xs
xsm
sm
md
lg

เพลิงนรี ตอนที่ 5

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพลิงนรี ตอนที่ 5

ค่ำคืนนี้ มิราออกมาทานมื้อค่ำกับไคซัจ สองคนอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง องครักษ์หนุ่มไม่สบายใจเมื่อรู้ว่าพริริสาทำเหมือนพยายามช่วยพวกบูรพเกียรติ เพราะจะยิ่งยืดเยื้อทอดเวลากลับไทรจีสออกไปอีก

“ผมไม่เข้าใจเจ้าหญิงจะช่วยพวกบูรพเกียรติทำไม”
“ริสาอยากซื้อใจคนพวกนั้น โดยเฉพาะกับคุณธีภพ”
ไคซัจได้ยินชื่อธีภพก็นึกขัดเคืองใจ
“ผมไม่อยากให้เจ้าหญิงอยู่ใกล้หมอนั่นมากเกินไป”
“ทำไม”
“ก็ที่สวนผลไม้”
ไคซัจนึกถึงเหตุการณ์ที่พริริสาขี่หลังธีภพกลับออกมาจากสวนป้าสินี
“ที่สวนเกิดอะไรขึ้น มีอะไรที่ริสาไม่ได้เล่าให้ฉันฟังหรือเปล่า”
ไคซัจนึกได้ว่าพูดไปคงไม่ดี “ไม่มี”
มิรารู้ทัน “ไม่มี หรือไม่อยากพูดกันแน่”
ไคซัจเลี่ยง “ผมจะไปรายงานเรื่องนี้กับเจ้าชายคามินก่อน”
ไคซัจลุกจากโต๊ะตั้งใจจะออกไปจากร้าน แต่เห็นอธิรุธที่เดินเข้ามาพอดี จึงรีบนั่งลง มิราก็เห็นรีบหยิบเมนูมาปิดหน้าตัวเองไว้ อธิรุธเห็นไคซัจนั่งอยู่กับผู้หญิงเอาเมนูปิดหน้าก็สงสัย รู้สึกคุ้นหน้าทั้งไคซัจและรูปร่างของมิรา
“ทำไมต้องมาร้านเดียวกันด้วยเนี่ย”
สาวสวยสองนางที่นั่งอยู่อีกด้านเรียกอธิรุธ
“พี่รุธ ทางนี้ค่ะ”
อธิรุธโบกมือให้ แล้วเดินไปหาสองสาวที่โต๊ะ มิราแอบมองผ่านเมนูที่ปิดหน้าไว้ เบ้ปากหมั่นไส้ที่รู้ว่าอธิรุธนัดผู้หญิงไว้
“ผมจะออกไปก่อน แล้วคุณค่อยตามออกไป โอเคนะ”
มิราพยักหน้าเห็นดีด้วย ไคซัจทำท่าจะลุกขึ้น แต่จู่ๆ มืออธิรุธก็ดผล่มากดไหล่ไคซัจไว้
“สวัสดีครับ”
อธิรุธดึงเมนูออกจากมือมิรา ยิ้มทักกวนๆ มิราและไคซัจหน้าเสียที่ถูกอธิรุธจับได้
“มาทานข้าวกับแฟนเหรอครับคุณมิรา”
มิรารีบปฏิเสธ “เขาไม่ใช่แฟนฉัน”
“ผมขอตัวก่อน”
ไคซัจตัดบทพร้อมกับปัดมืออธิรุธออกรีบลุกออกไปเลย
“อ้าวคุณรีบไปไหนล่ะ ยังไม่ได้คุยกันเลย เพื่อนคุณนี่ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์เอาซะเลย”
มิราหมั่นไส้บุ้ยใบ้บอก “ใครเขาจะมนุษย์สัมพันธ์ดีเกลื่อนกลาดเหมือนคุณล่ะ โน้นสาวๆ ของคุณเขารออยู่”
อธิรุธมองตามเห็นสองสาวโต๊ะห่างออกไปมองมาแบบงงๆ ว่าเขากะลังคุยกับใคร
“สองคนนั้นเขาเป็นรุ่นน้อง”
“ฉันไม่ได้อยากรู้ ขอตัวก่อน”
มิรารีบเดินหนีออกจากร้านไปอีกคน อธิรุธยิ่งสงสัย สาว 1 เดินเข้ามาหา
“พี่รุธมีอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีจ้ะ”
“งั้นไปที่โต๊ะเถอะค่ะ เพื่อนกิ๊บเขาอยากให้น้องชายไปสอบตำรวจ เลยอยากปรึกษา”
อธิรุธเดินตามสาว1 ไปที่โต๊ะ

มิราเดินหนีอธิรุธออกมาที่หน้าร้านไม่ทันระวัง เดินชนกับชายท่าทางเมาแอ่น 2 คน ที่สวนเข้าพอดี
“โอ๊ย”
ชายขี้เมา 1 มองหน้ามิรา “น้องสาวเดินยังไงไม่ดูทาง”
“ขอโทษ”
มิราไม่อยากยุ่งกับคนเมาจึงเดินหนี แต่ถูก ชายขี้เมา 2 ดึงแขนเอาไว้
“ขอโทษแค่เนี้ยแล้วจะไปง่ายๆ เหรอจ๊ะ”
“จะเอาอะไรกับฉันอีก”
“สวยๆ แบบนี้ไปนั่งที่โต๊ะพี่ด้วยกันดีกว่านะ”
ชายขี้เมาทั้งสองช่วยกันดึง มิราสะบัดแขน แต่คนเมาแรงเยอะไม่ยอมปล่อย ไคซัจเดินย้อนกลับมาดู พอเห็นมิรามีเรื่องก็เข้าไปช่วยทันที
“ปล่อย”
“ใครวะ อย่าเผือก”
ขาดคำชายขี้เมา 2 ต่อยใส่ไคซัจ แต่ไคซัจหลบต่อยกลับไป ชาย 2 หน้าหงายล้มใส่โต๊ะแถวนั้น ข้าวของล้มกระจาย

เสียงเอะอะโครมครามดังมาจากหน้าร้าน ทำให้คนด้านในร้านตกใจ พนักงานรีบออกไปดูเหตุการณ์ อธิรุธสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“เดี๋ยวพี่ไปดูก่อนนะว่ามีอะไรหรือเปล่า”
อธิรุธลุกออกไปดูที่หน้าร้าน

ที่หน้าร้าน ชายขี้เมา 1 เห็นเพื่อนโดนเล่นงานจึงเข้าไปต่อยไคซัจช่วยเพื่อน แต่ก็ถูกต่อยลงไปกองรวมกัน พนักงานที่ออกมาดูพากันตกใจ อธิรุธตามออกมา ทันได้เห็น 2 ชายขี้เมาซึ่งสู้ไคซัจไม่ได้ พากันวิ่งหนีไป
มิราหันไปเห็นอธิรุธก็รีบบอกให้ไคซัจหลบไป
“ตาผู้กองนั่นออกมาแล้ว รีบไปเถอะไคซัจ”
ไคซัจรีบออกไป มิราจะเดินเลี่ยงหนีไปเรียกรถ อธิรุธรีบมาขวางหน้า
“มีอะไรกันคุณ”
“ไม่มีอะไร”
“ไม่มีได้ไง เสียงคนโวยวายมีเรื่องกันดังเข้าไปถึงข้างใน”
“แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ก็แค่คนเมามาหาเรื่อง โชคดีมีคนมาช่วยฉันไว้”
อธิรุธหรี่ตาจับผิด “ผู้ชายที่ผมเจอเมื่อกี้หรือเปล่า”
มิราแก้ตัวปัดๆ ไป “ไม่ใช่ ใครก็ไม่รู้ นี่ก็ดึกแล้ว ฉันกลับล่ะ”
อธิรุธรีบดึงแขนมิราไว้
“ผมไปส่ง คุณกลับคนเดียวอันตราย”
มิราแกะแขนอีกฝ่ายออก “ไม่ต้องฉันกลับเองได้ เชิญไปคุยกับสาวๆของคุณเหอะ”
อธิรุธยังมีอารมณ์เย้าแหย่ “ฮั่นแน่ หึงผมล่ะสิท่า”
“อย่าเพ้อ”
มิราเดินหนีออกไปเรียกรถ อธิรุธได้แต่มองตามด้วยแววตาสงสัย
พอเห็นว่าอธิรุธไม่ตามมามิราก็ถอนใจโล่งอก หวังว่าจอมกะล่อนคงจะไม่สงสัยอะไรเรื่องระหว่างตนกับไคซัจอีก

