xs
xsm
sm
md
lg

แรกสัมผัส MG3 ลองเกียร์ลูกครึ่งแมนวล-ออโต้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

หลังนำไปอวดโฉมในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2014 ปลายปีที่แล้ว ด้วยสีสันแปลกตา รูปร่างแปลกใจ ในคราบเก๋งแฮทช์แบ็กระดับซับคอมแพกต์ จากวันนั้นถึงวันนี้ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พยายามสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องให้กับ MG3 ล่าสุดจัดการทดสอบเล็กๆให้กับผู้สื่อข่าวประมาณ 15 คน ที่สนามชั่วคราว(ลานจอดรถ)หลังซีคอนสแควร์

พ่องานใหญ่อย่าง “พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์” รองกรรมการผู้จัดการ เอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย หวังให้ผู้สื่อข่าวได้สัมผัสความโดดเด่นของ MG3 พร้อมปลุกกระแสก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ และยกเข้าไปขายกันเต็มๆในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2015



โดยรายละเอียดเชิงลึกของรถยนต์คันนี้ เอ็มจีไม่ยอมเปิดเผยอะไรมาก เหนืออื่นใดรถที่นำมาทดสอบยังเป็นระดับ “พรีโปรดักชัน” (ทดลองประกอบ) ไม่ใช่เวอร์ชันสุดท้ายขายจริง

การลองขับวันนี้(26 ก.พ.) ทีมงานเตรียมรถไว้ให้ลองสองโมเดลคือ ตัวแฮทช์แบ็ก 5 ประตูที่มาพร้อมสีทูโทน มองไปก็คล้ายๆ ซีตรองDS3 เหมือนกันนะครับ ขณะที่รุ่น“ครอสส์” (เอ็มจีจะใช้ภาษาอังกฤษว่า Xross) จะถูกตกแต่งให้ดูบึกบึน สไตล์รถอเนกประสงค์ยกสูง (แต่จริงๆไม่ได้ยกสูง เพียงใช้ล้อที่ขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มชุดแต่งและติดราวหลังคาเพิ่มเข้ามา)

รูปลักษณ์ภายนอกดูดีครับ สมส่วนลงตัว เส้นสายรายละเอียดดูทันสมัย และเมื่อโยกตัวเข้าไปนั่งภายในก็พบความโดดเด่นของพวงมาลัยหุ้มหนังตัดด้ายตะเข็บแดง หัวเกียร์ลูกโตพร้อมบอกชื่อรุ่น MG3 ชัดเจน ขณะเดียวกันยังมีช่องวางแก้วน้ำ และช่องเก็บของเพียบ ต่างจากรุ่นพี่MG6 ผู้เขียนชอบใจช่องเก็บของบริเวนคอนโซลหน้าที่อยู่ตรงกลางเหนือช่องแอร์เมื่อเปิดฝามาแล้วจะพบช่องเสียบ USB และ AUX น่าจะใช้กับโทรศัพท์หรืออุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอกอื่นๆได้สะดวก

ส่วนเบาะนั่งแบบผ้ารองรับสรีระแน่น แต่ปรับระดับด้วยมือโยกทั้งหมด ตำแหน่งนั่งปรับเตี้ยมากไม่ได้ ขณะที่พวงมาลัยปรับระยะได้เพียงสูง-ต่ำ ไม่สามารถดึงให้ใกล้-ไกล สุดท้ายเมื่อปรับตำแหน่งให้ถนัดถนี่แล้ว คนตัวใหญ่อย่างผู้เขียนนั่งขับแล้วไม่อึดอัดครับ
รุ่นXross
รุ่นXross

การทดสอบในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวจะได้ลองขับMG3กันคนละ 3-4 รอบ แต่ใครจะเบิ้ลซ้ำหรือเปลี่ยนโมเดลระหว่างรุ่นแฮทช์แบ็กกับครอสส์ก็ทำได้ เพียงแต่ต้องรอจังหวะเพื่อนคนอื่นๆ สำเร็จกิจของตนเองก่อน
เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตรที่ 4,500 รองต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ AMT ที่MG เรียกว่า Celematic

เรื่องของเกียร์นี่น่าสนใจครับ ในขณะที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นมุ่งไป CVT หรือพวกแบรนด์ฝรั่งก็ชอบดูอัลคลัทช์ (MG6 ก็ใช้) แต่สำหรับเก๋งเล็ก MG3 ยังคบหากับ AMT หรือ Auto-Manual Transmission เกียร์แบบนี้ผู้เขียนเคยสัมผัสมาบ้างทั้งกับโปรตอน เซฟวี และ เฟียต 500 ซึ่งระบบการทำงานของเกียร์ส่งผลโดยตรงกับบุคลิกของรถ และบอกตรงๆเลยว่าไม่ค่อยชอบเกียร์ AMT เพราะขับแล้วเวียนหัว ไม่นุ่มนวล

