บางประเทศยอมให้“การุณยฆาต” เพราะเคารพ“สิทธิ์” สุดท้ายของผู้ป่วย ถ้าอยากเลือก“เร่งความตาย” จบความทรมานจากอาการเจ็บป่วย แต่อีกหลายประเทศกลับไม่เห็นด้วย
และนี่คือ“ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ที่ทั่วโลกวิเคราะห์ไว้ ทั้งจากประเทศ“อนุญาตการุณยฆาต” และประเทศที่“ปฏิเสธ”แนวคิดนี้อย่างสุดโต่ง
** เทียบข้อแม้ ประเทศที่ “อนุญาตการุณยฆาต” **
“การุณยฆาต” แนวคิดนี้กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง เมื่อกลายเป็น 1 ในนโยบายหาเสียงที่ “พรรคประชาชน” หยิบขึ้นมาโปรโมต
ซึ่งหมายถึงการ “ศึกษา” ความเป็นไปได้ ในการทำแนวทาง “จบชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้าย” ด้วยการแพทย์ เพื่อให้ได้จากไปอย่างสงบ
ถ้าตัดเรื่องการเมืองออกไป เอาจริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงกันมานานมาก ทั้งในไทยและต่างประเทศว่า คนเราควรมีสิทธิ์เลือกให้ 1 ชีวิต สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน และจากไปอย่างสงบได้ไหม? ถ้าอาการเจ็บป่วยนั้นๆ ไร้ทางรักษาแล้ว
คำว่า “การุณยฆาต” หมายถึง การกระทำเพื่อยุติชีวิตของผู้ป่วย โดยมีเจตนาเพื่อลด หรือยุติความทุกข์ทรมาน จากโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยระยะสุดท้าย
โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ ด้วยกัน คือ 1.การุณยฆาตเชิงรุก (Active Euthanasia) หรือการทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตโดยตรง หรือเร่งการตายให้เกิดขึ้น เช่น การให้ยาในขนาดที่ทำให้เสียชีวิตได้
กับ 2.การุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia) คือการงด หรือยุติการรักษา ที่จะยื้อความตายของผู้ป่วยออกไป เช่น การไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ปั๊มหัวใจถ้าหยุดเต้น และรอให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ
และการการุณยฆาตแบบแรก หรือให้ยาจนผู้ป่วยจากไปนี่เอง ที่หลายคนจะนึกถึง เวลาหยิบเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อสนทนา และเป็นรูปแบบที่มีการโต้เถียงกันมากที่สุดว่า ควรอนุญาตให้ทำได้หรือเปล่า?
ส่วนการการุณยฆาตแบบที่ 2 แบบยุติการรักษา แล้วปล่อยให้จากไป จะเป็นที่ยอมรับกันมากกว่า
โดยตอนนี้มีหลายประเทศที่ “อนุญาตการุณยฆาต” แบบใดแบบนึง อย่างเนเธอร์แลนด์, เบลเยียม, แคนาดา, โคลอมเบีย, ลักเซมเบิร์ก, สเปน, โปรตุเกส, นิวซีแลนด์และบางรัฐของ ออสเตรเลีย
แน่นอนว่าแต่ละประเทศ ตัวหลักกฎหมายก็จะต่างกันไป อย่าง “เนเธอร์แลนด์” ที่แรกในโลกที่อนุญาตการการุณยฆาต โดยอนุญาตเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป
ทั้งยังกำหนดชัดเจนว่า ต้องเป็น “ผู้ป่วยระยะสุดท้าย” ที่ทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยเท่านั้น ที่สำคัญ ผู้ป่วยต้อง “มีสติสัมปชัญญะ” ในการขอร้องแพทย์ให้ทำการุณยฆาตด้วยตัวเอง
หรืออย่าง “เบลเยียม” ที่ระบุไว้เลยว่า การุณยฆาตต้อง “ทำโดยผู้ป่วยเอง” เท่านั้น และต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 คนขึ้นไป เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการยุติชีวิตของผู้ป่วย
และอีกประเทศอย่าง “ออสเตรเลีย” ที่ดอกจันตัวใหญ่ๆ ไว้เลยว่า คนที่จะขอให้มีการการุญยฆาตได้ ต้องเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย ที่คาดว่าจะ “เสียชีวิตภายใน 6 เดือน” เท่านั้น
