xs
xsm
sm
md
lg

รู้จักแม่มะลิ “ซูซี่ สุษิรา” ลูกสาวอดีตอธิบดีกรมศิลปากร หน้าฝรั่งหัวใจไทย เตรียมแต่งอดีตทหารอเมริกา-ออกจากวงการถาวร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เปิดใจแม่มะลิ “ซูซี่ สุษิรา” หน้าฝรั่งแต่หัวใจไทย ลูกสาวอดีตอธิบดีกรมศิลปากร “สหวัฒน์ แน่นหนา” เผยพ่อสอนให้รักในหลวง เจ้าตัวย้อนความทรงจำในวัยเด็ก เคยตามคุณพ่อไปทำงาน ที่สุดในชีวิตคือการได้เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเทพฯ ถึง 2 ครั้ง ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย พร้อมแง้มเตรียมแต่งงานกับอดีตทหารอเมริกัน หลังจากนั้นจะออกจากวงการพาลูกไปอยู่ต่างประเทศถาวร

เล่นละครมาร่วม 10 ปี ชื่อของนางเอกลูกครึ่งไทย-อังกฤษ “ซูซี่ สุษิรา แน่นหนา” โด่งดังเป็นที่รู้จักในฐานะนางเอกช่อง 3 แต่แล้วจู่ๆ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เจ้าตัวก็ออกมาประกาศลาวงการไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่ในระหว่างนั้นได้กลับมาถ่ายละคร มีผลงานให้แฟนๆ ได้หายคิดถึงหลายเรื่อง กระทั่งล่าสุดซูซี่กลับมาดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้งกับการรับบทเป็น “แม่มะลิ” หรือ “ตอง กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” ในละครดังแห่งปี “บุพเพสันนิวาส” เรียกว่ากลับมาแจ้งเกิดแบบเต็มๆ อีกครั้งในรอบหลายปี

กว่าจะลงตัวได้มาเล่นบุพเพสันนิวาส ซูซี่เผยว่าต้องรอนานถึง 5 ปี เป็นเรื่องที่ยากที่สุดตั้งแต่เคยเล่นละครมา เป็นเรื่องแรกที่ได้เล่นเป็นตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริง ขนลุกเจออาถรรพ์ท้าวทองกีบม้า จนต้องขอพรกลับไปเป็นตัวเอง พร้อมเปิดใจถึงเรื่องราวส่วนตัว กับความทรงจำล้ำค่าที่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่ซูซี่ตามคุณพ่อ “สหวัฒน์ แน่นหนา” อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ไปทำงานที่ต่างจังหวัด เป็นความทรงจำวัยเด็กที่ปลูกฝังให้ซูซี่รักและภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย

รอนาน 5 ปีกว่าจะได้เล่นบุพเพสันนิวาส ทำการบ้านหนักมาก อ่านหนังสือทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับละคร
“ชีวิตในวงการซูซี่เริ่มถ่ายแบบ เป็นนางแบบโฆษณาตอนอายุ 13 ตอนนั้นมีงานเยอะมากค่ะ และเริ่มเล่นละครเล่นหนังตอนอายุ 19-20 ปี จริงๆ ตอนนั้นซูซี่ได้ทุนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย แต่ช่วงนั้นมีโอกาสได้เจอพี่หน่อง อรุโณชา และได้ไปแคสติ้ง พี่หน่องก็บอกว่าอยากให้มาเล่นละคร แล้วพี่หน่องก็ขอว่าให้ซูซี่เรียนอยู่เมืองไทยได้มั้ย เบรกไปเรียนต่างประเทศก่อนได้มั้ย (ยิ้ม) ซูซี่ก็เลยไม่ไปและเซ็นสัญญากับพี่หน่อง 3 ปี และเล่นละครมาเรื่อยๆ ค่ะ ตอนนี้ถึงไม่มีสัญญากันแล้วแต่ก็เป็นสัญญาใจ”

