xs
xsm
sm
md
lg

เปิดศึกสายเลือด “เสี่ยราดหน้า” ชนะคดีแต่ยังไม่ได้เงินเยียวยา “จะสู้ต่อไปเท่าที่สู้ไหว”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

เปิดใจ “เสี่ยราดหน้า” กับศึกสายเลือด เหตุถูกยึดบริษัท-เลิกจ้างไม่เป็นธรรม แม้ศาลตัดสินให้ชนะคดี แต่ยังไม่ได้รับเงินชดเชยจากพี่น้องสักบาท พลิกจากนักธุรกิจพันล้านมาขายราดหน้า ขายทรัพย์สินทั้งหมดมาสู้คดี “จะสู้ต่อไป สู้เท่าที่สู้ไหว”


เงินเยียวยา 300 ล้าน ที่ยังไม่ได้แม้แต่บาทเดียว?!

“เขาไม่ยอมจ่าย เขาพูดคำเดียวว่าไม่มีเงิน แต่จริงๆ พวกเขาออกรถใหม่ป้ายแดงให้ลูกหลาน ซื้อคอนโด ซื้อบ้านจัดสรรเต็มไปหมด เขามีอำนาจในมือ จะทำอะไรก็ได้ มีการเจรจาบนชั้นศาลแล้วว่า ทรัพย์สินเฉพาะของผมตามสิทธิที่มีจริงประมาณ 600 ล้านบาท แต่ผมเรียกร้องไป 300 ล้านบาท ศาลเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและตอบตกลงแล้วด้วย แต่ว่าอยู่ในกระบวนการว่าจะเอาอะไรมาจ่ายผม สุดท้ายบอกศาลว่าไม่มีเงิน”

“สมชาย ศรีสกุลภิญโญ” หรือ “เสี่ยราดหน้าพันล้าน” วัย 65 ปี เปิดใจแก่ทีมข่าว MGR Live ก่อนหน้านี้ เขากลายเป็นที่รู้จักของสังคมกับเรื่องราวชีวิตที่พลิกผัน จากนักธุรกิจผู้ก่อตั้ง “สตาร์มาร์ค แมนูแฟคเชอริ่ง” บริษัทเครื่องครัวไฟเบอร์ยักษ์ใหญ่ของไทยและเอเชีย แต่กลับถูกพี่น้องร่วมสายเลือดเข้ายึดครองบริษัท ตลอดจนถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เกิดการฟ้องร้องกันถึง 13 คดี ทำให้เขาและครอบครัวต้องออกมาตั้งหลักและขายราดหน้าเลี้ยงชีวิต


ล่าสุด ในส่วนของคดีความได้รับการเปิดเผยว่า ศาลตัดสินให้ครอบครัวของอดีตนักธุรกิจผู้นี้ชนะคดี และมีคำสั่งให้บริษัท สตาร์มาร์คฯ จ่ายค่าชดเชย ทว จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่ได้รับเงินค่าชดเชยแม้แต่บาทเดียว

“พอเขาได้อำนาจ ได้หุ้นผมไปเป็นเสียงข้างมาก เขาก็ไล่ลูกผมออก 2 คน ไล่ผม ไล่ภรรยา มันมีเหตุอะไรที่จะไล่ออก ทุกคนทำงานมีผลงาน ขนาดลูกผมเข้าไปทำงานในบริษัททั้งที่ผมมีอำนาจเป็นเจ้าของ เป็นกรรมการใหญ่ ผมไม่เคยไปก้าวก่าย ผมบอกให้จัดการตามระบบ คุณสามารถเป็นหัวหน้าลูกผม สั่งอะไรเขาได้


