คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ
1.“ในหลวง” พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ "พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์" ลาออกจากฐานันดรศักดิ์!

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ เรื่องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต
มีรายงานข่าวว่า หลังจากอดีตพระวรชายาลาออกจากฐานันดรศักดิ์ และหย่าขาดจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม โดยมีองคมนตรีเป็นพยานแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระเมตตาสูงสุด โดยทรงแต่งตั้งเป็น "ท่านผู้หญิง" โดยใช้ชื่อใหม่-นามสกุลใหม่ว่า "ท่านผู้หญิงบุษบา สุวะดี"
ทั้งนี้ หลังจากถวายบังคมลา และคืนพระอิสริยยศ ท่านผู้หญิงบุษบาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยจะมุ่งศึกษาธรรมะและปฎิบัติธรรม ส่วนพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปศึกษาต่อยังประเทศเยอรมนีแล้ว เมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา
2.กมธ.ปฏิรูปการเมืองเคาะเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง ด้าน กมธ.ปฏิรูป กม.เคาะ กกต.งดแจก “เหลือง-แดง” เตรียมชง สปช.15-17 ธ.ค.!

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองหลายประเด็น เช่น 1. ให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกฯ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ผู้สมัคร ครม.ต้องเสนอชื่อโดยพรรคการเมือง หากการเลือกตั้งรอบแรก ไม่มีผู้สมัครคณะใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้นำคณะที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและอันดับสองมาเลือกตั้งใหม่
2.การเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มี ส.ส.350 คน (ไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ) โดยให้แบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง เขตละไม่เกิน 3 คน ให้ประชาชน 1 คนเลือกได้ 1 เสียง 3. ขณะที่มี พ.ร.ฎ.ให้จัดการเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง มารับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่มีการเลือกตั้ง โดยให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงเลือกกันเองคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี
สำหรับประเด็นการให้ประชาชนเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงนั้น กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสียงส่วนใหญ่มองว่า การให้ประชาชนเลือก ส.ส. แล้ว ส.ส.เลือกนายกฯ แบบเดิม หาก ส.ส.มีความสุจริต ก็จะทำให้ได้นายกฯ ที่ดี แต่ถ้า ส.ส.นั้นมาจากการซื้อสิทธิขายเสียง จะทำให้นายกฯ ต้องมาดูแลและคอยอุปถัมภ์ ส.ส.ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเสียงเข้ามา แต่ถ้าให้ประชาชนเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงน่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้
แต่ กมธ.เสียงข้างน้อย 5 คนที่ไม่เห็นด้วย เช่น นายประสาร มฤคพิทักษ์ ,นายชัย ชิดชอบ มองว่า หากเลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรง แล้วเป็นคนละพรรคกับเสียงข้างมากในสภา จะทำให้การทำงานลำบาก หรือหากเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็จะเอื้อประโยชน์ให้แก่กันอีก
ทั้งนี้ นักการเมืองหลายฝ่ายได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง เช่น นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยชี้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่สหรัฐอเมริกา การเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงไม่เหมาะกับไทย หากนายกฯ มาจากประชาชนโดยตรง นายกฯ จะฟังสภาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ จะอ้างว่ามาจากประชาชนเหมือนกัน หากนายกฯ ไม่ฟังเสียงสมาชิกสภาที่มาจากประชาชนเพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็จะตีรวนกันตลอด รัฐบาลก็ไม่ต้องเป็นอันทำงาน
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ก็ไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯ โดยตรงเช่นกัน โดยมองว่า การเลือกนายกฯ โดยตรงจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างเสียงสนับสนุนของประชาชน ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารจะลดลง หากต้องการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ควรคงรูปแบบรัฐสภาไว้ และหาวิธีทำให้คนที่เข้าสู่อำนาจรับผิดชอบการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทุจริตและคอร์รัปชั่น จะตรงจุดกว่า
ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พูดถึงข้อเสนอให้เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงว่า ยังไม่ใช่ข้อยุติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเท่านั้น ซึ่งต้องนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ สปช.เพื่อพิจารณาระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ โดย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าร่วมรับฟังด้วย นายบวรศักดิ์ ยังเปรียบการยกร่างรัฐธรรมนูญกับการแกงส้มด้วยว่า “การถกเถียงกันไปมาเกี่ยวกับข้อเสนอไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อแกงส้มหม้อเดียว มีพ่อครัวตั้ง 265 คน ก็เป็นธรรมดาที่พ่อครัวแต่ละคนจะต้องแสดงความเห็นออกมาว่าสูตรของตัวเองนั้นอร่อย แต่ว่าจะแกงจริงอย่างไร ก็ต้องรอดูในตอนสุดท้ายที่จะมีการลงมติกัน”
ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงที่เป็นข้อสรุปของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองแล้ว ในส่วน กมธ.ปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ก็มีข้อสรุปสำคัญออกมาเช่นกัน ได้แก่ จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มี 5 คนเท่าเดิม แต่วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และเป็นได้แค่วาระเดียว นอกจากนี้ให้ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและรวบรวมหลักฐานความผิดกรณีทุจริตเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีอำนาจแจกใบเหลือง-ใบแดง โดยให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมแทน ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นั้น กมธ.เห็นว่า ควรมี 9 คนเช่นเดิม แต่ลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 6 ปี และให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเฉพาะโทษทางคดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตของข้าราชการและนักการเมืองเท่านั้น ส่วนการพิจารณาโทษทางวินัยของข้าราชการ ให้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.) ของแต่ละกระทรวงแทน
ด้านนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้นัดประชุม สปช.ในวันที่ 15-17 ธ.ค. เวลา 09.30น. โดยมีวาระพิจารณารายงานของ กมธ.วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุปความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.วิสามัญประจำสภา 18 คณะ ซึ่งนายบุญเลิศ คชายุทธเดช เลขานุการ กมธ.ประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป สปช.แถลงว่า การประชุมวันที่ 15-17 ธ.ค. ถือเป็นวันเสียงประชาชน ที่ สปช.จะสะท้อนความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะจะเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทราบในที่ประชุม สปช.
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เผยว่า หัวใจสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15-17 ธ.ค. ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟังความเห็นจาก สปช.ที่มีคณะ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ จากนั้น กมธ.ยกร่างฯ จะมาคุยกันว่า สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญจะมีอะไรบ้าง แล้วจึงเขียนโครงร่างของรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ให้เสร็จในวันที่ 17 เม.ย. ก่อนส่งให้ สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาให้ความเห็นต่อไป จากนั้น กมธ.ยกร่างฯ มีเวลาอีก 30 วันสำหรับปรับแก้ไข และว่า กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อเนื่อง 10 จุดทั่วประเทศ
3.ครม.ไฟเขียว 4 มาตรการภาษีช่วยคนจน-เอสเอ็มอี ขณะที่ ขรก.เกือบ 2 ล้านคนเฮ ได้ขึ้นเงินเดือน-ค่าครองชีพ!