“กระทั่ง 6 ปีที่แล้วที่ซูซี่จากวงการไปเรียนกราฟิกดีไซน์ที่ออสเตรเลีย และไปอยู่ที่อเมริกาบ้าง ยุโรปบ้าง และเรียนออนไลน์เกี่ยวกับคอร์สโภชนาการ สุขภาพ ตอนนั้นก็ไปๆ มาๆ เมืองไทยเพราะต้องกลับมาช่วยภารกิจของคุณแม่ที่เชียงใหม่ คุณแม่มีบ้านไม้เป็นบ้านเก่า พื้นที่เยอะ ก็เลยช่วยคุณแม่ดูแลรีโนเวตบ้าน (renovate) ซูซี่เป็นคนออกแบบดีไซน์ ตกแต่งทุกอย่างหมดเลย เพราะซูซี่เป็นคนชอบงานศิลปะ ก็ใช้เวลานานเกือบปี พอบ้านเสร็จก็ภาคภูมิใจมาก และช่วยคุณแม่ทำบริษัทเกี่ยวกับผ้าไทย ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ส่งออกด้วย ขายในไทยด้วย ชื่อสตูดิโอแน่นหนา”

“ใน 6 ปีที่แล้วซูซี่ถ่ายละครด้วย 2 เรื่อง ก็มีเรื่องร้ายรักพยัคฆ์กังฟู และเรื่องเขี้ยวราชสีห์ ส่วนละครบุพเพสันนิวาสเราคุยกันมาจะ 5 ปีแล้วค่ะ แต่กว่าจะได้เริ่มบวงสรวงก็เกือบ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ค่ายบอร์ดคาซท์ฯ ติดต่อไปว่าให้มารับบท “ตอง กีมาร์” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” ก็ตอบตกลงเลยค่ะ ตอนนั้นยังไม่เห็นบทด้วยซ้ำ ตอนแรกซูซี่ก็ยังไม่รู้ว่าท่านเป็นใคร ก็เลยไปศึกษาข้อมูลจึงได้รู้ว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญมากในประวัติศาสตร์ไทย ก็เลยยิ่งสนใจ”

“เรื่องนี้ซูซี่ทำการบ้านเยอะที่สุดเท่าที่เคยเล่นละครมา ทั้งเรื่องราวสมัยพระนารายณ์, สมัยกรุงศรีอยุธยา, ประวัติการค้าขาย การเมืองในสมัยนั้น, ประวัติของท้าวทองกีบม้า รวมถึงศึกษาวัฒนธรรมญี่ปุ่นเพราะคุณแม่ของท้าวทองกีบม้าเป็นคนญี่ปุ่น, เรื่องราวของโปรตุเกส และเรื่องศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกว่าเขาทำกิริยามารยาทอย่างไร เพื่อให้เราเข้าใจจะได้ถ่ายทอดได้อย่างถูกต้อง ทั้งหมดซูซี่ไปศึกษาเพิ่มเติมเองค่ะไม่ได้มีใครบอก ซูซี่เป็นคนทุ่มเทกับงาน อยากให้งานออกมาดีที่สุดเพื่อทีมงาน เพื่อช่อง 3 เพื่อแฟนละคร และเพื่อตัวเองด้วยค่ะ จริงๆ ซูซี่เป็นคนจริงจังและมีระเบียบกับตัวเอง เป็นคนละเอียด มีแพลนในชีวิตทุกอย่าง (หัวเราะ) คุณแม่ปูพื้นฐานเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ”

“นอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของภาษาโบราณ และราชาศัพท์ที่พูดยากมากๆ แล้วฉากของแม่มะลิกับฟอลคอนจะต้องโต้แย้งกันเยอะมาก เพราะเราไม่เห็นด้วยที่เขาไปทรยศชาติบ้านเมือง มีซีนอารมณ์พร้อมกับการพูดคำราชาศัพท์ ซึ่งคำราชาศัพท์ที่ซูซี่ต้องพูดยาว 7 บรรทัดต่อหนึ่งไดอะล็อก (หัวเราะ) ขนาดชื่อคนยังพูดยากเลยค่ะ แล้วชื่อแต่ละคนจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามยศ ต้องจำบทและแสดงอารมณ์ในการแอ็กติ้งไปด้วย ยากมาก (ลากเสียง) มีเรื่องพะวงเยอะมาก ต้องท่องบทตลอดเวลา ต้องทำการบ้านเยอะมากก่อนเข้ากองถ่าย”

