xs
xsm
sm
md
lg

ล่ารักสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ล่ารักสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7

หน้าตำหนักใน...ชวาลแบกหีบใส่เสื้อผ้าแพรพรรณ ตามเจ้าชายมาคีที่ถือช่อดอกรัตยาช่อโตเดินจ้ำมาอย่างเร็วๆ

“เดินเร็วๆหน่อยซิ ชักช้างุ่มง่ามอยู่นั่น”
“กระหม่อมก็อยากจะวิ่งอยู่หรอกพะยะค่ะ แต่มันวิ่งไม่ออก ไม่นึกเลยว่าเป็นมหาดเล็กต้องทำงานแบกหามกันขนาดนี้”
“เกินไป ในหีบก็แค่ผ้าทอมือ กับเครื่องประดับที่เราจะเอาไปเซอร์ไพรส์คุณมัทนา จะหนักอะไรนักหนา”
“พะยะค่ะ ไม่หนักก็ไม่หนัก แต่คุณมัทนาเป็นถึงราชนิกูลนะพะยะค่ะ ของพวกนี้ไม่น่าจะทำให้เธอตื่นเต้นได้หรอก”
เจ้าชายมาคีหยุดกึก
“จริงสิ เราก็ลืมคิดไปว่ามัทนาไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป งั้นก็เอากลับไป”
“ฮะ...” ชวาลเข่าอ่อน “เอ่อ...แต่กระหม่อมมาคิดอีกที ผ้าไหม แพรพรรณพวกนี้เป็นผ้าพื้นเมืองของรายา คุณมัทนาอาจจะไม่เคยเห็นแล้วก็ชอบมากๆก็ได้ รีบไปกันเถอะพะยะค่ะ”
ชวาลรีบเดินไปถึงหน้าตำหนัก ประตูเปิดโล่ง เรณูกำลังเกณฑ์นางกำนัล เก็บกวาดข้าวของที่แตกกระจาย
“เก็บเศษแก้วให้เกลี้ยงเลยนะ ถ้าพระคู่หมั้นเหยียบเข้าละก็พวกหล่อนหัวขาดแน่”
เจ้าชายมาคีเข้าไปถาม
“เกิดอะไรขึ้น”
“เจ้าชาย”

ห้องทำงานโภคิน...คามินกับโภคินหน้าเครียด สินธรก้าวเข้ามารายงาน แขนคามินมีผ้าพันไว้เฉยๆ แบบไม่ใส่ใจนัก เลือดยังซึมออกมา
“ผมให้ทหารคุมตัวกรรณิการ์ไว้แล้ว เธอยังอาละวาดอยู่ จะเอายังไงดีครับ”
คามินหนักใจ
“กรรณิการ์มีอาการแบบนี้คงสอบสวนอะไรไม่ได้เรื่องแน่”
โภคินครุ่นคิด
“ข้อสำคัญ การที่กรรณิการ์ไปที่ตำหนักคุณมัทนา ไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน”
สินธรชะงัก
“หมายความว่า มีคนจงใจปล่อยกรรณิการ์ให้มาทำร้ายคุณมัทนาเหรอครับ”
คามินมองสินธร
“จู่ๆทหารยามด้านหน้าตำหนักก็หายตัวไปหมด มันหมายความว่ายังไงล่ะ”
“แต่คุณกรรณิการ์อยู่ในความดูแลขององค์ราชินีนะครับ แบบนี้ก็หมายความว่า...เป็นองค์ราชินีที่...”
โภคินขัดขึ้น
“อย่าเพิ่งปรักปรำใครถ้าเราไม่มีหลักฐาน”
คามินเห็นด้วย
“ใช่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จะให้แพร่หลายออกไปไม่ได้ โดยเฉพาะ จะให้คุณมัทนารู้ไม่ได้เป็นอันขาดว่า กรรณิการ์เป็นใคร”
ประตูเปิดผัวะเข้ามา ทั้งสามหันไปมอง มัทนายืนหน้าเอาเรื่อง เสียงเข้ม
“ขอโทษนะคะ ที่ต้องเสียมารยาท ฉันพาหมอหลวงมาดูแผลท่านองค์รักษ์คามิน”
หมอหลวงยืนอยู่ข้างหลังกับบุหลันๆส่ายหน้ากับโภคินประมาณห้ามไม่อยู่ คามินอึ้งๆ รีบพูด
“ผมบอกแล้วไงครับว่าแผลเล็กนิดเดียว ผมทำแผลเรียบร้อยแล้ว”
มัทนาจับแขนตรงผ้าพันแผล
“แค่เอาผ้ามาผูกไว้เนี่ยนะ เรียบร้อยของคุณ”
มัทนาทำท่าจะแกะผ้าพันแผล คามินเจ็บแผล สะดุ้ง
“โอย...”
คามินเบี่ยงหนี โภคินกับสินธรมาดูแผลใกล้ๆ เพิ่งเห็นว่าเลือดโชกออกมา สินธรตกใจ
“เลือดออกเยอะมากครับ”
โภคินรีบบอก
“ให้หมอดูหน่อยเถอะ บุหลันพาไปเปิดห้องรับรองที”
“ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ คุณหมอ”
มัทนายิ้มพอใจ เลิกคิ้วใส่คามิน ประมาณฉันชนะ คามินได้แต่เดินตามหมอไป

พระนางสาวิตรีนั่งจิบชาอยู่อย่างสบายใจนึกว่าแผนสำเร็จ นายพลวิฑูรหน้าเครียดเข้ามา
“ขอเดชะ...”
“น้องกำลังคิดถึงอยู่พอดี นั่งจิบชาด้วยกันซิ ชาจากศรีลังกา หอมดี”
“ทรงทราบเรื่องที่กรรณิการ์บุกไปที่ตำหนักรับรองรึยังพะยะค่ะ”
“แล้วทำไม ถึงนึกว่าน้องจะไม่รู้ล่ะ เป็นยังไง กรรณิการ์เล่นงานผู้หญิงไทยนั่นขนาดไหน แล้วพอมันรู้ว่า กรรณิการ์เป็นผู้หญิงของมาคี มันว่ายังไง”
“กรรณิการ์ถูกพวกโภคินเอาตัวไปแล้ว มัทนาไม่เป็นอะไรเลย คนที่บาดเจ็บคือคามิน”
พระนางสาวิตรีอึ้งไป
“นี่มันเข้ามาสอดอีกแล้วเหรอ ก็น้องเป็นคนสั่งเปลี่ยนเวรทหารยามก่อนเวลาเอง แล้วมันมาได้ยังไง”
เจ้าชายมาคีเข้ามา
“เสด็จแม่ เสด็จแม่ทรงรับปากกับลูกแล้ว แล้วทำไมถึงปล่อยให้กรรณิการ์หลุดไปทำร้ายคุณมัทได้”

พระนางสาวิตรีอึ้ง

แผลคามินค่อนข้างลึก หมอกำลังดูแผล
“ลึกพอสมควร หมอทำความสะอาดแล้วจะเย็บให้”
คามินพยักหน้า หมอหยิบน้ำยาล้างแผลกับสำลี มัทนารีบบอก
“ให้ฉันเป็นลูกมือนะคะ ฉันทำได้”
“ไม่ต้องหรอกครับ คุณมัทนาไปรอข้างนอกดีกว่า” คามินห้าม
“ไม่...นี่เป็นคำสั่ง...รีบเตรียมเครื่องมือซิคะหมอ ฉันช่วยได้จริงๆ ฉันไม่กลัวหรอก”
หมอพยักหน้างงๆ
“ได้ครับ...งั้นช่วยทำความสะอาดแผลก่อน หมอขอไปล้างมือเดี๋ยว”
“ได้ค่ะ...”
มัทนาหยิบถุงมือใส่ทะมัดทะแมง คามินมองไม่ไว้ใจ
“ไม่ต้องกลัวหรอกน่า ฉันมือเบา”
“ผมไม่ได้กลัว แต่...”
“งงว่าฉันทำไมทำได้น่ะเหรอ ฉันชอบเล่นกีฬาเอ็กซตรีมก็ต้องไปฝึกปฐมพยาบาลเบื้องต้น เอาไว้ช่วยตัวเองกับเพื่อนๆเวลาเกิดอุบัติเหตุ”
มัทนาจัดการล้างแผล
“แต่นี่มันไม่เหมาะสม...คุณให้คุณหมอทำดีกว่า”
“ฉันเป็นคนทำให้คุณเจ็บ ฉันก็ต้องรับผิดชอบ ไม่เหมือนคุณหรอก ไม่เคยรับผิดชอบสิ่งที่พูด”
“ผมขอโทษ”
“ฉันจะยกโทษให้ ถ้าคุณบอกฉันว่า ผู้หญิงที่ชื่อกรรณิการ์เป็นใคร แล้วทำไมถึงจงใจมาทำร้ายฉัน”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่คนสติไม่สมประกอบคนนึง ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ต่อไปนี้ผมจะจัดทีมองครักษ์มือดีที่สุดคุ้มครองคุณ 24 ชั่วโมง”
มัทนาเทน้ำยาลงบนสำลี กดลงบนแผลอย่างแรง คามินแสบแต่อดทน
“ฉันไม่ต้องการทหารฉันต้องการคุณ”
มัทนากดแผลแรงๆแกล้ง คามินอึดไม่ร้อง
“คุณหลบหน้าฉัน ถ้าฉันไม่โดนทำร้ายคุณคงไม่โผล่มา รู้มั้ยฉันมีเรื่องอยากรู้อีกตั้งหลายอย่าง”
“ตอนนี้คุณไม่ต้องสนใจเรื่องอื่น สนใจเรื่องเตรียมตัวอภิเษกกับเจ้าชายอย่างเดียว”
“ทั้งๆที่องค์ราชินีก็ทรงไม่ชอบหน้าฉันงั้นเหรอ คุณรู้มั้ยว่าพระองค์ทรงตั้งพระทัยที่จะให้ฉันรู้ว่า เจ้าชายมีคู่หมายอยู่แล้ว”
“ถ้าหมายถึงคุณหฤทัยละก็ ไม่ใช่แน่นอน เธอไม่ใช่คนที่เจ้าชายทรงเลือก”
“อ๋อ เจ้าชายทรงมีสิทธิ์เลือก แต่ฉันไม่มีงั้นสิ”
“ผมอยากให้คุณลองเปิดใจ แล้วคุณจะรักเจ้าชายได้ไม่ยาก”
มัทนาหมั่นไส้กดแผลลงไปอีก คามินร้องเจ็บ
“โอ๊ย...”
หมอเข้ามา
“ท่านคามิน เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ท่านองครักษ์ใจแข็งจะตาย ไม่มีความรู้สึกรู้สมอะไรหรอก...”
มัทนาประชดประชันแล้วลุกขึ้น
“เผอิญฉันนึกได้ว่าต้องรีบกลับไปอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณรอรับเจ้าชายรัชทายาท คงช่วยหมอไม่ได้แล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ส่วนเรื่องที่ท่านองครักษ์แนะนำ ฉันจะลองทำดู ไหนไหน ฉันก็ไม่มีทางเลือกแล้วนี่”
มัทนาถอดถุงมือ แล้วเดินออกไป คามินได้แต่นิ่ง
“เราคงต้องรอยาชาสักครู่”
“ไม่ต้องหรอกหมอ เย็บเลย”
หมอชะงัก
“เอ่อ...”
คามินเสียงเข้ม
“เย็บได้เลย เดี๋ยวนี้”

หมอเริ่มเย็บ คามินกัดกราม แววตาเจ็บปวดแต่หน้านิ่งเฉย

เจ้าชายมาคีไม่พอใจ เมื่อรู้เรื่องที่กรรณิการ์ทำร้ายมัทนาจากพระนางสาวิตรี และนายพลวิฑูร
“นี่ท่านลุงกำลังจะบอกเราว่า กรรณิการ์หนีออกมาเอง แล้วก็บังเอิญเดินไปที่ตำหนักคุณมัทงั้นเหรอ”
พระนางสาวิตรีแกล้งว่า
“มันเป็นความหละหลวมของทหารยาม เดี๋ยวแม่จะสอบสวนแล้วก็ลงโทษให้หนัก”
“ลูกไม่สนใจเรื่องทหารอะไรนั่น ลูกห่วงคุณมัทมากกว่า เขาต้องสงสัยแน่ๆว่ากรรณิการ์เป็นใครแล้วถ้าคุณมัทรู้ความจริง ก็ต้องไม่ยอมแต่งงานกับลูก แล้วลูกจะทำยังไงดี”
“ถ้ามันเป็นอย่างงั้นจริงๆ ก็แสดงว่าผู้หญิงคนนั้นไม่หนักแน่น ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นชายาของลูก ลูกควรจะดีใจ”
เจ้าชายมาคีหน้าตื่น
“ไม่นะเสด็จแม่ ลูกรักคุณมัท ถ้าไม่ได้คุณมัทเป็นชายา ลูกจะไม่แต่งงานกับใครอีกตลอดชีวิต”
“มาคี...นี่ลูกหลงมันขนาดนี้เลยเหรอ” พระนางสาวิตรีโมโหมาก
นายพลวิฑูรแทรกขึ้น
“ฝ่าบาท พระทัยเย็นไว้ก่อน เรื่องราวอาจจะไม่ร้ายแรงอย่างที่ฝ่าบาททรงคิดก็ได้”
เจ้าชายมาคียังโมโหไม่หาย
“จนถึงขนาดนี้ยังไม่ร้ายแรงอีกเหรอ ถ้าคามินช่วยไว้ไม่ทัน คุณมัทจะเป็นยังไงก็ไม่รู้”
“แต่กระหม่อมคิดว่า นี่กลับเป็นโอกาสดีด้วยซ้ำ”
พระนางสาวิตรีมองนายพลวิฑูรงงๆ เจ้าชายมาคีชะงัก
“ท่านลุงหมายความว่ายังไง”

มัทนากลับมาที่ตำหนัก บุหลันบอกอย่างเครียดๆ
“ต่อไปนี้ จะมีการวางเวรยามอย่างแน่นหนาขึ้น และดิฉันหวังว่าคุณมัทนาจะทำตามกฎระเบียบที่ดิฉันบอกอย่างเคร่งครัดนะคะ”
“ฉันทำผิดกฎตรงไหน ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาทำร้ายฉันในตำหนัก” มัทนาไม่พอใจ
“แล้วเรื่องเรณูละคะ”
มัทนาอึ้ง
“ดิฉันเข้าใจค่ะว่าคุณอึดอัด แต่ดิฉันอยากให้คุณทราบว่าทุกคนหวังดีต่อคุณ”
“ฉันไม่ต้องการความหวังดี ฉันต้องการความจริง ซึ่งคงไม่มีใครยอมบอกฉัน...ใช่มั้ย”
เรณูหน้าตื่นเข้ามา
“เข้ามาทำไม...ตอนนี้เป็นเวลาพักผ่อนของพระคู่หมั้น” บุหลันดุ
“คือ เอ่อ คือ...” เรณูอึกอัก
บุหลันหงุดหงิด
“บอกให้ออกไป...ไง”
พระนางสาวิตรีเข้ามา พร้อมนางกำนัล
“ต้องขอโทษด้วยที่มารบกวนเวลา ถ้าไม่สะดวกเรามาใหม่วันหลังก็ได้นะ”
ทั้งหมดถอนสายบัว มัทนาถอนคนสุดท้ายเพราะนึกไม่ถึง บุหลันกล่าวอย่างนอบน้อม
“ขอประทานอภัยเพคะ...หม่อมฉันไม่ทราบว่าเสด็จมา หม่อมฉันสมควรได้รับโทษที่ปากพล่อย”
พระนางสาวิตรียิ้มแย้ม
“เราผิดเองที่มาไม่ได้นัดล่วงหน้า เราอยากมาเยี่ยมมัทนา”
มัทนางง พระนางสาวิตรีเข้าไปเชยคางมัทนา
“เราเพิ่งรู้ข่าวที่เจ้าถูกทำร้าย เป็นยังไงบ้าง...เจ็บตรงไหนรึเปล่าจ้ะ”
บุหลันไม่เชื่อหู มัทนาได้แต่มองแปลกใจ

เจ้าชายมาคีเดินไปมา นายพลวิฑูรนั่งรออย่างใจเย็น
“ทำไมเสด็จไปนานนัก...เราตามไปดูดีกว่า”
นายพลวิฑูรรีบขัด
“ทรงรออยู่ที่นี่เถอะพะยะค่ะ เพราะถ้าหากคุณมัทนาเกิดทูลถามเรื่องกรรณิการ์ขึ้นมา จะทรงลำบากพระทัยเปล่าๆ”
“แต่เรากลัวเสด็จแม่จะทรงเล่นงานคุณมัท ท่านลุงก็รู้ว่าเสด็จแม่ไม่ทรงโปรดเธอ”
“การได้ใช้เวลาพูดคุยกัน อาจจะทำให้เปลี่ยนพระทัยก็ได้พะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรีเดินกลับมา
“เสด็จแม่ คุณมัทว่ายังไงบ้าง...”
พระนางสาวิตรีมองเจ้าชายมาคีแล้วเดินไปนั่ง
“คุณมัทไม่ตกลงใช่มั้ย...หรือเสด็จแม่ไปดุด่าอะไรคุณมัท”
“มัทนาตอบรับคำเชิญของแม่แล้ว”
เจ้าชายมาคีชะงัก ดีใจมาก
“จริงเหรอ เสด็จแม่...”
เจ้าชายมาคีกอดแม่หอมซ้ายขวา
“ลูกรักเสด็จแม่ที่สุดในโลก”
พระนางสาวิตรเหลือบมองนายพลวิฑูร
“ขอบพระทัยๆ ลูกจะรีบไปเตรียมตัว เพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”
เจ้าชายมาคีจะไปแล้ว กลับมาจับมือนายพลวิฑูร
“ขอบคุณท่านลุงที่สุด ความคิดของท่านเยี่ยมยอดมาก”
“ด้วยความยินดียิ่งฝ่าบาท กระหม่อมเชื่อว่าความสวยงามของรายา จะทำให้พระคู่หมั้น รู้สึกดีขึ้น ขอให้ทรงใช้โอกาสนี้พิชิตใจเธอให้ได้นะพะยะค่ะ”
“แน่นอนที่สุด...”
เจ้าชายมาคีออกไป พระนางสาวิตรีถอนใจเฮือก
“ตกลงจะบอกได้รึยังว่าแผนของท่านพี่คืออะไร น้องลงทุนไปง้อมันถึงที่ หวังว่าคงไม่คว้าน้ำเหลวอีกนะ”
“เกล้ากระหม่อมก็แค่คิดว่าถ้าผู้หญิงคนนั้นเกิดอุบัติเหตุระหว่างการท่องเที่ยวครั้งนี้ละมันจะเป็นยังไง”
พระนางสาวิตรีเพิ่งเข้าใจยิ้มออก นายพลวิฑูรยิ้มเหี้ยมโหดมาก

คามินนอนหลับฝันไป...ในความฝันเป็นภาพ มัทนาวิ่งเข้ามาในทุ่งรัตยา อย่างตื่นตาตื่นใจ
“สวยมากๆ เหมือนสวนสวรรค์เลย”
เจ้าชายมาคีเดินเข้ามา
“แต่ก็ยังงดงามไม่เท่าคุณ มัทนา”
เจ้าชายมาคีเอาดอกไม้ที่ซ่อนไว้ข้างหลังยื่นให้มัทนา
“แด่เจ้าหญิงแห่งรายา”
“ขอบพระทัยเพคะ”
มัทนารับมาก้มลงดมดอกไม้ แล้วเหลือบมองไปด้านหลังเจ้าชายมาคี เห็นคามินยืนอยู่ คามินมองแล้วเมินไป มัทนาเอ่ยชมดอกไม้
“ทั้งสวยทั้งหอม...”
คามินเมินไปแล้วเห็นปลายกระบอกปืนเล็งมาจากพุ่มไม้ เป้าหมายที่มัทนา เขาตกใจตะโกนบอก
“คุณมัทระวัง”
คามินวิ่งไป กระโดดกอดมัทนาล้มกลิ้งลงจากเนินเสียงปืนดังเปรี้ยงๆ เจ้าชายมาคีก้มหลบ แล้วเงยหน้ามองเห็นสุเทษวิ่งหนีไป เจ้าชายมาคีตะโกน
“เฮ้ย หยุดนะ”
เจ้าชายมาคีวิ่งตามไป
“ฝ่าบาท อย่าเสด็จไป...”
คามินละล้าละลัง ก้มลงมองมัทนา
“คุณมัทรอผมตรงนี้นะ”
คามินจะไป มัทจับแขนไว้
“อย่าไป...”
คามินชะงัก มองมือมัทที่จับแขน มีเลือดเต็ม คามินตกใจ
“คุณมัท”
คามินเห็นว่ามัทนาถูกยิงที่สีข้างเลือดซึมเปรอะออกมา
“คุณถูกยิง...”
“ฉันกำลังจะตาย...ใช่มั้ย”
“ไม่ คุณต้องไม่เป็นไร...ตราบใดที่ผมยังอยู่ คุณต้องปลอดภัย”
“คุณห่วงฉัน เพราะกลัวว่าเจ้าชายจะไม่ได้อภิเษกซินะ”
“ไม่...ไม่ใช่”
มัทนาสะดุ้งเฮือก พยายามหายใจเหมือนจะหมดลม
“มัทนา เข้มแข็งไว้ อย่าจากผมไป ผมรักคุณ...”
มัทนายิ้มแล้วหลับตา มือตก
“มัทนา ผมรักคุณ ได้ยินมั้ย ผมรักคุณ...”
เจ้าชายมาคีก้าวเข้ามา คามินชะงักเงยหน้ามอง เจ้าชายมาคี ยืนมองแววตาผิดหวังเสียใจ
“ฝ่าบาท”
“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง ไม่นึกเลยว่านายจะหักหลังฉันได้”
“ฟังกระหม่อมก่อน”
“ไอ้คนทรยศ”

