xs
xsm
sm
md
lg

เพลิงนรี ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพลิงนรี ตอนที่ 12 อวสาน

เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว วันนี้คามินกับไคซัจคุยอยู่กับผู้การเอกสิทธิ์เรื่องกลุ่มผู้ร้ายข้ามแดนของอาซิสและพวก ที่ห้องรับรองสถานทูตไทรจีสประจำประเทศไทย

“ผ่านมาหลายอาทิตย์ ไม่มีข่าวของพวกอาซิสเลยหรือไงผู้การ” คามินเอ่ยถาม สีหน้าเป็นกังวลจนดูออก
“กระหม่อมส่งคนไปตามที่คิดว่าพวกนั้นจะไปกบดานอยู่ แต่ก็ไม่เจอเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเองก็ไปพูดคุยกับลูกน้องของอาซิสที่ถูกจับได้ หมอนั่นเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก”
“เงียบหายไปแบบนี้ หรือว่าจะหนีกลับไปไทรจีสแล้ว” คามินประเมิน
“ถ้าพระอนุชาเรียกตัวอาซิสกลับ แสดงว่าคงมีแผน...”
คามินส่งสายตาปรามไม่ให้ไคซัจพูดอะไรเกี่ยวกับความลับของประเทศมากนัก
เอกสิทธิ์รู้ว่าไม่ควรอยู่ต่อ “ยังไง ถ้ามีความคืบหน้าเรื่องนี้กระหม่อมจะส่งข่าวมา”
“ขอบคุณผู้การมากครับ”
“ถ้าอย่างงั้นกระหม่อมขอตัวก่อน”
เอกสิทธิ์ลุกขึ้น โค้งให้คามินก่อนออกไป ไคซัจไปส่งที่ประตู แล้วเดินกลับมาหาคามิน
“พวกมันหายไปแบบนี้ แสดงว่าที่ไทรจีสพระอนุชาราห์มานอาจจะเริ่มเคลื่อนไหวอะไรอีกแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
“พวกของท่านอาอยู่ในที่มืด คิดจะทำอะไรเราก็คงได้แต่เดาทางกับหาทางตั้งรับอย่างเดียว ว่าแต่ริสาล่ะ”
“หมอบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คามินได้ยินก็โล่งใจ

หญิงรับใช้ปรับเตียงให้พริริสานั่งสบายขึ้น พีรดา และ คามิน เห็นพริริสาอาการดีขึ้นมากก็พากันโล่งใจ
“ยังเจ็บแผลอยู่ไหมลูก”
“แค่นิดหน่อยค่ะ”
พริริสามองพีรดาและคามินอย่างรู้สึกผิด
“ริสาขอโทษนะคะแม่ที่ทำให้ทุกอย่างวุ่นวาย”
คามินทำหน้าเข้มตาดุเหมือนอยากจะต่อว่า พริริสารีบดักคอ
“แต่ริสาก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ไม่มีใครเป็นอะไร พี่คามินน่าจะยิ้มมากกว่าทำหน้าดุใส่ริสานะ”
“พูดได้ขนาดนี้คงไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ มิน่าหมอถึงว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้”
พีรดามองคามินอย่างบอกว่าควรถึงเวลาที่พริริสาควรจะรู้ความจริงได้แล้ว

ไม่นานต่อมา หญิงรับใช้เข็นรถที่พริริสานั่งมาที่สวน คามินพาพีรดาเดินตามมา ระหว่างทางให้เห็นว่ามีไคซัจและองครักษ์ยืนคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ห่างๆ
หญิงรับใช้หยุดเข็น คามินพยักหน้าให้หญิงรับใช้เดินออกไปก่อน พริริสาเห็นพีรดาและคามินสายตาแปลกๆ เหมือนมีเรื่องอะไรบางอย่าง
“มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ท่านแม่อยากให้เราเจอใครคนนึง เขาอยากเจอตั้งแต่ที่เรารู้สึกตัวแล้ว แต่พี่คิดว่ารอให้เราอาการดีขึ้นก่อนจะดีกว่า”
พริริสาทำหน้าแปลกใจ
“ใครคะ”
คณินเดินเข้ามายืนตรงหน้าพริริสา
“ริสา”
พริริสาเห็นเป็นคณินก็ไม่พอใจ เพราะยังไม่รู้ความจริง
“แม่ให้ริสามาเจอเขาทำไม ริสาไม่อยากเห็นหน้าคนที่เกลียดเรา พาริสากลับห้องเถอะค่ะ”
“ริสาฟังพ่อก่อนนะลูก” คณินขอร้อง
“ฉันไม่ต้องการฟังอะไรทั้งนั้น”
“ริสาลูกต้องฟัง พ่อเขาไม่เคยเกลียดเราเลยนะลูก ทุกอย่างมันไม่ได้เป็นอย่างที่ลูกคิด”
พริริสาทำหน้างุนงงไม่เข้าใจ
“ตอนนี้ทุกคนรู้ความจริงหมดแล้วริสา เรื่องในอดีตทั้งหมดเกิดขึ้น ก็เพราะฝีมือคุณกานดาคนเดียวเท่านั้น” คามินบอก
พริริสาไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน

เวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง พริริสาได้รับรู้เรื่องทั้งหมดในระหว่างนั้น เจ้าหล่อนนิ่งงันไป อึ้งอึงอลในหัว
อนิจจาความโกรธแค้นชิงชังในบิดาและคนที่บูรพเกียรติกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เคยฝังใจมาตลอด น้ำตาแห่งความรู้สึกผิดรื้นขึ้นมา แต่ทิฐิในใจยังคงอยู่เต็มเปี่ยม
พีรดาหรือจะดูไม่ออก จึงเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มต่ออีกว่า
“ที่ลูกฟื้นขึ้นมาได้ก็เพราะเลือดส่วนหนึ่งจากเขา”
“แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด” พริริสาย้อนแย้ง
“ถ้าลูกอยากจะโทษต้นเหตุ มันก็มาจากความรักของแม่กับคุณคณินที่ไม่สามารถทำให้มันมั่นคงยั่งยืนได้ แต่ยังไงเขาก็เป็นพ่อของลูกนะริสา เราแก้ไขทุกอย่างให้กลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว แต่เราสามารถแสวงหาความสุขจากชีวิตที่เหลืออยู่ได้นะลูก”
คณินแทรกขึ้นว่า “พ่อรู้ดีว่าพ่อทำเรื่องผิดพลาดไว้มากมายในอดีต พ่อผิดเองที่ไม่เคยดูแลลูก ไม่เคยปกป้องลูก เพราะความอ่อนแอของพ่อเอง พ่อรู้ว่าไม่มีอะไรจะลบล้างความผิดเหล่านั้นได้ แต่พ่ออยากจะขอร้องลูก ให้โอกาสพ่อได้แก้ตัวอีกสักครั้ง นะลูกนะ”
พร้อมกับว่าคณินย่อตัวลงตรงหน้ารถเข็น จับมือลูกสาวมากระชับไว้มั่นถ่ายทอดความรู้สึกที่พ่อคนหนึ่งจะพึงมีมอบให้ลูก แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ทั้งรักและทั้งรู้สึกผิดต่อลูกสาวสุดจะประมาณ
“ขอโอกาสให้พ่อสักครั้ง”
พริริสาน้ำตาไหลรินออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะความรักจากพ่อแท้ๆ นั่นคือสิ่งที่เธอโหยหามาตลอด
“อย่ากักขังตัวเองอยู่กับอดีตอีกเลยนะลูก ถ้าหนูไม่มีความสุขเพราะเรื่องที่ผ่านมาแม่ คามินและท่านพ่อก็จะไม่มีความสุขไปด้วย”
พริริสาหันไปมองพีรดาด้วยดวงตาที่อ่อนล้า ก่อนจะหันกลับมาหาคณิน
พริริสาค่อยๆ ดึงมือตัวเองออกจากมือคณินที่กุมมือตนไว้ คณินชะงักไปไม่แน่ใจว่าพริริสาจะยอมยกโทษให้ตัวเองหรือเปล่า
ภาพสมัยเด็กแจ่มกระจ่างขึ้นในความคิดพริริสาอีกคำรบ
คณินตกใจรีบเข้าไปประคองพริริสาไว้ ไม่ให้หน้าคะมำ
“ริสาไม่เป็นไรนะลูก”
พริริสามองหน้าคณินอย่างงุนงงเพราะไม่เคยเจอกับพ่อมาก่อน
“นี่พ่อเอง พ่อของหนูไง”
คณินดึงพริริสามากอดไว้
พริริสาจ้องมองคณินความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านเต็มหัวใจ
“จากนี้ไปริสาจะเชื่อแม่ จะไม่นึกอดีตที่ผ่านมาอีก”
พริริสายกมือขึ้นไหว้คณินทั้งน้ำตา
“ริสาขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ทำไม่ดีกับพ่อกับครอบครัวของพ่อ ริสาขอโทษค่ะ”
คณินดีใจถึงขีดสุด เอื้อมมือออกไปโอบกอดพริริสาเอาไว้เต็มรักเต็มคิดถึง
“ริสาลูกพ่อ พ่อขอบใจ ขอบใจหนูจริงๆ”
พีรดาน้ำตาไหลรินออกมา คามินเข้าไปยืนข้างๆ จับมือพระชายาไว้ ทั้งคู่มองภาพสองพ่อลูกที่เข้าใจกัน พลอยความสุขตามไปด้วย

บ้านของครอบครัวกานดาแม้จะหลังใหญ่โต แต่ดูเก่าและทรุดโทรมมาก เพราะถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่มีใครอยู่มานาน กานดายืนอยู่ที่ด้านหน้าตึกสีหน้าขุ่นเคือง คุยสายอยู่กับนักเลงที่โทร.มาข่มขู่ขอเงินค่าปิดปาก
“พวกแกฝันไปเถอะว่าจะได้เงินจากฉัน ถ้าพวกแกโทร.มาอีกฉันจะให้ตำรวจลากคอพวกแกเข้าตะรางให้หมด อย่าคิดนะว่าฉันจะทำไม่ได้ อย่าโทร.มาอีก”
กานดากดสายทิ้งด้วยความโมโห
ระหว่างนี้กรนันท์ที่เพิ่งมาถึง เดินตัดสนามหญ้าอันรกเรื้อ กระถางต้นไม้ล้มหงายระเกะระกะ มาหากานดาด้วยท่าทีขยะแขยง
“แม่คะ”
“เกรซ แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาที่นี่”
“ยังไงเกรซก็ต้องมา จนกว่าคุณแม่จะกลับไปด้วยกัน กลับไปอยู่บ้านเราเหมือนเดิมเถอะนะคะ”
กานดาเดินเลี่ยงเข้าไปในบ้าน กรนันท์รีบเดินตาม

สองแม่ลูกเดินเข้ามาในโถงบ้าน กรนันท์เห็นสภาพแล้วบ่นไม่เลิก
“บ้านหลังนี้ทั้งเก่าทั้งโทรม สวนก็ดูไม่ได้ แถมไม่มีคนใช้ คุณแม่อยู่เข้าไปได้ยังไง”
“ยังไงบ้านนี้ก็เป็นของแม่ ไม่ใช่ของคนอื่น”
“บ้านบูรพเกียรติก็เป็นบ้านคุณแม่เหมือนกันนะคะ คุณแม่ไม่รักคุณพ่อแล้วเหรอคะ ถึงไม่ยอมกลับไป”
กานดาได้ยินก็ยิ่งแค้นใจ กัดฟันพูดกับลูก
“เคยรัก รักมากจนคิดว่าวันนึงจะเอาชนะผู้หญิงคนนั้นได้ แต่ก็เปล่าประโยชน์” กานดานิ่งไป ไม่อยากพูดให้เจ็บปวดอีก “ยังไงแม่ก็ไม่กลับ ที่นั่นไม่ใช่ที่ของแม่อีกแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงยังไงแม่ก็ไม่ยอมหย่ากับพ่อเราง่ายๆ ถ้าอยากจะหย่าก็ให้ไปฟ้องหย่าเอา”
“คุณแม่ไม่ยอมกลับไปแล้วเกรซจะทำยังไงล่ะคะ ตอนนี้เกรซทำอะไรก็ผิดไปหมด ที่บ้านคุณปู่คุณย่าก็เอาแต่ถามถึง พูดถึงแต่นังริสา ตอนนี้เกรซกลายเป็นหมาหัวเน่าไปแล้ว”
กานดาได้ฟังก็ยิ่งเจ็บแค้นแทนลูก
“ตอนนี้ทุกคนคงเห็นมันเป็นนางฟ้านางสวรรค์กันไป งั้นก็ให้มันเป็นนางฟ้าสมใจ ทำตามที่แม่บอกแล้วลูกจะได้ทุกอย่างคืนมา”
กรนันท์แปลกใจว่ากานดาจะให้ตนทำอะไร

ธีภพและอธิรุธเดินทางมาพบผู้การเอกสิทธิ์ที่กองกำกับการฯ ผู้การตบบ่าธีภพอย่างเป็นห่วง
“หายดีแล้วสินะ”
“ขอบคุณครับที่เป็นห่วง”
“แผลที่ตัวนิดเดียวเท่านั้นล่ะครับผู้การ รักษาไม่นานก็หาย แต่แผลใจ ที่ทำให้เจ้าหญิงบาดเจ็บหนักนี่ไม่รู้หายหรือยัง”
ธีภพเหวี่ยงศอกเข้าที่สีข้างอธิรุธจนจุก
“อ๊อย” แต่ไม่กล้าร้องดัง
“อาการเจ้าหญิงดีขึ้นมากแล้ว ผมก็เลยเรียกพวกคุณมาคุยเรื่องงานของเรา”
“นี่เขายังจะให้พวกเราทำงานอีกเหรอครับ”
เอกสิทธิ์มองอธิรุธอย่างระอาที่ชอบพูดเล่นเรื่อยเปื่อย อธิรุธรู้ตัวรีบสงบปากสงบคำลง
“ผมยินดีทำงานนี้ต่อครับผู้การ” ธีภพบอกน้ำเสียงจริงจัง
“ถึงจะเกิดเรื่อง แต่ทางไทรจีสก็ต้องการแบบนั้นเหมือนกัน เพราะเขาคงรู้ว่าไม่มี ใครดูแลเจ้าหญิงได้ดีไปกว่าคุณแล้วล่ะมั้ง”
ธีภพเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน
“ผมสัญญาจะไม่ให้เกิดเรื่องอะไรกับเจ้าหญิงได้อีก”
เอกสิทธิ์เห็นธีภพจริงจังก็เข้าใจ
“งั้นผมก็ฝากงานนี้ด้วยแล้วกัน คุณก็ด้วยผู้กอง”
“ครับผม”
อธิรุธรับเอาคำแข็งขัน แต่ยังทำหน้าทะเล้นเหมือนเคย

พริริสานั่งเหม่ออยู่ที่เตียง เพราะตั้งแต่รู้สึกตัวยังไม่เจอหน้าธีภพเลยสักครั้ง จู่ๆ มีตุ๊กตาแกะถูกยื่นมาข้างแก้ม
“คุณภพ”
พริริสายิ้มกว้างดีใจ หันมาเห็นมิราเป็นคนถือตุ๊กตาก็หุบยิ้ม
“เห็นเหงาๆ ฉันก็เลยเอาตุ๊กตาตัวโปรดมาให้ แต่สงสัยคนเจ็บจะอยากเจอคนที่ให้ตุ๊กตานี่มากกว่า”
พริริสาน้อยใจไม่หายที่ธีภพหายไป แต่ทำเป็นปากแข็ง
“ฉันไม่ได้อยากเจอใคร ก็แค่เบื่อๆ อยู่แต่ในห้องแบบนี้”
“งั้นก็ออกไปแก้เบื่อกัน”
มิรายิ้มเจ้าเล่ห์ คล้ายมีแผนในใจ

มิราเข็นรถให้พริริสานั่งมาตามทางเดิน มิราเห็นเรื่องระหว่างพริริสาและบูรพเกียรติคลี่คลายก็สบายใจ
“ตอนนี้ก็หมดเคราะห์หมดโศกสักทีนะริสา”
“พูดเป็นคนแก่เชียว”
“ก็มันจริงนี่ เรื่องในอดีตที่ทำให้ทุกข์ใจมานานก็จบแล้ว จากนี้ถึงเวลาที่จะมีความสุขได้สักที”
พริริสายิ้มได้ไม่เต็มยิ้มนัก แม้จะเข้าใจกันดีกับพ่อแท้ๆ แล้ว แต่ก็ยังเหลือเรื่องของหัวใจที่ยังค้างคาอยู่
“ถ้ามันเป็นแบบนั้นได้ก็ดีสิ”
มิราอมยิ้มเจ้าเล่ห์ หยุดเดินและปล่อยมือจากรถเข็น
พริริสาแปลกใจ ถามโดยไม่ได้หันไปมอง “หยุดทำไมล่ะ อย่าบอกนะว่าเมื่อยแล้ว”
มือธีภพยื่นเข้ามาจับที่แฮนด์รถเข็นทางด้านหลังพริริสาแทนและเข็นไปต่อ พริริสาไม่ได้คิดอะไรปล่อยให้ธีภพเข็นรถต่อไป

อธิรุธเดินเข้ามาหามิราที่ยืนยิ้มกระหยิ่มฟินเวอร์ มองธีภพเข็นรถให้พริริสา
“ขอบคุณนะครับที่ช่วยเพื่อนผม”
“ฉันก็ช่วยเพื่อนฉันเหมือนกันนั่นล่ะ”
“งั้นเรามาทำอะไรเพื่อตัวเราเองบ้างดีไหมคุณ”
อธิรุธยื่นมือมาจับบ่ามิรา ส่งสายตากรุ้มกริ่ม มิราตีมือออกอย่างแรงไม่ยอมให้จับ