“เรื่องนี้ทุ่มเทสุดตัวเลยค่ะ (หัวเราะ) มันเป็นบทที่ท้าทาย และผลที่ออกมาคุ้มค่ากับการเหนื่อย ในประวัติที่ซูซี่ไปอ่านมาเขาไม่ได้ระบุว่าท่าน ตอง กีมาร์ เป็นอย่างไร ซูซี่ก็เลยต้องประดิษฐ์ขึ้นมาเองว่าท่านเป็นอย่างไร อย่างเช่นการแสดงอารมณ์ การวางตัว ซูซี่ก็เตรียมตัวมาว่าท่านต้องเป็นแบบนี้ๆ และปรึกษากับพี่ใหม่ ผู้กำกับฯ ว่าแบบนี้โอเคมั้ย ถ้าไม่โอเคพี่ใหม่ก็จะปรับให้ (คุณรอมแพงบอกว่าตอนเห็นซูซี่แต่งกายเป็น ตอง กีมาร์ เหมือนเดินออกมาจากบทประพันธ์เลย?) มีโอกาสได้พบท่านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านน่ารักมาก ท่านก็บอกว่าซูซี่เล่นได้ดีมากนะคะและสวยมาก ฟังแล้วรู้สึกปลื้มมากค่ะ ทำให้เรามีกำลังใจ ก็อยากจะขอบคุณท่านที่ชมนะคะ”

กดดันไม่เคยเล่นเป็นตัวละครที่มีตัวตนอยู่จริง ลั่นอยากให้ท้าวทองกีบม้าภูมิใจในการแสดงของตน พร้อมเผยเรื่องชวนขนลุก เจออาถรรพ์จนต้องขอออกจากตัวละคร
“ซูซี่ไม่เคยรับบทตัวละครที่มีตัวตนจริงๆ มันก็เลยมีกดดันนิดหนึ่ง เพราะซูซี่อยากให้ท่าน(ท้าวทองกีบม้า)ภาคภูมิใจในการแสดงของเรา ตอนบวงสรวงละครและตอนที่ซูซี่ได้ไปที่อยุธยาไปชมรูปปั้นของท้าวทองกีบม้า ซูซี่ก็ได้ไหว้ขอพรต่อท่าน ขอกำลังใจในการถ่ายทำเรื่องนี้และหวังว่าซูซี่จะทำให้ท่านภาคภูมิใจในการแสดงของเรา หวังว่าจะสื่อชีวิตและความเป็นมาของท่านได้อย่างดี และขอบคุณท่านสำหรับทุกๆ อย่างที่ท่านได้มอบให้กับประเทศชาติไทย ไม่ว่าจะเป็นขนมไทย และความจงรักภักดีที่ท่านมีต่อประเทศไทย (เคยเจอเหตุการณ์อาถรรพ์อะไรกับตัวมั้ย?) เวลากำลังถ่ายทำอยู่ในฉากซูซี่จะคิดถึงท่านแล้วจะอินมาก บางครั้งหยุดน้ำตาไม่ได้ ทำให้รู้สึกว่าท่านคงให้พรเรา ทำให้เล่นได้ ทุกครั้งที่ถ่ายทำเสร็จแล้วกลับบ้านซูซี่จะขอพรท่าน ขอกลับมาเป็นซูซี่หน่อยนะคะ ขอออกจากตัวท่านหน่อยนะคะ ไม่อย่างนั้นหนูจะเครียด จะนอนไม่หลับ (หัวเราะ) คือเราติดกลับมาที่บ้านด้วย”

“เรื่องนี้ยากหมดทุกฉากเลยค่ะ (หัวเราะ) ยิ่งเป็นฉากที่ต้องพูดยาวๆ 3-4 หน้า ฉากที่ต้องทะเลาะกับฟอลคอน ต้องโต้ตอบกัน ต้องดรามาสุดๆ ฉากพวกนี้ยากมาก เพราะมันกระทบกับความรู้สึกของซูซี่โดยตรงด้วย ต้องทำสมาธิเยอะ พอถ่ายทำเสร็จ ผู้กำกับสั่งคัทซูซี่ต้องปลดปล่อยอารมณ์ของตัวเองออกไป ไม่เอาความรู้สึกนี้กลับบ้านด้วย”

