xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 5 : พระเจ้าตาก มาแล้ว !

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บทประพันธ์ : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์ : เอกลิขิต


บรรยากาศของศรีสำราญยามเย็น มีข้าหลวงเดินเข้าเดินออก บางคนก็ยืนรอเพื่อน เจอเพื่อนคนอื่นก็พูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
หน้าศรีสำราญ จะมีข้าหลวงคนหนึ่งตั้งโต๊ะขาย “ไม้แก้งกัน” ซึ่งไม้แก้งกันคือไม้ที่เอาไว้เช็ดก้นทำความสะอาด (“แก้ง” แปลว่า สะอาดหมดจด) มีลักษณะเป็นไม้ซีกเล็กๆ เหลาจนไม่มีเสี้ยน ถูกมัดอยู่รวมกันมัดละห้าอัน ข้าหลวงคนไหนถ่ายหนัก ก็ซื้อไม้แก้งกันมัดนึง เอาเข้าไปในศรีสำราญ เป็นการหารายได้ของเหล่าข้าหลวง ศรีสำราญ คือส้วมสมัยโบราณที่อยู่ในวัง ลักษณะจะเป็นเรือนแถว ปลูกคร่อมทางน้ำ เมื่อขับถ่ายออกมา ของเสียก็จะลงสู่น้ำ มีเฉพาะในวัง เพราะคนทั่วไปจะขับถ่ายในทุ่งหรือในแม่น้ำ
ลำคลอง ในครอบครัวคนรวย จะใช้กระโถนสำหรับขับถ่าย ไม่มีเรือนเฉพาะแบบศรีสำราญ

ขันทองเดินนำแมงเม่ามาถึงด้านหน้า
แมงเม่าร้อนรนปวดปัสสาวะมาก
"ที่นี่ที่ใดกันเจ้าคะ ฉันปวดจนจะทนไม่ไหวแล้วนะเจ้าคะ ออกหลวงจะพามาที่ใดอีก"
" ที่นี่เรียกว่า ศรีสำราญ"
แมงเม่าทวนคำ พึมพำ "ศรีสำราญ" แล้วมองสำรวจสถานที่อย่างอยากรู้อยากเห็น
"เอาไว้ให้คนที่อยู่ในวัง ปลดทุกข์หนักเบา เจ้าเข้าไปก็รู้เอง อย่าสงสัยมากนักเลย"
แมงเม่าหัวเราะคิกๆ
"ศรีสำราญ สมกับเป็นชาววัง ขนาดที่ปลดทุกข์ ยังตั้งชื่อเสียน่าฟังอีก"
ขณะนั้นเอง พวกข้าหลวงเห็นขันทองมา ก็รีบเข้าไปหาด้วยความตื่นเต้น
ข้าหลวง 1ออกอาการตื่นเต้น
"คุณหลวงปันหยี มาที่นี่ได้อย่างไรกันเจ้าคะ หรือจะมาปลดทุกข์เหมือนพวกฉัน แหม คงเป็นที่เล่าขาน
ของศรีสำราญไปอีกนานเทียว"
พวกข้าหลวงหัวเราะชอบใจ
ขันทองดูอายๆ
แมงเม่าเองก็ยิ้มขำๆ แม้จะปวดมาก แต่ก็อดขำขันทองไม่ได้
ขันทองอายมาก ถึงแม้ข้าหลวงพวกนี้จะไม่ใจกล้าปากว่ามือถึงอย่างพวกโขลน แต่การต้องมาส้วมของผู้หญิง ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย
"เอ่อ มิได้ ฉันพาแม่แมงเม่า คนของกรมขุนวิมลภักดีท่านมาส่งเท่านั้นเอง รีบเข้าไปซี ไหนบอกว่าปวดอย่างไรเล่า"
แมงเม่ายิ้มขำๆ "เจ้าค่ะคุณหลวง"
แมงเม่ารีบเดินเข้าศรีสำราญไปทันที พร้อมกับแอบขำไปด้วย
ข้าหลวง 2 มองตามแมงเม่าไป ยิ้มแย้ม
" วุ๊ย แม่คนนี้ก็มีบุญนะเจ้าคะ คุณหลวงปันหยีถึงกับต้องมาคอยหน้าศรีสำราญด้วยตนเอง"
ข้าหลวง 1ยิ้มแย้ม
"ดีนะเจ้าคะ ที่คุณหลวงเป็นขันที หากเป็นชายแท้แต่ต้องมายืนอยู่หน้าศรีสำราญเช่นนี้ จะเอาหน้าไปไว้ที่ใด แทรกแผ่นดินหนี ยังน้อยเกินไปเลยนะเจ้าคะ"
พวกข้าหลวงหัวเราะกันคิกๆคักๆ เห็นว่าขันทองหล่อ ใจดี เลยแซวกันใหญ่
ขันทองพยายามปั้นยิ้ม แต่ใจจริง กระกระอ่วนสุดๆ เพราะเป็นชายแท้ และตอนนี้ก็อายมากจริงๆ เสียด้วย

เป้า เดินออกจากเรือนมารับขันทองที่พาแมงเม่ามาที่หน้าเรือนคุณท้าวโสภา
เป้าเป็นข้าหลวง อายุ16-17 รุ่นเดียวกับแมงเม่า หน้าตาสะสวย น่ารัก เป็นกำพร้า ได้คุณท้าวโสภาคอยเลี้ยงดูมาแต่เล็ก ความที่คุณท้าวโสภาเป็นคนดุมาก เป้าจึงถูกกดความซุกซน ขี้เล่น ใจกล้าแอบทโมนของเธอเอาไว้
เป้ายิ้มแย้ม ไหว้ขันทอง "ฉันไหว้เจ้าค่ะคุณหลวง"
ขันทองรับไหว้ สีหน้าดีขึ้นหลังจากออกจากศรีสำราญ
"นี่คือแม่แมงเม่า ที่ฉันใช้ให้คนมาบอกแม่เป้าก่อนหน้านี้" แล้วหันไปพูดกับแมงเม่า "แม่เป้า เป็นข้าหลวงแลมีหน้าที่รับใช้คุณท้าวโสภา หากมีกระไรขาดเหลือ ก็บอกแม่เป้าได้"
แมงเม่าไหว้เป้า "ฉันไหว้เจ้าค่ะ"
เป้าตกใจ รีบรับไหว้ "อุ๊ย ไม่ต้องไหว้ดอกจ้ะ เราน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกัน เรียกชื่อฉันเฉยๆก็ได้"
แมงเม่ายิ้มรับ รู้สึกถูกชะตากับเป้าขึ้นมา
เป้ายิ้มแย้ม
"ฉันจัดห้องหับไว้ให้แล้ว เชิญคุณหลวงกับแม่แมงเม่าบนเรือนก่อนสิเจ้าคะ"
เป้าเดินนำทั้งคู่ขึ้นเรือนไป

ครู่ต่อมา เป้าเปิดประตูห้องนอนออก เพื่อให้ขันทอง แมงเม่าตรวจดู ภายในห้องตกแต่งเรียบร้อย
มีทุกอย่างครบครัน
เป้ายิ้มแย้ม
"แม่แมงเม่านอนห้องนี้นะจ๊ะ ส่วนเรื่องสำรับกับข้าว ฉันจัดเตรียมไว้ให้แล้ว ประเดี๋ยวจะยกมาให้"
" ไม่ต้องดอกจ้ะแม่เป้า ฉันกิน
"ไม่ได้ กรมขุนท่านรับสั่งมา มิให้เจ้าอยู่ร่วมกับข้าหลวงคนอื่น เอ้า เข้าไปดูซี ว่าขาดเหลือกระไรบ้าง
ฉันจะได้จัดการให้"
" เจ้าค่ะ"
แมงเม่าเดินเข้าไปในห้อง โดยขันทองไม่ยอมเข้าไป รออยู่แค่หน้าห้องเท่านั้น
เป้ายิ้มแย้ม หันไปพูดกับขันทอง "ถ้ากระนั้น ฉันไปยกสำรับมาก่อนนะเจ้าคะ"
ขันทองพยักหน้ารับ "ขอบน้ำใจแม่นัก"
เป้าเดินเลี่ยงไป
แมงเม่าตรวจดูจนทั่ว ในห้องมีกระจก หวี แป้ง น้ำอบ เหยือกใส่น้ำ ฯลฯ ครบทุกอย่าง
" มีครบยิ่งกว่าที่เรือนของฉันอีกเจ้าค่ะ"
แมงเม่าแปลกใจ ที่เห็นขันทองยืนอยู่หน้าห้องไม่เข้ามา
"เหตุใดออกหลวงไม่เข้ามาในห้องเล่าเจ้าคะ"
" อยู่ด้วยกันในห้องมันไม่งาม เจ้าจะถูกนินทาว่าร้ายเอาได้"
แมงเม่านึกไม่ถึง "นินทาฉันกับออกหลวงน่ะหรือเจ้าคะ" แล้วหัวเราะชอบใจ "ฉันชักอยากเห็นเสียแล้วซี ว่าผู้ใดจะคิดอกุศลได้ถึงเพียงนี้"
ขันทองหน้าหงิกกว่าเดิม
"ปากคอเจ้า นี่มันเลาะร้ายเกินหญิงนัก ไม่รู้เวรกรรมกระไรของฉัน ถึงต้องมาเจอเจ้า" ขันทองจะเดินหนี
" ประเดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ"
ขันทองหันกลับมา "มีกระไรอีก"
"ถ้าคุณหลวงไม่มีธุระที่ใด อยู่คุยเป็นเพื่อนฉันจนกว่าคุณท้าวจะมาได้หรือไม่เจ้าคะ ฉันยังไม่สนิทสนมกับแม่เป้านัก จึงไม่รู้จะคุยเรื่องกระไร หรือถ้ากลัวฉันจะเสื่อมเสีย ฉันจะอยู่ในห้อง คุณหลวงอยู่นอกห้องก็ได้เจ้าค่ะ หรือถ้ากลัวยิ่งกว่านั้น จะปิดประตูห้องคุยก็ได้นะเจ้าคะ เสื้อผ้าคุณหลวงถูกอบจนหอมกรุ่นถึงเพียงนี้ ฉันสูดกลิ่นดู ก็รู้แล้วเจ้าค่ะ ว่าคุณหลวงยังอยู่คุยกับฉันหรือไม่"
ขันทองหน้าหงิก เมินหน้าไปทางอื่น "อยากคุยกระไรก็ว่ามา"
แมงเม่ายิ้มขำๆ มองขันทองหัวจรดเท้า
"ฉันสงสัยมานานแล้วเจ้าค่ะ ว่าผ้าที่ใช้พาดไหล่ของคุณหลวงคือกระไร ฉันเห็นขันทีคนอื่นก็มีผ้าแบบนี้เช่นกัน ใช้ทำกระไรหรือเจ้าคะ"
ขันทองหน้าขรึมลง "เรียกว่า สไบ"
"สไบ เหมือนที่ฉันใช้น่ะหรือเจ้าคะ" แมงเม่าขำๆ
"ชื่อเหมือนกัน แต่ใช้ไม่เหมือนกันดอก ขันทีทุกคน หลังจากถูกตอนแล้ว จะควบคุมการถ่ายเบาไม่ค่อยได้ จึงจำต้องมีสไบไว้เช็ดของที่ถ่ายออกมาไม่ให้สกปรก แลเสื้อผ้าที่เจ้าค่อนว่าอบจนหอมกรุ่น ก็เพื่อ
อำพรางกลิ่นเหม็นนี้เอง"
แมงเม่าหน้าเสีย รู้สึกว่าตัวเองถามสิ่งไม่ควร ทำร้ายจิตใจขันทอง จึงไหว้ขอโทษ
"ฉันขอประทานโทษเจ้าค่ะ เพราะความปากเบาแลล้นเกินไป จึงล่วงเกินคุณหลวงเข้า ฉันจะไม่ทำอีกแล้วเจ้าค่ะ"
ขันทองมองแมงเม่านิ่งอยู่ครู่นึง ก่อนจะยิ้มบางๆออกมา
"ใช่ เจ้าล้นเกินไป แต่ข้อดีของเจ้า คือทำผิดแล้วยอมรับผิด ฉะนั้น ฉันไม่ถือโทษโกรธดอก"
แมงเม่ายิ้มบางๆ ไหว้อีกที "เป็นพระคุณเจ้าค่ะ"
ขันทองยิ้มรับ แมงเม่าก็ยิ้มคืนให้

