ร้อยเอ็ด - ลูกชายโหด! เงื้อกำปั้นทุบร่างกายแม่ไม่ยั้งจนแน่นิ่งดับสลดภายในบ้าน เจ้าตัวมีประวัติเสพยาบ้า อ้างไม่ได้กินยาที่หมอสั่ง ทั้งปฏิเสธไม่ได้เสพยาบ้า เกิดอาการคลุ้มคลั่งทุบแม่โดยขาดสติ ด้านเพื่อนบ้านอ้างหูแว่ว ได้ยินเสียงคนตายร้อง 'ช่วยด้วย' ขณะเดินผ่านหน้าบ้าน
วันนี้ (13 ม.ค.) พ.ต.ท.ไชยา นามสิมมา รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สภ.สุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับแจ้งว่ามีเหตุลูกชายทำร้ายมารดาจนเสียชีวิต ที่บ้านเลขที่ 45 บ้านหนองจาน หมู่ที่ 7 ตำบลจำปาขัน อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด หลังได้รับแจ้งจึงรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.พงษ์ศักดิ์ เตยหล้าชีวาวาส ผกก.สภ.สุวรรณภูมิ และพันตำรวจโท อุดมศักดิ์ ศาลาจันทร์ สารวัตร (สอบสวน) และหน่วยกู้ภัยหลักฮุกสุวรรณภูมิ
ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว ด้านหน้าถูกปิดล็อกด้วยกุญแจ พบชาวบ้านจำนวนมากมุงดูอยู่ห่างๆ นอกรั้วบ้าน เมื่อมองไปข้างในพบนายชัยณรงค์ สังข์น้อย อายุ 33 ปี ผู้ก่อเหตุ ซึ่งเป็นลูกเจ้าของบ้าน ถือปืนนั่งอยู่ห่างจากศพแม่ประมาณ 5 เมตร ใกล้กันพบศพนางฉลวย สิงห์ดงเมือง อายุ 57 ปี ผู้เป็นแม่แท้ๆ อยู่ในมุ้งบนที่นอนใต้ร่มไม้ เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้นำหมู่บ้านใช้เวลาพูดคุยเกลี้ยกล่อมนายชัยณรงค์อยู่สักพัก นายชัยณรงค์จึงยอมให้เข้าไปในบ้าน เจ้าหน้าที่ใช้คีมตัดกุญแจบุกเข้าไปชาร์จตัวด้วยไม้ง่าม จากนั้นได้คุมตัวนายชัยณรงค์ไว้ ส่วนอาวุธปืนที่ถืออยู่นั้นพบว่าเป็นปืนพลาสติกของเด็กเล่น
จากการตรวจตามร่างกายของนางฉลวยผู้เสียชีวิต พบบาดแผลบวมช้ำบริเวณใบหน้าและมีเลือดไหลออกทางปากและจมูก รอยเลือดแห้งกรัง คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วหลายชั่วโมง สอบถามนายชัยณรงค์สังข์น้อย ลูกชาย ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุให้การวกวนไปมา แต่ยอมรับว่าตนเป็นคนลงมือทำร้ายมารดาด้วยกำปั้น ชกต่อยที่ใบหน้าหลายครั้ง ขณะมารดานอนหลับจนแน่นิ่ง จากนั้นก็นั่งเฝ้าศพอยู่ตลอดทั้งคืน
นายชัยณรงค์รับสารภาพว่าเป็นผู้ทำร้ายร่างกายแม่จนตายเพราะขาดสติและไม่ได้กินยาตามหมอสั่ง และไม่ได้เสพยาบ้า เกิดอาการคลุ้มคลั่ง และไม่ทราบว่าทำไปด้วยเหตุผลใด หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ให้ผู้ต้องหาชี้จุดเกิดเหตุประกอบแผนรับสารภาพ พร้อมกับให้ขอขมาต่อหน้าศพมารดา แล้วจึงนำตัวไปดำเนินคดีในข้อหาทำร้ายบุพการีจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย
แต่สยองยิ่งกว่านั้นเนื่องจากก่อนพบศพ ขณะที่นางวารี ลากเครือ อายุ 58 ปี เพื่อนบ้านเดินผ่านบ้านหลังเกิดเหตุในตอนเช้า ตอนนั้นนางวารีเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ปรากฏว่าหูแว่ว ได้ยินเสียงคล้ายคนร้องเสียงแผ่วๆ ว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย นางวารีเกิดเอะใจ จึงมองสอดส่องสายตาผ่านรั้วบ้านเข้าไป ก็พบนางฉลวยนอนหงายอยู่มีเลือดออกเต็มใบหน้า จึงเชื่อว่าคงเป็นวิญญาณของนางฉลวยที่อยากให้คนพบศพ ทำให้ตนได้ยินเสียงเหมือนหูแว่วว่าช่วยด้วย ช่วยด้วย