บุพเพสันนิวาสเปลี่ยนชีวิต อีเวนต์แน่นไปถึงเดือนพฤษภาคม แต่ไม่ยึดติดว่าจะต้องดังตลอดไป บอกถ้าไม่ทำงานในวงการก็วาดรูปอยู่บ้าน
“คาดไม่ถึงว่าบุพเพฯ จะดังขนาดนี้ แต่ทุกคนตั้งใจทำงานกันมากๆ ถามว่าชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง งานเข้าเยอะมากค่ะ (หัวเราะ) งานเข้ามาทุกอย่างเลย ทั้งอีเวนต์ โฆษณาสินค้า บ้านซูซี่อยู่เชียงใหม่ แล้วเราก็อยู่ที่โน่น ตอนนี้ต้องบินมากรุงเทพฯ บ่อยมากเพราะมาทำงาน มาทีก็อัดแน่นทั้งวัน นอนน้อยมาก คิวอีเวนต์ตอนนี้จองถึงเดือนพฤษภาคมแล้วค่ะ และมีละครเรื่องใหม่ติดต่อเข้ามาอีก 1 เรื่อง เป็นนางเอก แต่รายละเอียดยังบอกไม่ได้ค่ะ งานของซูซี่ตอนนี้จริงๆ ก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อน 6 ปีที่ออกจากวงการเท่าไหร่นัก เพียงแต่ตอนนี้คนจะจดจำมากขึ้นว่าเป็นแม่มะลิ (หัวเราะ)”

“เรื่องนี้ดังมาก แต่คงไม่กดดันตัวเองเรื่องต่อไปหรอกค่ะ ตอนนี้บุพเพฯ เรตติ้ง 20 กว่าแล้ว ซึ่งสูงมาก คงยากที่เรื่องอื่นๆ จะเทียบเท่าเรื่องนี้ ซูซี่ไม่เอามากดดันตัวเองค่ะ เรื่องนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ของตัวเอง แล้วอีกอย่างซูซี่ได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยเยอะมากค่ะ จริงๆ คนไม่ค่อยรู้ว่าซูซี่เป็นคนตลก บ้าๆ บอๆ (หัวเราะ) ไม่ยึดติดกับชื่อเสียง ช่วงก่อนจะออกจากวงการเมื่อ 6 ปีก่อน ตอนนั้นมีงานเยอะเหมือนกัน ก็มีคนทักท้วงว่าไม่เสียดายเหรอ ทำไมทิ้งไปเลย ซูซี่ก็บอกว่าไม่เสียดาย เพราะส่วนตัวเป็นคนสบายๆ ชิลๆ ชอบอยู่กับธรรมชาติ อยู่แบบเพียงพอ ไม่วุ่นวาย จะไม่ยึดติดกับชื่อเสียงเงินทอง เพราะซูซี่ก็ทำงานอื่นได้ เป็นคนชอบทำงานศิลปะ วาดรูปอยู่ที่บ้าน”

ทำเอาสาวๆ อิจฉาทั้งพระนคร หลังซูซี่เป็นผู้หญิงที่พี่หมื่นโป๊ปปลื้มเอามากๆ แถมประกาศออกทีวีว่าสวยตรงสเปก แต่งานนี้ไม่มีเลิฟนอกจอจ้า เพราะซูซี่หมั้นแล้วกับแฟนหนุ่มลูกครึ่งอเมริกัน-ฟิลิปปินส์
“อย่างที่บอกว่าซูซี่เพิ่งรู้ว่าพี่โป๊ปปลื้ม (หัวเราะ) ในกองถ่ายก็ไม่รู้ค่ะ เวลาเขาเดินผ่านก็จะทักปกติ สวัสดีจ๊ะคนสวยแค่นั้นค่ะ เราก็นึกว่าเขาทำแบบนี้กับทุกคน นักแสดงผู้ชายคนอื่นก็เฟรนด์ลี่ ซูซี่ก็เลยไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร ก็มีแฟนคลับเข้าไปคอมเมนต์ในไอจีบ้างว่าอยากให้คู่นี้จิ้นกันจังเลย แต่ก็มีบางคนมาแนวแบบพี่หมื่นของฉัน (หัวเราะ) ก็ตลกดีค่ะ”