ทั้งคู่เริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อยๆ

บรรยากาศในโรงรับชำเรายามหัวค่ำดูคึกคัก มีผู้คนมากมาย

ม่วงเดินเข้ามาในโรงรับชำเรา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี เพราะจะมาหายี่สุ่น
ขณะนั้นเอง ออกญาหมิ่นก็เดินคุยกับยี่สุ่นผ่านมาพอดี
ม่วงยิ้มดีใจ ทักมาย "แม่สุ่น"
ยี่สุ่น และออกญาหมิ่นหันไปเห็นม่วงเข้าก็ตกใจ ไม่คิดว่าม่วงจะมาวันนี้
ม่วงรีบเดินเข้าไปหายี่สุ่นด้วยความคิดถึง
ยี่สุ่นหน้าเสีย
"พี่ม่วง วันนี้พี่ต้องไปส่งกระดาษที่หัวเมืองไม่ใช่รึ เหตุใดกลับมาเร็วนักเล่าจ๊ะ"
" ข้าให้พวกอ้ายติ่น อ้ายผลไปส่งแทนแล้ว ก็เลยมาหาแม่สุ่นได้อย่างไรเล่า" ม่วงจับมือสุ่น "ไปเถิด ข้าคิดถึงเอ็งนัก"
ยี่สุ่นอึกๆอักๆ หันไปมองออกญาหมิ่น
ออกญาหมิ่นหน้าเสีย ม่วงเป็นลูกค้าประจำไม่อยากผิดใจด้วย
" มีกระไรรึออกญาหมิ่น"
" พ่อม่วง คืนนี้ ฉันขอตัวนังสุ่นไว้สักคืนเถิดนะ มีคนจับจองมันไว้แล้ว ฉันคงให้ไปกับพ่อม่วงไม่ได้จริงๆ"
"ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ออกญาหมิ่นก็รู้ ว่า ฉันไม่ชอบให้แม่สุ่นรับแขกคนอื่นนอกจากฉัน ฉันถึงได้มา
แทบทุกคืน แล้วออกญายังจะเอาแม่สุ่นไปยกให้คนอื่นอีกรึ"
"ก็ฉันคิดว่าคืนนี้พ่อม่วงจะไม่มา ก็เลย..."
ขณะนั้นเอง พันหาญก็เดินเข้ามาหาออกญาหมิ่น
"ว่าอย่างไรเล่าพ่อ ผู้หญิงที่จะหาให้ฉัน ได้แล้วหรือไม่" พันหาญหันไปมองยี่สุ่น ก่อนบอก
"คนนี้รึ สะสวยไม่เลวนี่"
ม่วงโมโหหึง รีบเข้ามาขวางหน้าพันหาญไว้
"คนนี้ไม่ได้ แต่ถ้าพี่ชายจะเอาฉันก็ขอซื้อต่อ ให้ราคาสิบเท่าของที่พี่ชายจ่ายไป พอใจหรือไม่เล่า"
พันหาญมองหน้าม่วงด้วยความแปลกใจ ไม่คิดว่าจะมาเจอเรื่องแบบนี้ในโรงรับชำเรา

ผ่านเวลาไปสักครู่ ที่มุมหนึ่ง
ยี่สุ่นเดินถือถาดใส่ไหเหล้าเข้ามาให้ม่วง และพันหาญ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
" เหล้าได้แล้วจ้ะพี่ม่วง ส่วนกับแกล้ม ฉันจะไปเร่งให้นะจ๊ะ"
"ขอบน้ำใจเอ็งนัก" ม่วงบอก
ยี่สุ่นหันไปพูดกับพันหาญ
"ขอเชิญหัวพันดื่มกินให้สำราญนะเจ้าคะ หากอยากได้กระไร ก็เรียกใช้อิฉันได้เจ้าค่ะ"
พันหาญหัวเราะ
"ข้าจะกล้าใช้เอ็งได้อย่างไร ประเดี๋ยวพ่อม่วงก็เคืองเอาดอก"
ม่วง และยี่สุ่น ยิ้มอายๆ
" ถ้ากระนั้น ฉันขอตัวไปเร่งกับแกล้มก่อนนะเจ้าคะ"
ยี่สุ่นเดินเลี่ยงไป
ม่วงเกรงใจ
"พี่พันหาญจะไม่เอาค่าตัวแม่สุ่นคืนจริงๆรึ ฉันเกรงใจนัก ที่พี่ยกแม่สุ่นคืนให้ฉันเปล่าๆ"
"จะเกรงใจทำกระไร พ่อม่วงเลี้ยงเหล้ายาฉัน หมดไม่น้อยกว่าค่าตัวดอก ถือว่าเสมอกันเถิด แลฉันชอบนิสัยใจคอพ่อม่วงนัก แต่เกิดมาจนหัวสองสี ยังไม่เคยเห็นใครเอาเป็นเอา ตายแย่งหญิงโสเภณีเช่นพ่อม่วงมาก่อนเลย"
ม่วงหน้าเสีย
" ที่พูด ใช่ว่าฉันเหน็บแนม แต่ฉันชอบพ่อม่วงจริงๆ ชอบในความกล้าที่จะรักของพ่อม่วง แม้หญิงที่รักจะเป็นเช่นใดก็ตาม"

ม่วงยิ้ม อารมณ์ดี รินเหล้าให้พันหาญ
"พี่พันหาญ มาราชการที่อโยธยารึ"
"ฉันเป็นทหารอาสา ไม่มีข้อราชการดอก เพียงแต่มาทำกิจธุระเท่านั้น เสร็จแล้ว ก็เลยพาลูกน้องมากินเที่ยวเป็นรางวัล"
"มิน่าเล่า พี่พันหาญเลี้ยงใหญ่เช่นนี้ ออกญาหมิ่นถึงได้เกรงใจนัก"
พันหาญสีหน้าติดใจสงสัย
"เอ่อ เหตุใดถึงเรียกเจ้าของโรงรับชำเราว่า “ออกญา” เล่า ฉันเห็นเรียกกันหลายคนแล้ว พิกลนัก"
" ออกญาหมิ่น มีอำนาจในโรงรับชำเรานัก มิเพียงแต่ที่นี่ แต่ยังรวมถึงการค้าหญิงโสเภณีอีกด้วย เหมือนหนึ่งเป็นพระยาของโรงรับชำเราก็ไม่ปาน พวกเราจึงตั้งฉายาให้ว่า ออกญา เสียเลย"
พันหาญขำๆ หัวเราะชอบใจ
"พระยาโรงรับชำเรา มีอำนาจจริงอย่างที่ว่า ฉันชักกลัวเสียแล้วสิ"
ม่วงขำตามเล็กน้อย ก่อนเล่าด้วยสีหน้าขรึมลง
"แต่แท้ที่จริง ออกญาหมิ่นก็มิได้มีอำนาจเต็มดอกพี่ แต่ยังมีขุนน้ำขุนนางตัวจริงอยู่เบื้องหลังอีกที"
"ผู้ใดกัน อยากได้เบี้ยอัฐจากโรงรับชำเรา แต่ก็หน้าบาง ต้องให้คนอื่นออกหน้าแทน"
"เห็นเค้าลือกันว่า เป็นออกญาพลเทพ"
พันหาญชะงัก ยิ้มค้างไปทันที
"ฉันก็ไม่รู้จริงเท็จนะ แต่นอกจากรายได้จากโรงรับชำเราแล้ว ฟังว่าออกญาพลเทพยังใช้โรงรับชำเราหาข่าวอีกด้วย ไม่ว่าผู้ใดเข้ามาในอโยธยา ล้วนอยู่ในสายตาออกญาพลเทพทั้งสิ้น"
พันหาญ หน้าเครียดขึ้นมาทันที เท่ากับตอนนี้ ตนเดินเข้ามาติดกับดักซะเอง

กลางป่าตอนกลางคืน
ลูกน้องพระยาพลเทพพร้อมอาวุธครบมือ กำลังวิ่งเข้ามาหาพระยาพลเทพ โดยเข้าแถวกัน
อย่างเป็นระเบียบ แสดงถึงการฝึกมาอย่างดี
ในขณะที่พระยาพลเทพกำลังคุยกับหมิ่นอยู่ โดยมีขุนแผลงฤทธิ์อยู่ใกล้ๆ
"เอ็งแน่ใจนะอ้ายหมิ่น ว่าเป็นอ้ายหาญจริง"
"กระผมเฝ้าดูภาพวาดทุกภาพของคนที่ท่านเจ้าคุณสั่งให้จับตา ดูอยู่ทุกวัน รับรองว่าไม่ผิดตัวแน่ขอรับ"
"หลังจากอ้ายเสือขุนทองตาย อ้ายหาญก็ไปจากอโยธยา ฟังว่าไปเป็นทหารอาสาจนได้บรรดาศักดิ์เป็นหัวพัน แล้วจู่ๆมันกลับเข้ามาอโยธยาทำกระไร ท่านเจ้าคุณว่า มันจะเกี่ยวข้องกับอ้ายพวกที่ช่วยลูกสาวเศรษฐีมิ่งหรือไม่ขอรับ"
"ฉันไม่รู้ แลไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย แต่เมื่ออ้ายหาญ เป็นลูกน้องคนสุดท้ายของอ้ายเสือขุนทองที่เหลืออยู่ เราก็ไม่ควรจะวางใจมัน"
ขุนแผลงฤทธิ์บอก
"แต่มันอาจจะไม่มีกระไรก็ได้นะขอรับ เพราะอ้ายหาญเอง ก็หารู้ไม่ว่า ท่านเจ้าคุณเป็นคนส่งอ้ายเสือขุนทองลูกพี่มันไปตาย"
"ฉันต้องการกำจัดพรรคพวกของอ้ายเสือขุนทองทุกคน ท่านขุนเข้าใจที่ฉันพูดหรือไม่"
ขุนแผลงฤทธิ์หน้าขรึมลง
"ขอรับ กระผมจะจัดการให้เรียบร้อย ท่านเจ้าคุณ โปรดวางใจ"
ขุนแผลงฤทธิ์เดินนำพวกลูกน้องเลี่ยงไป เพื่อจัดการตามที่พระยาพลเทพต้องการ

