xs
xsm
sm
md
lg

(ชมคลิป) “แกรมมี่” มั่นใจไม่ตายน้ำตื้น! ประกาศลั่นถือลิขสิทธิ์เพลง “ลาบานูน” ถูกต้องตามกฎหมาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


“แกรมมี่” ยกทีมมาเคลียร์! เชื่อ “มิวสิคบั๊กส์” ฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาทเกิดจากความเข้าใจผิด ชี้เจตนารมณ์บริษัทให้ความสำคัญกับลิขสิทธิ์เพลง ให้เกียรติและเคารพทรัพย์สินทางปัญญา ต้องตอบแทนผลประโยชน์ให้คนทำงานถูกต้องและยุติธรรม มั่นใจถือลิขสิทธิ์เพลงลาบานูนถูกต้องตามกฎหมาย ทำงาน 30 ปีผิดพลาดไม่ได้ ไม่ตายน้ำตื้นด้วยเรื่องนี้แน่นอน ด้าน “เมธี ลาบานูน” ยอมรับตกใจถูกฟ้อง


จากกรณีที่ “นายชนินทร์ วรากุลนุเคราะห์” กรรมการบริษัท เพาเวอร์ เทรเซอร์ จำกัด ค่ายเพลงมิวสิคบั๊กส์ ยื่นฟ้องบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และศิลปินกลุ่มลาบานูน กรณีละเมิดลิขสิทธิ์เพลงจาก 7 อัลบั้ม โดยเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท จนกลายเป็นกระแสฮือฮา

ล่าสุดช่วงบ่ายวันนี้แกรมมี่ส่งตัวแทนฝ่ายกฎหมายขึ้นสน.ทองหล่อฟ้องกลับผู้บริหารมิวสิคบั๊กส์ข้อหาหมิ่นประมาท สร้างความเสื่อมเสีย ต่อมาในช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้บริหารแกรมมี่นำทีมโดย เล็ก บุษบา ดาวเรืองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), กษม อดิศัยปัญญา กรรมการผู้จัดการบริษัทจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MPI), นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานมิวสิค โปรดักชั่นและโปรโมชั่นค่าย genie records, ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ผู้บริหาร Rock Opera House ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้บริหารค่ายเพลงมิวสิคบั๊กส์ พร้อมด้วยศิลปิน อ๊อฟ พูนศักดิ์ จตุระบุล โปรดิวเซอร์-มือกีตาร์บิ๊กแอส และ กบ ขจรเดช พรมรักษา นักแต่งเพลง-มือกลอง บิ๊กแอส ได้ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลงลาบานูน ผ่านรายการข่าวรอบวัน ทางช่อง one โดยย้ำแกรมมี่ให้ความสำคัญเรื่องลิขสิทธิ์เพลงมากที่สุด คงไม่มาตายน้ำตื้นด้วยเรื่องแบบนี้แน่นอน โดยเล็ก บุษบาชี้แจงว่า

“แกรมมี่ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์เพลงที่สุด เราให้เกียรติและเคารพทรัพย์สินทางปัญญา คุณไพบูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม) และพี่เต๋อ (เรวัติ พุทธินันท์) มีเจตนารมณ์ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท เราคุยกันตั้งแต่วันแรกว่าถ้าเราจะทำธุรกิจเพลง เราจะมีการตอบแทนผลประโยชน์ของทรัพย์สินทางปัญญาให้กับผู้ทำงานอย่างถูกต้องและยุติธรรม”

“บริษัทแกรมมี่พูดไปแล้วเป็นบริษัทแรกที่ต้องมานั่งแจกแจงกันว่าหนึ่งมาสเตอร์มีคนทำงานทำหน้าที่อะไรกันบ้าง พี่ๆ ในยุคก่อตั้งจะคิดเลยว่าค่าทำงานเท่าไหร่ และถ้ามีการไปเผยแพร่เช่นไร เราก็จะตามไปตอบแทนผู้สร้างสรรค์งานไปจนตลอดชั่วอายุของเขา ศิลปินมากมายที่ออกจากแกรมมี่ไปแล้ว แต่ฝ่ายที่จัดเก็บของเราก็จะต้องโทร.ไปตามให้มารับเงิน และถึงแม้เขาเสียชีวิตไปแล้ว สิทธิ์นี้ก็ตกเป็นของทายาท เพราะเป็นความภูมิใจของพวกเราทุกคนที่เราได้ตอบแทนผู้สร้างสรรค์งานเหล่านี้โดยครบถ้วนและเป็นสิ่งสำคัญที่ทางบริษัทจะส่งต่อนโยบายนี้ให้คนทำงานทุกรุ่นว่านี่คือเจตนารมณ์สำคัญของบริษัท”