มิราเรียกแท็กซี่กลับคอนโด นั่งรถมาด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก จนมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจึงรีบรับสาย
“ไคซัจ ฉันไม่เป็นอะไร กำลังจะกลับ เขาคงไม่สงสัยอะไร”
มิราพูดไปงั้น แต่จริงๆ ก็ไม่แน่ใจ เพราะอธิรุธชอบพูดจากวนประสาทให้แยกไม่ออกว่าจริงหรือเล่น

ไคซัจยืนคุยโทรศัพท์อยู่ที่แห่งหนึ่ง พอรู้ว่ามิราปลอดภัยก็โล่งใจวางสาย แล้วกดโทรไปหาเจ้าชายคามิน
“เจ้าชาย กระหม่อมมีเรื่องสำคัญจะรายงาน”

คามินอยู่ที่ห้องหนังสือในตำหนักวังไทรจีส คุยสายกับไคซัจไปพลางอ่านเอกสารจดหมายทวงหนี้ของธนาคารกับบูรพเกียรติที่อยู่ในมือไป
“โทร.มาก็ดีแล้วไคซัจ ฉันเพิ่งได้เอกสารสำคัญของบูรพเกียรติมา งานนี้ถ้าริสาไม่จัดการ ฉันจะเป็นคนจัดการเอง”
คามินวางสาย มองเอกสารในมือที่เป็นไพ่สำคัญอีกใบที่จะเล่นงานบูรพเกียรติ บนซองและจดหมายมีประทับตรา “ด่วนมาก” และ “เตือนก่อนสั่งฟ้อง” เห็นชัดแจ้ง

ธีภพแวะมาที่โชว์รูมเพชรยืนเลือกสร้อยข้อมือไปฟังอธิรุธที่มารายงานความคืบหน้าให้ฟัง
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าหมอนั่นเป็นใคร เป็นอะไรกับคุณมิรา ทำไมต้องทำตัวหลบๆ ซ่อนๆ ด้วย”
“แล้วนายจะมาบ่นเรื่องผู้ชายของผู้หญิงคนนั้นให้ฉันฟังทำไม”
ธีภพถูกใจสร้อยข้อมือเพชรเส้นหนึ่งจึงหยิบขึ้นมาดู เป็นเส้นเหมาะมือและช่วยปิดแผลเป็นที่ข้อมือพริริสาได้
“ลืมไปแล้วหรือไงว่าสาวไทรจีสนั่น อาจจะมีส่วนเกี่ยวของกับคุณริสา ผู้ชายลึกลับคนนั้นอาจจะเป็นคนที่ร่วมขบวนการอีกคนก็ได้”
ธีภพชะงักไป นึกถึงตอนที่ไปบ้านสวนป้าสินี เห็นคนสวนที่ปิดหน้าปิดตามิดชิด ท่าทางน่าสงสัยอยู่ด้วย

และธีภพยังสังเกตเห็นสายตาไคซัจที่มองมายังตนไม่เป็นมิตรเอาเลย และแทบไม่ยอมห่างจากพริริสา มาดก็ดูไม่เหมือนแค่คนงานในสวนทั่วไป
ธีภพถือสร้อยข้อมือนิ่ง คิดเรื่องไคซัจ
“ตกลงนายจะฟังฉันหรือจะเลือกของ เอาสักอย่างเพื่อน”
ธีภพรำคาญอธิรุธที่ชอบขัดจังหวะ หันมาเลือกสร้อยข้อมือก่อน
“เส้นนี้ล่ะครับ แต่ช่วยปรับให้มันสั้นลงอีกนิดได้ไหม ผมว่ามันใหญ่ไปหน่อยประมาณ” เขากะขนาดให้ดูอย่างแม่นยำ “เท่านี้ครับ”
“ได้ค่ะ”
พนักงานนำเอาสร้อยข้อมือที่ธีภพเลือก เดินไปจัดการให้ที่หลังร้าน
“ฉันเลือกเสร็จแล้ว ว่ามา”

ไม่นานต่อมา สองเกลอเดินเลี่ยงออกมาที่หน้าโชว์รูม
“นายว่าเรื่องนี้น่าสงสัยไหมล่ะ”
“น่าสงสัยและอยากรู้ให้มากกว่านี้ ซึ่งมันเป็นหน้าที่นายต้องไปสืบเพิ่มมา”
อธิรุธโวย “อ้าวเฮ้ย ตกลงฉันทำงานตำรวจหรือนักสืบเอกชนกันแน่ เริ่มสับสนตัวเองขึ้นทุกวัน”
ธีภพตบบ่าเพื่อน
“ก็นายเสนอตัวเองไม่ใช่เหรอว่าจะเป็นนักสืบให้ฉัน”
“ตอนนั้นฉันไม่คิดว่าเรื่องมันจะซับซ้อน มีตัวละครลับโผล่มาอีกแบบนี้นี่หว่า”
กรนันท์เดินเข้ามาหา ยิ้มแย้มให้สองหนุ่ม
“ตัวละครลับอะไรเหรอคะพี่ภพ พี่รุธ”
สองหนุ่มชะงักทันที
“อ๋อ ตัวละครลับในซีรีย์สืบสวนสอบสวนน่ะครับ เมื่อคืนดูค้างไว้กำลังสนุกเลย” อธิรุธว่า
“เกรซมาดูโชว์รูมเหรอคะ” ธีภพปลี่ยนเรื่อง
“เปล่าค่ะ เกรซมาหาพี่ภพจะชวนไปเลือกชุดด้วยกันค่ะ”
“เลือกชุด” ธีภพฉงน
“คุณพ่อบอกว่าจะจัดเลี้ยงขอบคุณคุณวัน ที่เขาช่วยบูรพเกียรติของเราไว้ไงคะ เกรซก็เลยว่าเราสองคนน่าจะเลือกชุดที่จะใส่ไปดินเนอร์ให้แมทช์กันไว้ก่อน”
อธิรุธยิ้มขันมองหน้าธีภพเป็นเชิงบอกว่าแกซวยแล้วเพื่อน
ธีภพถอนใจเบาๆ คิดว่าคงต้องพูดกับกรนันท์ตรงๆ แล้ว

วิวรรณที่นั่งอยู่ที่โซฟาห้องรับแขก สาวใช้ถือสูทธีภพพร้อมกล่องสร้อยข้อมือเข้ามาหา
“สูทของคุณภพที่ส่งไปซักแห้งมาแล้วค่ะ”
วิวรรณตรวจดูความเรียบร้อย
“แล้วนั่นกล่องอะไร”
“มีคนเอามาส่งให้คุณภพค่ะ”
สาวใช้ส่งกล่องให้ วิวรรณตัดสินใจเปิดดูเห็นเป็นสร้อยข้อมือของผู้หญิงก็แปลกใจ ปิดกล่องส่งคืนให้สาวใช้
“เอาไปเก็บที่ห้องคุณภพเลย”
“ค่ะ”
สาวใช้เดินขึ้นบ้านไป วิวรรณคาใจ ธีภพสั่งสร้อยข้อมือมาให้ใคร