คดีทั้งหมดสิบกว่าคดี บางคดีก็อยู่ชั้นอุทธรณ์ บางคดีก็จบแล้ว บางคดีมันยังไม่ถึงการตัดสิน ที่พอพูดได้บ้าง เขาฟ้องผม ฟ้องครอบครัวผมทั้งหมด 7 คน มันโหดร้ายมาก ฟ้องอาญาข้อหาฝ่ายผมฟ้องเท็จ จริงๆ เรามีหลักฐานแล้วว่าเราไม่ได้เท็จ เป็นหลักฐานสำคัญที่เราเพิ่งเจอแต่บอกไม่ได้ เพราะมันยังไม่มีกระบวนการตัดสิน เดี๋ยวละเมิดศาล

เงินเยียวยา 300 ล้าน ก็เอาที่ดินที่ผมเคยให้ไปตีราคาไว้ 120 ล้านคืนผมมา ส่วนอีก 180 ล้าน เจรจากันว่าจ่ายเป็นเงินสด ส่วนที่เหลือ เขาก็อ้างว่าไม่มีเงิน ผมเลยบอกงั้นเอาที่ดินของผมส่วนหนึ่งที่อยู่ในนิคมคืนมา เขาก็ไม่ยอม เขาคิดว่าเขาถือไพ่เหนือกว่า เงินอยู่ในมือเขาไงครับ เขาทำได้ทุกอย่าง ผมก็ไม่สามารถจะขอคุ้มครองอะไรได้เลย เขาก็ใช้วิธีที่มีอำนาจอยู่ในมือ ที่เขาอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย”


แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป หลังจากเกิดเรื่องขึ้น สมชายต้องขายทรัพย์สินที่มีเพื่อมาใช้สู้คดี ซึ่งแต่ละคดีต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก

“เมื่อก่อนผมมีคอนโดหลายที่ มีที่กินหลายที่ ผมก็ขายมาสู้คดี มาใช้จ่าย ขายสมบัติกินทุกอย่าง มีทรัพย์สิน 2,500 ล้าน ทุกวันนี้ไม่มีอะไร เรามีแต่ภาระ มันเหลือก้อนสุดท้ายแล้วครับ คดีก็ยังสู้รบกันอยู่ ค่าทนายก็ยังมีอยู่ เขาก็ฟ้องผม 2 คดี คดีหนึ่งทนาย 2 คน ผมก็ต้องจ่ายค่าทนาย อย่างน้อยคดีหนึ่งก็หลายแสน 2 คดีก็เกินครึ่งล้าน ผมก็สู้ ขายอะไรได้ถ้าก่อนผมตายผมขายสู้หมดเลยครับ ก็จะสู้ต่อไป สู้เท่าที่สู้ไหว”

สำหรับความคืบหน้าในคดีฉ้อโกงที่เสี่ยราดหน้า และครอบครัวเฝ้ารอความยุติธรรม จะมีการตัดสินพิพากษาอุทธรณ์ ในวันที่ 20 ตุลาคมนี้
คั่วราดหน้าต่อชีวิต

“ผมเป็นคนชอบทำอาหาร ผมเริ่มทำเป็นจากราดหน้า แต่จริงๆ อาหารอย่างอื่นผมก็ทำได้ สมัยก่อนไม่มีเงิน เราซื้อกินไม่ได้ เราก็ได้กินของดีเฉพาะตรุษจีน สารทจีน นอกนั้นก็กินตามสภาพ พ่อมีลูก 8 คน ผมต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่สมัยเรียนจบมัธยม 1 ก็ไม่มีเงินเรียนต่อแล้ว ให้น้องๆ ได้เรียน

พอพ่อเสีย ผมก็ส่งน้องเรียนจบมหาวิทยาลัย 3 คน จบปริญญาโท 2 คน หลังจากเขาทำงานแล้วสักระยะหนึ่ง ผมก็เรียกเขามาช่วยงานแล้วก็ให้หุ้น ปี 46 พอปี 51 ให้เข้ามาเป็นกรรมการบริหาร ก็วางแผนมาตลอดว่าจะยึดบริษัทผมยังไง”