ธีภพเข็นรถให้พริริสามาเงียบๆ
“ตกลงจะพาฉันไปไหนกันแน่มิรา”
“คุณอยากไปไหนล่ะ ผมจะได้พาไปถูก”
พริริสาได้ยินเสียงธีภพก็ดีใจมาก จะลุกขึ้น แต่รู้สึกเจ็บแผลขึ้นมา ธีภพรีบเข้าไปประคองไว้
“อย่ารีบลุกสิ”
“ฉันไม่เป็นอะไร แล้วคุณละคะ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม”
พริริสาเห็นธีภพเป็นปกติดีทุกอย่างก็ดีใจ เผลอตัวยกมือจับที่ใบหน้าธีภพเพื่อมองให้เต็มตา
นึกถึงเหตุการณ์ใต้ผืนน้ำตอนถูกพาอาซิสยิง เวลานั้นธีภพตัดสินใจถ่ายเทอากาศให้พริริสาพร้อมถ่ายทอดความรู้สึกที่ต้องการปกป้องเธอไว้อย่างสุดชีวิต แม้ตัวเองจะบาดเจ็บอยู่เช่นกัน
ธีภพจับมือพริริสาข้างที่จับใบหน้าตนไว้
“ถ้าผมเป็นอะไร จะมายืนตรงนี้ได้เหรอ”
ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กันด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง จู่ๆ พริริสาก็เกิดงอนขึ้นมาเมื่อนึกได้ว่าเขาหายหน้าไปร่วมเดือน
“แต่คุณก็หายหน้าไปเหมือนไม่ห่วงฉันสักนิด”
“คุณไม่รู้หรอกว่าผมห่วงคุณแค่ไหนริสา”
ระหว่างนี้ กรนันท์เดินถือช่อดอกไม้เข้ามาเห็นฉากรักซึ้งๆพอดี สายตากรนันท์จ้องมองพริริสาอย่างเกลียดชังแว่บหนึ่ง ก่อนจะปั้นหน้าฉีกยิ้มเรียกขัดจังหวะขึ้นว่า
“พี่ภพคะ”
ธีภพและพริริสาหันไปเห็นกรนันท์ก็ผละจากกัน ธีภพประคองพริริสาให้นั่งลงที่รถเข็น กรนันท์เดินตรงเข้ามาหาพริริสา เปลี่ยนสีหน้าเป็นเศร้าสร้อย
“เกรซมาเยี่ยม...พี่ริสาค่ะ”
พริริสาประหลาดใจต่อสรรพนามที่กรนันท์เรียกตน

ธีภพพาพริริสากลับห้องพักฟื้น มิราตามมาด้วย กรนันท์ยอมย่อตัวแสดงการเคารพเจ้าหญิงรัชทายาท ก่อนส่งดอกไม้ให้ พริริสารับไว้
“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้”
มิรารับช่อดอกไม้จากพริริสาไปวางไว้ให้อีกด้าน พลางมองกรนันท์อย่างไม่วางใจ
“คุณพ่อบอกว่าเกรซเป็นน้อง อีกอย่างพี่ริสาก็เป็นถึงเจ้าหญิงของไทรจีส เกรซล่วงเกินพี่เอาไว้มาก พี่ริสายกโทษให้เกรซด้วยนะคะ”
กรนันท์ตีหน้าเศร้าให้ดูน่าสงสาร
“ตอนนี้คุณแม่ก็ย้ายออกจากบ้านบูรพเกียรติ คงไม่กลับไปอีกแล้ว เกรซสับสนไปหมด เพราะพวกเราทำไม่ดีกับพี่ไว้มาก เจ้าชายคามิน พี่ภพ ก็พากันโกรธเกลียดเกรซไปหมด เกรซไม่เหลือใครแล้วจริงๆ”
พริริสาเห็นกรนันท์คร่ำครวญก็สงสาร มาถึงตอนนี้กรนันท์ก็เป็นน้องสาวคนนึงของตน
พริริสาเอื้อมมือไปจับมือกรนันท์อย่างเห็นใจ
“แต่คุณก็ยังมีคุณพ่อ คุณปู่ คุณย่าที่รักคุณมากนะ”
“ขอบคุณนะคะพี่ริสา ที่ยกโทษให้พวกเรา”
มิรารู้ว่าเพื่อนเริ่มใจอ่อน ก็นึกเป็นห่วงทันที

กรนันท์ออกมาจากห้องพักฟื้น ลอบยิ้มหยันที่บีบน้ำตานิดเดียวพริริสาหลงกลมีท่าทีอ่อนลงให้กับตน แต่หันมาเห็นสายตาคามินและไคซัจที่ยืนจ้องอยู่ก็ชะงัก
“เจ้าชาย”
“คุณมาที่นี่ทำไม”
“ก็มาเยี่ยมพี่สาวของเกรซสิคะ พี่สาวเจ็บหนักขนาดนี้ อดเป็นห่วงไม่ได้จริงๆ”
“คนอย่างคุณห่วงคนอื่นเป็นด้วยเหรอ”
“เจ้าชาย เกรซรู้นะคะว่าเมื่อก่อนเจ้าชายเกลียดครอบครัวของเกรซมาก เพราะเรื่องในอดีต แต่ตอนนี้ทุกคนก็เข้าใจกันดีหมดแล้ว เราสองคนก็น่าจะ...”
กรนันท์จะเข้าหาคามิน แต่ไคซัจออกมายืนขวางกันไว้
“คุณเกรซ ผมไม่เคยเกลียดคุณหรือครอบครัวคุณ เพราะเรื่องในอดีตของริสาเลยนะ”
กรนันท์ยิ้มมีความหวัง ก่อนจะถูกดับฝันว่า
“แต่ที่ผมเกลียดคือนิสัยและก็ตัวตนของคุณกับแม่คุณต่างหาก ถ้าคุณคิดจะทำดีกับริสาเพราะรู้สึกผิดจริงๆ ผมไม่ว่า แต่ถ้ามาเพราะมีจุดประสงค์ที่ไม่ดีหรือคิดร้าย ผมไม่ปล่อยพวกคุณไว้แน่”
คามินเดินเข้าห้องไปเลย ไคซัจตามเข้าไป ปล่อยให้กรนันท์คุมแค้น อยากจะกรีดร้องออกมา แต่ทำไม่ได้

ที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล กรนันท์นั่งอยู่ที่นั่นกับธีภพ โดยทำทีมาปรึกษาธีภพเรื่องพริริสา
“ท่าทางเจ้าชายคามินเหมือนไม่ไว้ใจเกรซ ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเกรซจะไปทำอะไรได้คะ เกรซก็แค่มาเยี่ยมพี่ริสา ไม่เห็นต้องทำเหมือนเกรซเป็นศัตรูเลย”
“เรื่องแบบนี้อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ไม่นานเจ้าชายก็คงเข้าใจ”
“แต่พี่ภพเข้าใจเกรซใช่ไหมคะ เมื่อก่อนเกรซไม่รู้ว่าพี่ริสาเป็นใคร แต่ตอนนี้เกรซรู้แล้ว เกรซก็อยากจะแก้ตัว”
ธีภพมองกรนันท์อย่างไม่มั่นใจ แต่ด้วยคิดว่าเป็นน้องสาวจึงพยายามไม่มีอคติ
“พี่เข้าใจ”
กรนันท์ยื่นมือไปจับมือธีภพ
“ขอบคุณนะคะพี่ภพที่เข้าใจเกรซ”
มิรายังกังวลที่กรนันท์มาทำดีกับพริริสาอยู่ เดินมากับอธิรุธที่หน้าร้านเห็นกรนันท์นั่งจับมือกับธีภพก็ยิ่งไม่พอใจ หันไปมองอธิรุธตาขวาง
“เพื่อนคุณทำอะไร”
“กินกาแฟอยู่”
“นี่ฉันไม่ได้ตาบอดนะ”
“เอ้าคุณก็เห็น แล้วมาถามผมทำไมล่ะ”
มิรานึกโมโหที่ถูกย้อน ได้แต่มองอธิรุธอย่างไม่พอใจ

คณินไปรับจินตนาในชุดขาวกลับจากปฏิบัติธรรม มาถึงบ้าน กฤษยืนยิ้มรอรับอยู่หน้าตึก
“เป็นยังไงคุณหญิง ไปอยู่วัดหลายวัน จิตใจสงบขึ้นแล้วสินะ”
“ค่ะ ฉันก็ไปตามคำแนะนำของคุณนั่นล่ะ แล้วหลานฉันล่ะคะเป็นยังไงบ้าง”
“หลานคนไหนล่ะ”
จินตนาค้อนควักสามี อ้อมแอ้มบอกว่า “ก็ทั้งสองคนล่ะ”
คณินกับกฤษต่างหันมามองหน้ากันยิ้มๆ

คณินพาจินตนาเข้ามานั่งที่ด้านใน สาวใช้ยกน้ำมาให้และออกไป
“เกรซล่ะคณิน”
“ไปเยี่ยมริสาน่ะครับ”
จินตนาได้ยินก็แปลกใจ
“ช่วงที่คุณไปปฏิบัติธรรม ยัยเกรซก็ไปเยี่ยมพี่สาวเขาแทบทุกวัน”
จินตนานึกดีใจ “แล้วริสาเขาว่ายังไงบ้าง”
“ผมก็ไม่ทราบหรอกครับ แต่เห็นยัยเกรซไปเยี่ยมริสาบ่อยๆ ก็คงจะไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นแบบนี้ผมก็สบายใจ”
“ฉันก็อยากจะไปเยี่ยมหลานบ้าง”
“เห็นว่าพรุ่งนี้ริสาก็จะออกจากโรงพยาบาลแล้วล่ะครับ”
“ตอนนี้เรียกหลานได้เต็มปากแล้วเหรอคุณหญิง” กฤษสัพยอก
“ฉันรู้ว่าฉันไม่คู่ควรจะเรียกริสาแบบนั้น ฉันทำกับเขาสองคนแม่ลูกไว้มาก มันคงถึงเวลาที่ฉันต้องชดใช้คืนให้พวกเขาบ้าง”
“แต่พวกเขาคงไม่ต้องการอะไรจากเราหรอกคุณหญิง”
“นั่นสินะ น้ำหน้าอย่างฉันจะเอาอะไรไปชดใช้ให้พวกเขา” คุณหญิงสะท้อนใจ
“แค่คุณหญิงรู้สึกผิดและอยากขอโทษพีรดากับริสาแค่นั้นก็ถือว่าชดเชยให้พวกเขาได้แล้ว”

จินตนามองสามีอย่างซาบซึ้งเต็มตื้น ที่ดร.กฤษคอยให้กำลังใจเสมอโดยไม่ซ้ำเติมให้เสียใจเลย

อ่านต่อหน้า 2

เพลิงนรี ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

เช้าวันเดียวกันนี้พริริสาออกจากโรงพยาบาลกลับมาที่บ้านพัก หมวดทัดและองครักษ์มารอรับอยู่ก่อนแล้วที่หน้าตึก
รถคามินซึ่งไคซัจเป็นคนขับแล่นมาจอด มีรถของธีภพตามหลังมา องครักษ์รีบไปเปิดประตูรถให้คามินและพริริสาลงจากรถ ธีภพและอธิรุธลงจากรถ หมวดทัดรีบเข้าไปรับสองหนุ่ม
“เป็นไงบ้างหมวด”
“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ แต่...”
มิราเดินออกจากในบ้านมารับพริริสาด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ทุกคนดูออกทันทีที่เห็นกรนันท์เดินตามออกมาด้วย
“พี่ริสา เกรซช่วยนะคะ”
กรนันท์เข้าไปแย่งประคองพริริสาก่อนมิรา และพาเข้าบ้านไป คามินมองกรนันท์อย่างเบื่อหน่ายเพราะไม่เชื่อว่าจะจริงใจ แต่ไม่พูดอะไร เดินตามเข้าไปพร้อมไคซัจ
อธิรุธรับรู้ได้ว่าต้องมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน อดสะกิดเป็นเชิงถามธีภพไม่ได้
ธีภพเองก็รู้สึกไม่ต่างกับคนอื่นๆ

12.2
กรนันท์ประคองพาพริริสามานั่งที่โซฟาห้องรับแขก
“นั่งก่อนนะคะ คุณมิรารบกวนขอน้ำสักแก้วให้พี่ริสาหน่อยสิคะ”
มิราถูกกรนันท์ใช้ก็ชักสีหน้าไม่พอใจ แต่พูดอะไรไม่ออกยอมเดินไป
“ใครให้คุณมาที่นี่” คามินถามขึ้นเสียงขุ่น
กรนันท์หันไปมองพริริสาเหมือนหาพวก
“ริสาให้มาเองค่ะ พี่คามินจะว่าก็ว่าริสาเถอะ”
คามินเห็นพริริสาออกตัวให้กรนันท์ก็รู้ทันทีว่าน้องสาวใจอ่อนให้อีกฝ่ายแล้ว
“คุณนี่เก่งมากเลยนะคุณเกรซ เอาเถอะ” คามินหันมาทางพริริสา “ยังไงก็พักให้เต็มที่ พรุ่งนี้ท่านแม่จะมา เราจะได้คุยกันเรื่องกลับไทรจีส”
“นี่จะกลับไทรจีสกันแล้วเหรอคะ”
พริริสาได้ยินเรื่องจะกลับไทรจีสก็หน้าเศร้าขึ้นมาทันที

พริริสานั่งซึมอยู่บนเตียง มิราเดินเข้ามามองอย่างไม่พอใจ
“ตกลงเธอคิดอะไรอยู่ถึงได้ยอมให้ยัยคุณเกรซมาที่นี่ด้วย นี่มันเซฟเฮ้าส์นะ”
“ยังไงเขาก็เป็นน้อง”
“แล้วก่อนหน้านี้ล่ะ”
“เธอพูดเองไม่ใช่เหรอมิราว่าอย่ายึดติดกับอดีต แล้วตอนนี้เกรซเขาก็เปลี่ยนไปแล้ว”
“ริสาเธอไม่เห็นว่าลับหลังเธอ น้องสาวเธอเขา...”
มิราเห็นพริริสาเข้าข้างกรนันท์ก็ชะงักคำ พูดอะไรไม่ออกอีก ไม่อยากให้เพื่อนไม่สบายใจ
พริริสานึกถึงวันที่กรนันท์มาร้องห่มร้องไห้กับตนก่อนจะกลับมาที่นี่

เวลานั้นกรนันท์นั่งอยู่ข้างเตียงพริริสา เล่นละครบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสาร
“เมื่อก่อนเกรซเคยทะนงตนว่าอยู่เหนือใคร ไม่มีใครมาทำอะไรได้ แต่ใครจะคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลกได้ขนาดนี้ บูรพเกียรติเกือบไม่เหลืออะไรเลย แถมครอบครัวก็ไม่เหมือนเดิม แต่ตอนนี้เกรซก็ทำใจยอมรับทุกอย่างได้แล้ว”
“เราคุยเรื่องนี้กันเข้าใจแล้วนี่”
“ค่ะ แต่เกรซก็อยากจะขออะไรจากพี่สักอย่าง”
พริริสาแปลกใจว่ากรนันท์จะขออะไร
“พี่เป็นคนโชคดี ตอนนี้พี่มีทุกอย่างเพียบพร้อมเป็นเจ้าหญิงแห่งไทรจีส มีเจ้าชายคามิน มีคนที่รักมากมาย ในขณะที่เกรซต้องเสียทุกอย่างไปแม้แต่พี่ภพ เพราะเกรซไม่ดีเอง ตอนนี้เกรซสำนึกผิดแล้ว พี่ริสาช่วยเกรซได้ไหมคะ ช่วยให้เกรซกับพี่ภพกลับมาเหมือนเดิม”
พริริสานิ่งงันไปทันที

กรนันท์มารายงานเรื่องไปเยี่ยมพริริสากับกานดา
“เป็นอย่างที่คุณแม่บอกเกรซจริงๆ พอเกรซยอมอ่อนให้มัน มันก็ทำเป็นดีตอบ คงอยากให้ใครๆเห็นว่าตัวเองแสนดีซะเต็มประดา”
“ก็ให้มันเป็นคนดีสมใจอยาก ลูกต้องเอาความน่าสงสาร ความเป็นลูกผู้หญิงด้วยกัน เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เอาธีภพคืนมาให้ได้”
“ค่ะคุณแม่”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กานดาได้ยินก็รู้ทันทีว่าใครโทร.มา หยิบโทรศัพท์มากดปิดทิ้งด้วยความหงุดหงิด
“ใครโทร.มาเหรอคะคุณแม่”
“พวกมาขอส่วนบุญน่ะ ลูกไม่ต้องสนใจหรอก”
กรนันท์ได้แต่แปลกใจว่ามารดาหมายถึงใคร

เย็นนั้น พริริสาเดินหน้าเศร้าออกมาที่สวนสวยหลังบ้านพัก หนักใจไม่สบายใจเรื่องที่กรนันท์ขอให้ตนช่วยเรื่องธีภพ ยืนอยู่สักครู่จึงหันหลังจะเดินกลับเข้าบ้าน เจอธีภพที่เดินเข้ามาพอดี
“คุณไม่ควรออกมาเดินเล่นคนเดียวแบบนี้”
“ฉันกำลังจะกลับ”
พริริสาจะเดินไป ธีภพแปลกใจรีบกางแขนกันไว้
“คุณเป็นอะไร เกรซมาที่นี่เขาพูดอะไรให้คุณไม่สบายใจหรือเปล่า
“เปล่าค่ะ”
ธีภพอ่านแววตาพริริสาออก รู้ว่าไม่จริง
“จำได้ไหมว่าผมเป็นพวกจับผิดเก่งแค่ไหน มองดูก็รู้ว่าคุณไม่ได้พูดความจริง”
“แต่ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรจะให้คุณจับผิดอีกแล้ว ฉันอยากเข้าบ้านไปพัก”
พริริสาจะเดินไปอีก ธีภพไม่ยอมให้ไป
“ผมจะไม่ให้คุณไป จนกว่าจะรู้ว่าคุณไม่สบายใจเรื่องอะไร”
ทั้งคู่สบตากัน พริริสายิ่งปวดใจเมื่อคิดถึงเรื่องที่กรนันท์ขอร้อง

