุริมถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ซอย 61 ย่านสวนหลวง รวมทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดที่ระชุชัดว่า พ.ต.ท.บรรยินมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายชูวงษ์

ด้านนางวันเพ็ญ ธนธรรมศิริ พี่สาวนายชูวงษ์ และนางศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยานายชูวงษ์ ได้เดินทางไปที่กองปราบปราม และขอบคุณตำรวจกองปราบฯ ที่สามารถนำตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้ พร้อมมั่นใจว่าพยานหลักฐานสามารถมัดตัว พ.ต.ท.บรรยินได้ นางวันเพ็ญ ยังเชื่อด้วยว่า สาเหตุที่ พ.ต.ท.บรรยิน ตัดสินใจลงมือฆาตกรรมนายชูวงษ์ น่าจะมาจาก พ.ต.ท.บรรยินได้โกงหุ้นนายชูวงษ์มูลค่ากว่า 300 ล้าน และเกรงว่านายชูวงษ์จะจับได้ พร้อมกันนี้ นางวันเพ็ญ ยังเชื่อว่า การฆาตกรรมนายชูวงษ์ไม่น่าจะทำคนเดียวได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอการสอบสวนจากตำรวจอีกครั้ง นางวันเพ็ญยังฝากถึงทุกคนด้วยว่า “ถ้าจะคบเพื่อน ให้ดูดีๆ เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคนใก้ลตัว แม้ว่าจะมีตำแหน่งดี มีประวัติดี แต่ใช่ว่าจะเป็นคนดี”

ทั้งนี้ หลังตำรวจสอบปากคำ พ.ต.ท.บรรยิน แล้วเสร็จ ได้นำตัวไปคุมขังที่ห้องควบคุมผู้ต้องหา ของกองปราบปราม เพื่อรอนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดพระโขนงในวันรุ่งขึ้น(29 มิ.ย.)

สำหรับคำร้องขอฝากขังต่อศาล สรุปว่า พ.ต.ท.บรรยิน เป็นเพื่อนสนิทกับนายชูวงษ์ ลงทุนธุรกิจที่ดินด้วยกัน นายชูวงษ์มีฐานะทางการเงินดี มีหุ้นในบริษัทจำนวนมาก พ.ต.ท.บรรยินจึงสมคบคิดกับ น.ส.อุรชา วชิรกุณฑล เจ้าหน้าที่การตลาดบริษัทหลักทรัพย์ที่นายชูวงษ์มีหุ้นอยู่ และ น.ส.กัญฐณา ศิวาธนพล พริตตี้สาว ปลอมแปลงเอกสารใบโอนหุ้นของนายชูวงษ์ โดย พ.ต.ท.บรรยินติดต่อไปยังพนักงานฝ่ายจัดการหลักทรัพย์ของบริษัท อ้างว่าเป็นนายชูวงษ์ เพื่อยืนยันการโอนหุ้น กระทั่งหลงเชื่อในกลอุบาย จากนั้นวันที่ 8 มิ.ย.2558 จึงโอนหุ้น 3 ตัวให้ น.ส.อุรชา มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท หลังจากนั้นมีการโอนหุ้นให้ น.ส.ศรีธรา พรหมา มารดาของ น.ส.อุรชา ต่อมาวันที่ 22 มิ.ย.2558 ยังมีการโอนหุ้นนายชูวงษ์อีก 1 ตัวให้ น.ส.กัญฐณา จำนวน 9,500,000 หุ้น มูลค่า 228 ล้านบาท โดยหลังเกิดเหตุ พนักงานสอบสวนกองปราบฯ ได้ดำเนินคดี พ.ต.ท.บรรยิน น.ส.อุรชา น.ส.ศรีธรา และ น.ส.กัญฐณา ฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันลักทรัพย์ หรือรับของโจร ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องคดีดังกล่าว ขณะนี้สำนวนอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ

คำร้องฝากขัง ระบุอีกว่า พ.ต.ท.บรรยินทราบดีว่า ช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.2558 บริษัทหลักทรัพย์จะต้องรายงานการโอนหุ้นให้นายชูวงษ์ทราบตามระเบียบ จึงวางแผนเอานายชูวงษ์ไปฆ่า เพื่อไม่ให้ล่วงรู้การกระทำของตนและเพื่อเอาหุ้นไป โดยวันเกิดเหตุ พ.ต.ท.บรรยิน ออกอุบายขับรถไปหานายชูวงษ์ที่บริษัท และรับนายชูวงษ์ไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟเลควูด บางนา หลังตีกอล์ฟและรับประทานอาหารเสร็จ พ.ต.ท.บรรยินวางแผนออกจากสถานที่เป็นคนสุดท้าย อ้างว่าหากุญแจล็อกเกอร์ไม่เจอ ทั้งที่พนักงานดูแลล็อกเกอร์ต่างยืนยันว่า พ.ต.ท.บรรยินไม่ได้สอบถามหรือให้ช่วยหากุญแจแต่อย่างใด จากนั้น พ.ต.ท.บรรยินขับรถคันเกิดเหตุออกจากสนามกอล์ฟ โดยมีนายชูวงษ์นั่งไปด้วย ระหว่างนั้นได้หยุดรถเพื่อพบกับพรรคพวกที่นัดหมายไว้ ซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด แล้วก่อเหตุฆาตกรรมนายชูวงษ์ตามที่วางแผนไว้ โดยทำร้ายบริเวณใบหน้าและศีรษะ จนมีบาดแผลตามใบหน้า ศีรษะและลำตัวหลายแห่ง กระดูกหักและบาดเจ็บบริเวณศีรษะด้านหลังซ้ายอย่างรุนแรง จนทำให้นายชูวงษ์ถึงแก่ความตาย ก่อนนำศพนายชูวงษ์ไปนั่งที่เบาะนั่งด้านหน้าซ้ายรถคันเกิดเหตุ และไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถคันเกิดเหตุไปตามเส้นทางที่เตรียมไว้ เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จึงเลี้ยวซ้ายเข้าช่องว่างระหว่างช่องทางเท้า แล้ว พ.ต.ท.บรรยินขับรถโดยเจตนาพุ่งเข้าชนต้นยูคาลิปตัส แล้วสร้างสถานการณ์ว่าเป็นอุบัติเหตุรถชนต้นไม้ เพื่ออำพรางคดีว่านายชูวงษ์เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุดังกล่าว

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนขอศาลฝากขังผู้ต้องหาครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน (29 มิ.ย.-10 ก.ค.) เนื่องจากต้องสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีก 10 ปาก พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต หากได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี และไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ด้านศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ฝากขังได้ ต่อมาทนายของ พ.ต.ท.บรรยิน ได้ยื่นคำร้องพร้อมเงินสด 2 ล้านบาท เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราว ด้านศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาประกัน 2 ล้านบาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อศาลทุก 12 วัน และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล หลังได้รับการประกันตัว พ.ต.ท.บรรยิน ยืนยันอีกครั้งว่าไม่หนักใจเรื่องคดี เพราะไม่เกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหา

ล่าสุด(1 ก.ค.) พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง รักษาราชการแทนผู้บังคับการปราบปราม ได้ให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียก น.ส.อุรชา โบรกเกอร์สาว มาให้ปากคำในภาพรวมของคดีการโอนหุ้นและคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ ในวันที่ 5 ก.ค. พร้อมคาดว่า จะใช้เวลาในการรวบรวมสรุปสำนวนคดีการเสียชีวิตของนายชูวงษ์ได้ไม่เกินการฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 4 หรือ 48 วัน น่าจะแล้วเสร็จ

4.ศาลฎีกาพิพากษาแก้จำคุก “ขวัญชัย” 2 ปี ไม่รอลงอาญา คดีทำร้ายพันธมิตรฯ อุดรฯ ด้านเจ้าตัวหนี อ้างบ้านเมืองเป็น ปชต.ค่อยกลับมารับโทษ!

