xs
xsm
sm
md
lg

เพลิงนรี ตอนที่ 6

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพลิงนรี ตอนที่ 6

เช้าวันนี้ ธีภพและพริริสาออกจากโรงแรมเดินมาตามทางในย่านธุรกิจของไทรจีส สองคนมาหยุดหน้าตึกที่ทำการบริษัทของมิสเตอร์รีฟ สีหน้าธีภพดูเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดหลายอย่างค้างคาใจจนพริริสาสังเกตเห็น

“ทำไมคะ คุณไม่มั่นใจว่าคนที่คุณติดต่อด้วยจะช่วยบูรพเกียรติได้เหรอคะ”
ธีภพหยุดเดินหันมามองพริริสา
“ผมแค่รู้สึกว่าเหมือนมีคนพยายามขีดเส้นให้บูรพเกียรติต้องมาที่นี่”
“ใครจะไปทำอะไรแบบนั้นได้คะ”
“นั่นสิ แต่ถ้าจะมี คนๆ นั้นคงไม่ใช่คนสามัญธรรมดา ที่มีคนมีเงิน มีเพาเวอร์คอยหนุนหลัง เพื่อหวังอะไรสักอย่าง”
ธีภพมองพริริสาอย่างค้นลึกหาคำตอบจากอีกฝ่าย พริริสาทำเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่ธีภพพูด เสมองดูนาฬิกาข้อมือ
“นี่ก็ใกล้เวลานัดแล้ว รีบเข้าไปดีกว่าไหมคะ”
ธีภพยอมเดินเข้าไปด้านใน พริริสาโล่งใจเดินตามหลังไป

ธีภพอธิบายเรื่องแผนธุรกิจของบูรพเกียรติให้รีฟฟัง พริริสานั่งจดรายละเอียดที่ทั้งสองพูดคุยกัน รีฟนิ่งคิด
“เรื่องนี้ผมจะต้องนำเสนอบอร์ดบริหารก่อนส่งหาผู้ร่วมทุนให้ ผมขอบอกตรงๆ ว่างานนี้ค่อนข้างยาก ค่าความน่าเชื่อถือของบูรพเกียรติแทบจะไม่เหลือเลยจริงๆ”
“พอจะมีทางอื่นอีกไหมรีฟ”
“ก็พอมี ผมมีคนๆ นึงที่อยากแนะนำ ผมคิดว่าเขาน่าจะช่วยคุณได้”
ธีภพสนใจ “ใครกัน”
“เจ้าชายคามิน”
ธีภพแปลกใจ “เจ้าชายของไทรจีส”
“ใช่”
พริริสาลอบยิ้ม ทุกอย่างเข้าใกล้แผนเธอเข้าไปทุกที รีฟเอ่ยชื่อคามินออกมาแล้วมองมาที่พริริสาอย่างรู้สึกคุ้นหน้า พริริสาพยายามนิ่งขึงไว้

ธีภพและพริริสาเดินมาตามทางเดิน ธีภพคุยโทรศัพท์กับทางคณิน
“รีฟสัญญาจะหาทางช่วยพวกเราครับ คุณอาไม่ต้องเป็นห่วง แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย ครับมีอะไรคืบหน้าผมจะติดต่อไปทันที” ธีภพกดวางสายไป
“เราต้องรอให้มิสเตอร์รีฟติดต่อกลับมาใช่ไหมคะ”
“ก็คงจะเป็นอย่างงั้น ระหว่างรอเราคงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าชายคามิน”
“เรื่องนั้นฉันจะจัดการให้ค่ะ แล้วคุณต้องการข้อมูลอะไรเกี่ยวกับไทรจีสอีกไหมคะ”
“ทุกอย่างที่คุณรู้เกี่ยวกับที่นี่”
“ฉันก็ไม่ได้รู้มากมายนักหรอกค่ะ” พริริสาออกตัว
“ผมคิดว่าคุณรู้ไปทุกอย่างซะอีก”
“ฉันก็รู้เท่าที่หาข้อมูลมาเท่านั้นล่ะค่ะ”
พริริสาลอบค้อนธีภพ ที่พูดจากวนกับมาที่ตนอีกจนได้

ยามเย็น ทั้งคู่เดินผ่านหน้าร้านแคนดี้ช็อป พริริสาอดหยุดดูไม่ได้ ธีภพเห็นก็แปลกใจ
“นี่คุณติดใจอมยิ้มที่ผมเคยให้หรือไง”
พริริสาจำได้ว่าธีภพเคยให้อมยิ้มสีสวยกับตนก็นึกเคือง
“ตอนที่คุณหลอกว่าฉันทางอ้อมว่าเป็นเด็กเลี้ยงแกะน่ะเหรอคะ”
ธีภพหัวเราะ “แล้วกัน ผมตั้งใจให้ แต่คุณกลับหาว่าผมไปว่าคุณซะอีก”
พริริสาไม่สนใจธีภพอีก หันไปมองอมยิ้มสีสวยที่โชว์อยู่ในกระจก
“คุณชอบเหรอ”
“ตอนเด็กๆ ฉันชอบน่ะค่ะ”

สมัยเด็กๆ พริริสาถูกคามินปิดตาด้วยผ้าพาเดินมาที่โต๊ะ ก่อนเปิดผ้าออกให้ พริริสาลืมตาเห็นอมยิ้มหลายแบบหลากสีบนโต๊ะก็ตื่นเต้นดีใจ
“โอ้โห้”
“ชอบไหมริสา”
“ชอบสิคะ ริสาชอบมากเลย ขอบคุณนะคะ”
พริริสากอดคามินเป็นการขอบคุณ
คามินยืด ทำท่าภูมิใจใหญ่ “พี่เป็นคนแรกใช่ไหมที่ทำให้ริสาแบบนี้”
พริริสาหยิบอมยิ้มขึ้นมาทำท่าครุ่นคิด ตอนอยู่เมืองไทยมีเพื่อนเอาขนมมาให้
เด็กหญิงรับของจากคณินแล้วรีบวิ่งไปหากลุ่มเพื่อนที่มีพริริสาอยู่ด้วย
“พวกเรา ลุงใจดีเอาขนมมาแจกอีกแล้ว”
เด็กหญิงกางถุงออก เด็กคนอื่นๆ พากันหยิบขนม พริริสาเลือกหยิบอมยิ้มสีสวยออกมา
พริริสาไม่รู้ว่าใครเป็นคนให้อมยิ้ม
“เคยมีคนให้ขนมริสาเยอะแยะแบบนี้เลย แต่เป็นใครก็ไม่รู้”
คามินผิดหวัง “ว้า”

ธีภพมองพริริสาอย่างเอ็นดู
“ตอนเด็กๆ แม่คุณคงซื้อให้บ่อยๆ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่เป็นคุณลุงใจดีคนนึงชอบเอาขนมมาแจกที่สนามเด็กเล่น เขาเป็นใครก็ไม่รู้”
ธีภพรู้สึกเอะใจกับคำบอกเล่าของพริริสา นึกถึงเรื่องที่คณินเคยเล่าให้ฟัง
“ลูกสาวอีกคนของอาก็ชอบพวกขนมอมยิ้มเหมือนเด็กๆ พวกนี้นี่ล่ะ”
“คุณอาไม่ได้เจอเขาอีกเลยเหรอครับ”
คณินส่ายหน้า “อาพยายามตามหาพวกเขา แต่พีรดาก็พาลูกหนีไปอีก อาจนปัญญาไม่รู้จะตามหาพวกเขาที่ไหน อาคงไม่มีวาสนาจะได้เจอหน้า...พริริสา”
ธีภพรู้สึกว่า พริริสาและคณิน มีอะไรหลายอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจ
“ดูคุณจะจดจำกับเรื่องในอดีตไว้มากมายเลยนะ”
พริริสาได้ยินคำว่าอดีตเหมือนโดนจี้ใจดำ
“ค่ะ เพราะเคยมีคนบอกว่า เรื่องในอดีตสอนให้เราเข้มแข็ง ยิ่งจำเรื่องเลวร้ายได้มาก เราก็ยิ่งแกร่งขึ้น”
“แต่ผมไม่คิดแบบนั้น คนเราไม่ควรให้อดีตที่แก้ไขไม่ได้ มาคอยเป็นเงาที่ตามทำร้ายเราไปทุกที่ ทำไมคุณไม่คิดว่า คนเราไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งเพราะคอยจดจำอดีต แต่เราแข็งแกร่งเพราะทิ้งอดีตได้ต่างหาก”
พริริสานิ่งไม่พูดอะไรต่อ เพราะคำพูดของธีภพเหมือนที่พีรดาคอยพร่ำบอกมาตลอด แต่เธอไม่คิดจะเชื่อในคำพูดนั้น

ทั้งคู่นั่งกินอาหารเย็นด้วยกันที่ร้านริมแม่น้ำ พริริสาดูเงียบไปจากปกติ
“ดูท่าทางคุณจะไม่เห็นด้วยเรื่องที่เราถกกันเกี่ยวกับอดีต”
“คุณมีความเชื่อของคุณ ฉันก็มีความเชื่อของฉัน ไม่มีใครถูกผิดหรอกค่ะ”
“แต่ผมว่า...”
พริริสาตัดบทประชดใส่ “หรือคุณอยากจะถกเถียงประเด็นนี้กับฉันไปตลอดทางคะ”
“โอเค ผมไม่เถียงคุณแล้วก็ได้” เขายิ้มเย้า “พอคุณหน้างอทีไร บรรยากาศเริ่มน่ากลัวทุกที”
“คุณภพ”
ธีภพทำท่ายกมือยอมแพ้ เมื่อเห็นพริริสาโกรธจริงๆ
ทานต่ออีกสักครู่พริริสาก็วางมีดและส้อม
“ฉันว่าเรากลับกันเถอะค่ะ ฉันจะได้กลับไปหาข้อมูลเจ้าชายคามินให้คุณด้วย”
ธีภพเรียกพนักงานมาจ่ายค่าอาหาร

สองคนออกจากร้านมาจะกลับไปโรงแรม ลมเย็นพัดมาวูบหนึ่งทำให้พริริสาต้องห่อตัวลูบแขนด้วยความหนาว เพราะอากาศที่เย็นลง ธีภพเห็นจึงถอดสูทของเขามาคลุมไหล่ให้เธอ
“ขอบคุณค่ะ”
“ถ้าคุณไม่สบายไป ผมคงทำงานต่อลำบาก”
พริริสาหมั่นไส้นิดๆ “ตกลงห่วงงานใช่ไหมคะ”
“ผมห่วงทั้งงาน ทั้งคุณด้วย”
พูดจบธีภพก็เดินนำไปต่อ ปล่อยพริริสายิ้มกับตัวเองอยู่อย่างนั้น แม้จะถูกกวนใจแต่เจ้าหล่อนกลับรู้สึกดีๆ กับสิ่งที่ธีภพทำให้
ก่อนเดินตามเขาไป ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่แสงอาทิตย์ใกล้จะหมดลง

วันต่อมา พีรดานั่งดื่มชาอยู่กับกษัตริย์ราอิลในศาลากลางอุทยานของวัง มีหญิงรับใช้ยืนอยู่คอยดูแลอยู่ พีรดาเป็นฝ่ายซักถามขึ้นด้วยสีหน้าแปลกใจนิดๆ
“ริสากำลังช่วยงานคามินอยู่จริงเหรอคะ”
“น่าจะต่างคนต่างช่วยกันมากกว่า”
“หมายความว่ายังไงคะ”
“ริสากับคามินสนใจเรื่องการขยายธุรกิจของไทรจีสออกไป แต่ลูกก็ไม่ได้บอกรายละเอียดอะไรนะ ก็คงต้องปล่อยให้จัดการกันไป”
“เห็นริสาสนใจช่วยงานคามิน ฉันก็อดห่วงไม่ได้ กลัวริสาจะทำให้คามินปวดหัวอีก”
“ริสาโตแล้วนะคุณ อีกอย่างมีคามินอยู่ ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอก คุณพักผ่อนมากๆ ตามที่หมอสั่งก็พอ”
องค์รักษ์เข้ามาโค้งให้ราอิลและพีรดา
“มีอะไร”
“ท่านนายพลพอลขอเข้าพบพะยะค่ะ”
ราอิลรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ดีแน่ๆ

สองคนอยู่ในร้านกาแฟบรรยากาศกลางแจ้ง พริริสายื่นข้อมูลเกี่ยวคามินในไอแพดให้ธีภพดู
“นี่เป็นข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับเจ้าชายคามินค่ะ”
ธีภพเห็นรูปคามินก็จำได้ทันที
ภาพตอนคามินจับหัวพริริสาโยกเบาๆ แล้วเดินออกไป ยังคงติดค้างรบกวนใจเขาตลอดมา
ที่แท้คนที่อยู่กับพริริสาคือเจ้าชายคามิน รัชทายาทแห่งไทรจีส ธีภพยิ่งจ้องหน้าพริริสาอย่างจริงจัง
“แล้วคุณมีอะไรจะแนะนำผมบ้างไหม”
“ฉันจะไปแนะนำอะไรได้คะ”
“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อคุณรู้จักกับเจ้าชาย”
พริริสาตกใจไปไม่เป็น “ฉัน...”
“คุณคงคิดว่าผมไม่เห็นเจ้าชายมาส่งคุณที่ล็อบบี้โรงแรมเมื่อคืน”
พริริสาชะงัก “คุณเห็น...”
“ใช่ ผมเห็น แต่ผมแค่ไม่ได้พูด คุณกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ริสา”
ธีภพจับแขนพริริสาไว้แน่น จนพริริสาตกใจ
“ว่าไงล่ะ”
“ฉัน” พริริสาคิดปราดเดียว ต้องหาทางแก้ตัวอย่างเร็วที่สุด “ฉันก็แค่อยากจะช่วย”
ธีภพมองฉงน “ช่วย”
“ใช่ คุณก็ได้ยินจากมิสเตอร์รีฟว่าเจ้าชายคามินสนใจธุรกิจจิวเวลรี่ในประเทศไทย ฉันก็ได้ข่าวนั้นมาก่อนเหมือนกัน”
“แล้วยังไง”
“คุณก็ปล่อยฉันก่อนสิคะ”
ธีภพปล่อยแขนพริริสา ยอมให้นางอธิบายต่อ

พริริสาพาธีภพเดินมาที่ถนนอีกสาย ที่นี่เป็นย่านการค้าที่มีร้านเครื่องประดับอยู่มากมาย
“ที่นี่เป็นแหล่งรวมธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับของไทรจีส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายคามินทั้งหมดค่ะ ฉันก็เลยให้ญาติช่วยหาข่าวให้ว่าจะเจอเจ้าชายได้ยังไง แต่ฉันไม่รู้ว่าจะสำเร็จไหมก็เลยไม่กล้าบอกคุณ”
ธีภพเหน็บ “ญาติคุณนี่เก่งเหลือเกินนะเป็นพนักงานเดินเอกสาร แต่รู้แม้กระทั่งเรื่องเจ้าชาย”
พริริสาเซ็ง “ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็จะไม่เล่าต่อ”
“ผมเชื่อก็ได้ ถึงมันจะฟังดูไม่น่าเชื่อเลยก็ตาม”
พริริสาค้อนควักโกหกต่อ “คืนนั้นฉันก็เลยมาแถวนี้ แล้วก็ได้เจอเจ้าชายคามิน ฉันให้นามบัตรบริษัทบูรพเกียรติกับท่านเอาไว้ เจ้าชายก็เลยมาส่งฉันที่โรงแรม ฉันทำประโยชน์ให้บริษัทในฐานะเลขา คุณน่าจะพอใจ”
“คุณแน่ใจเหรอว่า สิ่งที่คุณทำจะเป็นประโยชน์กับบริษัทจริงๆ”
“ถ้าเจ้าชายคามินยอมร่วมทุนกับบูรพเกียรติ แบบนี้ไม่เรียกว่าได้ประโยชน์เหรอคะ”
ธีภพเถียงไม่ออกเพราะไม่รู้ว่าพริริสาจะมีแผนอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านี้
“แล้วคุณคิดว่าเราจะได้พบกับเจ้าชายอีกหรือเปล่า”
“เรื่องนี้ฉันก็คงตอบไม่ได้หรอกค่ะ คงต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมิสเตอร์รีฟ”
เสียงโทรศัพท์มือถือธีภพดังขึ้น เขากดรับสาย “รีฟ หาทางให้พวกเราเจอเจ้าชายคามินได้แล้วขอบใจมาก”
พริริสาพอใจทุกอย่างเป็นไปตามแผน ธีภพคุยรายละเอียดกับรีฟไป พร้อมกับลอบมองพริริสาอย่างสงสัยไป

ที่เมื่อไทย วันรุ่งขึ้น มิราลากกระเป๋าออกจากลิฟต์คอนโด เดินคุยโทรศัพท์ออกมาที่ล็อบบี้ตึก
“ฉันกำลังไปที่สนามบิน คราวนี้จะไม่ให้มีปัญหาเหมือนคราวก่อนแน่ๆ รอฉันก่อนนะริสา”
มิราเดินมาถึงบริเวณโซฟารับรองลูกค้าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นอธิรุธนั่งเล่นโทรศัพท์ราวกับอยู่บ้านตัวเองกระนั้น
“แค่นี้ก่อนนะ” มิราวางสาย
อธิรุธเงยหน้าขึ้นมาเห็นมิราก็รีบโบกมือทักทาย
“สวัสดีครับ เจอคุณจนได้”
มิรายังโกรธอยู่ที่เขาทำให้ตกเครื่อง เสียงแข็งใส่ “คุณมาที่นี่ได้ไง”
“ผมแอบตามแท็กซี่คุณมาเมื่อวาน”
มิราโกรธจัด
“นี่เมื่อวานคุณสะกดรอยตามฉันเหรอ!”
“อย่าเพิ่งโกรธผมสิ ผมมีอะไรจะให้คุณด้วยนะ”
อธิรุธรีบหยิบซองแพ็คเกจท่องเที่ยวเชียงใหม่ส่งให้มิรา มิราเปิดดู
“ไถ่โทษที่ผมทำคุณตกเครื่องเมื่อวานไง แพ็คเกจทัวร์พร้อมที่พักที่เชียงใหม่”
มิรายิ่งโมโห ยัดซองตั๋วคืนใส่มืออธิรุธ
“เชิญคุณไปเองเหอะ”
มิราเดินหนี อธิรุธรีบเดินตาม
“อะไรกันคุณแค่ตกเครื่องวันเดียวเอง เชียงใหม่ใกล้แค่นี้เอง ผมขับรถไปส่งให้ก็ได้”
“คุณจะไปส่งฉันได้ยังไง”
“ทำไมล่ะผมมีรถ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ผมขับได้สบาย”
“แต่คุณขาเจ็บคงขับรถไม่ได้”
อธิรุธทำหน้างง “ผมขาเจ็บที่ไหน”
“ก็ตรงนี้ไง”
ขาดคำมิรายกเท้าเหยียบใส่เท้าอธิรุธอย่างแรงเพื่อแก้ความโมโห
“โอ๊ย”
มิราสะบัดหน้าลากกระเป๋าเดินออกไป ปล่อยให้อธิรุธยืนเจ็บอยู่อย่างนั้น
“ผู้หญิงอะไรเนี่ย โมโหที่ถูกจับได้ว่าโกหกล่ะสิท่า”
อธิรุธทั้งเจ็บทั้งนึกสนุกไปกับการสืบเรื่องนี้

ผู้กองจอมกะล่อนเดินเขย่งเท้าออกมาหน้าตึกสีหน้าครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจหยิบมือถือออกมาโทร.หาเจ้านาย
“ผู้การครับ ขออนุญาตปรึกษาครับ ถ้าผมจะไปไทรจีสแบบด่วนสุดๆ นี่ต้องทำยังไงครับ”

