รายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เอเอสทีวี วันที่ 17 เมษายน 2551 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ นักวิชาการอิสระ และนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ ดำเนินรายการ
“ยามเฝ้าแผ่นดิน” จี้ “เป็ดเหลิม” เร่งตรวจสอบใบปลิวหมิ่นองคมนตรี ในฐานะ รมว.มหาดไทย อย่ามัวโบ้ยให้ฝ่ายค้าน ย้ำชัด พปช.มุ่งฉีก รธน.50 ทิ้งทั้งฉบับ โละองค์กรอิสระ เอื้อประโยชน์คนบางคน เตือนสติ อสส.ต้องสร้างความเชื่อมั่น ไร้ประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเผย “แม้ว” เมินเขียนคำนิยม “บันทึกลับ 2550” แฉเบื้องหลังลดค่าเงินบาท
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ช่วงที่ 1
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ ยามเฝ้าแผ่นดิน โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ สโรชา พรอุดมศักดิ์ ช่วงที่ 2
สโรชา - สวัสดีค่ะคุณผู้ชม ขอต้อนรับเข้าสู่รายการ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ค่ะ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2551 นะคะ กลับมาจากวันหยุดยาวในช่วงสงกรานต์ก็กลับมาพบกับข่าวประจำวันที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะพ้นช่วงวันหยุดมา อ.ปานเทพ ก็มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แต่ที่แน่ๆ หลายท่านไปต่างจังหวัดกลับมา กลับมากรุงเทพฯ มาเจอฝนตก ลูกเห็บตกในหลายพื้นที่อาจารย์ อากาศแปรปรวนกันไปหมด
ปานเทพ - การจราจรในกรุงเทพมหานคร ก็รถติดใช่ไหมครับ
สโรชา - ใช่ค่ะ
ปานเทพ - อันเนื่องมาจากลูกเห็บตก
สโรชา - ลูกเห็บตก พายุมา ล้นไม้โค่น หลายพื้นที่ทีเดียว
ปานเทพ - เป็นช่วงเวลาที่อากาศวิปริตจริงๆ นะครับ
สโรชา - วิปริต บ้านเมืองไม่ปกติ
ปานเทพ - ไม่ปกติจริงๆ ครับ
สโรชา - วันนี้ท่าน มท.1 นะคะ ไม่ได้เจอกันหลายต่อหลายวัน หลายท่านอาจจะคิดถึง คุณอาเฉลิม ของ อ.ปานเทพ นะคะ วันนี้คุณอาเฉลิม ก็ได้ออกมาพูดในเรื่องประเด็นที่ คุณชวน หลีกภัย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ได้พูดถึงใบปลิว บัตรสนเท่ห์ การโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และในหลายๆ กรณีองคมนตรีด้วย
ปานเทพ - โดยเฉพาะการโจมตีองคมนตรี
สโรชา - ใช่คะ
ปานเทพ - แต่ว่าผมอยากให้ฟังการสัมภาษณ์ของอาเหลิม ร.ต.อ. ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เนี้ยนะครับ ด้วย 2 บุคลิก บุคลิกหนึ่งจะเป็นบุคลิกบอกว่า ต้นทุนทางตัวเองเป็นอย่างไร อีกบุคลิกหนึ่งในเรื่องเดียวกันนี่นะครับ ดูว่าคุณเฉลิม เปลี่ยนไปหรือเปล่า เป็นคนเดียวกันหรือเปล่า ลองชมดูไหมครับ เชิญครับ
สโรชา - เชิญคะ
(VTR - ร.ต.อ. ดร.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)
สโรชา - เหมือนคนละคน
ปานเทพ - เหมือนคนละคนนะครับ
สโรชา - คือช่วงแรกดูนิ่ง
ปานเทพ - แล้วบอกว่าไม่ต้องรับผิดชอบเพราะว่าตัวเองนั้นมีต้นทุนต่ำ ต้นทุนทางสังคมต่ำ
สโรชา - ในขณะที่คุณชวน
ปานเทพ - แล้วคุณชวนมีต้นทุนทางสังคมสูง สูงมาก ใช้คำนี้เลยนะครับ สักพักก็เปลี่ยนอารมณ์ไปแล้ว คุณเฉลิมนะครับ
สโรชา - ไม่ทราบว่าในระหว่างที่ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกกับการเดินมาแล้วให้สัมภาษณ์ครั้งที่ 2 ไม่ทราบว่านักข่าวคนไหนไปถามอะไรแทงใจดำคุณเฉลิมหรือเปล่าถึงได้มีอารมณ์ที่เปลี่ยนไปขนาดนี้
ปานเทพ - คือ เรื่องตรรกะง่ายๆ ดีกว่าคุณแอ้ม ถ้าจะมีใบปลิวมาโจมตีท่านองคมนตรี ก็ดี ประธานองคมนตรี ก็ดี เราจะคิดได้กี่กลุ่มในประเทศไทย คุณแอ้ม
สโรชา - คงไม่กี่กลุ่มมั้งคะ
ปานเทพ - ไม่กี่กลุ่ม แล้วเท่าที่ผมเห็นดูเสมือนว่า ใครก็ตามที่ได้ขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี ฯพณฯ ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หลายต่อหลายครั้งเราพิสูจน์ได้ใช่ไหมครับว่า คนเหล่านั้นเป็นคนที่มีหัวจิตหัวใจที่สนับสนุนคุณทักษิณเช่นเดียวกัน หลายต่อหลายคนก็เป็นคนที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน และบางคนก็ขึ้นเป็นรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - เพราะฉะนั้นการที่มีใบปลิวเกิดขึ้น โจมตีองคมนตรี ก็ดี ประธานองคมนตรี ก็ดี จะเห็นได้ว่า จะไม่แปลกใจที่ประชาชนย่อมสงสัยได้ หรือนักการเมืองย่อมสงสัยได้ว่า เป็นกลุ่มคนที่มาจากกลุ่มเดียวกันหรือไม่
สโรชา - ใช่ค่ะ
ปานเทพ - ไม่ต้องอ้อมค้อมครับเรื่องแบบนี้
สโรชา - คุณเฉลิมยอมรับนะคะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเสื่อมเสีย คุณเฉลิมเป็นคนพูดเอง บอกว่า เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ควรเพียงแค่ออกมาตั้งข้อสังเกตอย่างที่คนในพรรคประชาธิปัตย์บอก ว่าคุณชวนอาจจะแค่ตั้งข้อสังเกตให้มาตรวจสอบเรื่องนี้ก็ได้ คุณเฉลิมบอกว่า เรื่องนี้ไม่ควรมาตั้งข้อสังเกตเพราะเป็นเรื่องเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นประธานองคมนตรี หรือท่านองคมนตรีต่างๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง คุณเฉลิมพูดอย่างนี้แล้วยังต้องไปบอกคนอื่นในพรรคของคุณเฉลิมเองหรือเปล่าว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเสื่อมเสีย และท่านก็เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองนี้
ปานเทพ - คุณเฉลิมพูดอย่างนี้ดีครับ เป็นการพูดที่ดูเหมือนจะรู้อะไรดี ว่าอะไรควรอะไรไมีควร แต่ว่า บางทีคุณเฉลิมต้องไปถามคนในพรรคพลังประชาชนเองในเวลานอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ก็ดี หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษำร ก็ดี รวมไปถึงรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่ามีความคิดเดียวกันกับคุณเฉลิมอยู่หรือเปล่า
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - เพราะว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ท้องสนามหลวง การเดินขบวนประท้วงที่หน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ การคุกคามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานถึงหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผมว่า คุณเฉลิมตั้งสติให้ดีต้องถามว่า คนเหล่านั้น วันนี้มาเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาลชุดปัจจุบัน คุณเฉลิมได้สื่อสารกับคนเหล่านี้ตรงกันหรือเปล่าว่า การโจมตีประธานองคมนตรี องคมนตรีเป็นเรื่องที่มีความเสื่อมเสียเนี้ย
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ผมว่าคุณเฉลิม เข้าใจครับว่าตอนที่เขาต่อสู้กันในพรรคพลังประชาชน กับ ฯพณฯ ท่าน พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ ก็ดี การต่อสู้กับ คมช. ก็ดีเนี้ย ที่จริงคุณเฉลิม หายไปเลยนะครับ ช่วงนั้น
สโรชา - ตอนนั้นไม่อยู่ในซีนเลย
ปานเทพ - ไม่ปรากฎอยู่ในบทละคร ที่มีการต่อสู้กันระหว่าง 2 ขั้ว อำนาจ ในช่วงระยะเวลาตอนนั้นนะครับ ระหว่างคนที่รักทักษิณ กับคนที่ไม่รักทักษิณ คุณเฉลิม ก็หายตัวไปเฉยๆ มาอีกทีก็กลายเป็นรัฐมนตรีแล้ว เพราะฉะนั้นย่อมเป็นไปได้ว่า คุณเฉลิม ไม่เข้าใจหรอกว่าคนที่เขาต่อต้าน พล.อ.เปรม ในพรรคพลังประชาชน เขามีความรู้สึกกันอย่างไร ในช่วงเวลาตอนนั้น
สโรชา - ค่ะ, นักข่าวถามคุณเฉลิม นะคะว่า ดูเหมือนว่าคุณจักรภพเนี้ย ตกเป็นเป้าในเรื่องนี้หรือเปล่า คุณเฉลิม บอกว่าตนเนี้ยไม่ได้พูดถึงว่านายจักรภพ เป็นคนดำเนินการนะ แต่ก็เคยมีเหตุการณ์ เรื่องที่มีการกล่าวหาว่า มีการโจมตีเรื่องนี้สมัยที่มีการชุมนุมที่สนามหลวง แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ปัจจุบันเนี้ยไม่มีแล้วที่ท้องสนามหลวง เพราะฉะนั้นเป็นคนละเรื่องกัน