เจ้าชายมาคียกปืนขึ้นเล็ง เหนี่ยวไก เปรี้ยง

คามินสะดุ้งตื่น ลุกพรวดขึ้น เหงื่อแตก มองรอบๆ โล่งใจ
“ฝันบ้าอะไรเนี่ย”
คามินคว้านาฬิกาพกที่วางบนหัวนอนมาดู เห็นเป็นเวลา 7 โมงเช้า เขารีบลุกขึ้น

คามินในชุดองครักษ์เดินเร็วๆ เพื่อไปยังตำหนักมัทนา เจอกับสุเทษที่เดินสวนมา สุเทษสะพายเป้ ในชุดเดินทางเพิ่งกลับมา สุเทษไม่สนจะเดินเลยไป
“เดี๋ยวสิ ไม่ได้เจอกันหลายวัน จะไม่ทักทายกันหน่อยเหรอ สุเทษ”
“องครักษ์ปลายแถวอย่างผมคงไม่บังอาจทักทายท่านคามิน หรอกครับ”
สุเทษเดินต่อ คามินชักมีด กระโดดเข้าจู่โจมสุเทษหลบ คามินรุกไล่ ในที่สุด สุเทษเอามือซ้ายจับมือคามินไว้
“ทำบ้าอะไรเนี่ย”
“ก็แค่อยากประลองฝีมือกันเล่นๆ เราไม่ได้ซ้อมด้วยกันนานแล้ว ฝีมือนายยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม แต่ว่า...”
คามินสายตามองสำรวจที่แขนขวา
“ปกตินายถนัดขวา ทำไมเมื่อครู่ถึงใช้แขนซ้ายล่ะ”
สุเทษอึ้ง ตัดบท
“ฉันไม่จำเป็นต้องตอบ”
สุเทษจะไป คามินเข้าจู่โจม สุเทษตั้งรับ สู้กัน คามินคว้าแขนข้างที่บาดเจ็บได้ออกแรงบีบหวังให้ร้อง สุเทษอึดปัดออก สู้กันต่อ ทันใดนั้นเสียงนายพลวิฑูรดังขึ้น
“หยุด...นี่มันเรื่องอะไรกัน”
คามินกับสุเทษชะงัก สุเทษรีบถอยมายืนข้างนายพลวิฑูรที่มองสุเทษเชิงถาม
“ไม่มีอะไรหรอกครับท่านนายพล เราแค่ซ้อมมือกันนิดหน่อย” คามินบอกเรียบๆ
“ซ้อมมือ” นายพลวิฑูรสงสัย
“ใช่ครับ...แต่ดูเหมือนสุเทษจะใช้มือข้างขวาไม่ค่อยถนัดนัก”
นายพลวิฑูรเข้าใจแล้วว่าคามินสงสัยก็หัวเราะ
“คามิน...เจ้านี่ช่างไม่รู้จักกาลเทศะเสียบ้าง อย่าลืมสิว่านี่เป็นเขตพระราชฐาน”
คามินอึ้ง นายพลวิฑูรถอนใจ
“แต่อย่างว่าละนะเพราะเด็กกำพร้าย่อมไม่มีพ่อแม่คอยอบรม ถึงได้ชอบทำอะไรแปลกๆอยู่เรื่อย ทีหน้าทีหลังระวังหน่อยแล้วกัน”
นายพลวิฑูรเดินนำ สุเทษมองคามินอาฆาตก่อนรีบตามไป คามินเจ็บใจ

นายพลวิฑูรเดินนำเข้ามาในสวน
“มันต้องการทดสอบว่าแกบาดเจ็บรึเปล่า แค่นี้ไม่รู้เหรอ”
“ผมไม่ทราบว่ามันจะมาป้วนเปี้ยนแถวด้านหลัง” สุเทษไม่สบายใจ
“ไอ้นี่มันสอดไปทุกที่ทุกเรื่อง”
“ถ้าอย่างงั้นวันนี้มันก็คงคุมพระคู่หมั้นแจ”
“ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน ต่อให้สิบไอ้คามินก็ช่วยผู้หญิงไทยคนนั้นไม่ได้หรอก” นายพลวิฑูลบอกอย่างมั่นใจ

ทางเดินหน้าตำหนักมัทนา...คามินเดินหน้าเครียดมาอย่างเร่งรีบ ชะงักเห็นขบวนรถมารอรับมัทนา สินธรรีบเข้ามารับหน้า
“ท่านคามิน”
“นี่อะไรกัน ใครจะไปไหน”
“เจ้าชายจะเสด็จไปที่ สวนพฤกษชาติคุณมัทนาจะตามเสด็จด้วยครับ”
“แล้วทำไมนายไม่บอกฉัน”
“เจ้าชายรับสั่งไม่ให้บอกท่านเพราะท่านบาดเจ็บอยู่”
คามินดึงตัวสินธรมากระซิบ
“แต่นายก็รู้นี่ว่าเหตุการณ์ต่างๆยังวางใจไม่ได้”
“ครับ...ท่านโภคินจึงให้ผมตามไปด้วย”
“ยังไงก็ไม่ปลอดภัย ฉันสังหรณ์ว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ นายรู้มั้ยว่าสุเทษกลับมาแล้ว”
สินธรตกใจ กังวล คามินจะเดินไปอีกทาง
“ท่านจะไปไหนครับ”
“ทูลเจ้าชายให้ล้มเลิกการท่องเที่ยววันนี้”
“คงยากครับเพราะคนที่จัดเตรียมทุกอย่างคือองค์ราชินี”
คามินชะงักคิดหนัก แล้วตัดสินใจเข้าไปในตำหนักมัทนาแทน สินธรมองตามกังวล

มัทนาอยู่ในห้องนอนแต่งตัวทะมัดทะแมงยืนมองตัวเองในกระจก เสียงเคาะประตูดังขึ้น มัทนาตะโกนถาม
“ใครคะ”
เสียงเรณูดังมา
“ท่านองค์รักษ์คามินมาขอพบค่ะ ให้เรียนว่ามีเรื่องด่วนตอนนี้รออยู่ที่ห้องหนังสือค่ะ”
มัทนาหันขวับดีใจมาก รีบวิ่งจะออกไปแล้วเบรกพรืดอยู่กลางห้อง
“ใช่สิมีเรื่องด่วนถ้าไม่มีเรื่องก็คงไม่มา...ทำไมเราต้องรีบด้วยล่ะ”
มัทนาหันกลับไปอ้อยอิ่ง สำรวจตัวเองโน่นนี่ทั้งที่ก็เสร็จแล้ว

ในห้องรับรองตำหนักมัทนา...คามินนั่งรออยู่อย่างกระสับกระส่าย ลุกขึ้นเดินไปมาร้อนรน สุดท้ายตัดสินใจจะเดินออกไป คามินชะงัก เมื่อมัทนาเปิดประตูเข้ามามองเขาเมินๆ
“มีอะไรด่วนก็รีบพูดมา ฉันกำลังจะไปเที่ยวกับเจ้าชาย”
“ผมมาก็เพราะเรื่องนี้”
มัทนาเฉย ไม่ถามไม่อยากรู้ คามินรีบพูดต่อ
“ผมคิดว่าเวลานี้ยังไม่เหมาะที่คุณจะไปท่องเที่ยว”
“ก็ไปบอกเจ้าชายสิ”
“เจ้าชายคงไม่ทรงฟังผม มีคุณคนเดียวที่จะทูลเจ้าชายได้”
มัทนาทำท่าคิดพยักหน้าเหมือนเห็นด้วย คามินใจชื้นมัทนาเดินเข้ามาใกล้ถามกวนๆ
“เหตุผล”
คามินไม่รู้จะพูดยังไง
“จะมีคนมาทำร้ายฉันอีกใช่มั้ย คราวนี้เป็นใคร คนบ้าหรือคนดี”
“ไม่ใช่ครับ...แค่ผมคิดว่าคุณยังไม่ควรออกจากตำหนักไปไหนไกลๆ” คามินอึกอัก
“แสดงว่ามันเป็นความคิดของคุณคนเดียว...เพราะฉะนั้นมันอาจไม่เป็นอย่างที่คุณจินตนาการก็ได้ ฉันจะไปเที่ยวกับเจ้าชายตามกำหนดเดิม”
มัทนาหันหลังจะไป คามินตกใจรีบเข้ามาขวางไว้
“ได้โปรดคุณมัทนา ขอให้เชื่อผมสักครั้งยกเลิกการเที่ยววันนี้เถอะ”
มัทนาจ้องตา คามินจ้องตอบสายตาวิงวอน
“ได้...”
คามินโล่งใจ แต่แล้วต้องอึ้งเมื่อมัทนาพูดต่อ
“ถ้าคุณจะบอกความจริงว่าทำไมถึงไม่อยากให้ฉันไป”
คามินพูดไม่ออก มัทนารุก
“ว่าไงล่ะ”
คามินถอนใจ
“ขอให้เชื่อใจผม ว่าผมทำทุกอย่างเพื่อคุณ...และเจ้าชาย”
“ก็เพราะฉันเชื่อคุณ ฉันถึงต้องมายืนอยู่ที่นี่ไงล่ะอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้าง จะพบจะเจอก็ต่อเมื่อชีวิตหมิ่นเหม่กับความตาย”
คามินสะอึก มัทนาน้ำตาซึมสายตาเต็มไปด้วยความในใจ คามินลืมตัวก้าวเข้าไปหาเอื้อมมือไปจะถึงตัวมัทนา เสียงเคาะประตูดังขึ้น สองคนได้สติ คามินถอยมายืนที่เดิม นางกำนัลเข้ามารายงาน
“เจ้าชายเสด็จมาแล้วค่ะคุณมัทนา”
มัทนาเหลือบมองคามินน้อยใจ
“ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”
มัทนาเดินออกไป นางกำนัลตาม คามินพยายามข่มอารมณ์เต็มที่

ในพลับพลา...เจ้าชายมาคีชี้ชวนให้มัทนาดูบรรยากาศรอบๆ มัทนาลอบมองคามินที่หน้าเครียดยืนเฝ้าระวังพร้อมสินธร มัทนายิ่งแกล้งทำร่าเริงคล้อยตามเจ้าชายมาคี พระนางสาวิตรี กับเทวีมองหมั่นไส้มัทนา หฤทัย อยู่ข้างๆ เจ้าชายมาคีคุยกับมัทนาอย่างเอาอกเอาใจ
“เสด็จแม่ทรงเลือกที่ตั้งพลับพลาได้ถูกใจลูกจริงๆ มองไปทางไหนก็งดงาม อากาศตรงนี้ก็ดีมาก จริงมั้ยครับคุณมัท”
“เพคะเจ้าชาย”
มัทนาหันไปเห็นหฤทัยมองอยู่ เธอยิ้มให้ หฤทัยเผลอยิ้มตอบแต่เหลือบเห็นเทวีจ้องมอง หฤทัยนึกถึงคำพูดของแม่ที่กำชับเธอไว้
“ไม่ต้องไปยิ้มให้มันไม่ต้องเสวนากับมัน ทำเหมือนมันไม่มีตัวตนจำไว้นะหฤทัย”
หฤทัยนึกได้ รีบหุบยิ้มทำหน้าบึ้งเชิด มัทนางง พระนางสาวิตรีพูดขึ้น
“นี่ยังเล็กน้อย มีที่งามกว่านี้อีกจริงมั้ยหฤทัย”
“เพคะ...หากไม่ได้ไปก็ไม่อาจเรียกว่ามาถึงรายาอย่างแท้จริง”
คามินมองไม่ไว้ใจ เพราะเห็นหฤทัย มองเทวีตลอด เจ้าชายมาคีไม่รู้ทันรีบถาม
“ที่ไหนรึ”
“จุดชมวิวไงเพคะ” หฤทัยรีบบอก
พระนางสาวิตรีเสริม
“หากขึ้นไปยืนมองทิวทัศน์รายาจากบนนั้นก็เปรียบเหมือนสวรรค์ไม่มีผิด”
เจ้าชายมาคีกระตือรื้อร้น

“จริงสิ...ทำไมถึงลืมเสียสนิท...คุณมัทเราไปที่จุดชมวิวกันดีกว่า ผมรับรองว่าคุณจะไม่มีวันลืมเลย”

ล่ารักสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7 (ต่อ)

คามินก้าวออกมาทันที

“ขอเดชะ...เกล้ากระหม่อมคิดว่าหนทางลำบากนัก จะไปได้ก็ด้วยม้าเท่านั้นคงไม่เหมาะที่พระคู่หมั้นจะไป”
“ใครขอความเห็นเจ้า” พระนางสาวิตรีหมั่นไส้
“มิได้พะยะค่ะแต่เกล้ากระหม่อมมีหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าชายและพระคู่หมั้น”
“แค่ไปจุดชมวิวมีอะไรที่จะไม่ปลอดภัย”
“พระคู่หมั้นไม่คุ้นชินกับการขี่ม้า อาจเกิดอันตรายได้พะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรีมองมัทนาพูดเยาะ
“การขี่ม้าเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับชาวรายา หากแค่ขี่ม้ายังทำไม่ได้ จะเป็นราชินีแห่งรายาได้ยังไง” พระนางสาวิตรีมองหฤทัย “ขนาดหฤทัยที่เป็นกุลสตรียังขี่ม้าได้อย่างสบายมาก จริงมั้ย”
หฤทัยเชิดแบบซ้อมมา
“เพคะ”
เจ้าชายมาคีอึกอักมองมัทนาประมาณจะเอายังไง คามินก็จ้องมัทนาเชิงให้ปฏิเสธ มัทนายิ้มหวานให้พระนางสาวิตรี
“องค์ราชินีรับสั่งถูกแล้ว หม่อมฉันจะลองดูเพคะ”
พระนางสาวิตรีกับเทวียิ้มสมใจ หฤทัยสีหน้าไม่ดี มัทนาเหลือบมองคามินที่มองตอบอย่าง
ผิดหวังที่เธอไม่เชื่อ มัทนาสะใจ

นอกพลับพลาห่างพอสมควร ทหารนำม้ามาหลายตัวมา เจ้าชายมาคีจะเดินไปช่วยส่งมัทนาขึ้นม้า มัทนาขี่เป็นแต่ก็แกล้งให้เจ้าชายมาคีช่วย พระนางสาวิตรีเปรยขึ้นลอยๆ
“ดูลำบากวุ่นวายจริง ไม่เหมือนหฤทัย”
มัทนาชะงัก พระนางสาวิตรีมองหฤทัย
“พร้อมหรือยังจ้ะหฤทัย”
“พร้อมเพคะ”
หฤทัยขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว ถือบังเหียนบังคับม้าให้รออยู่ เจ้าชายมาคีทำท่าจะเข้าไปโอบเอวมัทนาช่วยส่งให้ขึ้นม้า
“ขอโทษนะครับ”
มัทนาทำท่าจะเบี่ยงตัวหลบ แต่หันไปเห็นคามินมองอยู่ เธอรีบยิ้มหวานให้เจ้าชายมาคี พูดเสียงอ่อนหวาน
“ขอบพระทัยเพคะ”
เจ้าชายมาคีช่วยส่งมัทนาขึ้นม้า คามินเมินไปทางอื่น มัทนาถือบังเหียนท่าทางทะมัดทะแมง เจ้าชายมาคีพยักหน้าชื่นชม หันมาอวดพระนางสาวิตรี
“ท่าทางคุณมัทไม่เลวเลยนะเสด็จแม่”
“ท่าดีทีเหลวก็มีเยอะไป” เทวีเหน็บแนม
“หม่อมฉันเคยแอ็คท่าถ่ายรูปบนหลังม้าบ่อยๆน่ะเพคะ” มัทนาสวนยิ้มๆ
พระนางสาวิตรีจ้องมัทนาอย่างหมั่นไส้ เจ้าชายมาคีรีบไปที่ม้าตัวเองกระโดดขึ้นไป สินธรขึ้นม้า...ม้าของมัทนามีท่าทีค่อนข้างหลุกหลิก ไม่เชื่อง เธอพยายามบังคับ...คามินกระซิบ สินธร
“ม้าตัวนี้มาจากไหน ทำไมฉันไม่เคยเห็นเลย”
“ผมก็ไม่เคยครับ...เห็นบอกว่าคัดมาจากกองทหารม้า...”
คามินหันมาหาเจ้าชายมาคี
“ขอประทานอภัย กระหม่อมคิดว่าควรเลือกม้าตัวที่เชื่องกว่านี้ให้คุณมัทนา”
พระนางสาวิตรีมองกับเทวี แต่ยังไม่ทันขัด มัทนาก็พูดขึ้น
“ตัวนี้แหละดีแล้ว หม่อมฉันชอบม้าตัวนี้”
คามินกลุ้ม เจ้าชายมาคีตัดบท
“งั้นก็ไปเถอะครับ”
ทั้งสามเริ่มเหยาะม้าออกเดิน คามินก้าวไปที่ม้า เทวีหันมากระซิบพระนางสาวิตรี
“เจ้าคามินมันตามประกบแล้ว เอาไงดีเพคะ”
พระนางสาวิตรีรีบเรียก
“เดี๋ยวคามิน...”
คามินชะงักหันมา
“พะยะค่ะ”
“เราอยากเดินเล่นสูดอากาศ แต่รองเท้าคู่นี้สูงไป...เจ้าไปเอารองเท้าที่พลับพลามาเปลี่ยนให้เราหน่อย”
คามินอึ้ง ชวาลรีบพูด
“เกล้ากระหม่อมไปเอาให้เองพะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรีเสียงเขียวใส่
“เราสั่งคามินไม่ได้สั่งเจ้า บังอาจ”
“พระอาญาไม่พ้นเกล้า” ชวาลหัวหด
เทวีมองคามินที่ยังนิ่งไม่ไป
“ไม่ได้ยินที่องค์ราชินีสั่งรึคามิน”
“แต่เกล้ากระหม่อมต้องรีบตามเสด็จเจ้าชาย”
“ข้ออ้างกระมัง เจ้าชายไปแค่นี้ สินธรก็ไปด้วย เจ้าคงเห็นองค์ราชาทรงโปรดเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งเราใช่มั้ย”
“เกล้ากระหม่อมไม่บังอาจ...เกล้ากระหม่อมจะไปเอาฉลองพระบาทมาถวายเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ”
คามินรีบเดินเร็วๆไปที่พลับพลา สาวิตรีกับเทวียิ้มให้กันสมใจ

สุเทษซุ่มอยู่หลังก้อนหินก้อนใหญ่ ส่องกล้องส่องทางไกลเห็นมาคี มัทนา หฤทัย สินธร ขี่ม้ามาช้าๆ เขาลดกล้องลงพึมพำ
“แผนหนึ่งผ่านแล้ว ที่นี้ก็อยู่ที่แผนสอง คุณหฤทัยจะทำสำเร็จหรือเปล่า”
สุเทษยกกล้องขึ้นส่องดูอีกครั้ง