เรื่องที่มีการถูกฟ้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นเรื่องเข้าใจผิด จนต้องมีการไปแจ้งความ ซึ่งก็ให้เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมายเป็นคนจัดการ ซึ่งสัญญาที่ทำ เป็นไปตามกติกาสากลที่ใช้กันทั่วโลก”

ฟาก “นิค วิเชียร” ประกาศลั่นคลุกคลีวงการมานาน 30 ปี ตรวจสอบเข้มข้น เรื่องนี้ผิดพลาดไม่ได้เพราะเกิดความเสียหาย และตนคงไม่มีปัญญาหาเงินจ่ายถึง 50 ล้านบาท
“เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับผมศิลปินที่ย้ายมาอยู่จีนี่ เรคคอร์ด ลาบานูนไม่ใช่วงแรก มีหลากหลายและเยอะมาก จุดหนึ่งที่มีการย้ายค่ายมาคือเพลงที่เขาได้สร้างสรรค์ไว้ก่อนหน้านี้ เราเป็นห่วงมากว่าเขาจะแสดงสดได้ไหม เพราะเราโปรโมตเพลงใหม่ เวลาเขาไปโชว์ ไปเล่นคอนเสิร์ต เขาจำเป็นที่ต้องเล่นเพลงที่เขาสร้างสรรค์ไว้แต่ก่อน”

“ซึ่งเมื่อเขามาอยู่ใต้การดูแลของเรา ผมจะถามกษมตลอดว่า การเก็บเงินจากการโชว์เพลงนั้น ได้ส่งให้กับทางผู้แต่งเดิมครบถ้วนหรือไม่ ถ้ากติกาเรียบร้อยผมถึงจะทำงานกัน ถ้ากติกาไม่เรียบร้อยผมไม่มีทางทำงานด้วย กับลาบานูนก็เช่นกัน เพราะทั้งหมดเพลงของลาบานูนไม่ได้อยู่ที่เรา เรียกว่าทั้งหมด 7 ชุดอยู่กับพี่เอก ธเนศ ตั้งแต่แรก ซึ่งเราจะโปรโมตเพลงใหม่ มีแค่หนึ่งเพลงก็ยังไม่พอ สองเพลงก็ยังไม่พอ สามเพลงยังไม่ไหว สี่เพลงก็ยังไม่คุ้ม เราก็ต้องนำเพลงใหม่มาโชว์ ซึ่งก็มีการถามกับทางฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ว่าระเบียบถูกต้องนะ ขอดูเอกสารสัญญาว่าสามารถไปโชว์ได้ไหม ผมทำงานมา 30 กว่า ปีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผิดพลาดไม่ได้ เพราะมันจะเกิดความเสียหาย และผมก็ไม่มีปัญญาที่จะหาเงิน 50 ล้านไปจ่ายเขา”

“ผมเองก็ไม่ใช่มือใหม่ การทำงานของเรามีระบบมีขั้นตอน มีทีมงานแต่ละเรื่องอย่างชัดเจน ฝ่ายกฎหมายของเราก็ผจญภัยกับเรื่องแบบนี้มานาน แล้วทาง MPI ก็เป็นฝ่ายจัดเก็บลิขสิทธิ์ ถ้าจะมาตายน้ำตื้นแบบนี้ก็คงไม่ใช่ ความจริงเราจะตรวจสอบก่อนที่จะรับใครเข้ามาอยู่แล้ว เพราะ ณ วันนี้ การแสดงคอนเสิร์ตเป็นอาชีพของศิลปิน เป็นรายได้หลักของศิลปิน ซึ่งหากเขาเอาเพลงไปใช้ไม่ได้ ในมุมของเราก็ทำอะไรไม่ได้ และถ้าไม่มีการตรวจสอบตั้งแต่แรก เราก็ทำงานด้วยกันไม่ได้