** “ดี-เสีย” อยู่ที่ “มุมมอง” แต่ละประเทศ **
เป็นเพราะอะไร? ที่บางประเทศอนุญาต แต่กลับมีอีกหลายประเทศไม่อนุญาตให้มี “การุณยฆาต” เกิดขึ้น เพื่อไขข้อข้องใจ ทางทีมข่าวแพทย์จึงติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ให้ช่วยวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นนี้
เขาคือ “หมออิศ” (ศ.ดร.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่มองว่าประเด็นการุณยฆาต จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องของ “ข้อดี-ข้อเสีย” แต่เป็นเรื่องของ “สิทธิ์” มากกว่า ที่บางประเทศเคารพสิทธิ์ของผู้คนให้ “เลือกวิธีจากไปอย่างสงบ” ได้ ในวาระสุดท้ายของชีวิต
“ในประเทศที่บอกว่า ประชาชนควรจะสามารถทำได้ ก็เป็นการให้สิทธิ์ประชาชน ในการเลือกตัดสินใจเอง ว่าจะอยู่ หรือจะไม่อยู่ มันจะเป็นการสะท้อน เรื่องการใช้สิทธิ์มากกว่า”
“ผมไม่มองว่าเป็นข้อดี-ข้อเสีย มันแล้วแต่ว่าใครจะคิดเนอะ เอาเป็นว่า ผมมองว่าคนที่สนใจจริงๆ น่าจะเป็นคนที่มองว่า มันต้องมีเหตุ เหตุก็คือ ผู้คนทุกข์ทรมานอยู่ หรือคาดว่าฉันจะทรมาน เขาเลยสนใจเรื่องนี้”
แต่ถ้าให้พูดถึงข้อดี-ข้อเสียจริงๆ ก็มีข้อมูลจากเว็บไซต์ prospluscons.com ที่วิเคราะห์ประเด็นนี้เอาไว้เหมือนกัน โดยเน้นนำเสนอ “ข้อดี”ของการอนุญาตการุณยฆาตไว้ดังนี้
1.คือ “การบรรเทา”ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยระยะสุดท้าย
2.คือ “การรักษาศักดิ์ศรี”ในช่วงท้ายของชีวิตผู้ป่วย
3.คือ “การเคารพสิทธิ”การตัดสินใจครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย ที่ต้องการ “ลดภาระ”ของตัวเอง ทั้งภาระทางจิตใจ, ภาระด้านค่าใช้จ่ายของครอบครัว
รวมถึงภาระจากการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่ไม่ก่อประโยชน์ ในเคสที่มองแล้วว่า ไม่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้
ส่วนเหตุผลที่หลายๆ ประเทศ “ไม่ยอมรับ”การการุณยฆาตแบบเชิงรุก หรือให้ยาจนจากโลกนี้ไปนั้นหมออิศมองว่า น่าจะเพราะประเทศนั้นๆ มองว่า เข้าข่าย “ความผิด” 3 ข้อหลักๆ ดังนี้
1.“ผิดจรรยาบรรณแพทย์”เพราะวิชาชีพหมอ คือการช่วยชีวิต
“ไม่ถูกด้วยจรรยาบรรณแพทย์ แพทย์บอกว่า เราจะไม่ทำให้ใคร ตายเร็วกว่าธรรมชาติ”
2. “ผิดหลักศาสนา”เพราะแทบทุกศาสนามองว่า การฆ่าคน เป็นเรื่องที่ผิด แม้จะเป็นการคร่าชีวิตโดยแพทย์ ด้วยความยินยอมของผู้ป่วยเองก็ตาม
และ 3.“ผิดกฎหมาย”เพราะถึงจะบอกว่า นี่คือการการุณยฆาตแต่สุดท้ายแล้ว หลายฝ่ายก็ยังตีความว่า คือการฆ่าคนอยู่ดี ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย
{“นพ.อิศรางค์” ผู้เชี่ยวชาญการดูแลแบบประคับประคอง}
นอกจากนี้ คุณหมอรายเดิมยังพูดถึง “ความเสี่ยง” ที่การการุณฆาต จะถูก “นำไปใช้ในทางที่ผิด” ได้ ถ้ากฎหมายที่ประกาศใช้ เขียนเอาไว้ไม่รัดกุมเพียงพอ เช่น การขอการุณยฆาตเพื่อหนีปัญหาทางสังคม
หรืออาจมีคนที่ใช้ช่องโหว่ตรงนี้ ยืมมือหมอในการ “ฆ่าตัวตาย” ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้ประเทศที่ “อนุญาตการุณยฆาต” ต้องระบุเอาไว้ชัดเจนในข้อกำหนดว่า ใครสามารถขอการุณยฆาตได้บ้าง
เช่น ต้องมีคำวินิจฉัยจากแพทย์ออกมาชัดเจนว่า ผู้ป่วยรายนั้นจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน หรือมีแพทย์มารองรับว่า ไม่ได้มีภาวะซึมเศร้าเป็นแรงผลักอยู่เบื้องหลัง
“มันก็ต้องมีคนไปประเมินเขาก่อน เพื่อให้ชัวร์ว่า คุณไม่ได้มีเหตุเบื้องหลังให้รีบตาย”
ลองหันมาดูข้อมูลจากฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้บ้าง จากข้อมูลของ “Euthanasia Prevention Coalition” องค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำการุณยฆาต ได้สำรวจความคิดเห็นของชาวแคนาดา ที่มีต่อเรื่องนี้เอาไว้