ปานเทพ - หรือครับ, แล้วทำไม คุณทักษิณ ก็ดี ยังออกอาการแสดงในเรื่องของคำพูด ที่พูดถึงสถาบันชั้นสูงในประเทศไทยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างประเทศ หรือแม้กระทั่ง คุณจักรภพ เพ็ญแข ก็ดี หรือแม้กระทั่งพรรคพลังประชาชนก็ดีเถอะ ในวันที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ยื่นเงื่อนไข ที่จะเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทย
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ได้ประกาศชัดเจนว่า ขอเป็นเงื่อนไขว่าอย่าได้โจมตีสถาบันองคมนตรี
สโรชา - ใช่คะ
ปานเทพ - ในช่วงระยะเวลาตอนนั้น โดยเฉพาะ ฯพณฯ ท่านประธานองคมนตรี เพราะมีคนที่เคารพนับถือในบ้านในเมืองเนี้ยเยอะ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ก็ไม่เห็นพรรคพลังประชาชน จะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองอะไร ในทางตรงกันข้ามก็ยังพูดถึงเหมือนกับ ปรามบทบาทของประธานองคมนตรีด้วยซ้ำไป ในทางสาธารณะ เพราะฉะนั้นผมว่าคุณเฉลิม คงไม่ค่อยเข้าใจวัฒนธรรมในพรรคพลังประชาชน หรือว่าใน นปก. ที่ในวันนี้มาเป็นรัฐมนตรี หรือ ส.ส. ในรัฐบาลหรอก ในเวลาตอนนี้นะครับ
สโรชา - คะ, หลังจากที่คุณเฉลิม ได้ออกมาเรียกร้อง 2 วันติดๆ นะคะ ให้คุณชวน เนี้ยออกมาแสดงหลักฐานในเรื่องนี้ คืออย่าพูดลอยๆ มีอะไร มีเอกสาร เอาเอกสารที่ว่ามาดูหน่อย
ปานเทพ - ครับ
สโรชา - คุณชวน ก็ออกมาวันนี้นะคะ บอกว่าการกระทำที่เล่าไปมีจริง มีการโจมตี ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ คนในภาคใต้ และก็ในบางฉบับเนี้ย โจมตีองคมนตรีด้วย แต่หนังสือเนี้ยไม่มีใครเขาลงชื่อกันหรอก
ปานเทพ - ครับ
สโรชา - ไม่มีใครเขาลงชื่อ เพราะว่าทราบดีถ้าลงชื่อไปแล้วเนี้ย ถูกฟ้องหมิ่นประมาทแน่ๆ เพราะฉะนั้นในใบปลิวทั้งหลาย ทั้งปวงที่พูดมา ไม่มีใครเขาลงชื่อกัน แต่ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐนี่ รัฐซะอีกที่จะต้องไปตรวจสอบในเรื่องนี้ และก็คนอื่นๆ ในพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมาพูดได้น่าสนใจ เช่นเดียวกันนะคะว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐเนี้ยต้องเป็นฝ่ายดูแลและตรวจสอบ และก็นำคนผิดนั้นมาลงโทษให้ได้ คุณเทพไท เสนพงศ์ ในฐานะ ส.ส. นครศรีธรรมราชนะคะ พูดได้น่าสนใจบอกว่า ตอนนี้เนี้ยเหมือนกับว่าพรรคประชาธิปัตย์เนี้ย ได้ให้เบาะแสไปแล้ว สำนึกหน่อยซิว่าเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบ ว่าจะต้องดำเนินการ เหมือนมีโจรมาปล้นแล้วก็มีคนตะโกนว่ามีคนมาปล้นบ้านนะ แต่ว่าไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนที่ตะโกน ว่าจะต้องไปจับโจร ไปให้ตำรวจ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของตำรวจว่ามีคนตะโกนแล้วเนี้ย ก็ต้องไปจับ ไปทำหน้าที่จับกุม ไม่ใช่ว่าให้คนที่ตะโกนเตือนไปจับกุมซะเอง
ปานเทพ - โดยเฉพาะคุณเฉลิม ซึ่งวันนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เห็นว่า การมีใบปลิวดังกล่าวเป็นเรื่องเสื่อมเสีย เป็นเรื่องที่ไม่สมควร ซึ่งความคิดอย่างนี้ก็ดี แต่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่มีความคิดแบบนี้ ก็ควรต้องแสดงปฏิกิริยาตอบสนองกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามควานหาตัวคนที่กระทำความผิดมาลงโทษ หรือมาทำให้เกิดความเข็ด หลาบจำ ไม่ใช่อยู่เฉยๆ แล้วบอกว่า หาหลักฐานมาซิ
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - ว่าใครทำ ใบปลิว คนมีอำนาจรัฐมีเครือข่ายเยอะกว่าครับ ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ครับ
สโรชา - ใช่ค่ะ, แต่เชื่อไหมคะว่าเรื่องนี้ จริงๆ แล้วสำหรับพรรคพลังประชาชนอาจจะเป็นเรื่องเล็กก็ได้นะคะ เพราะเรื่องใหญ่ที่เขาคิดกัน คิดเช้า คิดกลางวัน คิดเย็น คิดกลางคืน ตื่นเช้าขึ้นมาก็คิดใหม่ คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อก่อนปิดสงกรานต์ก็มีข่าวออกมาว่า คณะกรรมการที่จะเป็นผู้ที่ยกร่างฉบับใหม่ขึ้นมาจะดำเนินการ คือเริ่มหลังสงกรานต์ คือวันนี้ วันที่ 17 เป็นการประชุมนัดแรก แต่ปรากฏว่า วันที่ 17 มาแล้ว บอกว่า อาจจะมียกร่างฉบับแรกเสร็จในวันนี้เลย วันนี้เขาประชุมกัน ประชุมกันตั้งแต่เช้า ผลปรากฏว่า ประชุมกันต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง มีการเปิดเผยจาก คุณสุขุมพงศ์ โง่นคำ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นรองประธานคณะอนุกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 บอกว่า ในกรณีการยุบพรรค ที่ประชุมมีข้อสรุปแล้วว่า จะสามารถเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ 1. การกระทำเพื่อการล้มล้างหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ประการที่ 2 คือ การกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงภายในและภายนอกราชอาณาจักร ส่วนกรณีที่กรรมการบริหารพรรคทำผิดกฎหมายเลือกตั้งก็ควรถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งเป็นรายบุคคล และไม่เกี่ยวกับพรรค นี่คือข้อสรุปกรณีการยุบพรรค แต่ว่าคุยไปคุยมา 5 ชั่วโมงก็แล้ว ยังไม่สามารถจะสรุปได้ในประเด็นของ มาตรา 309 ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในที่ประชุมและยังหาข้อสรุปไม่ได้
สโรชา - แต่ในส่วนขององค์กรอิสระ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ เพราะว่าคุณสุขุมพงศ์เป็นคนออกมาบอกเองว่า องค์กรอิสระที่ถูกตั้งขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 จะต้องถูกกลับไปเป็นหน่วยงานราชการภายหลังที่มีการประกาศใช้ฉบับใหม่แล้ว การทำงานของ กกต.จะต้องสะสางเสร็จภายใน 6 เดือน ในส่วนของ ป.ป.ช.นั้นจะต้องสะสางงานให้เสร็จภายใน 6 เดือน - 1 ปี หลังจากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกหรือสรรหา กกต.และ ป.ป.ช.ใหม่ทั้ง 2 ชุด
ปานเทพ - อยากจะอธิบายว่า รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งฉบับที่มาจากการลงประชามติของคนตั้ง 14 ล้านคน คนส่วนใหญ่ในประเทศที่ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ วันดีคืนดีคนเพียงไม่กี่คน จะเป็น ส.ส.กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นึกจะแก้ไขเพื่อตัวเองก็ทำ ไม่สนใจว่าประชาชนจะเป็นอย่างไร จะรู้สึกอย่างไร ผมว่าแค่เบื้องต้น กระบวนการคิดก็ไม่น่าจะถูกต้องแล้ว ต้องไม่ลืมว่า สถานการณ์ที่ผ่านมา พรรคไทยรักไทยในยามที่มีความเข้มแข็ง หรือพรรคพลังประชาชน ก็มาจากคน 12 ล้านคน ไม่ถึง 14 ล้านคน เอาเฉพาะจำนวนเสียงที่เลือก ส.ส.กับวาระเดียวกันกับเรื่องรัฐธรรมนูญ ยังไม่ทัดเทียมกับคนที่ลงรับร่างประชามติเลย นั่นคือประการที่ 1 ประการที่ 2 ต้องมาคิดดูว่า ผมเชื่อว่าในวันนี้ ความขัดแย้งระหว่างคนในพรรครัฐบาลมีความขัดแย้งกันสูง อย่างน้อยมาตรา 309 ไม่สรุปออกมาเสียทีหนึ่ง และการไม่สรุปจะแสดงให้เห็นว่า การมีส่วนได้ส่วนเสียของคนที่อยากจะแก้มาตรา 309 มันน้อย น้อยลงไปครับ ไม่ว่าจะเป็นความคิดหรือความเชื่อในทำนองว่า มาตรา 309 จะทำให้เกิดการยุบเลิกการกระทำของ คตส. ก็ดี หรือความคิดในความเชื่อทำนองว่า จะทำให้เกิดการนิรโทษกรรมในภายหลังของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ล้วนแล้วแต่ไม่เป็นประโยชน์กับ ส.ส.พรรคไทยรักไทยกันเอง ไม่เป็นประโยชน์กับคนที่อยากเป็นรัฐมนตรียาวๆ ในชุดปัจจุบัน ไม่เป็นประโยชน์ต่อพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้นมาตรา 309 จึงมักถกเถียงกันชนิดที่เรียกว่า ไม่ลงตัว อยู่เป็นประจำ และขัดแย้งกันอยู่ จนถึงชั่วโมงนี้ ใครคิดว่าง่าย ไม่ง่ายในมาตรานี้ มาตรา 237 ในการจะพูดถึง ไม่ต้องการให้มีการยุบพรรค ในกรณีที่กรรมการบริหารพรรคเกี่ยวข้อง และไม่ต้องการให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทั้งชุด ต้องยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่หลายพรรคมีส่วนได้ส่วนเสียพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย มีประโยชน์ร่วมกัน สังเกตได้ว่า พรรคเพื่อแผ่นดินไม่แสดงออกเท่าไหร่ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาไม่ค่อยแสดงออก พรรคประชาราชไม่พูดถึงมาตรานี้สักเท่าไหร่ เพราะตัวเอง