ทั้งสี่คนเหยาะม้า มาเรื่อยๆ มัทนาเหยาะม้าใกล้ม้าหฤทัย
“คุณหฤทัยขี่ม้าเก่งนะคะ”
หฤทัยเผลอตอบ
“คุณเองก็เก่ง”
มัทนายื่นมือไปข้างๆ
“หวังว่าเราจะเป็นเพื่อนกันได้นะคะ”
หฤทัยกำลังยื่นมือไปสัมผัสมือมัทนา แต่คำพูดของแม่แว่บเข้ามาในหัว
“จำไว้นังมัทนามันคือศัตรูของแก มันคือคู่แข่งมันคือคนที่จะมาแย่งเจ้าชายไปจากแก”
หฤทัยหดมือกลับ พูดเมินๆ
“เราเป็นเพื่อนกันไม่ได้หรอกค่ะ”
“ทำไมคะ”
หฤทัยอึ้งไม่รู้จะตอบยังไง มัทนาพอจะเข้าใจ
“ถ้าเป็นเพราะเรื่องเจ้าชายละก็...ฉันขอบอกเลยว่าฉันไม่อยากมาที่นี่ ไม่ได้อยากมาเป็นคู่แข่งกับใคร”
หฤทัยมองมัทนาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ฉันพูดจริงๆค่ะ”
เจ้าชายมาคีชักม้ากลับมาหาสองสาว
“คุยอะไรกันครับ”
“เรื่องของผู้หญิงเพคะ...ตรงนั้นดอกไม้สวยจัง”
มัทนาเหยาะม้านำไป เจ้าชายมาคีรีบตามอย่างแช่มชื่น สินธรคอยระแวดระวังมองรอบๆ หฤทัยมองตามไปที่เนินเขาเล็กๆอย่างครุ่นคิด เธอนึกถึงเห็นการณ์ก่อนหน้านี้ที่ นายพลวิฑูรออกคำสั่งกับเธออย่างจริงจัง
“พอถึงเนินเขา ที่เป็นทุ่งดอกรัตยา แกต้องแกล้งขอลงไปเก็บดอกไม้เข้าใจมั้ย”
หฤทัยงงๆ
“เก็บมาทำไมคะ”
“ไม่ต้องถาม...คุณพ่อบอกให้เก็บก็เก็บ” เทวีตวาด
“ค่ะ” หฤทัยเสียงอ่อย
“ทำตามที่พ่อบอกและรู้ไว้อย่างเดียวว่า พ่อทำทั้งหมดก็เพื่ออนาคตของลูก หฤทัย”
นายพลวิฑูรจับไหล่ลูก แต่ยิ้มดุดันน่ากลัว

ปัจจุบัน...หฤทัยกล้าๆกลัวๆ แล้วสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงสินธรดังขึ้นข้างๆ
“เป็นอะไรไปครับคุณหฤทัย”
หฤทัยหันมาเพิ่งเห็นว่าสินธรชักม้ามาอยู่ใกล้ๆ มองห่วงใย
“เปล่า...”
“แต่หน้าคุณซีดๆ คุณไม่สบายใช่มั้ยครับ”
“ไม่...ไม่มีอะไร”
หฤทัยชักม้าหนี สินธรมองตาม หฤทัยรีบเหยาะม้าตามเจ้าชายมาคีกับมัทนา สินธรแปลกใจกับท่าทีนั้น

นอกพลับพลา...คามินคุกเข่าวางรองเท้าส้นเตี้ยลงเบื้องหน้าพระนางสาวิตรี
“ฉลองพระบาทพะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรียื่นเท้าออกมาข้างหน้านิดหนึ่ง คามินชะงักเงยหน้ามอง
“ทำไม...หรือจะให้เราก้มลงไปเปลี่ยนเอง”
“เกล้ากระหม่อมจัดการให้เองพะยะค่ะ” ชวาลรีบบอก
พระนางสาวิตรีหันมาจ้อง ชวาลหยุดชะงัก พระนางสาวิตรีมองคามิน
“กับองค์ราชาเจ้ายังทำให้ได้...อ๋อหรือว่าที่แท้เจ้าเลือกปฏิบัติ”
“เกล้ากระหม่อมจะเปลี่ยนฉลองพระบาทให้เดี๋ยวนี้”
คามินเปลี่ยนคู่เดิมออกจากเท้าพระนางสาวิตรีอย่างเบามือ ใส่คู่ใหม่ให้อย่างเรียบร้อยตลอดเวลา พระนางสาวิตรีมองอย่างสะใจ เทวีมองเหยียดๆ
“ตายจริงไม่เห็นกับตาไม่เชื่อนะเพคะว่า องค์รักษ์คามินจะทำงานแบบนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว”
“คงได้เชื้อแม่มามากพอดู”
คามินชะงัก พระนางสาวิตรีพูดต่อ
“พวกนางรำก็ต้องดูแลปรนนิบัติเอาใจเก่ง เพื่อจะพยายามเลื่อนฐานะตัวเอง”
คามินนิ่ง พระนางสาวิตรีมองเหยียดจงใจเน้น
“แต่คนเรายังไงมันก็ลบล้างชาติกำเนิดไม่ได้ ใครจะยอมรับผู้หญิงชั้นต่ำแบบนั้นถึงต้องหนีอายแล้วก็ทิ้งลูกไปไงล่ะ”
คามินข่มอารมณ์ก้มหน้านิ่ง เทวีมองหยัน
“หวังว่าเจ้าคงไม่คิดเดินตามรอยแม่หรอกนะ...คามิน”
“เอารองเท้าเราไปเก็บ แล้วก็เฝ้าที่พลับพลาเอาไว้ เราเดินเล่นสักพัก แล้วก็จะไปนั่งพักผ่อน...นี่เป็นคำสั่ง”

พระนางสาวิตรีเดินนำเทวีไป ชวาลมองคามินเห็นใจ

สุเทษส่องกล้องทางไกลพึมพำหงุดหงิด
“ทำไมคุณหฤทัยไม่ลงมือซะที”
ทางด้านหฤทัยลังเล ไม่มั่นใจ มองเจ้าชายมาคีกับมัทนากำลังจะเหยาะม้าผ่านเนิน เธอตัดสินใจเรียก
“เจ้าชายเพคะ...”
เจ้าชายมาคีหยุดม้าหันมามองรำคาญ
“มีอะไรรึหฤทัย”
หฤทัยอึกอัก
“คือ...เอ้อ...ดอกไม้สวยเหลือเกินหม่อมฉันขอลงไปเก็บหน่อยได้มั้ยเพคะ”
“ก็เก็บไปซิ เดี๋ยวเรากับคุณมัทนาจะล่วงหน้าไปก่อน”
“ไม่ได้เพคะ” หฤทัยหน้าตื่น
เจ้าชายมาคีงง
“คือถ้าตามไปทีหลังหม่อมฉันกลัวจะคลาดกัน”
เจ้าชายมาคีรำคาญ มัทนาตัดบท
“ไม่เป็นไรเพคะ เรารอไปพร้อมกันดีกว่า...หม่อมฉันก็อยากชมวิวตรงนี้เหมือนกัน”
เจ้าชายมาคีมองตาม พยักหน้า
“ถ้าอย่างงั้น ผมจะเก็บดอกไม้ให้คุณมัทด้วย”
สินธรรีบลงจากม้า เพื่ออารักขาเจ้าชายมาคี หฤทัยกับเจ้าชายลงมา เจ้าชายมาคีตรงไปเก็บดอกไม้ หฤทัยเก้ๆกังๆเธอนึกถึงคำพูดของแม่
“จำไว้นะระหว่างที่แกเก็บดอกไม้หากเกิดอะไรขึ้น แกต้องหาทางหน่วงเหนี่ยวเจ้าชายไว้ให้ได้”
หฤทัยมองเจ้าชายมาคีเก็บดอกไม้ หน้ากังวล หฤทัยรำพึงในใจ
“เราเก็บดอกไม้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
สินธรเข้ามาถามเบาๆ
“ทำไมไม่เก็บละครับคุณหฤทัย”
หฤทัยสะดุ้งสุดตัว ละล้าละลัง กลัวสินธรรู้
“เก็บสิ...ก็กำลังจะเก็บอยู่นี่ไง”
หฤทัยค่อยๆเก็บดอกไม้เหมือนหวาดๆกลัวๆ สินธรมองสงสัย สุเทษลดกล้องส่องทางไกลลง ยิ้มร้ายพึมพำ
“ตอนนี้ล่ะ”
สุเทษวิ่งอย่างรวดเร็วแต่แผ่วเบาเข้าไปใกล้อีก หยิบลูกเหล็กเล็กๆออกมาอย่างหมายมาด...มัทนาถือบังเหียนชักม้ารออยู่ มองทุ่งดอกไม้อย่างสดชื่น ลูกเหล็กในมือสุเทษเมื่อครู่พุ่งเข้าใส่ก้นม้าอย่างแรง ม้าตกใจยกสองขาหน้าขึ้นพยศ ส่งเสียงร้อง เจ้าชายมาคี สินธร หฤทัยตกใจหันมามอง มัทนาพยายามบังคับม้าไม่ให้ตื่น แต่ม้าไม่ยอมวิ่งกระโจนพรวดไปข้างหน้า เจ้าชายมาคีทิ้งดอกไม้ร้องตกใจ
“คุณมัท...”
เจ้าชายมาคีจะวิ่งไป หฤทัยได้สติรีบนั่งลงร้อง
“โอ๊ย...เจ้าชายเพคะ”
เจ้าชายมาคีหยุดหันมามอง หฤทัยรีบพูด
“ขา...ขาของหม่อมฉัน...”
เจ้าชายมาคีไม่รอให้พูดจบตะโกนบอกสินธร
“สินธรเราฝากหฤทัยด้วย”
“พะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีขึ้นม้าขี่ตามมัทนาไปอย่างไม่สนใจ หฤทัยตกใจลืมตัวลุกขึ้นตะโกน
“เจ้าชายทรงรอหม่อมฉันด้วย...เจ้าชาย”
หฤทัยชะงักรู้สึกว่ามีคนมอง หันมาเห็นสินธรมองอย่างคาดไม่ถึง หฤทัยทำตัวไม่ถูก

ม้ามัทนาวิ่งเตลิดไปอย่างรวดเร็ว เจ้าชายมาคีควบม้าตามมาแต่ยังทิ้งระยะห่าง มัทนาไม่ได้ตกใจมาก กำลังพยายามบังคับม้าให้หยุด เจ้าชายมาคีตะโกนเสียงดัง
“คุณมัทบังคับให้ม้าหยุดสิ...คุณมัท”
“หม่อมฉันก็กำลังพยายามอยู่เพคะ หยุดซิ หยุด”
ม้าไม่มีที่ท่าจะหยุด วิ่งเตลิดไปเรื่อยๆ เจ้าชายมาคีขี่ม้าไล่ตาม

คามินกระสับกระส่าย ชวาลถอนใจ
“เฮ้อ...ไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมองค์ราชินีทรงจงเกลียดจงชังท่านองครักษ์นักหนา ทั้งๆที่ท่านก็ถวายชีวิตรับใช้เจ้าชายมาคีมาโดยตลอด...อย่างเรื่องแม่ของท่านเหมือนกัน ทำไมชอบพูดกันนักนะ เรื่องจริงไม่มีใครรู้สักหน่อย แม่ท่านอาจจะถูกกล่าวหาว่าหนี แต่จริงๆแล้วอาจจะมีเหตุสุดวิสัยที่กลับมาหาท่านไม่ได้”
“พอเถอะ ชวาล เราไม่มีสิทธิ์วิจารณ์เบื้องสูง...ลืมแล้วเหรอ”
“ไม่ลืมหรอกครับ พวกเรา บางทีไม่มีแม้แต่สิทธิ์จะขับถ่ายด้วยซ้ำ”
คามินนึกได้ กุมท้องทันที
“โอย”
ชวาลตกใจ
“อุย ท่าน เป็นอะไรไปครับ”
“ข้าศึกบุกกะทันหัน”
“โอ้โฮ พูดปุ๊บปวดปั๊บ...ห้องน้ำอยู่ไกลซะด้วย รีบไปเถอะครับ”
“ไม่ได้หรอก เราต้องเฝ้าที่นี่ตามรับสั่งองค์ราชินี” คามินทำท่าปวดเต็มที่
“แต่ถ้าข้าศึกตีด่านแตกตรงนี้มันจะเป็นเรื่องใหญ่นะครับ รีบไปดีกว่า องค์ราชินีคงยังไม่เสด็จมาหรอก”
“งั้นก็ขอบใจนะ”
คามินวิ่งไป

หฤทัยหน้าเจื่อนทำผิดแล้วโดนจับได้ สินธรน้ำเสียงผิดหวัง
“เคยได้ยินว่ามารยาหญิงร้อยเล่มเกวียน แต่ผมคิดไม่ถึงเลยว่าผู้หญิงใสซื่ออย่างคุณจะมีกับเขาเหมือนกัน”
“นายพูดอะไรฉันไม่รู้เรื่อง”
“ผมมองคุณผิดไปจริงๆ”
สินธรจะเดินไปที่ม้า หฤทัยรีบถาม
“นายจะไปไหน”
“ผมจะตามเจ้าชายไปช่วยคุณมัทนา”
เท้าหฤทัย มีแมงป่องไต่ขึ้นไป พอเธอขยับขาแมงป่องต่อยทันที
“เดี๋ยวสิ...โอ๊ย...”
หฤทัยทรุดนั่ง ตาโตเห็นแมงป่อง
“อ๊าย...ช่วยด้วย...ฉันโดนแมงป่องกัด”
สินธรไม่หันมาเลยตั้งแต่เธอร้อง หฤทัยเป็นลมหมดสติไป สินธรขึ้นม้า จะขี่ไปหันมาเห็นชะงัก เขาเหยาะม้ามาใกล้
“เลิกเล่นละครได้แล้ว ผมขอชื่นชมว่าคุณแสดงได้แนบเนียนมาก”
หฤทัยยังนอนนิ่ง สินธรเหลือบเห็นแมงป่องเดินอยู่ที่ดิน เขาตกใจ
“คุณหฤทัย...”
สินธรรีบกระโดดลงจากหลังม้าเข้าประคอง
“คุณหฤทัย...คุณหฤทัย”

เจ้าชายมาคีพยายามควบม้าให้เร็วขึ้น
“แย่แล้ว...ถ้าม้าไม่หยุดต้องตกเหวแน่...คุณมัท...ข้างหน้ามีเหว”
มัทนาพยายามดึงจะให้ม้าหยุด
“เจ้าม้าดื้อเอ๊ยฉันจะมาชมวิวไม่ได้ชมเหว”
ม้าไม่มีทีท่าจะหยุด เสียงเจ้าชายมาคีตะโกนมาอีกไกลๆ
“คุณมัท...ระวัง...คุณมัท”
มัทนาขัดใจ
“ถ้าแกยังดื้อขนาดนี้ก็ต้องต่างคนต่างไปแล้วนะ”
มัทนาสะบัดขาที่เกี่ยวเชือกด้านข้างตัวม้าออกทั้งสองข้าง มองพื้นข้างล่างที่เลื่อนไปอย่างรวดเร็ว
“งานนี้ไม่ขาก็แขนต้องหักแน่ๆ...เอานะก็ยังดีกว่าไปเละอยู่ก้นเหว”
มัทนาขยับขึ้นเตรียมจะโดด คามินควบม้าตัดมาจากอีกทาง เข้าตีคู่ม้าของมัทนา เขาเอนตัวเข้าหามัทนา เอื้อมมือโอบเอวของเธอแล้วออกแรงดึงตัวเธอลอยลิ่วเข้ามานั่งที่ม้าด้านหน้าตัวเขา คามินโอบไว้ ม้ามัทนาวิ่งไปตกเหว คามินบังคับให้ม้าหยุด มัทนาอิงอกเขาเงยหน้ามองหน้าคามินที่แสดงออกถึงความเป็นห่วงอย่างชัดเจน มัทนาตะลึง ต่างฝ่ายต่างเผลอแสดงความรู้สึกอย่างชัดเจน

พระนางสาวิตรีกับเทวีเดินมา นางกำนัลกางร่มตาม
“เงียบหายไปแบบนี้ ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง”
“อย่ากังวลพระทัยเลยเพคะ เมื่อไม่มีไอ้คามินคอยเป็นก้างขวางคอ ทุกอย่างต้องสำเร็จแน่”
พระนางสาวิตรีมองไปที่พลับพลา
“เอ๊ะ...”
ชวาล ใส่หูฟังๆซีดีอย่างสบายใจ พระนางสาวิตรีเข้าไปใกล้
“คามินไปไหน”
ชวาลฮัมเพลง...พระนางสาวิตรีกระชากหูฟังออก
“เฮ้ย..ไรวะ โหยคนกำลังฟังเพลงเพลินๆ...อุย”
ชวาลรีบทำความเคารพ
“คามินไปไหน”
ชวาลเลิ่กลั่กเสียงควบม้าใกล้เข้ามาทั้งหมดหันไป กลายเป็นสินธรพาหฤทัยมา แล้วอุ้มลงจากม้า ประคองไว้ เทวีตกใจ

“หฤทัย...สินธร”

เจ้าชายมาคีควบม้ามาหยุดใกล้ๆรีบกระโดดลงวิ่งมาอย่างตกใจ
“คุณมัทเป็นยังไงบ้าง”
คามินกับมัทนาได้สติ เจ้าชายมาคีเข้ามารับมัทนาลงจากม้า คามินกระโดดลงมาคุกเข่า
“กระหม่อมไม่อาจรักษาความปลอดภัยพระคู่หมั้นได้กระหม่อมสมควรตาย”
เจ้าชายมาคีตรงเข้าไปจับตัวคามินลุกขึ้น
“บ้าเหรอ...เราต้องขอบใจนายต่างหาก นี่ถ้าไม่ได้นายคุณมัทต้องแย่แน่ๆ”
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีหันไปหามัทนา
“คุณมัทบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ”
“ไม่ค่ะ...หม่อมฉันไม่เป็นอะไร...”
เจ้าชายมาคีโกรธมาก
“ใครเป็นคนเลือกม้าตัวนี้มาให้คุณมัทนา เราจะลงโทษมันให้สาสม”
มัทนาห้ามไว้
“อย่าเลยเพคะ ที่จริง หม่อมฉันควบคุมมันได้ แต่มันตื่นตกใจอะไรบางอย่าง”
มัทนามองไปที่คามิน เห็นเลือดไหลออกมาจากแขนที่มีแผลเดิมอยู่ มัทนาตกใจรีบวิ่งเข้าไปแตะแขนคามิน
“เลือดคุณออกจากแผลเดิม ขอฉันดูหน่อยค่ะ”
คามินรีบถอยตัวออกห่างพูดเสียงขรึม เย็นชาห่างเหิน
“ผมไม่เป็นไร...เชิญเจ้าชายเสด็จกลับเถิดพะยะค่ะ แถวนี้อาจมีอะไรไม่ชอบมาพากล ม้าถึงได้ตื่นตกใจอย่างไร้สาเหตุ”
มัทนาแปลกใจ
“ที่ไม่ชอบมาพากล...คืออะไร”
“รีบเสด็จเถอะพะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีมองไปที่ม้าเหลือแค่สองตัว
“คุณมัทจะรังเกียจมั้ยถ้าต้องขี่ม้าไปกับผม”
มัทนาเจ็บใจที่คามินไม่ตอบรีบยื่นมือให้เจ้าชายมาคี
“ถือเป็นเกียรติมากกว่าเพคะ...”
เจ้าชายมาคียิ้มกว้าง จับมือของหญิงสาว มัทนาผ่านหน้าคามิน เธอเชิดใส่ คามินสีหน้าราบเรียบ เจ้าชายมาคีส่งมัทนาขึ้นม้าตัวเองกระโดดตาม สองคนนั่งอิงแอบบนหลังม้า เจ้าชายมาคีหันมาบอกคามิน
“รีบตามมานะคามิน...”
เจ้าชายมาคีขี่ม้าออกไป คามินยืนนิ่งมองไปเบื้องหน้าสายตาเจ็บปวด เขายืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ในวังรายา...ราชาอินทราโกรธมาก คาดคั้นกับโภคิน ขณะที่พระนางสาวิตรีและนายพลวิฑูรอยู่ด้วย
“ปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง”
โภคินนิ่งเงียบ ก้มหน้า ราชาอินทราถามเสียงเข้ม
“ใครเป็นคนให้มัทนาขี่ม้า”
โภคินเงียบไม่กล้าพูด พระนางสาวิตรีรำคาญ
“หม่อมฉันเองเพคะ...ในเมื่อจะมาเป็นราชินีของรายาก็ต้องขี่ม้าเป็น ทำไมเสด็จพี่ต้องกริ้วขนาดนี้ อีกอย่างมัทนาก็ไม่ได้บาดเจ็บอะไรสักหน่อย” พระนางสาวิตรีเหลือบมองโภคิน “หรือมีใครมาเพ็ดทูลจนเกินความจริง”
ราชาอินทราจ้องหน้า
“เธอเป็นถึงราชินีของรายา น่าจะคิดอะไรได้รอบคอบกว่านี้”
“เอ๊ะ...ตรัสเหมือนหม่อมฉันไม่มีความคิด นี่มันเป็นอุบัติเหตุนะเพคะ ใครจะรู้ว่าม้าจะเกิดพยศขึ้นมา”
“ไม่มีใครรู้ แต่มีคนเตือนให้เปลี่ยนม้าแล้วไม่ใช่เหรอ...”
พระนางสาวิตรีคอแข็ง ไม่ตอบ นายพลวิฑูรรีบพูดขึ้น
“เกล้ากระหม่อม จะให้คนไปตรวจสอบอย่างละเอียดเดี๋ยวนี้พะยะค่ะ ว่าใครเป็นคนเลือกม้าตัวนี้...”
ราชาอินทรายกมือห้าม
“ไม่ต้อง...เรื่องนี้เราจะสืบสวนเอง รวมทั้งเรื่องที่กรรณิการ์เข้าไปทำร้ายมัทนาถึงในตำหนักด้วย ถ้ารู้ว่าใครมีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้ เราจะไม่ละเว้นโทษเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหนก็ตาม”
ราชาอินทราจ้องพระนางสาวิตรีที่จ้องตอบเหมือนกัน แล้วเดินหนีไป นายพลวิฑูรกระซิบ
“อย่าทรงกังวล ไม่มีใครหาหลักฐานเอาผิดเราได้แน่พะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรีกระซิบตอบ
“แล้วยังไง นังผู้หญิงไทยมันก็ยังลอยนวลอยู่ แถมไอ้คามินก็กลายเป็นวีรบุรุษช่วยชีวิตพระคู่หมั้นไว้อีก...ถ้าคนของพี่จะอ่อนหัดแบบนี้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะต่อกรกับไอ้ลูกกำพร้านั่นได้”
พระนางสาวิตีเดินไปอย่างโกรธ นายพลวิฑูรแค้น