นายพลพอลส่งรูปถ่ายจากถนนในไทรจีส เห็นชายสวมแว่นดำท่าทางน่าสงสัยยืนอยู่ที่มุมหนึ่ง
“นี่มัน...อาซิส คนสนิทของราห์มานนี่”
“พะยะค่ะ คนของเราถ่ายรูปมันเอาไว้ได้ พยายามจะตามไปว่าพวกมันกบดานที่ไหน แต่ก็พลาด”
“ในที่สุด พวกมันเริ่มปรากฏตัวออกมาจนได้ นี่คงเป็นสัญญาณเตือนว่าราห์มานกำลังคิดทำการใหญ่อีกครั้ง” ราอิลไม่สบายใจ หันไปหาองครักษ์ “แล้วคามินล่ะ”
“เจ้าชายออกไปแล้วพะยะค่ะ”
ราอิลนึกเป็นห่วงคามิน ไม่รู้พวกอาซิสจะวางแผนอะไรอยู่

ตรงจุดพักบนเนินเขานอกเมือง เจ้าหน้าที่ธรณีวิทยากางแผนที่อธิบายและชี้จุดที่น่าจะมีเพชรอยู่ให้คามินดู และชี้ออกไปอีกฟากของเนินเขาบอกให้รู้ว่าเป็นบริเวณไหนบ้างที่จะเข้าไปสำรวจดู
รถแล่นเข้ามาใกล้ ไคซัจและองครักษ์เตรียมพร้อมอารักขาคามิน แต่คามินรู้ว่าใครมาจึงยกมือห้ามไม่ต้องทำอะไรมาก
รถแล่นมาจอด ธีภพและพริริสาลงจากรถเดินตรงมาหาคามินไคซัจและองครักษ์เดินออกมากันไว้ทั้งคู่ไว้ก่อน ไม่ให้ถึงตัวคามินได้ง่ายๆ
พริริสาสบตาคามินและไคซัจ อย่างเตี๊ยมกันไว้แล้วว่าต้องทำยังไง
ไคซัจพูดตามที่เตี๊ยมมา “พวกคุณเป็นใคร ไม่รู้หรือไงว่ากำลังมารบกวนการทำงานของเจ้าชายคามิน”
ธีภพโค้งคำนับให้คามินพริริสาย่อตัวทำความเคารพตามธรรมเนียม
“พวกเราต้องขออภัยที่เสียมารยาท ลีโอคงได้บอกเจ้าชายบ้างแล้วว่าพวกเราจะมาขอเข้าพบ”
คามินทำทีเป็นนึกได้ “พวกคุณมาจากบริษัทบูรพเกียรตินี่เอง ส่วนนั่นก็ ริสาเลขาของคุณสินะ เราเคยเจอกันแล้วครั้งนึง”
“เพคะ”
ธีภพหันมามองพริริสา พริริสาส่งสายตาว่าเห็นไหมเธอไม่ได้โกหก

อาซิสมองผ่านกล้องส่องทางไกลจากเนินเขาลงไป เห็นคามินและพริริสาซึ่งเป็นเป้าหมายก็พอใจ หันมาส่งสัญญาณให้ทหารกบฏ 2 คน ที่ติดตามมา เตรียมอาวุธให้พร้อม
ทหารกบฏเตรียมปืนสไนเปอร์ให้อาซิส

ทหารกบฏเข้ามาหาราห์มานที่รอฟังข่าว
“ท่านอาซิสถึงที่หมายแล้วครับ นอกจากเจ้าชายคามิน ยังมีเจ้าหญิงพริริสาอยู่ที่นั่นด้วย”
“พริริสางั้นเหรอ” ราห์มานหัวเราะชอบใจ “งั้นก็ดี จะได้ส่งพวกมันขึ้นสวรรค์ไปพร้อมๆ กันเลย เวลาที่ไทรจีสไม่มีเจ้าหญิงราชกุมารี ไม่เหลือเจ้าชายรัชทายาท คงระส่ำระส่ายน่าดู”

ราห์มานยิ้มชั่วออกมาเต็มหน้า อยากเห็นภาพนั้นในเร็ววัน

อ่านต่อหน้า 2

เพลิงนรี ตอนที่ 6 (ต่อ)

ธีภพและพริริสายืนคุยอยู่กับคามิน โดยมีไคซัจและองครักษ์ยืนให้การอารักขาอยู่ใกล้ๆ

“เรื่องของบริษัทบูรพเกียรติผมได้ข้อมูลจากมิสเตอร์เดวิดมาบ้างแล้ว อ้อ แล้วก็ได้นามบัตรจากเลขาคุณมาด้วย”
“ถ้าผมอยากขอโอกาสจากเจ้าชายให้พวกเราได้นำเสนอข้อมูลมากกว่านี้”
“ถึงพวกคุณไม่มาผมก็กำลังคิดว่าจะให้คนติดต่อไปอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าคุณจะใจร้อนมาถึงที่นี่ก่อน”
ธีภพแปลกใจอีกหน ที่ทุกอย่างดูง่ายไปหมด

บริเวณจุดซุ่มยิงบนเนินเขาใกล้ๆ กัน อาซิสถือปืนสไนเปอร์เล็งส่องไปที่กลุ่มของคามิน กล้องหยุดนิ่งที่คามินแล้วเคลื่อนไปเล็งที่พริริสา สุดท้ายอาซิสกลับไปเล็งเป้าหมายที่คามินเหมือนเดิม

ตรงจุดพักบนเนินเขา ทุกคนยังคงยืนอยู่ในที่ทางของตน พูดคุยธุกิจกันไป โดยไม่รู้ว่าอันตรายกำลังจะมาถึง
“พรุ่งนี้ผมจะให้คนติดต่อไป ว่าเราจะคุยรายละเอียดกันได้ที่ไหน หวังว่าเราจะได้ร่วมธุรกิจกันนะคุณธีภพ”
“พะยะค่ะ”
“เราพูดกันแบบธรรมดาก็ได้ ไม่ต้องธรรมเนียมอะไรมากมายหรอก” คามินว่า
“ครับ”
คามินยื่นมือออกไปให้ธีภพจับ ธีภพจับมือคามินมีความเคลือบแคลงบางประการผุดขึ้นในใจเขา
คามินยื่นมือไปให้พริริสาจับอีกคน พริริสาจะเดินเข้าไปหาแต่สะดุดก้อนหินเซไป คามินและธีภพต่างถลาจะเข้าไปคว้าตัวพริริสาไว้พร้อมๆ กัน กระสุนจากปืนสไนเปอร์อาซิสยิงมาเฉียดร่างคามินไปชั่วเส้นยาแดง ทุกคนต่างพากันตกใจ คนขับรถและเจ้าหน้าที่ธรณีวิทยารีบหาที่กำบังตนเอง
ไคซัจและองครักษ์ชักปืนออกมากันเจ้าชายคามินไว้
ธีภพดึงพริริสาหลบไปหลังรถที่จอดอยู่ กอดพริริสาไว้แน่นอย่างพร้อมจะปกป้องเธอ
กระสุนจากปืนสไนเปอร์ยิงมาอีกนัด แต่ไม่ถูกคามิน ธีภพจับสังเกตวิถีกระสุนพอเดาได้ว่ามาจากทิศทางไหน จึงร้องบอกไคซัจไป
“ทางนั้น”
“อารักขาเจ้าชายไว้”
พร้อมกับว่าไคซัจรีบวิ่งไปทางที่ธีภพบอก
ทหารกบฏอีกคนแสดงตัวออกมาถือปืนเล็งมาที่พริริสาหมายจะจ่อยิง ธีภพเห็นก่อนรีบดึงพริริสาหลบโดยไว คามินคว้าปืนจากองครักษ์ยิงใส่ ทหารกบฏรีบหลบกระสุน ธีภพพุ่งเข้าไปแย่งปืนต่อสู้กัน ธีภพแย่งปืนมาได้ แต่ไม่ยิงใส่
คามินแค้นนัก ไม่ยอมให้ใครทำอะไรพริริสาแม้ปลายก้อย ตัดสินใจพุ่งไปจะยิงทหารกบฏ แต่มีกระสุนจากสไนเปอร์ยิงสวนมาอีกนัด คามินต้องรีบหลบองครักษ์รีบเข้าไปกันเจ้าชายไว้ ทหารกบฏสบโอกาสหลบหนีออกไป

อาซิสเจ็บใจที่ภารกิจครั้งนี้ล้มเหลวตัดสินใจเก็บปืนสั่งทหารถอนกำลัง
“ไป”
อาซิสและทหารกบฏรีบพากันหลบออกไป
ไคซัจวิ่งเข้ามาบริเวณนั้น พยายามมองหาพวกที่ลอบทำร้ายคามิน แต่ไม่พบใครเลย ไคซัจก้มลงมองพื้นเห็นร่องรอยหญ้าที่ถูกเหยียบย่ำเป็นทาง รู้ว่ามีคนอยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้จริงๆ

ธีภพส่งปืนของทหารกบฏคืนให้กับองครักษ์เก็บไว้เป็นหลักฐาน ไคซัจวิ่งกลับมารายงาน
“กระหม่อมไม่พบใครเลย พวกมันหนีไปได้ก่อน”
คามินหันมาทางกับธีภพ “คุณพาเลขาคุณกลับไปก่อน แล้วผมจะให้คนติดต่อไป”
พริริสาอยากจะพูดอะไรกับคามินด้วยความเป็นห่วงแต่ก็ไม่กล้า คามินส่งสายตาเป็นเชิงห้ามไว้อีกด้วย พร้อมกับหันไปทางองครักษ์
“ตามไปส่งพวกเขาให้ถึงที่พัก”
“พะยะค่ะ”
องครักษ์เดินนำธีภพและพริริสาไปที่รถ คนขับรถรีบเปิดประตูให้ และพากันออกไป รอจนรถพาทุกคนออกไปไกลแล้ว คามินจึงสั่งกำชับกับไคซัจว่า
“ไคซัจ สั่งให้คนของเราไปเฝ้ารักษาความปลอดภัยโรงแรมที่พริริสาพักด้วย แล้วเรื่องวันนี้ห้ามบอกท่านพ่อเด็ดขาด”
ไคซัจแย้ง “แต่นี่มันเรื่องใหญ่มากนะพะยะค่ะ”
“เรายังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร อย่าเพิ่งทำให้ท่านพ่อกังวลใจเลย”
“แล้วถ้าพวกมันลอบทำร้ายเจ้าชายอีก”
“พวกมันจะไม่ได้โอกาสแบบนี้อีก”
ไคซัจรู้จักนิสัยคามินดี จึงไม่เถียงอะไรอีก

เหตุการณ์ที่เมืองไทย กานดาทำตามที่รับปากไว้กับธิดาสุดสวาท โดยแวะมาหาวิวรรณที่สมาคมสตรี ยื่นโทรศัพท์มือถือซึ่งเปิดภาพพริริสาเทน้ำใส่กรนันท์ให้วิวรรณดู อีกฝ่ายตกใจ
“ตายแล้ว”
“ยัยเกรซไปเป็นเพื่อนเพื่อนน่ะค่ะ นิสัยชอบเกรงใจเพื่อนก็แบบนี้ล่ะค่ะ ดูสิคะ ขนาดนานๆ จะออกไปสถานที่แบบนี้ที ยังไม่วายเกิดเรื่องกับแม่เลขานี่จนได้”
“เรื่องมันยังไงกันคะ”
กานดาใส่ไคล้พริริสาเต็มๆ “ยัยเกรซถูกหาเรื่องน่ะค่ะ แม่นั่นคงเมา แม่ริสานิสัยเป็นยังไงคุณวิก็น่าจะได้เห็นมาบ้างนะคะ ถึงเรื่องจะซาๆ ไปบ้างแล้ว แต่ยัยเกรซก็ยังอายไม่กล้าออกไปไหนอยู่เลยนะคะ”
วิวรรณมีอคติกับพริริสาอยู่แล้ว จึงคล้อยตามกานดาโดยง่าย

กรนันท์กับปรางเดินเข้าออกช็อปแบรนด์ดัง ร้านนั้น ร้านนี้ในห้างช็อปปิ้งอย่างสบายใจ สองสาวเดินหิ้วของเชิดหน้าสวนกับผู้คนไปมา
“ไหนวันก่อนว่าไม่อยากเจอใคร นี่อะไรออกมาชอปปิ้งหลั่นล้าได้แล้ว”
“ก็ฉันสบายใจแล้วนี่”
“ผู้ชายของเธอไปต่างประเทศกับผู้หญิงอื่นสองต่อสอง เธอสบายใจได้ ใจกว้างเป็น แม่น้ำอเมซอนตั้งแต่เมื่อไหร่ยะ”
“ก็ตั้งแต่แม่ฉันบอกว่าจะจัดการทุกอย่างให้น่ะสิ”
“ที่แท้แม่จะจัดให้นี่เอง เกรซ ชีวิตนี้ถ้าเธอไม่มีแม่ ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะเป็นยังไง”
กรนันท์ยังคงเชิดหน้า ไม่สนใจคำพูดนั้นของเพื่อน หล่อนรอให้กานดาจัดการทุกอย่างให้ซึ่งเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว

ที่สมาคมสตรี กานดาจิบชาก่อนจะพูดเข้าเรื่องที่ตัวเองต้องการ
“นี่แม่ริสาก็ไปทำงานที่ไทรจีสกับธีภพสองต่อสอง ดิฉันล่ะกลัวใจลูกชายคุณวิจริงๆ เลยนะคะ”
วิวรรณตกใจ “สองคนเหรอคะ ภพไม่เห็นบอกฉันเลย ฉันคิดว่าไปกันหลายคน”
“ธีภพไม่ได้บอกเหรอคะ ฉันก็คิดว่าคุณวิไม่ได้รังเกียจรังงอนอะไรแม่เลขานั่นซะอีก” กานดาจงใจเน้นคำตอนท้ายว่า “ถึงได้ปล่อยไปกันสองต่อสองแบบนี้”
วิวรรณรีบแก้ต่าง “อย่าเข้าใจผิดนะคะ ยังไงฉันก็ไม่สนับสนุนลูกชายกับผู้หญิงคนนี้เด็ดขาด จะพูดไปคุณดาก็น่าจะทราบว่าฉันชอบหนูเกรซมาก”
“ต้องขอบคุณคุณวิมากนะคะ ที่เอ็นดูยัยเกรซ แต่คุณวิชอบยัยเกรซแค่คนเดียวก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะลูกชายคุณวิกำลังมีคนอื่น”
“ไม่จริงหรอกค่ะ ยังไงฉันก็ไม่ยอมให้ตาภพทำอะไรเหลวไหลเด็ดขาด”
“งั้นคุณวิคงต้องทำอะไรให้ชัดเจนแล้วล่ะค่ะ แม่ริสาจะได้รู้ตัวว่าหมดสิทธิ์จะเดินทางลัด ใช้ลูกชายคุณวิเป็นสะพานยกฐานะตัวเอง”
วิวรรณเห็นด้วยกับกานดาที่ต้องทำอะไรสักอย่าง กานดาเห็นอีกฝ่ายคล้อยตามตนก็แอบยิ้มกระหยิ่มในใจ

อีกฟากโลก ธีภพและพริริสาเดินกลับเข้ามาในล็อบบี้โรงแรม
“คุณกลัวหรือเปล่า เรามาคุยเรื่องธุรกิจแต่กลับต้องมาเจอเรื่องลอบยิงกัน”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่กลัว คุณคงว่าฉันผิดปกติ แต่ฉันก็ไม่ได้กลัวถึงขนาดทำอะไรต่อไม่ได้หรอกค่ะ ยังอยู่ช่วยคุณจนจบงานได้แน่ๆ”
ธีภพประชดเล็กๆ “กลับไปผมคงต้องสร้างอนุสาวรีย์ให้คุณแล้วล่ะ ในฐานะเลขายอดเยี่ยม แห่งบูรพเกียรติ”
พริริสาหมั่นไส้ย้อนกลับไปว่า “คุณเกรซก็คงสร้างอนุสาวรีย์ให้คุณในฐานะผู้บริหารยอดเยี่ยมผู้ทุ่มเทเพื่อบูรพเกียรติเหมือนกัน”
ธีภพทำท่าจะพูดต่อ แต่เสียงโทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้นมาก่อน จึงเดินเลี่ยงไปคุยสาย
โทรศัพท์มือถือของพริริสาก็ดังขึ้นตามมา พริริสารีบรับสาย

ด้านคามินและไคซัจกลับมาที่วัง เจอราอิลยืนรออยู่ สองคนพากันชะงักกลัวราอิลจะรู้เรื่องการลอบยิง
“ท่านพ่อ”
“ไปดูเรื่องเหมืองเป็นยังไงบ้าง”
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ”
“แล้วมีอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า ไคซัจ โดยเฉพาะพวกของราห์มาน มันเคลื่อนไหวอะไรหรือเปล่า”
ไคซัจเหลือบมองคามินแว่บหนึ่ง แล้วทำหน้านิ่งเป็นปกติ ก่อนจะตอบว่า
“ไม่มีพะยะค่ะ”
ราอิลมองคามินและไคซัจอย่างสงสัยว่าทั้งคู่พยายามปกปิดอะไรไว้ แต่ทำนิ่งไม่พูดอะไรอีก

ส่วนที่เซฟเฮ้าส์ ราห์มานรู้เรื่องที่อาซิสทำงานพลาด สีหน้าท่าทางไม่พอใจมาก ได้แต่คุมแค้นพยายามเก็บอารมณ์ไว้
“พลาดครั้งนี้ พวกมันคงระวังตัวกันมากขึ้น”
“ยังไงเราก็ต้องมีโอกาสอีกแน่ๆ ครับท่าน”
“สิบเจ็ดปีเรายังรอได้ โอกาสครั้งต่อไป ก็ต้องรอได้เหมือนกัน ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของเจ้าชายคามินเอาไว้”
“ครับท่านราห์มาน มีอีกเรื่องเกี่ยวกับเจ้าหญิงพริริสา”
“ทำไม”
“เจ้าหญิงพริริสาไม่ได้กลับไปที่วังพร้อมเจ้าชายคามิน แต่กลับไปพักที่โรงแรมกับนักธุรกิจไทยคนนึงครับ”
ราห์มานมีสีหน้าแปลกใจ นึกบางอย่างได้
“ถ้าอย่างงั้น ผู้หญิงที่เราเจอที่ประเทศไทย ก็คงเป็นพริริสาจริงๆ สินะ” พูดไปแล้วใหนึกเสียดายที่พลาดโอกาสไป “ไปสืบเรื่องนี้มาว่ามันยังไงกันแน่”
“ครับท่านราห์มาน”
อาซิสโค้งรับคำสั่งแล้วเดินออกไป

ฝ่ายธีภพนั่งครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ตอนลอบยิงทำร้ายเจ้าชายคามิน
ธีภพรีบดึงพริริสาหลบไปหลังรถที่จอดอยู่ กอดพริริสาไว้อย่างพร้อมจะปกป้อง กระสุนจากปืนสไนเปอร์ยิงมาอีกนัดแต่ไม่ถูกคามิน ธีภพสังเกตวิถีกระสุนก็เดาได้ว่ามาจากทางไหน
“ทางนั้น”
“อารักขาเจ้าชายไว้”
ไคซัจรีบวิ่งไปทางที่ธีภพบอก ทหารกบฏอีกคนถือปืนเล็งตรงมาทางพริริสาหมายจะจ่อยิง ธีภพเห็นก่อนรีบดึงพริริสาหลบ
ธีภพคลางแคลงใจ ทำไมคนร้ายมีท่าทีเหมือนจงใจจะทำร้ายพริริสาอีกคน
“ทำไมพวกนั้นเหมือนจงใจจะยิงริสาด้วย อีกคน”
ธีภพหันไปคว้าโทรศัพท์ในห้องพัก ตั้งใจจะโทร.ไปที่ห้องพริริสา แต่เปลี่ยนใจวางหู