สโรชา -ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ปานเทพ - ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็เลยเรียกว่าเป็นเวรกรรมก็ได้นะครับ หรือบุญวาสนานำพาส่ง ก็สุดแท้แต่ที่ทำให้ 3 พรรคการเมืองนั้น เกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นที่จะแก้ไขมาตรา 237 แต่บังเอิญ มาตรา 122 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกอย่างชัดเจนว่า การกระทำของ ส.ส.มีหน้าที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม แต่ว่าการกระทำนั้นจะต้องปราศจากผลประโยชน์ที่ขัดกัน
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - ทุกเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยชัดเจนว่าตัวเองเกี่ยวพันกับคดีความ ผมว่ามีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกถอดถอนสูงมาก สูงมากจริงๆ นะครับ
สโรชา - คือ คุณสุขุมพงศ์บอกว่า ยกร่างฉบับนี้จะเสร็จภายใน 2 อาทิตย์ 2 อาทิตย์แล้วจะนำฉบับนี้ไปหารือกับพรรคร่วมและนำเข้าสู่สภา ทั้งกระบวนการคาดว่า 2-3 เดือนก็น่าจะเสร็จแล้ว แสดงว่าเขาไม่คิดว่าจะมีปัญหากับพรรคร่วม เขาถึงคิดว่าร่างเสร็จภายในพรรคพลังประชาชนเอาไปให้ดู เห็นชอบแล้วก็นำเข้าสภาเลย ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ
ปานเทพ - คุณแอ้มครับ ตอนเย็นที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนมีการแถลงว่า ประชุมเสร็จแล้ว แล้วออกมาบอกว่า ยกร่างทั้งหมด ทั้งรัฐธรรมนูญ
สโรชา - เสร็จทั้งฉบับแล้ว
ปานเทพ - เสร็จแล้ว เสร็จทั้งฉบับนะครับ ผมเชื่อว่า วิธีการทำอยู่ 2 วิธี 1. ยกมาตราทุกมาตรา ฉีกรัฐธรรมนูญทั้งหมด ปี 2550 ทิ้งทั้งหมด แล้วใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 โดยไม่สนใจกระบวนการที่มาของรัฐธรรมนูญปี 40 ที่มาจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมประชาพิจารณ์ มีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย กว่าจะได้เป็นรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่ใช่ ส.ส.มีผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสีย นึกอยากจะแทรกแซงราชการ ส.ส.ทำได้ ไปแก้ ผลประโยชน์ขัดกันนะครับ กลัวว่าจะถูกยุบพรรค ในขณะที่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการเลือกตั้งอยู่ ถูกตรวจสอบอยู่ ก็ไปแก้ไข ผมเชื่อว่าสถานการณ์อย่างนี้ ผมเชื่อว่าจะทำไม่สำเร็จ ผมเชื่อว่าอย่างนั้นนะครับ
สโรชา - คือมันไม่ง่ายอย่างที่เขาคิด
ปานเทพ - มันไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะว่า คำว่า การขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในการแก้ไขกฎหมาย มันเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้นนะครับ
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - ยังมีส่วนเกี่ยวพันแม้กระทั่งหลักนิติธรรมพื้นฐาน ว่าตัวเองมีส่วนเกี่ยวพันกับการกระทำผิดนั้นอยู่ แล้วไปแก้ไขเพื่อให้ตัวเองนั้นได้ประโยชน์โดยการพ้นความผิดนั้น ผมเชื่อว่า สถานการณ์ตอนนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบเบ็ดเสร็จ รวดเร็ว คือการหยิบทั้งร่างปี 2540 ก็เพราะรู้ว่ารัฐมนตรีปี 2540 มีช่องโหว่เยอะ ไม่ได้แปลว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ดีนะครับ
สโรชา - คะ, เคยใช้มาแล้วนิ
ปานเทพ - แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เนี้ยนะครับ เคยได้ใช้ทดลองและทำให้เกิดกระบวนการ ที่นักการเมืองสามารถพลิกแพลงกระบวนการ จนกระทั่งสามารถได้อำนาจเบ็ดเสร็จทุกกระบวนการ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ทั้งกระบวนการตรวจสอบ ทั้งวุฒิสภา ทั้งองค์กรอิสระ ที่มีการตรวจสอบ ทั้ง ส.ส. ทั้งอำนาจในการยึดเกมสภาฯ รวมไปถึงแม้กระทั่งกระบวนการสื่อสารมวลชน หรือการถอดถอนกระบวนการนักการเมืองนั้น แทบทำไม่ได้เลย ประชาชนถึงต้องออกมาท้องถนนไง ในท้ายที่สุด ถึงต้องมีการปรับกระบวนการใหม่ว่า นักการเมืองอย่าทำผิดเรื่องการโกงเลือกตั้ง เพียงแค่ไม่ทำผิดการโกงเลือกตั้ง ก็ไม่มีทางถูกยุบพรรคการเมือง
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ไม่มีทางที่จะถูกโทษอันรุนแรงของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นะครับ ไม่สุจริตซักอย่าง กฎหมายก็เดินหน้า สุจริตซะอย่างไม่ต้องกลัวอะไร
สโรชา - ใช่คะ
ปานเทพ - ยื่นกฎหมายถูกต้อง บัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน ไม่ต้องกลัวอะไร เพียงแค่ขอให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่ต้องมีปัญหาอะไรแล้ว แล้วก็ย้ำนะครับว่าตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนมีสิทธิ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ยามใดก็ตามเห็นอะไรที่ขัดกันต่อรัฐธรรมนูญ นี่นะครับ ก็สามารถยื่นต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการกระทำนั้นเสีย
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ไม่ว่าพรรคการเมืองใดนะครับ หรือถึงขั้นยุบพรรคทั้งพรรคการเมืองได้ ย้ำอีกทีว่าสถานการณ์นี้เนี้ยนะครับ ไม่อยากให้ทุกคนติดอยู่ในบ่วง ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดียว หรือด้านนี้ด้านเดียว มีอีกหลายด้านนะครับคุณแอ้ม
สโรชา - คะ
ปานเทพ - วันนี้เนี้ย เอาหลักใหญ่ของบ้านเมืองเนี้ยนะครับ คือการต่อสู้กัน ระหว่างคนที่ต้องการฟื้นฟูระบอบทักษิณ กับคนที่ไม่ต้องการให้ระบอบทักษิณฟื้นคืนกลับมา แค่ 2 กระแสเท่านั้นเองครับ ไม่มีอย่างอื่นเลย เป็นสงครามอย่างชัดเจน เป็นการต่อสู้อย่างชัดเจน เป็นการต่อสู้ชนิดต้องมีคนแพ้ มีคนชนะ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ไม่ว่าข้างใด ข้างหนึ่ง ก็ต้องอยู่รอด หรือพ่ายแพ้ไป ในฝั่งที่ต้องการฟื้นฟูระบอบทักษิณ ทำอะไรบ้าง หนึ่ง กระชับอำนาจในอำนาจของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการโยกย้ายข้าราชการ กระชับอำนาจเต็มที่ พร้อมๆ กับการทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกตัดตอน โดยกระบวนการทางราชการ วันนี้เกิดขึ้นนะครับ เกิดขึ้นมาก เราไม่ต้องย้อนกลับไปว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซง ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบนักการเมือง หรือคดีที่พัวพันกับนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ หรือแม้กระทั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลามไปถึงการกดดันโยกย้าย หรือการกดดัน กกต. ในการตรวจสอบทั้งหลาย กดดัน คตส. ด้วย กดดัน ปปช. กดดันทุกองค์กรครับ ปัญหาก็คือว่า บางทีพรรคพลังประชาชนก็ดีนะครับ อาจจะถูกตั้งข้อสังเกต หรือข้อสงสัยได้ ว่าเจตนาเนี้ยต้องการล้มทุกองค์กรที่มาจากรัฐประหาร หรือแท้จริงๆ ล้มกระบวนการ ทุกกระบวนการที่ตรวจสอบตัวเองอยู่ หรือมีความสุ่มเสี่ยงว่าไม่ได้พวกของตัวเอง ก็ไม่อยากที่จะใช้องค์กรเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง คุณแอ้ม ทบทวนดีๆ หน่อยว่า กกต. ชุดนี้มาจากใคร
สโรชา - อืม
ปานเทพ - จริงอยู่ครับ ถ้ากระบวนการของ กกต. นั้นมาจากการประกาศของ คปค.