คามินนั่งอยู่บนเตียง สินธรช่วยใส่เสื้อ แขนคามินทำแผลเรียบร้อยแล้ว ประตูเปิดออกสองคนตกใจ ราชาอินทราเข้ามา โภคินตามหลัง คามินรีบลงจากเตียง
“ตามสบายเถอะ...เรามาเยี่ยม”
คามินคุกเข่า
“เป็นพระกรุณา เกล้ากระหม่อมไม่เป็นไรพะยะค่ะ”
“ครั้งนี้เพราะเจ้าเสี่ยงชีวิตตัวเอง มัทนาถึงปลอดภัย เราไม่รู้จะขอบใจเจ้ายังไง”
“เป็นหน้าที่ของเกล้ากระหม่อมอยู่แล้ว อย่าทรงกังวลเลยพะยะค่ะ”
ราชาอินทรามองแผล หันไปถามสินธร
“หมอว่าอย่างไรบ้าง”
“แผลเก่าฉีกขาดเพราะออกแรงมากเกินไป หมอกำชับให้ระวังพะยะค่ะ ช่วงนี้ต้องพักจนกว่าแผลจะประสาน”
“สินธรเจ้าช่วยคอยดูแลคามินด้วย คงจะทำอะไรไม่ถนัด”
“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ”
“แต่สถานการณ์ตอนนี้ไว้วางใจไม่ได้ เกล้ากระหม่อมต้องถวายอารักขาพระคู่หมั้นอย่างใกล้ชิด”
สินธรมีทีท่าไม่อยากไป ราชาอินทรามองหน้าคามิน
“แสดงว่าเจ้าแน่ใจแล้วว่าเหตุการณ์วันนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ”
โภคินพูดขึ้น
“ทางกองทหารม้าเพิ่งยืนยันมาว่า ม้าที่คุณมัทนาขี่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นม้าทรง และไม่มีอยู่ในบัญชีของกองพลทหารม้าด้วยพะยะค่ะ”
คามินหน้าเครียด
“เสียดายที่ม้าตกเหวไปซะก่อน เราเลยไม่รู้ว่ามันตื่นตกใจเพราะอะไร”
สินธรถอนใจ
“โชคดีจริงๆที่พระคู่หมั้นบังคับม้าเป็น ไม่อย่างงั้น...”
ราชาอินทรานิ่งคิด แล้วพูดเสียงเด็ดขาด
“ถ้ากล้าทำกันถึงขนาดนี้เห็นทีเราต้องคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว”

มัทนานอนนิ่งอยู่บนเตียงในห้องนอน รำคาญมากรีบลุกขึ้นแล้วต้องตกใจเมื่อเสียงเจ้าชายมาคีดังขึ้น
“อย่าขยับคุณมัท...”
เจ้าชายมาคีเข้ามา นางกำนัลตามมาเป็นแถว ถือถาดใส่ถ้วยซุป ถาดผลไม้มาวางไว้ที่โต๊ะ เจ้าชายมาคีโบกมือให้ออกไป ตัวเองรีบเดินมาข้างเตียงกุมมือมัทนาไว้
“ผมให้แม่ครัวปรุงซุปที่อร่อยที่สุดของรายามาให้คุณมัทคงหิวแล้ว นอนนิ่งๆนะผมจะป้อนให้”
“เดี๋ยวเพคะ...เจ้าชายทรงเข้าพระทัยอะไรผิดไปหรือเปล่า หม่อมฉันไม่ใช่คนป่วย หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรเลย”
“แต่ผมไม่วางใจ วันนี้ยังไม่เจ็บพรุ่งนี้อาจจะระบมไปทั้งตัวก็ได้”
“เมื่อกี้หมอหลวงก็มาตรวจแล้ว บอกว่าหม่อมฉันแข็งแรงดี”
“แต่...”
“คนที่น่าจะทรงห่วงไม่ใช่หม่อมฉัน”
“ใคร...”
“องครักษ์คามิน...เขาเจ็บเพราะช่วยหม่อมฉัน น่าจะส่งหมอไปดูอาการเขามากกว่า”
เจ้าชายมาคียิ้มแย้ม
“ไม่ต้องห่วง ผมสั่งให้หมอไปดูคามินแล้วล่ะ”
เจ้าชายมาคีไปหยิบชามซุปมาจะป้อนให้ มัทนารีบบอก
“ให้หม่อมฉันทานเองเถอะเพคะ”
เจ้าชายมาคีจะไม่ยอม แต่หน้ามัทจริงจังมาก เจ้าชายพยักหน้า
“ก็ได้ งั้นผมถือให้”
เจ้าชายมาคีถือชาม มัทนาตักซุปทานฝืนๆ เจ้าชายรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาคอยเช็ดปากให้ มัทนาไม่พอใจ แต่ไม่รู้จะพูดยังไง

เจ้าชายมาคีเข้ามาในห้องที่ตำหนัก ด้วยความหงุดหงิด ชวาลหันหลังอยู่ จัดของ ปัดกวาดอะไรไป เจ้าชายมาคีไม่ได้สังเกตอะไร
“บ้าที่สุด ทำไมต้องมีเรื่องบ้าๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานะ อุตส่าห์เลือกที่ที่โรแมนติกที่สุดแล้ว ม้าบ้านั่นก็ดันมาพยศอีก...แล้วแบบนี้เมื่อไหร่มัทนาจะชอบรายาได้ซะที”
ชวาลไม่ตอบ...
“เรื่องกรรณิการ์ก็ยังไม่เคลียร์ แล้วนี่มันเกิดเรื่องใหม่ขึ้นอีก เกิดมัทนาเซ็งมากๆ หนีกลับเมืองไทยเราจะทำยังไง”
ชวาลเฉยๆ
“ชวาลนี่เจ้าหูแตกหรือเป็นเป็นใบ้ เราถามไม่ได้ยินเหรอ”
ชวาลหันกลับมาปากเจ่อช้ำพูดไม่ชัด เจ็บปาก
“หูกระหม่อมไม่ได้แตก แต่ปากน่ะแตก หมอไม่รับเย็บพะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีเซ็งๆ
“เจ้านี่มันซุ่มซ่ามจริงๆ นี่คงไปล้มปากกระแทกอะไรเข้าละซิ”
“ใช่พะยะค่ะ กระหม่อมมันซุ่มซ่าม เอาปากไปกระแทกกับกำปั้นเอง”
เจ้าชายมาคีแปลกใจ

“หมายความว่ายังไง”

ก่อนหน้านี้ในมุมหนึ่งแถวสวนพฤกชาติ...ชวาลถูกทหารล็อคไว้ แล้วต่อยหน้าหงาย
“โอ๊ยๆ ฮือๆ ผมไม่รู้จริงๆว่าท่านคามินไปไหน ผมสาบานได้”
เทวียืนบงการ
“ปากแข็ง...คิดว่าบารมีคามินจะคุ้มหัวแกได้เหรอถึงกล้าขัดพระบัญชาองค์ราชินี”
“ผมไม่บังอาจ ท่านคามินบอกว่าจะไปห้องน้ำจริงๆ”
“ถ้าฉันรู้ว่าแกโกหกละก็ แกกระเด็นจากต้นห้องไปเป็นยามแน่”

เจ้าชายมาคีเมื่อได้ฟังสิ่งที่ชวาลเล่าก็โมโห
“มันจะมากไปแล้ว กล้าทำกับคนของเราขนาดนี้เชียวหรือ”
เจ้าชายมาคีจะไปเอาเรื่อง ชวาลดึงไว้
“อย่าพะยะค่ะ คุณเทวีเป็นถึงภรรยาท่านนายพล เจ็บแค่นี้กระหม่อมทนได้”
“แต่เรื่องนี้เจ้าไม่ผิด คามินอาจจะเป็นห่วงเรากับมัทนา เข้าห้องน้ำเสร็จก็เลยตามไปอารักขาเรา ทำไมต้องทำร้ายเจ้าด้วย...” เจ้าชายนึกได้ “จริงซิ หรือคามินจะรู้อะไร”
เจ้าชามาคีจะไป ชวาลดึงขาไว้
“อย่าพะยะค่ะ ยังไงเรื่องมันก็แล้วไปแล้ว เพื่อฝ่าบาท เพื่อท่านคามิน กระหม่อมทนได้”
“ปล่อย...เราจะไป”
“อย่าไปเลยพะยะค่ะ แค่ทรงเป็นห่วง กระหม่อมก็ซาบซึ้งแล้วอย่าให้กระหม่อมต้องทำให้ฝ่าบาทผิดใจกับคุณเทวีเลย”
“บอกให้ปล่อย...โธ่เว้ย...เราไม่ได้ไปหาคุณเทวี เราจะไปหาคามิน”
เจ้าชายมาคีเดินออกไป ชวาลเหวอไป
“ไอ้เราก็นึกว่าเป็นห่วงเรา หลงซึ้งซะแทบตาย”
ชวาลเซ็งจับปากเจ็บๆ

ในตำหนัก...มัทนาซ่อนตัวแอบอยู่มุมหนึ่ง รอบุหลันสั่งงานเรณู
“คอยดูแลรับใช้คุณมัทนาให้ดี ฉันจะไปสั่งอาหารที่ห้องเครื่องสักหน่อย เจ้าชายรับสั่งว่าจะมาเสวยกับคุณมัทนาคืนนี้”
“ค่ะ”
บุหลันเดินออกไป มัทนาอดใจรอ สักครู่ทำวิ่งหน้าตื่นออกไป
“คุณบุหลันไปแล้วเหรอ”
“ค่ะเพิ่งออกไปเมื่อครู่นี้เอง”
“ไปห้องเครื่องใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ”
“แย่จริง...เจ้าชายรับสั่งไว้ว่าอยากเสวยพระกระยาหารเหมือนที่เคยเสวยที่บ้านฉัน”
“บอกดิฉันก็ได้ค่ะ ดิฉันจะไปเรียนคุณบุหลันให้”
“ดีจ้ะ...” มัทนาพูดเร็วปรื๋อ “มีปลาช่อนผัดพริกไทยดำ ยำนางสีดาลุยไฟ โบโลน่าพันเห็ดเข็มทอง ฟองเต้าหู้ฉู่ฉี่แล้วก็...”
เรณูเหวอ
“ดะ...เดี๋ยวค่ะ...ช้าๆได้มั้ยคะเอ้อชื่อมันแปลกๆทั้งนั้นดิฉันจำไม่ได้ ขอจดก่อนนะคะ”
เรณูเดินไปที่โต๊ะจะหยิบปากกา กระดาษ มัทนาได้ที
“ไม่ทันแล้วล่ะ...ฉันไปบอกคุณบุหลันเองแล้วกัน”
มัทนาวิ่งตื๋อออกไป เรณูหันมาร้องห้าม
“คุณมัทนาคะ...เดี๋ยวค่ะคุณมัทนา”
มัทนาหายไปแล้ว เรณูยืนงง

หน้าตำหนักรับรอง...มัทนาวิ่งออกมา เจอองครักษ์หนุ่ม ทีมของคามินยืนอยู่ องครักษ์รีบขวางไว้ มัทนาเบรกเอี๊ยด มององครักษที่หน้าขรึมอย่างเซ็ง

ในห้องพักคามิน...สินธรยื่นแก้วยาสมุนไพรให้ คามินส่ายหน้า
“หมอสั่งให้กินก่อนอาหาร ยาสมุนไพรนี่จะช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้นครับ”
“หมอสั่งอะไรก็ช่าง แต่ฉันขอสั่งให้นายไปที่ตำหนักรับรองเดี๋ยวนี้”
“ผมส่งองครักษ์มือดีที่สุดไปเฝ้าไว้รอบตำหนักแล้วครับ ไม่มีคนร้ายเข้าไปได้แน่”
“ฉันไม่ได้กลัวจะมีคนเข้าไป แต่ฉันกลัวว่าคุณมัทนา...”
“คุณมัทนาทำไมเหรอครับ...”
“เอาเป็นว่าฉันไว้ใจนายมากกว่าคนอื่น...”
“ครับ...อย่าลืมกินยานะครับ”
“รู้แล้วน่า”
สินธรวางแก้วยาไว้ข้างๆ โต๊ะเล็กๆ ทำความเคารพแล้วออกไป...สินธรเดินออกมาจากห้องคามิน มัทนารีบแอบหลังประตู สินธรไม่เห็น...คามินกำลังหยิบแก้วยา จะเททิ้งกระโถน เสียงมัทนาดังขึ้น
“จับได้แล้วเด็กชายคามินไม่ยอมกินยา”
คามินตกใจ ถือแก้วค้างหันมามองพึมพำ
“คุณมัทนา”
มัทนาเข้ามาทำหน้าขึงขัง
“ไม่กินยาแล้วจะหายได้ยังไง”
“คุณมาได้ยังไง”
มัทนาดึงแก้วยาไปหน้าตาเฉย
“จะกินดีๆหรือจะให้ฉันบังคับ”
“คุณต้องกลับตำหนักรับรองเดี๋ยวนี้”
“นายเป็นใคร”
คาามินงงๆแต่ก็ตอบ
“เป็นองค์รักษ์”
“แล้วฉันเป็นใคร”
“พระคู่หมั้นเจ้าชาย ราชินีแห่งรายาในอนาคต”
มัทนาพยักหน้าเชิดๆทำท่าราวกับเป็นราชินีแล้ว
“ดี...องครักษ์คามินจงฟังคำสั่งเรา”
คามินอึ้งๆ มัทนาพูดต่อจริงจัง
“เราขอสั่งให้เจ้าอ้าปาก”
คามินงง มัทนาเข้ามาใกล้ เสียงเข้ม
“อ้าปากสิ”
คามินค่อยๆอ้าปาก มัทนาป้อนยา คามินพะอืดพะอม มัทนาดุ
“อย่าคายนะ...กลืนเข้าไปเดี๋ยวนี้”
คามินกลืนยาทำหน้าแบบขมมาก มัทนาพยักหน้าพอใจ
“ดี...เอาล่ะที่นี่กินยาแล้วก็กินข้าว”
มัทนาหันไปหยิบชามข้าวต้ม ทำท่าจะป้อน คามินรีบห้าม
“ไม่ต้องครับ...ผมทานเองได้”
มัทนาเสียงดุ
“ใครสั่งให้พูด...ทำตามอย่างเดียว...อ้าปาก”
คามินอ้าปาก มัทนาป้อนข้าว เขาอมไว้ เธอดุ
“รีบๆเคี้ยวสิ”
คามินรีบเคี้ยว...เวลาผ่านไปจากที่ป้อนกันดุๆ กลายเป็นอ่อนหวาน มัทนาป้อน คามิน
กินอย่างมีความสุข

สินธรรีบเดินไปตำหนักรับรอง องครักษ์สองคนวิ่งหน้าตื่นมา
“ท่านสินธร”
“สิงหา นาคี ทำไมไม่เฝ้าที่ตำหนัก เกิดอะไรขึ้น”
องครักษ์หน้าเสีย มองหน้ากัน

คามินกินข้าวเสร็จแล้ว มัทนาถือยาเม็ดมองยิ้มๆ
“เอาล่ะคราวนี้เป็นยาหลังอาหาร”
คามินทำหน้าเบ้ ส่ายหน้า มัทนาหัวเราะ
“คุณนี่ทำไมกินยายากอย่างนี้ นี่ถ้าเป็นเด็กๆก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนถึงจะยอมกินสิท่า”
“ใช่...ผมจะยอมกินก็ได้แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน”
“ก็ได้...ว่ามา...”
“ถ้าผมยอมกินยาง่ายๆ คุณต้องสัญญาว่าจะไม่แอบออกมาจากตำหนักอีก”
“ฉันไม่ได้แอบ...คือ หน้าต่างที่ห้องฉันมันเปิดอ้าอยู่ ฉันสงสัยว่าอาจจะมีใครปีนเข้ามา ก็เลยขอให้องครักษ์ช่วยกันเข้าไปตรวจดู”
คามินจ้องตามัทนา
“แต่พวกนั้นหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ฉันก็เลยมาตามคุณ”
คามินถอนใจ หน้าเครียด มัทนายิ้มสู้ ยื่นยายื่นน้ำให้ คามินเฉย
“โอเคๆ ฉันขอโทษ ฉันสัญญาก็ได้”
“สัญญาว่า...”
“จะไม่แอบออกมาจากตำหนัก ถ้าไม่จำเป็น”
คามินทำตาดุ
“จะไม่ออกมาเด็ดขาดถ้าท่านคามินไม่อนุญาต พอใจรึยัง”
คามินรับมากินอย่างรวดเร็ว แล้วยิ้มอวด มัทนาเหวอไป
“ทำไมคราวนี้กินง่ายนักล่ะ”
“ผมมีปัญหาแค่ยาน้ำเท่านั้นครับคุณหมอจำเป็น”
มัทนารู้ว่าโดนหลอก ทุบเขาทันที คามินหัวเราะ จับมือเธอไว้ มัทเซมาปะทะอก มองคามิน สองคนสบตากัน ต่างรู้ถึงความรู้สึกในใจ คามินรู้สึกตัวปล่อยมือหญิงสาวถอยออก หันหลังให้ มัทนาลืมตางงๆ คามินกลับเป็นขรึมอีก
“คุณ...ควรกลับได้แล้ว”
มัทนาอึ้ง ก่อนตัดสินใจพูด
“ทำไม...ทำไมเราไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง”
ประตูเปิดเข้ามา คามินกับมัทนาสะดุ้งหันไป สองคนตกใจ เจ้าชายมาคีเข้ามาชะงัก
“คุณมัท...”
มัทนาทำอะไรไม่ถูก ยืนนิ่ง คามินได้สติรีบคุกเข่า

“เจ้าชาย...”

