จากกรณีสะเทือนใจชาวโซเชียล เมื่อ Holly Taylor หญิงอังกฤษวัย 33 ปี ตัดสินใจยุติชีวิต Splodge สุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล วัย 5 ปี หลังมันเกิดคลุ้มคลั่งกัดใบหน้าเธอจนเป็นแผลฉกรรจ์ ล่าสุดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญร่วมถอดบทเรียน ชี้เป็นภาวะทางสมองที่รักษาไม่หาย และเป็นการตัดสินใจที่รับผิดชอบต่อสังคมสูงสุด
จากกรณี Holly Taylor หญิงชาวอังกฤษวัย 33 ปี ตัดสินใจทำการุณยฆาต Splodge สุนัขพันธุ์ค็อกเกอร์ สแปเนียล วัย 5 ปี ของเธอ หลังจากมันเกิดคลุ้มคลั่งกระโดดกัดใบหน้าเธอจนเป็นแผลฉกรรจ์ขณะดูโทรทัศน์ โดยเธอเลือกยุติชีวิตมันเพื่อแสดงความรับผิดชอบและป้องกันไม่ให้สุนัขไปทำร้ายใครได้อีกในอนาคต
ล่าสุดวันนี้ (2 ม.ค.) กลุ่ม “หมาเจ้าปัญหา เลี้ยงหมาเชิงบวก ไม่ทำร้ายร่างกายและจิตใจ” ซึ่งมีสมาชิกกว่า 2 หมื่นคน ได้ออกมาโพสต์ข้อความให้ความรู้เชิงลึกว่าการตัดสินใจของ Holly ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของพยาธิสภาพทางสมอง และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยทางกลุ่มได้ระบุข้อความว่า
“จากกระแสข่าวที่มีการแชร์กันเรื่องสุนัขที่ประเทศอังกฤษตัวนี้ถูกเจ้าของตัดสินใจการุณยฆาต
วันนี้แอดมินเลยอยากจะมาให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องกันครับ ว่าทำไมสุนัขตัวนี้ถึงถูกการุณยฆาตครับ
เจาะลึกเคส Holly & Splodge: เมื่อ "ความรัก" อย่างเดียวไม่พอ
แอดมินเขียนเพื่อให้ความรู้และเรียกสติ เราสามารถดึงประเด็นที่สื่อไม่ได้ลงลึกมานำเสนอได้ดังนี้ครับ:
1. ปรากฏการณ์ "Snapping" และการสูญเสียการควบคุม (Neurological vs Behavioral)
ในเคสนี้ Holly เล่าว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนตั้งตัวไม่ทัน และที่สำคัญคือ "สายตาของ Splodge เปลี่ยนไป" เหมือนไม่ใช่สุนัขตัวเดิม
- ความจริงที่สื่อไม่ลง: จากบันทึกทางการแพทย์ Splodge มีอาการที่เรียกว่า Sudden Behavior Change ซึ่งเกิดจาก:
- เนื้องอกในสมอง (Tumour): ที่ไปกดทับส่วนควบคุมอารมณ์ (Amygdala) ทำให้สุนัขเกิดภาวะคลุ้มคลั่งโดยไม่มีสิ่งเร้า
- เลือดออกในสมอง (Bleed on the brain): ส่งผลต่อการรับรู้และความเป็นตัวของตัวเอง
- Physiology Fact: เราจะรู้ดีว่าเมื่อระบบประสาทส่วนกลางเสียหาย สุนัขจะไม่ใช่ "สุนัขตัวเดิม" ที่เรารู้จักอีกต่อไป เขาควบคุมแรงกัดไม่ได้ และแยกแยะเจ้าของไม่ได้ด้วยซ้ำ
การที่สุนัขกัดระดับทำลายล้างใบหน้า (Bite Scale Level 5) ไม่ใช่เรื่องของ "นิสัยเสีย" หรือ "การขู่" แต่มันคือสภาวะที่สุนัขควบคุมตัวเองไม่ได้ 100% ซึ่งอันตรายเกินกว่าจะใช้แค่การฝึกปรับพฤติกรรมทั่วไป
2. การเลี้ยงเชิงบวก (Positive Training) ช่วยได้ไหม?