พระยาพลเทพสีหน้านิ่งเหี้ยมแววตาอำมหิต ตั้งใจจะไม่ปล่อยให้หาญรอดชีวิตออกไปแน่

แมงเม่า เห็นภาพกลบทของเจ้าจอมเพ็ญด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข้างๆมีกระดานชนวนอยู่ใกล้ๆ แมงเม่าคิดอะไรได้ก็ขีดเขียนลงบนกระดานชนวน แต่เขียนแล้วก็ลบ ลบแล้วก็เขียนใหม่อยู่หลายรอบ บ่นพึมพำ

"มืดแปดด้านไปหมดแล้ว เอาอย่างไรดีล่ะนี่"
แมงเม่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทำยังไงก็ถอดกลบทไม่ได้ซักที

เป้ากำลังเอาขนมใส่โถ เพื่อจะอบควันเทียนอีกที
ขณะนั้นเอง แมงเม่าก็เดินออกมาจากห้องนอน
เป้าแปลกใจ
"แม่แมงเม่าต้องการกระไรหรือจ๊ะ"
"เปล่าดอกจ้ะ ฉันเพียงแต่แก้กลบทไม่ออก เลยจะออกไปเดินเล่นหย่อนใจสักหน่อย เผื่อจะคิดทางแก้ได้น่ะจ้ะ"
เป้าตกใจ "เดินเล่น มืดค่ำป่านฉะนี้น่ะรึ"
" ทำไมหรือแม่เป้า ห้ามออกไปเดินเล่นในวังรึ"
"เปล่าจ้ะ" เป้าอึกๆอักๆ ไม่รู้จะพูดยังไงดี "เอ่อ คือ ไม่มีกฎห้าม แต่ ก็ไม่มีใครเขาทำกันจ้ะ"
แมงเม่าหัวเราะคิกๆ "ก็ดี ถือว่าฉันทำเป็นคนแรกเลยก็แล้วกัน"
แมงเม่ารีบเดินเลี่ยงลงจากเรือนไป
" เอ่อ แต่ถ้า..."
เป้าเตือนไม่ทัน แมงเม่าเดินลิ่วออกจากเรือนไปแล้ว
เป้ามองตามด้วยความงงๆกับความคิดของแมงเม่า แต่ลึกๆก็รู้สึกว่าแมงเม่าเป็นคนกล้าคิดกล้าทำ
ไม่เหมือนใครดี เป้าชะเง้อมองตามแมงเม่าออกไปยิ้มๆ ชอบๆ

ขันทองจุดเทียนนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเรือน บริเวณชานเรือน มีเยื้อนนั่งเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ
เยื้อนเย็บผ้าอยู่ซักพัก ด้วยความที่แสงไม่พอ เลยเผลอแทงนิ้วตัวเองเข้า
"โอ๊ย"
ขันทองหันไปมองตาม "ถูกเข็มแทงรึ"
"เจ้าค่ะ บ่าวไม่ทันระวัง"
ขันทองลุกขึ้น แล้วเดินไปหยิบกล่องๆหนึ่งมา ก่อนจะเดินมาที่เยื้อน
ขันทองเดินมานั่งข้างๆเยื้อน แล้วเปิดกล่องออก ข้างในมีตลับใส่ยา 3-4 ตลับ
ขันทองหยิบตลับยาออกมาแล้วเปิดออก "ใส่ยาเสียหน่อยนะ"
" ไม่ต้องดอกเจ้าค่ะ เข็มแทงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น"
ขันทองจับมือเยื้อนมา แล้วเอาขี้ผึ้งยาในตลับทาแผลที่ปลายนิ้วให้เยื้อน
ขันทองทายาไปพูดไป ไม่ได้มองหน้าเยื้อน
"เล็กน้อย ก็ทายาเสีย ไม่เห็นจะเป็นกระไร ตอนเด็กๆ ฉันเคยเห็นคนถูกเข็มแทงเช่นนี้ล่ะ
ไม่ได้ใส่ใจกระไร ไม่นานแผลที่เข็มแทงก็บวม เป็นไข้เสียตั้งหลายวัน"
เยื้อนมองดูขันทองทายาให้ตน ด้วยสายตาปลาบปลื้ม ไม่มีใครดีกับตนแบบนี้มานานมากแล้ว
นับแต่ที่พ่อถูกประหาร
ขันทองทายาเสร็จ หันไปมองเยื้อน เยื้อนตกใจ รีบหลบสายตา
เยื้อนแกล้งหาเรื่องพูด
"เอ่อ คนที่เมืองโต้ระกี่หรือเจ้าคะ"
ขันทองหน้าเจื่อนไป เพราะตนก็ไม่เคยเห็นเมืองโต้ระกี่เหมือนกัน รีบอ้อมแอ้มตอบ
"อือ" แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง "เจ้าเก็บข้าวของให้เรียบร้อยแลไปนอนเสีย ได้เพลาที่ฉันต้องไปเดินตรวจตราแล้ว"
"เจ้าค่ะ"
ขันทองรีบลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไป
เยื้อนรำพึง มองตามขันทองไปด้วยความเสียดาย
"ไม่น่าเป็นขันทีเลยจริงๆ"

ขันทองกำลังเดินอยู่คนเดียวบริเวณทางเดินในวัง ขันทองมองไปรอบๆจนแน่ใจว่าไม่มีใคร
เลยจะเดินลัดไปอีกทาง
แต่ทันใดนั้น ก็มีคนจู่โจมมาจากทางด้านข้าง โดยใช้ดาบที่อยู่ในฝักฟันใส่ขันทอง
ขันทองเหลือบเห็นเข้า เลยเบี่ยงตัวหลบไปได้หวุดหวิด แต่คนๆนั้นก็ยังฟันใส่อีก ขันทองเลยใช้มือรับดาบทั้งฝักไว้
ขณะนั้นเอง ขันทองก็เห็นชัดๆว่าเป็นพระยากำแหงนั่นเองที่ฟันดาบทั้งฝักใส่ตน
ขันทองตกใจ "ออกญาวัง" แล้วแกล้งทำเป็นเจ็บมือที่รับดาบของพระยากำแหง "โอ๊ย"
ขณะนั้นเอง ทหารของพระยากำแหงก็เข้ามาล้อมขันทองไว้
พระยากำแหงเห็นหน้าขันทองชัดๆ
"คุณหลวงเองดอกรึ ฉันเห็นเงาตะคุ่มๆ ก็นึกว่าโจร แล้วมาทำกระไรมืดๆเล่า ฟืนไฟก็ไม่จุด"
"ดีฉันมาตรวจตราความเรียบร้อยเจ้าค่ะ แลที่ไม่จุดเทียน เพราะดีฉันเดินจนชำนาญ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงไฟ" และแกล้ง เจ็บปวด "แต่เพลานี้ ดีฉันปวดนิ้วนัก สงสัย จะถูกดาบของท่านออกญาฟาดจนหักเป็นแน่แล้ว"
พระยากำแหงหน้าเสีย
"ขอประทานโทษเถิด แต่แรก ฉันก็ไม่คิดจะลงมือหนักเช่นนี้ แต่พอคุณหลวงหลบดาบแรกของฉันได้ ฉันเข้าใจ ว่าเป็นผู้มีฝีมือดาบต่อมาเลยฟาดเสียสุดแรง"
ขันทองหน้านิ่งไป โชคดีที่ตนแกล้งทำเป็นเจ็บปวดทัน ไม่งั้นคงถูกจับได้ไปแล้ว จึงแกล้งร้องต่อ
"โอ๊ย มิน่าเล่า นิ้วดีฉันถึงได้ปวดเช่นนี้"
พระยากำแหงกำลังกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะทำยังไงดี ขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงเหมือนของตกน้ำ
ดังจ๋อมๆ
พระยากำแหงแปลกใจ "เสียงกระไร"
ทุกคนพากันเงียบเสียง เงี่ยหูฟังทันที
ทหาร 1แปลกใจบอก
"เสียงเหมือน ของหล่นลงน้ำเลยขอรับ"
"ดังมาจากทางอ่างแก้วนี่เจ้าคะ" ขันทองบอก
ทหาร 2 กลัวผีมากบอก
"หรือว่าผีคุณท้าวสาลิกา มาฆ่าตัวตายให้คนเห็นอีกแล้ว"
พวกทหารพากันหวาดกลัวขึ้นมาทันที เรื่องผีคุณท้าวสาลิกา เป็นเรื่องเฮี๊ยนที่เล่ามานาน
ขันทองหน้าบึ้งตึงทันที ไม่พอใจที่มีคนพูดถึงแม่แบบนี้
พระยากำแหงไม่พอใจลูกน้อง
"ที่นี่เป็นพระบรมมหาราชวัง ผีสางที่ไหนจะกล้าเข้ามา ข้าไม่เชื่อ ตามข้ามา"
พระยากำแหงเดินนำทุกคนไป พวกลูกน้องกลัว แต่ก็จำใจต้องตาม

ขันทองคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ตามไปอีกคน

พระยากำแหงเดินนำขันทองและพวกทหารมาถึงอ่างแก้ว พอมองออกไป ก็เห็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่ถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ในความมืดมิด เลยยิ่งดูวังเวง น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

พระยากำแหงมองไปรอบๆ
"ไม่เห็นมีกระไร ข้าบอกแล้ว ว่าไม่มีผีสางตนใดจะเข้ามา..."
พระยากำแหงพูดไม่ทันจบ ก็มีลมพัดแรงขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ทุกคนพากันตกใจ แต่แล้วยิ่งต้องตกใจหนักขึ้น เมื่อในเงามืดของอ่างแก้ว มีเงาสลัวๆของหญิงสาวห่มสไบ ผมยาวสยายเพราะแรงลมพัด เคลื่อนที่ช้าๆมาทางพวกตน ดูน่ากลัวสุดๆ
ทหาร 1กลัวผีสุดๆ "คุณท้าวสาลิกา"
พวกทหารกลัวสุดๆ มืดค่ำอย่างงี้ ผู้หญิงที่ไหนจะมาเดินแถวอ่างแก้ว ผีแน่ๆ พระยากำแหงเห็นลูกน้องตกใจ ก็ทำอะไรไม่ถูกไปด้วย
ขันทองตั้งสติได้ แย่งตะเกียงจากทหารมา แล้วส่องไปที่ “ผีผู้หญิง” ทันที
ขันทองนึกไม่ถึง "เจ้าแมงเม่า"
แมงเม่ายืนมองขันทองกับพระยากำแหงด้วยสายตางุนงง
" คุณหลวงน่ะเอง มืดค่ำแล้วเหตุใดไม่หลับไม่นอน มาเดินแถวนี้เล่าเจ้าคะ"
ขันทองหน้าหงิก อยากจับแมงเม่าตีก้นจริงๆ มันเป็นคำถามที่ตนควรถามไม่ใช่เหรอ

ต่อมา แมงเม่ากำลังนั่งคุยกับขันทอง พระยากำแหง อยู่ในทิมมหาดเล็ก
ทิม คือสถานที่พักในวัง สำหรับบรรดาข้าราชการสายงานต่างๆ ที่ต้องทำงานในวังได้พักผ่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปกลับบ้านกับวัง ลักษณะจะเป็นเรือน หรือเรือนแถว มีห้องหลายห้องสำหรับนอนหลับพักผ่อน ทิมมหาดเล็กคือเรือนที่พักของมหาดเล็ก เรือนที่ขันทองอยู่ เป็นส่วนหนึ่งของทิมขันทีเช่นกัน แต่ขันทองกับพวกมียศสูง เลยมีเรือนที่ปลูกแยกต่างหาก และมีคนรับใช้ แต่มหาดเล็กพวกนี้ อยู่รวมกันในเรือนเดียว