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการด้านภาษีที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและช่วยเหลือคนจน 4 มาตรการ ได้แก่ 1. โครงการนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนขออนุญาตตั้งนิติบุคคลเพื่อปล่อยกู้รายย่อยให้ประชาชน ที่มีหนี้สิน หรือขาดเงินในการประกอบอาชีพ โดยเอกชนที่จะเข้าโครงการ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท คิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี หรือร้อยละ 3 ต่อเดือน คาดว่าโครงการนาโนไฟแนนซ์จะเริ่มได้ภายในเดือน ก.พ.2558
2. โครงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยจะลดภาษีให้ผู้ประกอบการตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 เป็นต้นไป แบ่งเป็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีกำไรไม่เกิน 3 แสนบาท จะยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล หากมีกำไร 3 แสนบาท-3 ล้านบาท จะเก็บภาษีฯ 15% ซึ่งลดลงจากเดิมที่เก็บ 20% หากกำไรเกิน 3 ล้านบาท เก็บภาษีฯ 20% เช่นเดิม ซึ่งมาตรการนี้ คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีประมาณ 1,900 ล้านบาทต่อปี แต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ราว 28,000 ราย
3. ปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร 2 ประเภท คือ 1.ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเครื่องจักรที่ไม่มีในประเทศไทย 1,274 รายการ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ไม้สน ปลาทูน่า ฯลฯ จากเดิมเสียภาษี 1-10% ให้ยกเว้นภาษี 2.ลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเครื่องจักร เพื่อมาใช้ในการผลิต รวม 258 รายการ ซึ่งเดิมเสียภาษี 20-30% ปรับลดเหลือ 10% คาดว่าการยกเว้นภาษีและปรับลดภาษีทั้ง 2 ประเภทลง จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 6,100 ล้านบาท
4. ออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชนทั่วไป วงเงิน 1 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติเกือบ 4% โดยแบ่งเป็นการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2558 และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เพื่อชดเชยภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว ครม.ยังได้เห็นชอบให้เพิ่มค่าครองชีพและขึ้นเงินเดือนพนักงานราชการตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เสนอด้วย โดยปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้พนักงานราชการที่วุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ที่ค่าตอบแทนไม่ถึง 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพฯ เดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท แต่หากรวมแล้วค่าตอบแทนยังไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพฯ จนถึง 10,000 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2557 ขณะเดียวกันให้พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ งานเทคนิคทั่วไป งานบริหารทั่วไป และงานวิชาชีพเฉพาะ ให้ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มร้อยละ 4 โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2557
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายเพื่อปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ตำรวจ ครู บุคลากรทางการศึกษา โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2557 พร้อมขยายเพดานเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับทุกประเภทเพิ่มขึ้น 3 ขั้นสำหรับบัญชีเงินเดือนแบบขั้น หรือประมาณร้อยละ 10 สำหรับบัญชีเงินเดือนแบบช่วง รวมทั้งปรับปรุงบัญชีเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับการดำรงตำแหน่ง
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า การปรับเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ จะครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่างๆ ประมาณ 1.98 ล้านคน
4.“สุดาทิพย์” หลาน “พงษ์พัฒน์” โดนอีกคดีแอบอ้างสถาบัน ด้าน ปปง.อายัดทรัพย์ “พงษ์พัฒน์” ล็อตแรกที่ดินกว่า 400 ล้าน!

ความคืบหน้าการดำเนินคดีและขยายผลขบวนการแอบอ้างสถาบัน-เรียกรับผลประโยชน์ และส่วยน้ำมันเถื่อน ที่เกี่ยวโยงกับคดี พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กับพวก ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ได้มีมติอายัดทรัพย์สินชุดแรกของ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ เป็นโฉนดที่ดิน 136 รายการ แต่ตรวจสอบแล้วพบว่ามี 32 รายการที่ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ได้มาก่อนจะเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงอายัดโฉนดที่ดินแค่ 104 รายการ ที่ได้รับหลังรับตำแหน่ง มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. เผยว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์เป็นผู้ครอบครองเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ถือครองโดยนอมินีที่เป็นเครือญาติ รวมถึงกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ และว่า ตามขั้นตอน ปปง.จะเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์แสดงหลักฐานชี้แจงการได้มาภายใน 30 วัน หากครบกำหนดการอายัดทรัพย์ 90 วันแล้ว ปปง.จะส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในความผิดฐานแอบอ้างสถาบันเพิ่มอีก 1 ราย คือ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร และเป็นหลานสาวของ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ซึ่งถือว่าถูกจับในคดีใหม่ จากที่ก่อนหน้านี้ถูกจับกุมพร้อมกับ พ.ต.อ.โกวิท ในข้อหาร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง ทำลายป่า หรือเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 24 พ.ย. สำหรับคดีใหม่นี้ เป็นกรณีที่นางสุดาทิพย์ได้อาศัยความเป็นพระญาติในสถาบันเบื้องสูงจัดหาอาหารน้ำพริกและเครื่องเคียงนำส่งกองกิจการในพระองค์ฯ แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่โดยระเบียบต้องเปิดประมูล การกระทำของนางสุดาทิพย์จึงเป็นการแอบอ้างเบื้องสูง หมิ่นสถาบัน ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ กองกิจการในพระองค์ฯ จึงมอบอำนาจให้ พล.ต.อ.วีระพันธ์ ภูวจินดา ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ให้ดำเนินคดีนางสุดาทิพย์กับพวก
ซึ่งในชั้นสอบสวน นางสุดาทิพย์ ให้การรับสารภาพ ตำรวจจึงแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 83 ก่อนนำตัวไปขอศาลฝากขังเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ทั้งนี้ ญาตินางสุดาทิพย์ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาทขอประกันตัว แต่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหากระทำผิดอาญาร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง จำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี ด้านศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ส่วนความคืบหน้ากรณีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ หรือเสี่ยนิค เศรษฐีหมื่นล้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด อายุ 43 ปี ที่ถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมกับนายณัฐพล สุวะดี(อัครพงษ์ปรีชา) กับพวก ขู่นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ให้ลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาทนั้น เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายนพพรได้โพสต์จดหมายเปิดผนึกยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต แต่เคยร่วมกันลงทุนในบริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งตนเคยยืมเงินบริษัทประมาณ 17 ล้าน แต่ตอนหลังผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้งนายบัณฑิตไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ ตนจึงได้ชำระหนี้คืนบริษัท 2 ครั้ง ครั้งแรก 8.9 ล้าน ครั้งที่สอง 17 ล้าน แต่นายบัณฑิตไม่ยอมถอนฟ้องตน