จู่ๆ ไคซัจถือช่อดอกไม้เข้ามา
“ขออนุญาตพ่ะย่ะค่ะ”
ธีภพเห็นไคซัจมา จึงยอมลดมือลง
“เจ้าชายคามินให้กระหม่อมนำดอกไม้จากประเทศดาลีมามอบให้เจ้าหญิง”
พริริสาแปลกใจแต่ก็รับช่อดอกไม้มา
“เจ้าชายจากดาลีเพิ่งทราบเรื่องเจ้าหญิงบาดเจ็บ เลยส่งดอกไม้มาให้แทนความห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ”
พริริสารู้ความหมายของช่อดอกไม้นี้ดี ว่าสุดท้ายเธอ “ต้องเลือก” เจ้าของช่อดอกไม้สักคนมาเป็นคู่
“ฝากคำขอบคุณให้กับเจ้าชายแห่งดาลีด้วย”
พริริสาเดินกลับไป ธีภพถอนใจที่สุดท้ายก็ไม่ได้คุยกับพริริสา จะเดินไปบ้างแต่ไคซัจมาขวางหน้าไว้
“คุณธีภพ ผมอยากเตือนคุณเอาไว้อย่าง หลังจากนี้จะมีช่อดอกไม้จากเจ้าชายอีกหลายประเทศส่งตามมา”
“คุณกำลังจะบอกอะไรผมกันแน่”
“ตอนนี้ที่ไทรจีสกำลังมีปัญหา เจ้าชายคามินพยายามแก้ไขเรื่องนี้อยู่ และถ้าเจ้าหญิงทราบปัญหานี้ก็คงยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศของเราผ่านพ้นวิกฤตไปได้ ถึงแม้เจ้าหญิงจะไม่ใช่คนไทรจีสโดยสายเลือด แต่ก็เติบโตที่ไทรจีส และการอยู่ในตำแหน่งเจ้าหญิงราชกุมารี ก็มีสิ่งที่ต้องแบกรับไว้มากมายเช่นกัน คุณธีภพ ผมรู้ว่าคุณเป็นคนฉลาด คงเข้าใจสิ่งที่ผมพยายามจะบอก
ธีภพเข้าใจสิ่งที่ไคซัจพยายามจะบอกย้ำ ถึงคู่ครองที่เหมาะสมกับเจ้าหญิงราชกุมารีต้องเป็นเจ้าชายจากประเทศอื่น
นั่นทำให้ธีภพตระหนักชัดว่า ตัวเองห่างไกลออกไปจากพริริสาอีกครั้ง

มิรามองดูช่อดอกไม้ที่ถูกส่งมาตรงโต๊ะในห้องนอนพริริสา พลางถามเป็นการชวนคุย
“วันนี้มีช่อดอกไม้จากเจ้าชายประเทศดาลี พรุ่งนี้ไม่รู้จะมีช่อดอกไม้จากเจ้าชายประเทศอื่นมาอีกเท่าไหร่”
พริริสาเอาแต่นั่งเหม่อ แทบไม่ได้มองช่อดอกไม้สวยนั้นเลย
“แล้วฉันก็ต้องเลือกช่อดอกไม้หนึ่งในนั้นขึ้นมา เพื่อไทรจีสใช่ไหมมิรา”
มิราได้แต่มองพริริสาอย่างเห็นใจ
“คนเรามีสิทธิ์เลือกนะริสา เธอเองก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง”
พีรดาเดินเข้ามาพร้อมหญิงรับใช้
“ถ้าคนทั่วไปคงเลือกทำตามหัวใจตัวเองได้ แต่สำหรับเจ้าหญิงคงไม่ง่ายแบบนั้น”
“แม่”
พีรดาหันไปมองเชิงสั่งให้หญิงรับใช้ออกไปก่อน มิราเป็นคนประคองพาพีรดาเดินไปพริริสา
“โดยเฉพาะช่วงเวลาแบบนี้ ถ้าไทรจีสได้ความช่วยเหลือจากประเทศใกล้เคียง ก็จะเข้มแข็งขึ้น คามินบอกเรื่องที่เกิดขึ้นที่ไทรจีสให้แม่รู้หมดแล้ว ริสา ลูกทำสิ่งที่ตัวเองต้องการมาตลอด ทั้งท่านพ่อและคามินก็ไม่เคยขัด คงถึงเวลาที่ลูกต้องทำอะไรเพื่อตอบแทนไทรจีสบ้างในฐานะเจ้าหญิงราชกุมารีนะลูก”
พริริสาหน้าเศร้าเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรตามใจได้อีกแล้ว

ไคซัจกลับถึงสถานทูตแล้ว เดินถือแฟ้มเข้ามาหาคามินในห้องรับรอง
“เรื่องช่อดอกไม้ล่ะ”
“กระหม่อมจัดการเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วริสาว่ายังไงบ้าง คงไม่ได้โยนทิ้งหรอกใช่ไหม”
“ไม่พ่ะย่ะค่ะ เจ้าหญิงคงเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ดี”
“ฉันคงเหมือนคนใจร้าย ที่เอาภาระของไทรจีสไปใส่ไว้บนบ่าของริสาอีกคน”
“แต่ทุกอย่างที่เจ้าชายทำก็เพื่อไทรจีสและตัวเจ้าหญิงด้วย เจ้าหญิงต้องเข้าใจแน่พ่ะย่ะค่ะ” ไคซัจส่งแฟ้มให้ “หมายกำหนดการทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชายจะต้องเดินทางกลับไทรจีสก่อนเจ้าหญิงและพระชายาเพื่อเตรียมการประชุมสำคัญกับนักธุรกิจต่างชาติ”
คามินรับแฟ้มมาเปิดดูหมายกำหนดการ

ที่ไทรจีส ท่านเลขามาดูความเรียบร้อยของศูนย์การประชุมสถานที่จัดงาน คุยโทรศัพท์อยู่กับคามิน
“กระหม่อมมาตรวจดูการเตรียมงานสถานที่จัดการประชุมพ่ะย่ะค่ะ ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดี เจ้าชายไม่มีอะไรต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านเลขาไม่รู้ว่า มีพวกกบฏของราห์มานปะปนอยู่กับเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่เข้ามาจัดสถานที่เดินผ่านไปมา คนของราห์มานแอบจ้องมองมาที่ท่านเลขาและกลุ่มผู้ติดตามเป็นระยะๆ พอผู้ติดตามท่านเลขามองสอดส่องตรวจตราดูความปลอดภัย คนของราห์มานก็หลบตาก้มหน้าทำงานตามปกติ

ราห์มานเหมือนยืนรอใครอยู่ในบ้านพักนอกเมืองหลวง สักครู่จึงเห็นอาซิสเดินเข้ามารายงานความคืบหน้า
“เรื่องการประชุมนักธุรกิจต่างชาติเป็นไปตามที่เราได้ข่าวมาจริงๆ ครับท่าน”
“งานนี้คามินจะมาเป็นคนดูแลใช่ไหม”
“ครับ”
“ท่านพี่คงไว้ใจลูกชายคนนี้มาก ถึงให้จัดการดูแลแทบทุกอย่าง มิน่าถึงได้ทำพิธีแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาทตั้งแต่ยังไม่หย่านม”
ราห์มานเจ็บแค้นใจตั้งแต่ตอนนั้น
“แต่น่าเสียดายที่ครั้งนี้จะเป็นงานสุดท้ายของคามินที่ฉันเรียกนายกลับมาเพราะเราจะเดิมพันการรอคอยมาตลอด 17 ปีกับงานครั้งนี้ เราจะพลาดไม่ได้อีกจำไว้”
“ครับท่านราห์มาน”
ดูท่าแล้ว ราห์มานคาดหวังกับแผนการครั้งนี้มาก

แม้จะรู้ว่าทุกคนไม่พอใจในการของตน แต่วันนี้กรนันท์ก็เดินทางมาที่เซฟเฮาส์อีกตอนสายๆ กำลังยิ้มหวานส่งถุงขนมและของกินส่งให้หมวดทัดรับไป
“เกรซซื้อมาฝากค่ะ”
“ความจริงเกรซไม่ต้องซื้ออะไรมาก็ได้” ธีภพบอกเสียงเรียบ
“ผมเอาไปเก็บให้นะครับ”
หมวดทัดเดินเลี่ยงไป
“นิดหน่อยเองค่ะ พี่ภพต้องมาอยู่ที่นี่คงจะเบื่อแย่ วันๆ ต้องคอยเฝ้า...เกรซหมายถึงคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยของพี่ริสา เหนื่อยไหมคะ”
กรนันท์เกาะแขนธีภพพาเดินไปนั่งแถวนั้นอย่างเอาใจ
“พี่ภพรู้เรื่องที่พี่ริสาจะกลับไทรจีสหรือยังคะ เห็นว่าอีกไม่กี่วันก็จะกลับกันแล้ว คงไม่กลับมาอีกหลังจากนี้พี่ภพจะกลับไปทำงานที่บูรพเกียรติใช่ไหมคะ ตอนนี้เรื่องบริษัทไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว”
กรนันท์ชะงัก เริ่มรู้ตัวว่าพูดอยู่ฝ่ายเดียว ธีภพไม่ได้ตอบอะไรสักคำ จึงเอาความน่าสงสารมาดึงความสนใจแทน
“เหลือก็แต่เรื่องคุณพ่อคุณแม่ เกรซเข้าหน้าใครไม่ติดสักคน ไม่รู้จะทำยังไงให้ท่านกลับมาเหมือนเดิม”
“เรื่องบางอย่าง เราก็คงต้องปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของท่านสองคนเอง เราคงทำได้แค่รอดู”
ธีภพพูดเหมือนกำลังพูดเรื่องตัวเองมากกว่าเรื่องของกรนันท์
“แต่เกรซหวังว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ออกมาแล้วทำให้เกรซมีความสุขค่ะ”
กรนันท์ได้โอกาสเอนซบไหล่ธีภพ เรียกร้องความเห็นใจ

พริริสายืนทอดสายตามองผ่านหน้าต่างในบ้านออกไป เห็นกรนันท์อิงซบไหล่ธีภพก็ยิ่งเศร้า เรื่องระหว่างตนและธีภพดูจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ทั้งเรื่องที่ ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรนันท์เองก็เป็นน้อง ไหนจะสถานการณ์วุ่นวายในไทรจีสอีกเล่า ตำแหน่งเจ้าหญิงราชกุมารี กลายเป็นปราการกั้นขวางหัวใจเข้าไปอีก
พีรดากับมิรายืนมองพริริสาอยู่อีกด้านอย่างเห็นใจ
“หม่อมฉันอยากให้ริสาได้มีความสุขจริงๆ บ้าง”
“แต่เจ้าหญิงแห่งไทรจีส จะมีความสุขบนความทุกข์ของใครๆ ได้เหรอมิรา”
แม้พีรดาจะเห็นใจพริริสามากเพียงใด แต่มีความจำเป็นหลายอย่างที่รอให้พริริสาเสียสละอยู่

กานดาไปธุระข้างนอกเดินกลับเข้ามาในบ้าน พลางคุยโทรศัพท์อยู่กับกรนันท์
อีกฟากกรนันท์ขับรถมาตามถนนสีหน้าเบิกอารมณ์ดี คุยโทรศัพท์ผ่านบลูธูทไป
“ตอนนี้แผนคุณแม่ไปได้สวยมากเลยนะคะ อีกไม่นาน พอนังริสากลับไทรจีส อะไรๆ จะต้องกลับมาเหมือนเดิมแน่”
“ทำดีมากลูกแม่ ความน่าสงสารนี่ล่ะเป็นอาวุธสำคัญของเรา อีกไม่นานธีภพก็จะใจอ่อนกับลูกเอง ส่วนนังพี่สาวแสนดีของลูก มันอยากทำตัวเป็นผู้เสียสละนัก ก็ให้มันน้ำตาตกในกลับไทรจีสไป”
“เสียดายคุณแม่ไม่ได้อยู่กับเกรซด้วย คุณแม่คงสะใจเหมือนเกรซตอนนี้”
จังหวะนี้กานดาได้ยินเสียงเหมือนของหล่นพื้นที่ชั้นสองก็แปลกใจ
กรนันท์เห็นกานดาเงียบไป “มีอะไรหรือเปล่าคะคุณแม่”
“แค่นี้ก่อนนะลูก แล้วแม่จะโทร.ไปหาอีกที”
กรนันท์แปลกใจที่จู่ๆ มารดาก็วางสายไป

กานดาเดินขึ้นบันไดจะไปดูว่าข้างบนมีอะไรเกิดขึ้น นักเลง 2 คน กำลังช่วยกันยัดกล่องเครื่องเพชรของกานดาใส่กระเป๋าเป้และกำลังจะลงบันไดเพื่อออกไป
“กลับมาเร็วจริงนะคุณนาย” นักเลงลูกพี่ทัก
“พวกแกเข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง แล้วนั่นของๆ ฉัน พวกแกจะเอาไปไม่ได้นะ”
กานดาจะเข้าไปแย่งแต่โดนนักเลงลูกน้องผลักออกมา
“ช่วยไม่ได้ พวกเราโทร.มาขอเงินแต่คุณนายไม่ยอมให้พวกเราเอง มันก็ต้องแบบนี้ล่ะ”
“ถือเป็นค่าทำขวัญให้พวกเราไปตั้งตัวที่อื่นแล้วกัน” ผู้เป็นลูกพี่ว่า
นักเลงทั้งสองทำท่าจะไปโดยไม่สนใจ
“เอาของฉันคืนมา ไม่อย่างงั้นฉันจะแจ้งตำรวจ เอาพวกแกเข้าตะรางให้หมด”
กานดาทำท่าจะโทร.แจ้งตำรวจ นักเลงลูกพี่ หันมาแย่งโทรศัพท์จากมือกานดา
“ปล่อยฉันนะ”
ทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่ที่หัวบันได นักเลงลูกพี่แย่งมือถือได้ก็ปาทิ้งไปโทรศัพท์มือถือกระแทกพื้น อันเป็นจังหวะเดียวกับร่างกานดาเซหงายหลังกลิ้งตกบันไดลงไป กานดากรี๊ดสุดเสียง
“อ๊าย.....”
กานดากลิ้งหลุนๆ ตกบันไดลงไปนอนนิ่งพื้นที่ตีนบันได หัวแตกมีเลือดไหลซึม แต่ยังไม่หมดสติเจ็บปวดไปทั้งร่าง แทบขยับตัวไม่ได้ สายตาจ้องมองลูกน้องทั้งสองอย่างเจ็บแค้น
“รีบไปเร็ว”
ทั้งคู่รีบลงบันไดเผ่นหนีออกไปโดยไว ทิ้งให้กานดานอนเจ็บเจียนตายอยู่เพียงลำพัง ไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะร้องขอความช่วยเหลือ

เช้าวันต่อมา ประตูลิฟต์ในตึกบูรพเกียรติเปิดออก เห็น โรซี่ บุษกร ชนิตาและบรรดาพนักงานกรูออกมาจากลิฟต์กำลังจะเข้างาน
“ไหนริสาว่าบริษัทเราจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารไง นี่ผ่านมาเป็นเดือนไม่มีเห็นมีอะไรเกิดขึ้นเลย ฉันก็ยังเห็นคุณคณินมาทำงานตามปกติ” โรซี่ปรารภ
“นั่นสิ ริสาเองก็เงียบหายไปด้วย ติดต่อก็ไม่ได้” ชนิตาว่า
“เฮ้อ นี่ละนะคะที่เขาว่าความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ชีวิตคนเราจะหาความเที่ยงแท้ได้จากที่ไหน”
โรซี่ กะชนิตายกมือไหว้เปล่ง “สาธุ” พร้อมกัน
โรซี่มองค้อนบุษกร “พรุ่งนี้ฉันจะเอายัยบัวไปตัดหางแล้วปล่อยที่วัด เอาวัดไหนดี”
“คนนะคะไม่ใช่แมว จะได้เอาไปปล่อยวัดน่ะ”
ศจีเดินคุยโทรศัพท์มาอีกด้านด้วยท่าทางรีบร้อน
“ค่ะ เดี๋ยวทางนี้ศจีจัดการเลื่อนนัดออกไปให้ค่ะท่านประธาน ได้ค่ะ ไม่ลืมค่ะ”
สามสาวเห็นศจีเหมือนมีเรื่องด่วนก็รีบโผล่ไปดักหน้าไว้ ศจีวางสายเงยหน้ามาเห็นก็รีบเบรกตกใจ
“ว้าย! อะไรกัน”
“พวกเราต้องถามพี่มากกว่านะคะ ว่ามีอะไร” ชนิตาถาม
ศจีมองหน้าสามสาวอย่างเอือมๆ ที่เข้ามาสอดรู้สอดเห็นอีกจนได้
“มีอะไรด่วนเหรอคะ” โรซี่ถามแทนสองสาว
“คุณกานดาอยู่โรงพยาบาล คุณคณินก็เลยต้องเลื่อนนัดทุกอย่างวันนี้ออกไป”
สามสาวมองหน้ากันเบิกตาโตตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับกานดา

กานดานอนหลับอยู่ที่เตียงห้องพักฟื้น มีผ้าพันแผลที่หัว แขน ขาและคอใส่เฝือกเอาไว้
คณิน จินตนา มองกานดาอย่างเวทนาและเห็นใจ กรนันท์เห็นสภาพแม่ตัวเองก็ร้องไห้ไม่หยุด
“หมอบอกว่ากานดากระดูกหักหลายที่ ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็กระดูกต้นคอน่ะครับเพราะถ้าไปกดทับเส้นประสาทกานดาก็อาจจะ...ขยับร่างกายไม่ได้” คณินบอกมารดา
“คุณแม่”
กรนันท์จะเข้าไปหากานดา แต่คณินดึงกรนันท์เอาไว้
“ให้แม่เขาได้พักเถอะ”
“แต่ว่า...”
“เชื่อพ่อเขาเถอะเกรซ”
จินตนาพยักหน้าให้ออกไปคุยด้านนอก คณินกอดกรนันท์พาเดินตามออกไป