สโรชา - ก็คือมาจบในหลัง 19 กันยายน
ปานเทพ - แต่กระบวนการคัดสรรเนี้ย ได้ผ่านวุฒิสภาอย่างทุกขั้นตอน ในสมัยรัฐบาลของคุณทักษิณ นะครับ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - เพราะฉะนั้นแล้ว อยู่ดีๆ จะอ้างเหตุอย่างไร ว่าจะไปยุบ กกต. ทั้งๆ ที่ผ่านกระบวนการ โดยการใช้รัฐมนตรีปี'40 ในบุคลากรคนเดียวกัน
สโรชา - ก็นี่ไง เขาก็บอกเองว่า มาในตอนที่ถูกตั้งโดยคณะปฎิวัติหรือเปล่า
ปานเทพ - ผมว่าโดยเหตุ โดยผลเนี้ย มันฟังไม่ขึ้นไงครับ
สโรชา - อ้อ
ปานเทพ - คือถ้าอย่าง ปปช. ก็ดีเนี้ยนะครับ ก็เกิดช่องโหว่ ปปช. ชุดดังกล่าว ชอบหรือครับ ในกระบวนการที่บอกว่าขึ้นเงินเดือนตัวเอง ก็เพราะเหตุนี้ใช่ไหมครับ เราถึงเห็นคนที่เขาขึ้นเงินเดือนตัวเอง โดยเป็น ปปช. ในยุคนั้นเนี้ย
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ต้องถูกพิพากษาให้มีความผิด
สโรชา - ใช่
ปานเทพ - และก็บางคนก็มาเป็นโฆษกรัฐบาลในวันนี้
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ถูกไหมครับ ก็ความสัมพันธ์ก็มีอยู่ อยากได้กระบวนการแบบนั้นไง
สโรชา - คือ อ.บอกว่าอย่ามอง อย่าพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว คือมองไปตั้งแต่ต้นเลย ว่ากระบวนการมันเริ่มต้นตรงไหน
ปานเทพ - เหตุแห่งปัญหาเดิมเนี้ย เกิดปัญหาอะไร มีช่องโหว่ขนาดไหน ที่ทำให้นักการเมืองแทรกซึมเข้าไปได้ ผมยังไม่เชื่อว่าสุดท้ายจะแก้ไขได้
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ผมยังเชื่อนะครับ เพราะว่าโดยหลักยุติธรรมก็ผิด โดยหลักรัฐศาสตร์ก็ดี ที่ฉีกรัฐธรรมนูญที่มาจากปี 2550 ในการลงประชามติ พึ่งหยกๆ นี่เองนะครับ ฉีกแบบไม่สนใจ ไม่แยแสเลย ก็ผิด
สโรชา - คะ
ปานเทพ - โดยหลักการแก้ไขเพื่อประโยชน์ตัวเอง ก็ไม่น่าจะถูก เช่นเดียวกันครับ โดยวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเนี้ยนะครับ หรือไม่เป็นไปตามพระบรมราชโองการที่พระราชทานให้ แด่รัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ที่ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้รับ และก็สนองพระบรมราชโองการ ในการที่จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยการปกป้องเนื่องจากประชาชนลงมติรับรอง รับประชามติในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เนี้ย ผมว่าเป็นเรื่องที่ยากมากนะครับในทางปฎิบัติ ผมยังไม่เชื่อว่าในท้ายที่สุดเนี้ยจะทำได้ ถึงแม้ว่าพยายามจะทำ จะฝืนกระแสในท้ายที่สุดเนี้ยนะครับ ผมว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรอก และผมก็เชื่อว่า เฉพาะผ่านด่านขั้นตอนในพรรคร่วมรัฐบาลในวันนี้ ก็ยังไม่ง่ายเลยครับ
สโรชา - ก็ยังยากนะคะ
ปานเทพ - ยากนะครับ อย่างที่ผมบอกนะครับ ว่าจะทำว่าจะเสร็จเนี้ย หลายยุค หลายสมัย หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ยังทำไม่ได้
สโรชา - คะ
ปานเทพ - และผมก็เชื่อว่าคนที่เขาลั่นวาจา อย่างพรรคชาติไทยก็ดี พรรคเพื่อแผ่นดินก็ดี ต้องคิดให้หนัก กับการทำสัตยาบรรณต่อหน้าสาธารณชน และจะบิดพลิ้วกับการแก้ไข ให้กับการยกเลิกมาตรา 309 ก็ดี หรือว่าการจาบจ้วงประธานองคมนตรีก็ดีนะครับ หรือว่าการที่มีกระบวนการที่ไม่เป็นไปตามสัญญาก็ดีนะครับ ผมเชื่อว่าสังคมเขาตรวจสอบอยู่ และผมก็เชื่อว่าสุดท้ายไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ คุณแอ้ม ผมยังเชื่ออย่างนี้อยู่นะครับ
สโรชา - แต่สมมตินะคะ สมมติว่าเขาแก้ได้จริง เรื่องประเด็นของการยุบพรรคเนี้ย จะเห็นผลได้ชัดเจน และเป็นเรื่องแรกเลยนะคะ ที่เห็นผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ปานเทพ - ครับ
สโรชา - เพราะว่าวันนี้ทางด้าน กกต. โดย คุณสุเมธ อุปนิสากร ได้ออกมาพูดถึงเรื่องนี้บอกว่า ความคืบหน้าในเรื่องของสำนวนคดียุบพรรค ทั้งชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยเนี้ย ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวม และก็สรุปสำนวนเพื่อส่งไปยังอัยการสูงสุด แต่ว่าในประเด็นของการแก้รัฐธรรมนูญนั้น ถ้าตัดเรื่องยุบพรรคทิ้งไป เรื่องทั้งหมดต้องยุติ เพราะอัยการจะไม่ส่งเรื่องนี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตอนนี้ตอบไม่ได้ว่า จะมีผลกระทบต่อการทำงานต่อ กกต. หรือไม่ เพราะว่าต้องดูตามกฎหมาย กกต. กฎหมายออกมาเป็นอย่างไร กกต. ก็ปฎิบัติตาม
ปานเทพ - ก็แน่นอนครับ กกต. ต้องปฎิบัติตามกฏหมาย
สโรชา - คะ
ปานเทพ - เพียงแต่ว่า กกต. ก็ต้องมีหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ในปัจจุบันให้เร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้
สโรชา - คะ, คือเหมือนจะไม่เร็วไหมคะ อาจารย์ หรือว่าแอ้ม คิดไปเอง คือ เราได้ทราบถึงผลการส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ก่อนสงกานต์ ถ้าจำไม่ผิด จะเป็นวันที่ 11 เมษายน จนกระทั่งปิดมาวันนี้เนี้ย ดูเหมือนว่าจะต้องรออีก อาจจะต้องถึง 2 สัปดาห์ ด้วยซ้ำ ที่จะสรุปสำนวนทั้งหมด และก็ส่งต่อไปยังอัยการสูงสุด แถมวันนี้ยังมีข่าวด้วยใช่ไหมคะว่า อัยการสูงสุดอาจจะไม่ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็ได้
ปานเทพ - ครับ, ก็อยากจะบอกอย่างนี้นะครับ อัยการสูงสุดตอนนี้เป็นหัวใจครับ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ผมเชื่อว่าในกระบวนการยุติธรรมเนี้ย เรามั่นใจในกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลได้
สโรชา - คะ
ปานเทพ - แต่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อกรณีสำนักงานอัยการสูงสุด ผมพูดโดยภาพรวมนะครับ ไม่ได้เหมือนคนใด คนหนึ่งเนี้ย เกิดขึ้นที่มีลักษณะของความขัดแย้ง ต่อองค์กรที่เกิดขึ้นในเวลาตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นต่อ คตส. ก็ดี ไม่ว่าจะเป็นต่อ กกต. ที่หลายคนสงสัยอยู่นี่นะครับ ว่าจะไม่ส่งฟ้องนี่นะครับ ผมว่ามันเป็นปัญหาใหญ่ไหมคุณแอ้ม
สโรชา - อืม
ปานเทพ - วันนี้ คตส. ก็บอกว่าจะยื่นฟ้องเอง ในส่วนของคดี CTX และกล้ายาง
สโรชา - กล้ายางนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า ไม่สามารถหาข้อสรุประหว่าง ทั้ง คตส.และสำนักงานอัยการสูงสุดได้
ปานเทพ - CTX ด้วย
สโรชา - เพราะฉะนั้นเอาคืนมาแล้วฟ้องเอง CTX กำลังอยู่ในขั้นตอนการสรุป แต่ว่า เนื่องจากว่า ท่านอัยการสูงสุดนั้นเป็นหนึ่งในผู้ที่อาจจะถูกกล่าวหา ก็เว้นในกระบวนการของอัยการไป ก็ส่งฟ้องเองเลย
ปานเทพ - ที่ผมไม่สบายใจเพราะอย่างนี้ครับคุณแอ้ม ประการที่ 1 คือว่า ตามมาตรา 68 ที่เราบอกว่าจะใช้สิทธิ์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แล้วเราจะใช้วิธีการยื่นต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญว่า การกระทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย ส.ส.ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็ดี หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ดี เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย ก็ดี มันไม่เป็นไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ ต้องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุดก่อนนะครับ นี่คือ 1 นะครับ 2. คดี คตส.ทั้งหลายก็ต้องผ่านสำนักงานอัยการสูงสุด เช่นเดียวกัน 3. ก็คือว่า กกต.จะมีคดีใดก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคก็ดี ก็ต้องผ่านอัยการเช่นกัน โจทย์สำคัญตอนนี้ เหมือนกับว่าทุกอย่างเดิมพันอยู่ที่สำนักงานอัยการสูงสุดว่าจะส่งต่อสู่กระบวนการยุติธรรมไหม
สโรชา - คือทุกท่อนำมาสู่จุดจบจุดเดียวกัน