“เอก ธเนศ” อดีตผู้ก่อตั้งมิวสิคบั๊กส์ พี่ชาย “หนุ่ย ชนินทร์” ย้ำทุกอย่างเกิดจากความเข้าใจผิด ลั่นไม่ได้คุยกับน้องชายมานาน 10 ปีหลังวางมือจากตำแหน่งผู้บริหารมิวสิคบั๊กส์ ไม่รู้น้องชายอ่านเอกสารครบถ้วนหรือไม่
“ไม่รู้ครับว่าเรื่องเกิดขึ้นจากอะไร เพิ่งรู้เมื่อคืนนี้เอง และนี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาตรงนี้เลย เพราะเผอิญว่าวันนี้นัดกับบอยไว้ว่าจะมาคุยธุระกัน และพอดีกษมาโทร.มาบอกว่าพี่มาพอดีเลย เลยให้มาร่วมกันพูดคุยในวันนี้ เราก็เลยไม่รู้ว่าพูดอะไร เพราะเราก็รู้ที่กษมเป็นคนเล่าให้ฟังว่าคือเรื่องอะไร”

“คือรู้ว่าน้องชายของผมฟ้องแกรมมี่ แต่ก็ยังไม่ได้มีการโทร.ไปหาหรือว่าคุยอะไรเลย ก็เลยไม่รู้ว่าจะพูดอะไร และคนทำงานอย่างพวกเราที่ทำงานแบบนี้ ก็เน้นทางด้านการทำเพลงมากกว่า และพอการมาเป็นผู้บริหาร เราก็เป็นไปแบบนั้นล่ะ อย่างเวลาเอกสารมาจะไปตรวจสอบอะไร พอเขามาคุยว่าอย่างนี้ข้อสัญญาเป็นยังไง เราก็โอเค เราก็ไม่ได้ติดใจอะไร

“เมื่อไหร่ที่เซ็นไปแล้วก็คือเซ็นไปเลย และถ้าวันนี้จะให้มาตอบอะไร ก็ตอบได้เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองว่าวันนั้นเซ็นจริง ยินยอม อนุญาตให้จริง และเรื่องรายละเอียดในเอกสารนั้นแกรมมี่ปฏิบัติจริงไหมอันนี้ไม่รู้ และการที่ชนินทร์ออกมาพูดอะไรยังไง เราไม่รู้เรื่อง รู้แค่นี้เอง วันนี้พูดได้แค่นี้จริงๆ แต่ถ้าเขาจะปฏิบัติจริงหรือไม่เราก็ไม่รู้ แต่เราก็ยึดเอาเอกสารที่เราเซ็นวันนั้น ก็ตามรายละเอียดนั้นนั่นแหละ”

“ต่อไปลาบานูนร้องเพลงเก่าได้ไหมอันนี้ผมไม่ทราบครับ สำหรับตัวผมไม่มีปัญหา แต่สำหรับตัวหนุ่ย ชนินทร์ยังไงไม่รู้ ผมไม่มีปัญหากับใคร ผมไม่ได้พูดคุยกับหนุ่ยในเรื่องของการบริหารมาตั้งแต่ 10 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่เรามีลูก เราวางมือมา 10 กว่าปีแล้ว ใครๆ ก็รู้ แต่พี่น้องก็คือพี่น้อง อย่างเมื่อวานได้คุยกับเมธีเอง ก็ยังบอกเขาว่าให้ใจเย็นๆ โอเคนะ ไม่มีอะไรนะ เราก็ชัดเจนในการทำงานของเรา เราไม่มีอะไรก็ไม่มีอะไร ส่วนอันไหนหรือว่าเรื่องไหนมันก็เป็นเรื่องของกฎหมาย ให้ผู้ใหญ่เขาเป็นคนจัดการไป เราก็บอกว่าเราก็ตกใจเหมือนกับเมธีตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เราก็บอกไปว่าก็ทำงานไปปกติ มันเป็นเรื่องของการเข้าใจผิด อย่างที่หลายคนเข้าใจ”