- ในกรณีที่มีความผิดปกติทางพยาธิสภาพ (Pathology) ในสมอง "การฝึกไม่ได้ช่วยอะไร" ครับ
เราไม่สามารถใช้ขนมหรือแรงเสริมบวกไปรักษาเนื้องอกในสมองได้
การพยายามฝึกสุนัขที่สมองเสียหายและมีความก้าวร้าวระดับ 5 (Bite Scale Level 5) คือการเอาชีวิตเจ้าของไปแขวนอยู่บนเส้นด้าย
3. การทำการุณยฆาต คือ "การแสดงความรับผิดชอบ" ไม่ใช่ "การลงโทษ"
สังคมมักจะรุมประณามเจ้าของที่การุณยฆาตสุนัขว่าใจร้าย หรือทำไมไม่ส่งให้คนอื่นเลี้ยง
- ความจริง: การส่งต่อสุนัขที่มีประวัติกัดรุนแรงระดับนี้ให้คนอื่น คือการ "ส่งต่ออันตราย" และเป็นการเห็นแก่ตัวที่ผลักภาระความเสี่ยงไปให้ผู้อื่น (Rehoming is not an option for Level 5 biters)
- เรียกสติ: การตัดสินใจทำ Behavioral Euthanasia คือภาระที่หนักที่สุดในชีวิตเจ้าของคนหนึ่ง เขาต้องสูญเสียทั้งอวัยวะ (ใบหน้า) และสูญเสียเพื่อนรักไปพร้อมกัน การทำแบบนี้คือการทำให้มั่นใจว่า Splodge จะไม่ต้องไปทำร้ายใครอีก และไม่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงในกรงขังไปตลอดชีวิต
4. ล้างบางทฤษฎีจ่าฝูงที่ชอบมาซ้ำเติม
มักจะมีคนมาคอมเมนต์ว่า "เพราะเจ้าของไม่เป็นจ่าฝูง สุนัขเลยกัด"
- ความจริง: ในเคสนี้คือความผิดปกติทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ ไม่เกี่ยวกับการยอมรับอำนาจ การใช้ความรุนแรงหรือพยายามเป็นจ่าฝูงกับสุนัขที่สภาวะจิตใจไม่นิ่ง มีแต่จะเร่งให้เกิดการโจมตีเร็วขึ้น
- เรียกสติ: เลิกโทษเจ้าของว่า "คุมไม่อยู่" แต่ให้มองว่าสุนัขคือ "สิ่งมีชีวิต" ที่เจ็บป่วยได้ทั้งกายและใจ และบางอาการเจ็บป่วยทางใจ... การรักษาที่ดีที่สุดคือการให้เขาไปพักผ่อน
5. "การุณยฆาต" คือความเมตตาสุดท้าย
ทำไมสัตวแพทย์และเจ้าของถึงตัดสินใจทำ Behavioral Euthanasia (BE)?
- Safety First: เพื่อความปลอดภัยของสังคมและคนในบ้าน เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่าเขาจะระเบิดอารมณ์ออกมาอีกเมื่อไหร่
- Animal Welfare: สุนัขที่มีอาการทางสมองแบบนี้ เขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสับสน หวาดกลัว และเจ็บปวด การปล่อยให้เขาไปสบายคือการยุติความทรมานที่เขาเองก็ไม่เข้าใจ
บทเรียนสำหรับ "เจ้าของ" ทุกคน
อย่ามองข้ามความผิดปกติเล็กน้อย: ถ้าสุนัขที่เคยใจดีจู่ๆ เปลี่ยนไป ให้รีบเช็กสุขภาพสมองและระบบประสาททันที
ความรับผิดชอบ: Holly พูดคำหนึ่งที่กินใจมากคือ "ฉันยอมเสี่ยงให้เกิดเรื่องแบบนี้กับคนอื่นไม่ได้" นี่คือจิตสำนึกของเจ้าของที่รับผิดชอบต่อสังคมอย่างสูงสุด
การรักสุนัข ไม่ใช่การเก็บเขาไว้ในวันที่เขาเสียสติและต้องอยู่แบบทุกข์ทรมานในกรงขัง แต่คือการกล้ายอมรับความจริง และทำหน้าที่ 'เจ้าของ' ส่งเขาไปพักผ่อนในวันที่โลกของเขาพังทลายลงแล้ว"
ทีมแอดมินกลุ่มหมาเจ้าปัญหา"