ลุกออกจากห้องไปดูเองดีกว่าจะได้วางใจ

ธีภพเดินมาตามทางเดินหน้าตรงไปยังห้องพริริสา จู่ๆ เห็นชายชุดดำ ซึ่งที่แท้เป็นองครักษ์จากวังไทรจีส ท่าทางน่าสงสัยเดินเตร่อยู่บริเวณนั้นจึงตามไปดู ชายชุดดำเห็นธีภพตามมาก็รีบเดินหลบไป
ธีภพสงสัยมาก ตัดสินใจเร่งฝีเท้าเดินตามไป ชายชุดดำรีบลงบันไดหนีไปเลย ธีภพหยุดที่ทางลงบันไดมองตามจนชายชุดดำจนลับตาไป พลางนึกเป็นห่วงพริริสาขึ้นมารีบเดินย้อนกลับไป

ธีภพตัดสินใจเคาะประตูห้องเรียกพริริสาอย่างเป็นห่วง
“ผมเองริสา”
พริริสากำลังจะเข้านอนได้ยินเสียงเคาะประตูเรียกก็แปลกใจ สองจิตสองใจจะเปิดประตูให้ดีหรือเปล่า ธีภพยืนรออยู่ที่หน้าห้อง ตัดสินจะใจจะเคาะประตูอีกครั้ง พริริสาค่อยๆ แง้มประตูออกมา ไม่ยอมเปิดกว้าง
“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณภพ”
“มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า”
พริริสาแปลกใจ “ไม่มีนี่คะ”
“ถ้ามีเสียงอะไรผิดปกติข้างนอก หรือใครมาเคาะประตูคุณอย่าเปิดเด็ดขาดเข้าใจนะ”
“ก็มีแต่คุณนั่นล่ะที่มาเคาะห้องฉัน ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหมคะ”
ธีภพจากตั้งใจจะมาถามเรื่องที่สงสัย แต่ก็เปลี่ยนใจ ถามไปก็คงไม่ได้คำตอบอยู่ดี
“ไม่มี”
พริริสาจะปิดประตู ธีภพยกมือดันประตูเอาไว้
“ไหนว่าไม่มีอะไรแล้วไง”
“ผมลืมไปอย่าง...” เขายื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆหน้า “ฝันดี”
“คนบ้า”
พริริสาปิดประตูใส่หน้าเขา ค้อนควัก ด้วยท่าทีขัดเขิน
ธีภพยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าประตู รู้สึกดีเหลือเกิน หากไม่มีเรื่องความลับสารพัดเขาคงรู้สึกดีกับเจ้าหล่อนได้มากกว่านี้

ไทรจีสล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่อีกครา อธิรุธสะพายเป้เดินตัดสนามหญ้าเข้ามาในสวนสาธารณะเหมือนคนเพิ่งเดินทางมาถึง พลางคุยโทรศัพท์ไปด้วย
“ฉันพึ่งมาถึง ลาผู้การมาที่นี่แค่ไม่กี่วัน ฉันอยากรู้ว่าที่ฉันคิดมันจะถูกไหม ไม่ต้องห่วงฉัน ทำงานของนายไปเถอะ เอาที่อยู่โรงแรมที่นายพักมาก็พอ”
อีกฟากธีภพกำลังแต่งตัวพลางคุยโทรศัพท์อยู่ในห้องพัก
“ตามใจนาย มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน”
ธีภพกดวางสายพร้อมกับส่ายหน้าที่อธิรุธทำอะไรไม่เคยบอกกล่าว ติดกระดุมเสื้อจนเสร็จ
เมื่อมองนาฬิกาในห้อง เห็นบอกเวลา 8.00 AM ไว้ คิดว่าพริริสาน่าจะตื่นแล้ว

มิรานั่งคุยกับพริริสาอยู่ที่ล็อบบี้โรงแรม รู้เรื่องเพื่อนสาวถูกลอบยิงแล้วตกใจยกใหญ่
“ริสารู้ไหมฉันเป็นห่วงเธอขนาดไหน พอรู้เรื่องลอบยิง ฉันก็รีบหาตั๋วบินมาเลย”
“ก็ไม่มีใครเป็นอะไรนี่ ปลอดภัย ครบสามสิบสอง พี่คามินก็ด้วย”
มิราหมั่นไส้ “ยังจะพูดเล่นอีก”
“เสร็จงานวันนี้ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องห่วงแล้วละ ฉันว่าเธอตีตั๋วกลับไปรอที่กรุงเทพฯ ได้เลย”
“พูดง่ายจังเลยนะเพคะเจ้าหญิง เพื่อนเพิ่งตามมาเพราะความเป็นห่วง รีบไล่กันซะงั้น หรือว่า...ไม่อยากให้ฉันอยู่ขัดคอ”
“ขัดคออะไรกัน เธอก็คงรู้ว่าฉันพาคุณภพมาที่นี่ทำไม”
พริริสารู้ดีว่าหลอกธีภพมาเพื่อให้แผนตัวเองสำเร็จ
จังหวะนี้ ธีภพเดินเข้ามาที่ล็อบบี้ มิราหันไปเห็นธีภพเข้าพอดี
“คุณภพของเธอมาแล้ว แล้วฉันจะโทร.หานะ”
มิรารีบหยิบแว่นดำมาสวมแล้วลุกเดินออกไปทันที พริริสาลุกขึ้นทำทีเดินไปหาธีภพ
“ฉันลงมารอคุณได้สักพักแล้วค่ะ”
“แล้วคุณทานอะไรหรือยัง”
“ยังค่ะ”
ธีภพมองสำรวจไปรอบๆ อดีตสารวัตรมือปราบเห็นองครักษ์ในชุดสูทนั่งปะปนอยู่กับแขกที่มาพักในโรงแรม ก็มองออกว่าไม่ใช่แขกปกติที่มาพัก
“งั้นก็ไปกัน”
พริริสาเดินตามธีภพไปโดยไม่ได้สังเกตคนรอบข้าง

ด้านมิราเดินออกมาจากโรงแรมอย่างสบายใจ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นอธิรุธกำลังเดิน มองดูกระดาษจดที่อยู่โรงแรมในมือ และมองหาโรงแรมอยู่ มิรารีบหาที่หลบแถวนั้นเพื่อไม่ให้อธิรุธเห็นตน
“ตาบ้าตามเรามาถึงนี่เลยเหรอ”
มิราไม่รู้จะเอายังไงดี เพราะอธิรุธกำลังเดินมาบริเวณที่ตนยืนหลบอยู่ พอจวนตัวเข้าจริงๆ มิราตัดสินใจยกกระเป๋าในมือปิดหน้ารีบเดินตัวลีบหนีไป หวังว่าอธิรุธจะไม่รู้ว่าเป็นตน

มิราเอากระเป๋าปิดหน้าเร่งฝีเท้ามาที่ถนนอีกด้าน คิดว่าน่าจะรอดแล้ว จึงลดกระเป๋าในมือลงมองไปด้านหลังไม่เห็นอธิรุธตามมาก็ยิ้มโล่งใจ
“ไม่เห็นจริงๆ ด้วย”
แต่หันเมื่อกลับไปกลับเจออธิรุธยืนยิ้มแป้นให้อยู่ก็ตกใจ
“เฮ้ยคุณ” มิราบ่นงึมงำกับตัวเอง “ตามมาได้ไงเนี่ย”
อธิรุธเล่นใหญ่ แกล้งทำเป็นตื่นเต้นมากที่ได้เจอมิราที่นี่
“โลกกลมพรหมลิขิตมากเลย ผมไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคุณที่นี่ นี่คุณไม่ได้ไปเชียงใหม่เลยหนีกลับมาไทรจีสเลยเหรอครับ”
“มันเรื่องของฉัน”
มิรารีบหันกลับจะเดินหนี อธิรุธตามมาดักหน้าไม่ยอมปล่อยให้ไปง่ายๆ
“อ้าวๆ คุณจะรีบไปไหนล่ะ ผมดีใจมากเลยนะที่ได้เจอคุณ บังเอิ๊ญ บังเอิญ”
“แต่ฉันไม่ดีใจ หลีกไป”
“แหมคุณไม่คิดจะเป็นเจ้าบ้านที่ดี ให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวบ้างหรือไง นี่ผมหิวมากเลยนะ ลงจากเครื่องมายังไม่ได้กินอะไรเลย จริงสิ แถวนี้มีอะไรอร่อยๆ ให้กินบ้าง คุณพาผมไปหน่อยสิ”
อธิรุธถือวิสาสะจับแขนมิราพาเดินให้ไปหาของกินหน้าตาเฉ้ย
“นี่ปล่อยฉันนะ”
มิราตกใจพยายามดึงแขนออก แต่ถูกอธิรุธลากไปจนได้

อธิรุธดึงแขนมิรามาหาร้านอาหาร ชี้ชวนถามว่าร้านนี้ ร้านนั้น ร้านไหนดี มิราพยายามจะเดินหนี อธิรุธก็ตามไปดึงให้กลับมา แล้วดึงไปดูเลือกดูร้านอื่นอีก จนเจอร้านที่น่าสนใจจึงดึงมิราให้เข้าไปในร้านด้วยกันหน้าตาเฉย

ฝ่ายคามินเดินนำพริริสาและธีภพเพื่อไปที่ห้องหนังสือเพื่อคุยงาน ไคซัจและองครักษ์เดินตามมาหญิงรับใช้ในวังผ่านมาเห็นคามินและพริริสาก็รีบย่อตัว
“เจ้า...”
พริริสารีบส่งสายตาไม่ให้ทักตน หญิงรับใช้ทำหน้าประหลาดใจ ธีภพสังเกตเห็นความผิดปกตินี้
คามินเห็นสีหน้าธีภพรีบดึงความสนใจ “เมื่อวานที่โรงแรมเรียบร้อยดีใช่ไหมคุณธีภพ”
ธีภพตัดสินใจพูดตรงๆ กับคามิน
ฃ“ผมเจอคนน่าสงสัยที่โรงแรม พอเห็นผมก็รีบเดินหนีไปก่อน”
พริริสารู้ทันทีว่าเมื่อคืนธีภพมาเคาะประตูห้องตนเองเพราะเป็นห่วงนั่นเอง
“คนของผมเอง จากเหตุการณ์เมื่อวาน ผมอยากมั่นใจว่าพวกคุณ” คามินมองพริริสาแว่บหนึ่ง “จะ
ปลอดภัย เรายังไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใครมีจุดประสงค์อะไร ผมไม่อยากให้แขกของไทรจีสต้องอยู่ในอันตราย”
“ถ้าอย่างงั้นผมก็โล่งใจที่เมื่อคืนเป็นคนของเจ้าชาย”
“อ่อ อีกเรื่อง ผมอยากคุยรายละเอียดเรื่องบูรพเกียรติกับคุณตามลำพัง”
พริริสาแปลกใจ “ทำไมล่ะคะ” พูดไปแล้วถึงนึกได้ว่าไม่ควรพูดแทรก
คามินลืมตัวจะยื่นมือไปแตะตัวพริริสาตามความเคยชิน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อนึกได้รีบดึงมือกลับ ธีภพยืนนิ่ง จับสังเกตอากัปกริยาของคามินกับพริริสาอยู่ตลอดเวลา
“แค่คุยกันเท่านั้นล่ะ คุณริสาอย่าห่วงเลย”
“ผมจะคุยกับเจ้าชายเอง”
“ค่ะ”
ไคซัจเอ่ยขึ้น “เชิญ คุณริสาทางนี้ดีกว่าครับ”
พร้อมกับว่าไคซัจเดินนำไปอีกห้อง พริริสาจำใจเดินตามไป คามินเดินนำธีภพไปที่ห้องทำงาน

สองหนุ่มอยู่ที่ห้องหนังสือและห้องทำงานในวังไทรจีส คามินเปิดเอกสารที่ธีภพเตรียมมาให้ ดูไปเรื่อยๆ
“เจ้าชายมีข้อสงสัยตรงไหน ผมพร้อมจะตอบทุกคำถาม”
คามินดูต่ออีกครู่หนึ่งจึงปิดแฟ้ม “เรื่องงานไม่มีอะไรสงสัย ข้อมูลละเอียดดี อีกอย่างผมก็สนใจอยากจะลงทุนธุรกิจนี้ในประเทศไทยอยู่แล้วด้วย”
“ถ้าอย่างงั้น...”
“แต่ผมจะไม่ตัดสินใจลงทุนอะไรจนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเอง และแน่ใจว่าบริษัทนั้นจะไม่มีปัญหาที่หมกเม็ดเอาไว้”
“ทางเรายินดีให้ทางเจ้าชายตรวจสอบทุกอย่างครับ”
“เอาเป็นว่าเรื่องงานเราตกลงกันได้แล้ว ที่นี้ก็มาเรื่องของคุณ”
คามินมองจ้องประเมินอีกฝ่ายอยู่ ยังติดค้างคาใจจากเหตุการณ์ในวันที่มีการลอบยิง คามินเห็นธีภพปกป้องพริริสาเกินกว่าเจ้านายและลูกน้องธรรมดา
ธีภพนิ่วหน้าฉงนฉงาย “เรื่องของผม”
“ก่อนจะทำธุรกิจกับใคร เราควรรู้จักอีกฝ่ายให้มากเข้าไว้ จริงไหม คุณเองก็คงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมเหมือนกัน”
“แล้วเจ้าชายอยากรู้อะไรเกี่ยวกับตัวผมล่ะครับ”
“คุณดูไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา เหตุการณ์เมื่อวานถ้าเป็นคนอื่นคงหนีกลับประเทศไปแล้ว”
“ความจริงผมก็อยากจะกลับ ไม่อยากให้เลขาผมต้องมาเสี่ยงอันตรายแบบนี้ ถ้าวันนี้เราตกลงเรื่องงานกันได้แล้วผมก็จะกลับทันที”
“ดูคุณเป็นห่วงเลขาของคุณมาก” คามินถามหยั่งเชิง
“ครับ ผมเป็นห่วงเขามาก”
“ผมได้ยินว่าเขาเพิ่งทำงานกับคุณได้ไม่นาน คุณไม่น่าจะห่วงเขามากขนาดนั้น”
“บางทีเวลาก็ไม่ได้เป็นเครื่องกำหนดความรู้สึกของคนเราหรอกนะครับ ขนาดเจ้าชายเพิ่งเจอกับเลขาผมไม่นาน แต่ดูเหมือนคนสนิทสนมกันมานาน”
คามินไม่อยากให้ธีภพสงสัยพริริสามากกว่านี้ จึงทำทีเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูด
“ก็คงจะจริงอย่างที่คุณว่า”

สองชายผู้หมายมาดในนรีหนึ่งเดียวมองตากัน ต่างคนต่างอ่านความคิดอีกฝ่าย และไว้เชิงกันและกัน
 
อ่านต่อหน้า 3

เพลิงนรี ตอนที่ 6 (ต่อ)

จะมีใครเบิกบานเท่าอธิรุธในยามนี้เป็นไม่มี เขายืนดื่มด่ำกาแฟรสเลิศทอดสายตาชื่นชมวิวทิวทัศน์ฝีมือธรรมชาติอันแสนวิจิตรอย่างสบายใจเฉิบ ในขณะที่มิรานั่งหน้าหงิกที่ถูกประกบติดชนิดไม่ยอมปล่อยไปไหน

“ขอบคุณนะ อุตส่าห์พามากินของอร่อย กาแฟที่นี่ห๊อมหอม วิวก็สวย คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตามคุณมา”
มิราหูผึ่ง “ว่าไงนะ”
อธิรุธรีบพูดแก้ “ผมหมายถึงตามมาเที่ยวบ้านเมืองคุณไง คุณเป็นไทรจีสนี่ ผมก็เลยอยากทำความรู้จักกับที่นี่บ้าง ตอนอยู่ไทยผมยังพาคุณเที่ยวเลย”
“โอเค งั้นตอนนี้ก็ถือว่าหายกัน ฉันไปละ”
“เดี๋ยวสิ ไหนๆ ก็บังเอิญเจอกันแล้วอยู่คุยกันก่อนสิครับ เมื่อเช้าคุณไปที่โรงแรมนั่นทำไม เพื่อนผมเขาก็พักที่นั่นเหมือนกันนะ เขามาติดต่อธุรกิจกับเจ้าชายคามิน เจ้าชายของไทรจีสเลยนะ”
อธิรุธทำทีเป็นคุยโตโอ้อวดเพื่อดูปฏิกิริยาของอีกฝ่าย แต่มิราแกล้งทำเป็นไม่สนใจ
“เหรอคะ เพื่อนคุณรู้จักเจ้าชายคามินแล้วยังไง คิดจะมาพูดอวดใส่ฉันหรือไง”
“ผมก็เล่าให้ฟังเฉยๆ ว่าแต่คุณไปทำอะไรที่โรงแรมเมื่อเช้า”
“ทำไม โรงแรมนั่นเพื่อนคุณไปพักได้คนเดียวหรือไง ฉันก็มีคนรู้จักพักที่นั่นเหมือนกัน”
“มุมนี้สวยดีนะคุณ ถ่ายรูปกันดีกว่า”
อธิรุธเปลี่ยนเรื่อง รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจับมิรามาเซลฟี่ด้วย
“ไม่ถ่าย”
“รูปเดียวเองคุณเป็นที่ระลึก”
อธิรุธถือโอกาสยืนชิดไม่ยอมปล่อย ถ่ายรูปคู่กับมิราจนได้
“อีกรูปนะคุณ”
มิรารำคาญยอมให้อธิรุธถ่ายรูปตามใจ เอาเข้าใจจริงๆ ลึกๆ เธอก็รู้สึกดี
“แล้วคุณจะ จะกลับไปกรุงเทพฯ อีกหรือเปล่า”
“คุณจะอยากรู้ไปทำไม”
“ผมจะได้รู้ไง ว่าเราจะได้เจอกันอีกไหม”
มีแววจริงจังในสายตาอธิรุธ ทำเอามิราชะงักไปทันที ใจอ่อนยอมบอกไป
“ฉันยังมีเรื่องที่ต้องทำที่กรุงเทพฯอีกพักใหญ่ ยังไงก็ต้องกลับไป”
“ได้ยินแบบนี้แล้ว ผมนี่ดีใจมากเลยนะคุณ”
มิรารู้ตัวว่าหลงกลอีกฝ่าย รีบออกเดินไปต่อ อธิรุธเดินตามชี้ชวนให้ดูวิวรอบๆ

พริริสานั่งรอธีภพอยู่ในห้องรับรองอย่างกระวนกระวายใจ ไม่รู้สองหนุ่มคุยอะไรกัน สักครู่จึงเห็นธีภพเดินเข้ามา มีไคซัจตามมาด้วย
“คุณภพ”
“กลับกันได้แล้ว”
“ผมจะไปส่งที่โรงแรมครับ”
พร้อมกับว่าไคซัจเดินนำออกไป พริริสารีบถามธีภพด้วยความอยากรู้
“เจ้าชายพูดอะไรกับคุณบ้าง”
“ดูคุณอยากรู้จังนะ เจ้าชายจะไปดูงานของบูรพเกียรติอีกครั้งก่อนจะตัดสินใจ”
“แค่นี้เหรอคะ”
“แล้วคุณคิดว่ามีอะไรอีก หรือว่าอยากรู้ว่าเจ้าชายพูดถึงคุณว่ายังไงบ้าง”
ถูกธีภพพูดกวนใส่ พริริสาจึงกวนกลับ
“แล้วเจ้าชายพูดว่ายังไงล่ะคะ ฉันอยากฟัง”
ธีภพตัดบทที่อีกฝ่ายซักไซ้ไม่ลดราวาศอก “ไว้ผมจะบอกตอนที่กลับเมืองไทยก็แล้วกัน”
จากนั้นธีภพก็เดินตามไคซัจออกไป พริริสาเดินตาม