แมงเม่าบอก
"ฉันคิดทางแก้กลบทไม่ออกเลยออกมาเดินเล่นเจ้าค่ะ แลเห็นมีสระใหญ่อยู่ ก็เลยนั่งคิดต่อแลปาก้อนหินลงสระไปเล่นๆ มิได้มีเจตนาให้ผู้ใดหวาดกลัวเลยนะเจ้าคะ"
" ไม่เจตนา แต่ก็ไม่ควรทำ ที่นี่ไม่ใช่เรือนของเจ้า จะได้ออกมาเดินทอดน่องตามใจชอบ ดึกดื่นแล้วก็ควร..." ขันทองบอก
พระยากำแหงตัดบท
"ใจเย็นก่อนเถิดออกหลวง แม่หญิงผู้นี้มิรู้กฎระเบียบในวังอย่าไปดุว่าเลย"
แมงเม่าแอบยิ้มหยันขันทองเล็กน้อยที่มีคนถือหาง
กำแพงหันไปยิ้มแล้วพูดกับแมงเม่า
"แต่ต่อไปเจ้าก็อย่าทำเช่นนี้อีก หากไปเจอพวกทหารยามเข้า จะถูกลงโทษเอาได้"
"ไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ" แล้วหันไปมองขันทองด้วยใบหน้าหงิกงอ"โดนดุด่าราวกับไปฆ่าใครตาย ฉันเข็ดแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
ขันทองชักโมโห "ก็แล้วมันควรโดนดุหรือไม่เล่า"
" ไม่ควรเจ้าค่ะ ท่านเจ้าคุณยังพูดกับฉันดีๆเลย คุณหลวงก็ควรจะพูดกับฉันดีๆบ้าง ฉันทำไปเพราะไม่รู้นะเจ้าคะ จะโกรธเคืองกระไรหนักหนา พ่อปันหยีเอ๊ย"
ขันทองอึ้งไป นอกจากจะเถียงฉอดๆแล้ว ยังเอาสมญาตัวเองมาล้อต่อหน้าออกญาวังอีก
พระยากำแหงหลุดขำออกมา เพิ่งรู้ว่าขันทองถูกเรียกแบบนี้
แมงเม่าเห็นพระยากำแหงขำ ตัวเองก็แอบยิ้มขำๆขึ้นมาด้วยเหมือนกัน
ขันทองเห็นพระยากำแหงหัวเราะตน แมงเม่าก็ยังหัวเราะซ้ำอีก เลยนั่งหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา
พระยากำแหงพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่แล้วบอก
"ไม่มีกระไรแล้ว เจ้ากลับไปที่เรือนคุณท้าวโสภาเถิด" เจ้าคุณแววตาเป็นประกายเล็กน้อย "เอ่อ แลหาก
อยากเดินเล่นเช่นนี้ ก็บอกฉันได้ ฉันจะเดินเป็นเพื่อน จะได้ไม่วุ่นวายเช่นนี้อีก"
ขันทองเหล่มองท่าทีของพระยากำแหงเล็กน้อย
แมงเม่าไหว้ ยิ้มแย้ม
"เป็นพระคุณเจ้าค่ะ"
พระยากำแหงรับไหว้ แมงเม่าลุกขึ้นแล้วเดินเลี่ยงไป โดยมีขันทองตามไปอีกคน
พระยากำแหงมองตามแมงเม่าไป ด้วยรอยยิ้มและสายตากรุ้มกริ่ม แมงเม่าไม่เพียงแต่สวยน่ารัก
ยังมีชีวิตชีวา อย่างที่ตนไม่เคยเจอมาก่อนอีกด้วย

ขันทองเดินลิ่วนำมาที่หน้าเรือนขุนท้าว แมงเม่ารีบเร่งฝีเท้าตามหลังมา
แมงเม่าบ่นๆ
"เดินช้าๆหน่อยซีเจ้าคะ ฉันเดินไม่ทัน มืดก็มืด เกิดฉันหกล้มหัวร้างข้างแตกไป คุณหลวงจะ..."
ขันทองหันกลับมาทันที แมงเม่าที่เดินตามอยู่ เลยชนเข้ากับขันทองเต็มๆ
แมงเม่าตกใจเล็กน้อย
"อุ๊ย หยุดก็ไม่บอก"
ขันทองหน้าหงิก
"ฉันไม่เคยพบเคยเห็นหญิงใดเจื้อยแจ้วช่างจำนรรจาอย่างเจ้ามาก่อนเลย ฉันสงสัยนัก ว่าถ้าเจ้าเลิกพูด แลตามมาเงียบๆ จะอกแตกตายหรือกระไร"
แมงเม่าหัวเราะคิกๆ
ขันทองโมโห
"ฉันไม่ได้พูดให้เห็นเป็นขำ เจ้าจะหัวเราะทำกระไร"
แมงเม่ายิ้มแย้ม
"ก็หัวเราะที่คุณหลวงโกรธฉันน่ะสิเจ้าคะ ฉันก็ไม่เคยพบเห็นผู้ใดโกรธเคืองได้น่าเอ็นดูเท่าคุณหลวงมาก่อนเลยเจ้าค่ะ"
ขันทองโวยหนักขึ้น
"ยังจะย้อนอีกรึ ฉันโกรธ ก็เพราะสิ่งที่เจ้าทำน่ะล่ะ"
"แต่ฉันว่าคุณหลวง ไม่ได้โกรธฉันจริงดอกเจ้าค่ะ มิเช่นนั้น ก็คงปล่อยให้ฉันเดินกลับมาเอง ไม่ตามมาส่งฉันถึงเรือนคุณท้าวโสภาดอก"
ขันทองอึ้งไป แมงเม่าพูดถูก แต่จะยอมรับก็ไม่ได้ เลยทำหน้าหงิกไม่พูดอะไร
แมงเม่าหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งออกมาจากชายพก แล้วจับมือขันทองขึ้น ก่อนจะเอาดอกไม้วางใส่มือขันทอง
ขันทองอึ้งไป จู่ๆมีผู้หญิงจับมือตนแบบนี้ ก็ทำเอาใจเต้นโครมครามขึ้นมาเหมือนกัน
ขันทองพยายามระงับอารมณ์ "กระไรของเจ้า"
"คาดว่าจะเป็นดอกไม้เจ้าค่ะ"
" คาดว่ารึ"
"เจ้าค่ะ มันขึ้นอยู่ที่ริมสระ เอ่อ ริมอ่างแก้ว แต่มันมืดมาก ฉันมองไม่เห็นว่าเป็นดอกกระไร เลยเด็ดติดตัวมาดอกหนึ่ง กะว่าวันพรุ่งตื่นขึ้นมาคงรู้ แต่ฉันเปลี่ยนใจให้คุณหลวงแทน ถือว่าแทนคำขอขมาจากฉันนะเจ้าคะ"
" เจ้าจะขอโทษขอโพยทั้งที ก็ไม่ลงทุนเลยนะ"
แมงเม่ายิ้มแย้ม ยกมือไหว้ "ฉันลาล่ะเจ้าค่ะ แลขอบพระคุณนะเจ้าคะคุณหลวง"
แมงเม่าเดินเลี่ยงเข้าเรือนไป

ขันทองแอบมองตามหลังสาวน้อยไป เริ่มหวั่นไหวเมื่ออยู่ใกล้แมงเม่ามากขึ้นทุกที

ขันทองเดินมาที่ท้ายวัง บริเวณทางระบายน้ำที่ตนใช้ออกจากวัง

ขันทองเดินถือดอกไม้ดอกเล็กๆที่แมงเม่าให้มา ในหัวคิดแต่เรื่องแมงเม่าตลอดเวลา

แมงเม่าหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งออกมาจากชายพก แล้วจับมือขันทองขึ้น ก่อนจะเอาดอกไม้วางใส่มือ
ขันทอง
ขันทองอึ้งไป จู่ๆมีผู้หญิงจับมือตนแบบนี้ ก็ทำเอาใจเต้นโครมครามขึ้นมาเหมือนกัน

ขันทองพยายามไม่คิด เก็บดอกไม้ไว้ในอกเสื้อ แล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ พูดเตือนตัวเองเบาๆ
"จำไว้ขันทอง เจ้าเป็นจารบุรุษ หน้าที่ของเจ้าคือสืบความลับ แลล้างแค้นให้พ่อกับแม่ อย่าคิดเรื่องอื่น
ใดทั้งสิ้น"
สีหน้าขันทองกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เย็นชาอีกครั้ง ก่อนที่ขันทองจะลงไปในทางระบายน้ำ เพื่อออกนอกวังอีกครั้ง

ดึกแล้ว พันหาญกับลูกน้องกลุ่มหนึ่งเดินเมาแอ๋ออกมาจากโรงรับชำเราของออกญาหมิ่น แต่ละคนเมาเดินไม่ตรง พูดจาเสียงดัง หัวเราะลั่น มีบางคนถือดาบมาด้วย แต่ไม่ได้มีดาบทุกคน
ขุนแผลงฤทธิ์และลูกน้องใส่เสื้อผ้ามอซอ ซึ่งแอบดูอยู่ มีอาวุธครบมือ สายตาจ้องไปที่พันหาญและพวกเขม็ง
ลูกน้อง 1จะตามไป
ขุนแผลงฤทธิ์รีบห้ามไว้
"ยังก่อน ใกล้เกินไปประเดี๋ยวมันรู้ตัว พวกมันเมามายเช่นนี้ เดินไม่เร็วนักดอก" และหันไปสั่งลูกน้องทุกคน "ปิดหน้า เสีย นี่ก็ห่างจากรุ่งสางไม่มากแล้ว เกลือกมีผู้ใดเห็นเข้า จะได้คิดว่าพวกโจรฆ่ากันเอง"
ขุนแผลงฤทธิ์และลูกน้อง ใช้ผ้าโพกหน้าปิดบังหน้าตาทันที ก่อนจะค่อยๆตามพวกพันหาญไป

พวกพันหาญเดินเมาแอ๋กันมาจนถึงช่วงทางเปลี่ยวไม่มีผู้คน
ทันใดนั้น ขุนแผลงฤทธิ์กับพวกก็กรูกันเข้ามาล้อมไว้ แล้วลงมือทำร้ายทันที ทั้งทุบตีเตะต่อย
จนพวกคนกลุ่มนี้ล้มกลิ้งอยู่กับพื้น
ขุนแผลงฤทธิ์เงื้อดาบขึ้น กะฆ่าให้ตาย
ชาวบ้าน 1 กลัวมาก ยกมือไหว้ ร้องขอชีวิต
"อย่าทำฉันเลย ฉันกลัวแล้วจ้ะ กลัวแล้ว"
ขุนแผลงฤทธิ์ชะงักเมื่อเห็นหน้าชัดๆ ใช้ดาบชี้หน้า
" ไม่ใช่อ้ายหาญรึ เอ็งเป็นผู้ใดกัน แล้วอ้ายหาญเล่า"
ชาวบ้าน 1 กลัวมาก พูดตะกุกตะกัก
"ฉันชื่อชด ฉันกับพวกมาเที่ยวที่โรงรับชำเราจ้ะ จากนั้น เอ่อ เอ่อ"
ขุนแผลงฤทธิ์ตะคอก "ก็พูดมาสิวะ อยากตายรึ"
ชาวบ้าน 1 สะดุ้งเฮือก ชาวบ้าน 2 รีบตอบแทนเพื่อนทันที
"มีคนเลี้ยงพวกฉันจ้ะ เสร็จแล้วให้พวกฉันออกจากโรงรับชำเรา แล้วมารอที่สวนผลไม้ตรงหัวโค้ง พอพวกเขาออกมา ก็เปลี่ยนเสื้อผ้ากับพวกฉัน แล้วให้พวกฉันเดินมาตามทางนี้จ้ะ"
ขุนแผลงฤทธิ์เจ็บใจมาก "อ้ายหาญ" พร้อมสั่งลูกน้องทันที ตามมันไป"
ขุนแผลงฤทธิ์รีบนำพวกลูกน้องกลับไปตามล่าพันหาญทันที