ล่ารักสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7 (ต่อ)

เจ้าชายมาคีหัวเราะดีใจ
“ดีจริง...คุณมัทใจตรงกับผมเลย ถ้ารู้อย่างนี้จะได้มาพร้อมกัน...ลุกขึ้นเถอะ คามิน”
คามินกับมัทนาแอบโล่งใจ
“นายเป็นไงบ้าง”
“กระหม่อมหายดีแล้วพะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีเย้าอย่างรู้ทันกัน
“กินยาครบหรือเปล่า”
เจ้าชายหันมาเล่าให้มัทนาฟัง
“คุณมัทรู้มั้ยจุดอ่อนขององค์รักษ์คามินคืออะไร”
มัทนาจำต้องถามไปตามเรื่อง
“อะไรเพคะ”
“ยาไง...ทุกครั้งที่โดนให้กินยาน้ำสมุนไพร คามินผู้องอาจจะอ้วกแตกอ้วกแตนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่เหลือมาดองครักษ์สักนิดเดียวฮ่ะๆ”
เจ้าชายมาคีหัวเราะขำเอาเป็นเอาตายที่เผาได้ คามินหน้าเจื่อน เจ้าชายมาคีคิดว่าคามินอายยิ่งขำใหญ่ มัทนาจำต้องฝืนหัวเราะไปด้วย

ค่ำคืนนั้น มัทนาอยู่ที่หน้าต่างห้องมองพระจันทร์บนท้องฟ้า เธอนึกถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาที่เธอกับคามินใกล้ชิดกัน มัทนานึกถึงภาพตอนตอนเต้นรำกับคามิน...ตอนที่เขาจูบเธอ...แล้วเธอก็นึกถึงตอนที่เขาช่วยเธอบนหลังม้า
คามินยืนมองเหม่อมองเหมือนกัน เขานึกถึงความใกล้ชิดระหว่างเขากับมัทนาที่ผ่านมา เขานึกถึงภาพตอนที่ มัทนาป้อนซุป แล้วเขากินอย่างมีความสุข...ตอนที่ มัทนารู้ว่าโดนหลอก ทุบตีเขา...เขาจับมือเธอไว้ จนเธอเซมาปะทะอก สองคนสบตากัน ต่างรู้ถึงความรู้สึกในใจ

คามินนึกถึงอดีตก่อนหน้านี้หลังจากที่เจ้าชายมาคีมาเยี่ยมเขาที่บ้าน เจ้าชายมาคีกอดคอเขา
“เราขอบใจนายมากจริงๆ ที่ช่วยชีวิตคุณมัทนาไว้เรานึกไม่ออกเลยว่า ถ้าคุณมัทนาเกิดเป็นอะไรไปเราจะทำยังไง”
“เป็นหน้าที่ของกระหม่อมอยู่แล้ว”
“แต่เราอยากถาม ว่าที่ม้าพยศวันนี้มันมีเบื้องหลังรึเปล่า”
“ทำไมทรงถามแบบนี้ รึว่าทรงทอดพระเนตรเห็นอะไรที่น่าสงสัย”
“เปล่า แต่การที่นายหลอกชวาลว่าจะไปห้องน้ำ แล้วรีบตามไปช่วยคุณมัทจนทันก็แสดงว่านายต้องรู้ว่าคุณมัทอยู่ในอันตราย”
“กระหม่อมเพียงแต่สังหรณ์เท่านั้น...เป็นเพราะพระบารมีของฝ่าบาทมากกว่าที่ทำให้พระคู่หมั้นปลอดภัย”
“เป็นเพราะเรามีพี่ชายอย่างนายมากกว่า...ตราบใดที่นายอยู่ข้างเรา เราเชื่อว่าเรากับคุณมัทนาจะปลอดภัยเสมอ...ขอบใจนะ คามิน ขอบใจมาก”
คามินอัดอั้น ละอายใจ

คามินทอดถอนใจ...คามินนึกถึงตอนที่อยู่กับมัทนา เขาปล่อยมือเธอถอยออก หันหลังให้ มัทนาลืมตางงๆ คามินกลับเป็นขรึมอีก
“คุณ...ควรกลับได้แล้ว”
มัทนาอึ้ง ก่อนตัดสินใจพูด
“ทำไม...ทำไมเราไม่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง”

ปัจจุบัน...คามินพึมพำ
“ผมจำเป็นต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่...ต่อแผ่นดิน...ต่อราชบัลลังค์เหนือสิ่งอื่นใด”
คามินแววตาสะเทือนใจ
“ผม...ขอโทษ”

วันใหม่ ในห้องหนังสือบ้านนายพลวิฑูร...สุเทษคุกเข่าต่อหน้านายพลวิฑูร ยื่นมีดให้
“ผมทำงานพลาด ท่านนายพลโปรดลงโทษผมด้วย”
“แกท้าฉันเหรอ”
นายพลวิฑูรเอามีดจ่อคอ สุเทษหลับตา นายพลวิฑูรทิ้งมีดลงที่พื้น สุเทษลืมตาแปลกใจ
“เรื่องนี้มันเป็นความผิดพลาดของสาวิตรีที่ประเมินไอ้คามินผิดไป ฉันจะเว้นโทษให้แก”
“ขอบคุณครับ...ผมสาบานว่าต่อไป ผมจะไม่พลาดอีก”
“มันไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว องค์ราชาจะสืบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยองค์เอง...ราชองครักษ์และทหารทุกกรมกองต้องทำรายงานถึงต้นสังกัดว่าภายในเดือนนี้ อยู่ที่ไหนทำอะไร”
“ถ้าอย่างงั้น...ผมต้องถูกเรียกไปสอบแน่ เพราะไอ้คามินมันเจอผมตอนที่กลับจากเมืองไทย”
“ตราบใดที่แกยังมีบารมีฉันคุ้มหัว ไม่มีใครทำอะไรแกได้...เหลือหลักฐานอย่างเดียว ก็แผลที่แขนแก”
“ผมจะบอกว่า ผมบาดเจ็บจากการซ้อมดาบ”
“แต่แผลจากคมกระสุนกับคมดาบมันไม่เหมือนกัน...”
นายพลวิฑูรมองสุเทษแล้วมองไปที่มีด สุเทษเข้าใจทันที เอื้อมมือไปหยิบมีด แล้วจ้วงลงบนแผลเดิมที่แขน...ประตูห้องหนังสือเปิดออก เทวีกำลังจะเปิดเข้าไปพอดี ชะงัก ตกใจ เห็นสุเทษกุมแขนเดินออกมาเลือดไหลเปรอะ
“ว้าย สุเทษ นายไปโดนอะไรมานั่น”
สุเทษไม่พูดไม่จารีบออกไป นายพลวิฑูรเดินออกมา
“ท่านพี่ สุเทษเขา...”
“ไม่มีอะไรนี่ มันแค่มาคุยงานกับฉัน...”
“แต่ว่า...”
นายพลวิฑูรจ้องหน้าพูดเสียงเข้ม
“ก็บอกว่าไม่มีอะไรไง”
“ค่ะ ไม่มีก็ไม่มี” เทวีอึ้งงงๆ
“แล้วหฤทัยเป็นยังไง หายรึยัง”
“ก็เรื่องนี้แหละค่ะ ที่น้องร้อนใจ”

หฤทัยนอนซมอยู่บนเตียงในห้องนอน มีผ้าพันเท้าข้างที่ถูกแมงป่องกัด วิฑูรยืนไพล่หลังมอง เทวีนั่งข้างๆ
“ตัวร้อนตลอด ไข้ไม่ลดเลย สงสัยพิษแมงป่องมันจะแรงมาก ทำยังไงดีค่ะ ท่านพี่”
นายพลวิฑูรมองไม่สงสาร หน้าเฉย
“ถูกแมงป่องกัดแค่นี้ถ้าตายก็ใจเสาะเกินไปหน่อยแล้ว”
“ไม่แน่นะคะ ท่านพี่ ถ้าพิษมันเกิดแล่นเข้าหัวใจละคะ ให้หมอหลวงมาดูอีกทีดีกว่านะคะ”
หฤทัยขัดขึ้น
“ไม่ต้องหรอกค่ะ แผลคงอักเสบ นอนพักก็คงหาย”
“ดี เพราะโอกาสที่จะได้เป็นชายาของมาคีสำหรับแกมันหมดลงไปพร้อมๆกับความอ่อนแอของแกนี่แหละ”
“ลูกขอโทษค่ะ” หฤทัยหน้าสลด
นายพลวิฑูรส่ายหน้าเดินออกไป เทวีหน้าเหวอ
“อ้าว เดี๋ยวซิคะท่านพี่...แล้วเรื่องหมอ”
“แค่เป็นไข้ เดี๋ยวลูกกินยาก็หาย คุณแม่อย่ากังวลเลยค่ะ”
“อะไรเนี่ย ก่อนท่านพี่เข้ามาแกทำจะเป็นตายแล้วนี่ ก็มาบอกว่าไม่เป็นไร ฉันไม่อยากจะสนใจแกแล้วจริงๆ”
เทวีออกไปอีกคน หฤทัยลุกขึ้นมองตาม ไม่มีทีท่าว่าไม่สบาย

บริเวณตำหนักรับรอง...สินธรกำลังปล่อยแถวองครักษ์ ออกรักษาความปลอดภัยรอบตำหนักรับรอง
“ต่อไปนี้จะเพิ่มจุดยืนยามทุกๆสามร้อยเมตร และต้องตรวจหาวัตถุต้องสงสัยรอบรัศมีความรับผิดชอบของตัวเองทุกกะที่เข้าเวร”
“รับทราบครับผม”
“ปฎิบัติ”
เหล่าองครักษ์กระจายกันไป สินธรเดินตรวจ นางกำนัลสองคนเดินคุยกันมา
“เธอว่ารักสามเส้าของเจ้าชายจะลงเอยยังไง”
“ไม่เห็นจะต้องเดา เจ้าชายก็ต้องอภิเษกกับพระคู่หมั้น ส่วนคุณหฤทัยก็ต้องถูกเขี่ยทิ้ง”
สินธรชะงัก
“แต่องค์ราชินีทรงสนับสนุนคุณหฤทัยเต็มที่นะ”
“ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเจ้าชายมาคีองค์เดียวนั่นแหละ เธอก็เห็นว่าทรงหลงใหลพระคู่หมั้นขนาดไหน ขนาดคุณหฤทัยเป็นไข้นอนซม ยังไม่ทรงเหลียวแลเล้ย”

สินธรฟังแล้วเป็นห่วงหฤทัย

สินธรเดินมาที่สวนสมุนไพร ใกล้บ้านนายพลวิฑูรเพื่อสืบข่าวหฤทัยแล้วเห็นว่ามีเงาดำของคนเดินกระโผลกกระเผลกผ่านไปแว่บๆ สินธรตาม...หฤทัย แต่งตัวทะมัดทะแมง เอาผ้าคลุมผมโพกเดินไปสินธรตาม
“หยุดนะ”
หฤทัยตกใจชะงัก แล้วออกวิ่ง
“บอกให้หยุด”
สินธรวิ่งไปรวบตัวไว้หฤทัยดิ้น จนผ้าโพกผมหลุด
“คุณหฤทัย”

ตำหนักรับรอง...บุหลันบอกมัทนาเซ็งๆ
“ไม่ได้ค่ะ”
มัทนาพยายามอ้อนวอน
“ฉันก็แค่อยากจะไปเยี่ยมดูอาการคุณหฤทัย ถ้าคุณบุหลัน อยากตามไปคุมฉันก็ไปซิคะ”
“ถ้าอย่างงั้นดิฉันต้องขอแจ้งไปที่กองราชเลขาก่อนว่าเห็นสมควรจะให้ไปรึเปล่า”
“กว่าจะแจ้งกว่าจะตอบ พอดีคุณหฤทัยหายป่วย”
“ดิฉันทำได้ดีที่สุดแค่นี้ค่ะ”
“ได้...งั้นฉันก็ขอไปเดินเล่น”
มัทนาจะเดินออก บุหลันทำท่าจะขวาง มัทนามองหน้า
“หรือว่า แค่เดินเล่นในสวนก็ต้องขอกองราชเลขาคะ”
บุหลันถอนใจ มัทนาเดินออกแล้วชะงัก เมื่อราชาอินทรายืนอยู่
“สวัสดี หลานสาว”
มัทนาอึ้งชะงัก บุหลันตกใจ

สินธรคาดคั้นหฤทัย
“ไม่นึกเลยว่าคุณจะหายเร็วอย่างนี้ เพราะฉะนั้นที่นางกำนัล พูดกันว่าคุณเป็นไข้นอนซม ก็คงเป็นเรื่องโกหก”
“ฉันจะป่วยหรือไม่ป่วย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย”
“มันไม่ได้เกี่ยวกับผม แต่มันเกี่ยวกับความปลอดภัยของพระคู่หมั้น”
“นายพูดอะไร ฉันไม่รู้เรื่อง”
สินธรสังเกตเห็นว่าในมือหฤทัยกำอะไรซ่อนไว้ข้างหลัง
“คุณซ่อนอะไรไว้ในมือ”
“ไม่มี” หฤทัยมีพิรุธมาก
“ผมขอดู”
หฤทัยทำเข้ม
“จะมากไปแล้ว นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน นายเป็นใคร ฉันเป็นใคร หลีกไปนะ”
สินธรไม่ยอมจับแขน หฤทัยตบสินธรจับมือ ในที่สุดดึงมือข้างที่กำไว้ออกมาเป็นใบแก้วหลายๆใบ สินธรงง
“ใบอัคคี”
หฤทัยโมโห พรั่งพรูความอัดอั้นตันใจ
“ใช่...ฉันแอบมาเก็บใบอัคคี แล้วยังไง นายจะจับฉันไปเข้าคุกก็เอาเลยดีเหมือนกันทุกวันนี้ ฉันก็เหมือนกับติดคุกอยู่แล้ว”
“แล้วทำไมคุณต้องหลบๆซ่อนๆ เหมือนกำลังทำอะไรผิด”
“ก็เพราะฉันเคี้ยวใบอัคคีเพื่อให้ตัวร้อนเหมือนเป็นไข้ จะได้ไม่ต้องออกไปทำเรื่องที่ฉันไม่อยากทำน่ะซิ...เข้าใจมั้ย พอใจรึยัง”
สินธรอึ้ง

มุมหนึ่งในตำหนัก...มัทนาถอนสายบัว ราชาอินทรามองอย่างชื่นชม ประคองขึ้น
“ลุงรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เลยร้อนใจ อยากมาเยี่ยม ได้เห็นว่าหนูปลอดภัยก็สบายใจ”
มัทนามองราชาอินทรา แล้วคิดถึงคำพูดคามิน ที่บอกว่าให้มาทูลราชาให้ยกเลิกอภิเษก
“หม่อมฉันมีหลายเรื่องอยากจะทูลถามฝ่าพระบาท”
ราชาอินทราพยักหน้า
“ได้สิ...แต่ก่อนอื่นลุงต้องขอโทษ สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมด ทั้งเรื่องที่มีคนบุกเข้ามาทำร้ายหนู กับที่หนูเกือบตกหน้าผา”
“ไม่เป็นไรมิได้เพคะ...หม่อมฉัน...”
ราชาอินทราชิงพูดก่อน
“และที่สำคัญต้องขอบใจมากที่ยินยอมมาแต่งงานกับมาคี โดยไม่มีข้อแม้ ขอบใจจริงๆ”
มัทนาพูดไม่ออก ราชาอินทรายิ้มอบอุ่น
“หนูมีอะไรอยากถามก็ว่ามาเลย”
“หม่อมฉันมีเพียงคำถามเดียวเพคะ ทำไมต้องเป็นหม่อมฉัน”
“เพราะหนูมีสายเลือดของธรรมรัตน์อย่างเต็มเปี่ยม เพื่อนรักผู้รักษาสัจจะยิ่งกว่าชีวิต และความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็งเช่นนี้ หนูถึงเหมาะที่จะเป็นราชินีแห่งรายายิ่งกว่าหญิงใด”
“แต่...ฝ่าพระบาทยังไม่ทรงรู้จักหม่อมฉันดีเลย”
ราชาอินทรายิ้ม

นอกห้อง...โภคินรออยู่ด้านนอกกับบุหลัน
“ปล่อยให้เข้าเฝ้าโดยลำพังแบบนี้น่าเป็นห่วงนะคะ”
“ทำไม กลัวอะไรหรือบุหลัน”
“กลัวว่าคุณมัทนาเธอจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสมน่ะสิคะ”
“คุณมัทนาเป็นราชนิกูล เธอทราบธรรมเนียมการเข้าเฝ้าดี”
“สำหรับคุณมัทนา ธรรมเนียมเธอมีเอาไว้ฝ่าฝืนค่ะ พูดก็พูดฉันว่าคุณมัทนาไม่เหมาะสมที่จะเป็นพระคู่หมั้นเลย”
“บุหลัน อย่าพูดแบบนี้กับใครเป็นอันขาด ลืมไปแล้วเหรอว่าคนที่เลือกคุณมัทนาก็คือองค์ราชา”
บุหลันอึ้ง
“ฉันเชื่อในสายพระเนตรของพระองค์ ต้องไม่ทรงเลือกคนผิดอย่างแน่นอน”
คามินหน้าตื่นเข้ามา
“ท่านโภคิน คุณบุหลัน องค์ราชาเสด็จมาที่นี่เหรอครับ”
“ใช่...ประทับอยู่ในห้องกับคุณมัทนา”
“แย่แล้ว”
“มีอะไรเหรอ...”
ราชาอินทราเดินออกมา มัทนาเดินออกมาส่ง
“ลุงดีใจนะที่เราจะได้มาเป็นครอบครัวเดียวกัน...”
“เพคะ...”
“อ้าวคามิน แผลหายดีแล้วเหรอ” ราชาอินทราหันไปยิ้มแย้มกับคามิน
“ค่อยยังชั่วแล้วพะยะค่ะ”
คามินแอบมองดู มัทนาที่ดูนิ่งๆ ไม่สบตา
“ดี...จะได้หายทันวันงาน เราตกลงกับหนูมัทนาแล้วว่าอีกสามวันเราจะมีพิธีต้อนรับพระคู่หมั้นอย่างเป็นทางการ ไปเถอะโภคิน”
โภคินแปลกใจ แต่ต้องรีบตามไป มัทนาเดินกลับเข้าไป คามินตาม บุหลันยืนงง

มัทนาเดินเข้ามาในตำหนัก คามินตาม
“คุณมัทนา...”
“หน้าตาตื่นแบบนี้ คงกลัวฉันจะทูลองค์ราชาขอยกเลิกการอภิเษกละซิ”
“คุณ...ไม่ได้ พูดใช่มั้ย”
“ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะพูดทุกอย่างที่ฉันรู้สึก แต่ฉันก็ทำไม่ได้...เพราะว่า...”

ในอดีต....ในห้องรับแขกบ้านธรรมรัตน์ มัทนาในวัยเด็กนั่งอยู่บนตักราชาอินทราแหงนหน้ามองราชาอินทรา โดยมีธรรมรัตน์นั่งอยู่ตรงข้าม
“บ้านคุณลุงอยู่ที่ไหนคะ”
“บ้านลุงอยู่ไกลมากจ้ะ”
“บ้านคุณลุงสวยเท่าบ้านมัทมั้ย”
“สวยสิ บ้านลุงมีดอกไม้สวยๆมีทะเลมีภูเขาถ้าขึ้นไปบนภูเขาจะมองลงมาเห็นวิวสวยงามมากเลยนะ”
“มัทอยากไปเที่ยวบ้านคุณลุงจัง พามัทไปหน่อยสิคะ มัทจะปีนขึ้นไปบนภูเขาปีนไปบนยอดเลย”
“ไม่กลัวเหรอ”
“ไม่ค่ะ”
ราชาอินทราหัวเราะพูดกับธรรมรัตน์
“เป็นเด็กที่กล้าหาญดีนะผิดกับเด็กอื่นๆ”
“ยัยมัทเป็นแบบนี้ละครับไม่เคยกลัวใครกลัวอะไร นี่ถ้าไม่ได้ท่านหญิงคอยกำราบคงเป็นทโมนไปแล้ว”
“นะคะคุณลุงพามัทไปเที่ยวบ้านคุณลุงนะคะ” มัทนาอ้อน
“สักวันหนูจะได้ไปบ้านลุงแน่ๆลุงสัญญา”
มัทนามองราชาอินทราอย่างไม่เข้าใจ ราชาอินทรามองธรรมรัตน์
“เรากลับก่อนนะ”
ธรรมรัตน์ลุกขึ้นมาอุ้มมัทนาไว้
“บุญคุณครั้งนี้ผมจะไม่มีวันลืมเลย”
“บุญคุณอะไรกัน เรื่องแค่นี้เล็กน้อยมากสำหรับเพื่อนรัก”
ธรรมรัตน์จะไปส่ง ราชาอินทรายกมือห้าม
“ไม่ต้องมากพิธี โภคินรอเราอยู่แล้ว” ราชาอินทราจับคางมัทนาสั่นเบาๆ “ลาก่อนสาวน้อย”
มัทนามองจนราชาอินทราลับไป หันมาพูดกับพ่อ
“คุณลุงใจดีนะคะ”
“ใช่ลูก ถ้าครอบครัวเราไม่ได้คุณลุงช่วย เราต้องแย่แน่ๆ”
“แย่ขนาดไหนคะ”
“ขนาดพ่อ แม่และมัทจะต้องออกจากบ้านหลังนี้”
“ไม่เอานะมัทรักบ้านหลังนี้มาก” มัทนาตกใจ
“ไม่ต้องกลัวลูก คุณลุงมาช่วยให้มัทได้อยู่ที่นี่เหมือนเดิม จำไว้นะคุณลุงมีบุญคุณกับเรามาก ถ้ามีโอกาสเราต้องตอบแทน”
มัทนาจับมือธรรมรัตน์ดึงนิ้วก้อยออกมา แล้วยกนิ้วก้อยตัวเองไปคล้องสัญญาอย่างเด็กๆแต่น้ำเสียงจริงจัง
“ค่ะ...มัทสัญญาโตขึ้นมัทจะตอบแทนคุณลุงใจดี”