ปานเทพ - จุดเดียวกัน โจทย์สำคัญคือว่า ถ้าอัยการสูงสุดกลายเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อกระบวนการตรวจสอบที่เกิดขึ้น ก่อนถึงอัยการสูงสุดซะเอง ผมว่ามีปัญหานะครับ เท่ากับเป็นการ มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์เช่นเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้นปัญหาจะเกิด ถ้าสมมุติว่ามีการกระทำใดๆ ที่มีข้อสงสัยว่า สำนักงานอัยการสูงสุด มีคน หรือมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีความเหล่านั้นแล้วไปกระทำการเพื่อให้ตัวเองนั้นไม่ต้องมีส่วนกระทำความผิดเกี่ยวข้องกับคดีความเหล่านั้นด้วย หรือสั่งไม่ฟ้อง เพราะตัวเองมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย ผมว่าเป็นปัญหาใหญ่ เหมือนกับกระบวนการที่มีความเชื่อว่า สำนักงานอัยการสูงสุดควรต้องเป็นองค์กรอิสระ พยายามทำนะครับ โดยการคัดสรรไม่ขึ้นกับฝ่ายการเมือง ในวันนี้ ไปเป็นคณะกรรมการในรัฐวิสาหกิจหลายแห่งได้อย่างไรในชั่วโมงนี้ เฉพาะกรณี CTX ที่คนสงสัยว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาเกี่ยวข้องทั้งหลาย และมีความพัวพันกับคดี แล้ววันหนึ่งตัวเองจะไปตรวจสอบได้อย่างไร แม้กระทั่งวันนี้มีรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งการบินไทย ก็สุดแท้แต่ ไปนั่งเป็นบอร์ดหรือนั่งเป็นคณะกรรมการ ถามว่า วันดีคืนดีเกิดมีข้อพิพาทเกิดขึ้น อัยการสูงสุดจะเป็นทนายให้แผ่นดินได้อย่างไร
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - เป็นไม่ได้หรอกครับ เป็นผลประโยชน์ขัดกันอย่างชัดเจน หรือ คตส.ทำผลประโยชน์ให้กับแผ่นดิน เพราะเห็นว่ามีคนทุจริตต่อบ้านเมือง วันดีคืนดี คตส.ส่งไปแล้วท่าทีอัยการเหมือนกับมีความขัดแย้งกับ คตส. เพราะขัดกัน แล้วแทนที่จะเป็นทนายให้แผ่นดินกลับกลายเป็นทนายให้ฝ่ายจำเลยที่กำลังถูกตรวจสอบอยู่ ก็สงสัยครับว่า ถ้าเช่นนั้นอัยการสูงสุดจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างไรว่า จะเป็นที่พึ่งให้กับประชาชนได้ในคดีความต่างๆ ที่เกิดขึ้นช่วงระยะเวลาตอนนี้ เพราะว่าประชาชนคงไม่อยากเห็นกระบวนการไม่เชื่อมั่นในชั้นอัยการ แล้วอยากจะเห็นภาพข้าราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดลุกขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องเกียรติภูมิของตัวเอง
สโรชา - ก็อยากจะเห็นอย่างนั้น
ปานเทพ - อยากจะเห็นอย่างนั้น แล้วช่วยกันทำงาน ให้เป็นหูเป็นตา ให้เกิดกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากที่สุด ในขณะเดียวกันต้องคิดอยู่เสมอว่า ถ้าวันหนึ่งมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์จริงๆ ผมเชื่อว่าการถอดถอนอาจจะเกิดขึ้นก็ได้
สโรชา - ค่ะ, ก็อาจจะเป็นไปได้นะคะ พูดถึงเรื่องการถอดถอนนิดหนึ่งก่อนจะเบรก วันนี้คุณวรินทร์ เทียมจรัส ส.ส.สรรหา ออกมาพูดถึงกระบวนการถอดถอนรัฐมนตรีสาธารณสุข คุณไชยา สะสมทรัพย์ หลังจากที่ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดแล้ว วันนี้บอกว่า กำลังอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมรายชื่อเพื่อจะไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชี้ขาด วินิจฉัยในเรื่องสถานภาพของคุณไชยา สะสมทรัพย์ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้รวบรวมได้เกิน 11 คนแล้ว และมั่นใจว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ตามมาตรา 91 กำหนดไว้ว่าไม่น้อยกว่า 15 คน เพราะฉะนั้นคุณวรินทร์พูดได้น่าสนใจ บอกว่า ก็ต้องทำ ก็ต้องถอดถอน เพราะคุณไชยาประกาศแล้วว่าจะไม่ลาออกจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อันนี้ต้องเปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญนำเรื่องนี้ไปวินิจฉัย เพราะฉะนั้น ส.ว.ก็ทำหน้าที่ตามปกติ
ปานเทพ - ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร ผมจะลงลึก เปรียบเทียบกระบวนการ อีกสัก 2 อย่าง คือเรามีความเชื่อว่า อัยการเป็นกลางน้ำที่มีส่วนสำคัญในการส่งต่อคดีความ ต้นน้ำ ไม่ว่าเป็น คตส. วันนี้ถูกคุกคาม ถูกตรวจสอบอย่างมากโดยดีเอสไอ กกต.ก็โดนนะครับ ที่สำคัญคือ กรณีที่ คุณสมชัย จึงประเสริฐ ให้สัมภาษณ์บอกว่า ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการเป็นคดี เรื่องของการยุบพรรค พรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมา คุณสมชัย บอกว่า ส่วนตัวผมมองว่า กรณีดังกล่าว อัยการสูงสุดอาจไม่ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคก็เป็นได้ เพราะมาตรา 95 ของกฎหมายพรรคการเมือง บัญญัติไว้ว่า การจะเสนอเรื่อง ต้องเสนอทั้งความเห็นและรวบรวมหลักฐานส่งให้อัยการสูงสุด รวบรวมทั้งความเห็นและหลักฐาน แต่กรณีนี้หลักฐานที่ส่งไปเป็นรายงานของคณะกรรมการสืบสวนที่มี นายบุญทัน ดอกไธสง เป็นประธาน ระบุว่า จากพยานหลักฐานพบว่า พรรคไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิด จึงไม่แน่ใจว่าเมื่ออัยการรับพิจารณาแล้วจะต้องตั้งกรรมการร่วมระหว่าง กกต.และอัยการสูงสุด หรือไม่ นอกจากนี้ หนึ่งในกรรมการสืบสวน เป็นผู้เขียนรายงานผลการสอบสวนก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการอัยการสูงสุดที่จะต้องพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย นี่ก็อีกเหมือนกันครับ ผมกำลังจะบอกว่า คุณสมชัย จึงประเสริฐ ไม่ใช่อัยการ หน้าที่ตัวเองเป็น กกต. เป็น 1 เสียงของ กกต.ทั้งหมด จะมาให้ความเห็นว่า อัยการต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ตัวเองลงมติแพ้แล้วในชั้นของ กกต. จะพูดอะไรอีก แล้วถ้าเอกสารหลักฐานไม่ครบ หรือหลักฐานบกพร่อง กกต.มีหน้าที่ตรวจสอบให้ครบก่อนที่อัยการสูงสุด ไม่ใช่มองว่า เอกสารชุดนี้ส่งไปแล้วมีความเห็นไม่ครบถ้วน ทำให้ครบถ้วนได้ครับ โดยความเห็นของ กกต.ชุดใหญ่มีมติอย่างไร ความเห็นอย่างไรประกอบให้ครบ ความเห็นทางกฎหมายเป็นอย่างไร ก็ทำให้ครบ จนกระทั่งบริบูรณ์ได้
สโรชา - แต่ กกต.ก็มีอำนาจเหมือน คตส.ไม่ใช่หรอคะ ว่าถ้าเกิดอัยการสูงสุดตีกลับไม่ยื่นฟ้องศาล กกต.และนายทะเบียนพรรคการเมืองสามารถยื่นศาลโดยตรงได้เลย
ปานเทพ - ก็มีหน้าที่ทำอย่างนั้นได้ ผมถึงบอกไงว่า คุณสมชัยแสดงออกชัดเจนมากเกินไปทุกวันนี้ จนคนไม่ต้องสงสัยแล้วว่าคุณสมชัยยืนอยู่ข้างไหน อีกสักเรื่องหนึ่งครับ
สโรชา - เชิญค่ะ
ปานเทพ - ต้นน้ำอีกสักองค์กรหนึ่ง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตำแหน่ง ผบ.ตร.วันนี้ก็เป็น
สโรชา - ก็เรียบร้อยไปแล้วนี่คะ