พันหาญกำลังให้ลูกน้องส่วนหนึ่งลงเรือด้วยความเร่งรีบ
ลูกน้อง 1เป็นห่วง
"ไม่มาด้วยกันรึพี่"
พันหาญเครียดหนัก
"แยกกันหนีดีกว่า แลอาวุธเรามีไม่ครบ หากพวกมันตามมาทัน พวกเอ็งจะลำบาก รีบไป"
ลูกน้องกลุ่มนั้นรีบพายเรือหนีไปทันที
ขณะนั้นเองขุนแผลงฤทธิ์ก็พาลูกน้องวิ่งเข้ามาหา ขุนแผลงฤทธิ์และลูกน้อง โพกผ้าปิดบังใบหน้า
ลูกน้อง 2 บอก "มันมาแล้วพี่"
พันหาญชักดาบออก "พวกมันมีมากกว่า สู้เพื่อเปิดทางหนีอย่ายืดเยื้อ"
ลูกน้องที่เหลือชักดาบออก แล้วตามพันหาญเข้าปะทะกับพวกขุนแผลงฤทธิ์ทันที
ทั้งสองฝ่ายฝีมือใกล้เคียงกัน แต่พวกขุนแผลงฤทธิ์มีมากกว่า สู้กันไม่เท่าไหร่ พวกพันหาญก็เริ่มเสียเปรียบ โดนเตะต่อย รวมทั้งโดนฟันบาดเจ็บกันไปพอสมควร

พันหาญเห็นท่าไม่ดี เลยใช้ไม้ตายตะลุยรุกไล่เพื่อเปิดทาง พวกลูกน้องรีบวิ่งหนี โดยมีพันหาญรั้งท้ายคอยป้องกัน สู้พลางถอยพลางไป

พันหาญกับลูกน้องหนีมาได้ระยะหนึ่ง จนถึงสะพานข้ามคลอง พวกขุนแผลงฤทธิ์ตามมาก็พยายามกระจายกำลังกันล้อมไว้
 
พวกขุนแผลงฤทธิ์เป็นทหาร การต่อสู้จึงมีระเบียบวินัย ค่อยๆล้อมแล้วบุกเข้ามาเพื่อให้พันหาญกับพวกจนมุม
พันหาญกัดฟันสู้เต็มที่ จนพวกที่บุกเข้ามาต้องกระเจิงออกไป
พันหาญเหลือบไปเห็นสะพาน ฉุกคิดขึ้น "รวมกำลังกัน ตีฝ่าไปที่สะพาน"
พวกลูกน้องพันหาญรวมกำลังตีฝ่าไปทางสะพานจนเปิดทางหนีไปที่สะพานได้ โดยมีพันหาญรั้งท้าย
พันหาญยืนขวางสะพานไว้ เพื่อให้ลูกน้องหนี
"พวกเอ็งหนีไป ข้าจะสกัดไว้เอง"
"พี่พันหาญ"
พันหาญตวาดลั่น พร้อมกับฟันดาบเพื่อป้องกันลูกน้อง "หนีไป"
พวกลูกน้องกัดฟัน วิ่งข้ามสะพานหนีไป โดยมีพันหาญยืนอยู่กลางสะพานเพื่อป้องกัน พวกขุนแผลงฤทธิ์จะตามไป
สะพานเป็นสะพานเล็กๆ คนที่บุกเข้ามา มาได้ทีละ 1-2 คน ทำให้พันหาญที่มีคนเดียวสามารถตั้งรับได้ๆไม่ยาก
ลูกน้องพระยาพลเทพพยายามจะจัดการพันหาญ แต่ตัวต่อตัว หรือแค่สองรุมหนึ่ง ไม่สามารถสู้
พันหาญได้ โดนพันหาญฟันจนบาดเจ็บ ต้องล่าถอยออกมา
ชุนแผลงฤทธิ์ตวาดสั่ง
“ถอยออกมา มันยึดชัยภูมิได้เปรียบ พวกเอ็งบุกเข้าไปทีละคนสองคน ไม่พอดาบมันดอก” พร้อมจ้องพันหาญเขม็ง “ข้าจัดการเอง”
ขุนแผลงฤทธิ์เดินข้ามสะพานไปหาพันหาญที่ยืนรออยู่กลางสะพาน
ทั้งคู่เปิดฉากสู้กันทันที พันหาญไม่เสียเวลา งัดไม้ตายออกมาลุยใส่ขุนแผลงฤทธิ์ แต่ขุนแผลงฤทธิ์ตั้งรับได้และสวนกลับ จนพันหาญต้องถอยร่น
พันหาญรู้ว่าคู่ต่อสู้ฝีมือเหนือกว่าสู้นานเสียเปรียบ เลยโหมบุกตะลุยเข้าใส่เต็มที่ กะฉวยโอกาสทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บซักนิด จะได้ชิงหนีไป
แต่ขุนแผลงฤทธิ์ตั้งรับอย่างใจเย็น ก่อนจะฉุกใจคิดบางอย่างขึ้นมาได้ เลยเบี่ยงตัวหลบดาบพันหาญ แล้วฟันสวนเข้าที่ขาของพันหาญ จนพันหาญบาดเจ็บทรุดร่วงลง
“ข้าจำเพลงดาบเอ็งได้แล้ว เอ็งคืออ้ายคนที่ช่วยนังผู้หญิงคนนั้นไว้”
พันหาญแปลกใจ
“เอ็งไม่ได้มาฆ่าข้า เพราะรู้เรื่องนี้เข้าดอกรึ”
ขุนแผลงฤทธิ์รู้ตัวว่าพลั้งปาก เลยบุกเข้าใส่พันหาญทันที
พันหาญพยายามสู้ แต่ตัวเองบาดเจ็บ สู้ได้ไม่เท่าไหร่ ก็โดนขุนแผลงฤทธิ์เตะต่อยจนล้มคว่ำ
ก่อนจะเตะอีกทีจนเลือดกบปาก นอนนิ่งอยู่บนสะพาน
ขุนแผลงฤทธิ์กำลังชั่งใจว่าจะจับเป็นพันหาญเพื่อหาตัวคนบงการดีมั้ย ทันใดนั้น ก็มีไม้ไผ่ลำหนึ่งพุ่งเข้าใส่ขุนแผลงฤทธิ์ทันที
ขุนแผลงฤทธิ์ตกใจ รีบใช้ดาบปัดไม้ไผ่ทิ้ง แล้วถอยลงมาจากสะพานเพื่อตั้งหลัก
ขุนแผลงฤทธิ์มองไปที่อีกด้านของสะพาน เห็นผู้ชายคนหนึ่ง โพกผ้าปิดบังใบหน้า เดินช้าๆขึ้นสะพาน มาจากอีกด้านหนึ่งของสะพาน
พันหาญพยายามยันตัวลุกขึ้นมอง จำได้ว่าเป็นขันทอง “พ่อขันทอง”
ขันทองเดินมาถึงตัวพันหาญ แล้วหยิบดาบของพันหาญที่ตกอยู่ขึ้นมา
“ฉันขอยืมดาบสักหน่อยเถิด น้าพันหาญ”
พันหาญเป็นห่วง “ระวังตัวด้วย ฝีมือมันร้ายกาจนัก”
ขันทองจับดาบแน่น แล้วเดินลงมาจากสะพานมาหาขุนแผลงฤทธิ์
ขุนแผลงฤทธิ์จ้องขันทองนิ่ง ก่อนจะบุกเข้าใส่ทันที
ขันทองก็บุกสู้ ต่างฝ่ายต่างรุกรับอย่างรวดเร็ว ฝีมือคู่คี่สูสี
ขุนแผลงฤทธิ์ใช้ท่าไม้ตายตะลุยรุกไล่ ขันทองตั้งรับได้ก่อนจะหลบดาบพร้อมบุกสวน แต่ขุนแผลงฤทธิ์ก็ตั้งรับได้เช่นกัน
ทั้งคู่สู้กัน ผลัดกันรุกรับ แต่ขุนแผลงฤทธิ์มีประสบการณ์เหนือกว่า พอสู้กันได้ซักพัก ก็แกล้งเสียเปรียบถอยร่น
ขันทองบุกเข้าไป เลยติดกับ ขุนแผลงฤทธิ์พลิกตัวหลบแล้วฟันเข้าที่หัวไหล่ขวาของขันทองจนเลือดออก
ขุนแผลงฤทธิ์กำลังจะซ้ำ แต่ขันทองกลับเปลี่ยนมาจับดาบด้วยมือซ้ายแทน แล้วใช้ไม้ตายบุกสวน
จนขุนแผลงฤทธิ์ถอยร่น ก่อนจะถูกดาบของขันทองฟันเข้าที่หัวไหล่เช่นกัน
ขุนแผลงฤทธิ์เจ็บตัวและเจ็บใจที่ถูกฟัน “รุมมัน ฆ่ามันให้จงได้”
พวกลูกน้องบุกรุมเข้าใส่ขันทองทันที ขันทองถือดาบด้วยมือซ้ายไม่ค่อยถนัด ที่ฟันโดนขุนแผลงฤทธิ์ก็เพราะขุนแผลงฤทธิ์คิดไม่ถึงว่าจะไม้นี้ แต่พอถูกรุมเข้ามาทุกทางก็เริ่มเสียเปรียบ แต่ก็พยายามกัดฟันสู้เต็มที่
พันหาญเป็นห่วงขันทอง พยุงตัวลุกขึ้นยืน
“อ้ายพวกหมาหมู่”
พันหาญกัดฟันบุกเข้าไปช่วยขันทองทั้งๆที่มือเปล่า แต่สู้ได้ไม่นาน ก็ถูกพวกลูกน้องของพระยาพลเทพทำร้ายเอาอีก
พันหาญถอยหลังไปชนกับหลังขันทอง ทั้งคู่ใช้หลังพิงกัน สายตาจ้องไปที่ศัตรู สถานการณ์
คับขันสุดๆ
ขุนแผลงฤทธิ์ยิ้มเหี้ยมบอก “ตายเสียทั้งคู่นั่นล่ะ”
แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น
“ก็ไม่แน่นักดอก”
ทุกคนหันไปมองตามเสียง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่งตัวเรียบร้อย แต่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าที่มีราคาอะไร อายุประมาณ 22-23 ปี ผิวขาว รูปร่างสันทัด ไม่สูงไม่เตี้ย แต่ดูล่ำสันแข็งแรง มีรอยยิ้มบนใบหน้าท่าทางอารมณ์ดี ในมือถือห่อผ้าห่อหนึ่ง
ลูกน้อง 1ตะคอก
“ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง ไสหัวไป”
ผู้นั้นสะบัดผ้าคลุมออก เห็นดาบคู่หนึ่งลอยออกจากห่อผ้าขึ้นมา เขาคือ หลวงพิชัยอาสา ที่ชักดาบคู่ออกจากฝักที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยความรวดเร็ว แล้วฟันใส่ลูกน้อง 1ทันที