เวลาเดียวกันนั้น กรนันท์กระแทกเท้าเดินกลับเข้าบ้านมาโยนกระเป๋าถือในมือลงโซฟาอย่างทนไม่ไหว กานดาและจินตนานั่งอยู่เห็นเข้าก็แปลกใจ
“เป็นอะไรไปลูก มีใครทำอะไรให้ไม่พอใจอีก” กานดาถาม
“ก็พี่ภพน่ะสิคะ เขาไม่เห็นเกรซอยู่ในสายตา ไม่ให้ความสำคัญกับเกรซเลย”
“ทำไมล่ะลูก”
“พี่ภพไม่ยอมให้เกรซไปงานดินเนอร์ของคุณวันด้วย แต่จะไปกับนังริสา”
กานดาได้ยินก็เจ็บใจแทนลูกสาว
“ภพทำแบบนี้ได้ยังไง”
กรนันท์โวยวาย “เกรซไม่ยอมนะคะคุณแม่ พี่ภพหลงเสน่ห์มันถึงขนาดพาไปงานออกหน้าออกตาแบบนี้”
จินตนาฟังอยู่นานไม่พอใจเช่นกัน “แม่จะไปคุยกับคุณวิเขาเอง ทำไมถึงทำอะไรไม่คิดเลย จะให้นังเด็กนั่นไปออกงานเป็นตัวแทนบริษัทได้ยังไง”
ดร.กฤษยืนฟังอยู่อีกด้านส่ายหน้าอย่างระอาใจ ทนไม่ได้ต้องออกมาพูด
“ยัยเกรซต่างหากที่ทำอะไรไม่คิด”
กานดาฉุนไม่น้อย “คุณพ่อ”
“คุณปู่มาว่าเกรซทำไมคะ”
“ก่อนจะโวยวายไม่พอใจอะไร ลองมองด้วยเหตุผลดูบ้างสิ การไปดินเนอร์กับคุณวัน มันเป็นงาน ไม่ใช่ไปเที่ยวสนุก ไปออกสังคมเอาหน้าเอาตาเหมือนที่ทำๆ อยู่ทุกวัน”
กานดาย้อนแย้ง “ถ้าเป็นเรื่องงานยัยเกรซก็ยิ่งสมควรไปค่ะ เพราะเป็นลูกสาวประธานบริษัท”
กฤษเสียงดังใส่ “ลูกสาวประธานบริษัทแต่ไม่รู้อะไรเลย เธอไม่คิดว่าไปแล้วจะไม่ทำให้บริษัทดู
น่าเชื่อถือน้อยลงหรือไง อย่าเอาแต่ชนะคะคานกันจนลืมนึกถึงความอยู่รอดของบริษัทกันเลยนะ”
กานดาและกรนันท์เหมือนถูกจี้ใจดำ เถียงไม่ออก ได้แต่นิ่งขึงขัดเคืองใจ

พริริสาเดินออกมาจากห้องนอนในชุดเดรสแบรนด์เนมสวยสง่า สำหรับงานดินเนอร์คืนนี้ โดยไม่มีเครื่องประดับ มิราเข้าไป จับๆ หมุนๆ ดูความเรียบร้อยให้
“เรียบไปไหมเนี่ย”
“แบบนี้ดีแล้ว ฉันเป็นแค่เลขา ไม่อยากแต่งตัวให้โดนจับผิด”
ไคซัจเปิดประตูเข้ามา เห็นพริริสาในชุดสวยสง่าก็อดชื่นชมผ่านสายตาไม่ได้
“รถพร้อมแล้วครับ”
พริริสาแปลกใจที่ไคซัจจะไปส่งเอง
“ให้ไคซัจไปส่งดีแล้ว แต่งตัวสวยแบบนี้นั่งแท็กซี่ได้ไง ระวังหน่อยนะไคซัจ อย่าให้ใครเห็นเหมือน...” มิรานึกได้รีบหยุด
พริริสาทำหน้าแปลกใจ
“มีอะไรหรือเปล่า”
เพราะไม่อยากให้พริริสาไม่สบายใจมิราจึงตัดบท “ไม่มีอะไรหรอก รีบไปเถอะเดี๋ยวจะสาย”
พร้อมกับว่ามิรารุนหลังดันให้พริริสาออกไป ไคซัจเปิดประตูให้พริริสาเดินออกไปก่อน

พนักงานพาธีภพมาส่งที่ประตูห้องดินเนอร์ที่จัดไว้รอท่า ธีภพมองนาฬิกาข้อมือขณะเดินเข้ามาด้าน ในห้องจัดเลี้ยงดินเนอร์เล็กๆ แต่ทุกอย่างจัดเตรียมอย่างหรูหราสวยงามและประณีต มีพื้นที่ว่างสำหรับเต้นรำเล็กๆ ครู่หนึ่งพริริสาจึงเดินเข้ามาหา
“พอใช้ได้ไหมคะ”
“งานแบบนี้ผมยกหน้าที่ให้คุณจัดการ คุณว่าดี ผมก็ว่าดี”
“งั้นทุกอย่างก็เรียบร้อยนะคะ เหลือแค่รอให้แขกวีไอพีของเรามา”
“ยังขาดไปอย่างหนึ่ง”
พริริสานิ่วหน้าฉงน “คะ”
ธีภพหยิบกล่องสร้อยข้อมือออกมา
“ถึงจะเป็นงานเล็กๆ ส่วนตัว แต่มันก็ถือเป็นงานสำคัญเราต้องให้เกียรติแขกด้วย”
พริริสารับกล่องมาเปิดดู เห็นสร้อยข้อมือเพชรก็แปลกใจ
“ชุดคุณสวยแล้ว แต่ควรจะมีอะไรหน่อย ผมก็เลยเตรียมมาเผื่อไว้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ผมใส่ให้”
ธีภพหยิบสร้อยข้อมือมาใส่ข้อแขนข้างที่มีแผลเป็น พริริสาแปลกใจที่สร้อยพอดีกับข้อมือตนอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเขาเตรียมให้เธอโดยเฉพาะ สร้อยข้อมือปิดรอยแผลเป็นได้พอดิบพอดี
พริริสามองธีภพอย่างซาบซึ้งนิดๆ รู้สึกดีกับเขามากขึ้นเรื่อยๆ แม้ชายคนที่ยิ้มอยู่ตรงหน้านี้จะคอยจับผิดเธอทุกครั้งที่มีโอกาสก็ตาม

ที่คฤหาสน์บูรพเกียรติ คณินดูจดหมายทวงถามการชำระหนี้ของธนาคาร สีหน้าเครียดเคร่ง กฤษอยู่ด้วย
“ทางธนาคารส่งจดหมายมาใช่ไหม”
“ครับ จดหมายทวงถามเรื่องหนี้สินที่เราไม่สามารถจ่ายตามกำหนดได้”
“แล้วจะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
“คงยังหรอกครับ สัญญาระหว่างเรากับบริษัทใหญ่อย่างจีแอนด์เจยังไปได้ดี ธนาคารคงยอมผ่อนผันให้เราอีกหน่อย”
“ถือว่าครั้งนี้เราได้ธีภพกับเด็กที่ชื่อริสามาช่วยไว้จริงๆ”
คณินถอนใจบางๆ “ถ้ายัยเกรซได้สักครึ่งของริสาก็คงดีนะครับ เด็กคนนี้ทำให้ผมนึกถึง....” คณินคิดถึงลูกสาวอีกคนขึ้นมาจับขั้วหัวใจ “พริริสา ลูกสาวของผมอีกคน”
ดร.กฤษยิ้มรับเอาคำ เห็นด้วยกับลูกชาย
“พ่อก็นึกอยากเห็นหน้าหลานคนนี้อยู่ทุกวัน”
กานดายืนแอบฟังอยู่อีกด้าน นึกแค้นใจที่คณินและดร.กฤษต่างพากันชื่นชม “ริสา”

ทางด้านธีภพ พริริสา คุณวัน พูดคุยกันบนโต๊ะอาหารอย่างถูกอก พนักงานยกจานอาหารมาคอยเสิร์ฟและรินไวน์เติมเมื่อแก้วพร่อง คุณวันชอบใจปาร์ตี้คืนนี้มาก
“พวกคุณเตรียมมื้อค่ำวันนี้ได้วิเศษมาก”
“เพื่อเป็นการขอบคุณที่คุณวันช่วยเจรจากับจีแอนด์เจให้กับเราไงล่ะครับ”
“ผมยินดีอยู่แล้ว ยิ่งได้เจอคนรุ่นใหม่ มีความตั้งใจในการทำงานอย่างคุณและเลขาคนเก่ง”
พริริสาหันไปสบตายิ้มให้ธีภพอย่างภาคภูมิใจว่าเธอทำให้คุณวันประทับใจได้
เสียงเพลงบรรเลงสำหรับเต้นรำดังขึ้น
“เพลงเพราะมาก พวกคุณน่าจะออกไปเต้นรำด้วยกันนะ” คุณวันเอ่ยขึ้นเป็นเชิงชวน
เห็นธีภพทำหน้าลำบากใจ พริริสารู้ทันกระซิบถามว่า
“อย่าบอกนะว่าคุณเต้นรำไม่เป็น”
ธีภพอ้อมแอ้มบอก “ผม...ไม่ถนัด”
พริริสาแกล้งขู่เสียงเข้ม “แต่ถ้าคุณไม่ออกไปมันจะเสียมารยาทมาก ฉันอุตส่าห์ทำทุกอย่างให้เขาประทับใจ”
ธีภพย้อนถาม “แล้วคุณเต้นเป็นหรือไง”
พริริสาตอบอย่างมั่นใจ “ก็พอได้”
ธีภพจำใจต้องลุกขึ้น ส่งมือให้พริริสาจับออกไปเต้นรำตามเชิญของคุณวัน