“แฟนก็ไม่หึงหรอกค่ะ จะหึงทำไมคะ นี่ไง (โชว์แหวนเพชรซึ่งเป็นแหวนหมั้น) ซูซี่ใส่ติดตัวตลอด (ยิ้ม) ส่วนตัวเป็นคนรักเดียวใจเดียวตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ ซูซี่ทุ่มเทให้เขาทุกอย่าง และแฟนก็ทุ่มเทให้ซูซี่ทุกอย่าง เราลงตัวกันมากเลย เราดูแลซึ่งกันและกัน สิ่งที่ซูซี่ไม่มีเขามี สิ่งที่เขาไม่มีเรามี พอมาบวกกันแล้วมันครบค่ะ คนนี้เป็นคนที่ใช่”

โคตรเท่ แฟนเป็นอดีตทหารอเมริกัน ยศสูง ตื้นตันใจฝ่ายชายยอมเสียสละชีวิตมาอยู่ที่เมืองไทย เรียนภาษาไทย เรียนมวยไทย
“เราคบกันมา 5-6 ปี และเพิ่งหมั้นกันปีที่แล้ว เจอกันเพราะเป็นเพื่อนของเพื่อนเป็นแม่สื่อ ตอนนี้เขาย้ายมาอยู่เมืองไทยได้เกือบ 1 ปีแล้วค่ะ ตอนแรกมีสองตัวเลือก คือซูซี่เลิกทำงานในวงการแล้วย้ายไปอยู่กับเขาที่อเมริกา หรือเขาลาออกจากงานแล้วมาอยู่ที่ไทย สุดท้ายพอชั่งน้ำหนักดูแล้วก็เลยเลือกแบบนี้เพราะคุณแม่ซูซี่ไม่อยากให้ไปอยู่ที่โน่น (หัวเราะ) เขาก็เสียสละเยอะเหมือนกัน อยู่ที่อเมริกาเขาเป็นทหารปฏิบัติการพิเศษ หรือ Special Operation ของ EOD เป็นฝ่ายกู้ระเบิด ยศสูงมาก เขาเก่งมากค่ะทำได้ทุกอย่าง (ยิ้ม) เขาเท่มาก ยิ่งตอนใส่ชุดเต็มยศนี่ โอ้โห…”

“เขาสอนซูซี่ให้ยิงปืนด้วย เขากำลังเรียนภาษาไทย ฝรั่งพูดภาษาไทยน่ารักมาก เขาเสนอตัวเองว่าจะไปเรียนภาษา ซูซี่ไม่ได้ขอร้องเลยค่ะ เขาคิดว่าถ้าพูดภาษาไทยได้จะได้อยู่ที่นี่ง่ายขึ้น สามารถสื่อสารกับคนไทยได้ เขาเรียนมวยไทยด้วยนะคะ นอกจากเท่แล้วเขายังเป็นคนตลกมาก อารมณ์ดีมากค่ะ เป็นคนที่มีแง่มุมในการมองโลกดี เวลาเรากลับบ้านเขาก็จะทำให้เราผ่อนคลาย ซูซี่รักมากค่ะ และตื้นตันใจมากที่เขาเสียสละหลายๆ อย่างเพื่อเรา ทั้งหน้าที่การงาน ทั้งเพื่อนฝูง เพื่อที่จะย้ายมาอยู่ที่นี่ งานของซูซี่กับแฟนต่างกันมาก ของเราต้องอยู่ในที่โจ่งแจ้งมาก แต่งานของแฟนต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด”