อธิรุธนัดเจอกับธีภพ สองหนุ่มนั่งคุยกันอยู่ในร้านกาแฟบรรยากาศดีงาม
“ตกลงนายลงทุนมาที่นี่เพื่อมาตามดูผู้หญิง”
อธิรุธสำลักกาแฟพรวด “พูดซะเสีย ฉันมาก็เพื่อให้แน่ใจว่าฉันคิดไม่ผิดต่างหาก ตอนแรกเขาโกหกฉันว่าจะไปเชียงใหม่ แต่ฉันทำเขาตกเครื่อง วันเดียวกับที่นายกับคุณริสาจะมาที่นี่ จู่ๆ ตอนนี้เขากลับมาไทรจีส แถมเมื่อเช้าฉันเจอเขาที่หน้าโรงแรมที่นายกับคุณริสาพักอยู่อีก ทุกอย่างมันไม่บังเอิญไปหน่อยหรือไง”
ธีภพคิดตาม
“นายจะบอกว่าคุณมิรากับริสารู้จักกันแน่ๆ”
“ถ้าไม่มีหลักฐานแบบจับได้คาหนังคาเขา ฉันก็คงยืนยันขนาดนั้นไม่ได้ แต่ทุกอย่างมันชัดเจนมาก”
“แต่นายก็ทำให้เขารู้ตัว แบบนี้เขาก็คงระวังตัวมากขึ้น”
“แต่ฉันกับนายมาถึงไทรจีสแล้ว เราน่าจะมีหนทางตามรอยคุณมิราบ้าง บางทีมันอาจจะโยงไปหาคุณริสาของนายได้อีกทอด”
“ก็น่าจะพอมีทางอยู่บ้าง ว่าแต่คืนนี้นายจะไปพักที่ไหน”
“ไม่ต้องห่วง ฉันมีที่พักแล้ว”
ธีภพใคร่ครวญครุ่นคิดว่าจะตามรอยมิราต่อยังไง

พริริสาเดินออกมาที่หัวมุมถนนหน้าโรงแรมมองหาว่ามิราอยู่ที่ไหน จู่ๆ มิราก็พรวดออกมาดึงแขนพริริสาไปคุยกันที่มุมลับตาคน
“มีใครตามเธอมาหรือเปล่า ริสา”
“ไม่มีหรอก”
มิราโล่งอก แต่ก็กังวลขึ้นมาอีกจนได้เมื่อนึกถึงอธิรุธ “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตาผู้กองนั่นจะตามมาถึงนี่ แถมยังเกาะฉันไปไหนไปด้วยเกือบทั้งวันอีก กว่าจะแยกตัวออกมาได้ ฉันเลยไม่กล้าไปหาเธอที่โรงแรม”
“ผู้กองอธิรุธเขาคงสงสัยเรื่องเราสองคน”
“เอาไงดีล่ะริสา ตาผู้กองนั่นลงทุนมาถึงที่นี่ ถ้าเขาสืบจนรู้ว่าฉันเป็นใคร เธอเป็นใคร คุณภพก็ต้องรู้ไปด้วย”
“เขาจะไม่มีทางรู้เรื่องของเราสองคน”
พริริสามีสีหน้ามั่นใจ ทั้งที่แววตายังแอบกังวลอยู่มาก

เดวิดดูภาพที่อธิรุธเซลฟี่กับมิราจากโทรศัพท์มือถือธีภพพลางทำหน้าครุ่นคิด
“มิรา เลห์ล่า...ต้องขอโทษจริงๆ ผมไม่รู้จักเธอ นามสกุลเลห์ล่าเป็นครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ของที่นี่ก็จริง แต่ก็มีหลายสายหลายคนที่ใช้นามสกุลนี้มีอยู่เยอะพอสมควร”
ธีภพนิ่งงันไป ผิดหวังนิดๆ ที่ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม เดวิดลอบมองธีภพนึกขอโทษอยู่ในใจที่บอกความจริงเขาไม่ได้

ไม่นานต่อมา ธีภพเดินออกมาเจออธิรุธที่ยืนรออยู่แถวหน้าตึกออฟฟิศเดวิด
“ว่าไง”
ธีภพส่ายหน้า “คงยากถ้าจะสืบว่าเขาเป็นใคร”
อธิรุธเซ็ง “นึกว่าจะมีความหวังสักหน่อย ฉันเริ่มเข้าใจหัวอกนายแล้วเพื่อน”
“หัวอกอะไรของนาย”
อธิรุธมองเหล่ยิ้มกวนประสาท “ก็เวลาเราสนใจใคร แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมันอึดอัดใจไงเพื่อน แต่ของฉันนี่คงน้อยกว่านายเยอะ”
ธีภพส่ายหัวกับการชอบพูดเล่นของเพื่อน

พริริสาและมิรายืนอยู่ริมกระจกที่ร้านอีกฟากถนน สองสาวตามมาเฝ้าแอบดูธีภพและอธิรุธ พริริสาคุยโทรศัพท์อยู่กับไคซัจ
“ขอบใจมากไคซัจที่จัดการให้”
มิราถามทันทีที่เพื่อนวางสาย “เรียบร้อยใช่ไหม”
“เรียบร้อยสิ ที่นี่ไทรจีสนะ ไม่ใช่ประเทศไทย พวกเขาทำอะไรไม่ได้มากหรอก แค่มีคำสั่งจากเจ้าชายคามิน ใครจะกล้าพูดอะไร”
มิราโล่งใจ
ที่ห้องหนังสือและห้องทรงงานในตำหนักวังไทรจีส คามินได้เล่าเรื่องการเจรจาธุรกิจให้กษัตริย์ราอิลและท่านเลขาฟังจบแล้ว ราอิลถามขึ้นทันที
“ต้องไปประเทศไทยงั้นเหรอ”
“ครับท่านพ่อ ลูกอยากให้แน่ใจว่าการลงทุนครั้งนี้ จะไม่เป็นการคิดผิด เพราะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่อยู่เหมือนกัน”
ท่านเลขาบอกอย่างคนรอบรู้ว่า “จากรายละเอียดที่กระหม่อมตรวจสอบ บริษัทบูรพเกียรติมีปัญหาที่ระบบการบริหารที่ผิดพลาด ถ้าเราสามารถเขาไปจัดการระบบภายในทั้งหมดได้ ก็น่าจะเป็นธุรกิจที่ซับพอร์ตงานอื่นๆ ของเราในไทรจีสได้อย่างดี”
“แต่เขาจะขายหุ้นให้เราเท่าไหร่กันเชียว เราจะเข้าไปบริหารจัดการได้ยังไง” ราอิลทักท้วง
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงครับ พริริสาจะเป็นคนจัดให้เอง”
“แล้วจะไปเมื่อไหร่ล่ะ”
“คงเร็วๆ นี้ ละครับ”
ราอิลมองหน้าลูกชาย อยากรู้ว่าวางแผนอะไรกันไว้ แต่อีกใจก็อยากปล่อยให้คามินและพริริสาได้ทำงานเต็มกำลังของตัวเอง

สาวใช้หิ้วถุงช็อปปิ้งของกรนันท์เข้ามาเก็บในห้อง กรนันท์และกานดาเดินตามหลังมา สาวใช้วางถุงแล้วเดินออกไป
“ได้ของถูกใจมาเยอะเลยล่ะสิท่า”
“พอสบายใจอะไรก็ดูดี ดูถูกใจไปหมดเลยนี่คะ เกรซก็เลยเหมามาหมดเลย”
“เห็นลูกสบายใจแม่ก็ค่อยหายห่วง”
“ว่าแต่วันนี้คุณแม่ไปคุยกับคุณป้ามาเป็นยังไงบ้างคะ เกรซจะได้เตรียมตัวถูก”
กานดาจับมือซ้ายกรนันท์มาลูบอย่างทะนุถนอม
“งั้นก็เกรซก็เตรียมดูแลตัวเองให้ดีๆ ทำตัวให้สดชื่นเข้าไว้ เพราะอีกไม่นานลูกแม่จะต้องได้สวมแหวนหมั้นแน่นอน”
“จริงเหรอคะคุณแม่”
กรนันท์ยิ้มกว้างดีใจมากโผเข้าไปกอดมารดา กานดากอดตอบพร้อมจะทำทุกอย่างให้ธิดาสุดสวาทคนนี้

อีกฟาก ธีภพและพริริสา เดินกลับเข้ามาโรงแรมที่พัก
“เสร็จธุระวันนี้แล้ว เราจะกลับกันเลยใช่ไหมคะ”
“เรามาทำงาน ไม่ได้มาเที่ยวเล่น ถ้าเสร็จงานแล้วก็ต้องกลับสิ”
“ฉันก็แค่ถาม ไม่ได้บอกว่าจะอยู่เที่ยวต่อซักหน่อย ฉันก็อยากจะรีบกลับไปทำงานนี้ให้สำเร็จเร็วๆ เหมือนกัน”
“ดูคุณอยากเร่งให้บูรพเกียรติขายหุ้นเร็วๆ เหลือเกิน” ธีภพดักคอ
“ถ้าการขายหุ้นจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ฉันก็อยากให้มันเกิดขึ้นเร็วๆ ไม่ถูกเหรอคะ”
“คุณพูดเหมือนตัวจะได้ผลประโยชน์ไปด้วย”
“พนักงานทุกคนก็อยากทำงานในบริษัทที่มั่นคงนี่คะ”
ธีภพไม่รู้สึกอย่างงั้น คำพูดพริริสามีอะไรซ่อนซุกอยู่มากมาย

ไคซัจตามเข้ามาในล็อบบี้ แจ้งข่าวเรื่องวุ่นวายที่สนามบินไทรจีสแก่ธีภพและพริริสา
“ตอนแรกผมจะพาพวกคุณไปส่งที่สนามบินแต่มีข่าวเข้ามาก่อนว่ามีการประท้วงกันขึ้นครับ”
“แล้วกัน” พริริสาเซ็ง
“ความจริงก็มีกระแสมาหลายวันแล้ว แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะนัดประท้วงกันวันนี้” ไคซัจว่า
“แล้วพวกเราจะกลับกันยังไงล่ะครับ”
“ตอนนี้ผู้บริหารสนามบินกำลังแก้ปัญหากันอยู่ คิดว่าคงไม่เกินสองวัน ยังไงผมขอเป็นตัวแทนไทรจีสขอโทษคุณด้วยที่ทำให้ต้องลำบาก”
“เหตุสุดวิสัย ทำไงได้ล่ะครับ”
พริริสาขัดใจนักที่ไม่ได้รีบกลับเมืองไทยเพื่อไปจัดการเรื่องบูรพเกียรติต่อตามแผน

สองคนเดินมาด้วยกันที่ถนนสายการค้าย่านธุรกิจของไทรจีส
“ทำไมต้องมาประท้วงกันที่สนามบินวันนี้ด้วยนะ”
“ดูคุณอยากรีบกลับไปทำงานเหลือเกินนะ”
“คุณต่างหากที่อยากรีบกลับ แถมยังหาว่าฉันอยากอยู่เที่ยวเล่นอีก ตอนนี้ก็เลยได้เที่ยวเล่นกันจริงๆ”
“ผมว่าจะได้หลงทางซะมากกว่า คุณพาผมเดินจะไปไหนเนี่ย”
“มากับฉันคุณไม่มีทางหลงหรอก”
“ทำไมคุณโตที่นี่เหรอถึงได้รู้ถนนหนทางที่นี่ดี”
“ใช่” พริริสาหลุดปากไปแล้วถึงนึกได้รีบแก้ “ที่ไหนล่ะคะ ฉันเป็นคนมีเซ้นส์ในการเดินทางต่างหาก อ่อแล้วก็มี”
พร้อมกับว่าเจ้าหล่อนรีบหยิบแผ่นพับไกด์นำเที่ยวออกมาโชว์ให้ธีภพดู แต่ถูกเหน็บแนมอีกจนได้
“คุณนี่เตรียมพร้อมมากเลยนะ”
พริริสายักไหล่ ยังไงธีภพก็จับผิดเธอไม่ได้แน่ๆ จากนั้นพริริสาพาธีภพเดินมาตามถนนสายการค้า โดยทำเป็นเปิดดูแผ่นพับนำเที่ยว ชี้ชวนให้ธีภพดูโน้นนี้นั้นไปตามทาง
ถัดมาธีภพและพริริสานั่งรถม้าชมบ้านเมืองไทรจีสไปตามถนน พอรถม้าหยุดจอด ธีภพลงก่อน ยื่นมือให้เธอจับเพื่อก้าวลงมาจากรถม้าแต่พริริสาเสียหลักเกือบล้ม ธีภพดึงประคองเธอไว้ทัน

ที่เมืองไทย วิวรรณอยู่ในห้องโถงรับแขก นั่งเลือกแหวนเพชรจากกล่องเครื่องประดับหลายกล่อง หยิบออกมาดูหลายวงยังไม่ถูกใจสักที ธเนศไปเดินออกกำลังกายตอนเช้าเดินกลับเข้ามามองอย่างแปลกใจ
“จะไปงานไหนเหรอคุณ เห็นเลือกไปเลือกมาไม่ได้สักที”
วิวรรณหยิบแหวนวงหนึ่งให้ธเนศดู
“วงนี้สวยไหมคะ”
“แหวนคุณสวยทุกวงล่ะ”
“แล้วคุณว่าเด็กสาวๆ จะชอบแบบนี้ไหมคะ หรือว่าควรจะสั่งใหม่ดี เอาแบบทันสมัยกว่านี้หน่อย”
ธเนศนั่งลงข้างๆ วิวรรณหันมาเลือกดูแหวนต่อ
“นี่คุณจะเอาแหวนไปให้ใคร”
“ฉันจะเอาไปหมั้นว่าที่ลูกสะใภ้น่ะสิคะ”
“เจ้าภพจะหมั้นเหรอ ทำไมผมไม่รู้เรื่องเลย”
“งั้นก็รู้ไว้เลยนะคะ ตาภพกลับจากไทรจีสเมื่อไหร่ จะต้องหมั้นกับ...”
วิวรรณเห็นธเนศเงียบไปจึงหันไปมอง เห็นสามีมีอาการเจ็บหน้าอก นั่งตัวงอกุมหน้าอกอยู่ก็ตกใจ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
ธเนศโบกมือแทนคำตอบ อาการปวดค่อยๆ คลายตัวหายไป
“ไม่เป็นไรแล้ว แค่รู้สึกเจ็บหน้าอกนิดหน่อยเท่านั้นเอง เมื่อกี้คุณว่าไงนะ เจ้าภพจะหมั้นกับใคร”
“เรื่องหมั้นเอาไว้ก่อนเถอะค่ะ ฉันว่าคุณไปพักผ่อนข้างบนก่อนดีกว่า” วิวรรณตะโกนสาวใช้ “เจียม มาช่วยประคองคุณผู้ชายที”
สาวใช้รีบเดินเข้ามาช่วยวิวรรณประคองธเนศออกไป

บ่ายวันนั้น วิวรรณ กานดา และกรนันท์ พากันมาเลือกแหวนเพชรด้วยกัน มีผู้จัดการคอยดูแลด้วยตัวเอง
“แล้วอาการคุณธเนศเป็นยังไงบ้างคะ”
“ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะค่ะ ฉันก็เลยนัดคุณกับหนูเกรซออกมาได้” วิวรรณหันมาหากรนันท์ “บอกตามตรงป้าเลือกเองก็กลัวจะไม่ถูกใจหนูเกรซ เลยคิดว่าพามาเลือกด้วยตัวเองเลยดีกว่า”
กานดาและกรนันท์ลอบยิ้มให้กันที่วิวรรณสนับสนุนการหมั้นกับธีภพเต็มที่
“คุณป้าว่าวงไหนเหมาะ เกรซก็ชอบหมดล่ะค่ะ”
กานดาเลือกแหวนวงที่เพชรเม็ดใหญ่สุดขึ้นมา
“วงนี้ก็ดีนะลูก ว่าแต่ธีภพจะไม่มีปัญหาใช่ไหมคะคุณวิ” กานดาอดกังวลไม่ได้
“ภพเขารู้ค่ะว่าพ่อแม่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เขาเสมอ”
ระหว่างนี้พนักงานเดินเข้ามาหาผู้จัดการ พร้อมกล่องสร้อยข้อมือ
“ผู้จัดการคะ สร้อยข้อมือที่คุณภพส่งมาซ่อมเสร็จแล้วค่ะ”
ทุกคนได้ยินพากันหันขวับไปมอง
กรนันท์ลืมตัวเผลอทำเสียงดังไม่พอใจ “สร้อยอะไร” พอนึกได้จึงลดเสียงลง “พี่ภพเอาอะไรมาซ่อม”
“สร้อยข้อมือน่ะครับ” ผู้จัดการบอก
“ขอฉันดูหน่อย” วิวรรณเอ่ยขึ้น
ผู้จัดการอึกอัก ไม่กล้าส่งให้
วิวรรณต้องบอกย้ำเสียงขุ่น “ฉันเป็นแม่ จะดูของที่ลูกชายเอามาซ่อมไม่ได้หรือไง”
ผู้จัดการจำใจส่งกล่องให้ วิวรรณเปิดกล่องดูเห็นสร้อยข้อมือที่ธีภพเคยให้พริริสาคราวก่อน
กรนันท์กระซิบกานดา “สร้อยข้อมือที่พี่ภพเคยให้นังริสาไปค่ะ”
กานดาทำทีเป็นไม่พอใจ “เรามาเลือกแหวนกันเองแบบนี้ ฉันกลัวว่ายัยเกรซจะเสียเวลาเปล่า ฉันไม่อยากให้ลูกสาวของฉันต้องเสียใจ เสียหน้า ฉันว่าเราอย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรตอนนี้เลยนะคะ เพราะแค่แหวนวงเดียวคงรับประกันอะไรไม่ได้”
วิวรรณหน้าเสียที่กานดาไม่พอใจธีภพซะแล้ว

กานดาพากรนันท์ออกมาจากโชว์รูม กรนันท์ฮึดฮัดไม่พอใจที่มารดาไม่ยอมให้เลือกแหวน
“อะไรกันคะคุณแม่ อยู่ๆ ก็ไม่ให้เกรซเลือกแหวน ตกลงจะไม่ให้เกรซได้หมั้นกับพี่ภพเพราะแค่เรื่องสร้อยข้อมือกิ๊กก็อกนั่นเหรอคะ เกรซไม่ยอมนะ”
กรนันท์เขย่าแขนกานดาอย่างร้อนใจ
“ใจเย็นๆ สิ แม่ก็ทำเป็นไม่พอใจไปอย่างงั้นล่ะ ธีภพเอาสร้อยเส้นนั้นมาซ่อม แสดงว่ามีใจกับนังริสาอยู่ ลูกคิดว่าธีภพกลับมาจะได้หมั้นกันง่ายๆ เหรอ”
“ก็คุณป้ารับปากแล้ว พี่ภพก็ต้องยอมสิคะ”
“ยังไงเราก็ต้องทำทุกอย่างให้มั่นใจก่อนว่า ถึงเวลาจริงๆ ธีภพจะไม่เบี้ยว”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่เราต้องทำเป็นไม่อยากหมั้นด้วยล่ะคะ”
กานดาระอาใจนิดๆ ที่กรนันท์เข้าใจอะไรยากเหลือเกิน
“เราแสดงท่าทีไม่พอใจออกไป คุณวิเขาก็จะร้อนใจ จนต้องหาทางจัดการกับธีภพแทนเราเองไงล่ะลูก”
กรนันท์เข้าใจทันทียิ้มร่า “คุณแม่นี่เก่งจริงๆ เลย นี่คุณแม่ใช้วิธีแบบนี้ถึงได้แต่งงานกับคุณพ่อด้วยหรือเปล่าคะ”
กานดาหน้าตึงเหมือนถูกสะกิดแผล เพราะในอดีตตนทำอะไรมากกว่านี้หลายเท่านัก
กรนันท์นึกได้หน้าสลดลง “เกรซพูดเล่นนะคะคุณแม่”
“เกรซแม่จะบอกอะไรให้นะ ชีวิตคนเราไม่ว่าเรื่องอะไร แม้แต่เรื่องความรัก ถ้าเราไม่รู้จักช่วงชิงมา เราก็จะไม่มีวันเป็นคนชนะ จำเอาไว้”
กรนันท์ซึมซับรับเอาคำสอนมารดาด้วยดี

ที่ไทรจีส ธีภพเดินไปตามทาง พอหันมาอีกทีไม่เห็นพริริสาก็แปลกใจ สักครู่หนึ่งจึงเห็นพริริสาเดินตามมา
“คุณไปไหนมา”
พริริสาหยิบถุงใส่แซนด์วิชขึ้นมาชูให้ธีภพดู ธีภพมองอย่างแปลกใจ