ต่อมาปี 2557 ตนมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัว จึงส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านให้นายบัณฑิต เพื่อถอนฟ้อง แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ หลังจากนั้นทราบว่านายบัณฑิตจะเสนอตัวเลข 100 ล้าน ตนจึงคิดว่าน่าจะต่อรองได้ที่ 50-60 ล้าน แต่เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องจะยุติ จึงโทรศัพท์ทางไกลจากฝรั่งเศสมาปรึกษา เสธ.เจี๊ยบ ที่ชอบอ้างตัวว่าสนิทสนมกับ เสธ.คนดัง ให้ไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ซึ่ง เสธ.เจี๊ยบตอบตกลง โดยบอกว่าผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน จึงจ่ายล่วงหน้าไป 5 ล้าน ส่วนอีก 25 ล้านจะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล แต่ปรากฏว่า เสธ.เจี๊ยบไปจ้างสามพี่น้องตระกูลสุวะดี(อัครพงษ์ปรีชา) ซึ่งตนไม่เคยรู้จัก ให้กระทำการอุกอาจและไปบังคับให้นายบัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้อย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ นายนพพร อ้างว่า หลังจากนั้นนายบัณฑิตไม่พอใจอย่างมาก จึงเพิ่มเงินเป็น 150 ล้าน ตนจึงแจ้งว่ายินดีจบที่ 120 ล้าน โดยจ่ายทันที 80 ล้าน และตีเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน ซึ่งนายบัณฑิตตกลงทำสัญญายอมความกันที่ศาลเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ต่อมา เสธ.เจี๊ยบกลับมาขอเงินตนอีก 25 ล้าน เมื่อปฏิเสธไป เสธ.เจี๊ยบจึงตอบว่า อยากมีเรื่องกับสามพี่น้องหรือ ตนกลัวจะไม่ปลอดภัย จึงต้องให้เงินไป 25 ล้าน นายนพพร ยังอ้างด้วยว่า ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้ตนตกเป็นเหยื่อในคดีนี้
ด้าน พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผู้กำกับการ สน.วัดพระยาไกร เผยว่า ได้ควบคุมตัว น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เสธ.เจี๊ยบ อายุ 52 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ต้องหาตามหมายจับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว หลังเข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.
ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การแจ้งข้อกล่าวหานายนพพรเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยมีพยานยืนยันว่า นายนพพร รวมทั้ง เสธ.เจี๊ยบ และกลุ่มพี่น้องตระกูลสุวะดี มีการนั่งคุยกันเพื่อว่าจ้างให้ขอลดหนี้กับนายบัณฑิต ซึ่งนายนพพรรับรู้ถึงวิธีพิเศษและเลือกใช้วิธีดังกล่าว โดยลงมืออุ้มรีดแล้ว ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว แม้นายนพพรจะอ้างว่าเจรจาประนอมหนี้กับนายบัณฑิตแล้วก็ตาม
ส่วนความคืบหน้าเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อนที่ตำรวจกำลังติดตามตัวนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาค้าน้ำมันเถื่อนและฟอกเงิน ที่หลบหนีคำพิพากษาศาลปัตตานีที่สั่งจำคุก 1 ปี 9 เดือน ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการและดวงตราประทับเข้าเมืองเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ซึ่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับเสี่ยโจ้สูงถึง 1 ล้านบาทนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายณรงค์กรณ์ หรือโจ เจียรเสริมสิน น้องชายเสี่ยโจ้ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้พี่ชาย โดยยืนยันว่าพี่ชายบริสุทธิ์ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับส่วยน้ำมันเถื่อน พร้อมเผย พี่ชายไม่ได้มีเงินมากมายเหมือนที่เป็นข่าว เพราะธุรกิจถูกฟ้องล้มละลายเป็นหนี้กว่า 400 ล้านบาท และว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพี่ชายได้ ไม่ทราบว่าหายตัวไปไหน
5.ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำคุก “อริสมันต์” แกนนำ นปช.1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปราศรัยหมิ่น “อภิสิทธิ์” !

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 11-17 ต.ค.52 นายอริสมันต์ได้ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและหน้าทำเนียบรัฐบาล กล่าวหาทำนองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตในโครงการต่างๆ และกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสั่งทหารฆ่าประชาชน ปล้นอำนาจจากประชาชน และไม่ตรวจการทุจริตในโครงการต่างๆ ซึ่งการปราศรัยของนายอริสมันต์ล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การปราศรัยของจำเลยเป็นเรื่องเท็จ ทำให้โจท์เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการหวังผลทางการเมืองที่เป็นประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่จำเลยสังกัด ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ให้จำคุกจำเลยฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นรวม 2 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวม 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากจำเลยมีการกล่าวพาดพิงสถาบัน พร้อมกันนี้ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชนและเดลินิวส์ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันและอยู่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่เนื้อหาที่จำเลยปราศรัยไม่ใช่การแสดงอุดมการณ์ทางการเมือง และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ และบ้านเมือง จึงไม่ใช่การนำเอาถ้อยคำที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนมาพูดปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็น ส.ส.จะต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่ปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน จำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา
หลังฟังคำพิพากษา นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความนายอริสมันต์ เผยว่า ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวนายอริสมันต์ระหว่างฎีกาสู้คดี โดยในศาลชั้นต้น ได้วางหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเงินสด 2 แสนบาท แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์นี้ได้เพิ่มวงเงินประกันเป็นเงินสดอีก 3 แสนบาท รวมเป็น 5 แสนบาท ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ โดยตีราคาประกัน 5 แสนบาท
6.ศาลนัดสืบพยานคดีเกาะเต่า 26 ธ.ค.นี้ ขณะที่ 2 แรงงานพม่าปัดฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ พร้อมเขียน จ.ม.ขอ “ซูจี” ช่วยด้วย!