“หมั้นแล้วแต่ยังไม่มีแพลนแต่ง เรายังไม่ได้เร่งรีบอะไร แฟนเป็นคนสบายๆ ซูซี่ก็เป็นคนสบายๆ แฟนก็ถามนะว่าจะไปจดทะเบียนเลยมั้ย ไม่ต้องจัดงานดีมั้ย แต่ซูซี่ไม่เอาอ่ะ (หัวเราะ) ผู้หญิงก็อยากมีงานแต่งงาน ได้ใส่ชุดเจ้าสาว ตอนนี้รอแค่จังหวะและเวลาที่เหมาะสม ในอนาคตอันใกล้นี้เราจะมีโปรเจกต์ทำวีดีโอบล็อกออนแอร์ในยูทูปด้วยกัน สอนเรื่องการออกกำลังกายเพราะแฟนเป็นเทรนเนอร์อยู่แล้ว ให้คนที่อยู่บ้านสามารถทำตามได้ ส่วนซูซี่กำลังจะมีงานศิลปะที่เป็นแบรนด์ของตัวเอง ทำร่วมกับบริษัทของคุณแม่ค่ะ แต่ยังบอกไม่ได้เพราะกลัวโดนก็อปปี้ค่ะ (หัวเราะ)”

ประกาศแต่งงานแล้วจะออกจากวงการบันเทิง ย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ไม่อยากให้ลูกเป็นดารา ไม่ต้องโด่งดัง
“ในระยะยาว 4-5 ปี พวกเราจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศเพราะอยากให้ลูกอยู่ต่างประเทศ ก็คงต้องทิ้งงานวงการอีกครั้งเพราะคงถึงเวลาแล้วล่ะ ซูซี่อยากมีลูกโดยที่ได้อยู่กันสงบๆ อยากมีชีวิตเล็กๆ แบบเพียงพอ อีกอย่างคือซูซี่ไม่อยากให้ลูกเราอยู่ในวงการ ต้องโดนจับจ้อง มันอันตรายนะ แต่ถ้าอยู่ต่างประเทศจะอิสระ และต่างประเทศเขามีโครงการดูแลเด็กที่ดี จริงๆ ซูซี่ก็อยากไปอยู่ต่างประเทศแบบถาวรมานานแล้วค่ะ แต่ก็ชอบเมืองไทยนะคะ ยังไงก็ไปๆ มาๆ ที่นี่อยู่แล้วเพราะที่นี่คือบ้าน”

“ที่ซูซี่ไม่อยากให้ลูกอยู่ในวงการเพราะด้วยประสบการณ์ของเราเอง มันกดดันนะ ยิ่งถ้าเป็นนางแบบมันสามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต สุขภาพใจได้เยอะมาก สุขภาพร่างกายด้วย ซูซี่เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว เรารู้เลยล่ะว่าเป็นยังไงบ้างก็เลยไม่อยากให้ลูกต้องเจอภาวะแบบนั้น ซูซี่อยากให้ลูกเรียนวิชาการมากกว่า จริงๆ ซูซี่ก็เรียนมาทางนั้นนะคะ ชอบคณิตศาสตร์ ชอบศิลปะ เรียนได้เกรดดีมาก เคยได้ทุนด้วยค่ะ (ยิ้ม) ก็เลยอยากให้ลูกเรียนแบบนั้นบ้าง และอยากให้ลูกได้ทำงานเหมือนคนธรรมดาทั่วไปค่ะ ไม่ต้องเป็นดารา ไม่ต้องโด่งดัง อยากให้เขาใช้ชีวิตแบบธรรมดา คุณค่าของชีวิตเราไม่ใช่แค่ภายนอก ไม่ใช่เกิดจากอีโก้ที่คนยกย่อง แต่ความสุขมันมาจากภายในจิตใจของเรา”

แม้ซูซี่จะอยู่ในวงการมานาน แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าเจ้าตัวเป็นลูกสาวของ “สหวัฒน์ แน่นหนา” อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งซูซี่ได้เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อเป็นคนซื้อหนังสือเกี่ยวกับท้าวทองกีบม้ามาให้อ่าน เพื่อทำการบ้านก่อนเข้าฉาก พร้อมเผยถึงความทรงจำในวัยเด็ก เคยเฝ้ารับเสด็จฯสมเด็จพระเทพฯ พ่อปลูกฝังให้รักในหลวง ร.๙ วันทราบข่าวการสวรรคตทำใจไม่ได้ เหมือนเส้นชีวิตตก ร้องไห้ใจจะขาด
“ตอนที่จะได้เล่นเรื่องบุพเพสันนิวาสซูซี่ก็ได้ถามคุณพ่อบ้าง และพ่อก็ซื้อหนังสือที่เกี่ยวกับท้าวทองกีบม้ามาให้อ่าน จริงๆ แล้วคุณพ่อกับคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่ซูซี่ยังเด็ก ซูซี่อยู่กับคุณแม่และคุณแม่เองก็มีครอบครัวใหม่ ทำให้ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยได้เจอกันเพราะคุณพ่องานยุ่งมาก เพิ่งมาเจอกันมากขึ้น คุยกันมากขึ้นในตอนโตนี่เองค่ะ”