ถัดมาพริริสาและธีภพนั่งด้วยกันที่ม้านั่งในสวนสาธารณะ ทั้งคู่มองดูทิวทัศน์สวยงามรอบๆ บริเวณนั้นอย่างรื่นรมย์ พริริสาหยิบแซนด์วิชที่ซื้อมาส่งให้ธีภพ
“คนแถวนั้นบอกว่าแซนด์วิชร้านนี้อร่อยมากเลยนะคะ เลยซื้อมาให้คุณชิม”
“ใจดีแบบนี้ แอบใส่อะไรให้ผมกินหรือเปล่า”
“งั้นอย่ากินเลย”
พริริสาหมั่นไส้จะดึงแซนด์วิชกลับ แต่ธีภพไม่ยอม
“ผมกินก็ได้ กำลังหิวอยู่พอดี แต่ให้คุณกินก่อน พิสูจน์ว่าไม่มีอะไร”
ธีภพยื่นแซนด์วิชให้พริริสาเหมือนจะป้อนให้กัดก่อน พริริสาทำท่าจะไม่ยอมกิน
“ไม่ยอมพิสูจน์แบบนี้ คุณใส่ของแปลกปลอมอะไรแน่ๆ ใช่ไหม”
พริริสารำคาญที่ธีภพกล่าวหา เลยยอมกัดแซนด์วิชคำหนึ่งให้ดูว่าเธอไม่ได้แกล้งเขา ธีภพยิ้มกริ่มพอใจเหมือนได้ป้อนอีกฝ่าย จึงกัดกินต่อ เคี้ยวทานอย่างเอร็ดแอร่ม
“คุณไม่ได้แกล้งผมจริงๆด้วย”
พริริสามองค้อนธีภพ รู้ว่าตัวเองโดนแกล้ง ทั้งสองนั่งกินแซนด์วิชมองดูวิวทิวทัศน์อย่างผ่อนคลาย ลืมเรื่องงานเรื่องต่างๆ ไปชั่วขณะ

ไม่นานหลังจากนั้น ธีภพและพริริสาเดินชมบรรยากาศมาตามทาง ในสวนสาธารณะ เจอเด็กชาย 2 คนกำลังเล่นยิงหนังสติ๊ก ยิงใส่กระป๋องน้ำอัดลมแข่งกันอยู่ แต่ไม่มีใครยิงโดนเลย ธีภพและพริริสาหยุดยืนดู สักครู่ธีภพจึงเดินไปเข้าไปสอนเด็กสองคนว่าต้องยิงยังไง และยิงให้ดูอีกด้วยกระป๋องที่ตั้งอยู่ล้มลงหมด
เด็กสองคนปรบมือให้ธีภพ หนึ่งในนั้นวิ่งไปเรียงกระป๋องใหม่ และลองยิงตามที่ธีภพสอน ถูกกระป๋องล้มลงได้ก็พากันดีใจ พริริสาและธีภพปรบมือรัวๆ ให้เด็กๆ
“คุณยิงแม่นมากเลยนะคะ แถมสอนเด็กๆ ให้ยิงแม่นขึ้นด้วย”
“ไม้หนังสติ๊กเป็นของเล่นชิ้นแรกของผมเลยนะ แล้วคุณพ่อก็เป็นคนสอนวิธียิงให้ผมเพราะถ้าปล่อยให้ผมหัดเอง กระจกบ้านคงแตกอีกหลายบาน ตอนนั้นคุณแม่โกรธมากจะไม่ยอมให้ผมเล่นท่าเดียวเลย”
พริริสาฟังแล้วนึกอิจฉา “ฟังดูอบอุ่นดีนะคะ”
“แล้วคุณล่ะ ของเล่นชิ้นแรกของคุณเป็นอะไร”
“ฉันจำไม่ได้หรอกค่ะ ชีวิตวัยเด็กของฉันไม่สวยหรูเหมือนของคุณหรอก”
พริริสานึกถึงอดีต เหมือนสะกิดแผลตัวเองขึ้นมาอีก ดวงตาหมองหม่นไม่สดใสเมื่อนึกถึง นั่นทำให้ธีภพอยากรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวพริริสามากขึ้น

ระหว่างนี้ ชายในชุดดำลูกน้องของอาซิส มาดดูออกว่าไม่ประสงค์ดี ยืนหลบมุมมองดูพริริสาและธีภพอยู่ จังหวะหนึ่งธีภพหันไปเห็นเข้าชายชุดดำรีบหลบ อดีตสารวัตรมือปราบสังหรณ์ใจจับข้อมือพริริสาเอาไว้
“มีอะไรคะ”
“มีคนตามเรามา”
พริริสาตกใจ ด้วยยังหวั่นใจเรื่องที่มีการลอบยิงอยู่ พยายามมองหาธีภพจับให้พริริสาอยู่นิ่งๆ
“ทำเฉยๆ ไว้ รีบไปจากที่นี่ก่อน”
ธีภพดึงพริริสาให้วิ่งออกไปด้วยกัน ชายชุดดำเห็นสองคนวิ่งหนีจึงวิ่งตาม

ธีภพจับมือพริริสาพาวิ่งจากสวนสาธารณะออกมาที่ถนนอีกด้าน จนมาถึงบริเวณทางม้าลาย และเป็นสัญญาณไฟแดงพอดี ธีภพรีบดึงพริริสาวิ่งข้ามถนนไป
ชายชุดดำวิ่งตามมาห่างๆ ข้ามถนนตามมาไม่ลดละ

ธีภพพาพริริสาวิ่งเข้ามาหลบที่ข้างตึกใกล้ๆ บริเวณนั้น เอาตัวเองกันพริริสาไม่ให้โผล่พ้นขอบตึกไป
“ทำไมเราต้องหนีด้วย” พริริสาขัดใจ
“หรือคุณจะอยู่เฉยๆ ให้มันมาทำร้ายคุณ”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าเขาจะมาทำร้ายฉัน คุณอาจจะคิดไปเองก็ได้ ไม่เชื่อเราออกไปดูกันไหมล่ะ”
ธีภพหงุดหงิดที่เห็นพริริสาไม่สนใจความปลอดภัยของตัวเอง เขาจับเธอตรึงแน่นให้ร่างชิดกำแพงไว้
“คุณอย่าทำเป็นเล่นได้ไหมริสา วันก่อนที่มีการลอบยิงเจ้าชายคามิน ผมมองออก พวกมันก็จงใจจะยิงคุณด้วย คุณรู้ไหมว่าผมสงสัยแค่ไหนว่าทำไมพวกมันต้องจ้องเล่นงานคุณ”
พริริสาตกใจที่ธีภพคาดคั้นตนหนักข้อขึ้น แต่เธอไม่มีวันให้เขารู้ความจริงง่ายๆ
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง พวกนั้นอาจจะไม่ได้เจาะจงใคร แค่คิดจะทำร้ายทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้นก็ได้”
พร้อมกับว่า พริริสาทำท่าจะเดินหนีออกไป
ชายชุดดำตามมาพยายามมองหาสองหนุ่มสาว ธีภพเห็นชายชุดดำจึงรีบดึงพริริสากลับมาหลบที่เดิม พร้อมคิดหาทางหนีทีไล่เตรียมไว้
“คุณอยู่นิ่งๆ ห้ามส่งเสียง”
พริริสาอ้าปากจะเถียง ธีภพต้องใช้มือปิดปากเจ้าหล่อน พริริสาโมโหได้แต่ถลึงตาใส่เขา
ชายชุดดำเดินมาใกล้ข้างตึกที่ธีภพและพริริสาหลบอยู่ มันหยิบมีดพับออกมา หากเจอพริริสาและธีภพจะจัดการทันที
จู่ๆ องครักษ์สองคนก็โผล่มาล็อคตัวชายชุดดำเอาไว้ แย่งมีดจากมือไป ชายชุดดำพยายามขัดขืนจะสู้แต่องครักษ์ใช้ปืนจ่อหลังชายชุดดำเอาไว้
“ตามพวกเรามาดีๆ อย่าขัดขืน” องครักษ์1 บอก
ชายชุดดำต้องยอมเดินตามองครักษ์ทั้งสองไปโดยดี ธีภพโผล่หน้าออกมาดู ไม่เห็นชายชุดดำแล้วก็อดแปลกใจไม่ได้ พริริสารีบเดินออกมาจากข้างตึก ธีภพต้องดึงไว้
“ไหนล่ะคนที่จะมาทำร้ายฉัน ไม่เห็นจะมีใครเลย”
ธีภพมองไปรอบๆ อีกครั้ง จนแน่ใจว่าไม่เห็นชายชุดดำแน่แล้วก็ยิ่งแปลกใจ
“คนที่คุณเห็นอาจจะเป็นคนโรคจิตที่แอบตามเรามาก็แค่นั้น คุณน่ะระแวงคนอื่นจนประสาทไปแล้ว”
พริริสาฮึดฮัดใส่แล้วเดินหนีไป ธีภพโมโหตามไปคว้าตัวพริริสามาจับไหล่สองข้างไว้แน่นไม่ให้เดินหนี
“ผมประสาทก็เพราะคุณนี่ละ ที่ทำให้ผมต้องคอยห่วงคุณมากขนาดนี้ ทั้งที่คุณมีความลับกับผมเยอะแยะไปหมด”
พริริสาตกใจที่จู่ๆ ธีภพก็มาอารมณ์เสียใส่ตน
“แล้วคุณมาห่วงฉันทำไม มาสนใจเรื่องของฉันทำไม”
“ก็เพราะผม...” ธีภพไม่กล้าพูดความในใจออกไปได้แต่ใช้สายตาแทนคำตอบ ว่าเขาห่วงใยพริริสาแค่ไหน พริริสารับรู้ความรู้สึกนั้นได้ แต่อยากได้ยินให้มั่นใจ ถามย้ำด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“เพราะอะไรคะ”
ธีภพตอบเลี่ยงไปว่า “เพราะผมไม่ไว้ใจคุณไงล่ะ แล้วผมก็ไม่ชอบคนโกหก”
พริริสาค้อนควัก ทำงอนใส่ที่ธีภพตอบแบบนั้น สะบัดหน้าเดินออกไป
“เดี๋ยวสิคุณ เกิดเจอพวกคนร้ายอีกจะทำยังไง”
ธีภพสายหน้ากับตัวเองเดินตามพริริสาไป

ทหารกบฏเข้ามาอาซิสในโถงเซฟเฮ้าส์ รายงานเรื่ององครักษ์จับตัวลูกน้องที่ส่งไปจัดการพริริสาได้
อาซิสโกรธพอๆ กับตกใจ “ว่าไงนะ คนของเราถูกพวกเจ้าชายคามินจับไป”
“ระหว่างที่ตามเจ้าหญิงกับนักธุรกิจไทย มีคนของเจ้าชายคามินปะปนอยู่แถวนั้นด้วยครับ”
“เจ้าโง่นั่นคงเผยตัวให้พวกมันจับได้ล่ะสิท่า”
ราห์มานเดินเข้ามาสมทบ เห็นอาซิสและทหารท่าทางมีกังวล
“เกิดอะไรขึ้น”
อาซิสหน้าเสียไม่กล้าบอกว่าคนของตนพลาดท่าถูกฝ่ายคามินจับได้
ราห์มานตวาด “ฉันถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
ทหารกลัวรีบบอก “คนของเราถูกเจ้าชายคามินจับตัวไปครับ”
ราห์มานหันมาหาอาซิสอย่างเอาเรื่อง
“พวกแกพลาดขนาดนี้ได้ยังไงกัน”
“คนของเราฝึกมาดี ถึงจะโดนจับตัวไป ยังไงมันก็ไม่มีทางปริปากแน่ครับท่าน”
อาซิสแก้ตัวไป และทำเป็นมั่นใจทั้งที่ลึกๆ อดหวั่นใจไม่ได้

ที่ห้องสอบสวนในวัง คามินและไคซัจยืนอยู่หลังกระจกกั้นห้องสอบสวนมองทะลุออกไปเห็นชายชุดดำนั่งนิ่งถูกใส่กุญแจมือ มีองครักษ์ 2 คน ยืนคุมอยู่
“สอบสวนแล้วได้อะไรบ้าง”
“พวกกระหม่อมสอบสวนมันอยู่หลายชั่วโมง มันสารภาพแค่ว่าต้องการจะปล้นนักท่องเที่ยวแค่นั้นพะยะค่ะ” ไคซัจรายงาน
“เป็นแค่หัวขโมยหวังปล้นนักท่องเที่ยวงั้นเหรอ”
คามินจ้องมองชายชุดดำ ไม่เชื่อในคำสารภาพนั้น
“ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ลอบยิงวันนั้นกระหม่อมก็อาจจะเชื่อ แต่ตอนนี้กระหม่อมคิดว่ามันคงโกหก”
“ถ้ามันไม่สารภาพเราก็ไม่มีหลักฐานว่ามันเป็นพวกของใครอยู่ดี อย่างดีมันก็ถูกข้อหาหัวขโมยเท่านั้น งั้นก็ปล่อยมันไป”
ไคซัจแปลกใจต้องถามซ้ำ “ปล่อยไปเหรอพะยะค่ะ”
“ใช่ ปล่อยมันไป”
คามินยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนมีแผนในใจ ไคซัจได้แต่ยืนงงยังไม่รู้ความนัยของคามิน
ไม่นานนัก องครักษ์1 ปลดกุญแจมือออกจากชายชุดดำ
“นายไปได้แล้ว”
ชายชุดดำมีสีหน้าประหลาดใจ จนองครักษ์ 2 บอกเสริมว่า
“คราวหลังก็อย่าทำตัวเป็นโจรอีก ถ้าแกยังไม่กลับเนื้อกลับตัว หางานสุจริตทำ คราวหน้าไม่รอดแน่”
ชายชุดดำหลงกล ดีใจที่ถูกปล่อยตัว

พริริสาเดินไปเรื่อยๆ ตามทาง ไม่สนใจธีภพที่เดินตามหลังมา
“นี่คุณจะรีบไปไหน”
“ฉันจะกลับโรงแรม ส่วนคุณอยากจะไปไหนต่อก็ ตามสบายค่ะ”
พริริสาหยิบแผ่นพับไกด์ท่องเที่ยวยัดใส่มือธีภพ แล้วเดินไปต่อ ธีภพรู้ว่าพริริสากำลังโกรธตนอยู่จึงคิดหาทางงอนง้อ ตัดสินใจรีบเดินไปดักหน้า เอ่ยคำขอโทษ
“ผมขอโทษ”
พริริสาแปลกใจ
“คุณมาขอโทษฉันทำไม”
“ถือว่าผมคิดมากไปเองก็ได้เรื่องที่มีคนตามเรามา หายโกรธกันนะ”
“นี่คุณกำลังง้อฉันเหรอ”
“จะว่าแบบนั้นก็ได้ เพราะถ้าคุณงอนแบบนี้แล้วผมจะไปกับใครล่ะ ผมไม่อยากเดินเที่ยวคนเดียว”
พร้อมกับว่าธีภพเอาแผ่นพับไกด์เที่ยวส่งคืนให้พริริสา และถือวิสาสะจับมือเธอให้เดินไปด้วยกันหน้าตาเฉย

พริริสาอมยิ้มขำ หายโกรธเขาแล้ว และยอมให้ธีภพจับมือพาเดินไปด้วยกัน ราวกับคู่รักก็ไม่ปาน

 
อ่านต่อหน้า 4

เพลิงนรี ตอนที่ 6 (ต่อ)

ทางด้านมิราเดินเข้ามาหาอธิรุธที่ยืนพิงกำแพงหน้าเกสท์เฮ้าส์ มีกระเป๋าเป้เสื้อผ้าวางอยู่ที่พื้น อธิรุธทำท่าดีใจเวอร์ที่เห็นมิรา

“คุณรู้ไหม คุณนี่เหมือนนางฟ้าของผมจริงๆ”
“ไม่ต้องมาพูดมากเลย ทำไมต้องโทรให้ฉันมาช่วยคุณด้วย ไหนว่าเพื่อนคุณก็อยู่ที่นี่ไง”
“ก็ผมติดต่อเพื่อนไม่ได้เลย มีประท้วงที่สนามบิน ผมก็พักอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้เพราะคนอื่นเขาจองเต็มไปแล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็คงมีแต่คุณนี่ล่ะที่ช่วยผมได้”
“แล้วถ้าฉันไม่ช่วยคุณล่ะ
“ผมก็คงต้องทำตัวเป็นโฮมเลส นอนห่มหนังสือพิมพ์อยู่แถวนี้น่ะสิ โธ่คุณไม่สงสารผมบ้างหรือไง”
อธิรุธส่งสายตาออดอ้อนน่าสงสารมาให้ จนมิรานึกเห็นใจ

มิราพาอธิรุธเดินเข้ามาตามทางในตรอกแคบๆ อธิรุธมองสองข้างทางอย่างระแวง บ่นบ้ามาตลอดทาง
“นี่คุณจะพาผมไปที่พัก หรือจะพาผมขาย ทำไมทางไปมันดูเปลี่ยวๆ แบบนี้ล่ะ”
“อย่างคุณใครจะอยากซื้อ ทำไมกลัวฉันพาคุณไปจัดการหรือไง”
มิราทำปาดคอขู่
“แล้วคุณจะจัดการผมทำไมล่ะ หรือคุณคิดจะจัดการผม เพราะกลัวผมรู้ความลับอะไรของคุณ”
อธิรุธได้โอกาสแกล้งรุกไล่มิราจนติดผนังตึก มิราผลักออก
“ฉันไม่มีความลับอะไรสักหน่อย”
“ผมล้อเล่นน่ะคุณ ไม่ต้องทำท่ากลัวผมขนาดนั้นก็ได้”
มิราโมโหที่โดนอธิรุธแกล้ง เดินจ้ำหนีไปก่อน
“รอผมด้วยสิ คุณ”
อธิรุธรีบเดินตามไป

มิราเดินลัดเลาะพาอธิรุธมาหยุดที่หน้าโบสถ์เก่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง
“ถึงแล้ว”
“นี่มัน...โบสถ์นี่”
“ใช่”
“ผมให้คุณช่วยหาที่พัก ไม่ใช่อยากมาสารภาพบาปน่ะคุณ”
“หลวงพ่อที่นี่ใจดีมาก ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก”
“นี่คุณจะให้ผมมานอนที่โบสถ์เนี่ยนะ”
“คุณให้ฉันหาที่พักให้ ฉันก็หาให้แล้วไง อีกสองวันคุณก็กลับเมืองไทยได้แล้ว อยู่ที่นี่แค่คืนสองคืน ไม่เป็นไรหรอกน่า เข้าไปได้เลย โชคดีนะคุณ”
มิรารีบเดินหนีไปโดยไวหัวเราะขำ ทิ้งให้อธิรุธยืนงงบ่นบ้าอยู่หน้าโบสถ์
“ทำไมรู้สึกเหมือนโดนเอามาปล่อยวัดเลยวะเรา ผู้หญิงไทรจีสนี่แสบแบบนี้ทุกคนไหมเนี่ย”