“เรื่องลิขสิทธิ์เพลงของมิวสิคบั๊กส์ตอนนี้เราไม่มีอำนาจแล้ว เรามาตั้งบริษัทใหม่ ถึงได้บอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเราไง เพราะเป็นการเซ็นตอนนั้นก็คือตอนนั้น เราบอกไปตั้งแต่ต้นแล้วไงว่าเราเซ็นนะ เซ็นจริง อนุญาตจริง แต่เขาจะทำตามที่สัญญาอนุญาตหรือเปล่าเราไม่รู้นะ แต่กระบวนการหรือว่าชนินทร์เป็นยังไงเราไม่รู้ และวันนั้นที่เราเซ็น หนุ่ยเองยังไม่ได้ขึ้นมาบริหารเลย เราบริหารคนเดียว และตอนนี้เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาอ่านหรือไม่อ่านในเอกสาร ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่รู้นะว่าการเปลี่ยนผู้บริหารจะมีผลต่อการเปลี่ยนสัญญาไหมเพราะมันคือข้อกฎหมาย กฎหมายเป็นยังไงมันคือยังงั้นแหละ”

“ถามว่าเราเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ได้ไหม เราก็ยังไม่รู้ แต่เราก็ทำดีที่สุด เพราะการที่เรามาวันนี้ เราจะอยู่ข้างแกรมมี่หรือเปล่า หรือพรุ่งนี้หนุ่ยแถลงข่าวและให้เราไป เราก็ไปนะ แต่ถ้าเราไปพรุ่งนี้ เราก็พูดได้เท่านี้เหมือนที่พูดวันนี้แหละ และหวังว่าการพูดวันนี้อาจจะเป็นตัวกลางก็ได้ แต่ถ้าเราไม่ได้มาวันนี้ก็ไม่อาจจะมีใครเป็นตัวเชื่อมก็ได้นะ พูดได้แค่นี้ก็คือนี้แหละ มันไม่ได้อะไร จริงๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างที่ว่า คนเราเข้าใจผิดกันก็เป็นเรื่องปกติ คุยกันตรงไปมา เราพี่น้องกันอยู่วงการเดียวกัน สักพักคุยกันรู้เรื่องเข้าใจกัน และกลับมาร่วมงานกัน สุดท้ายวงการมันก็มีเท่านี้ ลองดูซิ ใครจะหาเงินมากมายขนาดนั้นมาจากไหน”

“อ๊อฟ - กบ บิ๊กแอส” บอกก่อนจากมิวสิคบั๊กส์ซบจีนี่ต้องทำการบ้านให้ดี ชี้หากทำผิดกฎต้องควักเงินจ่ายข้อละล้าน โดยอ๊อฟเผยว่า “ความรู้สึกก็ทั้งตกใจและดีใจครับ ตกใจก็คือตกใจว่าจริงๆ เราไม่น่าจะต้องมานั่งแถลงข่าวกันเรื่องใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็ดีใจที่พี่ๆ ได้มานั่งคุยกัน ก็ได้เคลียร์ปัญหาให้ทุกคนได้รับทราบ ความอึมครึมต่างๆ เนี่ย คือต้องยอมรับว่าไม่ว่าบิ๊กแอส บอดี้สแลม หรือลาบานูนเราก็ย้ายค่ายมา เราก็เช็กกันตลอดเวลาว่าเพลงต่างๆ เราสามารถเล่นได้ใช่ไหม

“เราเช็กกับพี่กษมทุกครั้งที่จะมีคอนเสิร์ตใหญ่ หรือแม้กระทั่งตามผับบาร์ก็แล้วแต่ ก็คือเราไม่อยากเล่นดนตรีของเราแล้วมีตำรวจมาจับ(หัวเราะ) เล่นเพลงของเราเองแล้วมีตำรวจมาจับมันโหดร้าย แต่ว่าเรื่องความถูกต้อง ต้องยอมรับว่าทั้งผมและกบก็เป็นคนหนึ่งที่ได้รับประโยชน์จากการจัดเก็บลิขสิทธิ์ คือเราเป็นทั้งเบื้องหน้าด้วย เบื้องหลังด้วย เราก็รู้สึกว่าการเก็บลิขสิทธิ์เราก็ได้รับประโยชน์มากขึ้นทุกปีๆ ผมว่ามันเป็นช่วงกำลังเปลี่ยนผ่านครับ การจัดเก็บลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องถ้าสำหรับผมเอง ผมก็เจอมาตั้งแต่ยุคไม่มีลิขสิทธิ์จนมาถึงวันนี้ ผมว่ามันคงต้องผ่านอะไรไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าทุกคนจะเคลียร์เรื่องสิทธิ์เรื่องอะไร แม้กระทั่งเราเองเราก็ยังงงๆ นะ(หัวเราะ)”