ทั้งสามออกมาที่หน้าห้อง เห็น พริริสา พีรดา มิรา กำลังเดินมา มีธีภพ อธิรุธ และหญิงรับใช้ถือช่อดอกไม้เยี่ยมไข้เดินตามมา กรนันท์เห็นธีภพก็โผเข้าไปกอดร้องไห้
“พี่ภพ คุณแม่...ฮือๆๆ”
“คุณอาอยู่กับหมอแล้วยังไงก็ต้องปลอดภัย”
ธีภพลูบหลังปลอบโยนกรนันท์ด้วยความเห็นใจ พริริสาพยายามข่มความรู้สึกเจ็บลึกๆในใจเอาไว้
พีรดายกมือไหว้จินตนา “พวกเรารู้ข่าวคุณกานดามาเยี่ยมค่ะ”
พริริสายกมือไหว้จินตนาและคณิน
“คุณย่า คุณพ่อ”
จินตนามองหน้าพีรดาและพริริสา ละอายแก่ใจเหลือแสน ตรงเข้าไปกอดลูบหลังพริริสา
“ไหว้พระเถอะลูก”
กรนันท์กอดธีภพอยู่ แต่ยังลอบมองพริริสาอย่างริษยาที่จินตนาเปลี่ยนมาแสดงท่าทีรักใคร่ ความโกรธเกลียดที่ซ่อนไว้จึงหลุดออกมา
“มาเยี่ยมหรือมาสมน้ำหน้ากันแน่”
คณินปราม “เกรซ”
“คุณแม่ต้องมีสภาพแบบนี้ มีเหรอคะที่พวกเขาจะไม่ดีใจ”
เห็นคณินและจินตนามองมาด้วยสายตาตำหนิตน ยิ่งทำให้กรนันท์น้อยใจเดินหนีออกไป
“ยัยเกรซ”
“คุณภพช่วยไปดูเกรซให้ทีเถอะค่ะ คุณคงทำให้เกรซสบายใจขึ้นได้”
ธีภพรู้สึกได้ว่าพริริสากำลังผลักไสตนอยู่ อดประชดออกไปไม่ได้
“ถ้านั่นเป็นคำสั่งของเจ้าหญิง ผมก็จะทำตาม”
ธีภพเดินตามกรนันท์ไป พริริสาเจ็บปวดใจนัก มิราและอธิรุธได้แต่ยืนมองเป็นห่วงเพื่อนตัวเอง

กรนันท์หลบมาร้องไห้อย่างคับแค้นใจอยู่ในสวนสวย ธีภพเดินตามเข้ามา
“ไม่มีใครเข้าใจเกรซสักคน สองแม่ลูกนั่นมาทำลายครอบครัวเราชัดๆ แต่คุณพ่อ คุณย่ากลับไปรักไปชื่นชมสองแม่ลูกนั่น ในขณะที่แม่ของเกรซอาจจะกลายเป็นคนพิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”
“เกรซ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้หรอกนะ”
“ทำไมจะไม่มีคะ ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขามาเยาะเย้ย”
“ไหนเกรซว่าริสาเป็นพี่สาว”
“เกรซไม่บังอาจหรอกค่ะ นั่นเขาเป็นเจ้าหญิงแต่เกรซกำลังจะกลายเป็นหมาหัวเน่า”
ธีภพจับไหล่กรนันท์ไว้ให้ฟังตน
“เกรซฟังพี่นะ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันคือผลของการกระทำ ตอนนี้มันอาจจะดูแย่ดูเลวร้ายสำหรับเรา แต่ถ้าเราเปิดใจแล้วยอมเริ่มต้นใหม่ เริ่มต้นในสิ่งที่ดีๆ สิ่งแย่ๆ ในตอนนี้มันก็ผ่านพ้นไปเอง ริสากับคุณพีรดาเขาไม่ได้โกรธแค้นคุณอากานดาอีกพวกเขาปล่อยวางมันแล้ว เกรซเองก็ควรจะวางมันได้แล้วเหมือนกัน
“สุดท้ายพี่ภพก็เข้าข้างคนพวกนั้นอยู่ดี”
กรนันท์ยังดื้อดึงและไม่เชื่อ เดินหนีไป ธีภพมองตามอย่างเหนื่อยใจ

พริริสาและพีรดาเข้ามาเยี่ยมกานดาในห้อง กานดารู้สึกตัวค่อยๆลืมตาขึ้นมองมาที่พีรดาและพริริสาอย่างเคืองแค้นอยู่ ยิ่งอยู่ในสภาพแบบนี้ยิ่งเจ็บใจแต่ขยับร่างกายไม่ได้
“ฉันกับลูกมาเยี่ยมคุณ”
สายตากานดากร้าวขึ้น เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะมาซ้ำเติม
“ตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว ฉันคิดว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก แต่โชคชะตาก็เล่นตลกให้เราต้องมาเจอกันอีกจนได้ ตอนนี้ฉันก็ยังขอยืนยันคำเดิมว่าฉันไม่ได้ต้องการเรียกร้องอะไร ไม่ว่าคุณจะทำเคยทำอะไรกับฉันและลูกเอาไว้ ฉันคิดเสมอว่าส่วนหนึ่งมันก็มาจากความผิดของฉันเหมือนกัน”
แววตากานดาอ่อนลง ไม่คาดคิดว่าพีรดาจะพูดแบบนี้
“ฉันบอกตัวเองเสมอนะคะว่าจะไม่ขังตัวเองอยู่กับอดีต ลูกของฉันก็เหมือนกัน”
พีรดาจับมือกานดาอย่างอ่อนโยนและหวังดีกับอีกฝ่ายจริงๆ
“ฉันเชื่อว่าหมอจะต้องรักษาคุณให้หายดีและกลับมาเหมือนเดิมได้ ขอแค่คุณไม่ยอมแพ้”
พริริสาเห็นสภาพกานดาและคำพูดของพีรดา ก็ทำให้ปล่อยวางความโกรธเกลียดที่ผ่านมากับกานดาลงได้
“ฉันก็ขอให้คุณหายดี อะไรที่เราเคยทำไม่ดีต่อกันไว้ ฉันขออโหสิให้ และขอให้คุณอโหสิให้กับฉันด้วย”
พริริสายอมยกมือไหว้ขอโทษกานดาจากใจจริง
“ฉันรู้นะคะว่าคนที่คุณห่วงที่สุดคือเกรซ ฉันสัญญาจะว่าจะเป็นพี่สาวที่ดีให้กับเขา คุณไม่ต้องกังวลไปนะคะ”
กานดาเห็นพริริสาและพีรดาไม่ได้โกรธเกลียดตนอย่างที่คิด ความรู้สึกผิดก็แล่นเข้ามาจับใจ ตาแดงก่ำน้ำตาไหลรินออกมาอย่างยอมเป็นผู้พ่ายแพ้
กรนันท์ยืนพิงประตูหน้าห้องที่แง้มอยู่ ได้ยินทุกอย่างที่พีรดาและพริริสาพูดกับกานดา

คุณหนูเกรซร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิด ไม่ต่างจากมารดา ที่โกรธเกลียดพริริสามาตลอด แต่พริริสากลับเห็นตนเป็นน้องสาวจริงๆ

อ่านต่อหน้า 3 /17.00 น.

เพลิงนรี ตอนที่ 12 อวสาน (ต่อ)

โรซี่ บุษกรและชนิตาหิ้วกระเช้าผลไม้เดินมาเพื่อจะมาเยี่ยมกานดา

“นี่เรามาเยี่ยมคุณกานดา โดยไม่บอกไม่กล่าวจะโดนท่านประธานหาว่าสะ...สอดหรือเปล่า” ชนิตาว่า
โรซี่บอกว่า “คนเจ็บคนป่วย เขามีแต่จะปลื้มมีคนคอยห่วงใยมาเยี่ยม”
“แต่ช่วงก่อน เห็นสมน้ำหน้าคุณกานดาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ” บุษกรเหน็บ
โรซี่จีบปากปฏิเสธมาดแมน “ใคร ฉันไม่เห็นรู้เรื่อง ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยน ท่านประธานยังอยู่ หัดลืมเรื่องเก่าๆ ซะบ้างนะยะยัยบัว”
บุษกรหันไปอีกทางเห็นมิราเดินไปกับหญิงรับใช้อีกด้าน
“นั่นคุณมิรา เพื่อนริสาหรือเปล่า”
“สงสัยมาเยี่ยมคุณกานดา ริสาอาจจะมาด้วยก็ได้” ชนิตาว่า
ทั้งสามรีบเดินตามมิราไป

โรซี่ บุษกรและชนิตาเดินตามมิราและหญิงรับใช้มาห่างๆ มิราและหญิงรับใช้เดินเลี้ยวไปอีกทาง
พริริสาและพีรดาเดินมาพอดี
“จะกลับกันเลยหรือเปล่าเพคะพระชายา เจ้าหญิง”
สามสาวที่เดินตามมาได้ยินเสียงมิราก็พากันหูผึ่ง
“พระชายา เจ้าหญิง” โรซี่พึมพำทวนคำ
มิราเอ่ยขึ้นอีกว่า “คุณภพกับผู้กองอธิรุธ รอพระชายาและเจ้าหญิงอยู่ทางโน้นเพคะ”
“ลูกควรไปลาคุณคณินกับคุณย่าก่อนนะ”
“ค่ะ”
พีรดาและพริริสาเดินไปอีกด้าน มิราและหญิงรับใช้เดินตามไปด้วย
ที่มุมทางเดิน เห็นสามสาวเกาะผนังด้วยหน้าตาตื่นที่ได้รู้ความจริง
“ริสา เจ้าหญิง” บุษกรครวญคราง
“ฉันไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม” โรซี่อึ้งๆ อยู่
ทั้งสามหันไปตั้งตัวกับสิ่งที่เห็นและได้ยิน แต่กลับเจอไคซัจและองครักษ์ยืนจ้องอยู่ เลยพากันตกใจ
“ว้าย”

ที่ไทรจีส ทหารกบฏเปิดลังอาวุธพร้อมแจกจ่ายอาวุธให้กันและกัน อีกด้านราห์มาน อาซิสและคนสนิทกำลังคุยเรื่องแผนการกันอยู่
“เราได้หมายกำหนดการของเจ้าชายคามินและเจ้าหญิงพริริสามาแล้วครับท่าน”
“ในวันงานประชุมเจ้าชายคามินจะมาเปิดงานการประชุม อีกด้านจะมีขบวนรับเจ้าหญิงพริริสาและพระชายาที่จะกลับจากประเทศไทย”
“ถือเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เด็ดหัวเด็ดหางมันไปพร้อมๆ กัน”
“ทางเราจะแยกกำลังกันออกไป”
อาซิสอธิบายแผนการครั้งนี้ให้ราห์มานและทหารคนสนิทฟังอย่างมั่นใจ

โรซี่ บุษกร และชนิตาพากันนั่งตัวสั่นด้วยความหวั่นกลัว เพราะมีไคซัจและองครักษ์คอยเฝ้าไว้

“เขาจะทำอะไรพวกเราไหม” บุษกรเอ่ยขึ้นสีหน้าหวาดผวา
“ไม่หรอกมั้ง แต่ถ้าทำจริง ฉันขอคนนั้น” โรซี่บุ้ยใบ้ไปที่ไคซัจ “ฉันยอมให้จับหักคอจิ้มน้ำพริกเลย”
พร้อมกับว่า โรซี่ทำท่ายื่นคอไปทางไคซัจ ชนิตาตีแขนเรียกสตินาง
“อย่าเพ้อ เดี๋ยวได้ตายศพไม่สวยกันพอดี”
พริริสาเข้ามาในห้อง สามสาวดีใจจะเข้าไปหา ไคซัจและองครักษ์มายืนกั้นไม่ให้เข้าใกล้เจ้าหญิง
“พวกเขาแอบฟังเจ้าหญิงกับพระชายาคุยกันกระหม่อมเลยเอาตัวมาที่นี่ก่อน”
“ตกลงพวกเราไม่ได้หูฝาด เมากลิ่นยาในโรงพยาบาล ริสาเป็นเจ้าหญิงจริงๆ เดี๋ยวคงไม่ใช่รายการล้อกันเล่น แอบมีกล้องมาถ่ายใช่ไหม” โรซี่เจื้อยแจ้วกับพริริสา
ไคซัจดุเสียงเข้ม “อย่าพูดจาเหลวไหล”
โรซี่สะดุ้ง รีบปิดปาก
“พอเถอะไคซัจ พวกเขาเป็นเพื่อนของฉัน”
ไคซัจและองครักษ์ยอมหลีกให้พวกโรซี่เข้าไปหาพริริสา สามสาวรู้ว่าพริริสาเป็นเจ้าหญิงก็ทำตัวไม่ถูก จะย่อเข่า จะโค้ง เก้ๆ กังๆ สุดท้ายชนกันเองอย่างน่าขัน
“ริสา เอ๊ย เจ้าหญิงพวกเราทำตัวไม่ถูกเลยเพคะ” บุษกรว่า
พริริสายิ้มพลางบอก “ไม่ต้องทำอะไรแบบนี้หรอก ทำตัวเหมือนเดิมเถอะนะ ฉันต้องขอโทษด้วยที่ปิดบังทุกคนเกี่ยวกับตัวเอง ทั้งๆ ที่พวกเธอเป็นเพื่อนที่ดี คอยช่วยเหลือฉันตลอด”
“ได้เป็นเพื่อนกับเจ้าหญิง ก็เป็นบุญของพวกเราแล้วละเพคะ” โรซี่ฉอเลาะ
“พูดผิดพูดใหม่ได้นะ” ชนิตาทักท้วง
“ฉันพูดอะไรผิด”
“เพคะ ผู้หญิงเขาใช้กัน”
โรซี่ยกมือจะตีชนิตา ไคซัจกระแอมว่ากรุณารักษามารยาทตอนอยู่ต่อหน้าเจ้าหญิง โรซี่ชะงักรีบหดมือ สะกิดให้บุษกรเป็นคนเปิดคำถาม
“ตกลงเรื่องมันเป็นยังไงเหรอริสา เออ เหรอเพคะเจ้าหญิง ทำไมต้องปลอมตัวมาที่บูรพเกียรติด้วย”
พริริสาเห็นแก่ทั้งสามเป็นคนดี จึงยอมเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟัง

การประชุมผู้ถือหุ้นที่ห้องประชุมบูรพเกียรติดำเนินไป คามินและไคซัจอยู่ในห้องประชุมกับคณินและคนอื่นๆ ศจีคอยบันทึกการประชุมทั้งแทบเล็ตและจดหัวข้อสำคัญๆ เพื่อตกลงเรื่องบริษัท กรรมการต่างยกมือเห็นด้วย วิทิตลุกขึ้นโค้งให้เจ้าชายคามินและทุกคนๆ ในฐานะรักษาการประธานบริหาร ทุกคนปรบมือให้เกียรติ
กรรมการและผู้ถือหุ้นทำความเคารพคามินและทยอยกันเดินออกไป ศจีได้แต่มองคณินเศร้าๆ
“ไม่ต้องห่วงนะคุณศจี ผมจะให้คุณไปช่วยงานรักษาการประธานบริษัทแทนผม พอได้ประธานคนใหม่จริงๆ คุณก็ต้องเป็นเลขาเขาต่อไป”
“ขอบคุณมากค่ะ ยังไงคุณคณินก็เป็นเจ้านายที่ดีที่สุดของศจีเสมอ”
คามินเดินเข้ามา คณินมองเชิงสั่งให้ศจีเดินเลี่ยงออกไป
“ความจริงคุณกับริสาเข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอีกก็ได้”
“ถึงไม่มีเรื่องความเข้าใจผิดในอดีต สิ่งที่ริสาทำก็ถูกต้องแล้ว ผมคงต้องยอมรับความจริง ว่าตัวเองไม่มีความสามารถพอจะพาบูรพเกียรติไปต่อได้ ถ้ายังฝืนสุดท้ายก็ทำให้บริษัทกลายเป็นเรือที่ผุพังไป ถึงเวลาที่ต้องให้คนรุ่นใหม่ คนที่มีความสามารถมากกว่ามาทำงานแทน”
“ได้ยินแบบนี้ผมก็กลับไทรจีสได้อย่างสบายใจ เพราะการมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อริสา แต่ไทรจีสก็ต้องได้อะไรกลับไปด้วยเหมือนกัน”
“ไม่ต้องห่วงครับเรื่องธุรกิจระหว่างบูรพเกียรติกับไทรจีส ผมได้วางคนที่มีความสามารถมาดูแลต่อไว้แล้ว รอก็แค่ให้เขาทำหน้าที่สำคัญให้เสร็จเสียก่อน”
คามินพอจะรู้ว่าคณินหมายถึงธีภพ

เย็นนั้น คามินยืนเผชิญหน้ากับธีภพที่สวนด้านหลังเซฟเฮาส์ มีไคซัจยืนดูอยู่ไกลๆ ปล่อยให้ทั้งคู่ได้คุยกันแบบส่วนตัว
“พรุ่งนี้ผมจะกลับไทรจีส”
“ผมทราบกำหนดการเดินทางของเจ้าชายจากผู้การแล้ว”
“หลังจากนี้มีเรื่องสำคัญหลายอย่างที่ผมและท่านพ่อต้องจัดการ แต่ผู้การเอกสิทธิ์บอกว่าคุณมีเรื่องจะคุยกับผม มันเป็นเรื่องอะไร”
ธีภพเพียงยิ้มบางๆไม่ตอบอะไร แววตาบ่งบอกมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับคามินก่อนจะกลับไทรจีส
วันรุ่งขึ้น คามินและไคซัจกลับถึงไทรจีสก่อนอย่างเรียบร้อย เวลานี้เดินเข้ามาที่โถงตำหนักภายในวัง มีหญิงรับใช้และองครักษ์มารอรับ
คามินมองหาบิดา พลางถามเอากับองครักษ์ “ท่านพ่อล่ะ”
“ท่านราอิลรอเจ้าชายอยู่ที่ห้องประชุม พร้อมท่านเลขาและนายพลพอลแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คามินเดินตรงไปยังห้องประชุม ไคซัจและองครักษ์เดินตามไปด้วย