ธีภพเต้นด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ เนื่องเพราะไม่ได้ออกงานแบบนี้ ในขณะที่พริริสาดูคล่องแคล่วกว่า
พริริสายิ้มขำ แหย่อีก “ทำท่าให้มั่นใจหน่อยสิคะคุณภพ คุณเป็นผู้บริหารนะ”
ธีภพเคือง ดึงรั้งร่างพริริสาเข้ามาจนใกล้เล่นเอาเธอตกใจ
“แล้วคุณล่ะ ท่าทางคุณจะออกงานบ่อยสิท่า ถึงได้คล่องขนาดนี้”
ธีภพยื่นหน้าเข้ามาใกล้ด้วยแววตาจับผิดกวนๆ พริริสานึกถึงชีวิตเจ้าหญิงตอนอยู่ไทรจีส

ก็จะไม่ให้เก่งและคล่องได้อย่างไรเล่า เพราะตอนอยู่ไทรจีส เธอกับคามินมักออกงานเลี้ยงภายในวังเสมอ
โดยเฉพาะงานเลี้ยงในวัง พริริสาเต้นรำกับคามินอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางแขกเหรื่อท่านอื่นๆ ในงาน มีแขกอีกคู่เต้นเข้ามาใกล้ โค้งขอเปลี่ยนคู่กับคามิน พริริสาสลับคู่ไปเต้นกับแขกในงานอย่างรู้มารยาท

ภายในห้องดินเนอร์ส่วนตัว ยามนั้น คุณวันดื่มด่ำบรยากาศอันยอดเยี่ยมมองสาวสวยหนุ่มหล่อตรงหน้าอย่างชื่นชม ในขณะที่ธีภพเต้นรำไปจ้องมองพริริสาอย่างคาดคั้นไป
“ว่าไง อย่าบอกนะว่าเคยเป็นครูสอนเต้นรำก่อนมาเป็นเลขาน่ะ”
พริริสาค้อนควักกิริยาน่ารัก “ฉันได้เกรดเอวิชาเต้นรำสมัยเรียนมอปลายต่างหากล่ะ”
เสียงเพลงหยุดลง ทั้งคู่จึงต้องหยุดเต้น หันไปยิ้มให้คุณวันที่นั่งปรบมือให้

พริริสาตื่นแต่เช้าแล้ว แต่ยังนอนขลุกอยู่บนเตียงไม่อยากลุก มองดูสร้อยข้อมือที่ไม่ได้ถอดออกตั้งแต่เมื่อคืน พลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนกับธีภพ
หลังงาน พริริสาจะถอดสร้อยข้อมือคืนให้ธีภพ
“คุณจะถอดทำไม”
“ก็เสร็จงานแล้วฉันก็ต้องคืนของให้คุณน่ะสิ เดี๋ยวคุณจะมาหาว่าฉันขโมยของคุณติดมือไป”
“ผมตั้งใจจะให้คุณอยู่แล้ว คุณไม่รู้สึกเหรอว่ามันพอดีกับข้อมือคุณ”
พริริสามองฉงน “คุณคงจะให้ของแพงๆ แบบนี้กับสาวๆ บ่อยล่ะสิท่า”
“ผมไม่เคยให้อะไรใครแบบนี้มาก่อน แต่ที่ให้คุณเพราะคุณช่วยงานผมสำเร็จไปด้วยดี ถือว่าเป็นรางวัลก็แล้วกัน”
พริริสาทำหยิ่งไม่อยากได้รางวัล
“แต่ฉันไม่อยากได้รางวัล”
พร้อมกับว่าเธอทำท่าจะแกะสร้อยข้อมือออก แต่ธีภพดึงมือพริริสาข้างที่ใส่สร้อยข้อมือเอาไว้
“ผมบอกว่าให้คุณก็คือให้ ใส่มันไว้แบบนี้ดีแล้ว ผมให้เขาทำให้ปิดพอดีกับข้อมือคุณ”
พริริสารู้ว่าธีภพหมายถึงปิดแผลเป็นที่ข้อมือตนเอง
“ผมรู้ว่าแผลเป็นเป็นเรื่องใหญ่ของผู้หญิง เวลาคุณไม่มั่นใจก็ใส่สร้อยเส้นนี้ปิดไว้แล้วกัน”

พริริสาเอาแต่นอนมองสร้อยข้อมือที่ปิดแผลเป็นของเธอ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ รับรู้ได้ว่าธีภพเป็นผู้ชายที่ละเอียดอ่อนคนหนึ่ง ถึงแม้จะชอบจับผิดเธอก็ตาม ระหว่างนี้มิราเดินเข้ามานั่งข้างๆ เตียง เห็นพริริสาเอาแต่นอนอมยิ้มมองสร้อยข้อมือก็แปลกใจ
มิราจับมือข้างนั้นมาดู “เมื่อคืนยังไม่มีสร้อยเส้นนี้เลยนี่ มาได้ไงเนี่ย”
“มีคนให้มา”
“ขอเดาว่า...เจ้านายจอมจับผิดใช่ไหม”
“ฉันก็ไม่ได้อยากได้หรอก แต่เขาว่าให้เป็นรางวัลที่ช่วยเขาเรื่องงาน”
“แสดงว่าแผนซื้อใจสำเร็จแล้วสิ แผนต่อไปก็น่าจะเริ่มได้แล้ว”
พริริสาหุบยิ้ม รู้สึกสับสนในใจ เพราะสิ่งที่ทำไปตรงข้ามกับเจตนาที่แท้จริงของตัวเอง แต่ตอนนี้กลายเป็นช่วยเหลือบูรพเกียรติไป แม้จะหาข้ออ้างให้ตัวเองก็ตาม
“ฉันมีอะไรจะให้ดู”
พริริสาแปลกใจ มิราหยิบไอแพดมาเปิดให้ดู เป็นจดหมายทวงถามหนี้สินของธนาคารถึงบริษัทบูรพเกียรติ
“จดหมายทวงหนี้จากธนาคาร”
“ใช่ ตอนนี้ธนาคารเริ่มทยอยส่งจดหมายทวงถามหนี้สินมาที่บูรพเกียรติแล้ว เป็นโอกาสของเธอแล้วนะพริริสา ถ้าข่าวเรื่องนี้หนี้สินของบูรพเกียรติกระจาย ออกไป รับรองว่าพวกนั้นได้เจอวิกฤตของจริงแน่ๆ”
พริริสาแปลกใจ “เธอมีจดหมายพวกนี้ได้ไง”
“เจ้าชายคามินส่งมาให้ บอกว่าให้เธอรีบจัดการกับบูรพเกียรติอย่างเด็ดขาดสักที”
พริริสาเริ่มไม่แน่ตัวเองว่าอยากทำลายบูรพเกียรติจริงๆ หรือเปล่า มิรามองออกว่าอีกฝ่ายกำลังสับสน
“หรือจะหยุดตอนนี้ก็ได้นะริสา กลับไทรจีสแล้วลืมเรื่องคนพวกนี้ให้หมด”

พริริสานิ่งงันไป เพราะยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เช่นกัน

อ่านต่อหน้า 2

เพลิงนรี ตอนที่ 5 (ต่อ)

เมื่อมาถึงบริษัท พริริสายืนเหม่อเพียงลำพังอยู่หน้าตึกบูรพเกียรติเป็นนานสองนาน จนกระทั่งบุษกรกับโรซี่และชนิตามาเห็น ทั้ง 3 หันมามองหน้ากันงงๆ