เมื่อคณินกลับเข้ามาในบ้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นกานดาและจินตนาช่วยกันเลือกชุดราตรีที่แขวนเรียงอยู่บนราวเป็นตับ มีเจ้าของร้านเสื้อคอยพรีเซ้นต์ให้ดู
“ชุดนี้เป็นลูกไม้จากฝรั่งเศสเลยนะคะ ส่วนผ้าก็เป็นไหมจากอิตาลี”
กานดาและจินตนาดูชุดอย่างพอใจ
“ชุดนี้ก็สวยนะคะคุณแม่”
คณินถามขึ้นว่า “นี่มันอะไรกัน”
กรนันท์ลองชุดสวยสำหรับใส่งานหมั้นเดินเข้ามา
“คุณพ่อมาพอดีเลย ชุดนี้สวยไหมคะ”
“นี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว นี่จะเลือกชุดไปงานไหนกันถึงได้ยังเลือกไม่เสร็จจนป่านนี้”
“ก็มันเลือกยากนี่คะ เกรซลองตั้งแต่เย็นจนตอนนี้ยังไม่ถูกใจสักชุดเลย งานสำคัญด้วย”
เจ้าของร้านเสื้อลอบทำหน้าเหนื่อยใจดูออกว่าอยู่กับสามคนนี้นานมากแล้ว
“งานสำคัญอะไร”
กานดามองหน้าจินตนาให้จินตนาเป็นคนพูด
“งานหมั้นของยัยเกรซไงล่ะ”
คณินงง “งานหมั้น หมั้นกับใคร ทำไมผมไม่รู้เรื่อง”
“ช่วงนี้คุณยุ่งมาก ฉันก็เลยไม่ได้บอก คุณวิวรรณกับฉันตกลงกันว่าจะให้ยัยเกรซหมั้นกับธีภพหลังธีภพกลับจากไทรจีส” กานดาบอก
“เกรซก็เลยว่าจะเลือกชุดไว้ก่อน เพราะพี่ภพคงใกล้จะกลับมาแล้ว”
“เรื่องนี้คุณกับคุณวิตัดสินใจกันสองคนงั้นเหรอ” คณินตั้งแง่
“เรื่องงานหมั้นงานแต่งเป็นหน้าที่ของคนเป็นพ่อเป็นแม่อยู่แล้ว สองครอบครัวตกลงกันได้ จะถามอะไรให้มากความอีก” คุณหญิงหันไปพยักพเยิดกับหลานสาว “เลือกต่อเถอะหลานย่าเดี๋ยวจะยิ่งดึกไปกว่านี้”
ทุกคนหันไปสนใจเลือกชุดกันต่อ โดยไม่สนใจท่าทีคณินที่รู้สึกว่าธีภพกำลังตกอยู่ในชะตากรรมอันไม่ต่างจากตนในอดีต

คณินพกความไม่สบายใจเดินเลี่ยงออกมาห้องทำงานในบ้านเจอกับกฤษที่เดินเข้ามาหา
“เรื่องหาคนมาซื้อหุ้นก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ทำไมถึงยังทำหน้ากลุ้มใจอยู่อีกล่ะคณิน”
“ผมกลุ้มใจเรื่องอื่นน่ะครับคุณพ่อ”
“เรื่องอะไร” กฤษนึกได้ “ออ...คงเรื่องงานหมั้นยัยเกรซล่ะสิ
“คุณพ่อรู้เรื่องแล้ว”
“รู้ตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว เห็นให้คนขนเสื้อผ้ามาให้เลือกกันวุ่นวายไปหมด พวกผู้หญิงเขาก็คงจัดการกันเองโดยไม่สนใจพวกเรา”
“ผ่านมาสิบกว่าปี คุณแม่กับกานดาก็ยังไม่เคยเปลี่ยน”
กฤษปลอบใจลูก “เรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ยัยเกรซก็ดูเต็มใจ ธีภพเขาก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร”
“ผมก็หวังว่าจะเป็นแบบนั้นนะครับคุณพ่อ ยังไงผมเองก็ไม่อยากเห็นลูกต้องเสียใจหรอกครับ”
คณินถอนใจได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะไม่มีปัญหา

ที่ไทรจีส พริริสากลับเข้ามาในห้องนั่งลงพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวัน
ธีภพจับมือพริริสาพาวิ่งจากสวนสาธารณะออกมาที่ถนนอีกด้าน ธีภพพาพริริสาวิ่งมาที่บริเวณทางม้าลายรถวิ่งผ่านไปมา สัญญาณไฟแดงพอดี ธีภพรีบดึงพริริสาวิ่งข้ามถนนไป
ธีภพพาพริริสาวิ่งมาหลบที่ข้างตึกบริเวณนั้น ดันพริริสาให้หลบไม่ให้ออกไปพ้นขอบตึก
พริริสาอ้าปากจะเถียง ธีภพรีบใช้มือปิดปากเธอเอาไว้ไม่ให้พูด พริริสาได้แต่ถลึงตาใส่ธีภพอย่างโมโห
พริริสาอมยิ้ม รู้สึกดีกับธีภพมากขึ้นเรื่อยๆ

ณ บริเวณโกดังท่าเรือไทรจีส ตอนกลางคืนบรรยากาศเงียบจนสงัด
ชายชุดดำลูกน้องอาซิสเดินตรงมาตามทางเข้าบริเวณโกดังท่าเรือ คามินและไคซัจอยู่บนรถที่จอดสุ่มอยู่มุมหนึ่ง เฝ้าดูชายชุดดำ
“ความจริงเจ้าชายให้กระหม่อมกับองครักษ์คนอื่นตามมันมาก็ได้นะพะยะค่ะ”
“ฉันอยากเห็นกับตาว่ามันเป็นพวกใครกันแน่”
คามินเห็นว่าชายชุดดำเริ่มเดินออกไปไกล จึงลงจากรถ ไคซัจรีบลงตามไป

คามินและไคซัจสะกดรอยตามชายชุดดำมาห่างๆ ทหารกบฏลูกน้องอาซิสคนหนึ่งเดินออกมาจากมุมมืดตรงไปทางชายชุดดำ
คามินและไคซัจรีบเร่งฝีเท้าไปสุ่มดูอยู่ไม่ไกล ชายชุดดำตรงไปหาทหารกบฏที่เดินตรงมา
“พวกมันเชื่อว่าฉันเป็นแค่โจรกระจอก”
“มีใครตามมาหรือเปล่า”
“ไม่มี”
“ดี”
ทหารกบฏชักปืนออกมาจ่อที่ท้องชายชุดดำและยิงใส่อย่างเลือดเย็น
เสียงปืนดังฝ่าความเงียบขึ้น
คามินและไคซัจตกใจคาดไม่ถึง ต่างหยิบปืนออกมาเตรียมพร้อมไว้ ทหารกบฏรู้ว่ามีคนแอบดูอยู่บริเวณนั้นจึงเดินตรงมายิงใส่ คามินและไคซัจรีบหลบยิงสวนกลับไป
ทหารกบฏรีบวิ่งหนีไป คามินและไคซัจรีบตรงไปหาชายชุดดำที่นอนจมกองเลือดอยู่
“ใครที่มันยิงนาย บอกฉันมา ใครเป็นคนส่งนายมา”
ชายชุดดำท่าทางจะพูดอะไรบางอย่างกับคามิน แต่ก็หมดลมหายไปซะก่อน
คามินเจ็บใจ ไคซัจหันไปพบว่าต้นแขนคามินมีเลือดซึมออกมา
“เจ้าชาย”
คามินเห็นเลือดไหลจึงรู้ตัวว่าถูกกระสุนเฉี่ยว แต่ไม่ได้ตกใจอะไรนัก

พริริสาเตรียมตัวจะเข้านอน จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น นึกแปลกใจที่มีเสียงโทรศัพท์มากลางดึก ยกหูรับสาย
“ไคซัจ ว่าไงนะพี่คามินถูกยิง”
พริริสามือสั่นด้วยความตกใจ

พริริสารีบร้อนเข้ามาที่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาล เห็นไคซัจยืนรออยู่
“พี่คามินเป็นยังไงบ้าง”
“ทำแผลอยู่ด้านในพะยะค่ะ”
คามินพันแผลที่ต้นแขนเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน มีพยาบาลเดินตามมา พอเห็นพริริสามาก็มองไคซัจอย่างเคืองๆ
“เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปรับยาแก้ปวดมาให้นะเพคะ”
“ขอบคุณมาก”
พยาบาลเดินออกไป
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ให้บอกใคร”
พริริสารีบเข้าไปหาคามินอย่างเป็นห่วง
“อย่าว่าไคซัจเลย พี่คามินเป็นยังไงบ้าง”
“แค่แผลเล็กๆ เท่านั้นล่ะ”

ที่โกดังซ่อนอาวุธ ราห์มานยืนรอฟังข่าวอยู่กับอาซิสในนั้น จนทหารลูกน้องที่ปลิดชีพชายชุดดำเดินเข้ามารายงาน
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วครับ มีคนตามมันมาจริงๆ แต่ตอนนี้มันไม่มีโอกาสได้พูดเรื่องของพวกเราอีกแล้วล่ะครับ”
“ดีมาก” ราห์มานพอใจ “ต่อไปอย่าให้พลาดแบบนี้อีก จำไว้อาซิส”
“ครับท่านราห์มาน”
อาซิสโค้งให้ราห์มานอย่างยอมรับผิด

อีกมุมในโรงพยาบาล พริริสาตกใจที่รู้เรื่องคนที่ตามตนมาเมื่อกลางวันถูกฆ่าตายไปแล้ว
“แสดงว่าคุณภพไม่ได้คิดไปเอง มีคนร้ายแอบตามริสามาจริงๆ”
“คนของพี่จับมันได้ แต่สุดท้ายมันก็ถูกปิดปากไปแล้ว พี่อยากให้ริสาระวังตัวจนกว่าจะรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”
“ความจริงก็เดาไม่ยากหรอกพะยะค่ะ มีไม่กี่คนที่คิดร้ายกับราชวงศ์ไทรจีส”
“เราจะไม่สรุปอะไรจนกว่าจะมีหลักฐานมากกว่านี้ เรื่องประท้วงที่สนามบินเป็นยังไงบ้าง”
“พรุ่งนี้น่าจะเรียบร้อยพะยะค่ะ”
“จบเรื่องที่สนามบิน พี่อยากให้ริสากลับไปประเทศไทยทันที อย่างน้อยที่นั่นตอนนี้น่าจะปลอดภัยกว่าที่นี่”
“พี่คามินเองก็ต้องระวังตัวให้ดี พวกมันจะทำอะไรอีกบ้างก็ไม่รู้”
“ความจริงเรื่องนี้กระหม่อมคิดว่าควรจะบอกท่านราอิล” ไคซัจว่า
คามินบอกเสียงเข้ม “ฉันบอกแล้วไง ว่ายังไม่อยากให้ท่านพ่อเป็นกังวล ตอนนี้พวกมันคงไม่กล้าส่งใครออกมาเพ่นพ่านให้ถูกจับอีกแน่ นายอย่ากังวลนักเลยไคซัจ”
ไคซัจมีสีหน้าไม่สบายใจนัก เพราะเป็นห่วงเจ้าชายรัชทายาท
“ไคซัจกังวลมากเพราะห่วงพี่นั่นล่ะ” พริริสาบอก
“กระหม่อมห่วงความปลอดภัยทั้งของเจ้าชายและเจ้าหญิงพะยะค่ะ”
“ยังไงฝากพี่คามินด้วยนะไคซัจ”
“พะยะค่ะ
เห็นพริริสาให้ความสำคัญกับตน ไคซัจรู้สึกดีอยู่เงียบๆ ภายในใจ
“ว่าแต่เราเถอะ ไปไหนมาไหนในไทรจีส ก็ระวังตัวด้วย”
“พรุ่งนี้คุณภพเขาอยากไปนอกเมือง ริสาคงต้องพาเขาไป”
ไคซัจได้ยินพริริสาจะออกไปนอกเมืองกับธีภพก็นึกไม่ชอบใจ แต่ต้องเก็บอาการไว้

รุ่งเช้า มิราสวมแว่นดำ เดินคุยโทรศัพท์มาตามทางริมทะเลสาบพลางมองหาพริริสาและธีภพไปด้วย
“ฉันมาถึงแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอกน่าไคซัจ ฉันจะคอยดูริสากับคุณภพให้เอง”
มิรากดวางสาย เดินตามหาพริริสาและธีภพไปตามทาง

ธีภพพาพริริสาเดินมาชมวิวริมทะเลสาบแถบชานเมืองอันสวยงาม
“ได้โอกาสมาเที่ยวนอกเมืองแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน หลังภูเขาด้านโน้นเป็นเหมืองเก่าใช่ไหมคุณ”
พริริสากังวลเรื่องเวลา มองดูนาฬิกา
“ออกมาไกลแบบนี้ควรจะรีบกลับนะคะ เดี๋ยวจะเข้าเมืองไม่ทันก่อนค่ำ”
“วิวสวยขนาดนี้คุณยังมีแก่ใจห่วงเรื่องเวลาอีก”
ธีภพพูดจบก็ไม่สนใจเรื่องเวลาเดินชมวิวทิวทัศน์ต่อ
“ทำเหมือนคนไม่เคยได้เที่ยว”
พริริสาได้แต่เดินตามบ่นอุบอิบกับตัวเอง
“ผมอยากเห็นไทรจีสให้เต็มตากว่านี้นี่”
“ถ้าคุณอยากเห็นแบบนั้นก็ต้องขึ้นไปบนเขาด้านโน้นค่ะ”
พริริสาชี้ไป
“งั้นเราก็ไปกัน”
ธีภพหันมาจับมือพริริสาพาเดินไปด้วยกันไม่ให้ได้ตั้งตัว

ทั้งคู่อยู่ในเคเบิลคาร์ที่ลอยขึ้นภูเขาสูง ธีภพมองบรรยากาศจากมุมสูงลงไปเบื้องล่าง และบรรยากาศรอบๆ ด้าน อย่างตื่นตา

ส่วนมิราพยายามเดินมองหาพริริสาและธีภพบริเวณนั้น แต่ก็ไม่เห็น มิราจะเดินไปต่อแต่ชนเข้ากับอธิรุธที่เดินมาอีกทาง แผ่นพับท่องเที่ยวในมืออธิรุธหล่นลงพื้น
“ขอโทษค่ะ”
มิรารีบก้มลงช่วยเก็บพอเงยหน้าขึ้นเห็นเป็นอธิรุธก็ตกใจ
“คุณ!”
“อ้าวคุณ ใจตรงกันเลย มาเที่ยวเหรอครับ”
มิรารีบเอออวยไปก่อน “ใช่”
“ผมก็มาเที่ยว ว่าจะมาเจอกับเพื่อนด้วย” ธีภพแกล้งถาม “คุณเห็นเพื่อนผมไหม”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นเพื่อนคุณ”
“จริงด้วย ผมก็ไม่น่าถาม เอ เมื่อกี้ผมคุยโทรศัพท์กับเพื่อนผม เห็นว่าออกไปพายเรือแถวๆ โน้น”
อธิรุธชี้มั่วไปเรื่อย
“ไปด้วยกันไหมคุณ ไหนๆ ก็มาเที่ยวแล้ว เที่ยวคนเดียวไม่สนุกหรอก”
มิราสองจิตสองใจ พอคิดว่าถ้าตามอธิรุธไปก็คงได้เจอพริริสาเลยตกลง

อธิรุธหลอกมิรามานั่งเรือเล่นด้วยกัน พายเรือวนไปวนมาอยู่กลางทะเลสาบ
“นี่คุณพายวนไปวนมาแบบนี้ เมื่อไหร่จะเจอเพื่อนคุณเนี่ย”
“ก็ผมพายไม่เก่งนี่นา คุณก็ช่วยผมด้วยสิ”
อธิรุธส่งไม้พายอีกอันให้มิรา
“ฉันพายเป็นที่ไหนเล่า”
“แล้วกัน ผมกะพึ่งคุณเลยนะเนี่ย งั้นคุณก็ใจเย็นหน่อยนะ ผมว่าสักเย็นๆ ผมคงไปถึงฝั่งโน้นได้”
มิราโมโห “คนบ้า นี่หลอกฉันใช่ไหมเนี่ย”
“ผมไปหลอกอะไรคุณ คุณลงเรือมากับผมเองนะ”
มิราโมโหหยิบไม้พายกระแทกลงไปน้ำ ให้กระเด็นใส่อธิรุธ
“เฮ้ย คุณเล่นอะไรเนี่ย”
อธิรุธจับเรือให้โคลงเคลงไปมา แกล้งกลับ มิราร้องลั่น
“หยุดนะ ฉันยังไม่อยากตกน้ำ ฉันจะกลับเข้าฝั่งแล้ว”
อธิรุธยังไม่ยอมหยุด แกล้งต่อ ให้มิราร้องโวยวายต่อไป

ธีภพและพริริสาเดินไปตามทางบนเขา มองทิวทัศน์จากมุมสูงลงไปเห็นเมืองเล็กๆ อยู่ด้านล่าง ดูสวยงามแปลกตา
“ถ้าได้เห็นพระอาทิตย์ตกบนนี้ก็คงจะดี” ธีภพว่า
“เราไม่มีเวลาขนาดนั้นหรอกนะคะ”
“ตั้งแต่มาถึงคุณเอาแต่พูดเรื่องเวลา”
“คุณไม่รู้หรอกว่าที่นี่ ไม่เหมือนในตัวเมือง พอพลบค่ำชาวบ้านก็พากันเข้าบ้านพักผ่อน คุณจะกลับเข้าเมืองได้อีกทีก็พรุ่งนี้เช้า”

ธีภพจับบ่าพริริสาให้หันไปมองวิวด้านล่าง
“อย่าเอาเรื่องเวลามาทำลายบรรยากาศสิคุณ ทำไมคุณไม่ใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้เก็บเกี่ยวความสุขเอาไว้ วันหลังจะได้ไม่มาบ่นว่าเสียดายที่มัวแต่เร่งรีบจนไม่ได้ซึมซับความสวยงามอะไรกับเขาเลย”
บรรยากาศรอบตัวทำให้พริริสาอดคล้อยตามไปกับธีภพไม่ได้ โดยเฉพาะได้มีคนที่รู้สึกดีอยู่ใกล้ๆ
พริริสาเลิกบ่นยอมลืมเรื่องเวลาตามที่ธีภพว่า
"ในฐานะที่คุณรู้เรื่องเกี่ยวกับไทรจีสดี ช่วยทำตัวเป็นไกด์ เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับที่นี่หน่อย"
"ฉันก็แค่..."
ธีภพดักคอ “ศึกษามาจากไกด์บุ๊ค เอาเถอะคุณจะรู้มาจากไหนก็ช่าง เล่าให้ผมฟังเลยละกัน”
พริริสาหมั่นไส้ แต่ก็ยอมทำตัวเป็นไกด์ให้ ชี้ไปด้านหนึ่ง
“ด้านโน้นที่คุณเห็นเป็นทะเลสาบที่เราไปกันมาแล้ว ด้านหลังเคยเป็นเหมืองเพชรเก่า ส่วนทางโน้น...”
พริริสาอธิบายเกี่ยวกับบริเวณนี้ให้ธีภพฟัง พลางพาเดินไปดูวิวอีกด้านบอกเล่าความเป็นมา

ทางด้านมิราขึ้นจากเรือที่ท่าน้ำด้วยความโมโหที่โดนอธิรุธแกล้ง
“อ้าวคุณไม่ไปกับผมแล้วเหรอ”
มิราหันมาแยกเขี้ยวทำตาเขียวใส่
“เชิญคุณไปคนเดียวเถอะ ฉันจะไปตาม...”
“คุณจะไปตามใคร”
“ฉันหมายถึงฉันจะไปตามทางของฉัน”
มิราสะบัดตัวเดินจ้ำหนีไปก่อน
“ผมรู้หรอกน่าว่าคุณมาตามใคร”
อธิรุธยิ้มขำก่อนขึ้นจากเรือบ้าง
มิราเดินจ้ำมาตามทางริมทะเลสาบ โมโหอธิรุธไม่หาย
“ทำไมต้องมาเจอตาผู้กองนี่ทุกที่ด้วยนะ ริสานะริสา ไปไหนทำไมไม่บอกกันมั่งเลย”
สักครู่หนึ่ง อธิรุธขี่จักรยานตามหลังมิรามา
“นี่คุณถ้าไม่ชอบนั่งเรือก็บอกผมดีๆ ก็ได้ นี่ผมเลยไปเปลี่ยนเป็นจักรยานมา ซ้อนท้ายไปด้วยกันไหมคุณ ผมว่าจะไปหาเพื่อนผมทางโน้นดู”
พร้อมกับว่าเขาชี้ไปอีกด้าน มิราเห็นอธิรุธตามมาแกล้งหลอกตนไม่เลิกก็ยิ่งโมโห
“คุณจะไปไหนก็ไปเลยไป”
มิราเดินหนี อธิรุธยังขี่จักรยานตามไปเรื่อยๆ
“จักรยานก็ไม่ชอบเหรอคุณ หรือว่าจะเปลี่ยนเป็นขี่ม้า เอ...หรือจะเป็นขับรถ หรือจะให้ผมเดินไปกับคุณก็ได้นะ คุณชอบแบบไหนบอกผมมาเลย”
มิราเอามืออุดหู พยายามไม่ฟัง ก่อนจะสติแตกเพราะอธิรุธเซ้าซี้ไม่เลิก
อธิรุธยังขี่จักรยานตามตอแยมิราไปเรื่อยๆ อย่างเบิกบานหัวใจ