ที่เมืองไทย หญิงรับใช้กำลังจัดเสื้อผ้าพริริสาลงกระเป๋า พีรดามองหน้าลูกสาวพลางถาม
“ลูกแน่ใจนะว่าพร้อมจะกลับไปที่ไทรจีสแล้ว”
“ค่ะ พี่คามินกลับไปแล้ว เราสองควรก็จะตามกลับไปด้วย”
“แต่กลับไปครั้งนี้ลูกรู้ใช่ไหมว่าจะต้องกลับไปทำหน้าที่เจ้าหญิงราชกุมารีแห่งไทรจีส จะไม่ใช่ริสาที่สามารถทำอะไรได้ตามใจเหมือนที่อยู่ที่นี่อีก”
แม้ลึกๆ ภายในใจจะเศร้านัก แต่เมื่อตัดสินใจแล้ว พริริสาก็ต้องเดินหน้าต่อไปกับเส้นทางที่เลือกแล้ว
“ริสารู้ค่ะ จากนี้ไปสำหรับริสาเรื่องของไทรจีสจะมาก่อนเรื่องอื่น”
พีรดาเดินเข้ามาโอบกอดลูกสาวไว้ เห็นใจแต่ก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

ด้านมิรานั่งสีหน้าอมทุกข์ไม่สบายใจอยู่ที่มุมหนึ่ง อธิรุธเดินมายื่นแก้วกาแฟให้สาวเจ้า
“ผมชงมาให้ ทำหน้าแบบนี้คุณไม่ดีใจที่ได้กลับไทรจีสใช่ไหม ต้องมาห่างผมคุณก็เลยเศร้า”
“มั่วจริงคุณนี่ ฉันกังวลเรื่องสถานการณ์ที่ไทรจีสต่างหาก”
“งั้นคุณก็อยู่ที่นี่ต่อสิ รอให้สถานการณ์ที่นั่นดีก่อนค่อยกลับไป”
“ถึงฉันจะช่วยเหลืออะไรไทรจีสไม่ได้มาก แต่ฉันก็ไม่ใช่คนขี้ขลาด จะได้หลบเอาตัวรอดคนเดียว ยังไงฉันก็จะกลับไปพร้อมริสากับพระชายา”
อธิรุธมองมิราอย่างชื่นชม แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“คุณรู้ไหม นิสัยคุณเหมาะมีแฟนเป็นตำรวจมาก โดยเฉพาะตำรวจไทย”
“คุณก็ชอบพูดเล่นอยู่เรื่อย”
“ผมไม่ได้ตามไปด้วย คุณต้องระวังตัวให้ดี รักษาเนื้อรักษาตัวเอาไว้” อธิรุธหยิบกระดาษพับออกมายื่นให้มิรา “อันนี้ผมให้ เก็บไว้ดีๆนะคุณ ห้ามทิ้งเด็ดขาด”
มิรารับมาอย่างงงๆ
“แล้วผมจะไปหาคุณเอง”
พร้อมกับว่าอธิรุธโน้มตัวยื่นหน้ามาขโมยหอมแก้มมิราอย่างว่องไวก็รีบเดินหนีไปโดยเร็ว มิรามัวแต่ตกใจกว่าจะรู้ตัวอธิรุธก็เดินลับกายหายหัวไปแล้ว
“คนบ้า คนฉวยโอกาส”
มิราคลี่กระดาษออกดู เห็นคำว่า “Reserved จองแล้วจ้า” แล้วยิ่งเขิน
ยืนยิ้มขำกับมุกจีบสาวของอีตาผู้กองจอมกะล่อนอยู่ตรงนั้น

พริริสาออกมาที่หน้าห้องพัก เจอธีภพที่ทางเดินเข้าพอดี ทั้งคู่ต่างมองกันและกันเก้อๆ เหมือนมีอะไรกั้นกลาง ธีภพตัดสินใจเดินเข้าไปหา
“คุณเตรียมตัวที่จะเดินทางกลับแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ เก็บของเสร็จหมดแล้ว พี่คามินบอกว่าคุณจะไปส่งฉันกับแม่ที่ไทรจีส”
“ผมรับปากเจ้าชายไว้แล้ว”
“เสร็จงานที่ไทรจีสแล้ว ฉันฝากเกรซ น้องสาวฉันด้วยนะคะ”
“คุณฝากให้ผมดูแลเกรซ แล้วคุณล่ะ”
“ส่วนฉันก็จะกลับไปทำหน้าที่เจ้าหญิงของฉันเพื่อไทรจีส”
ทั้งคู่ต่างมองกันด้วยแววตาเศร้าอย่างเข้าใจหน้าที่ของกันและกัน
“ผมก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเหมือนกัน เพราะมันคงจะเป็นงานสุดท้ายของภารกิจนี้ ที่จะปกป้องเจ้าหญิงของไทรจีส”
ธีภพโค้งให้ เป็นการบอกว่าจากนี้เธอคือเจ้าหญิงพริริสา ไม่ใช่ “ริสา” ที่เขารู้จักอีกแล้ว จากนั้นก็หันหลังเดินกลับห้องไป
พริริสามองตามอย่างใจหาย ธีภพเองก็เช่นกัน เขาอยากหันกลับไปมองแต่ก็ต้องขืนใจตัวเองเดินไป

รุ่งเช้า พริริสา พีรดาและมิราในชุดเดินทางออกมาที่หน้าบ้าน เตรียมตัวบินกลับไทรจีส มีรถสองคันจอดรออยู่ หมวดทัดเปิดประตูรถให้ให้พีรดาขึ้นไปนั่ง
พริริสายื่นมือจะไปเปิดประตูรถอีกด้านตามความเคยชิน พอดีกับธีภพที่เอื้อมมือมาเปิดให้ มือของทั้งคู่แตะกันนิดหนึ่ง ธีภพทำนิ่งเฉยเปิดประตูรถให้พริริสาขึ้นไปตามหน้าที่
พีรดาและพริริสาก้าวขึ้นรถ ธีภพปิดประตูแล้วเดินไปนั่งที่นั่งด้านหน้า มีหมวดทัดเป็นคนขับ
ขณะเดียวกันอธิรุธเปิดประตูให้มิราขึ้นรถอีกคันพร้อมหญิงรับใช้ อธิรุธปิดประตูขึ้นไปขับรถ
รถสองคันแล่นออกไปสู่ถนนใหญ่

กรนันท์ยืนอยู่ในสนามหญ้าของสวนสวยหน้าคฤหาสน์เหม่อมองออกไปไกลลิบตา มีเรื่องต่างๆ ที่ให้ต้องคิด คณินเดินออกมาหา
“ไหนว่าวันนี้จะไปเฝ้าแม่เขาไง นี่พ่อก็ว่าจะไปกับเราด้วยนะ”
“พี่ริสากลับไทรจีสวันนี้ใช่ไหมคะคุณพ่อ”
คณินได้ยินกรนันท์เรียกพริริสาว่าพี่อย่างเต็มใจก็ยิ้มออก
“ใช่ แต่เขาไม่ให้ไปส่ง ถึงไทรจีสแล้วเขาจะติดต่อมา”
“แล้วพี่ภพละคะ”
“เสร็จงานทางโน้นก็คงกลับมา พ่ออยากให้เขามาช่วยงานที่บูรพเกียรติเหมือนเดิม ริสาเองเขาก็คิดเหมือนกัน”
กรนันท์ฟังแล้วไม่สบายใจ ที่สองคนจะต้องแยกจากกันจริงๆ และตนก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนี้ด้วย

ขบวนรถของพริริสาแล่นไปตามถนน ภายในรถไม่มีใครพูดอะไร พริริสาลอบมองธีภพสีหน้าเศร้าหมอง เพราะเมื่อถึงไทรจีสเธอกับเขาก็คงไม่ได้เจอกันอีก ธีภพเองก็รู้ตัวเช่นกัน พยายามบังคับตัวเองไม่ให้หันไปมองพริริสา

ทหารกบฏพร้อมอาวุธพากันขึ้นรถฮัมวี่ที่จอดอยู่หลายคันตรงหน้าเซฟเฮ้าส์นอกเมือง เตรียมพร้อม ราห์มานเดินมาพร้อมอาซิสและทหารคนสนิท
“ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม”
“ครับท่านราห์มาน”
“อีกไม่นานสิ่งที่ท่านพี่เคยปรามาสน้องเอาไว้ จะต้องถูกลบไป”
ราห์มานหวนนึกถึงอดีตอย่างคับแค้นใจ

เมื่อครั้งอดีตราอิลและราห์มานยืนมองเขตแดนของไทรจีสอยู่ด้วยกัน
“ไม่ว่าท่านพ่อจะมอบไทรจีสให้ใครดูแล ท่านพี่สัญญาได้ไหมว่ามันจะเป็นของเราสองคน”
“ผิดแล้วราห์มาน ไม่ว่าท่านพ่อจะมอบไทรจีสให้ใครดูแล แผ่นดินไทรจีสก็ไม่ใช่ของเราสองคน แต่เป็นของประชาชนทุกคนต่างหาก”
ราห์มานหัวเราะเยาะ “ท่านพี่อย่าเอาคำพูดสวยๆ มโนคติพวกนี้มาพูดกับน้องเลย หรือท่านพี่คิดจะเก็บไทรจีสไว้เป็นของตัวเองคนเดียว”
ราอิลมองราห์มานอย่างผิดหวัง
“พี่ไม่เคยคิดอยากครอบครองอะไร เพราะพวกเรามีหน้าที่แค่ดูแลรักษาและทำให้คนที่นี่อยู่กันอย่างมีความสุข แผ่นดินนี้ไม่ใช่สิ่งของ ที่จะมีแค่คนไม่กี่คนยึดมาเป็นเจ้าของ เชื่อเถอะว่าคนที่คิดแบบนั้นจะมีวันได้มันไปแน่ๆ”
ราห์มานได้ยินราอิลพูดแบบนั้นก็โกรธมาก

คิดเรื่องนี้แล้ว ราห์มานหันไปหาอาซิสและทหารคนสนิท
“เอาตัวคามินและพริริสามาที่นี่ให้ได้ แต่ถ้าพามาเป็นๆ ไม่ได้ ก็เอาศพทั้งคู่มา”
“ครับ ท่านราห์มาน”
อาซิสและทหาร รับเอาคำสั่งพร้อมกัน จากนั้นรับอาวุธจากทหารที่ยืนรออยู่ ก่อนไปขึ้นรถ ขบวนรถทหารกบฏแล่นออกไปเพื่อปฏิบัติการณ์ครั้งสำคัญ

เจ้าชายคามินพร้อมจะออกไปที่งานประชุม องค์ราอิลเดินมาส่ง
“แน่ใจนะคามินว่าจะไปที่งานเอง”
“งานประชุมสำคัญระดับประเทศแบบนี้ลูกต้องไปด้วยตัวเองอยู่แล้วล่ะครับ ท่านพ่อไม่ต้องกังวล ลูกจะกลับมาพร้อมข่าวดี”
ไคซัจและองครักษ์เดินตามเข้ามารายงาน
“ตอนนี้เจ้าหญิงและพระชายามาถึงไทรจีสแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“มีคนไปรอรับแล้วใช่ไหม” ราอิลถาม
“พ่ะย่ะค่ะ” ไคซัจตอบ
ราอิลมองหน้าลูกชาย “ระวังตัวด้วยนะคามิน”
“ครับท่านพ่อ”
คามินยิ้มให้บิดาอย่างมั่นใจ ออกไปจากวังพร้อมไคซัจและองครักษ์ ราอิลได้แต่มองตามอย่างเป็นห่วง

ที่หน้าทางเข้าอาคารศูนย์การประชุม เจ้าหน้าที่มาตั้งแถวรอต้อนรับเจ้าชายรัชทายาทคามิน มีทหารไทรจีสมาดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดเข้มแข็งเต็มอัตรา พวกทหารกบฏแฝงตัวเข้ามาปลอมเป็นพนักงานยืนปะปนอยู่บริเวณนั้น ต่างรอคำสั่งที่จะลงมือ
ไม่นานนักคามินก็เดินเข้ามาพร้อม ไคซัจและองครักษ์
“เจ้าชายคามินมาถึงแล้ว รอรับคำสั่ง” ทหารกบฏ วิทยุรายงาน

มองจากมุมสูงลงมา แลเห็นขบวนรถหลายคันที่มารับพริริสาและพีรดาแล่นไปตามถนนนอกเมืองเพื่อกลับวังไทรจีส
รถของกลุ่มกบฏจอดซุ่มดูสถานการณ์อยู่ที่ข้างทาง ทหารกบฏใช้กล้องส่องทางไกล มองเห็นขบวนรถของเจ้าหญิงและพระชายากำลังแล่นตรงมาจึงรีบวิทยุส่งข่าว
“ขบวนรถพระชายาและเจ้าหญิงมาถึงแล้ว”
อีกด้านมีรถและทหารกบฏกลุ่มใหญ่กำลังดักซุ่มรออยู่ ทหารคนสนิทราห์มานได้ยินเสียงที่ส่งข่าวมา หันไปส่งสัญญาณให้ทหารกบฏคนอื่นๆ เตรียมพร้อมบุกเข้าชาร์จ

ทางฝ่ายคามินเดินเข้ามาหาเจ้าหน้าที่
“ห้องประชุมพร้อมแล้วใช่ไหม”
“พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ อีกสองชั่วโมงคณะนักธุรกิจต่างชาติ จะเดินทางมาเพื่อเข้าร่วมการประชุม”
กลุ่มกบฏที่แฝงตัวอยู่หยิบอาวุธออกมา และเข้าเล่นงานทหารยามรักษาความปลอดภัยบริเวณนั้นโดยไว
ไคซัจเห็นเหตุการณ์รีบสั่งการ
“อารักขาเจ้าชาย”
ไคซัจและองครักษ์ชักปืนออกมา แต่อาซิสและลูกน้องอีกกลุ่มใหญ่ถืออาวุธพร้อมมือตามเข้ามาจากทางด้านหน้า จนทำให้ดูเหมือนคามินถูกล้อมไว้
“เจ้าชายคามินไปกับพวกเราซะดีๆ”
“พวกแกคงรอจังหวะนี้อยู่สินะ” คามินยิ้มเยือกเย็น
“ต้องขอบคุณเจ้าชายที่จัดงานครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อเปิดโอกาสให้กับพวกเราทำงานได้ง่ายขึ้น ถ้าไม่อยากให้คนของเจ้าชายต้องเสียเลือดเนื้อ ยอมจำนนซะดีกว่า ในนี้มีแต่คนของพวกเราทั้งนั้น”
มีคนในชุดเจ้าหน้าที่แสดงตัวถืออาวุธเข้ามาสมทบเพิ่ม
“อีกไม่นานพวกเราก็จะได้ตัวเจ้าหญิงพริริสาอีกคน รวมทั้งพระชายาด้วย”
อาซิสยิ้มอย่างมุ่งมั่นมาดหมายเอามากๆ

อีกฟากหนึ่งรถทหารกบฏแล่นเข้ามาดักหน้าขบวนรถพริริสาและพระชายา ทำให้รถทุกคันต้องเบรกกะทันหัน
ทหารกบฏถืออาวุธตรงเข้าล้อมขบวนรถเอาไว้ ทหารคนสนิทซึ่งนำทีมกระชากประตูออกหวังจะจับตัวพริริสาและคนอื่นๆ แต่ในรถกลับกลายเป็นทหารหญิงถือปืนยิงสวนออกมา
ทหารคนสนิทถูกยิงไหล่ร่างกระเด็นออกไป
รถคันอื่นๆ กลายเป็นทหารของไทรจีสพร้อมอาวุธครบมือ จึงเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้นอย่างดุเดือดระหว่างทหารไทรจีสกับทหารกบฏราห์มาน

รถธีภพกำลังขับขึ้นไปบนเขา มีพริริสานั่งมาด้วย ท่าทีกระวนกระวายใจเป็นห่วงทุกๆ คนที่ต้องแยกกัน สีหน้าธีภพหวนนึกถึงวันที่คุยกับคามินที่เซฟเฮ้าส์ในเมืองไทย

คามินและไคซัจฟังแผนการของธีภพ ในการรักษาความปลอดภัยเจ้าหญิงและพระชายาเมื่อถึงไทรจีสจบแล้ว
“แล้วทำไมเราต้องเชื่อคุณด้วย”
“การแยกออกไปแบบนี้จะทำให้เจ้าหญิงและพระชายาปลอดภัย แล้วยังตลบหลังพวกมันได้อีก”
ไคซัจคิดจตาม และเห็นด้วย “แผนการนี้ก็ไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ”
แม้นไม่ชอบหน้าธีภพนัก แต่คามินก็ยอมรับว่าเป็นแผนที่ดีเช่นกัน
“ได้ เราจะแยกท่านแม่และพริริสาตั้งแต่ที่สนามบิน”
ไคซัจมองหน้าธีภพอย่างเชื่อใจ รู้ดีว่าสามารถวางใจให้เขาคนนี้ดูแลเจ้าหญิงพริริสาได้
“กระหม่อมขอเสนอให้คุณธีภพเป็นคนพาเจ้าหญิงไปยังที่ปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
คามินมองไคซัจอย่างไม่พอใจ
“คงไม่มีใครไว้ใจได้เท่าเขาอีกแล้ว”
คามินยอมจำนน “ได้ การตัดสินใจที่จะเสี่ยงครั้งนี้เพื่อจบปัญหาความไม่สงบของเรา และนี่คงเป็นงานสุดท้ายที่พวกเราจะรบกวนคุณ ถ้าคุณไม่อยากทำก็บอกผมมาได้เลย”
“ในเมื่อเจ้าชายไว้ใจให้ผมทำงานนี้ ผมก็จะทำอย่างสุดกำลัง” ธีภพรับเอาคำ
“ผมจะบอกคุณไว้ ที่ผมยอมให้คุณช่วยเรา เพราะริสาไม่ใช่แค่น้องสาวที่ผมรัก แต่ริสายังเป็นเจ้าหญิงของไทรจีส ที่มีหน้าที่อีกหลายอย่างที่ต้องทำเพื่อไทรจีส ขอให้จำข้อนี้ไว้ให้ดี”