หลวงพิชัยอาสา ต่อมาคือ พระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตามประวัติ ได้เรียนมวยไทยตั้งแต่เด็กแต่เรียนแบบครูพักลักจำ จนกระทั่งอายุ 13-14 ปี ถึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์เป็นเรื่องเป็นราว ก่อนจะมาฝากตัวกับครูมวยอีกท่านและตระเวนต่อยมวยจนมีชื่อเสียง ตอนอายุ 18 เจอกับครูมวยชาวจีน เลยเรียนวิชากังฟูของจีนด้วย และนำวิชาทั้งสองมาประยุกต์เข้าด้วยกัน จนมีทางมวยเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ก่อนที่จะไปเรียนวิชาดาบสองมือที่เมืองสวรรคโลกจนสำเร็จวิชา และเข้ารับราชการเป็นทหารอาสากับพระยาตาก (พระเจ้าตากสิน) เมื่ออายุ 20 ปี ตำแหน่ง “หลวงพิชัยอาสา” ซึ่งทหารอาสานั้นจะได้แต่เบี้ยเลี้ยง ไม่มีศักดินา

ลูกน้อง 1 ไม่ทันร้องแม้แต่คำเดียว ก็ล้มลงขาดใจตายไป
ขันทอง พันหาญ และขุนแผลงฤทธิ์ต่างตกใจ คิดไม่ถึงว่าผู้ชายคนนี้จะมีฝีมือขนาดนี้
พวกลูกน้องขุนแผลงฤทธิ์บุกเข้ารุมทันที แต่หลวงพิชัยร่ายรำเพลงดาบอย่างสวยงาม แถมเพลงดาบมีการพลิกแพลงแปลกประหลาดไม่เหมือนเพลงดาบทั่วไป บางครั้งยังกระโดดตีลังกาข้ามหัวคู่ต่อสู้แล้วกลับมาฟันได้อย่างสวยงาม จนลูกน้องขุนแผลงฤทธิ์ล้มเป็นใบไม้ร่วง
ขันทอง และพันหาญ ได้แต่ยืนดูด้วยความทึ่ง
ขันทองอึ้งสุดๆ “ประหลาดแท้ นี่เพลงดาบกระไรกัน แต่เกิดมาฉันไม่เคยเห็นเพลงดาบเช่นนี้มาก่อน”
พันหาญจำหลวงพิชัยได้ “หลวงพิชัยอาสา”
“น้าพันหาญรู้จักรึ”
พันหาญไม่ทันตอบ ก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขัดขึ้นมาจากด้านหลัง
“ ถ้าจำไม่ผิด เราเคยพบกันอยู่สองสามครา ใช่หรือไม่หัวพัน”
พันหาญและขันทองหันไปมองด้านหลัง
พระยาตาก อายุประมาณ 33 ท่าทางมีสง่าราศี ยิ้มบางๆ ให้ทั้งคู่
พันหาญนึกไม่ถึง “ท่านเจ้าคุณ”
ขันทองมองไปที่พระยาตากด้วยความแปลกใจ พันหาญเรียกท่านเจ้าคุณแสดงว่าเป็นพระยา
แต่อายุขนาดนี้เป็นพระยาถือว่าน้อยมาก
พระยาตากมองไปที่ขันทอง
“เจ้าไม่รู้จักเพลงดาบของหลวงพิชัยก็มิแปลก ด้วยหลวงพิชัยอาสาผู้นี้ ร่ำเรียนทั้งมวยไทย มวยจีน แลยังเอาวิชาทั้งสองมาประยุกต์รวมกัน เป็นทางมวยจำเพาะตัว รวมไปถึงวิชาดาบอีกด้วย ดั่งคำกล่าวที่ว่า ดาบคือมวย มวยก็คือดาบ เพลงดาบของหลวงพิชัย จึงเป็นเพลงดาบที่เป็นเอกเทศ ไม่เหมือนผู้ใด”
ขันทองหันไปมองการต่อสู้ด้วยความทึ่ง ไม่คิดว่าจะได้เจอผู้มีฝีมือขนาดนี้
ขุนแผลงฤทธิ์เห็นลูกน้องตัวเองบาดเจ็บล้มตายไปมาก เลยกัดฟันบุกเข้าใส่หลวงพิชัย
หลวงพิชัยอาสาปักดาบเล่มหนึ่งลงกับพื้น แล้วสู้กับขุนแผลงฤทธิ์ด้วยดาบมือเดียว ทั้งคู่สู้กันอย่างดุเดือด แต่ขุนแผลงฤทธิ์โดนขันทองฟันบาดเจ็บเลยสู้ได้ไม่เต็มที่
หลวงพิชัยอาสารุกไล่อยู่ครู่หนึ่ง ก็ฟันเข้าที่กลางลำตัวของขุนแผลงฤทธิ์ ขุนแผลงฤทธิ์ถอยหลบได้หวุดหวิด แต่ก็ถูกปลายดาบฟันเป็นแผลที่หน้าอก แม้ไม่ลึกนักแต่ก็เล่นเอาขุนแผลงฤทธิ์หน้าซีดเผือด เพราะถ้าถอยช้ากว่านี้อีกนิดเดียวคงตายไปแล้ว
ขุนแผลงฤทธิ์เริ่มกลัว “หนี หนีเร็ว”
ขุนแผลงฤทธิ์กับลูกน้องรีบกระเซอะกระเซิงหนีไป ทิ้งคนที่ตายอยู่บนพื้น โดยไม่คิดเอาศพไปด้วย
พระยาตากหันไปมองขันทองด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่สายตามองเหมือนตั้งคำถามอยู่ในที

ขันทองรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก ที่ถูกมองด้วยสายตาแบบนี้

ดึกใกล้เช้า ในวัดแห่งหนึ่ง

ขันทองที่ยังโพกผ้าปิดหน้าตาอยู่ประคองพันหาญลงนั่ง
พระยาตาก และหลวงพิชัยอาสากำลังยืนดูขันทองอยู่ โดยมีพระรูปหนึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ
พระยาตากไหว้พระ
“เป็นพระคุณเหลือเกินขอรับหลวงพ่อ ที่ยอมให้พักในวัด พวกกระผมขอพักทำแผลไม่นาน ก็จะไปแล้วขอรับ”
“ไม่เป็นกระไรดอกโยม อาตมาช่วยเท่าที่ช่วยได้ นี่ก็ใกล้สางแล้วอาตมาคงต้องไปเตรียมตัวบิณฑบาตก่อน”
“เชิญขอรับหลวงพ่อ”
พระยาตาก หลวงพิชัยอาสา พันหาญ และขันทอง ไหว้หลวงพ่อ ก่อนหลวงพ่อจะเดินเลี่ยงไป
พระยาตากหันกลับมามองทั้งคู่
“ที่ฉันช่วยเมื่อครู่ ก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายใช้วิธีหมาหมู่แลยังปกปิดหน้าตา ส่อให้เห็นว่าไม่ได้กระทำ
เรื่องดีงาม แต่ใช่ว่าฉันรู้เห็นเป็นใจด้วยหัวพันดอกนะ หากหัวพันไม่ตอบฉัน ว่ากำลังทำกระไรอยู่ ฉันก็จำเป็นต้องจับตัวกลับไป”
หลวงพิชัยอาสาเอื้อมมือไปจับด้ามดาบ เตรียมพร้อมหากอีกฝ่ายขัดขืน
พันหาญหน้าซีดเผือด สู้กันตรงๆก็คงสู้ไม่ได้ อย่าว่าแต่ตอนนี้ตนกับขันทองบาดเจ็บอยู่เลย
ขณะนั้นเอง ขันทองก็ปลดผ้าคลุมหน้าออก ให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง แสดงความจริงใจก่อน
ขันทองพนมมือขึ้น
“ที่นี่เป็นวัด กระผมจึงขอสาบานต่อหน้าองค์พระ ว่าสิ่งที่พวกกระผมทำอยู่ ไม่ใช่สิ่งผิดคิดคดทุรยศบ้านเมือง หรือทำร้ายผู้มีศีลมีสัตย์แต่ประการใด แลหากทำสำเร็จ ยังเป็นการช่วยบ้านเมืองอีกด้วย แต่ด้วยสัจจะวาจาที่กระผมรับมาจากผู้จ้างวาน พวกกระผมจึงไม่อาจบอกได้ แม้ว่าหัวจะหลุดจากบ่าเสียตรงนี้ก็บอกไม่ได้ขอรับ”
พระยาตากมองเข้าไปในแววตาขันทอง ขันทองก็มองกลับอย่างไม่เกรงกลัว
พระยาตากยิ้มบางๆ
“แววตาเจ้ามิคล้ายคนโกหก เอาเถิด ฉันจะเชื่อสักครา”
แล้วเอามือล้วงเข้าไปในอกเสื้อหยิบห่อยาออกมา
“ ในห่อนี้มียา สมานแผลอยู่ เอาไปใช้เถิด”
ขันทองยกมือไหว้ รับห่อยามา “เป็นพระคุณขอรับ”
พันหาญถอนใจโล่งอก นึกขึ้นได้
“แล้วเหตุใดท่านเจ้าคุณถึงมาอยู่ที่อโยธยาเล่าขอรับ แล้วมากันเพียงสองคนเท่านั้นหรือขอรับ”
พระยาตากหน้าเครียดขึ้นมา
“ฉันมีข้อราชการสำคัญ ต้องมาชี้แจงด้วยตนเอง แต่ไม่อยากให้เอิกเกริก จึงเดินทางมาจากระแหง แขวงเมืองตากกับหลวงพิชัยเพียงสองคน แต่มาถึงเอาค่อนรุ่ง ก็พอดีเจอหัวพันเข้านี่ล่ะ ถือเสียว่าหัวพันกับเจ้าหนุ่มนี่ยังไม่ถึงฆาตก็แล้วกัน”
พันหาญไหว้
“บุญคุณของท่านเจ้าคุณครานี้ พวกกระผมสองคนจะไม่มีวันลืม ภายภาคหน้า หากท่านเจ้าคุณมีสิ่งใดใช้สอย ก็ขอให้บอกมาเถิดขอรับ ต่อให้บุกน้ำลุยไฟ พวกกระผมก็จะไม่บ่ายเบี่ยงเลย”
พระยาตากยิ้มรับไม่ว่าอะไร แต่ตบไหล่พันหาญเบาๆเป็นเชิงให้กำลังใจ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป
หลวงพิชัยอาสาหันไปพูดกับขันทอง
“ฝีมือดาบเอ็งดีนัก แลไหวพริบปฏิภาณก็หายากยิ่ง แต่เอ็งยังต่อสู้มาน้อย ชั้นเชิงเป็นรองอ้ายคนนั้นอยู่
หากคราหน้าเอ็งเจอมัน ต้องรีบเอาชัยโดยเร็ว อย่าปล่อยให้มันใช้ชั้นเชิงเช่นนี้อีก”
ขันทองไหว้
“กระผมจะจำคำสอนของคุณหลวงไว้ขอรับ”
หลวงพิชัยอาสายิ้มรับ แล้วเดินเลี่ยงตามพระยาตากไป
ขันทองเปิดห่อยาเห็นมีตลับขี้ผึ้งยาอยู่ เลยเอาขี้ผึ้งยาพอกทาแผลที่ถูกฟันให้พันหาญ
ขันทองทายาไปพูดไป
“น้าพันหาญรู้จักพระยาตากผู้นี้มานานแล้วรึ”
“ก็สักสามสี่ปีแล้ว น้าเป็นทหารอาสา มีศึกเกิดขึ้น จึงมีโอกาสได้ร่วมรบกับท่านอยู่บ้าง
ขันทองเลื่อมใสมาก
“ท่านเจ้าคุณแลดูมีสง่าราศี ทั้งมีอำนาจน่ายำเกรงนัก เป็นพระยาแต่ยังหนุ่มเช่นนี้ยิ่งหายาก ท่านคงมีเชื้อสายขุนน้ำขุนนางเก่ากระมัง”
“ ผิดแล้ว ท่านมิเพียงไม่มีเชื้อสายขุนนาง แต่บิดาท่านยังเป็นคนจีน แลตัวท่านเอง ก่อนรับราชการก็เป็นพ่อค้าเกวียนค้าขายในแถบหัวเมืองเหนือมาก่อน”
ขันทองมีสีหน้าแปลกใจ ไม่อยากเชื่อว่าจากพ่อค้าเกวียน จะเป็นถึงเจ้าเมืองได้