“ความทรงจำกับคุณพ่อมีตอนเด็กๆ ซูซี่เคยตามคุณพ่อไปรับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพฯ 2 รอบ ตอนนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯ เป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท อำเภอบ้าผือ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2535 วันนั้นสมเด็จพระเทพฯทรงถามว่าหนูอายุเท่าไหร่ เราก็ยกมือขึ้นมา 5 นิ้ว คุณพ่อก็กระซิบบอกเราว่าไม่ใช่ๆ 4 ขวบ (หัวเราะ) เป็นความภาคภูมิใจมากเลยค่ะที่ได้รับเสด็จฯสมเด็จพระเทพฯ ซูซี่รักพระองค์มากค่ะ รักมากจริงๆ และรักในหลวง รัชกาลที่ ๙ มากค่ะ วันที่ในหลวงสวรรคตทำใจไม่ได้เลย ร้องไห้เยอะมาก แล้วก่อนหน้าที่ในหลวงจะสวรรคต 5 วัน พ่อเลี้ยงของซูซี่เพิ่งเสียชีวิต แล้วซูซี่อยู่กับพ่อเลี้ยงตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบจนกระทั่งโตจนถึงวันนี้ ความรู้สึกของซูซี่ตอนนั้นคือเราสูญเสียคุณพ่อไปพร้อมๆ กัน 2 คน ตอนนั้นเหมือนเส้นชีวิตตกจริงๆ ค่ะ ความเสียใจคูณสองเลย พูดถึงยังจะร้องไห้เลยค่ะ (ยิ้มซึมๆ)”

“คุณพ่อปลูกฝังมากค่ะ คุณพ่อจะส่งคลิปต่างๆ เกี่ยวกับในหลวง ร.๙ มาให้ดู และเล่าเรื่องของในหลวงให้ฟังเยอะมากค่ะ คุณพ่อได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จหลายครั้ง คุณพ่อก็จะเล่าว่าในหลวงทรงเป็นกันเองมาก ท่านน่ารัก ตลก และมีความรู้เยอะมาก เป็นที่เคารพของทุกคน ซูซี่เชื่อว่าประเทศไทยได้รับอะไรหลายอย่างมากๆ จากในหลวงของเรา ตอนที่อยู่เชียงใหม่ซูซี่ก็เป็นอาสาสมัครย้อมผ้าสีดำฟรีให้ประชาชนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตอนนั้นคิดว่าถ้าทำอะไรถวายได้ก็อยากทำให้ดีที่สุดค่ะ ซูซี่รักในหลวงมากค่ะ และภาคภูมิใจมากด้วยที่เป็นคนไทย (ยิ้ม)”

ไม่ได้สวยแค่หน้าตา แต่ความคิดยังสวยด้วย
ถึงจะมีเลือดไทยแค่ครึ่งเดียว แต่หัวใจเธอเป็นไทยเต็มตัว
…อ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าออเจ้าคงรักแม่มะลิ “ซูซี่” ขึ้นอึดตะปือนังเลยหนา

...
(ติดตามทุกข่าวสารในแวดวงบันเทิงทั้งหมดได้ที่ https://mgronline.com/entertainment)


ซูซี่(เด็กผู้หญิง) พร้อมด้วยคุณพ่อและคุณแม่ เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์ ภูพระบาท อำเภอบ้าผือ จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2535 ซึ่งภาพนี้เป็นภาพที่ซูซี่รักและหวงแหนมากที่สุด







คู่หมั้นสุดหล่อของซูซี่ อดีตทหารอเมริกา


กำลังโหลดความคิดเห็น...