(แฟ้มภาพ) นายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร และนางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยานายขวัญชัย
เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ศาลจังหวัดอุดรธานี ได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่นายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอุดรธานี กับพวก 7 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา อดีตประธานชมรมคนรักอุดร ข้อหาร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ร่วมกันทำร้ายร่างกายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันทำลายทรัพย์สิน เหตุเกิดที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม เขตเทศบาลนครอุดรธานี เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2551

สำหรับการนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันดังกล่าว เป็นการนัดครั้งที่ 2 แล้ว โดยเลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 25 พ.ค. เนื่องจากนายขวัญชัยหลบหนี ไม่มาฟังคำพิพากษา และล่าสุด วันดังกล่าว นายขวัญชัยก็ยังไม่เดินทางมาศาลแต่อย่างใด ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย

ต่อมา นายศุภวัส ทักษิณ ทนายความนายขวัญชัย เผยว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษจำคุกนายขวัญชัย ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน เหลือจำคุก 2 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับพยานหลักฐานที่ปรากฎในสำนวน แต่ไม่รอการลงโทษ พร้อมสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายจำนวน 395,000 บาท พร้อมกันนี้ เมื่อนายขวัญชัยไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับเพื่อมารับโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกา และสั่งปรับนายประกันเป็นหลักทรัพย์ 5 แสนบาท ผู้สื่อข่าวถามว่า สามารถติดต่อนายขวัญชัยเพื่อมอบตัวได้หรือไม่ นายศุภวัสกล่าวว่า ทราบจากภรรยานายขวัญชัยว่า ขณะนี้ยังสามารถติดต่อนายขวัญชัยได้อยู่ โดยนายขวัญชัยบอกว่า พร้อมที่จะมารับโทษตามคำพิพากษาของศาลก็ต่อเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ระบบปกติ เนื่องจากสถานการณ์การเมืองในตอนนี้ยังไม่น่าไว้วางใจ ถ้าหากมีรัฐบาลปกติแล้ว จะกลับมารับโทษแน่นอน แต่ตอนนี้ตนก็ไม่ทราบว่านายขวัญชัยอยู่ที่ไหน

ขณะที่นางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยานายขวัญชัย ได้ขอบคุณศาลที่เมตตา ลดโทษให้นายขวัญชัยเหลือจำคุกแค่ 2 ปี โดยตนจะพยายามติดต่อนายขวัญชัยให้ทราบว่าศาลตัดสินเหลือจำคุกเพียง 2 ปี “เรื่องที่ไม่มาฟังคำพิพากษา คิดว่าตัวเขาเองคงพิจารณาเองแล้วว่า หากประเทศไทยมีประชาธิปไตยเมื่อไหร่ คิดว่าตัวนายขวัญชัยน่าจะกลับมารับโทษ เพราะช่วงนี้ยังถือว่ายังไม่มีประชาธิปไตย เมื่อคิดว่ายังไม่มีความยุติธรรม ก็คงไปหาที่ปลอดภัยของตัวเอง เพราะขนาดตัวแกเองอยู่ที่บ้านยังไม่ปลอดภัย ทำให้เราคิดว่า ที่ผ่านมาตัวแกเองถูกรังแกมากที่สุด”

ด้านนายเจริญ หมู่ขจรพันธ์ แกนนำพันธมิตรฯ อุดรธานี กล่าวถึงคดีนี้ว่า เป็นคดีที่ยาวนานมาก ถือว่าวันนี้เป็นวันที่หมดเวรหมดกรรม ส่วนที่นายขวัญชัยหลบหนีนั้น ตนก็ไม่รู้ว่านายขวัญชัยคิดอย่างไร รู้เพียงว่าคดีนี้มีอายุความ 15 ปี อยากให้คดีนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกคน อย่าคิดแค่เพียงเอามัน หรือแค่เพียงรับใช้นักการเมือง อยากให้ดูกรณีนายขวัญชัยเป็นตัวอย่าง เมื่อคดีความถึงที่สุด นักการเมืองที่เขารับใช้ ยังไม่เคยหันกลับมาเหลียวแลสักคน ส่วนตัวแล้วได้อโหสิกรรมให้มาตั้งนานแล้ว

5.สหรัฐฯ ปรับอันดับสถานการณ์ค้ามนุษย์ของไทยดีขึ้น หลุดบัญชีดำ “เทียร์ 3” ขึ้นมาอยู่ “เทียร์ 2” แต่ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด ด้าน “บิ๊กตู่” ลั่นจะมุ่งมั่นแก้ไขต่อไป!

- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แถลงผลการจัดอันดับรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ “ทิปรีพอร์ต” ประจำปี 2559 ปรากฏว่า ประเทศไทยได้รับการปรับอันดับจาก “เทียร์ 3” ซึ่งเป็นอันดับต่ำสุดของการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ ขึ้นมาอยู่ระดับ “เทียร์ 2” วอตช์ ลิสต์” หรือกลุ่มประเทศที่พยายามดำเนินการบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ แต่ยังคงต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะที่มี 8 ประเทศที่ถูกปรับให้อยู่ในบัญชีดำหรือ “เทียร์ 3” โดยในจำนวนนี้รวมถึงพม่าด้วย โดยสหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า พม่าล้มเหลวในการควบคุมการข่มเหงที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

รายงานระบุว่า ประเทศที่ถูกปรับอยู่ในกลุ่ม “เทียร์ 3” ประกอบด้วย จิบูตี เฮติ ปาปัวนิกินี ซูดาน ซูรินาเม เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน และพม่า ขณะที่ไทยและคูเวต ได้รับการปรับอันดับขึ้นจากระดับต่ำสุด “เทียร์ 3” ขึ้นมาอยู่ในระดับเฝ้าระวัง “เทียร์ 2” ขณะที่ลิเบีย โซมาเลีย และเยเมน ไม่ได้รับการจัดอันดับ เนื่องจากรัฐบาลอยู่ในสถานการณ์วุ่นวายเกินกว่าจะประเมินได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยถูกปรับอันดับจาก “เทียร์ 2” ลงมาเป็น “เทียร์ 3” เมื่อปี 2557 หลังทหารก่อรัฐประหารเมื่อปี 2557 ได้เพียง 1 สัปดาห์ ต่อมาปี 2558 สหรัฐฯ ยังคงจัดอันดับให้ไทยอยู่ที่ระดับ “เทียร์ 3” สร้างความไม่พอใจให้กับทางการไทยเป็นอย่างมากหลังมาเลเซียได้รับการปรับอันดับพ้นจาก “เทียร์ 3” ในปีดังกล่าว ขณะที่นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนก็เห็นด้วยว่า ไทยแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ดีกว่ามาเลเซีย

ทิปรีพอร์ตระบุอีกว่า การที่ไทยได้เลื่อนอันดับขึ้นมาอยู่ “เทียร์ 2” มาจากการพิจารณาความพยายามในการดำเนินการของรัฐบาลไทยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2558 ถึงวันที่ 31 มี.ค.2559 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยได้ดำเนินความพยายามอย่างมีนัยสำคัญในการขจัดการค้ามนุษย์ในช่วงเวลาการทำรายงานจัดอันดับ เช่น การสืบสวนคดีการค้ามนุษย์ ค้าแรงงาน ธุรกิจทางเพศ คดีเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยโรฮีนจา การจัดการกับข้าราชการที่สมรู้ร่วมคิดกับการค้ามนุษย์ มีการตั้งแผนกค้ามนุษย์ในศาลอาญาและสำนักงานคดีค้ามนุษย์ในสำนักงานอัยการสูงสุด แต่การดำเนินงานยังไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำสุดอย่างครบถ้วน และปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยยังมีอยู่อย่างกว้างขวาง

ทิปรีพอร์ตระบุด้วยว่า รัฐบาลไทยรวมถึงฝ่ายบังคับใช้กฎหมาย ต้องแสดงความเป็นผู้นำในการดำเนินการมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อแสดงผลงานที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิผลและต่อเนื่อง ขณะที่ภาคประชาสังคมต้องตรวจสอบสิ่งบ่งชี้และให้ความช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ โดยสหรัฐฯ ขอให้ไทยดำเนินงานให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมตามกรอบคำแนะนำในรายงานการค้ามนุษย์ประจำปี 2559 รัฐบาลสหรัฐฯ มุ่งมั่นที่จะร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทยในการแก้ปัญหาสำคัญนี้

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้กล่าวก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศทิปรีพอร์ตว่า ที่ผ่านมา ได้ทำเพื่อประเทศ ไม่ได้ทำเพื่อจะหลุดหรือไม่หลุดเทียร์เพียงอย่างเดียว แต่ทำตามหน้าที่ รวมถึงการดูแลมนุษยชาติด้วย สงสารคนที่อยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ พร้อมย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น แม้สหรัฐฯ จะให้สถานะไหน ก็ยังคงมุ่งมั่นทำต่อไป ไม่ว่าจะเรื่องการทำประมงผิดกฎหมายหรือการค้ามนุษย์ก็ตาม
กำลังโหลดความคิดเห็น...