คำเปรียบเทียบที่ว่า “ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร” คงไม่เกินไปสำหรับชายผู้นี้ ใครจะคิดว่าวันหนึ่งนักธุรกิจพันล้าน ต้องถูกยึดอำนาจในบริษัท และมาสู้คดีโดยมีพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นคู่กรณี โชคยังดีที่มีพรสวรรค์ด้านการทำอาหาร จึงเลือกเส้นทางชีวิตใหม่ ลงครัวเปิดร้าน “ราดหน้าเอ็กจือ” ที่ประคับประคองกันมากว่า 1 ปีแล้ว

“เดิมทีผมใช้ชื่อพ่อ “ร้านหน้าเอ็กจือ” พอตอนหลังดังขึ้นมา คนก็ตั้งชื่อให้ว่า “ราดหน้าพันล้าน”เพิ่งครบรอบ 1 ปี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ขายเดือนละ 8 วัน เดือนหนึ่งอยู่ระหว่าง 60,000-80,000 บาท แต่พอรวมหมดแล้วมันไม่ได้กำไรนะครับ ผมจ่ายค่าลูกน้องเดือนละ 64,000 บาท ค่าเช่าอีกเดือนละ 8,000 บาท ก็ 72,000 บาทไปแล้ว ยังไม่รวมถึงเส้น ผัก หมูที่เอามาขาย


ขาดทุนตลอด แต่เราก็ต้องทำ เพราะผมไม่ได้สำรองชีวิตไว้ทำธุรกิจอื่น จะให้ผมไปหุ้นกับใครผมคงไม่เอาแล้ว แค่นี้ชีวิตผมเพียงพอแล้ว แล้วผมอายุ 60 กว่าแล้ว มันก็ไปเริ่มต้น ไปกู้เพื่อจะมาลงทุน มันก็คงไม่ใช่

ช่วงที่เขาล็อกดาวน์ ผมปิดร้านก่อนที่รัฐบาลประกาศประมาณ 2 อาทิตย์ เพราะมันมีความเสี่ยงต่อลูกค้าผม ส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคน แล้วก็เป็นชาวโซเชียลที่ตั้งใจมาหา การรับเงินผมคิดว่ามีโอกาสแพร่เชื้อโรค ผมตัดสินใจหยุดเลยดีกว่า เพิ่งจะมาเปิดสักเดือนหนึ่งนี่เอง ก็ยังขายได้ เขาเห็นใจเขาก็มาอุดหนุน บางคนก็ติดใจในรสชาติเขาก็มากัน

แล้วก็มีโครงการที่จะเปิดร้านอาหารจานเดียวที่พุทธมณฑลสาย 1 สร้างเสร็จแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เปิดเพราะเจอช่วงโควิด-19 เมื่อไหร่ที่ผมเปิดร้าน อาจจะเป็นรายรับจริง หวังผลตรงนั้นที่จะทำให้ชีวิตอยู่ต่อพอเป็นไปได้ ส่วนลูกชายคนโตเขาก็ไปขายข้าวแกงกับแฟนเขา ขายทุกวัน”

สำหรับร้าน “ราดหน้าพันล้าน” ตั้งอยู่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม โซน 5 ในเวลา 09.00-16.00 น. เฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และมีอีเวนต์ตามงานต่างๆ เพื่อหาช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้อบครัว

“การให้กำลังใจครอบครัว ก็ต้องใกล้ชิดกัน ลูกผมก็เครียด แต่พอใช้เวลามันก็ดีขึ้น ทุกวันนี้ภาษิตผมที่ใช้สอนลูก “อยู่อย่างคนรวย คุณไม่มีทางรวย อยู่แบบคนจน คุณไม่มีทางจน” ทุกวิกฤตมันมีโอกาส เพียงแต่เราต้องขยันค้นหา” เสี่ยราดหน้าพันล้าน กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวโดย : ทีมข่าว MGR Live
ขอบคุณภาพ : เฟซบุ๊ก “ราดหน้าเอ็กจือ ราดหน้าพันล้าน” และ “Louis Srisakulpinyo Lin”



** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **




กำลังโหลดความคิดเห็น...