เมื่อเล่าถึงอดีตของเธอให้เขาฟัง มัทนาหน้าสลดลง
“ฉันต้องรักษาสัญญา ไม่ใช่เพื่อคุณพ่อ แต่มันเป็นสัญญาของฉันเอง...”
คามินยิ้ม
“นี่คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของผู้ปกครอง”
“คุณคงดีใจมากสินะ...”
“ไม่มีอะไรน่ายินดี เท่ากับการที่องค์รัชทายาทจะได้อภิเษกกับหญิงที่งดงามและเพียบพร้อมเช่นคุณ”
“คุณนี่เหมือนแผ่นเสียงตกร่องเลยนะ พูดซ้ำๆแต่คำเดิมๆ”
มัทนาเงียบไป คามินขยับไปใกล้ เห็นมัทนา กำลังดูรูปครอบครัวที่ใส่กรอบไว้ เป็นรูปธรรมรัตน์ ท่านหญิงมาณวิกากับมัทนาถ่ายด้วยกันยิ้มแย้มมีความสุข มัทนาทำท่าทะเล้นๆ
“ฉันคิดว่าฉันมาที่นี่แค่ไม่กี่วัน แล้วฉันก็จะได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวฉันอย่างมีความสุขเหมือนเดิม แต่มันคงไม่เป็นอย่างงั้นอีกแล้ว”
คามินสงสารมัทนา จะเอื้อมมือไปจับไหล่ แต่ยังไม่ทันแตะไหล่ มัทนาก็หันมายิ้มทั้งน้ำตา
“ถ้าหมดธุระแล้ว คุณก็ไปเถอะ ฉันต้องเตรียมตัวฝึกมารยาทเพื่อออกงานใหญ่...กว่าจะถึงวันนั้นฉันคงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยละ”

ทั้งคู่จ้องมองกัน มัทนาหันหลังให้ คามินได้แต่ถอยออกไป

มินตราอยู่ในห้องนอน...เดินมาที่กระจกเชิด แบบนางพญา มีผ้าคลุมไหล่ ผืนใหญ่ และมงกุฎปลอมๆ ที่หัว พูดคนเดียว
“ขอบใจทุกคนที่ให้เกียรติและไว้วางใจเรา ในฐานะราชินีของรายา เราสัญญาว่าจะไม่ทำให้ทุกคนผิดหวัง...”
มินตราหันไปทางรูปมัทนาที่ถ่ายคู่กัน
“เห็นมั้ยมัทนา ฉันต่างหากที่คู่ควรจะนั่งบัลลังก์ราชินีของรายาไม่ใช่เธอ”
เหมันต์เปิดประตูเข้ามา มินตราตกใจสลัดผ้าคลุมกับหยิบมงกุฎออกจากหัว
“มินตรา”
มินตราแหวใส่
“ทำไมเข้ามาแล้วไม่เคาะประตู ไม่มีมารยาทเลย”
เหมันต์อึ้ง
“ขอโทษ เราเคาะแล้ว แต่เห็นว่าเงียบอยู่เลยเข้ามา นึกว่าเธอ ไม่สบาย”
“มีอะไร” มินตราค่อยสงบอารมณ์
“คือท่านประธานกับท่านหญิงให้เรามา...”
“ที่โรงพยาบาลก็มีทั้งหมอทั้งพยาบาล ฉันขอแว่บมาพักแค่วันนึงก็เรียกหาแล้วเหรอ มันอะไรกันนักหนา”
“ไม่ใช่อย่างงั้น...เรากำลังจะบอกว่า ท่านประธานกับท่านหญิงสั่งให้ฉันกับเธอเตรียมตัวเดินทางด่วน”
มินตราชะงัก
“เดินทาง...ไปไหน”

สวนตำหนักรับรอง วันใหม่...มัทนาฝึกขั้นตอนการถวายตัว โดยมีบุหลันเป็นคนอธิบาย และคามินยืนดูอยู่ห่างๆ บุหลัน เอาถ้วยชาเล็กๆมาสองถ้วย ส่งให้มัทนา และคามิน ถือคนละถ้วย คามินเล่นเป็นเจ้าชายมาคี บุหลันถอยออกไป มัทนากับคามินเดินมาหากัน มัทนาถอนสายบัว คามินค้อมหัวรับ แล้วแลกถ้วยชากันดื่ม ก่อนจะวางถ้วยคืนไว้ที่ถาดในมือบุหลัน คามินยื่นมือไปหา มัทนาหน้านิ่งจับมือเขา คามินพาเดินมาที่เก้าอี้ซึ่งตั้งไว้สองตัวเขาปล่อยมือแล้วนั่ง มัทนานั่งตาม บุหลันถือพานเงินเล็กๆ ยืนอยู่ข้างหน้าทั้งคู่
“ต่อไปจะเป็นพิธีมอบกุณฑลค่ะ”
บุหลันเดินไปที่คามินๆถอดต่างหูออกข้างหนึ่ง วางไว้บนพาน บุหลัน ย่อทำความเคารพแล้วเอาพานไปคุกเข่าให้มัทนาๆ ยื่นให้มัทนาหยิบต่างหูขึ้นมา จะใส่ แต่ปรากฏว่าต่างหูหล่นลงบนพื้นหญ้า มัทนาตกใจ
“ตายจริง”
มัทนาก้มลงหา คามินมาช่วย แต่หาไม่เจอ
“เดี๋ยวผมหาเองครับ”
“ไม่ได้หรอก ฉันต้องช่วยคุณหาให้เจอ เพราะถ้ามันหายไป คุณจะเอาที่ไหนไปหมั้นสาว”
บุหลันเห็นด้วย
“จริงด้วยค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะตามพวกนางกำนัลมาช่วยกันหา นะคะ”
บุหลันวิ่งออกไป คามินเรียกไว้ไม่ทัน
“ไม่ต้องครับ...”
มัทนายังหาต่อไป
“พอเถอะครับ ไม่ต้องหาหรอก ไปนั่งพักเถอะ”
“ฉันเป็นคนทำมันหายฉันต้องรับผิดชอบ”
“ควานหาไปตามพื้นหญ้าแล้วสะดุ้ง
”อุ๊ย...”
“เป็นอะไรครับ”
มัทนาจับนิ้วที่มีเลือดออก
“ไม่รู้ค่ะ มันเจ็บแปล็บ เหมือนโดนเศษแก้ว”
“ไหนขอผมดูหน่อย”
“ไม่เป็นไร นิดเดียว”
“สำหรับพระคู่หมั้น ทุกเรื่องเป็นเรื่องใหญ่”
คามินดึงมือไปดูจนได้ แล้วบีบคัดเอาเลือดออก
“โอ๊ย...”
“ต้องคัดเอาเลือดออก ไม่ให้เชื้อโรคเข้าไป”
“แผลขี้ปะติ๋วแค่นี้...คุณแกล้งฉันมากกว่า”
“แผลจะเล็กแค่ไหน เชื้อโรคมันก็เข้าไปได้ บางคนแค่โดนหนามตำ แผลก็อาจจะเน่าถึงกับต้องโดนตัดนิ้วก็ได้”
“อย่ามาขู่ฉันไม่ใช่เด็ก”
“ถ้าไม่ใช่เด็กก็ต้องพูดกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์”
“ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์อย่างคุณนี่ ที่ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ทำทุกอย่างตามโปรแกรมที่คนอื่นตั้งไว้ แต่ก็ไม่แน่นะ ถ้าอยู่ที่นี่ไปนานๆ ฉันอาจจะเป็นอย่างคุณก็ได้”
มัทนาดึงมือออก เดินกลับเข้าไปในตำหนัก เรณูเดินเข้ามา
“ท่านองครักษ์คะ สิงหาให้มาเรียนว่า แขกที่ท่านให้ส่งรถไปรับมาถึงแล้วคะ”
คามินยิ้ม

มัทนาเข้ามาในห้องโถงตำหนัก จับนิ้วตัวเอง
“เจ็บแค่นี้ มันไม่เท่าที่นายทำให้ฉันเจ็บใจหรอก”
เรณูเข้ามาบอก
“ขอโทษค่ะ มีแขกมาขอพบ”
มัทนาไม่หันไปมอง
“บอกว่าฉันกำลังยุ่งมาก ไม่อยากพบใคร”
เรณูถอยออกไปมินตราพูดขึ้น
“แต่แขกคนนี้เดินทางมาไกลมากนะคะ ใจคอจะไล่กลับไปจริงๆเหรอ”
“ก็จริงน่ะสิคะ...”
มัทนาเอะใจ คุ้นเสียงหันไป เห็นมินตรายืนอยู่
“พี่มิน”
มัทนาโผเข้ากอด
“พี่มินมาได้ไงเนี่ย”
เหมันต์สะพายกระเป๋าก้าวตามเข้ามา
“พี่เหมันต์...”
มัทนาเข้าไปจับมือกระโดดโลดเต้น
“โอ๊ย ดีใจที่สุดเลย จะมาทำไมไม่บอก”
“บอกก็ไม่เซอร์ไพรส์ซิครับ” เหมันต์ยิ้ม
“แล้วพ่อกับแม่ละคะ...”
มัทนาวิ่งไปชะเง้อดูที่ประตู ไม่เจอหันมาถาม
“เขาอยู่ที่ไหน”
“ท่านประธานยังติดงานอยู่น่ะครับ ส่วนท่านหญิงก็เป็นหวัดนิดหน่อย เลยให้เราสองคนล่วงหน้ามาก่อน”
มินตรากับเหมันต์สบตากัน
“คุณคามินเป็นคนติดต่อไปที่คุณท่าน บอกว่ากำลังจะมีพิธีถวายตัวเป็นพระคู่หมั้น อยากให้พี่มาอยู่เป็นเพื่อนคุณมัท”
“ตานั่นน่ะเหรอ”
“ท่าทางคุณมัทคงปรับตัวกับที่นี่ได้แล้วใช่มั้ยคะ”
“หน้าตามัทดูมีความสุขขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

มัทนายิ้มเศร้าๆ

มินตราฟังเรื่องราวจากมัทนาแล้วทำท่าเป็นห่วง
“อะไรกัน ร้ายแรงขนาดนี้เลยเหรคะ”
“ใช่ค่ะ มัทรอดมาได้ก็นับว่าบุญแล้ว”
“ทำไมไม่มีใครแจ้งทางเราเลย” เหมันต์แปลกใจ
“ทำไมองค์ราชาทรงปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้” มินตราสงสัย
“องค์ราชาไม่ทรงทราบหรอกค่ะ เรื่องนี้องค์ราชินีทรงจัดการ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
มัทนามองซ้ายขวาพูดเบาๆ
“มัทเดาเอานะคะ ว่าองค์ราชินีทรงต้องการให้เจ้าชายอภิเษกกับผู้หญิงที่พระองค์ทรงเลือกให้”
“ใครกันคะ” มินตรารีบถามทันที
“ลูกสาวของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด”
มินตราไม่ชอบใจนัก
“ไม่ได้แล้ว เรื่องนี้เราต้องเรียนคุณท่านนะ จะให้คุณมัทเผชิญเรื่องเลวร้ายแบบนี้อยู่คนเดียวได้ยังไง เหมันต์ติดต่อคุณท่านด่วนเลย”
“ได้”
“เดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่ง...มัทไม่อยากให้พ่อกับแม่เป็นห่วง” มัทนารีบห้าม
มินตราชะงัก
“คุณมัท”
“มัทแค่เล่าให้ฟังเฉยๆ คือมันก็เป็นเค่เรื่องที่มัท สันนิษฐานเอาเอง ส่วนเรื่องที่ม้าตกเขา มันอาจจะเป็นอุบัติเหตุก็ได้ ไม่ต้องห่วงค่ะ มัทเอาตัวรอดได้”
“คุณมัท...เข้มแข็งมากๆครับ” เหมันต์ชื่นชมสุดๆ
“มัทไม่ให้ใครมาดูถูกเลือดขัตติยะของมัท อีกอย่างมัทก็เพิ่งรู้ว่าองค์ราชาทรงมีบุญคุณกับครอบครัวมัทมากแค่ไหน...มัทคงไม่มี ทางอื่น นอกจากทำใจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้”
มินตราหมั่นไส้ แอบเซ็งที่มัทนาดูจะยอมแต่งงาน...หน้าห้อง คามินยืนฟังอยู่ยิ้มพอใจ โล่งใจ

หน้าตำหนักรับรอง...คามินเดินออกมาเจอบุหลัน
“แล้วตกลงจะให้คุณมินตราพักที่ตำหนักรับรองนี่เหรอคะ”
“ใช่ครับ”
“แต่มันผิดกฎนะคะ คุณมินตราเป็นคนนอก ไม่ควรเข้ามาอยู่ในเขตพระราชฐาน”
“ผมจะทูลขอประทานอนุญาตจากองค์ราชาเอง...ไม่ต้องกังวล คุณมินตราเป็นคนดีและรู้เรื่องประเพณีของรายามากทีเดียว เธอคงไม่ทำอะไรผิดระเบียบแน่”
เรณูเข้ามา
“ท่านคามินคะ กุณฑลของท่านค่ะ” เรณูยื่นให้
บุหลันถอนใจ
“โล่งอกไปที นี่ถ้าหาไม่พบละก็คงต้องรื้อสวนทั้งสวนแน่ๆ”
คามินมองต่างหูในมือ แบบไม่ตื่นเต้นอะไร
“มันไม่สำคัญขนาดนั้นหรอกครับ”
“ไม่ได้ค่ะ ตอนนี้อาจไม่สำคัญ แต่มันจะสำคัญมากในวันแต่งงานของท่านนะคะ”
“สำหรับผม วันนั้นคงไม่มาถึง”
บุหลันงงๆ

ในห้องราชาอินทรา โภคินกำลังรายงาน ราชาอินทราพยักหน้าเห็นด้วย
“พี่เลี้ยงมัทนางั้นเหรอ ก็ดีน่ะสิ มัทนาจะได้หายเหงา”
“ท่านคามินยังรายงานอีกด้วยว่า ตอนนี้คุณมัทนากำลังซ้อมการเข้าพิธีถวายตัว ท่าทางตั้งใจมาก”
“ดี...ดีแล้ว ถ้าพิธีนี้ผ่านพ้นไปได้ การอภิเษกก็คงราบรื่น”
องครักษ์คนหนึ่งเข้ามา
“องค์ราชินี เสด็จมาขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
ยังไม่ทันขาดคำ พระนางสาวิตรีเดินเข้ามาย่อตัวเคารพแล้ววางกระดาษเปล่าไว้ข้างหน้า ราชาอินทรา
“อะไร”
“คำให้การไงเพคะ ทรงให้หม่อมฉันเขียนคำให้การเรื่องกรรณิการ์กับเรื่องที่ม้าของมัทนาตกเขาไม่ใช่เหรอ”
“แต่นี่มันกระดาษเปล่า”
“เพคะ หม่อมฉันจำไม่ได้ ไม่มีอะไรจะเขียน...ถ้าทรงเชื่อว่าหม่อมฉันมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ทรงเขียนเองเถอะเพคะ แล้วหม่อมฉันจะลงชื่อ รับสารภาพให้”
ราชาอินทราเซ็ง พระนางสาวิตรีเดินออกไป แล้วหยุดที่โภคิน
“อ้อ...อีกเรื่องนึงที่ต้องบอกท่านราชเลขาให้ทราบ วันพิธีถวายตัว เราคงไม่ไปหรอกนะ เรามีธุระอื่นแล้ว”
ราชาอินทราไม่พอใจ
“สาวิตรี ทำแบบนี้มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกนะ”
“คนที่ไม่มีความหมาย ไม่มีตัวตนอย่างหม่อมฉันคงทำให้อะไรดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ได้หรอกเพคะ...”
พระนางสาวิตรีถอนสายบัวแบบประชดๆ แล้วออกไป ราชาอินทรากำกระดาษ โมโห แล้วหน้ามืด เซ โภคินเข้าประคอง
“ฝ่าพระบาท”

ตำหนักรับรองเช้าวันใหม่...เหมันต์คุยกับมินตรา
“รู้อย่างงี้แล้วเธอไม่เดือดร้อนอะไรบ้างเลยเหรอ” มินตราถามอย่างหงุดหงิด
“ในเมื่อคุณมัทบอกว่า เธอรับได้ ฉันก็เชื่อมั่นในตัว คุณมัท”
“แต่คุณมัทบอกว่า คู่หมายของเจ้าชายมาคีเป็นผู้หญิงที่องค์ราชินีทรงสนับสนุน แบบนี้คุณมัทคงต้องถูกบีบ คั้นกลั่นแกล้งจนไม่มีความสุขแน่ๆ เธอทนได้เหรอ”
“แล้วเธอจะให้ฉันทำยังไง”
“ฉันจะบอกคุณมัทเรื่องที่คุณท่านบาดเจ็บ แต่เธอต้องช่วยยืนยันว่า คุณท่านอาการหนัก...รับรองคุณมัทต้องกลับเมืองไทย”
เหมันต์ลังเล
“ฉันรู้นะว่า เธอรักคุณมัทนา”
เหมันต์ตกใจ มองซ้ายมองขวา
“มิน”
“ถ้าเธอไม่ต่อสู้ เธอก็ไม่มีทางจะสมหวัง นี่เป็นโอกาสสุดท้าย ก่อนที่เธอจะสูญเสียคุณมัทไปตลอดกาล”
มัทนาวิ่งออกมา
“พี่เหมันต์ ทำไมถึงต้องรีบกลับ เรายังไม่ทันได้คุยกันเลย”
“ผมแค่มาส่งมินตรา แล้วก็ต้องรีบกลับไปช่วยท่านประธานสะสางงานที่นิคม”
“ไม่เอา มัทไม่ยอม มัทอยากให้พี่เหมันต์อยู่กับมัทวันถวายตัวด้วยนี่”
มินตรามองเหมันต์จ้องให้พูด
“ผม...”
มัทนากอดเหมันต์
“นะ นะ นะ”
เหมันต์ตัวแข็ง ต่อสู้กับความรู้สึก
“ผมต้องไปจริงๆ รายาอยู่แค่นี้ เสร็จงานแล้วผมจะรีบมาเลย”

มินตราเซ็ง

ล่ารักสุดขอบฟ้า ตอนที่ 7 (ต่อ)

หน้าตำหนัก...มินตราเดินตามมาส่งเหมันต์ ที่รถซึ่งคนขับยืนรออยู่ ยังไม่เลิกเกลี้ยกล่อม
“คิดให้ดีนะถ้าเธอเปลี่ยนใจฉันจะช่วย”
“ไม่ล่ะ...ฉันยอมเป็นคนที่ผิดหวังดีกว่าเป็นคนอกตัญญู”
มินตราสะอึก ถึงรถพอดีเหมันต์หันไปมองมัทนาที่กำลังโบกมือบ๊าย บายเขา
“ดูสิมินตรา...ที่ยืนอยู่นั่นคือดอกฟ้าคือว่าที่ราชินีแห่งรายา เพราะฉะนั้นก่อนที่เธอจะพูดอะไรออกมา คิดให้ดีก่อนให้สมกับที่ท่านประธานไว้ใจ”
เหมันต์เข้ารถไป โบกมือให้มัทนา รถเคลื่อนออก มินตรายืนมองเจ็บใจ มัทนาเดินกลับเข้าข้างในเศร้าๆ เรณูถือเป้เข้ามาอีกทาง
“คุณเหมันต์ไปแล้วเหรอคะ”
“ใช่ ทำไมเหรอ”
“คุณเหมันต์ ไปเข้าห้องน้ำในตำหนักแล้วลืมกระเป๋านี้ไว้ค่ะ ไม่ทราบว่าของสำคัญหรือเปล่า”
มินตรารับมาเปิดดู เจอโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็กๆ และกล้องถ่ายรูป อุปกรณ์สายชาร์จต่างๆ มินตราเหมือนนึกอะไรได้ แล้วยิ้มกับเรณู
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

มุมหนึ่งในตำหนักรับรอง...มินตราเข้ามามองซ้ายมองขวา หยิบโน๊ตบุ๊คออกมา เปิดดูเห็นภาพหลุดๆของมัทนาหลายภาพ มีทั้งคลิปและภาพนิ่งที่เหมันต์ถ่ายไว้ เช่น ภาพแต่งแก้วหน้าม้า ภาพที่อยู่ในผับ แต่งเป็นพังก์ ข่าวต่างๆพร้อมหัวข้อข่าวแย่ๆใต้ภาพ มินตรายิ้มร้าย