ความคืบหน้าคดีข่มขืนและฆ่า น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่หาดทรายรี ต.เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังอัยการเกาะสมุยได้ยื่นฟ้องนายซอลิน หรือโซเรน และนายเวพิว หรือวิน ผู้ต้องหาชาวพม่า ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายสุนาวิน สุริยะพรรณ ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำฟ้องของโจทก์ ที่กล่าวหาจำเลยใน 6 ฐานความผิด ประกอบด้วย 1. หลบหนีเข้าเมือง 2.อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันฆ่านายเดวิดโดยเจตนา 4.ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา น.ส.ฮันนาห์ในลักษณะโทรมหญิง 5.ร่วมกันฆ่า น.ส.ฮันนาห์เพื่อปกปิดความผิดของตนให้พ้นจากความผิด และ 6.ฟ้องเฉพาะนายวิน จำเลยที่ 2 ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นโทรศัพท์มือถือและแว่นตากันแดดของนายเดวิด
ทั้งนี้ หลังรับฟังข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐาน พร้อมกำหนดวันสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 25 ก.พ.2558 แต่เป็นน่าสังเกตว่า ในเวลาต่อมา ศาลได้เลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานให้เร็วขึ้น จากวันที่ 25 ก.พ. เป็นวันที่ 26 ธ.ค.นี้ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลแต่อย่างใด
ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความจำเลย เผยว่า รู้สึกหนักใจกับการทำคดีนี้ เนื่องจากข้อกล่าวหาบางข้อ ทางผู้ต้องหายังไม่มีหลักฐานมาหักล้างได้ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับจำเลยทั้งสอง และว่า ข้อกล่าวหาที่อัยการตั้ง เป็นข้อกล่าวหาหนักๆ ทั้งนั้น ซึ่งปกติการฆ่าถือว่าโทษหนัก แต่ฆ่าโดยมีองค์ประกอบอย่างอื่น เป็นการเพิ่มโทษให้หนักยิ่งขึ้น กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา คือโทษสูงสุดประหารชีวิต
นายนคร เผยด้วยว่า ได้รับคำแนะนำจากศาล ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา “ทางทีมทนายความจำเลยเตรียมวิเคราะห์พยานหลักฐานของจำเลยว่า จะมีน้ำหนักมากน้อยประการใด แต่ศาลได้กรุณาแนะนำ หากพยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถแก้ต่างได้ ขอให้จำเลยรับสารภาพ ก็จะเป็นผลดีต่อตัวจำเลยทั้งคู่”
ขณะที่นายทอนเอ รองเอกอัครราชทูตพม่า กล่าวว่า ทางสถานทูตเตรียมขอยื่นประกันตัวจำเลยทั้งสองต่อศาล พร้อมให้การรับรองว่าจะควบคุมดูแลไม่ให้จำเลยหลบหนีออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. สื่อต่างประเทศรายงานว่า นายเวพิว หรือวิน และนายซอลิน หรือโซเรน จำเลยในคดีนี้ ได้เขียนจดหมายถึงนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ขอให้ช่วยเหลือพวกตนด้วย โดยยืนยันว่า พวกตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ และไม่อยากติดคุก การกักขังพวกตนคือความไม่ยุติธรรม และว่า "เราเป็นคนยากจนที่เดินทางมาไทยเพื่อทำงานเก็บเงิน ซอลิน เพื่อนผมไม่มีพ่อ เขาต้องหาเลี้ยงแม่ที่กลายเป็นม่าย ส่วนตัวผม (เวพิว) ต้องส่งเงินให้ย่าและพ่อแม่ ตอนแรกที่เราเดินทางมาถึงไทย เราต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย เราไม่อยากทุกข์ยากเหมือนคนจน เราจึงพยายามขยันทำงานและส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่เป็นประจำ เรามีความสุขมากที่ได้ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ความหวังของเราต้องแตกสลาย เราเป็นห่วงพ่อแม่ ใครจะหาเลี้ยงพวกท่าน และเราคิดถึงพ่อแม่ทุกวัน เราได้แต่ร้องไห้คิดถึงพวกท่าน เราสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน โปรดขอพรให้พวกเราหลุดพ้นจากคดีนี้ด้วย แม่ซู (อองซาน ซูจี) โปรดเห็นใจเราด้วย"
1.“ในหลวง” พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ "พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์" ลาออกจากฐานันดรศักดิ์!
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศ เรื่องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ ความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นลายลักษณ์อักษรว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระราชทานพระบรมราชานุญาต
มีรายงานข่าวว่า หลังจากอดีตพระวรชายาลาออกจากฐานันดรศักดิ์ และหย่าขาดจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม โดยมีองคมนตรีเป็นพยานแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระเมตตาสูงสุด โดยทรงแต่งตั้งเป็น "ท่านผู้หญิง" โดยใช้ชื่อใหม่-นามสกุลใหม่ว่า "ท่านผู้หญิงบุษบา สุวะดี"
ทั้งนี้ หลังจากถวายบังคมลา และคืนพระอิสริยยศ ท่านผู้หญิงบุษบาเดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่จังหวัดสมุทรสงคราม โดยจะมุ่งศึกษาธรรมะและปฎิบัติธรรม ส่วนพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ไปศึกษาต่อยังประเทศเยอรมนีแล้ว เมื่อคืนวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา
2.กมธ.ปฏิรูปการเมืองเคาะเลือกนายกฯ-ครม.โดยตรง ด้าน กมธ.ปฏิรูป กม.เคาะ กกต.งดแจก “เหลือง-แดง” เตรียมชง สปช.15-17 ธ.ค.!