นึกแล้วธีภพพยายามทำใจยอมรับสิ่งที่คามินบอกใบ้ นี่จะเป็นหน้าที่สุดท้ายที่เขาจะทำให้พริริสาได้ รถธีภพแล่นเลี้ยวไปตามเส้นทางขึ้นเขา
มีทหารกบฏที่ซุ่มอยู่ในรถข้างทางส่องกล้องทางไกลมองตามรถธีภพอยู่ตลอดเวลา

พีรดานั่งจับมืออยู่กับมิราในรถอย่างหวั่นใจ ด้านหน้ามีองครักษ์ 2 คนขับรถไปตามทาง
“ริสาจะเป็นยังไงบ้างมิรา”
“ริสามีคุณภพดูแลอยู่ไม่ต้องกังวลไปเพคะ เจ้าชายคามินวางแผนมาอย่างดี ให้ทุกคนไปอยู่ในที่ๆ ปลอดภัยเพคะ”
“ขอบใจนะมิรา ที่ยอมเสี่ยงอันตรายมากับฉัน”
“เพื่อไทรจีสหม่อมฉันทำได้ทุกอย่างเพคะ ที่สำคัญหม่อนฉันเชื่อว่าเจ้าชายคามินจะต้องจัดการกับพวกกบฏได้”
มิราพยายามปลอบใจพีรดาไม่ให้กังวล แต่ก็อดเป็นห่วงพริริสาและธีภพไม่ได้เช่นกัน

รถแล่นมาจอดอยู่ที่บริเวณหน้ากระท่อมบนภูเขา ธีภพหยิบปืนกระบอกหนึ่งส่งให้พริริสา
“อย่าลงจากรถจนกว่าผมจะกลับมา มีอะไรให้ยิงขึ้นฟ้าผมจะรีบกลับมาทันที”
“ค่ะ”
ธีภพลงจากรถเพื่อไปสำรวจบริเวณรอบๆ ดูความปลอดภัยอย่างระมัดระวัง

ธีภพสำรวจรอบบริเวณกระท่อมไม่เห็นอะไรที่น่าสงสัย จึงวิทยุกลับไปหาทหารไทรจีส
“เจ้าหญิงถึงที่ปลอดภัยแล้ว”
“รับทราบ เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย เราจะส่งคนไปรับเจ้าหญิง”
ธีภพได้ยินเสียงตอบรับกลับมาก็รีบเดินกลับไปที่รถ

มิราพาพีรดาเข้ามาพักในที่พักบริเวณริมทะเลสาบ
“พวกองรักษ์ออกไปดูความปลอดภัยรอบแล้วๆ หม่อมฉันจะออกไปดูด้านนอกก่อนนะเพคะว่าเป็นยังไงบ้าง”
“ระวังตัวนะมิรา”
“เพคะ”
มิราเดินออกไป

มิราเดินออกมาที่หน้าบ้านพัก มองไปรอบๆ อย่างหวั่นใจ มีใครคนหนึ่งย่ำเท้าค่อยๆ เดินเข้ามาจากด้านหลัง ใกล้เข้ามาๆ และยื่นมือมาปิดปากมิราจากด้านหลัง มิราตกใจดิ้น แล้วศอกใส่ไปด้านหลังจังๆ เมื่อหันไปเห็นอธิรุธยืนตัวงอเป็นกุ้งอยู่
“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ”
มิราประหลาดใจปนดีใจ “ผู้กอง คุณมาได้ยังไงคะ”
“ผมอาสาเจ้าชายคามินตามมาช่วยพวกคุณด้วย”
“แล้วทำไมคุณไม่บอกฉัน”
“ทุกอย่างมันเป็นความลับนี่คุณ คุณเองยังไม่บอกผมเลยเรื่องแผนของเจ้าชาย”
มิรายิ้มกว้างดีใจเหลือเกินที่อธิรุธมาช่วยพวกตน

ฝ่ายพริริสานั่งรอธีภพอยู่ในรถกระชับปืนในมือไว้แน่น พร้อมจะสู้หากเจอกับพวกกบฏ
มีทหารกบฏแอบซุ่มอยู่บริเวณนั้นจริงๆ และมันค่อยๆ เดินตรงเข้ามาที่รถ ทหารกบฏวิทยุบอกฝั่งตัวเองว่า
“พบตัวเจ้าหญิงแล้ว”
ทหารกบฏชักปืนออกมา

ขณะที่ธีภพกำลังเดินกลับไปที่รถก็มีเสียงปืนดังขึ้น เขารีบกระชับปืนวิ่งกลับไปหาพริริสาทันที
ธีภพวิ่งกลับมา พบว่าประตูรถเปิดทิ้งไว้ ที่พื้นมีปืนตกอยู่ ส่วนพริริสาหายไป ก็ใจหาย
“ริสา”
ธีภพรีบวิ่งออกไปตามหาโดยเร็ว

พริริสาถูกทหารกบฏล็อกตัวพาตัวมาอีกด้านเพื่อไปขึ้นรถที่จอดอยู่ ธีภพพยายามวิ่งตามหาพริริสาจนมาเจอ ทหารกบฏเห็นธีภพตามมาจึงเล็งปืนไปที่ธีภพ
ธีภพรีบหลบเข้าที่ด้านหลังรถของทหารกบฏที่จอดอยู่ ทหารกบฏจึงยังไม่ทันได้ยิง
“คุณภพ”
พริริสาพยายามดิ้นรนจะไปหาธีภพ แต่ทหารกบฏดึงตัวเอาไว้แน่น ธีภพขยับจะเข้าไปช่วยพริริสา ทหารกบฏใช้ปืนจ่อพริริสาไว้
“ออกมา ถ้าไม่อยากให้เจ้าหญิงตาย”
ธีภพเดินออกมา พยายามเข้าไปใกล้ทหารกบฏมากที่สุด
“วางปืนลง”
ธีภพค่อยๆ วางปืนลง ยกมือขึ้น ทหารกบฏได้โอกาสเล็งปืนไปที่ธีภพ พริริสาไม่มีวันยอมให้ธีภพถูกยิง เธอสะบัดตัวดิ้นจนหลุดวิ่งไปหาธีภพ
ทหารกบฏตัดสินใจเล็งปืนจะยิงพริริสา ธีภพรีบคว้าปืนยิงใส่ทหารกบฏได้ ก่อนที่มันจะลั่นไก ทหารกบฏล้มลงแน่นิ่งกับพื้น ธีภพและพริริสาวิ่งเข้ามาหากันกอดกันไว้
“ริสาคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
“ไม่ค่ะ”
ธีภพกอดพริริสาไว้แน่นอย่างโล่งใจที่ปกป้องพริริสาไว้ได้

เกิดการปะทะเดือดที่ถนนนอกเมือง ทหารกบฏถูกเล่นงานอย่างคาดไม่ถึง จนต้องถอยร่นไป บ้างหลบหนีไปก่อน ทหารคนสนิทถูกยิงบาดเจ็บจะหลบหนีแต่ถูกทหารไทรจีสเข้ามาจับล็อคตัวเอาไว้ก่อน ร้องตะโกนบอกคนอื่นๆ
“บอกพวกของแกให้จำนนซะ ท่านราอิลและเจ้าชายคามินรับสั่งไว้ หากใครยอมแพ้จะไม่มีการฆ่าฟันกัน”
ทหารคนสนิทปิดปากนิ่ง ทหารคนอื่นๆ เริ่มลังเลเห็นได้ชัด
“ยอมจำนนซะ”

อีกฟากพวกอาซิสยังล้อมกลุ่มคามินเอาไว้ กลุ่มคนในชุดเจ้าหน้าที่ถืออาวุธเข้ามาสมทบใกล้ๆ กัน
“พร้อมจะไปกับพวกเราหรือยังเจ้าชายคามิน”
คามินยิ้มให้อาซิสอย่างใจเย็น ไม่มีท่าทีหวาดกลัวใดๆ จนอาซิสเริ่มแปลกใจ
เสียงโทรศัพท์คามินดังขึ้น คามินพูดกวนประสาทอาซิสเล่น
“ก่อนไปขอรับโทรศัพท์ก่อนได้ไหม”
คามินไม่รอให้อาซิสอนุญาต หยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดเสียงให้ทุกคนได้ยิน เป็นเสียงทหารไทรจีสที่รายงานสถานการณ์
“ตอนนี้พวกกระหม่อมควบคุมตัวทหารกบฏที่ซุ่มโจมตีขบวนรถของพระชายาและเจ้าหญิงได้หมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พวกอาซิสได้ยินต่างก็พากันตกใจ
“ขอบใจมาก” คามินกดปิดโทรศัพท์
อาซิสไม่เชื่อ “ไม่จริง”
“ดูให้ดีๆ สิอาซิส ว่าที่นี่มีคนของใครอยู่กันแน่”
คนในชุดเจ้าหน้าที่ถืออาวุธที่ดูเหมือนจะเป็นคนของราห์มาน แต่กลับเบนกระบอกปืนทั้งหมดไปที่กลุ่มอาซิส และที่ชั้นสองด้านบนของอาคาร ก็มีทหารไทรจีสถืออาวุธปรากฏตัวขึ้น
พวกอาซิสพากันตกตะลึงพรึงเพริด ไม่คิดว่าจะถูกคามินซ้อนแผนเข้าให้แล้ว

โดยก่อนหน้านี้ ทุกคนมาร่วมประชุมหารือกันเพื่อรับมือราห์มาน ตั้งแต่วันที่คามินบินมาถึงไทรจีส
“ลูกแน่ใจนะว่าพวกราห์มานจะมาติดกับของเรา”
“ท่านอาให้อาซิสตามเล่นงานลูกกับริสาถึงประเทศไทย แต่สุดท้ายก็เรียกตัวกลับมาไทรจีส แสดงว่าท่านอาต้องมั่นใจว่าพวกตนเองพร้อมที่จะทำงานใหญ่ที่ไทรจีสได้”
“ก็ตรงกับที่คนของเราสืบเรื่องการขนอาวุธและจัดตั้งค่ายลับๆ ที่นอกเมืองมาได้พ่ะย่ะค่ะ” นายพลพอลบอก
“อาวุธและกำลังคนพร้อม คนใจร้อนอย่างราห์มานคงต้องรีบชิงลงมือสินะ”
“พอเราเปิดช่องทางให้ วางเหยื่อล่อปลา ท่านราห์มานไม่มีทางปล่อยโอกาสไปแน่ๆ พ่ะย่ะค่ะ”
ฟังท่านเลขาว่า องค์ราอิลเริ่มมั่นใจในแผนการของลูกชาย

อาซิสและพวกต่างเริ่มลนลานเมื่อรู้ว่าหมดหนทางหนีแน่ๆ
“ยอมจำนนซะอาซิส จะได้ไม่ต้องมีการนองเลือดที่นี่” ไศซัจเสียงกร้าว
เห็นทหารฝ่ายกบฏลดปืนลงเหมือนจะยอมจำนน อาซิสโกรธจัดหันปืนไปทางพวกตัวเอง
“ใครยอมแพ้ ก็เท่ากับทรยศท่านราห์มาน”
อาซิสยิงใส่พวกตัวเองสองคนเพื่อเป็นการขู่ไม่ให้ยอมจำนน ก่อนจะหันมายิงใส่คามิน
ไคซัจพุ่งตัวเข้าไปแย่งปืนในมืออาซิส ต่อสู้กัน ทหารกบฏไม่มีใครขยับ ไคซัจล็อคตัวอาซิสเอาไว้ องครักษ์เข้ามาช่วยไคซัจจับอาซิสไว้ พวกทหารกบฏพากันวางปืนลงกับพื้นยอมแพ้
“ไอ้พวกทรยศ ท่านราห์มานจะไม่ปล่อยพวกแกไว้แน่”
“นายต่างหากที่เป็นพวกทรยศ ทรยศต่อแผ่นดินไทรจีสเพื่อความเห็นแก่ตัวของคนๆ เดียว”
แววตาคมกริบอันทรงอำนาจของเจ้าชายคามินที่จ้องมองมา จนอาซิสต้องยอมสงบลง ไคซัจส่งตัวอาซิสให้ทหารไทรจีสคุมตัวออกไป
“พาคนเจ็บไปรักษาตัวด้วย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทหารไทรจีสเข้าไปช่วยหิ้วปีกทหารกบฏที่ถูกอาซิสยิงบาดเจ็บออกไป

ที่โถงวังหลวงกษัตริย์ราอิลเดินไปเดินมาอย่างกังวลใจ เป็นห่วงทุกๆ คน จนเห็นท่านเลขารีบรุดเดินตรงมาหา
“เป็นยังไงบ้าง คามินส่งข่าวมาหรือยัง”
“เจ้าหญิงพริริสาและพระชายาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ ส่วนเจ้าชายคามินควบคุมตัวอาซิสและทหารกบฏส่วนหนึ่งไว้ได้แล้ว”
ราอิลโล่งใจ “ก็เหลือแต่ราห์มานสินะ”
“แผนของเจ้าชายคามิน ทำให้พวกกบฏยอมสารภาพบอกที่ซ่อนพระอนุชา นายพลพอลกำลังพาคนไปจับตัวพระอนุชาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ราอิลได้แต่ถอนใจ ไม่อยากทำร้ายพี่น้องสายร่วมเลือดเดียวกัน แต่ก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ทหารกบฏรีบพาราห์มานออกมาจากเซฟเฮ้าส์มาขึ้นรถเพื่อหลบหนี
“รีบไปเถอะครับท่านราห์มาน”
รถของทหารไทรจีสขับตรงเข้ามาจอดหน้าอย่างเร็ว ทหารไทรจีสกระโดดลงจากรถพร้อมอาวุธทหารฝั่งกบฏถือปืนเตรียมต่อสู้ ราห์มานชักปืนออกมาเพื่อป้องกันตัว
รถทหารไทรจีสแล่นมาจอดปิดด้านหลังอีกคัน ทหารไทรจีสอาวุธครบมือลงมาล้อมราห์มานเอาไว้ทั้งหน้าและหลัง นายพลพอลลงจากรถ ตรงมาหาราห์มาน
“อย่าขัดขืนอีกเลยพระอนุชา คนของท่านถูกพวกเราจับไว้หมดแล้ว”

ราห์มานและทหารกบฏที่เหลือถูกล้อมไว้ หมดทางสู้ ต้องยอมจำนน

อ่านต่อหน้า 4

เพลิงนรี ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์

ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงอันแสนสวยแห่งนี้ เปลี่ยนสีพาทุกชีวิตเข้าสู่ยามพลบค่ำอีกคำรบ

พีรดากับมิราอยู่ที่บ้านพักริมทะเลสาบ รอฟังข่าวอย่างกระวนกระวายใจ จนกระทั่งเห็นอธิรุธเดินเข้ามารายงาน
“มีการติดต่อจากทหารไทรจีสกลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สองคนยิ้มดีใจรอฟังข่าวอย่างใจจดจ่อ

ทางฝ่ายพริริสายืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกดินอยู่ตรงระเบียงกระท่อมบนเขา ธีภพเดินเข้ามาหา
“แผนของเจ้าชายคามินสำเร็จแล้ว”
พริริสาหันมามองธีภพยิ้มกว้างดีใจ
“ทุกคนปลอดภัยใช่ไหมคะ”
ธีภพพยักหน้าแทนตอบ พริริสาดีใจโผเข้าไปกอดธีภพไว้แน่น ก่อนจะหน้าหมองลงๆ รู้ตัวว่าเมื่อทุกอย่างจบลงแล้ว เวลาที่เธอจะได้อยู่กับธีภพก็หมดลงไปด้วย
ธีภพดึงตัวพริริสามามองจ้องหน้า ด้วยความรู้สึกเดียวกัน
“พรุ่งนี้ทหารของไทรจีสจะมารับเจ้าหญิงของพวกเขากลับไป”
ทั้งคู่มองสบตากัน ด้วยความรู้สึกใจหาย

มิราออกมายืนตรงระเบียงบ้านพัก ทอดสายมองไปอีกฟากที่เป็นภูเขาสูง อดเป็นห่วงพริริสาที่อยู่บนนั้นไม่ได้ อธิรุธเดินเข้ามาหา
“เรื่องวุ่นวายของไทรจีสก็จบลงแล้ว ทำไมมายืนทำหน้าเป็นป้าอย่างนี้ล่ะคุณ”
มิราเม้ง หันมาทุบอธิรุธอย่างแรง
“ป้าเป้ออะไรของคุณ”
“ก็ทำคิ้วขมวด หน้าผากย่นเป็นคนแก่แบบนี้ไง”
อธิรุธจิ้มที่หว่างคิ้วมิราไปด้วย มิรารีบลูบหน้าตัวเอง
“คุณว่าริสากับคุณภพจะเป็นยังไงบ้าง”
“เจ้าภพติดต่อมาแล้วว่าปลอดภัยดี คุณจะห่วงอะไรอีก”
“ฉันห่วงความรู้สึกของพวกเขาต่างหาก”
อธิรุธเองก็เห็นใจในความรักของธีภพกับพริริสาเช่นกัน หันมาตีขลุมกอดเอวมิราจากด้านหลังเอาไว้
มิราตกใจ “นี่คุณจะทำอะไร”
“ผมก็เป็นห่วงความรู้สึกเพื่อนผมเหมือนกัน รู้สึกเศร้าจนอยากกอดใครสักคนให้รู้สึกดีขึ้น”
“แล้วมากอดฉันทำไมเนี่ย”
“เอ๊า ก็ผมจองคุณไว้แล้วนี่ ก็ต้องกอดคุณสิ”
อธิรุธกอดมิราไม่ยอมปล่อย มิราคร้านจะต่อว่าอธิรุธอีกจึงยอมให้อีกฝ่ายกอดไว้แต่โดยดี
“โชคดีนะที่คุณไม่ใช่เจ้าหญิง ไม่อย่างงั้นผมคงกอดคุณไว้แบบนี้ไม่ได้”
“ถึงฉันจะไม่ใช่เจ้าหญิง แต่พ่อแม่ฉันก็รักและหวงฉันมากนะจะบอกให้”
“ไม่ต้องห่วงผมจะพิสูจน์ให้พวกท่านได้เห็นว่าผมพร้อมจะปกป้องดูแลคุณตลอดชีวิตเลย”
มิราอมยิ้มกับคำพูดซึ้งๆ ของอธิรุธ
ทั้งคู่ยืนมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ ลับเหลี่ยมเขาไปด้วยกันอย่าสุดฟิน