“อะไรจะเครียดขนาดนั้น มีเรื่องอะไรรึเปล่าเนี่ย” ชนิตามองประเมิน;
“นั่นซิ หรือว่าจะมีเรื่องกับคุณเกรซ” บุษกรว่า
“อยากรู้แต่ยืนสุมหัวเม้าท์กันเองตรงเนี่ย...จะรู้มั้ย”
พร้อมกับว่าโรซี่ก็เดินเชิดนำขบวนเข้าไปหาพริริสาทันที ชนิตากับบุษกรรีบตามเข้าไปทันที
“ริสาเป็นอะไรรึเปล่า หรือว่าคุณเกรซมาหาเรื่องอะไรอีก” โรซี่ถามทันทีที่มาถึง
พริริสาหันมาหา “เปล่า”
“แล้วทำไมหน้าเครียดขนาดนั้นล่ะ โรซี่ว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่”
“เล่ามาเถอะ พวกเราฟังได้ ไม่เล่าต่อ ไม่ซ้ำเติม ที่เพิ่มเติมคือความเข้าใจ”
โรซี่กับชนิตาเบ้ปากหมั่นไส้บุษกร
“โห เยอะไปมั้ย...ยายบัว”
“ชั้นไม่ได้เป็นอะไร แค่นิ่งๆ เฉยๆ ฉันไปทำงานก่อนนะ”
พริริสาเดินเข้าตึกไป สามสาวพากันงง
“ขอไม่เชื่อได้มั้ย คือเหตุผลไม่แข็งแรงอ่ะ” โรซี่ว่า
ชนิตาเห็นด้วย “ใช่ เห็นด้วย อาการแบบนี้ ฉันว่าต้องมีอะไรแน่ๆ”
“นั่นซิ ต่อมสอดรู้ ทำงานรัวๆ เลยนิ”
บุษกรและชนิตามองโรซี่อย่างหมั่นไส้

วิวรรณเดินคุยมากับกรนันท์ตามโถงทางเดินในอาคาร คุณหนูเกรซพูดตัดพ้อธีภพขึ้นในจังหวะหนึ่งของการสนทนา
“พี่ภพเขาเห็นงานสำคัญมาก คงไม่มีเวลาไปทานข้าวกับเกรซหรอกค่ะ”
วิวรรณรู้ว่าสองคนต้องมีปัญหากันแน่ๆ
“ภพเขาก็เป็นคนแบบนี้ล่ะจ้ะ งานต้องมาก่อน แต่วันนี้เขาต้องมีเวลาแน่ๆ ป้ามาถึงนี่ทั้งที”
พริริสาเดินสวนมา เห็นสองคนก็ชะงัก ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้วิวรรณ
สามสาว โรซี่ บุษกร ชนิตา ที่เดินตามมา เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีรีบเบรกกันแทบไม่ทันหาที่ หลบดูลาดเลา
กรนันท์เห็นพริริสาก็เก็บความไม่พอใจไว้ไม่อยู่ พูดจากระทบกระเทียบขึ้น
“ก็ไม่แน่หรอกค่ะคุณป้า เพราะตอนนี้พี่ภพจะมีเวลาหรือเปล่าคงต้องถามเลขาเขาก่อน เพราะขนาดงานสำคัญของบริษัท พี่ภพยังต้องเอาเลขาเกาะติดเป็นปลิงไปด้วย”
วิวรรณหันไปมองพริริสา คิดว่าเจ้าหล่อนเป็นต้นเหตุที่ทำให้กรนันท์โกรธธีภพแน่ๆ แต่แล้วสายตาก็สะดุดเข้ากับสร้อยข้อมือของพริริสา เพราะอยู่ในเหตุการณ์ตอนมีคนเอามาส่งที่บ้าน
“มีคนเอามาส่งให้คุณภพค่ะ”
พร้อมกับว่าสาวใช้ส่งกล่องมาให้ วิวรรณตัดสินใจเปิดดู เห็นเป็นสร้อยข้อมือของผู้หญิงก็แปลกใจ
และวิวรรณจำได้แม่นว่าสร้อยข้อมือเส้นนั้นอยู่บนข้อมือพริริสาตอนนี้
“เกรซขอไปหาคุณพ่อซักครู่นะคะ แล้วเกรซจะตามไปที่ห้องพี่ภพค่ะ”
วิวรรณพยักหน้าให้ รอจนกรนันท์เดินพ้นตัวไป วิวรรณจึงหันมาทางพริริสามองสร้อยข้อมืออีกแว่บหนึ่ง
“สร้อยข้อมือนั่น ตาภพเป็นคนให้เธอเหรอ”
“ค่ะ”
วิวรรณนิ่งขึง “ลูกชายฉันอยู่ที่ห้องทำงานหรือเปล่า”
“อยู่ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ”
พริริสาทำท่าจะเดินนำทางให้ถูกวิวรรณปฏิเสธ
“ไม่เป็นไร เธอไปทำงานเถอะ ชั้นไปเองได้ แล้วฉันก็อยากคุยกับลูกชายชั้นตามลำพัง”
วิวรรณเดินหน้าตึงออกไป พริริสาได้แต่ถอนใจ

เห็นผู้เป็นมารดาเดินเข้ามาในห้องทำงาน ธีภพก็ยิ้มทักถามอย่างแปลกใจเล็กน้อย
“คุณแม่จะมาทำไมไม่บอกผมก่อนล่ะครับ”
“ก็กะมาเซอร์ไพรส์เราไง ว่าจะชวนไปทานข้าวพร้อมหนูเกรซ แต่เจอเซอร์ไพรส์กว่า”
“อะไรอีกล่ะครับ”
คุณวิวรรณจ้องหน้าลูกชายเขม็ง “ลูกกำลังทำอะไรอยู่กันแน่ภพ ทำไมถึงเอาสร้อยข้อมือแพงๆ ไปให้เลขา หนูเกรซเขาจะรู้สึกยังไง”
บังเอิญอะไรเช่นนี้ กรนันท์เดินมาถึงหน้าห้องพอดี กำลังจะเปิดเข้าไป เลยต้องชะงักแอบฟัง

ธีภพแปลกใจที่วิวรรณรู้เรื่องนี้ ก่อนนึกขึ้นได้ว่าตนให้คนส่งสร้อยข้อมือไปที่บ้าน
“ผมให้เป็นรางวัลที่เขาช่วยงานสำคัญน่ะครับ”
“มันไม่มากไปหน่อยหรือไง”
“ผมไม่รู้หรอกครับว่าอะไรมากไปหรือน้อยไป ผมคิดแค่ว่ามันเหมาะสมกับสิ่งที่ริสาทำก็แค่นั้น”
กรนันท์แทบกระอัก ทำท่าเหมือนจะเปิดประตูเข้าไป แต่ตัดใจเพราะไม่อยากอาละวาดให้วิวรรณเห็น
วิวรรณอ่านความคิดลูกชายไม่ออก “แน่ใจนะว่าแค่นั้น แม่บอกตรงๆ แม่ไม่ชอบสายตาเด็กคนนั้น เหมือนมีอะไรปิดบังซ้อนเร้นอยู่ตลอดเวลา แม่ไม่ได้รังเกียจคนที่ฐานะ แต่แม่ไม่ชอบคนที่ไม่ตรงไปตรงมา เข้าหาใครต่อใครแบบมีแผนการ”
ธีภพเถียงมารดาไม่ออก ด้วยเขาเองก็ยังไม่วางใจพริริสาซะทีเดียว

โรซี่ บุษกร ชนิตา ยืนล้อมพริริสา สอบ ซัก และตั้งวงเม้าท์ข่าวเผ็ดเรื่องสร้อยข้อมือเพชร
“ริสา คุณภพให้สร้อยข้อมือเธอเหรอเนี่ย”
พร้อมกับว่าโรซี่คว้าข้อมือพริริสาขึ้นมา สามสาวเพ่งพิศดูสร้อย
“ประกายระยิบระยับขนาดนี้ ก็ว่าแล้วต้องเพชรจริง สายตาฉันมองอะไรไม่เคยพลาด” โรซี่ว่า
บุษกรค้อนเอา “ย่ะ ทำงานบริษัทขายเพชร ถ้าดูเพชรไม่ออก เค้าคงไม่รับหล่อนไว้หรอก โรซี่”
ชนิตาปลอบพริริสา “นี่ ที่หน้าบูดเมื่อกี้กลุ้มเรื่องนี้อยู่ใช่ไหมริสา อย่ากลุ้มเลย เอาไว้ถ้าคุณเกรซรู้เรื่อง
แล้วค่อยกลุ้มดีกว่า”
โรซี่แขวะ “นี่คือคำปลอบโยนใช่มั้ย ยายตา”
“ยังไงก็อย่ามีเรื่องลงไม้ลงมือกันเหมือนคราวก่อนเลยนะ”
โรซี่ค้อนควัก “นี่ก็อีกคน”
พริริสาเพียงถอนใจบางเบาไม่ตอบอะไร สามสาวยังเอาแต่เม้าท์กันเองเรื่องสร้อยข้อมือ

ธีภพเก็บเอาคำพูดวิวรรณมาคิด แม้ขณะออกมานั่งปรับทุกข์อยู่กับอธิรุธที่ร้านกาแฟใต้ตึก
“นายนี่มันนอกจากจะได้เลือดตำรวจจากพ่อแล้ว ยังได้เซ้นส์จับผิดเก่งจากแม่นายอีกนะเนี่ย”
“นี่แกลามปามแม่ฉันเลยเหรอ”
“ฉันชมต่างหาก เขาว่าเหนือนายตำรวจยังมีเมียตำรวจ แม่นายยังมองออกว่าคุณริสาเป็นพวกมีความลับ ปิดๆ บังๆ ก็เลยไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น”
ธีภพพูดเปรยๆ “ถ้าไม่มีเรื่องพวกนี้ก็คงจะดี”
อธิรุธหูผึ่ง “ถ้าไม่มีเรื่องพวกนี้นายจะทำไม จะจีบเขาได้เต็มที่ใช่ไหม”
ธีภพทำเสจิบกาแฟไม่ตอบ
เสียงเตือนมีข้อความไลน์จากโทรศัพท์มือถืออธิรุธดังขึ้น อธิรุธหยิบมาอ่านทำหน้าแปลกใจเล็ก
ที่หน้าจอเป็นโรซี่ส่งข้อความมาทางไลน์
“เย็นนี้ว่างไหมคะ คริคริ”

อีกฟากโลก ภาพเหมืองเพชรในไทรจีสฉายขึ้นบนจอโปรเจ็กเตอร์ในห้องประชุมภายในวัง เจ้าชายคามินและกษัตริย์ราอิล ร่วมรับฟังรายงานเรื่องเหมืองเพชรจากคณะทำงานอยู่ โดยท่านเลขาเป็นคนกล่าวสรุป
“เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางของไทรจีส เราควรเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างชาติ มาประมูลเหมืองเพชรของเรากระหม่อม”
ราอิลหันมาถามลูกชาย “คามินคิดว่าไง”
“ลูกเห็นด้วยกับท่านเลขา อีกอย่างถ้าเราสามารถขยายธุรกิจเครื่องประดับของเราเองออกไปให้กว้างขึ้นอีกทางก็จะช่วยส่งเสริมกัน”
ราอิลพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านเลขาก็จัดการตามเห็นสมควรได้เลย”

หลังประชุมเสร็จ ท่านเลขาและคณะทำงานเดินออกมาจากห้องประชุม พบว่ามีองครักษ์ยืนดูแลอยู่หน้าประตูอย่างเข้มแข็ง และทำความเคารพเมื่อราอิลและคามินเดินตามออกมา
“เห็นท่านเลขาบอกว่าลูกสนใจบริษัทจิเวลรีที่ประเทศไทย”
“ครับท่านพ่อ ลูกกำลังดูๆ อยู่”
“เกี่ยวกับเรื่องที่ริสาอยู่ที่นั่นด้วยใช่ไหม”
คามินเยื้อนยิ้ม “ปิดบังท่านพ่อไม่ได้จริงๆ แต่ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ไม่ว่าผลจะออกมายังไง ไทรจีสจะไม่มีอะไรเสียหาย หรือไม่ก็อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้”
“เอาเถอะพ่อเชื่อว่าเราจัดการได้ แต่ขอให้นึกถึงจิตใจของริสาเป็นสำคัญนะคามิน” ราอิลกำชับ
“ครับท่านพ่อ”
คามินเองก็อดเป็นห่วงพริริสาไม่ได้

หลังเลิกงานพริริสาตามโรซี่ ชนิตา และบุษกร มาสังสรรค์ที่ร้านจิ้มจุ่มรสเด็ด มีอาหารเต็มโต๊ะ สามสาว ช่วยกันตักอาหารให้พริริสา
“เวลาไม่สบายใจเราต้องกินเข้าไปนะรู้ไหมริสา กลุ้มใจยังไงท้องก็ต้องอิ่มไว้ก่อน” บุษกรบอก
โรซี่เสริมทันทีว่า “ถูก ยิ่งไม่สบายใจต้องนี่ กินแบบให้แซบให้แสบสะท้านทรวง มันจะได้ระบายความอัดอั้นตันใจออกมาให้หมด”
พูดจบโรซี่ก็ตักยำใส่ปากเคี้ยวแล้วแทบจะพ่นไฟออกมาได้
“แต่กินขนาดนี้ ฉันกลัวมันจะระบายออกทางอื่นซะมากกว่า” ชนิตาท้วง
“ที่พาฉันมานี่ เพราะกลัวฉันจะกลุ้มใจกินอะไรไม่ลงเหรอ” พริริสาถามขำๆ
“พวกเรารู้นะว่าริสาต้องรับมือกับทั้งคุณเกรซ แล้วไหนจะคุณกานดา คุณวิวรรณอีก แต่เรื่องของความรัก ยิ่งฝ่าฟันมันก็ยิ่งมีค่าจริงไหม” บุษกรให้กำลังใจ
พริริสาตกใจนิดๆ “นี่ฉันว่าพวกเธอเข้าใจอะไรผิดไปหมดแล้ว”
ชนิตาพยักพเยิด “เอาน่า ไม่ต้องเขินหรอก ยังไงพวกเราก็อยู่ #ทีมริสา นะ สู้ๆ”
พริริสาทั้งขำทั้งอดนึกขอบคุณที่ทั้งสามเป็นห่วงตนไม่ได้ ถึงจะเข้าใจผิดก็ตาม โรซี่ทำท่าชะเง้อคอไปที่ทางเข้าร้านตลอดๆ เหมือนกำลังรอใครอยู่ ชนิตาเห็นเข้า
“มองอะไร ชะเง้อเป็นยีราฟรอกินหญ้าเชียว”
“ขอหญ้าอ่อนด้วยนะ” โรซี่นึกได้ “บ้าเหรอ ฉันกำลังมองหา”
อธิรุธและธีภพเดินหล่อเข้ามาในร้าน โรซี่เห็นดี๊ด๊ายกใหญ่แทบจะกรี๊ดลั่นร้าน
“มาจริงๆ ด้วย”
ชนิตากระซิบถามโรซี่ “นี่หล่อนไลน์ไปบอกคุณรุธเหรอ”
“ก็ไม่คิดว่าจะตามมาจริงๆ แถมพาคุณภพมาด้วย สงสัยเขาจะมีใจให้ฉัน” โรซี่ทำท่าเขินได้น่าหมั่นไส้มากบิดแทบเป็นงู พร้อมส่งสายตาปิ๊งๆ ให้อธิรุธตลอดเวลา
ทุกคนหันไปมองตามสองสาว เห็นธีภพมากับอธิรุธก็แปลกใจ โดยเฉพาะพริริสา
“เชิญค่ะๆ” โรซี่ยิ้มระรื่น รีบลุกเป็นแม่งานเรียกบริกรมาช่วยจัดเก้าอี้ให้ “ร้านหาไม่ยากใช่ไหมคะ”
“ก็มาตามโลเคชั่นที่คุณโรซี่ส่งมานั่นล่ะครับ เจอเลย”
ธีภพรีบนั่งลงข้างๆ พริริสาก่อน อธิรุธจึงต้องไปนั่งอีกข้างติดกับโรซี่ ชนิตากลอกสายตามองบน เบื่อมิสมโนโรซี่
“สวัสดีครับคุณริสา ผมผู้กองอธิรุธ ขอมาทานมื้อค่ำด้วยคนนะครับ”
พริริสายิ้มให้อธิรุธตามมารยาท และได้เจอตัวจริงของคนที่ช่วยธีภพตามสืบเรื่องของเธอสักที
“ยินดีค่ะ”
อธิรุธยักคิ้วให้เพื่อน ธีภพหมั่นไส้ศอกเข้าให้ที่ท้องจนอธิรุธจุกร้องไม่ออก
ธีภพเห็นพริริสาใส่สร้อยข้อมือไม่ถอดก็ยิ้มพอใจ กระซิบถาม
“โรซี่ว่าคุณไม่สบายใจเรื่องคุณแม่ผม”
“พวกโรซี่คิดไปเอง ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“เวลาผู้หญิงบอกว่าไม่ได้เป็นอะไร แสดงว่า เป็น คุณไม่สบายใจเพราะผม”
พริริสาลืมตัวจนเผลอพูดเสียงดัง “ทำไมฉันต้องไม่สบายใจเพราะคุณด้วย”
ทุกคนกำลังตักของกินเข้าปาก พากันชะงักหันมามองพริริสาเป็นตาเดียว
“ไม่มีอะไร กินกันเถอะ”
พริริสาทำทีตักอาหารกินไม่อยากพูดกับธีภพอีก โรซี่ตักอาหารให้อธิรุธและธีภพอย่างเอาอกเอาใจ
“ทานเยอะๆ นะคะ”
พริริสานึกสนุกอยากแกล้งธีภพ ตักยำติดพริกเม็ดใหญ่ใส่จานให้
“ทานเยอะๆ นะคะ คุณภพ”
ธีภพตักพริกเข้าปากเคี้ยว แล้วทำหน้านิ่งให้พริริสาเห็นว่าหล่อนแกล้งเขาไม่สำเร็จหรอก ธีภพตักเปลือกมะนาวในส้มตำใส่จานพริริสาบ้าง
“คุณก็ทานเยอะๆนะ ริสา”
ธีภพยักคิ้วท้าให้พริริสากินบ้าง พริริสาหน้างอไม่ยอมกิน
ทุกคนบนโต๊ะแอบดูสองคนหยอกกัน พลางสบตากันเองอย่างขำๆ ทุกคนกินอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย พูดคุยกันเป็นที่สนุกสนาน