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองหลายประเด็น เช่น 1. ให้ประชาชนเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยให้ผู้สมัครระบุชื่อนายกฯ และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ตามที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ผู้สมัคร ครม.ต้องเสนอชื่อโดยพรรคการเมือง หากการเลือกตั้งรอบแรก ไม่มีผู้สมัครคณะใดได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้นำคณะที่ได้รับคะแนนอันดับหนึ่งและอันดับสองมาเลือกตั้งใหม่
2.การเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มี ส.ส.350 คน (ไม่มี ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ) โดยให้แบ่งเป็นเขตเลือกตั้ง เขตละไม่เกิน 3 คน ให้ประชาชน 1 คนเลือกได้ 1 เสียง 3. ขณะที่มี พ.ร.ฎ.ให้จัดการเลือกตั้ง ให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลาง มารับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินในช่วงที่มีการเลือกตั้ง โดยให้ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงเลือกกันเองคนหนึ่งเพื่อทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี
สำหรับประเด็นการให้ประชาชนเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงนั้น กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสียงส่วนใหญ่มองว่า การให้ประชาชนเลือก ส.ส. แล้ว ส.ส.เลือกนายกฯ แบบเดิม หาก ส.ส.มีความสุจริต ก็จะทำให้ได้นายกฯ ที่ดี แต่ถ้า ส.ส.นั้นมาจากการซื้อสิทธิขายเสียง จะทำให้นายกฯ ต้องมาดูแลและคอยอุปถัมภ์ ส.ส.ที่ยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเสียงเข้ามา แต่ถ้าให้ประชาชนเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงน่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้
แต่ กมธ.เสียงข้างน้อย 5 คนที่ไม่เห็นด้วย เช่น นายประสาร มฤคพิทักษ์ ,นายชัย ชิดชอบ มองว่า หากเลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรง แล้วเป็นคนละพรรคกับเสียงข้างมากในสภา จะทำให้การทำงานลำบาก หรือหากเป็นกลุ่มเดียวกัน ก็จะเอื้อประโยชน์ให้แก่กันอีก
ทั้งนี้ นักการเมืองหลายฝ่ายได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรง เช่น นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยชี้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่สหรัฐอเมริกา การเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงไม่เหมาะกับไทย หากนายกฯ มาจากประชาชนโดยตรง นายกฯ จะฟังสภาหรือไม่ ซึ่งนายกฯ จะอ้างว่ามาจากประชาชนเหมือนกัน หากนายกฯ ไม่ฟังเสียงสมาชิกสภาที่มาจากประชาชนเพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็จะตีรวนกันตลอด รัฐบาลก็ไม่ต้องเป็นอันทำงาน
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ก็ไม่เห็นด้วยกับการเลือกนายกฯ โดยตรงเช่นกัน โดยมองว่า การเลือกนายกฯ โดยตรงจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น เพราะต่างฝ่ายต่างอ้างเสียงสนับสนุนของประชาชน ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารจะลดลง หากต้องการแก้ปัญหาให้ตรงจุด ควรคงรูปแบบรัฐสภาไว้ และหาวิธีทำให้คนที่เข้าสู่อำนาจรับผิดชอบการกระทำที่ผิดกฎหมาย ทุจริตและคอร์รัปชั่น จะตรงจุดกว่า
ด้านนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พูดถึงข้อเสนอให้เลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงว่า ยังไม่ใช่ข้อยุติของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงความเห็นของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองเท่านั้น ซึ่งต้องนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าที่ประชุมใหญ่ สปช.เพื่อพิจารณาระหว่างวันที่ 15-17 ธ.ค.นี้ โดย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะเข้าร่วมรับฟังด้วย นายบวรศักดิ์ ยังเปรียบการยกร่างรัฐธรรมนูญกับการแกงส้มด้วยว่า “การถกเถียงกันไปมาเกี่ยวกับข้อเสนอไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อแกงส้มหม้อเดียว มีพ่อครัวตั้ง 265 คน ก็เป็นธรรมดาที่พ่อครัวแต่ละคนจะต้องแสดงความเห็นออกมาว่าสูตรของตัวเองนั้นอร่อย แต่ว่าจะแกงจริงอย่างไร ก็ต้องรอดูในตอนสุดท้ายที่จะมีการลงมติกัน”
ทั้งนี้ นอกจากประเด็นเลือกนายกฯ และ ครม.โดยตรงที่เป็นข้อสรุปของ กมธ.ปฏิรูปการเมืองแล้ว ในส่วน กมธ.ปฏิรูปด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน ก็มีข้อสรุปสำคัญออกมาเช่นกัน ได้แก่ จะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มี 5 คนเท่าเดิม แต่วาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และเป็นได้แค่วาระเดียว นอกจากนี้ให้ กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและรวบรวมหลักฐานความผิดกรณีทุจริตเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีอำนาจแจกใบเหลือง-ใบแดง โดยให้เป็นอำนาจของศาลยุติธรรมแทน ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นั้น กมธ.เห็นว่า ควรมี 9 คนเช่นเดิม แต่ลดวาระการดำรงตำแหน่งจาก 9 ปี เหลือ 6 ปี และให้มีหน้าที่พิจารณาคดีเฉพาะโทษทางคดีอาญาที่เกี่ยวกับการทุจริตของข้าราชการและนักการเมืองเท่านั้น ส่วนการพิจารณาโทษทางวินัยของข้าราชการ ให้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.) ของแต่ละกระทรวงแทน
ด้านนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้นัดประชุม สปช.ในวันที่ 15-17 ธ.ค. เวลา 09.30น. โดยมีวาระพิจารณารายงานของ กมธ.วิสามัญติดตามและให้ข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องสรุปความเห็นหรือข้อเสนอแนะในการยกร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.วิสามัญประจำสภา 18 คณะ ซึ่งนายบุญเลิศ คชายุทธเดช เลขานุการ กมธ.ประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูป สปช.แถลงว่า การประชุมวันที่ 15-17 ธ.ค. ถือเป็นวันเสียงประชาชน ที่ สปช.จะสะท้อนความเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนที่ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะจะเสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทราบในที่ประชุม สปช.
ด้านนายวุฒิสาร ตันไชย กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เผยว่า หัวใจสำคัญของการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15-17 ธ.ค. ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟังความเห็นจาก สปช.ที่มีคณะ กมธ.ปฏิรูปทั้ง 18 คณะ จากนั้น กมธ.ยกร่างฯ จะมาคุยกันว่า สาระสำคัญในรัฐธรรมนูญจะมีอะไรบ้าง แล้วจึงเขียนโครงร่างของรัฐธรรมนูญเบื้องต้น ให้เสร็จในวันที่ 17 เม.ย. ก่อนส่งให้ สปช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาให้ความเห็นต่อไป จากนั้น กมธ.ยกร่างฯ มีเวลาอีก 30 วันสำหรับปรับแก้ไข และว่า กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟังความเห็นจากประชาชนต่อเนื่อง 10 จุดทั่วประเทศ
3.ครม.ไฟเขียว 4 มาตรการภาษีช่วยคนจน-เอสเอ็มอี ขณะที่ ขรก.เกือบ 2 ล้านคนเฮ ได้ขึ้นเงินเดือน-ค่าครองชีพ!