ค่ำคืนนี้ ราห์มานนั่งอยู่ในห้องสอบสวน มีทหารยืนคุมอยู่ด้านหลัง ราอิลและนายพลพอลเดินเข้ามา ทหารทำความเคารพ
ราห์มานจ้องมองราอิลด้วยดวงตาเคียดแค้น
“ไม่คิดเลยว่าผ่านมา 17 ปี เราสองคนกลับต้องมาเจอกันในสภาพแบบนี้”
“นั่นก็เป็นสิ่งที่ท่านพี่อยากให้เป็นอยู่แล้ว”
“เมื่อไหร่ถึงจะเข้าใจสักทีราห์มาน ไทรจีสไม่ใช่สิ่งของที่เราจะต้องมายื้อแย่งกัน”
ราห์มานลุกขึ้นจ้องมองราอิลอย่างเยาะหยัน ทหารเข้ามาจับตัวราห์มานไว้แน่น ไม่ให้ก่อเหตุอะไรขึ้นอีก
“เก็บคำพูดพวกนี้ไว้หลอกคนโง่เถอะท่านพี่ ใครบ้างไม่ต้องการอำนาจ ใครบ้างไม่ต้องการความยิ่งใหญ่ ในเมื่อท่านพี่ได้มันไปแล้ว จะพูดกับคนพ่ายแพ้ให้ตัวเองดูดีแค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ท่านพี่ไม่ต้องห่วง สักวันคนที่พ่ายแพ้อย่างน้องชายคนนี้จะขอทวงคืนชัยชนะของตัวเองให้ได้”
สายตาราห์มานบ่งบอกว่าจะไม่ยอมจำนนจนวันตาย
“เอาตัวออกไป”
ทหาร 2 คน คุมตัวราห์มานออกไป ก่อนพ้นตัวไปราห์มานไม่วายหันมา
“มันจะไม่จบแค่นี้แน่ๆ ท่าน จำคำของน้องชายคนนี้เอาไว้”
ทหารคุมตัวราห์มานออกไป
ราอิลได้แต่ถอนใจ นึกเสียใจที่พี่น้องต้องมาบาดหมางกัน โดยไม่มีหนทางที่จะประนีประนอมกันได้

ธีภพเดินกลับเข้ามาในกระท่อม เห็นพริริสายืนอยู่ริมหน้าต่างเหม่อมองออกไป
“ทำไมยังไม่นอนอีกพ่ะย่ะค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว”
“ยังไงฉันไม่คุ้น ที่คุณจะพูดแบบนี้กับฉัน”
“แต่สำหรับกระหม่อมควรทำทุกอย่างให้คุ้นชินเอาไว้”
พริริสามองธีภพหน้าเศร้า
“คุณเคยถามฉันว่าถ้าตอนนี้เราสามารถทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ปล่อยใจให้ว่าง แล้วถามตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง ตอนนี้ฉันอยาก ขอเวลาให้ฉันได้เป็นตัวเอง เป็นแค่ผู้หญิงที่ชื่อริสาที่คุณเคยรู้จัก อีกสักพักได้ไหมคะ”
พริริสากับธีภพนึกถึงเหตุการณ์ที่กระท่อมบนเขา พริริสากลัวใจตัวเองเมื่อได้ใกล้ชิดธีภพจะปลดผ้าห่มออกจากตัว ธีภพตัดสินใจโอบไหล่พริริสาไว้ไม่ยอมให้ออกจากผ้าห่ม
“ถ้าตอนนี้เราสามารถทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ปล่อยใจให้ว่าง แล้วถามตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง”
ธีภพยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ดี เขาเดินไปหยิบเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ให้พริริสาอย่างอ่อนโยน พริริสาเอนไปซบไหล่ธีภพไว้ อยากรักษาช่วงเวลานี้เอาไว้ให้นานที่สุด ธีภพโอบพริริสาไว้
ทั้งคู่นั่งกอดกัน มองท้องฟ้านอกหน้าต่าง ผ่านเวลาไปนานอย่างไม่รู้ตัว
“อีกไม่กี่ชั่วโมงพระอาทิตย์ก็จะขึ้น คุณไม่ง่วงหรือไง”
“ถ้าฉันหลับเวลาที่อยู่ที่นี่ก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก ถ้าหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ได้มันจะดีแค่ไหนคะ”
“เราคงหยุดเวลาไม่ได้ ถึงยังไงเวลาก็ต้องเดินไปตามวิถีของมัน”
“คุณจะโกหกให้ฉันดีใจเล่นไม่ได้บ้างเหรอคะ บางทีผู้หญิงเราก็อยากฟังคำโกหกที่ทำให้สบายใจบ้าง”
“ผมไม่ชอบโกหกคุณก็รู้”
“มิน่า คุณถึงชอบจับผิดฉัน”
“แต่คุณก็โกหกไม่เก่งหรอกนะริสา แค่ครั้งแรกที่ผมเจอคุณที่บูรพเกียรติ ผมก็รู้แล้วว่าคุณซ่อนอะไรไว้มากมาย แค่คิดไม่ถึงว่าคุณคือเจ้าหญิงของไทรจีส”
“แต่คุณก็ทำให้ฉันอยากเป็นแค่ริสา เลขาธรรมดาคนนึงมากกว่า”
“เราคงเปลี่ยนแปลงความจริงอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือใช้เวลาที่เหลืออยู่ในมีความสุขที่สุด”
“แต่ได้อยู่แบบนี้ฉันก็มีความสุขแล้วจริงๆ”
ธีภพกอดพริริสาไว้ ไม่อยากสูญเสียเวลานี้ไปเช่นกัน

รุ่งสาง พริริสานอนหลับอยู่ที่โซฟาในกระท่อม ธีภพหยิบสร้อยข้อมือเพชรออกมา ลังเลใจว่าควรจะคืนให้พริริสาอีกครั้งดีหรือเปล่า
ระหว่างนี้มีเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังใกล้เข้ามา ธีภพเก็บสร้อยข้อมือคืนตัดใจเด็ดขาด เวลาของเขากับพริริสาคงหมดลงเพียงเท่านี้

ธีภพมองพริริสาอย่างเต็มตาอีกครั้งราวกับต้องการจารจำเธอเอาไว้นานแสนนาน

สองคนเดินออกมาที่หน้ากระท่อมมี เฮลิคอปเตอร์ติดเครื่องลอยลำรอรับอยู่ตรงลาน ทหารไทรเห็นเจ้าหญิงก็แสดงการเคารพ พริริสาหันมามองธีภพอีกครั้งอย่างเศร้าใจ เวลาแห่งความสุขของเธอหยุดลงเพียงเท่านี้แล้ว
ธีภพยิ้มให้ก่อนจะโค้งทำความเคารพเจ้าหญิงราชกุมารี
พริริสาตัดใจหันหลังให้ธีภพ เดินไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์
ธีภพมองตามเฮลิคอปเตอร์ที่ลอยลำขึ้น ค่อยบินห่างออกไป พร้อมหัวใจของเขาที่หลุดลอยตามไปด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น ธีภพตามมาสมทบที่บ้านพัก เวลานี้ยืนอยู่ริมทะเลสาบกับอธิรุธ
“ภารกิจที่ไทรจีสของเราสองคนก็หมดเท่านี้ เจ้าหญิงกับพระชายาก็กลับวังกันไปหมดแล้ว”
“นายกับฉันก็คงต้องกลับเหมือนกันสินะ”
“เพื่อนว่าไงฉันก็ว่าตาม แต่...”
“แต่อะไรของนาย”
“ขอเวลาอีกสักสองสามวันได้ไหมวะ ฉันทำเรื่องลาไปแล้วด้วย”
ธีภพมองอธิรุธอย่างแปลกใจ จนพอหันไปมองอีกด้านเห็นมิราหลบแอบฟังตนกับอธิรุธอยู่ก็เข้าใจทันที
“ฉันนึกว่าคุณมิราจะกลับไปพร้อมพระชายาแล้ว”
อธิรุธออกอาการเขินได้น่าถีบมาก “ฉันบอกเขาว่าจะไปส่งเขาเอง”
ธีภพตบบ่าอธิรุธอย่างเข้าใจ เดินเลี่ยงออกไป เพื่อให้เวลาสองคนสั่งลากัน มิราเดินเข้ามาอธิรุธ
“คุณไปบอกอะไรคุณภพเขา”
“บอกว่าขอเวลาอยู่กับแฟนหน่อย”
“ใครแฟนคุณ”
“ก็คุณไง”
มิราเขินตีแขนอธิรุธอย่างเขินๆ ก่อนนึกได้ หันไปมองธีภพที่เดินไปไกลแล้วอย่างเห็นใจ
“ตอนนี้ฉันเองก็นึกดีใจนะที่ตัวเองเป็นแค่คนธรรมดา ถ้าฉันเป็นเจ้าหญิงเหมือนริสา เราสองคนก็คงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้”
“เพื่อนผมเป็นคนเก่ง แต่ดันต้องมาอาภัพเรื่องความรักซะได้ ผมนึกภาพตัวเองไม่ออกเหมือนกัน ถ้าเป็นตัวเองจะเป็นยังไง”
อธิรุธเห็นใจธีภพเช่นกันแต่ไม่รู้จะช่วยยังไง

อ่านต่อตอนต่อไป /17.00 น.

ทางฝ่ายพริริสานั่งซึมคิดถึงแต่ธีภพอยู่กลางอุทยาน คามิน ราอิลและไคซัจ ยืนมองดูอยู่ห่างๆ
“น้องเป็นอะไรตั้งแต่กลับมาดูเหมือนมีอะไรในใจ” ราอิลถาม
คามินรู้แต่ทำเป็นพูดเลี่ยงไป
“คงยังตกใจเรื่องท่านอาอยู่นะครับ”
“คามิน คิดว่าพ่อมองไม่ออกหรือไงว่าคนตกใจ กับคนทุกข์ใจต่างกันยังไง” ราอิลดุ
“ท่านพ่อไม่ต้องห่วงหรอกครับ ไม่ว่าตอนนี้ริสาจะทุกข์ใจเรื่องอะไร เวลาจะช่วยเยียวยารักษาทุกอย่างได้เอง”
ไคซัจตัดสินใจพูดเอง “แต่เรื่องบางเรื่องเวลาก็อาจจะช่วยอะไรไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ เหมือนเรื่องที่เจ้าหญิงตัดสินใจกลับไปประเทศไทย”
“ไคซัจพูดถูก อย่าเอาสิ่งที่ตัวเองเชื่อ ตัดสินความรู้สึกของคนอื่น พ่อรู้นะว่าเรารักน้องมาก อยากให้น้องได้รับสิ่งที่ดีที่สุด แต่สิ่งที่ดีที่สุดของแต่ละคน จะต้องให้คนๆ นั้นเป็นคนตัดสินเอง ไม่ใช่คนอื่นมาตัดสินให้”
ไคซัจเห็นด้วยกับราอิล คามินฟังแล้วนิ่งไป เริ่มรู้สึกผิดที่พยายามขัดขวางพริริสากับธีภพ

ธีภพเดินเลี่ยงมาตรงเนินอีกด้านของทะเลสาบ เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ยังไม่อยากกลับเข้าเมืองไป หูของเขาแว่วยินเสียงเรียก
“คุณภพ”
ธีภพหันไปตามเสียงเรียกนั้น เห็นพริริสายืนยิ้มกว้างมาให้ เขาเผลอยิ้มตอบ ก่อนจะรู้ว่ามันเป็นเพียงภาพที่เขามโนไปเอง ที่ตรงนั้นไม่มีพริริสาอยู่จริง

ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลาตอนกลางวัน คณิน กรนันท์ออกมาจากห้องพักฟื้นของกานดาพร้อมกับหมอ
“อาการภายนอกของคุณกานดาดีขึ้นมากแล้วครับ หลังจากนี้เราคงต้องมาคุยเรื่องการรักษาอื่นๆกันต่อ”
“ขอบคุณคุณหมอมากครับ”
“ยังไงหมอขอตัวก่อนนะครับ”
“ครับ”
หมอเดินออกไป กรนันท์มีสีหน้าสบายใจมากขึ้นกับอาการของกานดา
“คุณแม่จะหายใช่ไหมคะคุณพ่อ”
“ทุกอย่างต้องใช้เวลานะลูก”
“นานแค่ไหนเกรซก็จะรอค่ะ รอให้คุณแม่หายดี”

ระหว่างนี้ โรซี่ ชนิตาและบุษกรถือช่อดอกไม้เดินเข้ามา ทั้งสามเห็นคณินและกรนันท์ก็รีบยกมือไหว้
กรนันท์ถามเสียงเข้ม “มาทำไม”
โรซี่และบุษกรผวา กลัวโดนกรนันท์ด่า ชนิตารีบบอกว่า
“พวกเราเอาดอกไม้มาเยี่ยมคุณกานดาค่ะ”
“ใครให้เอามา”
“ริสา เอ๊ย เจ้าหญิงฝากให้พวกเราหมั่นเอาดอกไม้มาเปลี่ยนที่ห้องคุณกานดาน่ะค่ะ บอกว่าคุณกานดาได้เห็นดอกไม้สวยๆ ทุกวันจะได้สดชื่น” บุษกรบอก
โรซี่เสริมว่า “ใช่ค่ะ พวกเราก็เลยมาทำตามหน้าที่ที่เจ้าหญิงฝากมา”
“พวกเธอรู้เรื่องริสาแล้วเหรอเนี่ย” คณินแปลกใจ
สามสาวประสานพลังว่า “ค่ะ”
“แสดงว่าพวกเธอยังติดต่อกับพี่ริสาอยู่สินะ” กรนันท์พูดเชิงถาม
“ก็มีแชทกันทางไลน์บ้างน่ะค่ะ” โรซี่ว่า
“ดี งั้นมีเรื่องจะให้พวกเธอทำ”
โรซี่ ชนิตา บุษกรมองหน้ากันแปลกใจว่ากรนันท์ใช้พวกตนให้ทำอะไร

ฟากมิราพาอธิรุธเดินเข้าออกร้านค้าต่างๆ บริเวณนั้น อธิรุธพยายามดึงมิราไว้ไม่ให้เข้าไปบางร้าน แต่มิราไม่ยอมลากอธิรุธเข้าไปในร้านนั้นจนได้ ชั่วเวลาไม่นานนักอธิรุธต้องหอบหิ้วถุงช็อปปิ้งให้มิราเต็มสองแขน

อธิรุธหอบถุงช็อปปิ้งเดินมานั่งที่บริเวณน้ำพุ ทุบขาตัวอย่างปวดเมื่อย
“นี่คุณไม่เมื่อยบ้างหรือไง เดินเข้าเดินออกแทบทุกร้านเลย”
“คุณอาสาจะมากับฉันเองนะ ไม่ทันไรก็บ่นซะแล้ว แบบนี้จะไปบอกพ่อกับแม่ฉันว่าจะปกป้องดูแลฉันได้ยังไง”
อธิรุธรีบคว้ามือมิรามาจับ
“แหม ผมก็บ่นไปอย่างงั้นเอง ให้เดินอีกสิบกิโล อ้อ ให้อุ้มคุณด้วยก็ยังไหวนะ”
อธิรุธแกล้งทำท่าจะเข้าไปอุ้มมิราโชว์อีก มิรากระโจนหนี
“ไม่ต้องมาพูดดีเลย ของพวกนี้ก็มีของๆ คุณด้วยนะ”
มิราเปิดดูของในถุงว่ายังขาดอะไรบ้าง
อธิรุธงง “ของผม”
“ก็ชุดของคุณไง ท่านนายพลจะจัดเลี้ยงอาหารกลางวัน ขอบคุณคุณกับคุณธีภพ ถึงจะเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ แบบไม่เป็นทางการอะไร แต่คุณก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย”
“แล้วเจ้าภพรู้เรื่องนี้หรือเปล่าคุณ”
“เห็นไคซัจว่าจะให้คนไปบอกคุณภพที่โรงแรมนะ นี่คุณหายเมื่อยหรือยัง ฉันจะได้ไปช็อปต่อ”
“ยังไม่หมดอีกเหรอคุณ”
มิราทำเป็นไม่สนใจอธิรุธ เดินนำออกไป อธิรุธรีบหอบถุงเดินตาม

ด้านพริริสาเดินออกมาจากโบถส์ คุยสายกับพีรดาซึ่งอยู่ที่วังไปด้วย
“ริสามาที่โบถส์น่ะค่ะ ไม่มีอะไรหรอกค่ะแม่ ริสาก็แค่นึกถึงเรื่องช่วงที่กลับไปที่ประเทศไทยเท่านั่นเอง”
“ถ้าเป็นเรื่องบูรพเกียรติทุกอย่างก็ลงตัวหมดแล้วนี่ลูก หรือยังมีอะไรที่ค้างใจอยู่ที่นั่นอีก”
พริริสาพยายามฝืนทำน้ำเสียงร่าเริงไม่ให้พีรดากังวล
“ริสาไม่มีอะไรที่ค้างใจอีกแล้วล่ะค่ะ”
พีรดาลอบถอนใจ รู้ว่าลูกสาวไม่สบายใจเรื่องธีภพ
พริริสากดวางสาย มีเสียงไลน์จากโทรศัพท์มือถือดังขึ้น จึงกดดูอีกครั้ง