และพบว่า มีผู้คนถึง 63% กังวลว่า ผู้สูงอายุอาจ “ถูกกดดัน” ให้ยอมรับการุณยฆาต เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษา และ 78% กลัวว่า บางคนอาจถูกทำการุณยฆาต โดย “ไม่ได้ยินยอม 100%”
** “ความสุข” อีกฝั่ง โดยไม่พึ่ง “การุณยฆาต” **
สุดท้ายแล้ว หมออิศไม่ขอตัดสินจากความเห็นส่วนตัวว่า ควรให้มี “การการุณยฆาต” หรือไม่ แต่ถ้าใครที่มองว่า “อยากให้มี” เพราะไม่ต้องการทุกข์ทรมานจากการเจ็บป่วย และการรักษาโรค คุณหมอก็อยากบอกว่า มันพอจะมี “ทางเลือกอื่น” อยู่
นั่นก็คือ “การแพทย์แบบประคับประคอง (Palliative Care)” หรือการดูแลผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรง หรือโรคเรื้อรัง โดยเน้น “ลด” ความทุกข์ทรมาน และ “เพิ่ม” คุณภาพชีวิต มากกว่ามุ่งเน้นไปที่การรักษาให้หายขาด
หลักการคือ “ไม่เร่งความตาย” เพื่อจบความทุกข์แบบการุณยฆาต แล้วก็ “ไม่ยื้อชีวิต” ดังนั้น การรักษาจึงไม่ได้เน้นให้หายขาด แต่เน้น “ลดทุกข์” ให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข จวบจนวาระสุดท้าย
ยกตัวอย่าง “มะเร็ง” ที่การรักษาโหดและทรมานมาก แถมยังไม่รับรองว่าจะหายขาด จึงผลักให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย มองว่ายังไงก็ต้องจบที่ความตาย แต่ก็ควรรู้ว่า ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีการุณยฆาต เพื่อหนีความทรมานของโรคและการรักษา
“คนส่วนใหญ่นะ ที่เรียกร้องหรือสนใจเรื่องการุณยฆาต ก็คือเป็นสมมติฐาน เขาเชื่อว่าก่อนตาย เขาต้องทรมานแน่เลย เขาก็บอก งั้นผมขอตายก่อน จะได้ไม่ต้องไปเจอกับความทรมานนั้น
ถ้าเขาร้องขอการุณยฆาต ด้วยเหตุผลนั้น พวกผมก็จะบอกว่า ถ้าอย่างงั้นไม่ต้องทำการุณยฆาต ผมทำให้คุณไม่ทรมานก่อนตายได้”
“ถ้าคนที่บอกว่า โห..เป็นมะเร็ง ฉันเลือกไม่รับการรักษา ทรมานหายไปครึ่งนึงเลย หรือเยอะกว่านั้น ส่วนมะเร็งจะทำให้คุณทรมานหรือเปล่า คำตอบคือไม่แน่
แต่ถึงจะทรมานจากมะเร็ง พวกเราก็สามารถบำบัดความทุกข์ที่คุณกลัวกัน ให้หายไปได้ง่ายๆ คุณจะตายจากมะเร็ง แต่ก่อนตาย ไม่ต้องเจ็บตัวสักวันนึง อย่างนี้โอเคไหม”
โดยการรักษาแบบนี้ สามารถทำได้เลยและถูกกฎหมายในไทย เพราะกฎหมายอนุญาตให้ผู้ป่วย “ปฏิเสธการรักษา” ที่เป็นเพียงแค่ “การยื้อชีวิต” ได้
แต่ถ้าคนป่วยมองว่า “ใช้ชีวิตมาพอแล้ว” และอยากหลุดพ้นจากความทรมานนี้ การขอให้ทำ “การุณยฆาต” ก็คงเป็นทางเลือกนึงที่เหมาะที่สุดต่อความรู้สึกเหล่านั้น
ดังนั้น สุดท้ายแล้ว การตัดสินใจจึงตกเป็นของผู้ป่วยว่าจะเลือกเส้นทางแบบไหน คือจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปอย่างมองเห็นความสุขต่อไปได้ หรือยุติทุกอย่างลงด้วยการพึ่งมือหมอ
ดูโพสต์นี้บน Instagram
@livestyle.official ...นี่คือ "ข้อดี" และ "ข้อด้อย" ที่ทั่วโลกวิเคราะห์ไว้ ทั้งจาก "ประเทศอนุญาตการุณยฆาต" และ "ประเทศที่ปฏิเสธ" แนวคิดนี้อย่างสุดโต่ง... . เจาะแนวคิด "การุณยฆาต" ที่กำลังพูดถึงในไทย เทียบบางประเทศที่ยอมให้ทำได้ เพราะเคารพสิทธิ์สุดท้ายของผู้ป่วย แต่อีกหลายประเทศกลับไม่เห็นด้วย มองว่าคือความผิด . #LIVEstyle #LIVEstyleofficial #ข่าวTikTok #TikTokCommunityTH #การุณยฆาต #โรคมะเร็ง #ซึมเศร้า #ผู้ป่วย #ผู้ป่วยติดเตียง ♬ เสียงต้นฉบับ - LIVE Style
สกู๊ป : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : hhcthailand.com
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **