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบมาตรการด้านภาษีที่กระทรวงการคลังเสนอ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันและช่วยเหลือคนจน 4 มาตรการ ได้แก่ 1. โครงการนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เอกชนขออนุญาตตั้งนิติบุคคลเพื่อปล่อยกู้รายย่อยให้ประชาชน ที่มีหนี้สิน หรือขาดเงินในการประกอบอาชีพ โดยเอกชนที่จะเข้าโครงการ ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลกับธนาคารแห่งประเทศไทย โดยจะปล่อยกู้ไม่เกินรายละ 1 แสนบาท คิดดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% ต่อปี หรือร้อยละ 3 ต่อเดือน คาดว่าโครงการนาโนไฟแนนซ์จะเริ่มได้ภายในเดือน ก.พ.2558
2. โครงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) โดยจะลดภาษีให้ผู้ประกอบการตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 เป็นต้นไป แบ่งเป็น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีกำไรไม่เกิน 3 แสนบาท จะยกเว้นการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล หากมีกำไร 3 แสนบาท-3 ล้านบาท จะเก็บภาษีฯ 15% ซึ่งลดลงจากเดิมที่เก็บ 20% หากกำไรเกิน 3 ล้านบาท เก็บภาษีฯ 20% เช่นเดิม ซึ่งมาตรการนี้ คาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีประมาณ 1,900 ล้านบาทต่อปี แต่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ราว 28,000 ราย
3. ปรับโครงสร้างภาษีศุลกากร 2 ประเภท คือ 1.ยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบในการผลิต เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเครื่องจักรที่ไม่มีในประเทศไทย 1,274 รายการ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ไม้สน ปลาทูน่า ฯลฯ จากเดิมเสียภาษี 1-10% ให้ยกเว้นภาษี 2.ลดภาษีนำเข้าเครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเครื่องจักร เพื่อมาใช้ในการผลิต รวม 258 รายการ ซึ่งเดิมเสียภาษี 20-30% ปรับลดเหลือ 10% คาดว่าการยกเว้นภาษีและปรับลดภาษีทั้ง 2 ประเภทลง จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ปีละ 6,100 ล้านบาท
4. ออกพันธบัตรออมทรัพย์ให้ประชาชนทั่วไป วงเงิน 1 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยสูงกว่าปกติเกือบ 4% โดยแบ่งเป็นการออกพันธบัตรเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2558 และพันธบัตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) เพื่อชดเชยภาระขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว ครม.ยังได้เห็นชอบให้เพิ่มค่าครองชีพและขึ้นเงินเดือนพนักงานราชการตามที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เสนอด้วย โดยปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้พนักงานราชการที่วุฒิการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ที่ค่าตอบแทนไม่ถึง 13,285 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพฯ เดือนละ 2,000 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าตอบแทนแล้วต้องไม่เกินเดือนละ 13,285 บาท แต่หากรวมแล้วค่าตอบแทนยังไม่ถึง 10,000 บาท ให้ได้รับเงินเพิ่มค่าครองชีพฯ จนถึง 10,000 บาท โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2557 ขณะเดียวกันให้พนักงานราชการกลุ่มงานบริการ งานเทคนิคทั่วไป งานบริหารทั่วไป และงานวิชาชีพเฉพาะ ให้ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มร้อยละ 4 โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2557
นอกจากนี้ ครม.ยังมีมติเห็นชอบในหลักการร่างกฎหมายเพื่อปรับเงินเดือนข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ตำรวจ ครู บุคลากรทางการศึกษา โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2557 พร้อมขยายเพดานเงินเดือนขั้นสูงของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับทุกประเภทเพิ่มขึ้น 3 ขั้นสำหรับบัญชีเงินเดือนแบบขั้น หรือประมาณร้อยละ 10 สำหรับบัญชีเงินเดือนแบบช่วง รวมทั้งปรับปรุงบัญชีเงินเดือนข้าราชการให้สอดคล้องกับการดำรงตำแหน่ง
ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า การปรับเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ จะครอบคลุมข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทต่างๆ ประมาณ 1.98 ล้านคน
4.“สุดาทิพย์” หลาน “พงษ์พัฒน์” โดนอีกคดีแอบอ้างสถาบัน ด้าน ปปง.อายัดทรัพย์ “พงษ์พัฒน์” ล็อตแรกที่ดินกว่า 400 ล้าน!
ความคืบหน้าการดำเนินคดีและขยายผลขบวนการแอบอ้างสถาบัน-เรียกรับผลประโยชน์ และส่วยน้ำมันเถื่อน ที่เกี่ยวโยงกับคดี พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กับพวก ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ได้มีมติอายัดทรัพย์สินชุดแรกของ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ เป็นโฉนดที่ดิน 136 รายการ แต่ตรวจสอบแล้วพบว่ามี 32 รายการที่ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ได้มาก่อนจะเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง จึงอายัดโฉนดที่ดินแค่ 104 รายการ ที่ได้รับหลังรับตำแหน่ง มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการ ปปง. เผยว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์เป็นผู้ครอบครองเพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่ถือครองโดยนอมินีที่เป็นเครือญาติ รวมถึงกลุ่มผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ และว่า ตามขั้นตอน ปปง.จะเปิดโอกาสให้เจ้าของทรัพย์แสดงหลักฐานชี้แจงการได้มาภายใน 30 วัน หากครบกำหนดการอายัดทรัพย์ 90 วันแล้ว ปปง.จะส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ทรัพย์นั้นตกเป็นของแผ่นดินต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องหาในความผิดฐานแอบอ้างสถาบันเพิ่มอีก 1 ราย คือ นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล อายุ 48 ปี ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล อดีต ผกก.ตม.สมุทรสาคร และเป็นหลานสาวของ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ซึ่งถือว่าถูกจับในคดีใหม่ จากที่ก่อนหน้านี้ถูกจับกุมพร้อมกับ พ.ต.อ.โกวิท ในข้อหาร่วมกันบุกรุก ก่อสร้าง ทำลายป่า หรือเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนที่ทั้งสองคนจะได้รับการประกันตัวเมื่อวันที่ 24 พ.ย. สำหรับคดีใหม่นี้ เป็นกรณีที่นางสุดาทิพย์ได้อาศัยความเป็นพระญาติในสถาบันเบื้องสูงจัดหาอาหารน้ำพริกและเครื่องเคียงนำส่งกองกิจการในพระองค์ฯ แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่โดยระเบียบต้องเปิดประมูล การกระทำของนางสุดาทิพย์จึงเป็นการแอบอ้างเบื้องสูง หมิ่นสถาบัน ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ กองกิจการในพระองค์ฯ จึงมอบอำนาจให้ พล.ต.อ.วีระพันธ์ ภูวจินดา ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.สามเสน ให้ดำเนินคดีนางสุดาทิพย์กับพวก