ด้าน “กบ ขจรเดช" มือกลองวง Big Ass และในฐานะนักแต่งเพลง เปิดใจว่า “มองว่าเหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่ผมมา Genie ครั้งแรก ผมก็ถือสัญญามาจากมิวสิคบั๊กส์ คือกฎทุกข้อถ้าผิดปุ๊บก็ข้อละล้านบาท ผมจะเอาที่ไหนไปจ่ายล้านบาท ผมก็ต้องทำการบ้านให้ดีที่สุด ว่าจะมีสิทธิ์ผิดตรงไหนหรือไม่ พอจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแรกที่เราต้องก็คือเราผิดอะไรหรือเปล่า ถ้าเราผิดอะไร เราไม่สามารถจะย้ายไปที่ไหนได้เลย อันนี้คือสิ่งแรกที่เราต้องทำ เพราะว่าเพลงเก่าเราก็มี เราจำเป็นต้องเล่น เราต้องเช็กตัวเองก่อน และครั้งแรกก็ไปปรึกษากับพี่กษมว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ แล้วเหตุการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับบอดี้สแลมต่อมา แล้วก็เกิดขึ้นกับลาบานูนต่อ”

นอกจากนี้ “เมธี อรุณ” นักร้องนำวงลาบานูน ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ ยอมรับรู้ข่าวครั้งแรกตกใจ ไม่เคยลืมเกิดจากไหน ส่วนเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเป็นเรื่องของธุรกิจ ขอให้ว่ากันไปตามกติกา
“ผมทราบเรื่องตอน 6 โมงเย็นเมื่อวาน ตอนที่ทราบผมตกใจและไม่รู้จะพูดยังไง ความรู้สึกส่วนตัวผมไม่เคยย้ายค่ายเลย มิวสิคบั๊กส์คือคนที่สร้างผมมา ถ้าผมไม่มี มิวสิคบั๊กส์ ก็อาจจะไม่มีลาบานูนวันนี้ ผมคิดว่าอาจจะเกิดความเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง วันนี้ผมดีใจที่มีพี่เอกมาด้วย พี่เอกจะเป็นคนให้ความกระจ่างเรื่องราวทั้งหมด”

ถามว่ามองอย่างไรที่ผลงานซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของเรากลายเป็นประเด็นฟ้องร้อง เสียใจก็เสียใจ แต่เรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องของธุรกิจเพลง เรื่องเรียกเก็บผมไม่ได้ซีเรียสว่ากันไปตามกติกา แต่คนที่สร้างสรรค์ก็ต้องได้เหมือนกัน คนที่เขียนเพลงต้องได้ผลตอบแทน ต่อให้ค่ายแกรมมี่จะหักค่าลิขสิทธิ์ก็เป็นเรื่องปกติ เพื่อแบ่งให้กับคนสร้างสรรค์ผลงาน”

“ถามว่าเสียกำลังใจไหม มีบ้าง แต่ผมคิดว่าเดี๋ยวก็มีทางออก กับพี่หนุ่ย ชนินทร์ ผมรู้จักมาเกือบ 17 ปี ผมไม่ได้ท้อ ผมมีความสุขกับการเขียนเพลง ผมพยายามบอกกับวงว่าไม่ต้องคิดอะไรมาก หน้าที่ของวงคือเขียนเพลงและนำเสนอ เรื่องลิขสิทธิ์หรือผลตอบแทนให้ว่ากันไปตามสัญญา ถามว่าผมได้คุยกับพี่หนุ่ยไหม ผมไม่ได้โทร. แต่มีพี่เอกโทร.มาหาผม เขาบอกว่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของลาบานูน พี่เอกคือคนปลุกปั้นผม พอมีเรื่องราวเกิดขึ้นหนีไม่พ้นพี่เอก มันไม่ใช่พี่หนุ่ย




นายชนินทร์ วรากุลนุเคราะห์ กรรมการบริษัท เพาเวอร์ เทรเซอร์ จำกัด ค่ายเพลงมิวสิคบั๊กส์


ติดตามรับชมช่อง “Super บันเทิง” ได้ที่ Super บันเทิง live

ข่าวบันเทิง, ถูกต้อง, รวดเร็วฉับไว ทั้งไทย และเทศ http://www.superent.co.th

ติดตามความเคลื่อนไหวอินสตาแกรมดาราทั้งไทยและเทศตลอด 24 ชั่วโมงได้ที่ ซูเปอร์สตาแกรม
กำลังโหลดความคิดเห็น...