ฝ่ายสองคนเดินมาอีกด้านบนเขา ธีภพหยุดยืนดูวิวด้านล่าง
“ดูเหมือนคุณจะชอบบนนี้นะคะ”
“การได้มองลงไปจากที่สูงๆ มันทำให้เราเห็นอะไรกว้างขึ้น ยิ่งสูงก็ยิ่งมองไปได้ไกล ช่วยเราเปิดความคิดได้หลายอย่างเลยนะคุณ”
“แล้วตอนนี้เปิดความคิดอะไรให้คุณได้บ้างละคะ”
“หลายเรื่องเลยล่ะ โดยเฉพาะ...” ธีภพแกล้งจ้องพริริสาแน่วนิ่ง
พริริสาชะงักไป ระแวงว่าธีภพจับผิดอะไรตนได้อีก
จู่ๆ มีแสงสะท้อนส่องจากกระจกเข้ามากระทบที่ตัวพริริสา ธีภพคิดว่ามีใครจะลอบยิงพริริสาอีก รีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ก้มหลบลงกับพื้นกอดโดยเอาตัวบัง ปกป้องเธอเอาไว้
พริริสาตกใจ “อะไรของคุณเนี่ย คุณภพ”
“คุณอยู่เฉยๆ ก่อน”
ธีภพกวาดมองไปรอบๆ ว่ามีใครหลบซ่อนตัวจะลอบยิงไหม จนเห็นแสงสะท้อนนั้นมาจากเศษกระจกเล็กๆ ที่ตกอยู่ที่พื้นด้านหนึ่ง พริริสาดันธีภพให้ออกห่างอย่างโกรธๆ
“คุณภพเล่นอะไรของคุณ ฉันไม่สนุกด้วยหรอกนะ”
ธีภพเดินไปหยิบกระจกที่อยู่ที่พื้นขึ้นมาอย่างเก้อๆ
“ผมคิดว่ามีคนร้ายตามพวกเรามาบนนี้”
“เพราะคุณเอาแต่ระแวงไปซะทุกเรื่อง แค่กระจกยังระแวง ระวังเส้นเลือดในสมองจะแตกก่อนนะคะ”
พริริสาเดินหน้าตึง นำออกไปอย่างโกรธขึ้งไม่หาย ธีภพเสียหน้ามองกระจกในมืออย่างเซ็งๆ

พริริสาดูนาฬิกาได้เวลาที่จะต้องกลับ
“เราไปกันเถอะค่ะ เดี๋ยวลงไปจะค่ำซะก่อน”
ธีภพทำหน้าตาท่าทางบอกให้รู้ว่านึกเสียดายหากต้องผละจากวิวทิวทัศน์อันงดงามของที่นี่ไป
“อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอคุณ”
“ไม่ได้ค่ะ คุณเคยว่าฉันว่าเรามาทำงานไม่ได้มาเที่ยวเล่นแต่ตอนนี้คุณกลับเป็นซะเอง”
“ก็ตอนนี้ทำงานเสร็จแล้ว ที่สำคัญอยากจะกลับก็กลับไม่ได้”
“แต่ตอนนี้ต้องกลับแล้วค่ะ”
พริริสาเดินนำออกไป ธีภพจึงยอมเดินตามไปแต่โดยดี

เห็นป้าย under construction แจ้ง ปิดซ่อมชั่วคราว ตรงหน้าจุดขึ้นเคเบิลคาร์เพื่อลงจากเขา พริริสาและธีภพยืนคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่ จนรู้ว่าเคเบิลคาร์มีปัญหา จึงต้องเดินย้อนกลับมา พริริสาหน้าหงิกค้อนควักธีภพด้วยความโมโห
“เพราะคุณคนเดียว”
ธีภพยิ้มย่อง “เคเบิลคาร์ขัดข้อง เกี่ยวอะไรกับผมเนี่ย”
“ถ้าคุณไม่อยากขึ้นมาบนเขา เราก็คงไม่ต้องมาติดอยู่บนนี้หรอก”
“งั้นคุณก็โทร.ไปหาเจ้าชายคามินให้ส่งคนมารับดีไหม”
พริริสาเกือบหลงกล ก่อนนึกได้ “เราจะไปรบกวนเจ้าชายได้ยังไงกันคะ แถมบนนี้สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เราคงต้องหาทางกลับกันเอง”
“แล้วจะกลับยังไง ปีนเขาลงไปเหรอคุณ”
พริริสาลอบค้อนธีภพที่ไม่ช่วยคิดยังจะกวนอีก
“ผมว่าแทนที่คุณจะทำหน้าเครียด เรารีบคิดดีกว่าว่าจะทำยังไงเพราะกว่าเราจะลงไปจากที่นี่ได้ ก็คงพรุ่งนี้เช้า”
ธีภพยิ้มกริ่มไม่มีท่าทีทุกข์ร้อน ต่างจากพริริสา

ถัดมา สองคนเดินมาตามทางจนเห็นบ้านพักริมเขาอยู่ตรงหน้า
“ตรงนั้นมีบ้านพัก เขาจะยอมให้เราอาศัยข้างคืนหรือเปล่าคุณ”
“ก็ต้องลองไปดูล่ะค่ะ”
ทั้งคู่เดินไปที่หน้าบ้านพัก พริริสาเคาะประตู
เจ้าของบ้านเปิดประตูออกมาเห็นสองคนก็ตกใจ สายตามองอยู่ที่พริริสาอย่างแปลกใจ

ธีภพยืนดื่มด่ำมองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะค่อยๆ ลับขอบฟ้าอยู่ที่ระเบียง จนพริริสาเดินเข้ามาหา
“ฉันคุยกับเจ้าของบ้านแล้วนะคะ เขายินดีให้เราค้างคืนที่นี่”
“คนที่นี่มีน้ำใจจริงๆ”
ธีภพมองวิวตรงหน้าอย่างรู้สึกผ่อนคลาย
“ผมนี่โชคดีจริงๆ เลยนะ พูดว่าอยากเห็นพระอาทิตย์ตกบนนี้ ก็ได้เห็นจริงๆ ด้วย”
“โชคดีของคุณแต่โชคร้ายของฉัน ที่ต้องมาติดอยู่บนนี้ด้วย” พริริสาหน้าบึ้ง
“เป็นอะไรคุณแค่กลับเข้าเมืองไม่ได้ต้องทำหน้าบูดไม่เลิก ก็คิดซะว่าเรามาเที่ยวตากอากาศก็แล้วกัน”
พริริสากระแทกเสียงประชดให้ “ค่ะ สนุกมากเลย”
ธีภพไม่ถือสาชวนคุยอย่างอารมณ์ดี “นอกเมืองไทรจีสในเวลาแบบนี้ก็สวยไปอีกแบบนะคุณ’
“อยู่มาตั้งหลายวัน คุณเพิ่งเห็นเหรอคะว่าที่นี่สวยแค่ไหน”
“ผมมาทำงานนี่ เพิ่งมีเวลาได้เห็นทุกอย่างเต็มตาก็วันนี้ล่ะ ว่าแต่คุณเหอะ เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก แล้วต้องช่วยงานผมทุกวัน อยากรู้คุณเอาเวลาไปที่ไหนมาชื่นชมความสวยงามของที่นี่ได้”
พริริสารู้ว่าธีภพวนกลับมาไล่ต้อนตนก็ทำเฉไฉมองฟ้าชมตะวันไม่ตอบอะไร

ค่ำคืนนี้ที่บ้านริมเขาในไทรจีส ธีภพจุดเตาผิง พริริสาช่วยจุดเทียน ภายในบ้านพักให้สว่างขึ้น
พริริสายกแก้วใส่เทียนไขที่จุดไปวางตรงมุมหนึ่ง หันกลับมาไม่ทันระวังชนกับธีภพที่ยืนอยู่ ธีภพคว้าตัวพริริสา
“ขอโทษค่ะ ฉันไม่ทันระวัง”
“ผมก็เหมือนกัน”
พริริสารู้ตัวว่าตกอยู่ในอ้อมกอดธีภพท่ามกลางแสงเทียนแสนโรแมนซ์ก็รีบผละออก เดินไปที่หน้าต่าง ธีภพเดินตามไป มองออกไปด้านนอกเห็นเห็นกลุ่มดาวบนท้องฟ้าดารดาษ
“คุณดูสิ คืนนี้เห็นดาวชัดมากเลย”
“นั่นดาวเหนือค่ะ”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“แม่ฉันเคยบอก แล้วยังเคยเล่าตำนานเกี่ยวกับดาวให้ฟังตั้งหลายเรื่อง”
ธีภพรับรู้ได้ว่าเวลาพริริสาพูดถึงแม่เธอจะมีความสุขมาก
“แล้วพ่อคุณล่ะ ผมไม่เคยได้ยินคุณพูดถึงพ่อบ้างเลย”
พริริสาชะงัก แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้างขึ้นทันที
“ฉันจะพูดถึงคนที่เขาไม่ต้องการฉันไปทำไมล่ะคะ”
แววพริริสาเศร้าลง ธีภพรู้สึกผิดที่ถามเรื่องที่ไม่ควรถามออกไป
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องมาลำบาก”
“ฉันก็ไม่ได้ลำบากอะไรนี่คะ”
พริริสาหันมาฝืนยิ้มให้ธีภพเหมือนไม่มีอะไร ภพชี้ไปที่ท้องฟ้าชวนพริริสาคุยเรื่องดาวต่อ

เจ้าของบ้านจัดที่นอนให้พริริสาที่ชั้นบน ส่วนธีภพนอนอยู่ที่โซฟาในห้องโถง มีห่มผ้าบางๆ ผืนหนึ่งที่เจ้าของบ้านเตรียมมาให้ห่มคลุมกาย พริริสาถือผ้าห่มอีกผืนลงมา ยืนสองจิตสองใจด้วยความเป็นห่วงว่าธีภพจะหนาว สุดท้ายตัดสินใจเดินไปจะห่มผ้าให้เขา ธีภพรู้สึกว่ามีคนเข้าใกล้ จึงคว้ามือไว้ตามสัญชาตญาณ
“คุณน่ะเอง ทำไมยังไม่นอนอีก”
ธีภพลุกขึ้นนั่ง
“ฉันเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้ ผ้าห่มคุณผืนแค่นั้นคงอุ่นไม่พอ”
“แล้วของคุณล่ะ”
“ในห้องมีสองผืนค่ะ ฉันแบ่งให้ ฉันนอนอุ่นอยู่ในห้องคนเดียว คุณคงหาว่าฉันเห็นแก่ตัว”
“ผมเป็นผู้ชายก็ต้องเป็นฝ่ายเสียสละอยู่แล้ว จะไปว่าคุณได้ยังไง”
“ยังไงฉันก็ไม่อยากให้คุณแอบว่าฉันในใจอยู่ดี”
ธีภพรับผ้าห่มมา “ดูสิ เพราะคุณผมเลยหายง่วงเลย”
พริริสาฉงน “เพราะฉัน”
“ใช่เพราะคุณทำให้ผมตื่น ดังนั้นคุณต้องรับผิดชอบ นั่งคุยกับผมจนกว่าผมจะง่วง”
ธีภพดึงแขนพริริสาลงมานั่งข้างๆ ด้วยกัน พริริสาถูกดึงให้นั่งลงโดยไม่ทันตั้งตัว ธีภพหยิบผ้าห่มมาคลุมไหล่พริริสาเอาไว้
“ห่มไว้ คุณจะได้ไม่หนาว”
พริริสากลัวใจตัวเองเมื่อได้ใกล้ชิดธีภพ ทำท่าจะปลดผ้าห่มออกจากตัว
“ฉันไม่หนาว”
ธีภพตัดสินใจโอบไหล่พริริสาไว้ไม่ยอมปล่อย
“คุณจะไปไหน อยู่แบบนี้ดีแล้ว”
พริริสาตกใจนิดๆ “คุณภพ”
ธีภพมองจ้องพริริสาด้วยแววตาลึกซึ้ง บ่งบอกความรู้สึกที่อยู่ในใจ
“ถ้าตอนนี้เราสามารถทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ปล่อยใจให้ว่าง แล้วถามตัวเองว่าตอนนี้เรารู้สึกยังไง สำหรับผม ผมรู้สึกเหมือนหัวใจหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ไม่รู้ว่ามันหายไปไหน แล้วคุณล่ะ”
สายตาธีภพบอกเป็นนัยว่าหัวใจอีกครึ่งของเขาอยู่ที่เธอแล้ว พริริสายอมปล่อยหัวใจให้เป็นอิสระชั่วขณะ
“สำหรับฉันถ้าสามารถทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังได้จริงๆ ตอนนี้ฉันคงรู้สึกเหมือนหัวใจของฉันลืมความเจ็บจากรอยแผลในอดีตไปได้บ้างมั้งคะ”
ทั้งคู่เปิดใจทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง ต่างยิ้มให้กัน รู้สึกดีๆ ต่อกันมากขึ้นทุกขณะ

หญิงเจ้าของบ้านตื่นมาเตรียมอาหารแต่เช้า มีเมนูอย่างดีวางเรียงรายอยู่ในครัวหลายอย่าง น่าทานทั้งสิ้น พริริสาเดินเข้ามา
“เจ้าหญิง...”
พริริสารีบยกนิ้วห้ามไม่ให้พูด เจ้าของบ้านรู้ทันทีว่าธีภพไม่รู้ว่าพริริสาเป็นใคร
“อาหารเรียบร้อยแล้ว ตามสบายเพคะ”
เจ้าของบ้านเผลอย่อตัวก่อนเดินเลี่ยงออกไป ธีภพเดินเข้ามาเห็นอาหารวางอยู่ก็แปลกใจ
“นี่...”
“อาหารเช้าค่ะ เจ้าของบ้านเขาเตรียมไว้ให้เรา”
ธีภพชะงักมองฉงน “เรา ทำไมมันเยอะขนาดนี้ล่ะคุณ”
“เขากลัวเราจะไม่อิ่มมั้งคะ เลยเตรียมไว้ให้เยอะเลย”
ธีภพหยิบขนมปังขึ้นมาชิม พริริสาหันไปเทกาแฟส่งให้เขา ธีภพหยิบขนมปังอีกชิ้นป้อนพริริสา
“อร่อยนะคุณผมชิมแล้ว”
พริริสายอมให้ธีภพป้อน ก่อนส่งแก้วกาแฟให้

ทั้งคู่นั่งกินอาหารเช้าด้วยกันที่ระเบียง มองดูทิวทัศน์ไทรจีสอย่างเพลิดเพลิน ธีภพเห็นพริริสาผ่อนคลาย และไม่เร่งเร้าอยากกลับเหมือนเมื่อวานก็รู้สึกดี
“ขอบคุณนะริสา”
“ขอบคุณฉันเรื่องอะไรคะ”
“ขอบคุณที่พาผมมาถึงบนนี้ ทำให้ผมมีช่วงเวลาดีๆไงล่ะ แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า”
พริริสาไม่กล้าสบตาหวานซึ้งธีภพที่จ้องมองมา ลุกขึ้นทำทีไปดูวิวทางอื่นแต่ลอบยิ้มกับตัวเอง
ธีภพลุกตามไปยืนข้างๆ วางมือตัวเองลงบนมือพริริสาที่จับขอบระเบียงอยู่ ทำทีเป็นชี้ชวนดูวิวตรงหน้า
พริริสามองมือธีภพที่จับมือตัวเองนิ่งๆ รู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน

วิวรรณเดินมาที่โต๊ะอาหาร เจียมสาวใช้กำลังจัดโต๊ะสำหรับอาหารเช้าอยู่
“แล้วคุณธเนศล่ะ ลงมาก่อนฉันตั้งนานแล้วนี่”
“คุณผู้ชายเข้าไปที่ห้องทำงานน่ะค่ะ จะให้ไปตามไหมคะ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปดูเอง”
วิวรรณเดินเลยไปยังห้องทำงานธเนศ

วิวรรณเข้ามาในห้องทำงานสามี
“คุณคะ”
เมื่อเห็นธเนศนอนนิ่งอยู่ที่พื้นห้องก็ตกใจสุดขีด
“คุณธเนศ
วิวรรณปรี่เข้าไปดูสามีทันที ลนลาน ตกใจทำอะไรไม่ถูก ตะโกนเรียกหาคนใช้ลั่นบ้าน
“ใครก็ได้ ตามรถพยาบาลที คุณธเนศๆ”

ธเนศนอนอยู่ที่เตียงอาการดีขึ้น มีหมอมาตรวจดู วิวรรณรอฟังหมออย่างเป็นห่วงสามี
“โชคดีนะครับที่ไม่เป็นอะไรมาก แล้วก็มาโรงพยาบาลได้ทันเวลา ถ้ามีอาการเจ็บหน้าอกอีก อย่าทิ้งไว้นานแบบนี้นะครับ เพราะถ้าเกิดหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆได้เพียงพอ จะทำให้หัวใจวายได้นะครับ”
“ขอบคุณมากครับหมอ”
“มีอะไรสงสัยอยากจะถามหมออีกไหมครับ”
“ไม่มีแล้วล่ะครับ”
“ยังไงหมออยากให้คุณธเนศอยู่ดูอาการสักคืน”
“อยู่อีกสักสองสามวันก็ได้ค่ะคุณหมอ ตรวจให้ละเอียดเลยนะคะ ขอให้แน่ใจว่าไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ” วิวรรณบอก
“ไม่ต้องห่วงครับ หมอตรวจอย่างละเอียดแน่นอน”
หมอเดินออกไป วิวรรณโล่งใจที่สามีไม่เป็นอะไรมาก แต่ก็ยังอดห่วงไม่ได้
“คุณทำให้ฉันใจหายแค่ไหนรู้ไหม ฉันบอกให้คุณมาหาหมอตั้งแต่คราวก่อน คุณก็ไม่ยอมมา”
“ผมขอโทษ ต่อไปผมจะไม่ดื้อแล้ว”
“เพราะแบบนี้ฉันถึงได้อยากให้ตาภพมาช่วยงานคุณ แล้วก็อยากให้ลูกเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้หญิงดีๆ สักที”
ธเนศนึกขึ้นได้ “จริงสิ คุณบอกผมว่าเจ้าภพจะหมั้น”
“ฉันกำลังจัดการทุกอย่างให้ลูกอยู่ คุณห้ามว่าฉันนะ”
“ผมจะว่าคุณเรื่องอะไร เรื่องอะไรในบ้านผมก็ให้คุณเป็นคนจัดการทุกอย่างอยู่แล้ว” ธเนศเอะใจ “หรือคุณจะทำอะไรคุณวิ”
“ฉันก็ทำเพื่อลูกนี่ล่ะค่ะ คุณไม่ต้องห่วงหรอก คุณพักผ่อนให้แข็งแรงก่อนก็พอ”
ธเนศแปลกใจว่าภรรยาจะทำอะไรกันแน่
วิวรรณไม่สบายใจนักกับแผนการนี้ แต่เพื่อลูกชายก็ต้องยอมทำ