เมื่อ 10 ปีก่อน
สินแต่งตัวแบบคนจีน ไว้ผมเปีย
สมัยนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของราชวงศ์แมนจูของจีน มีกฎว่า “ไม่มีเปีย ไม่มีหัว” ดังนั้นชาวจีนทุกคน แม้จะอยู่ต่างแดนก็ต้องไว้เปีย จะตัดเปียออกในสองกรณี คือบวช หรือ รับราชการในต่างแดนเท่านั้น สินนั่งอยู่บนหลังม้าถือดาบบัญชาการลูกน้อง ให้ปกป้องสินค้าจากพวกโจรที่พยายามปล้น
สินเป็นพ่อค้าเกวียน เอาสินค้าใส่เกวียนบรรทุกมาขาย ระหว่างทางโดนโจรปล้น แต่สินชำนาญพิชัยสงคราม เลยให้ลูกน้องล้อมรอบกองเกวียนไว้เป็นวงกลม ทำให้พวกโจรบุกเข้ามาไม่ได้ง่ายๆ
สินหันไปพยักหน้าให้ลูกน้องคนหนึ่ง ลูกน้องคนนั้นยกธงผืนเล็กๆขึ้นเป็นการให้สัญญาณ
ทันใดนั้น ก็มีลูกน้องอีกกลุ่มหนึ่ง บุกเข้ามาทางด้านหลังพวกโจร
พวกโจรตกใจ จากที่กำลังบุกอยู่ กลับต้องอยู่ในวงล้อมทั้งหน้าและหลัง ทำให้เสียเปรียบ
สินนั่งอยู่บนหลังม้า ท่าทางองอาจมีสง่าราศี
พันหาญเล่าว่า
“ ท่านเจ้าคุณมีชื่อจีนว่า “เจิ้งเจา” แต่คนทั่วไปเรียกท่านว่า “สิน” เพราะการที่ท่านเป็นพ่อค้าเกวียน ต้องเดินทาง ค้าขายแลสู้รบกับพวกโจรที่คอยดักปล้นสินค้า ท่านจึงชำนาญการต่อสู้แลพิชัยสงคราม เป็นที่เลื่องลือในหัวเมืองเหนือ

ศาลาว่าการเมืองตากในวันหนึ่ง
สินนั่งคุกเข่าต่อหน้าพระยาตาก (คนก่อน) แล้วใช้มีดตัดเปียของตนออก แล้ววางเปียที่ตัดใส่พาน
สินหยิบพานพุ่มอีกอันที่วางอยู่ใกล้ๆขึ้นมา แล้วคลานเข่าเอาพานพุ่มไปไหว้พระยาตาก เป็นการฝากเนื้อฝากตัวเข้ารับราชการตามธรรมเนียมไทย
พระยาตากยิ้มแย้มดีใจ ที่ได้คนมีฝีมือมาช่วยงาน ก่อนจะรับพานพุ่มของสินมา
“พระยาตากท่านก่อนได้ยินกิตติศัพท์ จึงชักชวนท่านมารับราชการในตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองตาก ต่อมา พระยาตากท่านก่อน ป่วยตาย ท่านเจ้าคุณจึงได้ขึ้นเป็นพระยาตากแทน แต่คนทั่วไป มักจะเรียกท่านว่า “พระยาตากสิน”

ขันทองกำลังคุยกับพันหาญ พร้อมกับทายาไปด้วย
“ พระยาตากสิน ฉันจะไม่มีวันลืมชื่อนี้เลย”
ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงไก่ขันดังแว่วมา
“จวนรุ่งสางแล้ว พ่อขันทองรีบกลับไปเถิด แลระมัดระวังตัวด้วย พวกมันรู้แล้วว่าน้าเป็นคนช่วยบุตรสาวเศรษฐีมิ่ง มิแน่ ว่าอาจจะระแคะระคายเรื่องพ่อขันทองขึ้นมาก็เป็นได้”
ขันทองตกใจมาก "พวกออกญาพลเทพรู้รึ จะรู้ได้อย่างไร"
"อ้ายคนหัวหน้าที่มีฝีมือสูง มันจำเพลงดาบของน้าได้ จึงหลุดปากออกมา"
ขันทองคิดทบทวน
"มันเพิ่งรู้เมื่อปะดาบ แสดงว่าการที่พวกมันจะฆ่าน้าพันหาญ หาได้เกี่ยวข้องกับเรื่องบุตรสาวเศรษฐีมิ่งไม่ แต่พวกมันต้องการฆ่า เพราะตัวน้าพันหาญเองต่างหาก"
พันหาญคิดทบทวน พยักหน้าช้าๆ
"จริงด้วย เมื่อครู่ คิดแต่เอาชีวิตรอด จึงไม่ได้ฉุกคิดถึงข้อนี้" แต่ยิ่งคิดยิ่งแปลกใจ "แล้วออกญาพลเทพจะฆ่าน้าไปเพื่อกระไร ถ้าไม่นับเรื่องบุตรสาวเศรษฐีมิ่ง ก็ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน แม้ออกญาพลเทพจะไม่ใช่คนดี แต่ก็เป็นนายเก่าของพี่ขุนทอง ... หรือว่า"
ขันทองสีหน้าเจ็บแค้นใจ
"ไม่ต้องคิดอีกแล้วน้าพันหาญ ศัตรูที่เราเพียรหามานานปี คนที่หักหลังพ่อ แลหลอกให้พ่อไปตาย ด้วยน้ำมือพวกอังวะ ก็คือ นายเก่าของพ่อ ออกญาพลเทพผู้นี้นั่นล่ะ"

ขันทองหน้าตาถมึงทึงดูน่ากลัว

ต่อมา พระยาพลเทพกำลังคุยกับขุนแผลงฤทธิ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยขุนแผลงฤทธิ์คุยไปก็ให้ลูกน้องทำแผลให้ไปด้วย

"ท่านขุนแน่ใจรึ ว่าคนที่ขัดขวางเรา ไม่ให้ได้หนังสือลับมาก็คืออ้ายหาญ"
ขุนแผลงฤทธิ์เจ็บใจมาก
"สิ่งอื่นยังพอตบตาได้ แต่เพลงดาบ โกหกไม่ได้ดอกขอรับเสียดายก็แต่กระผมฆ่ามันไม่ได้เท่านั้นเอง อ้ายคน ที่มาช่วยมันฝีมือสูงนัก กระผมไม่ใช่คู่มือเลย"
พระยาพลเทพเครียดหนัก
"เรื่องนั้น ฉันจะจัดการเอง แต่ที่อ้ายหาญมันต้องการหนังสือลับเช่นกัน ก็แสดงว่ามันต้องระแคะระคายว่าหนังสือนั้นคือกระไร แลอาจจะรู้ด้วยว่าอ้ายเสือขุนทองลูกพี่มันตายด้วยน้ำมือผู้ใด"
"มันคงคิดล้างแค้นเป็นแน่ ท่านเจ้าคุณโปรดสั่งมาเถิดขอรับ ต่อให้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก กระผมก็จะตามไปฆ่ามันเอง"
"เรื่องอ้ายหาญเป็นเรื่องรองไปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในเพลานี้ คือเราต้องได้หนังสือลับกลับคืนมาก่อน ไม่ว่าจะต้องฆ่าผู้ใดมากเท่าไหร่ก็ตาม"

ตอนสาย แมงเม่ากราบเท้ากรมขุนวิมลภักดีเสร็จ ก็เงยหน้าขึ้นมา
แมงเม่านั่งพับเพียบเข้าเฝ้ากรมขุนวิมล โดยมีเจ้าจอมอำพันนั่งอยู่บนตั่งใกล้ๆ และคุณท้าวโสภานั่งพับเพียบอยู่กับพื้นใกล้ๆแมงเม่า
" หม่อมฉันคิดอยู่ค่อนคืน ก็ยังหาทางแก้กลบท ไม่ได้เพคะ ครานี้หม่อมฉันยอมรับทั้งกายแลใจ ว่ากลบทนี้ยากที่สุด เท่าที่หม่อมฉันเคยพบเห็นมาเพคะ"
กรมขุนวิมลภักดีพยักหน้ารับ หันไปพูดกับเจ้าจอมอำพัน
"เจ้าแมงเม่าพูดอย่างนี้แล้ว แม่อำพันเล่า ยอมแพ้แล้วหรือไม่"
เจ้าจอมอำพันหน้าจ๋อยๆ
"หม่อมฉันก็สิ้นปัญญาแล้วเหมือนกันเพคะ"
" เช่นนั้นก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้" แล้วหันไปพูดกับคุณท้าวโสภา
"คุณท้าว ไปเชิญแม่เพ็ญมาหาฉันที"
"เพคะ" คุณท้าวกำลังจะลุกไป
แมงเม่ารีบพูดทันที
"ประเดี๋ยวก่อนเพคะ หม่อมฉันยังไม่ได้ยอมแพ้"
"แม่คู๊น ก็พูดอยู่เมื่อครู่ จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเป็นเด็กเล่นขายของได้กระไร"
"ฉันยอมรับเจ้าค่ะ ว่ากลบทนี้ยากที่สุดในชีวิต แต่ยังหายอมแพ้ไม่เจ้าค่ะ" แมงเม่าหันไปพูดกับกรมขุนวิมล พนมมือบอก "หม่อมฉันขอเวลาอีกกึ่งวัน ถ้าบ่ายแล้วยังแก้กลบทไม่ได้อีก หม่อมฉันจะยอมแพ้เพคะ"
"คิดอยู่ทั้งคืนยังแก้ไม่ได้ แล้วอีกกึ่งวันแค่นี้จะแก้ได้รึเจ้า" เจ้าจอมอำพันบอก
"กลบทนี้ยากเย็น เพราะไม่รู้ตัวใบ้เจ้าค่ะ หากเราจับได้ ว่าตัวใบ้คือกระไร หม่อมฉันมั่นใจ ว่าสามารถแก้ได้เจ้าค่ะ"
กรมขุนวิมลภักดีคิดอยู่ครู่นึง
"เอา แค่กึ่งวัน แม่เพ็ญคงตำหนิเราว่าแพ้แล้วไม่รู้จักแพ้ไม่ได้ดอก แต่ถ้าถึงกำหนดแล้ว เจ้าจะบ่ายเบี่ยงอีกไม่ได้นะ มิเช่นนั้นจะเสื่อมเสียมาถึงฉันด้วย"
"เพคะ"
แมงเม่า สีหน้าแววตามั่นใจมาก