ซึ่งในชั้นสอบสวน นางสุดาทิพย์ ให้การรับสารภาพ ตำรวจจึงแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 83 ก่อนนำตัวไปขอศาลฝากขังเมื่อวันที่ 11 ธ.ค. ทั้งนี้ ญาตินางสุดาทิพย์ได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 1 ล้านบาทขอประกันตัว แต่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหากระทำผิดอาญาร้ายแรงและมีอัตราโทษสูง จำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี หากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงว่าจะหลบหนี ด้านศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ส่วนความคืบหน้ากรณีนายนพพร ศุภพิพัฒน์ หรือเสี่ยนิค เศรษฐีหมื่นล้าน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด อายุ 43 ปี ที่ถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และร่วมกับนายณัฐพล สุวะดี(อัครพงษ์ปรีชา) กับพวก ขู่นายบัณฑิต โชติวิทยะกุล ให้ลดหนี้จาก 120 ล้านบาท เหลือ 20 ล้านบาทนั้น เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. นายนพพรได้โพสต์จดหมายเปิดผนึกยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นลูกหนี้นายบัณฑิต แต่เคยร่วมกันลงทุนในบริษัท กริฟฟอน อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง ซึ่งตนเคยยืมเงินบริษัทประมาณ 17 ล้าน แต่ตอนหลังผู้ถือหุ้น 3 คน รวมทั้งนายบัณฑิตไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ ตนจึงได้ชำระหนี้คืนบริษัท 2 ครั้ง ครั้งแรก 8.9 ล้าน ครั้งที่สอง 17 ล้าน แต่นายบัณฑิตไม่ยอมถอนฟ้องตน
ต่อมาปี 2557 ตนมีฐานะดีขึ้นและไม่อยากมีคดีติดตัว จึงส่งข้อความเสนอเงิน 20 ล้านให้นายบัณฑิต เพื่อถอนฟ้อง แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ หลังจากนั้นทราบว่านายบัณฑิตจะเสนอตัวเลข 100 ล้าน ตนจึงคิดว่าน่าจะต่อรองได้ที่ 50-60 ล้าน แต่เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องจะยุติ จึงโทรศัพท์ทางไกลจากฝรั่งเศสมาปรึกษา เสธ.เจี๊ยบ ที่ชอบอ้างตัวว่าสนิทสนมกับ เสธ.คนดัง ให้ไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ซึ่ง เสธ.เจี๊ยบตอบตกลง โดยบอกว่าผู้ใหญ่เรียกค่าดำเนินการ 30 ล้าน จึงจ่ายล่วงหน้าไป 5 ล้าน ส่วนอีก 25 ล้านจะจ่ายเมื่อมีการตกลงยอมความกันที่ศาล แต่ปรากฏว่า เสธ.เจี๊ยบไปจ้างสามพี่น้องตระกูลสุวะดี(อัครพงษ์ปรีชา) ซึ่งตนไม่เคยรู้จัก ให้กระทำการอุกอาจและไปบังคับให้นายบัณฑิตรับเงินแค่ 20 ล้าน ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ให้ไว้อย่างสิ้นเชิง
ทั้งนี้ นายนพพร อ้างว่า หลังจากนั้นนายบัณฑิตไม่พอใจอย่างมาก จึงเพิ่มเงินเป็น 150 ล้าน ตนจึงแจ้งว่ายินดีจบที่ 120 ล้าน โดยจ่ายทันที 80 ล้าน และตีเช็คล่วงหน้าอีก 40 ล้าน ซึ่งนายบัณฑิตตกลงทำสัญญายอมความกันที่ศาลเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ต่อมา เสธ.เจี๊ยบกลับมาขอเงินตนอีก 25 ล้าน เมื่อปฏิเสธไป เสธ.เจี๊ยบจึงตอบว่า อยากมีเรื่องกับสามพี่น้องหรือ ตนกลัวจะไม่ปลอดภัย จึงต้องให้เงินไป 25 ล้าน นายนพพร ยังอ้างด้วยว่า ตำรวจ สน.วัดพระยาไกรปิดบังหลักฐานและจงใจให้ตนตกเป็นเหยื่อในคดีนี้
ด้าน พ.ต.อ.เกียรติณรงค์ เฉลิมสุข ผู้กำกับการ สน.วัดพระยาไกร เผยว่า ได้ควบคุมตัว น.ท.ปริญญา รักวาทิน หรือ เสธ.เจี๊ยบ อายุ 52 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ต้องหาตามหมายจับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว หลังเข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.
ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า การแจ้งข้อกล่าวหานายนพพรเป็นไปตามพยานหลักฐาน โดยมีพยานยืนยันว่า นายนพพร รวมทั้ง เสธ.เจี๊ยบ และกลุ่มพี่น้องตระกูลสุวะดี มีการนั่งคุยกันเพื่อว่าจ้างให้ขอลดหนี้กับนายบัณฑิต ซึ่งนายนพพรรับรู้ถึงวิธีพิเศษและเลือกใช้วิธีดังกล่าว โดยลงมืออุ้มรีดแล้ว ถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว แม้นายนพพรจะอ้างว่าเจรจาประนอมหนี้กับนายบัณฑิตแล้วก็ตาม
ส่วนความคืบหน้าเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อนที่ตำรวจกำลังติดตามตัวนายสหชัย เจียรเสริมสิน หรือเสี่ยโจ้ อายุ 46 ปี ผู้ต้องหาค้าน้ำมันเถื่อนและฟอกเงิน ที่หลบหนีคำพิพากษาศาลปัตตานีที่สั่งจำคุก 1 ปี 9 เดือน ฐานปลอมแปลงเอกสารราชการและดวงตราประทับเข้าเมืองเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ซึ่ง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประกาศตั้งรางวัลนำจับเสี่ยโจ้สูงถึง 1 ล้านบาทนั้น ล่าสุด เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายณรงค์กรณ์ หรือโจ เจียรเสริมสิน น้องชายเสี่ยโจ้ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อขอความเป็นธรรมให้พี่ชาย โดยยืนยันว่าพี่ชายบริสุทธิ์ ไม่เคยเกี่ยวข้องกับส่วยน้ำมันเถื่อน พร้อมเผย พี่ชายไม่ได้มีเงินมากมายเหมือนที่เป็นข่าว เพราะธุรกิจถูกฟ้องล้มละลายเป็นหนี้กว่า 400 ล้านบาท และว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อพี่ชายได้ ไม่ทราบว่าหายตัวไปไหน
5.ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำคุก “อริสมันต์” แกนนำ นปช.1 ปี ไม่รอลงอาญา คดีปราศรัยหมิ่น “อภิสิทธิ์” !
เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ศาลอาญา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ในความผิดฐานหมิ่นประมาท กรณีเมื่อวันที่ 11-17 ต.ค.52 นายอริสมันต์ได้ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและหน้าทำเนียบรัฐบาล กล่าวหาทำนองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์กู้ยืมเงินมาเพื่อทุจริตในโครงการต่างๆ และกล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์เป็นผู้หน่วงเหนี่ยวคำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งสั่งทหารฆ่าประชาชน ปล้นอำนาจจากประชาชน และไม่ตรวจการทุจริตในโครงการต่างๆ ซึ่งการปราศรัยของนายอริสมันต์ล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การปราศรัยของจำเลยเป็นเรื่องเท็จ ทำให้โจท์เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นการหวังผลทางการเมืองที่เป็นประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่จำเลยสังกัด ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต ให้จำคุกจำเลยฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นรวม 2 กระทงๆ ละ 6 เดือน รวม 12 เดือน โดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากจำเลยมีการกล่าวพาดพิงสถาบัน พร้อมกันนี้ให้จำเลยลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์มติชนและเดลินิวส์ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์
ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยเป็นนักการเมืองที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันและอยู่พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่เนื้อหาที่จำเลยปราศรัยไม่ใช่การแสดงอุดมการณ์ทางการเมือง และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ และบ้านเมือง จึงไม่ใช่การนำเอาถ้อยคำที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนมาพูดปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยเป็น ส.ส.จะต้องทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่ใช่ปราศรัยโจมตีฝ่ายตรงข้ามด้วยถ้อยคำที่ดุเด็ดเผ็ดร้อน เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสมแล้ว พิพากษายืน จำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา
หลังฟังคำพิพากษา นายธนเดช พ่วงพูล ทนายความนายอริสมันต์ เผยว่า ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวนายอริสมันต์ระหว่างฎีกาสู้คดี โดยในศาลชั้นต้น ได้วางหลักทรัพย์ขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเงินสด 2 แสนบาท แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์นี้ได้เพิ่มวงเงินประกันเป็นเงินสดอีก 3 แสนบาท รวมเป็น 5 แสนบาท ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ โดยตีราคาประกัน 5 แสนบาท
6.ศาลนัดสืบพยานคดีเกาะเต่า 26 ธ.ค.นี้ ขณะที่ 2 แรงงานพม่าปัดฆ่า 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ พร้อมเขียน จ.ม.ขอ “ซูจี” ช่วยด้วย!
ความคืบหน้าคดีข่มขืนและฆ่า น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอร์ริดจ์ และนายเดวิด มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่หาดทรายรี ต.เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 15 ก.ย. หลังอัยการเกาะสมุยได้ยื่นฟ้องนายซอลิน หรือโซเรน และนายเวพิว หรือวิน ผู้ต้องหาชาวพม่า ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายสุนาวิน สุริยะพรรณ ผู้พิพากษารองหัวหน้าศาลจังหวัดเกาะสมุย ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำฟ้องของโจทก์ ที่กล่าวหาจำเลยใน 6 ฐานความผิด ประกอบด้วย 1. หลบหนีเข้าเมือง 2.อยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ร่วมกันฆ่านายเดวิดโดยเจตนา 4.ร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา น.ส.ฮันนาห์ในลักษณะโทรมหญิง 5.ร่วมกันฆ่า น.ส.ฮันนาห์เพื่อปกปิดความผิดของตนให้พ้นจากความผิด และ 6.ฟ้องเฉพาะนายวิน จำเลยที่ 2 ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นโทรศัพท์มือถือและแว่นตากันแดดของนายเดวิด
ทั้งนี้ หลังรับฟังข้อกล่าวหาแล้ว จำเลยทั้งสองได้ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐาน พร้อมกำหนดวันสืบพยานโจทก์และจำเลยในวันที่ 25 ก.พ.2558 แต่เป็นน่าสังเกตว่า ในเวลาต่อมา ศาลได้เลื่อนวันนัดตรวจพยานหลักฐานและสืบพยานให้เร็วขึ้น จากวันที่ 25 ก.พ. เป็นวันที่ 26 ธ.ค.นี้ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลแต่อย่างใด
ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความจำเลย เผยว่า รู้สึกหนักใจกับการทำคดีนี้ เนื่องจากข้อกล่าวหาบางข้อ ทางผู้ต้องหายังไม่มีหลักฐานมาหักล้างได้ แต่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะให้ความเป็นธรรมกับจำเลยทั้งสอง และว่า ข้อกล่าวหาที่อัยการตั้ง เป็นข้อกล่าวหาหนักๆ ทั้งนั้น ซึ่งปกติการฆ่าถือว่าโทษหนัก แต่ฆ่าโดยมีองค์ประกอบอย่างอื่น เป็นการเพิ่มโทษให้หนักยิ่งขึ้น กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายอาญา คือโทษสูงสุดประหารชีวิต
นายนคร เผยด้วยว่า ได้รับคำแนะนำจากศาล ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา “ทางทีมทนายความจำเลยเตรียมวิเคราะห์พยานหลักฐานของจำเลยว่า จะมีน้ำหนักมากน้อยประการใด แต่ศาลได้กรุณาแนะนำ หากพยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถแก้ต่างได้ ขอให้จำเลยรับสารภาพ ก็จะเป็นผลดีต่อตัวจำเลยทั้งคู่”
ขณะที่นายทอนเอ รองเอกอัครราชทูตพม่า กล่าวว่า ทางสถานทูตเตรียมขอยื่นประกันตัวจำเลยทั้งสองต่อศาล พร้อมให้การรับรองว่าจะควบคุมดูแลไม่ให้จำเลยหลบหนีออกนอกประเทศ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. สื่อต่างประเทศรายงานว่า นายเวพิว หรือวิน และนายซอลิน หรือโซเรน จำเลยในคดีนี้ ได้เขียนจดหมายถึงนางอองซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านของพม่า ขอให้ช่วยเหลือพวกตนด้วย โดยยืนยันว่า พวกตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมครั้งนี้ และไม่อยากติดคุก การกักขังพวกตนคือความไม่ยุติธรรม และว่า "เราเป็นคนยากจนที่เดินทางมาไทยเพื่อทำงานเก็บเงิน ซอลิน เพื่อนผมไม่มีพ่อ เขาต้องหาเลี้ยงแม่ที่กลายเป็นม่าย ส่วนตัวผม (เวพิว) ต้องส่งเงินให้ย่าและพ่อแม่ ตอนแรกที่เราเดินทางมาถึงไทย เราต้องเผชิญความยากลำบากมากมาย เราไม่อยากทุกข์ยากเหมือนคนจน เราจึงพยายามขยันทำงานและส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่เป็นประจำ เรามีความสุขมากที่ได้ทำแบบนั้น แต่ตอนนี้ความหวังของเราต้องแตกสลาย เราเป็นห่วงพ่อแม่ ใครจะหาเลี้ยงพวกท่าน และเราคิดถึงพ่อแม่ทุกวัน เราได้แต่ร้องไห้คิดถึงพวกท่าน เราสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน โปรดขอพรให้พวกเราหลุดพ้นจากคดีนี้ด้วย แม่ซู (อองซาน ซูจี) โปรดเห็นใจเราด้วย"