อธิรุธสะพายกระเป๋าเป้คุยสายกับธีภพอยู่ที่หน้าโบสถ์ เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ
“ฉันได้ไฟล้ท์กลับวันนี้แล้ว ยังไงกลับไปกรุงเทพฯ มีเรื่องให้ฉันสืบต่ออีกเพียบแน่ๆ”
ธีภพเพิ่งกลับมาถึงเปิดประตูเข้ามาในห้องพักคุยสายกับเพื่อน
“มันจะเป็นไปได้ไหมว่าฉัน...” เขาลังเลใจขึ้นมา “จะเข้าใจผิดไปเองเรื่องริสา”
“ทำไม อย่าบอกนะว่านายไม่สงสัยเขาแล้ว แต่สำหรับฉันเรื่องของคุณริสากับสาวไทรจีสของฉัน มีอะไรให้สงสัยเยอะเลยล่ะ”
ธีภพนิ่งงันไปทันที ไม่อยากให้อะไรมาทำลายความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อพริริสาเลย

ธีภพเดินเข้ามาในห้องอาหารเห็นไคซัจยื่นซองตั๋วเครื่องบินให้พริริสา ธีภพรีบเดินเข้าไป
“คุณไคซัจเอาตั๋วเครื่องบินมาให้ค่ะ”
ไคซัจเสริมว่า “ตอนนี้ที่สนามบินไม่มีปัญหาอะไรแล้วครับ ผมเลยทำเรื่องจองไฟล้ท์ใหม่ให้ พวกคุณกลับพรุ่งนี้เช้าได้เลย”
“ขอบคุณมาก”
“เจ้าชายฝากมาบอกพวกคุณด้วยว่า อาทิตย์หน้าเจ้าชายจะเดินทางไปประเทศไทย”
“แล้วยังไงผมจะติดต่อพวกคุณไปอีกครั้ง เรื่องวันเดินทางที่แน่นอนของเจ้าชาย”
“ทางเราจะเตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อต้อนรับเจ้าชายครับ ขอบคุณคุณไคซัจอีกครั้งนะครับ”
ธีภพยื่นมือไป ไคซัจจับมือธีภพถือเป็นการลากันก่อนกลับ
“ยินดีครับ แล้วพบกัน”
พริริสายิ้มสมใจในสีหน้า เฝ้ารอวันที่คามินจะไปเยือนบูรพเกียรติในอีกไม่ช้านี้ แต่อีกใจก็เริ่มกังวล หากธีภพรู้ความจริงว่าเธอกำลังจะทำลายบูรพเกียรติเขาจะคิดยังไง

ตึกบูรพเกียรติ เวลากลางวัน ชนิตาส่งเอกสารรายชื่อสื่อมวลชนให้กานดา
“เบอร์ติดต่อสื่อทั้งหมดที่บริษัทเรามีค่ะ”
“ขอบใจ”
ชนิตาถามด้วยท่าที กล้าๆ กลัวๆ “ว่าแต่คุณกานดาจะเอาไปทำอะไรเหรอคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
กานดาเดินออกไปเลย
โรซี่เดินผ่านมาพอดี รีบปรี่เข้าไปหาชนิตา
“อะไรยังไงยะยัยตา คุยอะไรกับคุณกานดา หรือว่าเกี่ยวกับริสา”
“เปล่า คุณกานดาให้ฉันเอารายชื่อสื่อกับเบอร์ติดต่อมาให้น่ะ”
โรซี่สงสัย “เอาไปทำอะไร”
ชนิตาวางสีหน้าเลียนแบบท่าทางกานดา
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ว้าย! ยิ่งไม่ใช่เรื่องของฉัน ฉันยิ่งอยากรู้”
ทั้งคู่มองหน้ากัน มีความสงสัยคาใจอยู่เต็มๆ รู้ใจกันว่าต้องทำยังไง

กรนันท์เดินเข้ามาหากานดา
“คุณแม่”
“เตรียมพร้อมสำหรับงานวันพรุ่งนี้แล้วนะลูก”
“แน่นอนค่ะ เกรซว่าจะไปสปาเข้าคอร์สให้เต็มสตรีมเลย รับรองว่าพี่ภพจะต้องตะลึงตอนเห็นเกรซแน่ๆ แต่คุณแม่แน่ใจนะคะว่าพรุ่งนี้จะไม่มีปัญหาอะไร”
“ไม่ต้องห่วงลูก ยังไงแม่ก็จะไม่ยอมให้งานหมั้นของลูกกับธีภพต้องมีปัญหาแน่ๆ”
กรนันท์เห็นกานดารับปากมั่นเหมาะก็ดีใจ
รอจนแม่ลูกพากันเดินพ้นออกไปแล้ว โรซี่และชนิตาที่ยืนแอบฟังอยู่ พากันตกใจ ประสานเสียงอุทานดังลั่น
“งานหมั้น”
ทั้งคู่ต่างรีบเอามือปิดปากกันและกัน ไม่ให้อีกฝ่ายพ่นไฟออกมา

ทันทีที่มาถึงกรุงเทพฯ อธิรุธรีบมาพบนักสืบรุ่นน้องที่ออฟฟิศแห่งหนึ่ง รับซองเอกสารจากรุ่นน้องมาเปิดดู
“ตอนที่พี่ไปไทรจีส ผมก็ไปตามสืบเรื่องที่พี่วานให้ต่อ ผมไปที่บริษัทเก่าที่ผู้หญิงชื่อริสาเคยทำงาน พวกเอกสารต่างๆ ก็ตรงกับที่ได้มาทุกอย่าง”
“สรุปคือไม่มีอะไรน่าสงสัย”
“ถ้าดูเผินๆ ก็คงเป็นแบบนั้น แต่พอดีผมได้เบอร์โทรศัพท์มือถือป้าสินี แม่ของเขามา ก็เลยลองไปตรวจสอบเบอร์โทรเข้าออกดู”
อธิรุธหยิบบิลค่าโทรศัพท์ของ นางสินี ฉันทพัฒน์ ออกมาดูประกอบ
“เดือนที่ผ่านมา มีการโทร.ไปต่างประเทศหลายครั้ง”
“ประเทศไทรจีส หรือเปล่า”
“ไม่ใช่ครับ แต่เป็นนิวซีแลนด์”
อธิรุธแปลกใจ “นิวซีแลนด์”

มิราคุยโทรศัพท์พลางเดินมองหาพริริสาอยู่ในอาคารผู้โดยสารของ
“ขอบใจมาก” มิราวางสายไป
พริริสาลากกระเป๋าเดินเข้ามาหามิราจากอีกด้าน
“คุณภพล่ะ”
“แยกกันแล้ว เราก็กลับกันเถอะ มีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ”
ทั้งคู่เดินคุยกันไปตามทางออกไปที่ลานจอดรถ
“ฉันยังไม่ได้บอก เรื่องตาผู้กองนั่นเริ่มรุกหนัก ตอนนี้เขาให้คนไปตามสืบเรื่องของริสา ตัวจริงที่บริษัทเก่าด้วย”
“ยังไงก็อย่าให้เขารู้อะไรจนกว่าเรื่องการซื้อขายหุ้นจะเสร็จก็พอ”
“ฉันก็พยายามกันทุกทางให้แล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง”
มิรามั่นใจว่าอธิรุธจะไม่ได้ข้อมูลอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น พริริสาแปลกใจเมื่อเห็นชื่อโรซี่โทรมา. กดรับสาย
“ฮัลโหล โรซี่เหรอ”

อธิรุธดูเอกสารรับรองการศึกษา พบว่าเป็นภาษาอังกฤษ
“ผมเลยสืบย้อนไปก่อนหน้านั้น คุณริสาเคยไปขอเอกสารรับรองการศึกษาเป็นภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัย” รุ่นน้องว่า
อธิรุธคิดตาม “แสดงว่าเตรียมจะไปเรียนต่อ หรือไม่ก็ไปทำงานต่างประเทศ”
“ประมาณนั้นล่ะครับ แต่เขากลับไปปรากฏตัวทำงานอยู่ที่บูรพเกียรติ มันแปลกไปหน่อย” รุ่นน้องว่า
“งั้นก็เช็คต่อได้ไม่ยากแล้วสิ”
“พี่คอนเน็คชั่นเยอะ ผมว่าพี่ตามต่อได้อยู่แล้ว”
อธิรุธยิ้มพอใจกับข้อมูลคราวนี้

ธีภพกลับเข้ามาในบ้าน มีพงศ์ คนขับรถหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ามาให้ เจียมสาวใช้เดินเข้ามารับกระเป๋าจากพงศ์
“คุณพ่อคุณแม่ล่ะ”
“คุณผู้ชายอยู่โรงพยาบาลค่ะ” เจียมบอก
ธีภพตกใจ “คุณพ่อเป็นอะไร ทำไมไม่ใครบอกฉันเลย”
“คุณผู้หญิงสั่งไว้ว่าคุณกลับมาค่อยบอกค่ะ” เจียมว่า
ธีภพร้อนใจเป็นห่วงธเนศรีบหยิบโทรศัพท์มือถือโทร.หาวิวรรณ
“คุณแม่ ผมกลับมาแล้วครับ คุณพ่อล่ะครับ ครับ” ธีภพหันไปหาคนขับรถ “พงศ์ คุณแม่จะคุยด้วย” ธีภพส่งโทรศัพท์มือถือให้คนขับรถ
“ครับ ได้ครับคุณผู้หญิง”
พงศ์กดวางสายก่อนส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้ธีภพ
“คุณผู้หญิงให้ผมพาคุณภพไปครับ”
“ไปโรงพยาบาลใช่ไหม”
พงศ์อึกอักๆ “ครับ”
ธีภพเดินออกไปพร้อมคนขับรถ โดยไม่รู้ตัวว่าจะไม่ได้ไปโรงพยาบาล

ธีภพเห็นพงศ์ขับรถมาจอดที่บริเวณหน้าประตูรั้วบ้านคณินก็แปลกใจ
“พงศ์ไหนว่าจะพาฉันไปโรงพยาบาล”
“คุณผู้หญิงให้ผมพาคุณภพมาที่นี่ก่อนครับ”
ประตูรั้วบ้านบูรพเกียรติเปิดออก พงศ์รีบขับเข้าไปด้านใน ธีภพยิ่งสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

ธีภพลงจากรถมายืนที่หน้าตึกบ้านคณินอย่างแปลกใจ พงศ์คนขับรถลงจากรถมายืนข้างๆ
“พงศ์คุณแม่ให้ฉันมาที่นี่ทำไม”
พงศ์ก้มหน้าเจี๋ยมเจี้ยมไม่กล้าตอบ กานดาและวิวรรณแต่งตัวสวยสมวัย พร้อมสำหรับงานหมั้นเดินออกมารับ
“มาพอดีเลย รีบเข้าไปข้างในเถอะภพ”
“มันอะไรกันครับคุณแม่ แล้วคุณพ่อ...”
“ไม่ต้องห่วงคุณพ่อเขาหรอก เดี๋ยวเสร็จจากงานนี้เราค่อยไปโรงพยาบาลกัน”
“รีบไปแต่งตัวเถอะจ้ะ แขกกำลังจะมากันแล้ว” กานดาเยื้อนยิ้ม
ธีภพงุนงงหนัก ถูกวิวรรณและกานดาพาเข้าไปด้านใน

วิวรรณและกานดาพาธีภพเข้ามายังห้อง ที่เตรียมไว้สำหรับแต่งตัวธีภพภายในคฤหาสน์
“ตกลงมีงานอะไรกันครับ ทำไม...”
ธีภพมองเห็นชุดสูทสีขาวสำหรับงานหมั้นของตัวเองก็เริ่มเอะใจ ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม 2 คน เพศสภาพเป็นชายแต่ใจหญิงเกินร้อย ปรี่เข้ามามะรุมมะตุ้ม
“เดี๋ยวพวกเราช่วยแต่งตัวให้เองค่ะ” ช่างหน้าบอก
ช่างผมเสริม “คุณเกรซนี่น่าอิจฉาจริงๆ เลยนะคะ ได้คู่หมั้นทั้งหล่อทั้งสมาร์ทขนาดนี้”
“คู่หมั้น!” ธีภพตกใจหันมาหามารดา “คุณแม่”
“แม่จะไปรอด้านล่าง อีกเดี๋ยวผู้ใหญ่คงจะมากันแล้ว แม่กับคุณดาต้องไปดูก่อน” วิวรรณบอกลูก
กานดากำชับช่างหน้าช่างผมว่า “ฝากด้วยนะ”
“ค่ะ”
ทั้งสองระรื่น รีบรับคำ ดึงธีภพไปแต่งตัว
ธีภพเครียดจัดที่ถูกมัดมือชก แต่ไม่รู้จะทำยังไง

กานดาและจินตนาเข้ามาในห้อง เห็นกรนันท์ที่แต่งตัวสวยนั่งให้ช่างเติมหน้าให้
“หลานย่าสวยจริงๆ วันนี้ แล้วนี่ใกล้เสร็จหรือยัง จะได้เวลาแล้วนะลูก แขกผู้ใหญ่มากันแล้ว”
“เสร็จแล้วค่ะคุณย่า”
กรนันท์ลุกขึ้นโชว์ชุดให้จินตนาและกานดาดู
“แล้วพี่ภพละคะคุณแม่”
“กำลังแต่งตัวอยู่”
กรนันท์ดีใจมากที่แผนกานดาสำเร็จ
“เกรซจะได้หมั้นกับพี่ภพแล้ว เราน่าจะเรียกนังริสามันมาด้วยนะคะ ให้มันมายกน้ำ ยกของว่าง รับใช้แขกในงาน มันจะได้รู้ตัวสักทีว่ามันคนละชั้นกับเกรซ ที่สำคัญเกรซอยากเห็นหน้ามันตอนที่พี่ภพสวมแหวนหมั้นให้เกรซ”
“นั่นสิ ย่าก็อยากจะเห็นว่าหน้ามันจะสลดสักแค่ไหน”
กานดายิ้มในสีหน้า อยากจะเห็นสีหน้าพริริสานักเวลาที่รู้ว่าพ่ายแพ้ให้ลูกสาวตนจะเป็นเช่นไร
พริริสานั่งอยู่กับโรซี่และชนิตาที่มาเล่าเรื่องงานหมั้นระหว่างธีภพและกรนันท์ให้ฟัง
พริริสาคาดไม่ถึง “งานหมั้น วันนี้”
“ใช่ ฉันกับโรซี่ได้ยินเต็มสองหูเลยนะ”
“แคะหูมาแล้วด้วยนะ รับรองได้ยินไม่ผิดแน่ๆ ริสาไปไทรจีสกับคุณภพตั้งหลายวัน คุณภพไม่ได้บอกเรื่องนี้เลยเหรอ”
พริริสาส่ายหน้า ไม่คิดว่าธีภพจะกลับมาแล้วหมั้นฟ้าแล่บแบบนี้ โดยไม่เคยมีท่าทีหรือพูดอะไรบอกตนสักนิด
โรซี่และชนิตามองพริริสา คันปากยิบๆ อยากจะถามเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ ชนิตาใช้ศอกกระทุ้งให้โรซี่เป็นคนถาม
“อะไรเล่า”
“ก็ถามไปสิ”
“ตกลงริสากับคุณภพ คือแบบ...แบบ...เป็น...”
พริริสารู้ว่าโรซี่จะถามอะไร นึกน้อยใจที่ธีภพไม่เคยบอกตนว่าจะหมั้น แต่กลับมาทำเป็นห่วงเป็นใยตนตลอดเวลาที่อยู่ไทรจีสด้วยกัน จึงตอบออกไปด้วยท่าทีหมางเมินว่า
“ฉันกับคุณภพ เป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องเท่านั้นล่ะ ส่วนเขาจะหมั้นอะไรกับใครที่ไหนเมื่อไหร่ก็เรื่องของเขา ขอบใจนะที่บอก”
โรซี่และชนิตาเดาออกว่าพริริสากำลังเสียใจอยู่แน่ๆ ได้แต่พากันเห็นใจ
มีความน้อยใจ และความผิดหวัง ฉายโชนอยู่เต็มแววตาคมปลาบของพริริสา

ทางด้านอธิรุธเดินแยกจากรุ่นน้องรีบกดโทรศัพท์หาธีภพเพื่อบอกข่าวเกี่ยวกับข้อมูลพริริสาที่เพิ่งได้มา
ธีภพยืนหน้าเครียดถูกบังคับให้แต่งชุด ช่างหน้า ช่างผม 2 นางพากันยืนจ้องชื่นชมในความหล่อ
“หล่อมากเลยค่ะ”
วิวรรณเข้ามาเห็นธีภพแต่งตัวเสร็จแล้วก็พอใจมาก
“พร้อมแล้วใช่ไหมลูก”
ธีภพอึดอัดมาก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ผมไม่พร้อมครับคุณแม่”
ช่างหน้า ช่างผม รู้ตัว สะกิดพากันออกไปจากห้องก่อน
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ธีภพเดินไปหยิบมือถือ แต่ถูกวิวรรณตัดหน้าหยิบมาปิดเครื่อง
ธีภพยิ่งขัดใจ “คุณแม่”

อธิรุธงงที่ถูกตัดสายไป พยายามโทร.กลับไปใหม่ แต่คราวนี้อีกฝ่ายปิดเครื่องไปซะงั้น
“เฮ้ย! มีเรื่องสำคัญจะบอก มาปิดเครื่องใส่ อะไรวะไอ้ภพ”
อธิรุธแปลกใจมาก

วิวรรณยึดโทรศัพท์มือถือธีภพไว้กับตัวเอง
“เสร็จงานแล้วแม่จะคืนให้”
“คุณแม่ยังไม่บอกผมเลยนะครับว่านี่มันเรื่องอะไรกัน”
“แม่อยากให้เราหมั้นกับหนูเกรซ”
“แล้วทำไมคุณแม่ไม่บอกผมก่อนล่ะครับ”
วิวรรณผ่อนลมหายใจ เอาน้ำเย็นเข้าลูบ
“ภพ หนูเกรซเป็นเด็กดี เป็นคนน่ารัก แม่อยากให้ลูกได้คนดีๆ มาเป็นคู่ชีวิต”
“แต่ผมไม่ได้...”
วิวรรณรีบขัดขึ้นทันที “แม่เข้าใจว่าภพจะบอกว่ายังไม่พร้อม วันนี้เราก็แค่หมั้นไว้ก่อนเท่านั้นเอง คุณพ่อเองอยู่โรงพยาบาลก็เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ถึงได้ยอมให้แม่จัดงานนี้กับคุณดา ลูกคงไม่อยากให้พ่อเขามีเรื่องไม่สบายใจหรอกใช่ไหม”
วิวรรณยกธเนศมาอ้างสำทับ นั่นทำให้ธีภพพูดอะไรไม่ออก
“วันนี้มีผู้ใหญ่ มีนักข่าวมาด้วย ภพคงไม่ทำให้พ่อกับแม่ต้องขายหน้าหรอกนะ”

ธีภพลำบากใจอย่างหนัก และอึดอัดอัดอั้นสุดจะประมาณ แต่ไม่รู้ว่าควรทำยังไง

 
อ่านต่อตอนที่ 7
เพลิงนรี ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์
เพลิงนรี ตอนที่ 12 จบบริบูรณ์
เวลาผ่านไปหลายสัปดาห์แล้ว วันนี้คามินกับไคซัจคุยอยู่กับผู้การเอกสิทธิ์เรื่องกลุ่มผู้ร้ายข้ามแดนของอาซิสและพวก ที่ห้องรับรองสถานทูตไทรจีสประจำประเทศไทย “ผ่านมาหลายอาทิตย์ ไม่มีข่าวของพวกอาซิสเลยหรือไงผู้การ” คามินเอ่ยถาม สีหน้าเป็นกังวลจนดูออก “กระหม่อมส่งคนไปตามที่คิดว่าพวกนั้นจะไปกบดานอยู่ แต่ก็ไม่เจอเลยพ่ะย่ะค่ะ” “กระหม่อมเองก็ไปพูดคุยกับลูกน้องของอาซิสที่ถูกจับได้ หมอนั่นเองก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก” “เงียบหายไปแบบนี้ หรือว่าจะหนีกลับไปไทรจีสแล้ว” คามินประเมิน “ถ้าพระอนุชาเรียกตัวอาซิสกลับ แสดงว่าคงมีแผน...”
กำลังโหลดความคิดเห็น...