ปานเทพ - เรียบร้อยไปแล้ว แต่ว่าผมยังไม่สบายใจนิดหนึ่ง ตรงที่ว่า คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศอยู่เสมอว่า ตัวเองมีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ในกรณีรัฐบาลคุณทักษิณเกิดข้อครหาทำนองอย่างนี้เกิดขึ้นมา ในกรณีที่พูดไว้ล่วงหน้าว่า ทหารโยกย้ายแล้วถ้าถึงมือนายกฯ แล้วใครจะกล้าเปลี่ยน หรือว่า การโยกย้ายไปก่อนโดยยังไม่มีพระบรมราชโองการ หรือจะอ้างว่า การเพิกถอนอำนาจ คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะ สตง. โดยไม่สนใจพระบรมราชโองการ เช่นนี้เป็นต้น แล้วดำเนินการไปต่างๆ นานา จนปิดล็อกประตูห้อง ทั้งหลาย เกิดขึ้นมาแล้วใน 4 ปีที่ผ่านมา ผมไม่อยากให้รัฐบาลคุณสมัครซ้ำรอยเดิม ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ทำนองอย่างนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี ตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นตำแหน่งที่ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งหรือให้พ้นจากตำแหน่ง คณะรัฐมนตรี หรือฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอเท่านั้น และจะมีผลแต่งตั้งหรือพ้นจากตำแหน่งก็ต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการฯ เสร็จสิ้นแล้ว พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการชั่วคราวโดยยังไม่มีการสอบสวน เป็นข้อยุติ ผิดจริงหรือไม่ผิดจริงยังไม่มีข้อยุติว่าผิดหรือไม่ผิดประการใด จนบัดนี้ก็ยังไม่มีพระบรมราชโองการฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง ต้องถือว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ยังมีข้อสงสัยในทางกฎหมายอยู่มากว่า ยังคงดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. และช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ก.ตร. คณะกรรมการตำรวจ ที่มีนายกฯ เป็นประธาน มีมติแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. แต่มีเงื่อนไขว่า ให้มีผลต่อเมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พ้นจากตำแหน่ง และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. ดังนั้นวันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ จึงยังไม่มีฐานะและตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. หน้าจะยังเป็นตำแหน่งเพียงแค่
สโรชา - คือยังจ่ออยู่
ปานเทพ - จ่ออยู่ เป็นรอง ผบ.ตร.เท่านั้น และตำแหน่งนี้ยังไม่ว่างลง
สโรชา - คือ รักษาราชการแทน
ปานเทพ - ยังนั่งทับกันไม่ได้ ซ้อนกันไม่ได้ แต่การกระทำดังกล่าว หลายคนบอกว่า จะทำให้เข้าข่ายการละเลยไม่นำพาต่อพระบรมราชโองการฯ ในลักษณะเช่นนี้เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถึงแม้ ครม.จะมีมติประการใด พระมหากษัตริย์อาจทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งหรือไม่ทรงแต่งตั้งตามที่เสนอก็ได้ หรือเมื่อไหร่ก็ได้ ดังที่เคยมีปรากฏมาแล้ว ในลักษณะที่มีการเสนอที่คล้ายๆ การบีบบังคับพระมหากษัตริย์ อันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ อย่างในอดีตที่ผ่านมา ที่เคยเกิดขึ้นมา และเกิดขึ้นมาหลายช่วงหลายเวลาหลายปีที่ผ่านมา ต้องบอกว่า สถานการณ์เช่นนี้ผมไม่อยากให้สถานการณ์แบบนี้หมิ่นเหม่ต่อรัฐบาลคุณสมัคร สุนทรเวช ด้วยความปรารถนาดี เพราะกรณีคล้ายๆ กับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ที่ท่าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส พูดถึง มีเนื้อหาสาระที่ต้องพิจารณาให้มาก ไม่อยากให้ซ้ำรอยเดียวกัน ผมไม่ปฏิเสธครับว่าการตรวจสอบวันหนึ่งผมไม่สามารถยืนยันหรือรับประกันได้ว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผิดหรือถูกในแต่ละคดีความ แต่กระบวนการทั้งหลายต้องระมัดระวังอย่าให้ซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีตที่เกิดขึ้นมา
สโรชา - ค่ะ, ก็เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามนะคะ เพราะแน่นอนว่า ในการโยกย้ายตำรวจในครั้งนี้ หลายคนตั้งข้อสังเกตค่ะว่า แหมช่างชัดเจนอะไรเช่นนี้ ช่างคาดการณ์ได้ตรงอะไรเช่นนี้ว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้น และในวันนี้ก็เกิดขึ้นแล้วนะคะ เดี๋ยวเราพักกันสักครู่หนึ่ง กลับมามาคุยถึงเรื่องอื่นๆ กันบ้างนะคะ แต่ที่สำคัญต้องชวน อ.ปานเทพ คุยเรื่องบทความนิดหนึ่ง ฮือฮาพอสมควรเลยทีเดียว สักครู่กลับมาค่ะ
(รายการยามเฝ้าแผ่นดิน ช่วงที่สอง )
สโรชา - กลับเข้าสู่ยามเฝ้าแผ่นดินนะคะ วันนี้เปิดหนังสือพิมพ์ผู้จัดการมา หรือแม้กระทั่งช่วงเย็นวันนี้เปิดเว็บไซต์ของผู้จัดการ www.manager.co.th ก็จะเห็นบทความของ อ.ปานเทพ ทั้ง 2 ตอนเนี้ย หลายคนอ่านแล้วฮือฮา เพราะว่าได้ตั้งข้อสังเกตไว้หลายต่อหลายประการ ต่อช่วงระยะเวลาไม่กี่วัน ก่อนและหลังการลดค่าเงินบาท ในปี 2540 นะคะ ชื่อว่า "ถอดรหัสคำพิพากษาฎีกา คดีค่าเงินบาท ย้อนรอยวิกฤต'40 เปิดขบวนการปล้นชาติ ตอนที่ 1: เวลา 4 ทุ่ม กับคืนที่ทักษิณรู้ข่าวลดค่าเงินบาท" อ.ไล่มาตั้งแต่ช่วงวันที่ 21 มิ.ย. 40 นะคะ ที่มีการประชุมกันระหว่างผู้บริหารแบงก์ชาติ ก่อนหน้าที่จะมีการพูดคุยกันถึงเรื่องที่การลดค่าเงินบาทในรัฐบาลซะด้วยซ้ำไป ไล่มาถึงวันที่ลดเลย
ปานเทพ - ครับ
สโรชา - หรือแม้กระทั่งวันที่อาจจะเชื่อได้ว่า มีคนนอกรัฐบาลทราบถึงเรื่องนี้ด้วย
ปานเทพ - ครับ, ขออนุญาตโปรโมตหนังสือที่ไม่มีขายแล้ว
สโรชา - จะโปรโมตทำไมละ ถ้าไม่มีขายแล้ว นอกจากว่าจะเอามาแจก
ปานเทพ - กำลังจะนึกทบทวนอะไรบางอย่าง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องขอขอบคุณ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นะครับ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ที่ลุกขึ้นต่อสู้เป็นเวลา 11 ปี หลังจากที่มีความกล้าหาญอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี
สโรชา - คะ
ปานเทพ - และก็ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ สงสัยว่า คุณโภคิน เนี้ย คาบข่าวไปบอกคุณทักษิณ จนกระทั่งร่ำรวย
สโรชา - คะ จนกระทั่งนำมาสู่คดีการฟ้องร้องกัน
ปานเทพ - ครับ, จนเป็นคดีพิพากษาศาลฎีกาเลขที่ 5730/2550 คุณโภคิน ฟ้อง คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกร้องค่าเสียหายจากการที่อภิปรายอย่างนั้น ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง สิ้นสุดแล้วนะครับ ยกฟ้องนะครับ ยกฟ้องด้วยเหตุว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็น ส.ส. มีหน้าที่ปฎิบัติหน้าที่ในการอภิปราย คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มีสิทธิ์ที่จะสงสัยในกระบวนการตรวจสอบ สามก็คือว่า พล.อ.ชวลิต ก็ดี พูดในที่สาธารณะว่าการประชุมในตอนกลางวัน วันที่ 29 มิ.ย. มีเพียงแค่ 3 คน ทั้งๆ ที่มี 4 คน มีคุณโภคิน อยู่ด้วย ศาลบอกเป็นพิรุธ แล้วก็ คุณโภคิน พลกุล พูดในศาลบอกว่าไม่ได้อยู่ที่นั่น ศาลบอกไม่จริง เหตุพิรุธตรงนี้ บวกกับอีกข้อหนึ่งก็คือ บอกว่าดูจากกระบวนการของคุณทักษิณ แล้ว ไม่ขาดทุนล่มสลายเหมือนกับนักธุรกิจรายใหญ่ๆ ในยุคนั้น
สโรชา - คะ
ปานเทพ - หลังจากลอยค่าเงินบาท ก็เลยมองว่าเหตุอันควรสงสัยของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ นั้นเนี้ย มีเหตุข้อมูลที่น่าสงสัยและเชื่อได้อย่างนั้น
สโรชา - มีสิทธิ์จะสงสัย
ปานเทพ - มีสิทธิ์ที่จะสงสัย ศาลก็เลยบอกว่ายกฟ้อง
สโรชา - คะ
ปานเทพ - เป็นคดีประวัติศาสตร์นะครับ ทีนี้ที่ผมหยิบมายกตรงนี้ก็เพราะว่า หยิบหนังสือเล่มนี้มาก็เพราะว่า เมื่อปี 2548 ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ ด้วยความคิดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - ที่มีคำพิพากษาบอกว่าพูดไม่จริงในที่สาธารณะตอนนั้นเนี้ยว่า มีคนแค่ 3 คน ทั้งๆ ที่มี 4 คน แต่ พล.อ.ชวลิต เนี้ยนะครับ เป็นคนจุดประกายให้ผมได้เขียนหนังสือเล่มนี้ เล่มปี 2540 โดยผมก็สงสัยว่าให้มาเขียนทำไม ถ้าในวันนั้นพูดแบบนั้นนะครับ วันนี้ก็ยังสงสัยอยู่นะครับ ยังไม่เข้าใจเหมือนกันนะครับ แต่เขียนแล้วมีบทพิสูจน์อันหนึ่งที่น่าสนใจ
สโรชา - คืออะไรคะ
