เชียงใหม่ - "ลุงชวน" นำทีมพรรคประชาธิปัตย์ลงพื้นที่เชียงใหม่ ช่วย "ต๊ะ-นารากร" ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 และผู้สมัครเขตอื่นๆ ของพรรคหาเสียง ลุยเดินตลาดต้นลำไย พร้อมขึ้นรถแห่ตระเวนรอบเมือง และไหว้พระแก้วขาว วัดเชียงมั่น เผยเสียงตอบรับดี แม้ไร้ ส.ส.เชียงใหม่มานานกว่า 20 ปี
รายงานจากจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า วันนี้ (19 ม.ค. 69) ตั้งแต่ช่วงเช้า นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ช่วยหาเสียงเลือกตั้งให้กับนางสาวนารากร ติยายน ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 เชียงใหม่ หมายเลข 7 พร้อมทั้งผู้สมัคร ส.ส.เขตต่างๆ ของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเดินพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในย่านตลาดต้นลำไย ซึ่งเป็นย่านการค้าเก่าแก่ของเชียงใหม่และบ้านเกิดของนางสาวนารากร ทั้งนี้ นายชวน และนางสาวนารากร พร้อมคณะได้ร่วมกันนำเสนอนโยบายต่างๆ ของพรรค ทั้งการเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ, การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งการปราบปรามทุจริตและธุรกิจสีเทา เป็นต้น พร้อมกับพูดคุยทักทายประชาชนอย่างใกล้ชิดเรียบง่ายเป็นกันเอง ซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น
จากนั้นนายชวน พร้อมคณะได้ขึ้นรถแห่ออกตระเวนหาเสียงในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ จนไปสิ้นสุดที่วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และตามประวัติศาสตร์ระบุว่าเป็นวัดแห่งแรกที่ก่อตั้งขึ้นพร้อมกับเมืองเชียงใหม่เมื่อกว่า 730 ปีที่แล้ว โดยนายชวน พร้อมคณะได้เข้ากราบสักการะพระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว พระพุทธรูปเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และกราบสักการะพระเจดีย์ช้างล้อม พร้อมพบปะพูดคุยกับเครือข่ายภาคประชาชนเชียงใหม่ที่ร่วมกันผลักดันให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลกเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 69 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสารนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม อนุสรณ์สถานแหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของ “เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา” เพื่อขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก และได้มีการส่งเอกสารนำเสนอถึง UNESCO แล้ว
ทั้งนี้ นายชวนเปิดเผยว่า วันนี้มาช่วยผู้สมัครหาเสียงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี แม้ในปัจจุบันพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ได้ ส.ส. ในจังหวัดเชียงใหม่มาหลายปีแล้ว และจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่กล้าคาดหวัง แต่ในอดีตนั้นพรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส.อยู่หลายคนในจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เพิ่งจะมาว่างเว้นไปในช่วงประมาณ 20 ปีหลังมานี้ ที่ระบบการเมืองเปลี่ยนแปลงกลายเป็นธุรกิจการเมืองที่เงินเข้ามามีบทบาทอย่างมากจนทำให้เกิดปัญหากับ ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาด้วยคะแนนเสียงบริสุทธิ์ ซึ่งธุรกิจการเมืองที่เข้ามานี้ทำให้การเมืองมีต้นทุน และนักการเมืองมองเห็นการเมืองเป็นการลงทุนที่มีกำไรขาดทุน ทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนและบ้านเมืองตามมาคือเรื่องการทุจริตโกงกิน เพราะว่านักการเมืองต้องหาทุนเพื่อนำไปใช้ในการรณรงค์หาเสียง ซึ่งทุกคนต้องพยายามช่วยกันสกัดวงจรนี้ให้ได้