AMT หรือ Auto-Manual Transmission จริงๆมีโครงสร้างแบบเกียร์ธรรมดา มีคลัทช์ทำหน้าที่เชื่อมต่อและตัดการส่งกำลัง เพียงแต่เกียร์ชุดนี้จะเป็นคลัทช์ไฟฟ้า มีECU คอยควบคุมชุดไฮดรอลิกและโซลินอยด์ในการปล่อยหรือจับคลัทช์ หรือง่ายๆก็คือเราไม่ต้องใช้เท้าเหยียบคลัทช์เอง เพราะสมองกลจะจัดการให้ทุกอย่าง

…เรียกว่ามีโครงสร้างเกียร์ธรรมดา แต่ช่วยทำงานให้เราได้แบบอัตโนมัติ ผลก็คือสบายขึ้น แต่ลักษณะของการขับขี่ยังต้องพบอาการวืดวาดเหมือนกำลังเหยียบคลัทช์เปลี่ยนเกียร์อยู่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม AMT ที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์บล็อกนี้ ผู้เขียนลองขับแล้วพบว่า จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลกว่าเก๋งจากมาเลเซียและอิตาลี มาก แต่กระนั้นก็คงไม่เนียนเรียบเท่าCVT และพวกเกียร์อัตโนมัติ ทอร์กคอนเวอร์เตอร์

การเปลี่ยนเกียร์มีจังหวะหน่วงดึงอยู่นิดๆครับ เหยียบคันเร่งน้ำหนักปกติ การเปลี่ยนเกียร์จะทำให้แถวๆ 2,500 รอบ และถ้าเปลี่ยนเป็นโหมดสปอร์ต(ปรับได้ที่ปุ่มใกล้ๆคันเกียร์) จะเปลี่ยนแถวๆ 3,000 รอบ หรือลากรอบสูงไปกว่านั้นขึ้นอยู่กับน้ำหนักการกดคันเร่ง

นอกจากนี้ยังมีโหมด Winter เอาไว้ใช้ขับบนพื้นน้ำแข็ง!....เอ้ยไม่ใช่ โหมดนี้เอาไว้เผื่อการขับขี่บนสภาพถนนลื่นๆ ซึ่งการออกตัวจะเริ่มที่เกียร์2 ครับ(แน่นอนว่ารถอืด) จากนั้นจะช่วยเปลี่ยนเกียร์ให้นุ่มนวล พร้อมพยายามรักษาตำแหน่งเกียร์ให้อยู่ที่เกียร์สูงไว้ตลอด
ภายในรุ่นXross
ภายในรุ่นXross

การตอบสนองรวมๆของรถไม่มีปัญหาครับ ขับได้เพลินๆ เร่งขึ้นได้สบายๆ แต่บุคลิกของเกียร์ AMT อาจจะต้องใช้เวลาจับจังหวะกันสักระยะ หรือทำความคุ้นชินอีกสักหน่อย ทั้งเรื่องจังหวะถอดคันเร่ง (อาจจะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เนียนขึ้น) รวมถึงการเลือกเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง ที่เอ็มจีเซ็ทไว้ 5 สปีด

เรื่องของการควบคุมผ่านพวงมาลัยที่ผ่อนแรงด้วยปั๊มไฮดรอลิกส์ แม้จะไม่เฉียบคมนักแต่ให้การสั่งงานเป็นธรรมชาติ ขณะที่น้ำหนักพวงมาลัยยังหนักมือไปนิด (แต่เบากว่า MG6) ทั้งนี้การขับในรุ่นครอสส์ที่ใช้ล้อ 16 นิ้ว ประกบยาง 195/55 R16 การควบคุมรวมๆเหมือนจะแน่นและแม่นยำกว่ารุ่นแฮทช์แบ็กที่ใช้ล้อ 15 นิ้ว ประกบยาง 185/65 R15 อยู่นิดๆครับ (ใช้ยางmaxxis ทั้งคู่แต่คนละรุ่น)

งานนี้ลองขับกันพอหอมปากหอมคอ ในสนามแบบปิด ดูแล้ว MG3 น่าจะใช้ดีมีอนาคต จุดเด่นอยู่ที่รูปลักษณ์ โดยเฉพาะตัวถังสีทูโทน(สีหลังคาจะตัดกับสีตัวถัง) พร้อมไฟเดย์ไทม์หลอด LED ภายในตกแต่งแนวสปอร์ต พร้อมจัดวางฟังก์ชันต่างๆให้ใช้งานได้สะดวก ส่วนสมรรถนะการขับขี่ไม่ขี้เหร่ เกียร์ AMT ไม่ถึงกับเป็นจุดด้อย แต่ต้องขอลองยาวๆกว่านี้อีกนิด การทรงตัวออกแนวนุ่มเนียน ขับได้คล่องตัว มั่นใจ สุดท้ายต้องมาลุ้นว่าจะเปิดราคาเท่าไหร่


ภายในรุ่นXross




ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในวงการยานยนต์ได้ที่หน้าแฟนเพจ ASTVผู้จัดการ Motoring

กำลังโหลดความคิดเห็น...