มินตราเข้ามาในกองราชองครักษ์กับสิงหา
“ที่กองราชองครักษ์ จะมีศูนย์ คอมพิวเตอร์ที่สามารถมาขอใช้งานได้ แต่ต้องลงชื่อเอาไว้เป็นหลักฐานครับ คุณมินตรารอตรงนี้นะครับ ผมจะไปติดต่อให้ก่อน”
มินตราจับแขนสิงหายิ้มหวาน
“ขอบคุณมากจริงๆนะคะ เผอิญมันเป็นงานสำคัญ ต้องส่งข้อมูลเรื่องงานที่เหมันต์ลืมเอาไว้ไปเมืองไทยด่วน รบกวนด้วยค่ะ”
สิงหายิ้มอายๆ เดินเข้าไป มินตรานั่งรอ แล้วควักแฮนดี้ไดรฟ์เล็กๆออกมาจากกระเป๋าถืออย่างหมายมาด
“เชอะราชินีแห่งรายา...อยากรู้นักว่าถ้าใครๆได้เห็นภาพพวกนี้ จะยังคิดว่าแกสมควรเป็นราชินีแห่งรายาอีกมั้ย”
มินตราเก็บเข้ากระเป๋า สุเทษเดินออกมาชะงัก มอง มินตรายิ้มหวาน
“คุณไม่ใช่ชาวรายา เข้ามาที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันเป็นพี่เลี้ยงคุณมัทนา ว่าที่ราชินีของรายา ท่านคือ...”
มินตรามองสุเทษอย่างพอใจ ยิ้มหวาน สุเทษหน้านิ่ง
“ต้องขออภัย ผมสุเทษเป็นทหารคนสนิทของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด”
มินตราชะงักนึกถึงก่อนหน้านี้ที่ได้คุยกับมัทนา...
“มัทเดาเอานะคะ ว่าองค์ราชินีทรงต้องการให้เจ้าชายอภิเษกกับผู้หญิงที่พระองค์ทรงเลือกให้”
“ใครกันคะ” มินตราสงสัย
“ลูกสาวของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด”

ปัจจุบัน... สุเทษจะเดินไป มินตราเซ ทำเป็นจะเป็นลม ปล่อยกระเป๋าร่วงพื้น ให้ของหล่นออกมา สุเทษเข้ามาเอาแขนที่ไม่เจ็บประคอง
“คุณ”
“ฉันยังเมาเครื่องค้างอยู่น่ะค่ะ ไม่เป็นไร”
มินตรา รีบเก็บของใส่กระเป๋า แต่จงใจทิ้งแฮนดี้ไดรฟ์ไว้ สิงหาเดินออกมา
“คุณมินตราเป็นอะไรไปครับ นี่ท่านทำอะไรคุณมินตรา”
“แกนี่มันเหมือนเจ้านายแกแลยนะ หวาดระแวงไปหมด ระวังจะกลายเป็นโรคประสาท”
มินตราแอบสังเกตดูว่าทั้งคู่ไม่ถูกกัน เก็บรายละเอียด
“ฉันแค่หน้ามืดนิดหน่อย...”
สิงหาหันมาบอก
“ขอโทษนะครับ คุณมินตรา ทางหัวหน้าฝ่ายบอกว่าไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้คนนอกเข้าไปใช้คอมพิวเตอร์ คงต้องรอท่านคามิน กลับจากเข้าเฝ้าองค์ราชา”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว กลับเถอะค่ะ... แล้วคงได้พบกันอีกนะคะ”
มินตราลุกขึ้น เดินออกไปเลย สิงหางง เดินตามสุเทษจะไป แล้วเหลือบเห็น แฮนดี้ไดรฟ์ หล่นอยู่ หยิบขึ้นมาดู

ในวังหลวง...พระนางสาวิตรีนั่งเอนอยู่บนโซฟา นายพลวิฑูรเข้ามาโค้ง
“กระหม่อมได้ข่าวว่าทรงพระประชวร จนอาจเสด็จไปร่วมงานถวายตัวไม่ได้”
“ใช่ ไม่แน่นะ น้องอาจจะป่วยถึงวันอภิเษกเลยก็ได้”
“กระหม่อมเข้าใจดีว่าทรงรู้สึกเช่นไร แต่อยากจะขอร้องให้เสด็จ”
“ถีงพี่จะยอมแพ้ แต่น้องไม่ อยากไปก้มหัวให้พวกมันก็ไปคนเดียว”
“พระทัยเย็นไว้ก่อน กระหม่อมมีอะไรให้ทอดพระเนตร”
สุเทษเดินถือโน๊ตบุ๊คเครื่องเล็กๆมา พระนางสาวิตรีงง

พระนางสาวิตรีนั่งดูโน้ตบุ๊คอยู่บนโต๊ะทำงาน นายพลวิฑูรยืนอยู่ข้างๆ พระนางสาวิตรีหันมาถามสุเทษ
“ได้ภาพพวกนี้มาได้ยังไง”
“กระหม่อมพบกับ พี่เลี้ยงของคุณมัทนาโดยบังเอิญ เขาทำไฟล์รูปพวกนี้หล่นจากกระเป๋าถือ”
พระนางสาวิตรีสะใจมาก
“น่าสงสารนังพี่เลี้ยงอุตส่าห์เก็บไว้กับตัว เพราะมันสำคัญต่อชื่อเสียงมาก”
นายพลวิฑูรยิ้มพอใจ
“แต่เราก็ได้มาในเวลาที่เหมาะที่สุด”
พระนางสาวิตรีสะใจ
“น้องจะเอาไปให้เสด็จพี่ทอดพระเนตร”
นายพลวิฑูรห้ามไว้
“ช้าก่อนพะยะค่ะ ของดีแบบนี้ กระหม่อมอยากจะให้ทุกคนได้เห็นพร้อมกันมากกว่า”
พระนางสาวิตรีชะงัก
“หมายความว่า...”
พระนางสาวิตรีนึกแล้วก็เข้าใจ พอใจ นายพลวิฑูรกับสุเทษยิ้มร้าย

ค่ำนั้น...มัทนาเข้ามาในห้องนอน มินตราตามมาด้วย มัทนาล้มตัวนอนแผ่บนเตียงอย่างหมดสภาพร้องเสียงดัง
“โอ๊ย...เหนื่อยเป็นบ้า ปวดเมื่อยไปทั้งตัวเลย พี่มินก็เป็นไปกับคุณบุหลันด้วย โอ๊ยยิ่งกว่าไปถ่ายแฟชั่นสิบเล่มอีก”
“แต่ก็ออกมาสวยสมกับว่าที่พระคู่หมั้นไม่ใช่เหรอคะ”
มัทนาทำหน้าเบื่อ มินตราเข้ามานั่งใกล้ๆอารมณ์ดี ปลอบ
“ไม่เอาน่า เมื่อยเหรอคะหันหลังมาพี่จะนวดไหล่ให้”
มัทนายิ้มดีใจ
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิคะ ให้รางวัลที่วันนี้เป็นเด็กดี หันมาเร้ว”
มัทนาหันหลังให้ มินตรานวดไหล่เบาๆ มัทนาหลับตาเคลิ้ม
“มัทดีใจจริงๆที่ พี่มินมา...”
“พี่ก็ดีใจที่ได้มาอยู่ในวันสำคัญของคุณมัท”
“แต่มัทจะดีใจมากกว่า ถ้าพรุ่งนี้มัทลืมตาขึ้นมา บนเตียงที่บ้านเรา”
“มันก็ไม่แน่นะคะ ลองอธิษฐานดู มันอาจจะเป็นจริงก็ได้”
มัทนาเคลิ้มพูดเสียงแผ่ว...
“ค่ะ มัทจะอธิษฐาน”
มินตรามองด้านหลังมัทนา แววตาเกลียดชัง เธอรำพึงในใจ

“ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยุติธรรมจริง”

เช้ามืดวันใหม่...คามินเดินมาเจอชวาลรีบถาม
“เจ้าชายตื่นบรรทมหรือยัง”
“อย่าให้พูดเลยท่านคามิน”
คามินตกใจ
“อีกแล้วเหรอ...นี่มันพระราชพิธีสำคัญมากนะ”
คามินจะเข้าไป ชวาลดึงแขนไว้
“ไม่ใช่...ผมจะบอกว่าทรงเรียบร้อยตั้งนานแล้ว”
“อ้าว...แล้วเมื่อกี้...”
“อ๋อ...ที่ว่าอย่าให้พูดนะเหรอ...”
ชวาลหันไปมองในห้องก่อนกระซิบคามิน
“ตั้งแต่ได้พบว่าที่พระคู่หมั้นเนี่ย ทรงเปลี่ยนแปลงองค์เองอย่างไม่น่าเชื่อ”
คามินอึ้ง เจ้าชายมาคีเดินออกมาดีใจ
“คามิน...มาพอดี เรามีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”

เจ้าชายมาคีนั่งรออยู่ในห้องโถงตำหนักมัทนา...คามินยืนอยู่ไม่ไกล บุหลันออกมาก่อนถอนสายบัวให้เจ้าชายมาคี
“คุณมัทนาเสร็จแล้วค่ะ”
เจ้าชายมาคีกับคามินหันไปมอง มัทนาก้าวเข้ามาในห้อง เธอสวยมาก เจ้าชายมาคีกับคามินตะลึงจ้อง มัทนามองคามินแล้วเมิน คามินรู้สึกตัวทำปกติ มัทนาถอนสายบัวให้เจ้าชาย เจ้าชายมาคียิ้มกว้าง
“คุณมัท...คุณสวยมากสวยสมกับว่าที่ราชินีแห่งรายาจริงๆ”
“ขอบพระทัยเพคะ” มัทนนาตอบนิ่งๆ ไม่ได้ปลื้ม
“ผมพูดจริงๆ...จริงมั้ยคามิน”
มัทนาหันไปมอง คามินไม่มอง
“พะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีเดินเข้ามาใกล้มัทนา หยิบกล่องจากอกเสื้อด้านในออกมา
“ผมมีของขวัญจะมอบให้คุณมัท”
เจ้าชายมาคีเปิดกล่องหยิบเข็มกลัดเพชรออกมา
“ขอโทษนะครับ”
เจ้าชายมาคีติดเข็มกลัดให้ที่อกเสื้อด้านหนึ่ง คามินเหลือบมองชะงัก มัทนากำลังมอง
อยู่พอดี แกล้งเสียงหวานพูดกับเจ้าชายมาคีแต่ตามองคามิน
“สวยงามเหลือเกินขอบพระทัยเพคะเจ้าชาย”
เจ้าชายมาคียิ้มหันไปมองคามิน
“ขอบใจนะคามิน คุณมัทถูกใจจริงๆด้วย”
มัทนางง มองเจ้าชายมาคีเชิงถาม
“ตอนแรกผมจะเอาอีกชิ้นที่ใหญ่กว่านี้ แต่คามินบอกว่าคุณมัทน่าจะชอบชิ้นนี้มากกว่า แล้วคุณก็ชอบจริงๆ”
มัทนาอึ้ง เดินไปหาคามิน พูดยิ้มๆ
“ขอบคุณมากนะองครักษ์คามิน ที่ท่านช่วยเป็นธุระให้ฉันเสียทุกเรื่องจริงๆ รวมทั้งเรื่องที่พี่มินตรามารายาด้วย”
คามินรู้ว่าโดนประชดแต่กลับตอบเรียบๆ
“ไม่เป็นไรมิได้ ด้วยความเต็มใจครับ”
เจ้าชายมาคีหันไปมองบุหลัน
“รีบตามไปนะคุณบุหลัน”
“เพคะ...”
เจ้าชายมาคีทำท่าให้มัทนาคล้องแขน
“ไปกันเถอะครับคุณมัทใกล้เวลาเต็มที่แล้ว ทุกๆคนคงตั้งตารอที่จะพบคุณ”
มัทนาถอนสายบัวแล้วคล้องแขนเจ้าชายมาคี พากันออกไป คามินนิ่งก่อนเดินตามไป มุมหนึ่ง มินตราแอบดูอยู่สายตาริษยาสุดๆ

วังราชนิกูลท่านหนึ่ง ราชนิกูลมองใบปลิวภาพหลุดของมัทนาอึ้งๆ...กรมวังก็ได้รับใบปลิวเหมือนกันไม่พอใจมาก...รัฐมนตรีอีกหลายคนก็ได้ใบปลิว ต่างก็ไม่พอใจเช่นกัน

นายพลวิฑูรชุดเต็มยศกำลังฟังสุเทษรายงาน
“ทุกอย่างเรียบร้อยครับท่านนายพล ใบปลิวถูกแจกจ่ายไปทั่วแล้ว”
นายพลวิฑูรยิ้มพอใจ
“ดี...”
เทวีกับหฤทัยแต่งตัวสวยงามเข้ามา
“น้องกับลูกพร้อมแล้วค่ะ”
นายพลวิฑูรหันไปหาลูกสาว
“หฤทัย...”
หฤทัยสะดุ้ง นายพลวิฑูรรำคาญ
“วันนี้เป็นโอกาสดีที่แกจะทำให้ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าลูกคือผู้หญิงที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นราชินีแห่งรายา”
“แต่วันนี้เป็นวันถวายตัวของพระคู่หมั้น พระคู่หมั้นคงจะสวยที่สุดในงาน ทุกคนคงไปสนใจเธอกันหมด”
“หฤทัย” เทวีดุ
นายพลวิฑูรยิ้ม
“ลูกพูดถูก ทุกคนต้องรุมกันสนใจพระคู่หมั้นแน่ๆ”
เทวีงง นายพลวิฑูรตัดบท
“ไปกันได้”
เทวีค้าง นายพลวิฑูรนำออกไป เทวีรีบตาม หฤทัยเซ็งๆ สุเทษตามหลัง

ภายในงานจัดอย่างอลังการณ์ คนในงานจับกันเป็นกลุ่มๆซุบซิบกัน ดูใบปลิวในมือ เป็นรูปมัทนาหลายๆอิริยาบท มีภาษารายาใต้ภาพ นายพลวิฑูรมองบรรยากาศตรงหน้าอย่างพอใจ เทวีกระหืดกระหอบถือใบปลิวมายื่นให้ นายพลวิฑูร หฤทัยตามมาหน้าไม่ดี
“ท่านพี่ค่ะ...ดูนี่สิรูปของ...”
นายพลวิฑูรมองนิ่งๆ เทวีพูดต่อ
“งามหน้าจริงๆ ฉันคิดอยู่แล้วว่าต้องไม่ใช่ผู้หญิงดิบดีอะไร...นอกจากบ้าผู้ชายแล้วดูท่าจะเพี้ยนๆด้วยนะคะ”
นายพลวิฑูรขัดขึ้น
“ไม่ต้องมาบอกฉัน ไปบอกพวกคุณหญิงคุณนายเพื่อนๆเธอนั่นจะมีประโยชน์กว่า”
เทวีชะงักแล้วเข้าใจ ยิ้มหวาน
“ได้ค่ะ...”
เทวีแจ้นไป หฤทัยงงๆ
“พวกเขาดูรูปอะไรกันคะ”
นายพลวิฑูรผละไปคุยกับนายพลท่านอื่น เสียงกรมวังประกาศ
“เจ้าชายมาคีเสด็จแล้ว”
ทุกคนพากันหันไปมองเป็นตาเดียว มาคีควงแขนมัทนาเข้ามายิ้มแย้ม คามินแยกตัวไปยืนอยู่มุมหนึ่ง ชวาลเร่ไปอีกด้าน หน้าแต่ละคนในงานมองมัทนาเหมือนตัวประหลาด นายพลวิฑูรเข้ามาหาเจ้าชายมาคี กระซิบเบาๆ
“เชิญเสด็จทางนี้หน่อยพะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีพยักหน้า หันไปยิ้มกับเมียรัฐมนตรี
“คุณหญิงเราฝากคุณมัทนาก่อนนะ”
คุณหญิงฝืนยิ้ม
“เพคะ...”
เจ้าชายมาคีเดินไปกับนายพลวิฑูร มัทนายิ้มให้คุณหญิง คุณหญิงเชิดเดินหนีไปร่วมกลุ่มพวกเทวีที่ยืนซุบซิบมองมัทนาอย่างดูถูกอยู่ก่อนแล้ว มัทนางงๆ หันไปยิ้มกับรัฐมนตรีอีกคน รัฐมนตรีทำเหมือนมองไม่เห็น เดินไปคุยกับคนอื่น มัทนาอึ้ง มองไปทั่วๆรู้สึกว่าทุกคนในงานแอบมองแล้วมีการซุบซิบกัน มัทนาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มองไปที่คามินแต่คามินไม่มองมา เพราะกำลังสังเกตปฎิกิริยาแต่ละคน โดยเฉพาะสุเทษที่ยิ้มกวน อย่างสงสัย ชวาลชะเง้อมองเจ้าชายมาคีแต่ไม่ตามไป จะเดินไปหลบมุม แต่เหยียบเข้ากับใบปลิวที่พื้น
“ใครมาทิ้งกระดาษเรี่ยราด”
ชวาลหยิบดู

“เฮ้ย...”

ตำหนักมัทนา...บุหลันเดินมาชะงักเห็นเรณูกับนางกำนัลจับกลุ่มซุบซิบกันดูใบปลิวกันอยู่
“ทำอะไรกันอยู่”
ทั้งหมดตกใจ บุหลันเข้ามาใกล้เสียงเขียว
“ฉันถามว่าจับกลุ่มทำอะไรกัน”
เรณูยื่นใบปลิวให้ บุหลันแปลกใจแต่ก็รับมาดู ตกใจ
“ตายแล้ว...”
ทันใดนั้นเสียงมินตราดังขึ้น
“ฉันเสร็จแล้วค่ะคุณบุหลัน”
มินตราเข้ามาแต่งตัวสวยมากสวยเกินพี่เลี้ยง มินตราแปลกใจกับท่าที่ของบุหลัน
“มีอะไรกันเหรอคะ ทำไมคุณบุหลันทำหน้าอย่างนั้น”
บุหลันยื่นใบปลิวให้ มินตรารับมาดูแววตาสะใจมาก แต่แกล้งตกใจ
“แย่แล้วภาพหลุดพวกนี้มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“มีคนเอามาวางไว้ที่หน้าประตูค่ะ”
“แล้ว ใต้ภาพนี่เขียนว่ายังไงคะ”
“ภาพลับพระคู่หมั้น พฤติกรรมเหลวแหลกในเมืองไทย ทั้งเที่ยวกลางคืน ดื่มสุรา และ...คบผู้ชายไม่ซ้ำหน้า”
มินตราทำเป็นตกใจ
“ตายแล้ว”
บุหลันรีบเดินไปอย่างร้อนใจ มินตราสะใจแต่แกล้งตามไปอย่างร้อนรน

ชวาลมองพยายามเอาใบปลิวไปซ่อน ตามที่ต่างๆ แต่ไปตรงไหนก็เจออีกใบวางอยู่
“เฮ้ย...ทำไมมันเยอะแยะไปหมด”
คามินมาแย่งใบปลิวไปจากชวาล
“ฝีมือใครกัน”
“นั่นสิครับ แต่ละรูป สุดๆ”
สินธรเข้ามากระซิบคามิน มองไปเห็นสุเทษมองมาอยู่ก่อนแล้วยิ้มเยาะ คามินพยักหน้า รีบเดินออกไปอีกห้อง สินธรตามติดๆ เสียงกรมวังประกาศ
“องค์ราชาอินทราและองค์ราชินีสาวิตรีเสด็จ”
ทั้งหมดแยกออกจากกันเป็นสองฝั่งอย่างเป็นระเบียบ ราชาอินทราเดินนำเข้ามา พระนางสาวิตรีตามหลัง โภคินตามมาห่างๆ เสียงทุกคนแซ่ซ้อง
“ทรงพระเจริญ”
ราชาอินทรายิ้มแย้ม จนถึงที่ประทับนั่งลง พระนางสาวิตรีถอนสายบัวก่อนนั่งข้างๆ พระนางสาวิตรีมองหานายพลวิฑูรเห็นกำลังคุยกับเจ้าชายมาคีมุมหนึ่ง พร้อมใบปลิว เจ้าชายมาคีหน้าซีดเผือด พระนางสาวิตรียิ้มสมใจ

อีกห้อง...คามินถามสินธรเสียงเครียด
“มันเกิดขึ้นได้ยังไง”
“ไม่ทราบครับ แต่ใบปลิวถูกมือลึกลับ แจกจ่ายไปทั่ว ตั้งแต่เช้า ผมคิดว่าทุกคนในงานได้เห็นกันหมดแล้วแน่ๆ”
“คงเป็นแผนเพื่อทำลายภาพลักษณ์ของคุณมัทนา”
“แสดงว่ามันเป็นภาพที่ใช้เทคนิคแต่งขึ้นเหรอครับ”
คามินส่ายหัว
“มันเป็นภาพจริง”
สินธรอึ้ง คามินเครียด คิดหนัก

