ASTVผู้จัดการ – PTTGC ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์ระบุ “พล.ต.อ.วรพงษ์” ส่งหนังสือไม่รับเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัทในการประชุมผู้ถือหุ้น เม.ย.นี้ โดยจะเสนอคนอื่นแทน คาดหวั่นกระแสต้านทั้งภายใน/นอก ทำเอาชวดรับเบี้ยประชุม-โบนัสหลักล้านต่อปี
จากกรณีเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 57 มีพนักงานของบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีทีจีซี กลุ่มหนึ่งได้นัดหมายพนักงานให้แต่งชุดดำเพื่อคัดค้าน พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัทชุดใหม่ ซึ่งให้เหตุผลว่า พล.ต.อ.วรพงษ์ ทำงานรับใช้รัฐบาล โดยเฉพาะการควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ต่อมา นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีทีโกลบอล เคมีคอล จำกัด (มหาชน) เผยว่า ในการแต่งตั้งบอร์ดพีทีทีจีซี ชุดใหม่นั้น มีการเสนอชื่อ พล.ต.อ.วรพงษ์ จริง ทั้งนี้อยู่ระหว่างการเสนอเรื่องยังไม่มีการพิจารณาอนุมัติเป็นทางการ ซึ่งจะมีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเป็นทางการในช่วงเดือน เมษายน ปี 2557 นี้
ล่าสุด วานนี้ (20 ก.พ.) พีทีทีจีซีได้ส่งจดหมายถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการแจ้งความประสงค์ไม่รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัทฯ ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 โดยเนื้อหาระบุว่า พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา แจ้งความประสงค์จะไม่รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัทฯ ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557
“ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (บริษัท) ในการประชุมครั้งที่ 2/2557 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2557 ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 พิจารณาเลือกตั้ง พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ แทนกรรมการที่ออกตามวาระตามข้อเสนอคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนนั้น บริษัทฯ ขอเรียนให้ทราบว่า บริษัทฯ ได้รับจดหมายจาก พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา แจ้งความประสงค์ไม่รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัทฯ แทนกรรมการที่ออกตามวาระในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นดังกล่าว ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของบริษัทฯ จะดำเนินการสรรหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเสนอชื่อต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 เพื่อพิจารณาต่อไป” ลงนามโดยนายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
อนึ่ง พล.ต.อ.วรพงษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถือเป็น 1 ใน 3 นายตำรวจในราชการที่มีบทบาทและภาพลักษณ์ในการรับใช้ระบอบทักษิณ และตระกูลชินวัตรอย่างเต็มตัว โดยถูกแต่งตั้งเข้ามาแก้ไขความผิดพลาดในการดูแลการชุมนุมในช่วงที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชุมนุมกันเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งในวันดังกล่าวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นัดชุมนุมกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน จนเป็นเหตุให้มีการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่าย และมีการยิงกันจนมีผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายนักศึกษาและฝ่ายคนเสื้อแดง
ทว่าครั้งนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นได้ พร้อมๆ กับคำครหาว่าตำรวจไม่เข้าไปช่วยเหลือนักศึกษา โดยมีการลอบยิงนักศึกษารามคำแหงมีอยู่อย่างต่อเนื่องจากช่วงคืนวันที่ 30 พฤศจิกายนต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเช้าวันที่ 1 ธันวาคม 2556 โดย พล.ต.อ.วรพงษ์ อ้างว่า “เหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เข้าระงับสถานการณ์ในทันทีขณะที่มีการปะทะ เนื่องจากเกรงว่า หากส่งกำลังเข้าไปในช่วงสถานการณ์กำลังชุลมุน จะยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย จึงติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเข้าไปในตอนเช้า จนสามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้” แต่ภายใต้สถานการณ์ที่คลี่คลายลงได้นั้นมีการขอกำลังจากฝ่ายทหารที่นำโดยพันเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) นำกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร 1 กองร้อย เข้ามาเคลื่อนย้ายนักศึกษารามคำแหงออกมายังที่ปลอดภัย ทุกอย่างจึงยุติลง
นอกจากนี้ ในเวลาต่อมารัฐบาลได้เปลี่ยนตัวคนดูแลสถานการณ์จาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.มาเป็น พล.ต.อ.วรพงษ์ เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2556 ซึ่งในเวลาต่อมาในวันที่ 26 ธ.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันจับสลากหมายเลขผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองต่างๆ และ กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ได้เดินทางไปเพื่อไม่ให้มีการจับสลากก็เกิดการปะทะกัน และมีผู้เสียชีวิตทั้ง 2 ฝ่าย รวมถึงมีการจับกุมตัวผู้ชุมนุมไปจำนวนหนึ่งภายใต้หน้าตาที่ปูดบวม
นอกจากนี้บทบาทในฐานะผู้ดูแลสถานการณ์สายเหยี่ยว ไม่หวั่นเกรงการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ทำให้ชื่อของ พล.ต.อ.วรพงษ์ ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ต้นๆ ในการจัดการกับผู้ชุมนุมกลุ่ม กปปส.และแนวร่วม จนล่าสุดตกเป็นข่าวว่าได้รับบำเหน็จจากนายใหญ่ด้วยการแต่งตั้งให้เป็น กรรมการบริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในเครือ ปตท.ซึ่งกุมผลประโยชน์มหาศาล ขณะที่กรรมการก็มีทั้งเบี้ยประชุมรายเดือน เบี้ยประชุมรายครั้ง เงินโบนัสจากกำไรสุทธิ ซึ่งกรรมการแต่ละคนได้ส่วนแบ่งนับล้านบาทต่อปี