แมงเม่าเดินคุยกับขันทองออกมาจากในตำหนัก ผ่านประตูที่มีโขลนยืนเวรยามเฝ้าอยู่ แมงเม่ามีท่าทางจ๋อยๆ
" ปากดีนัก ไม่มีกระไรอยู่ในหัวแม้แต่น้อย ยังกล้าไปทูลขอเวลากรมขุนท่านอีก"
แมงเม่าหน้าจ๋อยๆ
"ก็จะให้ยอมแพ้ง่ายๆได้อย่างไรเล่าเจ้าคะ แม้แพ้ ก็ควรแพ้อย่างสมศักดิ์ศรีนะเจ้าคะ"
"ไปจำใครเค้ามาพูดอีกล่ะเจ้า"
แมงเม่าหน้าหงิกงอ
" เจ้าคิดมาทั้งคืน มีสงสัยในที่ใดบ้าง"
"สงสัยในรูปดอกบัวเจ้าค่ะ ฉันว่าดอกบัวต้องบอกใบ้ถึงกระไรสักอย่าง แต่ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเลย"
ขันทองคิดตาม พอจะจับอะไรได้บางอย่าง
"แล้วถ้าหากเจ้า..."
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงท้องแมงเม่า ร้องดังลั่นโครกครากขึ้น ด้วยความหิว
ขันทองอึ้งไป ไม่คิดว่าแมงเม่าจะท้องร้องดังขนาดนี้
แมงเม่าอายมาก อึกๆอักๆ
"เอ่อ ออกหลวงไม่ได้ยินกระไรใช่หรือไม่เจ้าคะ"
ขันทองพยายามกลั้นหัวเราะเต็มที่ ในขณะที่แมงเม่าอายมาก ไม่กล้าสบตาขันทองแม้แต่น้อย

เยื้อนเดินถือขันลอยดอกมะลิเข้ามาให้แมงเม่าที่กำลังกินสำรับอาหารอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีขันทองนั่งอยู่ใกล้ๆ
"เรือนคุณท้าวโสภาไม่มีข้าวปลาให้กินรึ เจ้าถึงไม่ได้กินกระไรเลยจนป่านนี้"
แมงเม่าดื่มน้ำที่เยื้อนเอามาให้ ยิ้มแย้ม
"มีเจ้าค่ะ แต่ฉันมัวแต่จดจ่ออยู่ที่การแก้กลบท จึงยังไม่หิว" แมงเม่ายิ้มแหยๆ "แต่พอเข้าเฝ้าเสร็จ ก็หิวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เจ้าค่ะ"
แมงเม่ากินอาหารต่ออย่างเอร็ดอร่อย
เยื้อนแอบเบะปากดูถูกแมงเม่า ประมาณว่ากินไม่เรียบร้อย ถึงตนจะเป็นทาสแต่ก็เคยเป็นลูกพระยา กินอยู่เรียบร้อยกว่าลูกไพร่อย่างแมงเม่าแน่ๆ
"เยื้อน"
"เจ้าคะ"
ขันทองหยิบถุงใส่เงินออกมายื่นให้ "ฉันอยากได้เครื่องหอมสักหน่อย เจ้าไปซื้อให้ฉันทีนะ"
"เพลานี้เลยหรือเจ้าคะ"
"ใช่ ฉันต้องการประเดี๋ยวนี้"
"เจ้าค่ะ"
เยื้อนรับถุงใส่เงินมา ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินลงจากเรือนไป

เยื้อนลงมาจากเรือนด้วยใบหน้าบึ้งตึงไม่พอใจ เดินออกมาก็บ่นกระปอดกระแปด
ขณะที่เดินปึงปัง ก็บ่นมาด้วย
"กันฉันออกมาล่ะซี นึกว่าไม่รู้เท่ารึ ออกหลวงนะออกหลวง ลืมไปหรือกระไร
ว่าตนเองเป็นขันที"
เยื้อนมองค้อนไปทางเรือนด้วยความไม่พอใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินฉับๆ ออกไป

ขันทองกำลังดูแมงเม่ากินอาหารอยู่
"อีกไม่นานก็จะเพลแล้ว เจ้าขอเวลากรมขุนท่านไว้ถึงบ่ายไม่ใช่รึ เป็นเช่นนี้ จะแก้กลบททันได้อย่างไร"
"สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่าน ยังเกิดดวงตาเห็นธรรมหลังจากกลับมาเสวยข้าวเลยนะเจ้าคะ แสดงว่าท้องหิว ย่อมไม่อาจคิดกระไรได้ ฉะนั้นต้องกินให้อิ่มก่อนเจ้าค่ะ"
ขันทองหน้าบึ้งตึง
"เรื่องปากคอแลกระล่อน ฉันคงต้องยกให้เจ้าเป็นหนึ่งจริงๆ"
"ออกหลวงมีกระไรจะพูดกับฉัน ก็พูดมาเถิดเจ้าค่ะ อย่างไรเสีย ก็กันคนของออกหลวงไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ"
"เฉลียวฉลาดนักนะเจ้าตัวดี"
" ก็พอตัวเจ้าค่ะ แต่ออกหลวงไม่ควรเรียกฉันว่า เจ้าตัวดี นะเจ้าคะ เพราะเป็นคำที่กรมขุนท่านทรงใช้เรียกฉัน"
ขันทองยิ้มๆ ลอยหน้าลอยตายั่วโมโห
"ฉันจะเรียกของฉันยังงี้ล่ะ กรมขุนท่านไม่เคยรับสั่ง ห้ามมิให้ใครเรียก ฉะนั้นฉันเรียกได้ เจ้า ตัว ดี"
แมงเม่าโวยวาย "ออกหลวง"
" ฉันจะช่วยเจ้าแก้กลบท ตกลงหรือไม่"
แมงเม่าอึ้งไปครู่ นึกไม่ถึง
"ออกหลวงช่วยได้หรือเจ้าค่ะ แต่ออกหลวงเป็นต่างด้าวมิใช่คนไท จะรู้กลอนกลบทอย่างไทได้อย่างไร
หรือที่เมืองโต้ระกี่ก็มีกลอนกลบทเจ้าคะ"
"เจ้าอย่าถามมากความ ตกลงจะให้ฉันช่วยหรือไม่ ถ้าตกลง ก็ต้องสัญญามาก่อน ว่าจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกใคร แลห้ามมิให้ใครรู้เด็ดขาดว่าฉันช่วยเจ้า"
"ทำไมเล่าเจ้าคะ"
"วันหนึ่งเจ้าจะรู้เอง ว่าอย่างไร ตกลงหรือไม่"
แมงเม่าคิดอยู่ครู่นึง "ตกลงเจ้าค่ะ"
"เจ้านำกลอนกลบทติดตัวมาหรือไม่"
แมงเม่าหยิบกระดาษเขียนกลบทที่ตนเหน็บไว้ที่เอวออกมา
"ฉันพกติดตัวตลอดเจ้าค่ะ"
แมงเม่าคลี่กระดาษออก เห็นตารางกลีบดอกบัว
กลบทของเจ้าจอมเพ็ญเป็นตารางกลีบดอกบัว คือ เป็นตารางแปดคูณแปดช่องเหมือนตารางหมากรุกไทย และมีรูปดอกบัววาดทับอยู่ในตาราง ดอกบัวมี 8 กลีบ เหมือนเครื่องหมายดอกจัน บนกลีบดอกบัวมีตัวอักษรเขียนอยู่ 5 กลีบ คือเขียนคำว่า “แจ่มแจ้ง” ตรงกลีบบน กลีบเฉียงซ้ายบนเขียนคำว่า “พร” กลีบเฉียงขวาบนเขียนคำว่า “โพยม” กลีบเฉียงซ้ายล่างเขียนคำว่า “แผ้วผ่อง” กลีบเฉียงขวาล่างเขียนคำว่า “กลางอัมพร”
"เจ้าเห็นกระไรในกระดาษ"
แมงเม่างงๆ
"ก็เห็นตารางรูปกลีบดอกบัวน่ะซีเจ้าคะ"
" กระนั้นรึ แต่ฉันเห็นแต่ตารางหมากรุก"
" หมากรุก ดูอย่างไรเป็นหมากรุกเจ้าคะ" แมงเม่ามองดูอีกที
"จะดูกี่ที ก็เห็นเป็นรูปกลีบดอกบัวแท้ๆ"
"ดูให้ดี กลอักษรบางอัน เจ้าโจทย์ตั้งขึ้นมาก็เพื่อเป็นกลลวงแต่แรก หากมองภาพก็ย่อมหลงที่กล"
แมงเม่าคิดตาม ก่อนจะมองภาพดอกบัวอย่างพินิจ พิจารณา
แมงเม่ามองภาพอยู่ครู่ใหญ่ ฉุกคิดขึ้น
"ดอกบัวเป็นตัวหลอก จุดที่บอกใบ้คือตารางหมากรุก"
ขันทองยิ้มพอใจ
"ฉลาด เจ้าเล่นหมากรุกเป็นหรือไม่"
"ได้อยู่บ้างเจ้าค่ะ เพลาพี่ม่วงเล่นกับเพื่อนก็พอดูได้"
"หมากรุกมีตัวเดินอยู่หกตัว แต่ละตัวมีทางเดินของตัวเองไม่เหมือนกันใช่หรือไม่"
"เจ้าค่ะ"
"หลักใหญ่ของกลอักษร คือ ถอดตัวซ้ำ ย้ำเดินหน้า ย้ำถอยหลัง พ้องบังคับ ครุ ลหุ ใช่หรือไม่"
"เจ้าค่ะ"
" ฉันใบ้ให้ถึงขั้นนี้แล้ว พอเข้าใจกระไรบ้างแล้วหรือไม่"
แมงเม่าคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง เอากระดาษกลบทมาดู แล้วก็คิดอีก สลับกันไปมา 2-3 รอบ ก่อนจะเริ่มเข้าใจทีละน้อย
แมงเม่าหันกลับไปมองขันทอง
"ออกหลวง ให้ฉันเทียบการเดินหมากเข้าในกลอักษรเพื่อถอดกล การถอดกลนี้ ถอดตามการเดินของตัวโคน แลถอดแล้วก็จะได้สองวรรค จากนั้นก็อ่านตามกลอักษรงูกลืนหาง ก็จะได้เป็นประโยคที่สมบูรณ์
ถูกหรือไม่เจ้าคะ"

ขันทองยิ้มพอใจ แมงเม่าเฉลียวฉลาดกว่าที่ตนคิดไว้มาก ใบ้ให้ไม่เท่าไหร่ก็สามารถเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง
 
อ่านต่อตอนที่ 6


กำลังโหลดความคิดเห็น...