ในงาน...เจ้าชายมาคีเข้ามาถวายความเคารพราชาอินทรากับพระนางสาวิตรี แล้วนั่งประจำที่ หน้าเครียด ราชาอินทรามองทุกคน
“ขอบใจทุกท่านที่มา ทำตัวตามสบายนะ เรา...”
พระนางสาวิตรีขัดขึ้น
“ขออภัยเพคะ...”
ราชาอินทราชะงักมอง พระนางสาวิตรียิ้มอ่อนหวาน
“ก่อนที่จะรับสั่งข่าวดี หม่อมฉันมีการแสดงที่งดงามมาก หฤทัยบุตรีท่านนายวิฑูรซักซ้อมมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ”
ราชาอินทรามองนายพลวิฑูร เขาก้มหัว ราชาอินทราพยักหน้า
“ขอบใจมาก...งั้นจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ”
พระนางสาวิตรีตบมือสองครั้ง เสียงเพลงรายาดังขึ้น ทุกคนหันไปมอง หฤทัยเปลี่ยนชุดแล้วฟ้อนรายาออกมาอย่างงดงาม พระนางสาวิตรีนำตบมือทุกคนตบตาม มัทนามองอย่างชื่นชม กลุ่มเทวีคุยกันให้มัทนาได้ยิน
“คุณหฤทัยทั้งสวยทั้งเก่งนะคะ”
“นั่นสิ...จะหาผู้หญิงที่ดีพร้อมอย่างคุณหฤทัยยากจริงๆ”
เทวีมองมัทนา
“อุ๊ยขอบคุณค้า...ไม่เหมือนใครบางคนทำตัวดูสูงส่งแต่เบื้องหลังไม่ต่างอะไรกับผู้หญิงชั้นต่ำ”
มัทนาชะงักหันไปมอง เทวีทำเฉไฉชี้ชวนเพื่อนดูหฤทัยฟ้อน มัทนาข่มใจ หฤทัยยังฟ้อนอยู่ ที่หน้าประตูเข้างาน บุหลันรีบร้อนเข้ามากับมินตรา บุหลันตรงไปหาโภคินที่อยู่ใกล้ๆราชาอินทรา มินตรายืนอยู่มุมหนึ่ง มองเห็นมัทนา มินตราสะใจ
“สนุกแน่นังมัทนา...”
เสียงเพลงจบลง ทุกคนตบมือเสียงดังมาก ราชาอินทราตบมืออยู่มองบุหลันเข้ามาซุบซิบโภคิน...โภคินหน้าเผือด ราชาอินทราแปลกใจ โภคินกำลังจะเดินเข้ามาหา พระนางสาวิตรีชิงพูด
“การแสดงที่สวยงามมากก็ได้จบลงแล้ว เชิญฝ่าบาทประกาศข่าวดีได้แล้วเพคะ”
ราชาอินทราพยักหน้าลุกขึ้น
“ที่เราเชิญทุกท่านมาในวันนี้ก็เพื่อแนะนำพระคู่หมั้นของมาคี ว่าที่ราชินีแห่งรายาอย่างเป็นทางการ”
ราชาผายมือไปที่มัทนา
“นางสาวมัทนา เกียรติกำจร”
มัทนาก้าวออกมาถอนสายบัวสวยงาม สายตาทุกคู่มองอย่างดูถูก กรมวังก้าวออกมา
“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ขอได้โปรดทอดพระเนตรใบปลิวนี้ก่อนพะยะค่ะ”
กรมวังเข้าไปยื่นใบปลิวให้ ราชาอินทรารับมาดูอึ้ง พระนางสาวิตรีกับนายพลวิฑูรแอบยิ้มกัน รัฐมนตรีก้าวออกมาบ้าง
“หญิงไทยผู้นี้ประพฤติตัวไม่เหมาะสม มิคู่ควรเป็นพระคู่หมั้นของเจ้าชาย และไม่คู่ควรเป็นราชินีของรายาอย่างยิ่ง ขอพระองค์ทรงพิจารณาใหม่ด้วยพะยะค่ะ”
ทุกคนแซ่ซ้องให้พิจารณาใหม่ ราชาอินทราอึ้ง มัทนาหน้าซีด มินตราสะใจ นายพลวิฑูรก้าวออกมา
“ขอเดชะ...เกล้ากระหม่อมเห็นว่าควรให้โอกาสคุณมัทนาได้อธิบายเรื่องรูปภาพและข้อความเสียหายต่างๆ”
นายพลวิฑูรหยุดมองมัทนาท่าทางเห็นใจ
“บางทีอาจเป็นการตัดต่อหรืออาจจะไม่ใช่ภาพจริงๆของคุณมัทนาก็ได้พะยะค่ะ”
เจ้าชายมาคีรีบเสริม
“ใช่ ต้องมีคนคิดกลั่นแกล้งคุณมทันา ก็เลยทำใบปลิวนี้ขึ้น”
ราชาอินทรามองไปที่มัทนา มัทนาข่มใจก่อนพูดชัดเจน
“รูปทั้งหมดที่ทุกๆท่านเห็น...”
ทุกคนจดจ่อฟัง
“เป็นรูปของฉันจริงๆไม่มีการตัดต่อใดๆทั้งสิ้น ดิฉัน...”
ทุกคนฮือฮาไม่ฟัง ต่างว่าร้ายมัทนา แถมไล่จนฟังไม่ได้ศัพท์ ราชาอินทรานั่งลงอย่างหมดแรง เจ้าชายมาคีสลด มัทนาพยายามจะพูดแต่ไม่มีใครฟัง มีแต่เสียงไล่ มัทนาโมโหตัดสินใจเดินเร็วๆออกจากงาน พระนางสาวิตรี เทวี มินตรา นายพลวิฑูรสะใจ หฤทัยมองเห็นใจ

คามินเดินรีบร้อนมาเห็นมัทนากำลังจะเดินออกไป คามินรีบตามเรียก
“เดี๋ยวคุณมัทนา”
มัทนาหันมาเห็นคามิน ไม่หยุดรีบวิ่ง คามินวิ่งมาทันกระชากแขนไว้ มัทนาดิ้น คามินออกแรงยึดจนกลายเป็นกอดไว้ มัทนายังแรง
“ปล่อย...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”
“ไม่...นี่นะเหรอมัทนา เกียรติกำจร โดนเข้าแค่นี้ก็วิ่งหนีเสียแล้ว เสียชื่อหมด คิดไม่ถึงเลยว่าคุณจะขี้ขลาดขนาดนี้”
มัทนาตาลุก
“อะไรนะ...ฉันเนี่ยเหรอขี้ขลาด”
“ใช่...”
มัทนาสะบัดจนหลุด
“ฉันไม่อยากพูดกับพวกที่ไม่ยอมฟังเหตุผลอะไรต่างหาก พูดไปก็เสียน้ำลายเปล่า”
“ถ้าผมไม่รู้จักคุณผมก็คงเชื่อเหมือนกัน”
มัทนาหันมาแค้น คามินต่อ
“ที่นี่คุณรู้หรือยัง ว่าการที่คุณเล่นแผลงๆเพียงเพื่อจะเอาชนะโดยไม่เคยคิดถึงผลที่จะตามมา วันนี้มันย้อนกลับมาทำร้ายคุณขนาดไหน”
มัทนายังดื้อ
“ฉันไม่แคร์ ใครจะคิดยังไงก็ช่าง ในเมื่อนั่นมันคือตัวตนจริงๆของฉัน เมื่อรับไม่ได้ ฉันก็จะไป ฉันไม่เคยคิดอยากจะอภิเษกอยู่แล้ว”
“คุณนี่เห็นแก่ตัวที่สุด”
มัทนาเสียงแหลม
“อะไรนะ”
“สิ่งที่คุณทำ...มันส่งผลให้พวกเขาเหยียบย่ำถึงประเทศชาติของคุณ คุณไม่แคร์จริงๆเหรอ”
มัทนาอึ้ง คามินส่ายหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญคุณวิ่งหนีกลับไปเลย”
คามินหันกลับเดินเข้าด้านในมัทนานิ่งคิด

ในงาน...ราชาอินทรานั่งนิ่ง มองใบปลิวในมือเจ้าชายมาคีจะลุก พระนางสาวิตรีมองปราม
“จะไปไหน”
“ลูกจะไปตามมทันา”
“เห็นขนาดนี้แล้ว ลูกยังจะเลือกมันมาเป็นชายาอีกเหรอ”
“แค่แต่งตัวแปลกๆ ก็ไม่เห็นจะเสื่อมเสียอะไรนักหนา”
นายพลวิฑูรขัดขึ้น
“แล้วพิธีในวันนี้ล่ะพะยะค่ะ”
พระนางสาวิตรีรีบบอก
“น้องเห็นควรให้งดไปก่อน”
“เกล้ากระหม่อมเห็นด้วยพะยะค่ะ” กรมวังออกความเห็น
มัทนาก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ราชาอินทรามองสีหน้าดีขึ้น เจ้าชายมาคีแปลกใจ นายพลวิฑูร พระนางสาวิตรี มินตรางง มัทนามองตอบทุกคนพูดเรียบๆ
“รูปที่ทุกท่านเห็นเป็นรูปดิฉันจริง แต่ข้อความใต้รูปนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ดิฉันไม่เคยประพฤติตัวเสื่อมเสียเช่นที่เป็นข่าว”
คามินมองพอใจ สินธรเข้ามายื่นโทรศัพท์มือถือให้คามิน รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงพูดขึ้น
“แต่คุณมัทนาเป็นหญิงต่างชาติ ไม่เป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว ถ้าประชาชนเห็นรูปนี้เข้าก็คงยิ่งไม่พอใจ เพราะคนเราก็มักจะเชื่อสิ่งที่เห็น”
ทุกคนพากันเห็นด้วย คามินก้าวออกมา
“ท่านรัฐมนตรีพูดก็น่าคิด”
มัทนางงๆ ราชาอินทรา เจ้าชายมาคีแปลกใจ พวกพระนางสาวิตรีก็มองคามินอย่างไม่เข้าใจ
“ถ้าเช่นนั้นรูปนี้ของท่านก็คงเป็นเรื่องจริง”
คามินโชว์รูปรัฐมนตรี กำลังนั่งอิงแอบหญิงสาว ทุกคนฮือฮา รัฐมนตรีตาเหลือก เมียเข้ามาทุบเอาเรื่อง รัฐมนตรีรีบแก้ตัวละล่ำละลั่ก
“ไม่ใช่นะเราไม่ได้มีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น เธอแค่ขอเข้ามาถ่ายรูปด้วย”
คามินสวน
“นั่นคือคำแก้ตัวไม่ใช่หรือท่าน พวกเราทุกคนจะเชื่อในสิ่งที่เห็นเท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านกับหญิงสาวในรูปคงมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งแน่นอน”
รัฐมนตรีอึ้ง คามินพูดต่อ
“ผมยังมีรูปของพวกท่านอีกหลายคนในลักษณะเช่นนี้แต่ที่ไม่เคยเอามาแจกจ่ายเพราะรู้ดีว่าอาจเป็นข่าวลือเพื่อให้เสื่อมเสีย”
ทุกคนนิ่ง ราชาอินทราพยักหน้าพอใจ เจ้าชายมาคีลุกขึ้นตบมือ
“ท่านคามินพูดถูกต้องแล้ว แม้นแต่เราเองยังโดนข่าวลือไม่เว้นแต่ละวัน ทำไมพวกท่านจึงด่วนตัดสินคุณมัทนาจากภาพพวกนี้”
ราชาอินทราลุกขึ้น
“เราเป็นคนเลือกมัทนาเอง เราขอรับรองกับท่านทั้งหลายด้วยเกียรติทั้งหมดที่เรามีว่าหญิงผู้นี้ไม่ได้มีเรื่องเสื่อมเสียอย่างที่พวกท่านเข้าใจ”
ทุกคนนิ่ง คิดตาม
“ขอให้พวกท่านจงตัดสินเธอจากตัวตนที่แท้จริง แล้วพวกท่านจะพบว่าเธอคู่ควรที่จะเป็นราชินีองค์ต่อไปของรายา”
เทวีไม่พอใจ
“บ้าที่สุด ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้”
“แต่ท่านคามินก็พูดถูกนะคะ” หฤทัยออกความเห็น
ราชาอินทรามองมัทนา

“เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรมของเราอาจจะต่างกัน แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่า ความบริสุทธิ์ใจ และจริงใจของดิฉัน จะทำให้เรายอมรับในกันและกันได้ ขอเพียงเวลาที่จะเรียนรู้กันเท่านั้น”

มัทนาพยักหน้าเดินตรงไปที่เปียโนเริ่มบรรเลงเพลงรายาทุกคนตะลึง พระนางสาวิตรี นายพลวิฑูร เทวี อึ้งไปหมด หฤทัยนึกไม่ถึง
“เพลงหลับฝันดี มันเป็นเพลงกล่อมเด็กของรายา ไม่น่าเชื่อว่าคุณมัทนาจะเล่นได้”
เทวีหันมาตาเขียว หฤทัยจ๋อย คามินโล่งอก นายพลวิฑูรแค้น พระนางสาวิตรีมองนายพลวิฑูร ว่าทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ มองไปที่สุเทษ พยักหน้า สุเทษรีบออกไป นายพลวิฑูรยิ้มร้าย

กรรณิการ์อยู่ในห้องคุมขังนั่งเหม่อ กัดเล็บผมตัวเองเล่น ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พูดคนเดียว
“จริงเหรอเพคะ...”
แล้วอยู่ๆก็กระโดดลุกขึ้น
“เอาสิเพคะเอา...เต้น...เต้นรำกันหม่อมฉันชอบ”
กรรณิการ์เต้นอยู่คนเดียว แล้วอยู่ก็ร้องไห้ หยุดเต้น
“เจ้าชายใจร้าย..ทำไมไม่เต้นต่อละ หม่อมฉันอยากเต้นรำฮือๆ”
เสียงประตูเปิดเข้ามากรรณิการ์หันไปมอง แล้วดีใจ สายตากรรณิการ์เห็นสุเทษเป็น เจ้าชายมาคีก้าวเข้ามา
“เจ้าชาย...เจ้าชายเสด็จมาแล้ว”
กรรณิการ์โผเข้ากอด สุเทษยิ้มพอใจ
“หม่อมฉันอยากเต้นรำ เต้นกับหม่อมฉันนะเพคะ”
“ได้สิ...เราจะพาเจ้าไปเต้นรำ”
กรรณิการ์พยักหน้าดีใจสุดๆ

มัทนาเล่นเปียโน คามินมองชื่นชม ทั้งคู่สบตากัน มัทนาเล่นจบลง เจ้าชายมาคีนำตบมือเสียงดัง ทุกคนตบตาม โภคินพยักหน้าไปกระซิบวงดนตรีๆบรรเลงเพลงต่อ เจ้าชายมาคีเดินเข้าไปยื่นมือให้ มัทนาจับ แล้วพากันเต้นรำอย่างสวยงาม ราชาอินทราพอใจมาก พระนางสาวิตรีเจ็บใจลุกขึ้น ราชาอินทราถามเสียงเข้ม
“จะไปไหน สาวิตรี พิธีกำลังจะเริ่มแล้วนะ”
“หม่อมฉันปวดหัว”
พระนางสาวิตรีจะเดินออก นายพลวิฑูรรีบมาดัก
“ประทับอยู่ก่อนเถอะพะยะค่ะ”
“จนขนาดนี้แล้ว ยังจะให้น้องอยู่ทำไมอีก”
“ละครยังไม่จบพะยะค่ะ”
นายพลวิฑูรยิ้มร้าย ทันใดนั้นเสียงกรรณิการ์ดังขึ้น
“เจ้าชาย...เจ้าชายทรงรอด้วย...”
เจ้าชายมาคีสะดุ้งชะงักหยุดเต้น มัทนางงๆ ทุกคนหันไป กรรณิการ์วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาทุกคนตะลึง ยกเว้นนายพลวิฑูรที่สะใจ กรรณิการ์หมุนคว้างอยู่กลางห้อง
“เพลงนี้...โอเพลงของเรา เจ้าชาย กับหม่อมฉัน”
กรรณิการ์ฮัมเพลงไปเต้นไปคนเดียว ลอยหน้าลอยตามีความสุข
“เราเต้นรำด้วยกัน...”
กรรณิการ์ชะงักหันไปเห็นเจ้าชายมาคี ทำท่าจำได้
“เจ้าชาย...เจ้าชายของหม่อมฉัน”
กรรณิการ์วิ่งเข้าไป เจ้าชายมาคีรีบกอดมัทนาไว้ กรรณิการ์กระชากมัทนาออกมา ตบตี
“แก นังปีศาจ แกแย่งเจ้าชายไปจากฉัน”
มัทนาผลักกรรณิการ์ออกไป คามินพุ่งเข้ามา กรรณิการ์หยิบพวกแจกันทุ่มใส่ คามิน หลบ แตกกระจาย กรรณิการ์วิ่งหนีขึ้นบันได ไปคว้ารูปปั้นที่ประดับตรงหัวบันได จะทุ่ม สินธรตามมา คามินส่งเสียงห้าม
“อย่า กรรณิการ์”
“พวกแก มันใจร้าย แกขังฉัน ทำร้ายฉัน”
คามินพยายามกล่อม
“ไม่มีใครทำร้ายเธอ เรามาช่วยเธอนะกรรณิการ์ ดูซิ ไม่มีใครมีอาวุธเลย”
คามินขยับจะเดินขึ้นไป กรรณิการ์นิ่งคิด ค่อยๆลดรุปปั้นลง กรรณิการ์เปลี่ยนใจ สุเทษควักปืน วิ่งมา
“หยุด วางรูปปั้นลงเดี๋ยวนี้”
กรรณิการ์ตื่นกลัว จะยกรูปปั้นขว้าง แต่เสียหลักหัวทิ่มกลิ้งลงมา ทุกคนตะลึง กรรณิการ์นอนจมกองเลือดปลายบันได ส่วนที่แหลมของรูปปั้นทิ่มท้องกรรณิการ์ ทุกคนฮือฮาตกใจ เจ้าชายมาคีตกใจจะเข้าไป คามินรีบวิ่งลงมา หันไปสั่งสินธร
“ดูแลเจ้าชายด้วย”
สินธรเข้าใจความหมาย รีบเข้ามากั้น เจ้าชายมาคีหน้าซีดทำอะไรไม่ถูก มัทนางง คามินตรงเข้าอุ้มกรรณิการ์ พาออกไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว มันทนามองตามคามินไปอย่างงงๆ ราชาอินทราตะลึง พระนางสาวิตรีคิดไม่ถึง มองนายพลวิฑูรๆนิ่ง พระนางสาวิตรีเก็ททันที

ในตำหนัก...มัทนาพูดกับบุหลัน
“กรรณิการ์ไม่ได้เป็นแค่นางสนมกำนัลธรรมดาใช่มั้ย”
“ทำไมคุณถึงถามอย่างนี้ละคะ” บุหลันตกใจ
“ถ้าเขาไม่มีความสำคัญคงถูกเอาตัวออกจากวังตั้งแต่บุกมาทำร้ายว่าที่พระคู่หมั้นอย่างฉันแล้ว...แต่นี่ยังอยู่เขตตำหนักในแสดงว่ามันต้องมีความจำเป็นบางอย่างที่ทำให้องค์ราชาทรงให้เค้าไปอยู่ที่อื่นไม่ได้”
บุหลันมองมัทนาหนักใจ มินตรามองบุหลันอย่างจับผิด
“องค์ราชาพระเมตตาสูงส่งทรงเห็นว่า กรรณิการ์เคยถวายงานอย่างซื่อสัตย์ เลยมีพระประสงค์จะดูแลให้ดีที่สุดค่ะ”
มัทนามองบุหลันไม่เชื่อ
“กรรณิการ์เสียสติเพราะอะไร”
“ไม่มีใครทราบสาเหตุที่แน่ชัดค่ะ”
“แล้ว...”
บุหลันไม่อยากตอบคำถามรีบตัดบท
“เกิดเรื่องวุ่นวายในงานเลี้ยงถ้าหัวหน้าข้าหลวงฝ่ายในไม่ออกไปดูแลอาจจะต้องอาญาได้ ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
บุหลันจะเดินออกไปแล้วชะงักหันมากำชับมัทนา
“เพื่อไม่ให้มีเรื่องวุ่นวายมากไปกว่านี้ดิฉันขอร้องนะคะว่ากรุณาอยู่แต่ในตำหนัก”
บุหลันเดินออกไป มัทนามองตามหงุดหงิดมินตราแกล้งสงสัย
“ดูคุณบุหลันไม่ค่อยเต็มใจพูดถึงกรรณิการ์เลยนะคะ”
“มัทรู้ค่ะ แต่ที่มัทยังถามเค้าเพราะคิดว่าคุณบุหลันจะเผลอหลุดปากอะไรมาบ้างแต่ก็ไม่เลย”

“พี่จะช่วยคุณมัทเองค่ะ” มินตรารับอาสาทันที
จบตอนที่ 7
กำลังโหลดความคิดเห็น...