พริริสาเดินมานั่งที่ม้านั่งบริเวณหน้าโบสถ์ กดอ่านไลน์ในโทรศัพท์ที่โรซี่ส่งมาให้
“คลิปเด็ดจ้า จากสำนักข่าวโรซี่”
พริริสาเปิดคลิปที่โรซี่ส่งมา เป็นคลิปแอบถ่ายกรนันท์นั่งจับมืออยู่กับหนุ่มหล่อที่ร้านกาแฟของโรงพยาบาล ชายหนุ่มให้กำลังใจกรนันท์ ก่อนจะหยิบกล่องแหวนออกมาเปิดให้ดู และมอบแหวนนั้นให้ กรนันท์ยิ้มชื่น ชนิตารายงานต่อว่า
“จากที่เห็นและไปสืบมาผู้ชายหล่อ โปรไฟล์เลิศ น้องๆ คุณภพเลยนะเพคะ”
กล้องเบนกลับมาหาโรซี่และบุษกร
“งานนี้คุณเกรซเจอเทพบุตรตัวจริงแล้วละเพคะ” บุษกรรายงาน
“โรซี่ขออนุญาตแนะนำอะไรนิดนึงนะเพคะ คุณเกรซเธอเจอคนที่ใช่สำหรับเธอแล้ว เจ้าหญิงก็ควรจะสบายใจและหมดห่วง ไม่ต้องฝากฝังเธอกับใครอีกแล้วล่ะเพคะ” โรซี่นึกได้ว่าพูดมากไปร้อง “อุ๊บส์!”
คลิปหยุดลงเท่านี้ พริริสายิ้มเศร้า ดูออกว่าทุกคนส่งคลิปมาเพราะความหวังดี อยากให้เธอสบายใจ

ส่วนที่ร้านกาแฟในโรงพยาบาล
พวกโรซี่รุมดูโทรศัพท์มือถือว่าพริริสาอ่านข้อความในไลน์หรือยัง กรนันท์เดินมาที่โต๊ะของพวกโรซี่
“ว่าไง พี่ริสาดูคลิปที่ส่งไปหรือยัง”
“เปิดอ่านข้อความแล้วก็น่าจะดูแล้วล่ะค่ะ ว่าแต่ทำไมต้องทำอะไรยุ่งยากแบบนี้ด้วยล่ะคะคุณเกรซ” ชนิตาบอก
“ถ้าฉันเป็นคนบอกเองมันดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าไหร่ ให้พวกเธอเป็นคนบอกน่ะดีแล้ว”
“เลยต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก สมกับเป็นคุณเกรซจริงๆ เลยนะคะ”
ชนิตาตีบุษกรที่พูดไม่คิด บุษกรเห็นกรนันท์ทำตาเขียวใส่จึงรู้ตัว
“ว่าแต่...” โรซี่ชี้ไปที่หนุ่มหล่อ “คนนี้เรื่องจริงหรือเปล่าคะ ถ้าไม่จริงโรซี่จะได้ขอเบอร์เขาบ้าง”
โรซี่หันไปส่งตาหวานให้หนุ่มหล่อที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ชนิตาและบุษกรพากันมองโรซี่อย่างเอือมๆ
กรนันท์โล่งอก รู้สึกสบายใจมากขึ้น คิดว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ทำแบบนี้

พริริสานั่งมองโทรศัพท์มือถือก่อนมองเหม่อออกไปรอบๆ ถึงกรนันท์จะมีความสุขไปแล้วแต่เรื่องระหว่าง พริริสากับธีภพก็ยังมีหน้าที่ความเป็นเจ้าหญิงกั้นกลางอยู่

ฝ่ายธีภพเดินมานั่งที่สวนสาธารณะ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขากดรับ คุยสายกับมารดา
“ครับคุณแม่ ตอนนี้ทุกอย่างที่ไทรจีสเรียบร้อยดีแล้วครับ พรุ่งนี้ผมก็คงจะกลับแล้ว”
อธิรุธเดินเข้ามาพอดี ธีภพกดวางสาย
“มาอยู่นี่เอง รู้เรื่องพรุ่งนี้ท่านนายพลอยากจะเลี้ยงขอบคุณเราสองคนหรือยัง”
“ฉันปฏิเสธเขาไปแล้ว พรุ่งนี้ฉันคงจะกลับเลย นายไม่ต้องห่วงฉัน ใช้เวลาของนายที่นี่ให้เต็มที่เถอะ”
ธีภพลุกเดินออกไป อธิรุธตบหน้าผากตัวเอง ยังไงก็คงทิ้งเพื่อนไม่ได้
“กลับก็กลับ”

บ่ายวันนั้น ธีภพและอธิรุธทำความเคารพราอิลและพีรดา เพื่อเป็นการอำลาก่อนจะกลับประเทศไทย
“พวกกระหม่อมมาทูลลา” ธีภพกล่าว
ราอิลจับบ่าธีภพและอธิรุธ ขอบคุณอย่างซาบซึ้งใจ
“ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ขอบใจที่ติดตามมาช่วยคามินและพริริสาถึงที่นี่”
“ถือเป็นเกียรติของพวกกระหม่อมด้วยพะย่ะค่ะที่เป็นตัวแทนตำรวจไทยได้ทำภารกิจนี้” อธิรุจว่า
“โดยเฉพาะเธอ” ราอิลพูดกับธีภพเป็นการเฉพาะ “พ่อของเธอเคยช่วยไทรจีสมาแล้วครั้งนึง เขาถือเป็นผู้มีพระคุณและเป็นเพื่อนของฉัน มาครั้งนี้เธอก็มาช่วยไทรจีสอีก”
“เป็นความเต็มใจของกระหม่อมและพ่อพะย่ะค่ะ”
พีรดาเอ่ยขึ้นว่า “ความจริงพวกคุณไม่น่ารีบกลับ”
“มีงานอีกหลายอย่างรออยู่ที่ประเทศไทยพ่ะย่ะค่ะ”
ราอิลและพีรดาพยักหน้ารับรู้เข้าใจ
“ยังไงก็ขอขอบใจอีกครั้งนะผู้กองอธิรุธ คุณธีภพ” พระชายากล่าว
“ฉันเชื่อว่ายังไงเราก็ต้องได้พบกันอีก ไทรจีสยินดีต้อนรับเสมอ” องค์ราอิลและพระชายายิ้มเปี่ยมเมตตามาให้
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ธีภพและอธิรุธโค้งทำความเคารพและอำลา สองประมุขแห่งไทรจีส

สองหนุ่มเดินคุยกันมาตามทาง จะกลับออกไปจากวัง
“ฉันจะแวะเข้าไปในเมือง ก่อนไปเอาของที่โรงแรม ถ้านายมีธุระอย่างอื่นต้องทำเราไปเจอกันที่สนามบินเลย”
“แล้วนายไม่คิดจะเจอกับเจ้าหญิงก่อนกลับหรือไง”
ธีภพเดินไปโดยไม่ยอมตอบ อยากตัดใจให้ขาดมากกว่ายืดเยื้อให้ทรมานต่อไป
มิราเดินเข้ามาหาอธิรุธ
“ตกลงคุณภพจะไม่ยอมเจอริสาก่อนจริงๆ เหรอคะ”
อธิรุธถอนใจ “เพื่อนผมมันเป็นพวกชอบหักดิบ เจ็บทีเดียวจบ”
มิราได้แต่มองตามธีภพอย่างเห็นใจ

ราอิลพาพีรดาเดินคุยกันออกมาที่อุทยาน พีรดาเอ่ยถามขึ้นว่า
“คุณตัดสินใจดีแล้วเหรอคะเรื่องริสา”
“ทำไมล่ะ”
“เราสองคนแม่ลูกมีความสุข มีทุกอย่างได้ในวันนี้ก็เพราะคุณเพราะไทรจีส ริสาควรทำหน้าที่ของตัวเองเพื่อประเทศนี้บ้าง”
“คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรืออยู่สถานะใด ถ้าคิดจะทำประโยชน์เพื่อประเทศของตัวเองก็ย่อมทำได้ ริสาเองก็เหมือนกัน ที่สำคัญผมกับคามินไม่คิดจะเรียกร้องอะไรจากคุณกับริสาเลยสักนิด คุณก็รู้ว่าความสุขของคุณกับริสาก็คือความสุขของผมกับคามิน”
ราอิลโอบไหล่พีรดาไว้อย่างอ่อนโยน พีรดารู้สึกดีใจที่ตัวเองและพริริสาโชคดีเหลือเกิน

พริริสายืนเหม่อทอดสายตาออกไปยังด้านนอกตำหนัก คามินถือช่อดอกกุหลาบสีขาวเข้าไปหา พริริสามองฉงน พลางถาม
“ดอกไม้จากเจ้าชายประเทศไหนอีกเหรอคะ”
“ดอกไม้ของพี่เอง”
พริริสาแปลกใจ “พี่คามินเอาดอกไม้มาให้ริสาทำไม”
“เพราะจากนี้ จะไม่มีดอกไม้จากเจ้าชายประเทศไหนถูกส่งมาให้ริสาเลือกอีกแล้วน่ะสิ แล้วริสาก็ไม่จำเป็นต้องเลือกสิ่งที่ใจไม่ต้องการแล้วด้วย”
“พี่คามินหมายความว่ายังไงคะ”
“ริสารู้ความหมายของดอกกุหลาบขาวไหม”
“ความรักที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน”
“ใช่ พี่เคยคิดว่าคงไม่มีใครจะมอบความรักแบบนี้ให้น้องสาวของพี่คนนี้ได้ นอกจากพี่ แต่พี่ก็คิดผิด จะว่าไปนายธีภพก็พอจะเป็นน้องเขยพี่ได้อยู่นะ”
พริริสาเขินพอๆ กับตกใจ “พี่คามิน!”
“ทำตามหัวใจตัวเองเถอะริสา ทุกๆ คนที่นี่อยากเห็นริสามีความสุขที่แท้จริง”
พริริสาอึ้งไป “ริสาทำได้เหรอคะ”
“ได้สิ”
พริริสายิ้มกว้างดีใจเหลือเกิน สวมกอดคามินอย่างซาบซึ้งใจ
“ขอบคุณพี่คามิน ริสาจะมีความสุขเพื่อทุกคนที่นี่”
“งั้นก็รีบไปเถอะ ไปตามหัวใจตัวเอง”
พริริสารีบออกไป คามินมองตาม หวังให้พริริสามีความสุขอย่างแท้จริงสักที

พริริสาเดินเร็วรี่มาตามทางเดินในวัง ไคซัจยืนรออยู่รีบรายงาน
“คุณธีภพกลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยเลย”
พริริสาชะงักเศร้าใจ
“แต่เขาบอกกับผู้กองอธิรุธว่าจะเข้าไปในเมืองก่อนกลับ กระหม่อมจะไปส่งเจ้าหญิงให้เองพ่ะย่ะค่ะ”
พริริสาจับมือไคซัจอย่างดีใจ
“ขอบใจนะไคซัจ”
ไคซัจมองพริริสาอย่างเต็มตา นี่คงเป็นสิ่งที่ตนจะทำให้เจ้าหญิงราชกุมารีมีความสุขได้ในฐานะองครักษ์ผู้ภักดีสุดหัวใจ
“ด้วยความเต็มใจพ่ะย่ะค่ะ”
พริริสารีบเดินตามไคซัจไป

แยกจากอธิรุธ ธีภพมาเดินเล่นไปตามถนนในเมือง ทุกก้าวย่างทำให้เขาหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาระหว่างตนกับพริริสาในไทรจีส
ส่วนพริริสาออกตามหาธีภพอย่างร้อนใจ สอดตามองหาธีภพตามที่ต่างๆ ที่คิดว่าเขาจะไป แต่ก็ไม่เจอ

ที่ลานกลางเมืองไทรจีส อธิรุธกับมิราอยู่ที่นั่น อธิรุธพยายามโทร.หาธีภพแต่ติดต่อไม่ได้ มิราเองก็โทร.หาไคซัจอีกทาง ทั้งคู่ช่วยกันมองหาธีภพ
“ถ้าเจอคุณภพแล้วบอกฉันด้วยนะไคซัจ ฉันจะโทร.บอกริสา” มิราวางสายหันมาทางอธิรุธ “นี่คุณตกลงเพื่อนคุณอยู่ที่ไหนแล้ว”
“มันไม่รับสายผมเลย”
“โธ่เอ๊ย! คุณภพ ที่เวลาแบบนี้ไม่ยอมรับสาย แล้วริสาจะหาเขาเจอไหมนะ”
“ถ้าไม่เจอ คุณก็ชวนเจ้าหญิงไปเมืองไทยอีกสิ เราจะได้เจอกันด้วยไง ดีไหม”
“คุณนี่นะ ตกลงอยากให้เพื่อนสมหวัง หรือทำเพื่อตัวเองเนี่ย”
“ถ้าเพื่อนผมมีความสุข ผมก็แฮปปี้ไปด้วยไง”
อธิรุธรีบยื่นมือมากอดเอวมิราไว้เนียนๆ จนมิรานึกได้รีบตีแขนอธิรุธ
“นี่ โทร.หาเพื่อนคุณให้ติดเดี๋ยวนี้เลยนะ ริสาจะได้เจอกับคุณภพก่อนกลับ”
“ครับคุณผู้หญิง งั้นโทรไปด้วย ช่วยกันเดินไปหาด้วยล่ะกันเนอะ”
อธิรุธไม่ยอมปล่อยมือจากเอวมิรา ก่อนแกล้งทำเป็นเห็นธีภพ
“ผมเห็นเจ้าภพแล้ว”
มิรามองตาม “ไหนคุณ”
“นั่นไง” อธิรุธชี้ไปมั่วๆ
“ทำไมฉันไม่เห็น”
“นั่นไงลิบๆ โน่น เดี๋ยวผมช่วยให้เห็นง่ายๆ”
อธิรุธรวบตัวมิราอุ้มยกตัวลอยสูง
มิราตกใจ “ว้าย ทำอะไรของคุณเนี่ย”
“คุณจะได้มองไกลๆ เห็นไง”
“คนบ้าปล่อยฉันลงนะ อายเขา”
อธิรุธไม่ยอมปล่อยอุ้มไว้อย่างงั้น มิราทั้งเขินทั้งอาย จนเสียงโทรศัพท์มิราดังขึ้น
“ปล่อยฉันก่อน”
อธิรุธยอมปล่อยมิราให้รับโทรศัพท์
“เจอคุณภพแล้วเหรอไคซัจ”
มิราหันมายิ้มกว้างกับอธิรุธ

ธีภพเดินหน้าเศร้าๆ มาตามทาง จนขึ้นไปยังจุดชมวิวด้านบน ยืนมองเมืองไทรจีสอันสวยงามเบื้องหน้า เหมือนเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้าย
ธีภพหยิบสร้อยข้อมือออกมามองดูอย่างอาลัย ด้วยคงไม่มีโอกาสมอบให้พริริสาแล้ว ตัดสินใจจะโยนทิ้งไปพร้อมความเศร้า แต่สุดท้ายก็ทำไม่ลง จนมีเสียงคุ้นหูดังขึ้น
“สร้อยนั่นคุณบอกว่าจะเอาไปซ่อมให้ฉัน”
ธีภพเหลียวขวับไปทางเสียงนั้น เห็นพริริสายืนส่งยิ้มมาให้
“แล้วทำไมไม่ยอมคืนให้ฉันสักทีล่ะคะ”
พริริสารีบเดินเข้าไปหาธีภพ อีกฝ่ายยังเศร้าอยู่ คิดว่าพริริสาคงมาเพื่อบอกลาจึงโค้งให้
“กระหม่อมคงคืนให้ไม่ได้ เพราะสร้อยข้อมือเส้นนี้คงไม่มีค่า ไม่มีราคาที่คู่ควรสำหรับเจ้าหญิงแห่งไทรจีส”
“ใครจะตีค่าราคามันเท่าไหร่ ฉันไม่สนใจหรอกค่ะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมอบให้ฉัน เป็นของมีค่าสำหรับฉันเสมอ ท่านพ่อกับพี่คามินก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน”
ธีภพมีหน้าประหลาดใจ
“เขาถึงบอกให้ฉันรีบมาหาคุณมาก่อนที่คุณจะกลับ คุณรู้ไหมคะว่าทุกคนเขาวุ่นตามหาคุณให้ทั่ว จนฉันคิดว่าหรือจะต้องกลับไปประเทศไทยอีกรอบก็ไม่รู้”
ธีภพยิ้มกว้างเข้าใจความหมายนั้น ดึงพริริสาเข้ามากอดไว้เต็มรัก มองใบหน้าสวยซึ้งอย่างเต็มตาอีกครั้ง

ธีภพจับมือพริริสาเดินคุยกันมาด้วยใบหน้าอิ่มเอิบทั้งคู่
“คุณรู้ไหมว่าผมดีใจมากแต่ไหน ที่คนที่นี่ไว้ใจให้ผมได้ทำหน้าที่ดูแลเจ้าหญิงของพวกเขา ผมสัญญาจะไม่ทำให้พวกเขาต้องผิดหวัง”
ธีภพหยิบสร้อยข้อมือมาสวมให้ แล้วยกมือพริริสาข้างนั้นมาจูบอย่างอ่อนโยน
“จากนี้ไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะเดินไปด้วยกันเสมอ โดยมีผมที่จะคอยปกป้องคุณตลอดไป
พริริสามองสร้อยข้อมือ ยิ้มออกมาอย่างรู้สึกอบอุ่นหัวใจ
“ฉันเองก็จะเป็นริสาของคุณตลอดไปค่ะ”
ธีภพดึงรั้งร่างงามมาใกล้ในระยะประชิด มองจ้องเข้าไปในดวงตาอย่างลึกซึ้งมีความหมาย ค่อยๆ โน้มหน้าประทับจูบที่หน้าผาก ก่อนไล่เลื่อนลงมาจูบริมฝีปากอิ่มอย่างละมุนละไม

ท่ามกลางวิวทิวทัศน์อันสวยงามรายรอบตัวของไทรจีส ที่ช่วยห่อหุ้มสองหัวใจรักไว้ด้วยกัน

จบบริบูรณ์
กำลังโหลดความคิดเห็น...