ปานเทพ - ก็คือว่าหนังสือเล่มนี้เนี้ยนะครับ เป็นหนังสือที่ทดลองใจ คุณทักษิณ หนึ่งครั้ง หนังสือก่อนหน้าเล่มนี้ ที่เป็นซีรี่ย์ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ชื่อหนังสือ"โลกสีขาว" ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เล่มที่ 2 คือ "บันทึกลับ 2540" เล่มที่ 3 คือ "การต่อสู้ครั้งสุดท้ายของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ทั้ง 3 เล่ม เนี้ยนะครับ เล่มที่ 1 และ เล่มที่ 3 เนี้ย เขียนคำนิยมโดย คุณทักษิณ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - เล่มนี้ทดลองใจเหมือนกันนะครับ พล.อ.ชวลิต ทดลองใจไปหาคุณทักษิณ แล้วก็เขียนคำนิยม พบว่าคุณทักษิณ ไม่เขียนคำนิยมนะครับ อันนี้เป็นข้อสังเกตนะครับข้อที่ 1 ผมก็ทดไว้ในใจตอนนั้น สงสัยว่าจะมีอะไรอย่างที่ว่าจริงๆ ตอนนั้นยังไม่กล้าที่จะพูดอย่างชัดเจน ว่าใช่หรือไม่ใช่ จนกระทั่งมีคำพิพากษา ก็เลยขออนุญาตเก็บข้อมูลที่เหลือเนี้ยนะครับ บวกกับหนังสือเล่มนี้มาเล่าเรียงให้ฟัง อีกสักครั้งหนึ่ง
สโรชา - คะ
ปานเทพ - แล้วก็เก็บข้อมูลเพิ่มเติมได้มากกว่านั้น จากตัวเลขบางอย่างที่น่าสนใจด้วยนะครับ ขออนุญาตเล่าให้ฟังก่อนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ห่วงใยพสกนิกรชาวไทย และก็ห่วงใยต่อระบบค่าเงินบาทเนี้ยนะครับอย่างมาก โดยเฉพาะการลอยค่าเงิน และก็มีคนรู้ไส้ มีคนหัวใส เก็งกำไรจากการลอยค่าเงินนี่นะครับ 2 ครั้ง นะครับ 2 ปี ติดต่อกันนะครับ ปีหนึ่ง ก็คือ ปี 2541 ปรากฎในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันที่ 4 ธันวาคม 2551 อีกครั้งหนึ่งก็คือ 2542
สโรชา - คะ
ปานเทพ - 2 ปี ติดต่อกัน แสดงว่าพระองค์ทรงห่วงใยเรื่องค่าเงินบาท
สโรชา - ครั้งแรก 2541 ใช่ไหมคะ
ปานเทพ - ครับ
สโรชา - แล้วก็ครั้งที่สอง ในปี 2542
ปานเทพ - ครับ ความบางตอนก็คือ วันที่ 4 ธันวาคม 2551 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีกระแสพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า เขาพูดกันว่าคนที่เป็นนักธุรกิจส่งนอก บอกว่าเดี๋ยวนี้เงินบาทแข็งเกินไป แต่ก่อนนี้เงินบาทลอยไป ไม่ต้องมีเครื่องบิน ไม่ต้องมีบอลลูนหรอก มันลอยขึ้นไป พวกที่หัวใสในทางเก็งราคา ก็เก็งราคาดอลลาร์ ไปซื้อดอลลาร์เพราะทราบว่าจะลอย ก็ซื้อดอลลาร์มามากมายทีเดียว เมื่อลอยก็ขายได้กำไร ถ้าซื้อล้านบาทก็ได้กำไรกลับคืนมาสองล้านบาท ภายในไม่กี่เดือน นี่ 2541 นะครับ 2542 ทรงมีกระแสพระราชดำรัสอีกครั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม ซึ่งปรากฎหลายครั้งที่เมืองไทยรายสัปดาห์ ได้นำมาหยิบยกอันเชิญ กระแสพระราชดำรัสองค์นี้ ในหลายโอกาสนะครับ ไม่ว่าจะเป็นบอกว่า ความตอนหนึ่งว่า ไม่กี่วันนะครับ คนหัวใส เขารู้ไปซื้อดอลลาร์ในราคา 25 บาท ไม่กี่วันดอลลาร์ขึ้นเป็น 50 บาท เขาขาย 50 บาท ได้กำไร 2 เท่า อย่างนั้นก็เห็นว่า คนได้กำไรเราก็ยินดีกับเขาด้วย ว่าคนไหนรวยก็ดี แต่ที่ไม่ยินดีเพราะคนไหนที่ได้กำไร โดยมีเทคนิคสูงในการแลกเปลี่ยน หรือมีความรู้ รู้ไส้ ฝรั่งเขาเรียกว่าอินไซค์เดอร์ ถ้าคนไหนรู้ไส้ของเศรษฐกิจชั้นสูงๆ อย่างนี้ รวย แต่ว่าคนนั้นรวยก็อย่างที่ว่า เรายินดีกับเขา ถ้าเขารวยแล้วใจบุญ แต่ถ้าว่าอย่างนี้เศรษฐกิจพัง พังเพราะอย่างนี้ จะไม่พูดว่าอันนี้เป็นการทุจริต แต่ว่าได้พูดไปแล้ว
สโรชา - คะ
ปานเทพ - 2 ปี ซ้อนนะครับ แต่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ผมมาไล่เรียงเหตุการณ์จากหนังสือตรงนี้ด้วย และก็เหตุการณ์จากคำพิพากษาด้วย พบว่าอย่างนี้ครับ วันเสาร์ที่ 21 ท่านผู้ชมตามตัวเลข และก็ตามวัน เวลา กับผมมานะครับ คุณสโรชา ด้วยนะครับ
สโรชา - คะ
ปานเทพ - วันเสาร์ที่ 21 มิ.ย. วันหยุดครับ ผู้บริหารแบงก์ชาติ 6 คน คุยกันบอกว่าลดค่าเงินบาท
สโรชา - นี่คือผู้บริหารภายในแบงก์ชาตินะคะ ไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายบริหารเลยนะ
ปานเทพ - 6 คน นะครับ แล้วก็โทรไปหา คุณเริงชัย มะระกานนท์ อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติในตอนนั้น บอกว่าต้องลดค่าเงิน 7 คน รู้ วันที่ 21
สโรชา - คะ, ณ 21 มิถุนายน 2540 เนี้ย
ปานเทพ - ครับ, วันเสาร์ไม่มีทำการ ไม่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา เอานะครับ วันที่ 22 วันอาทิตย์ ทุกคนนอนตีพุงอยู่กับบ้านนะครับ วันที่ 23 เช้าวันจันทร์ ตื่นเช้ามาเปิดทำการวันแรก ไม่มีใครทำอะไร เงินทุนสำรองสุทธินะครับ สุทธิไม่นับตัดภาวะสวอปทิ้งนะครับ มีอยู่ประมาณ 4,800 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ
สโรชา - ณ วันจันทร์ที่ 23
ปานเทพ - วันจันทร์นะครับ พอวันอังคารที่ 24 นะครับ เปิดทำการวันที่ 2 แบงก์ชาติทำสวอปกับเอกชนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ทุนสำรองสุทธิค่อนข้างคงที่ สวอปแปลว่าอะไร ท่านผู้ชมงงมากเลยนะครับ สวอปแปลว่า วันที่เขามีใครๆ มาอยากแลกเปลี่ยน เอาเงินออกนอกประเทศนะครับ ใครเอาบาทมา 25 บาท ก็เอาดอลลาร์ไป แบงก์ชาติมีหน้าที่เป็นตัวกลาง
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - นะครับ แล้วความเป็นตัวกลางตรงนี้แหละ ก็เลยทำให้มีการขนเงินออก ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สินมหาศาล แบงก์ชาติเริ่มไม่มีเงิน ไม่มีเงินนะครับ ก็เลยทำสัญญาสวอป สวอปก็คือ การทำสัญญาต่อกันกับเอกชนต่างประเทศ บอกว่าขอยืมดอลลาร์หน่อย เอาบาทไป ให้ยืมบาทไปเมื่อถึงเวลาก็แลกกลับคืนมา ก็มีดอลลาร์มาตุนเพราะยืมเขามา ยืมมาแล้วใช้อะไรครับ ใช้จ่ายต่อ ใครมาแลกก็แลกต่อ จนกระทั่งเกือบหมดทุนสำรอง นี่เหตุการณ์เป็นแบบนี้นะครับ เล่าคร่าวๆ เป็นแบบนี้ เรียกว่าเป็น ภาวะสวอป ถ้าวันใดเจ๊ง ลอยค่าเงินบาท ภาวะสวอปที่ยืมเขามาต้องจ่ายแพงขึ้น เรียกว่าแบงก์ชาติก็เจ๊ง
สโรชา - เกือบจะเท่าตัวเลยแหละ
ปานเทพ - เอาหละ วันที่ 24 มิถุนายน ก็มีสัญญาทำสวอปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มทุนสำรองระหว่างประเทศอำพราง ไม่ให้ใครรู้ วันพุธที่ 25 มิถุนายน แบงก์ชาติทำสัญญาสวอปกับเอกชนเพิ่มขึ้น ปรากฏว่าวันนั้น วันที่ 25 เงินไหลออกนอกประเทศ ทุนสำรองสุทธิลดลงไป 208 ล้านบาท พูดง่ายๆ ว่าเงินไหลออกนอกประเทศ 5,200 ล้านบาท
สโรชา - วันเดียว
ปานเทพ - ไหลออกสุทธิ วันเดียวนะครับ ทุนสำรองสุทธิเหลือประมาณ 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ วันพฤหัสบดี ผ่านมาหลายวัน เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ อังคาร ไม่มีใครทำอะไรนะครับ วันพุธ
สโรชา - วันพุธเริ่มเห็นปฏิกิริยาหรือว่ามีความเคลื่อนไหวแล้ว
ปานเทพ - เริ่มมีเงินไหลออก ตรงนี้น่าสงสัยมากว่า ใครเป็นคนปล่อยข่าวหรือเปล่า วันพฤหัสบดีปรากฏว่า ผู้บริหาร 2 คนของแบงก์ชาติ ทั้งผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการฯ ไปหาคุณทนง พิทยะ ท่านรัฐมนตรีครับ
สโรชา - รัฐมนตรีคลังในขณะนั้น
ปานเทพ - ตอนนั้นประชุมงบประมาณไม่ค่อยมีเวลา ท่านครับดูซิครับ
สโรชา - ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวแล้ว
ปานเทพ - ดูทุนสำรองเราซิครับจะหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่มีทางเลือกแล้วครับท่าน เอาอย่างไรดีครับ คุณทนงเห็นทุนสำรองครั้งแรก ตกใจ!! เพราะเห็นหมดแล้วภาระสวอปเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็นความลับนะครับ
สโรชา - คือจากเดิม วันที่ 21 มีคนรู้ 7 คน ปรากฏพฤหัสฯ ที่ 26 เพิ่มเข้ามาเป็น 8 แล้ว
ปานเทพ - 8 คน แล้วคนที่ 8 วันนั้นเห็นข้อมูลที่เป็นความลับ ไม่เปิดเผยกับใครมาก่อน ประชาชนทั่วไปไม่มีใครรู้นะครับว่า ทุนสำรองเหลือนิดเดียว ภาวะสวอปเป็นแบบนี้
สโรชา - นี้เขาเรียก เป็นข้อมูลด้านความมั่นคงเลยใช่ไหมคะ
ปานเทพ - เป็นข้อมูลความลับราชการ ในเวลาตอนนั้น เดี๋ยวนี้ไม่เป็นแล้วนะครับ ปรากฏว่าเป็นความลับขั้นที่สุด คุณทนงบอกว่า โฮ
สโรชา - ไม่ไหว ไม่ไหว
ปานเทพ - ไม่ไหว ต้องเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยน ให้แบงก์ชาติไปเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน แบงก์ชาติบอกว่า
สโรชา - คือคุณทนงในฐานะรัฐมนตรีคลังมอบนโยบายให้แบงก์ชาติ
ปานเทพ - บอกเลยว่า ต้องไปเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน ผู้บริหารบอกว่า ขอไปปรึกษากับแบงก์ชาติก่อน ผู้บริหารแบงก์ชาติอีกทีหนึ่งก่อน
สโรชา - จริงๆ แล้วคุยกันตั้งแต่เมื่อวันเสาร์แล้วไม่ใช่หรอ
ปานเทพ - คุณแอ้มพูดถึงครับ ท่านผู้ชมนึกออกไหมครับว่า คุยกันตั้งแต่วันเสาร์แล้ว ทำไมวันพฤหัสบดีรัฐมนตรีบอกต้องลดค่าเงิน ลอยค่าเงิน เปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน แบงก์ชาติถอยไปอีก 8 คนนะครับรู้ในวันนั้น ในวันนั้นปรากฏว่า จากวันพุธที่เงินไหลออกประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท กลายเป็นว่า มีเงินไหลออกสุทธิเป็น 10,000 ล้านบาท ในวันเดียว เป็น 2 เท่าตัวของวันพุธ 8 คนแล้วนะครับรู้ วันพฤหัสบดีไม่มีใครทำอะไร วันศุกร์ ก็ยังไม่มีใครทำอะไร วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน 2540 ไม่มีใครทำอะไร ปรากฏว่าเงินไหลออกสุทธิเพิ่มหนักขึ้น กลายเป็น 30,000 ล้านบาท ไหลออกไป 35,000 ล้านบาท เทียบเป็น 3 เท่าตัวของวันพฤหัสบดี
สโรชา - ค่ะ, ในวันที่รัฐมนตรีมอบนโยบายนะคะ
ปานเทพ - เทียบเป็น 6 เท่าตัวของวันพุธ อะไรเกิดขึ้นครับ ข่าวรั่วหรือเปล่า หลายคนย่อมสงสัยได้นะครับ วันเสาร์ปรากฏว่า เป็นวันหยุดทำการ ตกลงกันว่า คุณเริงชัย มะระกานนท์ กับคุณไชยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ กับคุณทนง พิทยะ บอกว่าจะไปหา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในวันอาทิตย์ที่ 29
สโรชา - นายกรัฐมนตรี
ปานเทพ - 09.30 น.เจอกัน ก่อนเจอกันปรากฏว่ามีการคุยกัน ไปพบคุณโภคิน พลกุล ตามคำพิพากษาเลยนะครับ มีการถามว่า เอ๊ะ คุณโภคินจะอยู่ได้หรือ พล.อ.ชวลิต ตามคำพิพากษา ตามข้อมูลบอกว่า ไม่เป็นไรให้อยู่ได้ ปรากฏว่า ในวันนั้นมีการพูดคุยกันเรื่องค่าเงินบาท รู้ชัดๆ แล้วใช่ไหมครับว่า วันนั้นลดค่าเงินบาทแน่ ต้องรู้แล้วเพราะที่ประชุมมีนายกฯ อยู่ด้วย รัฐมนตรีคลังอยู่ด้วย กองทุนรักษาระดับแบงก์ชาติอยู่ด้วย ครบทีม แถมอีก 1 คนคือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องเลย อยู่ด้วย 1 คน ปรากฏว่า วันนั้นเป็นเหตุที่หลายคนคิดว่าจะประกาศลอยค่าเงินบาทเลย เปล่าครับ วันจันทร์วันทำการ วันที่ 30 มิถุนายน ปรากฏว่า คุณเริงชัย มะระกานนท์ ค่อยนำเอกสารไปให้ พล.อ.ชวลิต เซ็นลดค่าเงิน ในวันที่ 2 กรกฎาคม 30 มิถุนายน แบงก์ชาติอ้างว่า ที่ต้องเซ็นวันนั้นเพราะต้องรอให้ปิดงวดบัญชีครึ่งปี วันที่ 30 มิถุนายนก่อน ให้ผ่านวันนี้ไปก่อน ในทำนองเดียวกัน วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันหยุดทำการครึ่งปีของแบงก์ชาติ เขาหยุดทุกปีอยู่แล้วนะครับ
สโรชา - ใช่, เพราะฉะนั้นต้องเป็นวันที่ 2 กรกฎาคม
ปานเทพ - ไปวันที่ 2 กรกฎาคม เรื่องคอขาดบาดตายนะครับ รอวันหยุดทางราชการด้วย รอวันหยุดวันทำการ อ้างแบบนี้ด้วยนะครับ แต่ที่น่าแปลกครับ วันนั้นแบงก์ชาติไปทำสัญญาสวอปกับเอกชนรายหนึ่ง หรือกี่รายก็ไม่ทราบ วันเดียวนะครับ 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยรู้แก่ใจว่า อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องลดค่าเงินบาท การทำสัญญาสวอปเท่ากับยืมดอลลาร์เขามา 3,400 ล้านเหรียญสหรัฐ ยืมเขามา
สโรชา - ทั้งที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นจะกำไร จะต้องขาดทุนขนาดไหน
ปานเทพ - ใช่, ทันทีที่เอาเงินมาเสร็จแล้วใช้จ่ายออกไปเมื่อไหร่ ต้องรู้ว่าเงินที่ยืมเขามานั้นต้องจ่ายหาเงินบาทในมูลค่าที่แพงมากขึ้น ที่ต้องไปคืนหลังจากลอยค่าเงิน
สโรชา - แต่ก็ยังทำ
ปานเทพ - แต่ก็ยังทำในวันนั้น เป็นเหตุให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาอภิปรายสงสัยคุณโภคิน พลกุล เหตุการณ์นี้ต้องถือว่า เป็นเหตุการณ์น่าสนใจตรงที่ว่า เวลาจะหมดแล้วนะครับ
สโรชา - ค่ะ
ปานเทพ - คุณทักษิณให้สัมภาษณ์ ไม่ให้สัมภาษณ์นะครับ อภิปรายตอบโต้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ
สโรชา - ตอนนั้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ
ปานเทพ - เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ลุกขึ้นยืนเลยครับ ตาดูดาวเท้าติดดินหรือเปล่าไม่ทราบ แต่พูดในสภา วันที่ 25 กันยายน 2540 ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล บอกว่า วันที่ 1 กรกฎาคม มีคนโทรมาหาคุณทักษิณ คุณทักษิณนั่งอยู่กับนักหนังสือพิมพ์อาวุโส กับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ และบอกว่ามีการพบปะกันซีเรียสมาก ระหว่างพล.อ.ชวลิต คุณเริงชัย คุณทนง คุณไชยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ คนเหล่านี้มาพบกัน คุณทักษิณ บอกว่า ผมเดาได้เลยว่าต้องลดค่าเงินบาทแต่
สโรชา - เดา
ปานเทพ - เดา อ้างว่าอย่างนั้น แต่ปรากฏคำสัมภาษณ์ของคุณทักษิณ ในหนังสือมติชนสุดสัปดาห์ นิตยสารนะครับ มติชนสุดสัปดาห์ พาดหัวในวันที่ 1 กรกฏาคม 2540 ก่อนลอยค่าเงินบาท 1 วัน ท่านบอกว่าอย่างนี้ครับ อัศวินแห่งคลื่นลูกที่ 3 ทักษิณ ชินวัตร เปิดถ้วยไฮโลควบดาวเทียม ฟันธงลดค่าเงินบาท รู้ได้อย่างไรครับ รู้ไหมครับเป็นคำสัมภาษณ์จากวันไหน วันสัมภาษณ์ตรงกับวันที่ 24 มิถุนายน 2540 หลังจากสัมภาษณ์วันนั้น เงินบาทไหลออกอย่างมโหฬาร อย่างต่อเนื่องรวมกัน 50,000 ล้านบาท หลังจากที่คุณทักษิณให้สัมภาษณ์ในวันนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือว่า ผมไปดูต่อบัญชี ซึ่งวันนี้ลงตอนที่ 2 คืนนี้ดูในเว็บไซต์ได้
สโรชา - พรุ่งนี้เช้าดูในหนังสือพิมพ์รายวัน
ปานเทพ - ปรากฏว่าผมไปดูในบัญชีงบดุลของบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 วันปิดงบพอดี แล้วอีก 2 วันต่อมาจะเป็นวันลดค่าเงินบาท ผลปรากฏว่า มีการป้องกันความเสี่ยงจริงๆ
สโรชา - มีตามที่เขาลือกัน
ปานเทพ - ประการแรก บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมิวนิเคชั่นส์ และบริษัทย่อย ได้ทำสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า และแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย จำนวน 16 ฉบับ ปรากฏตามหมายเหตุประกอบงบ มูลค่าไม่มากครับ 6,700 ล้าน ประการที่ 2 บริษัทนั้นได้ทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากการชำระเงินกู้ภายใต้สัญญาเงินกู้อีก นับเป็นเงินบาทนะครับ 1,500 ล้านบาท ประการที่ 3 สต็อก สินค้านำเข้าโทรศัพท์มือถือ ยกตัวอย่าง พบว่ามีสินค้าคงเหลือจาก 800 กว่าล้านบาท ในไตรมาสแรกของปี 40 คือ ม.ค., ก.พ., มี.ค. 800 กว่าล้าน เพิ่มขึ้นเป็น 2,000 กว่าล้าน
สโรชา - จาก 800
ปานเทพ - ครับ, สต็อกเพิ่มขึ้น
สโรชา - ตุน
ปานเทพ - ตุนครับ ซื้อตอนนั้นยังราคาถูก เพราะเงินบาทยังแข็งอยู่ มากกว่าไตรมาสแรกถึง 2.5 เท่า เทียบกับปีต่อปีช่วงเวลาเดียวกัน ต่างกันถึง 2 เท่ากว่าเช่นเดียวกัน
สโรชา - ทำไมช่างเป็นนักธุรกิจที่เฉลียวฉลาดอะไรเช่นนี้
ปานเทพ - ทั้งหมดนี้เลยทำให้เราตั้งข้ดสังเกตว่าเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ เอาเป็นว่า เวลาหมดแล้วไปอ่านต่อในเว็บไซต์ผู้จัดการแล้วกัน
สโรชา - ค่อ, ไปอ่านตอนที่ 2 นะคะ สามารถเปิดไปที่ www.manager.co.th แล้วก็ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ในวันพรุ่งนี้ คงจะได้มาคุยกันต่อ สำหรับวันนี้หมดเวลาแล้วค่ะ สวัสดีค่ะ / สวัสดีครับ