อีกฟากหนึ่ง ในผับหรูช่วงหัวค่ำยังเปิดเพลงเบาๆ ซึ้งๆ คลอ เสริมบรรยากาศชวนเมา กรนันท์นั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่กับปรางและเชอร์รี่ สองเพื่อนซี้ ตั้งแต่มาถึงจนบัดนี้
เชอร์รี่กระซิบถามปราง “ยัยเกรซเป็นอะไรชวนพวกเราออกมาตั้งแต่หัวค่ำ นี่มันยังไม่ได้เวลาออกล่าเหยื่อของฉันเลยนะ มันต้องดึกกว่านี้สิ”
ปรางกระซิบบอกทันที “จะมีอะไร นอกจากหัวเสียเรื่องผู้ชาย”
กรนันท์ได้ยิน “นี่ถ้าจะนินทาใกล้ขนาดนี้ พูดใส่หน้าฉันมาเลยก็ได้”
“ก็คนมันเป็นห่วงเพื่อน ก็ต้องถามที่มาที่ไปก่อนสิ จะได้ปรับอารมณ์ตามถูก” เชอร์รี่บอก
“เรื่องยัยเลขากับพี่ภพอะไรของเธออีกใช่ไหม” ปรางถาม
พนักงานเอาไวน์รสเลิศมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ยังไม่ทันวาง กรนันท์ก็คว้าจากถาดไปดื่มหมดแก้ว ปรางและเชอร์รี่หันมามองหน้ากันพูดเบาๆ โดยไม่มีเสียงพร้อมกันว่า “ชัวร์”

ทางด้านไคซัจรออยู่ที่คอนโดห้องพัก เห็นผิดเวลามากแล้วพริริสายังไม่กลับมาก็ไม่สบายใจ ในขณะที่มิราเดินออกมาจากห้องด้านในเห็นไคซัจยังรออยู่ก็แปลกใจ
“นี่ยังไม่กลับไปอีก”
“เจ้าหญิงยังไม่กลับ ผมก็คงกลับไม่ได้ มันเป็น...”
“คำสั่งเจ้าชายคามิน” มิราเติมคำให้สีหน้าเบื่อๆ “โอเค ฉันจะถามให้ว่าริสาถึงไหนแล้ว”
ไคซัจโล่งใจ “ขอบคุณครับ”
มิราเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่แถวนั้น

งานสังสรรค์ที่ร้านจิ้มจุ่มจบลงอย่างแฮปปี้ พนักงานเดินมาเก็บเงิน ธีภพขอเป็นคนเลี้ยง พวกโรซี่พากันยิ้มปลื้ม
“อิ่มจังตังค์อยู่ครบ เกินงบก็ไม่ต้องจ่าย”
“งั้นก็กลับกันเถอะ” พริริสาเอ่ยขึ้น
“จะรีบกลับทำไมล่ะริสา ไปต่อกันดีกว่า” ชนิตาชวน
บุษกรท้วง “จะดีเหรอ”
โรซี่สายปาร์ตี้ออกโรงเชียร์ “ดีสิ พรุ่งนี้วันหยุดกลัวอะไรยะ ไปนะริสา ไปด้วยกันนะคะคุณภพ คุณรุธ”
ธีภพเห็นพริริสาสองจิตสองใจจึงแกล้งแหย่ว่า
“มีใครรอคุณอยู่ที่บ้านหรือไง”
“ไม่มีค่ะ”
“งั้นก็...” ธีภพหันไปหาทุกคน “ไปครับ”
โรซี่ ชนิตา พากันดีใจ รีบดึงบุษกรและพริริสาให้ลุกจากเก้าอี้ไปด้วยกัน พริริสาจำใจเดินตามทุกคนไป
เสียงข้อความไลน์จากมือถือพริริสาดังขึ้น พริริสาหยิบมาดูเห็นมิราส่งไลน์มาถามว่า “อยู่ไหนแล้ว”

คืนค่ำสุดสัปดาห์แบบนี้ภายในผับยิ่งดึกยิ่งคึกคัก เชอร์รี่กำลังเต้นให้ท่ายั่วยวนอยู่กับหนึ่งหนุ่มในแก๊งซิ่ง ขณะที่กรนันท์ดื่มไม่หยุด จนปรางต้องแย่งแก้วจากมือยั้งไว้เป็นระยะ แต่พอเชอร์รี่หันมาอีกทีก็เห็นกรนันท์ยกแก้วดื่มรวดเดียวหมด
“ขอไปดูเพื่อนก่อนนะคะ ยังไงจะโทรหาตามเบอร์ที่ให้มานะ”
“มีเรื่องเดือดร้อน ไม่พอใจใครก็โทร.มาได้นะครับ ผมพวกเยอะ ยินดีให้บริการ” หนุ่มซิ่ง 1 ยิ้มกริ่มทำตาเจ้าชู้ฝากไว้เป็นที่ระลึก
เชอร์รี่ยิ้มหวานส่งสายตาให้ ก่อนเดินกลับไปดูกรนันท์ที่โต๊ะ
“พอแล้ว เดี๋ยวก็ได้คลานกลับบ้านหรอกยัยเกรซ” ปรางห้ามแต่ไม่เป็นผล
“เรื่องของฉัน”
เชอร์รี่มาถึงโต๊ะแล้วมองหมั่นไส้ “ย่ะ แต่เวลาเธอไม่ไหวมันก็เรื่องของพวกฉันที่ต้องแบกเธอไปนะ”
“เชอร์รี่แกก็หาผู้ชายอีกสักคนมาช่วยแบกยัยเกรซสิ” ปรางบอก
“ความคิดดี จริงๆ ก็มีแล้วนะ แต่เดี๋ยวขอสแกนเพิ่มอีกรอบก่อน”
เชอร์รี่มองไปรอบๆ เห็นกลุ่มธีภพ อธิรุธ เดินนำพริริสา โรซี่ ชนิตาและบุษกรเข้ามาหาโต๊ะนั่ง
“เจอแล้วพ่อของลูกฉันสองคน แต่ทำไมต้องมากับแก๊งชะนีด้วยก็ไม่รู้”
ปรางมองตาม ในขณะที่กรนันท์ไม่คิดสนใจหันไปมองด้วย
กลุ่มธีภพได้โต๊ะนั่ง เสียงโทรศัพท์อธิรุธดังขึ้น
“ขอตัวแป๊บนะครับสาวๆ”
อธิรุธเดินเลี่ยงไปทางด้านนอกคุยสาย ปรางพยายามเพ่งมองจนจำธีภพและพริริสาได้
“เกรซ! นั่นมันพี่ภพของเธอนี่ มากับยัยเลขานั่นด้วย”
กรนันท์ได้ยินก็แทบสร่างเมา รีบหันไปมองตาม เห็นธีภพอยู่กับพริริสาก็ยิ่งโกรธ กำแก้วในมือแน่น

ระหว่างนี้ไคซัจเดินคุยโทรศัพท์กับมิราเข้ามาหยุดหน้าผับ
“เจ้าหญิงมาที่นี่แน่นะคุณมิรา ไม่ต้องห่วง ผมแค่มาคอยดูความปลอดภัยเท่านั้นล่ะ”
ไคซัจกดวางโทรศัพท์แล้วเข้าไปในผับ
อธิรุธยืนคุยโทรศัพท์อยู่อีกมุม หันมาเห็นไคซัจเดินเข้าไปในผับก็จำได้ทันที

จากจังหวะเพลงฟังสบายๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นเร็วแรงกระแทกกระทั้นอารมณ์นักดื่มนักเที่ยวมากขึ้น โรซี่ และ ชนิตา โยกตัวไปตามจังหวะเพลง
“ผมขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะครับ”
“ตามสบายเลยค่ะ” โรซี่หันมาทางบุษกร “แดนซ์กันไหม”
“ไม่เอาหรอก อายเขา”
โรซี่ค้อนควัก “โอ๊ย รู้งี้ไม่น่าลากแม่ชีมาด้วยเลยเซ็ง”
กรนันท์ลุกเดินเซๆ มาที่กลุ่มพริริสา ปรางและเชอร์รี่รีบตามมาด้วย
ปรางพยายามดึงห้ามไว้ “ไม่เอาน่าเกรซ”
กรนันท์ไม่ฟัง สะบัดมือปรางออก มีพนักงานถือถาดใส่เหยือกค็อกเทลผ่านมา กรนันท์คว้าเหยือกค็อกเทลสาดไปที่โต๊ะของพริริสา
โรซี่กับชนิตาร้องกรี๊ด “แอร๊ย”
“ไม่ใช่สงกรานต์นะยะ มาสาดกันทำไม”
โรซี่โมโหหันไปหาต้นตอ พอเห็นเป็นกรนันท์ถือเหยือกจังก้าอยู่ก็อ้าปากค้าง
“คุณเกรซ” ชนิตาผวา
กรนันท์วางเหยือกลงจ้องหน้าพริริสาจังๆ “แกนี่มันหน้ายิ่งกว่าคอนกรีตอีกนะ ปากก็บอกว่าไม่คิดจะยุ่งกับพี่ภพ ตั้งใจมาทำงานอย่างเดียว แต่สุดท้ายหางก็โผล่ออกมาจนได้ นี่คงยั่วยวนให้ท่าพี่ภพ จนยอมประเคนของแพงๆ ให้ อย่างแกแค่เศษเพชรของเหลือทิ้งก็เกินพอแล้ว”
กรนันท์ถลันเข้าไปกระชากข้อมือพริริสาข้างที่ใส่สร้อยข้อมืออยู่ขึ้นมา
“ว้ายๆ” โรซี่ร้องลั่น ชนิตา และบุษกรตกใจ จะเข้าไปช่วยพริริสา
กรนันท์หันขวับมาขู่ “ใครอยากโดนไล่ออกก็สาระแนเรียงหน้าเข้ามาเลย”
สามสาวพากันชะงักงัน ไม่กล้าเข้าไปช่วย
“ถ้าแกอยากได้เงิน ได้ของแพงๆ ก็บอกฉันสิ ฉันจะเอามาให้ อยากได้เท่าไหร่ก็ว่ามาเลย แล้วไปจากบูรพเกียรติสักที”
พริริสาตั้งรับอย่างใจเย็น “ถ้าสมองคุณคิดได้แค่นี้ ฉันก็ไม่แปลกใจถ้าบูรพเกียรติจะต้องล่มสลายในอีกไม่นาน”
“แกกล้าดียังไงมาแช่งครอบครัวฉัน”
กรนันท์บีบข้อมือพริริสาแน่น

ไคซัจเข้ามาด้านในผับ เดินผ่านกลุ่มนักเที่ยวที่ลุกขึ้นเต้น พยายามมองหาพริริสา โดยมีอธิรุธเดินตามมาห่างๆ อยากรู้ว่าไคซัจมาหาใคร
เมรัยออกฤทธิ์ เมื่อรวมเข้ากับแรงหวงหึง กรนันท์แทบขาดสติแล้ว บีบข้อมือพริริสาแน่นขึ้น
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าพ่อแม่คุณสอนคุณมายังไง แต่ฉันอยากจะบอกคุณว่าเงินไม่ได้ แก้ปัญหาได้ทุกอย่างและไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่าง”
“แล้วแกมายุ่งกับพี่ภพไม่ใช่เพราะเงินหรือไง เลขากระจอกๆ อย่างแกมีเหรอจะไม่ อยากจับคนหล่อๆรวยๆ อย่างพี่ภพ”
“ถ้าคุณไม่มีสติ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่อง”
พริริสาสะบัดมือออกจะเดินหนี แต่กรนันท์ไม่ยอมปล่อย

ในขณะที่ทุกคนต่างพากันมุงดูเหตุการณ์อย่างตื่นตระหนกนั้น โรซี่ค่อยๆ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดถ่ายคลิปไว้ตลอดเวลา
“ทำไมฉันจะไม่มีสติ แกต่างหากที่ไม่มีสติคิดไม่ได้ว่าไม่ควรมายุ่งกับคนที่มีเจ้าของแล้ว”
กรนันท์หันไปคว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะจะสาดน้ำใส่พริริสาซ้ำ แต่พริริสาจับมือกรนันท์แน่นไม่ยอมปล่อย
“คนที่มีสติเขาไม่มาหาเรื่องคนอื่นแบบนี้หรอกคุณเกรซ”
ทั้งคู่ยื้อแย่งแก้วกัน พริริสาแรงเยอะกว่า ผลักแก้วหกใส่หัวและราดรดตัวกรนันท์เต็มๆ
กรนันท์กรี๊ด “อ๊าย”
ทุกคนยิ่งพากันตกใจ กรนันท์สะบัดตัวน้ำกระเซ็นจนคนรอบๆ ต้องหลบ โรซี่รีบลดโทรศัพท์มือถือลงไม่ได้ถ่ายรูปต่อ
ระหว่างนี้ไคซัจเดินเข้ามาเห็นพริริสากำลังมีเรื่องกับกรนันท์ก็ชะงัก โดยไม่รู้ว่าอธิรุธหยุดตามจับสังเกตไคซัจไม่วางตา

คุณหนูเกรซ กรนันท์ ถูกน้ำราดตัวก็ยิ่งโกรธจัด เต้นเร่าๆ
“แก”
กรนันท์เงื้อมือสูงสุดแขนจะตบพริริสา ไคซัจรีบพุ่งเข้าไปจับมือกรนันท์เอาไว้
“บังอาจ”
ไคซัจผลักร่างกรนันท์ออกไปอีกทาง ปรางและเชอร์รี่รีบเข้าไปรับกรนันท์ไว้
“ว้าย! ตายแล้ว” ชนิตาตะลึง
กรนันท์เหลียวขวับมาเอาเรื่องไคซัจ “แกเป็นใคร มาปกป้องมันทำไม”
“ผมก็แค่ผ่านมา ไม่ชอบเห็นคนมีเรื่องกัน”
ธีภพออกจากห้องน้ำเดินกลับมาที่โต๊ะ เห็นคนมุงเต็มโต๊ะรีบแทรกตัวเข้าไป ไคซัจเห็นธีภพเดินเข้ามาพอดี กระซิบบอกพริริสาเบาๆ
“ระวังตัวด้วยเจ้าหญิง”
ไคซัจรีบเดินฝ่าฝูงไทยมุงหลบออกไปโดยไว
“นี่มันเรื่องอะไรกัน” ธีภพหันไปเห็นกรนันท์ “เกรซ”
การ์ดของผับ 2 คน เพิ่งจะเข้ามาเคลียร์
“มีอะไรกันครับ” การ์ด 1 ถาม
อธิรุธมองตามไคซัจ และยืนดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ รีบเข้าไปอธิบาย
“ไม่มีอะไร เรื่องเข้าใจผิดกันน่ะ เดี๋ยวพี่เคลียร์เอง”
การ์ดเห็นอธิรุธจำได้ว่าเป็นตำรวจ จึงยอมปล่อยให้เคลียร์กันเอง
กรนันท์มองพริริสาอย่างอาฆาต ก่อนสะบัดหน้าเดินหนีออกไป ปรางและเชอร์รี่รีบเดินตามไป
“พวกเราจะโดนไล่ออกไหม” บุษกรผวา
สาวๆ ออฟฟิศ ทุกคนต่างสยองขวัญหวั่นผวา พากันไม่สบายใจ

ปรางและเชอร์รี่หิ้วกรนันท์เข้ามาในห้องน้ำ ช่วยกันซับน้ำตามตัวให้ กรนันท์นัยน์ตาวาวโรจน์ ทั้งโกรธทั้งแค้นไม่ยอมจบง่ายๆ
“ฉันไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆ หรอก”
“แล้วเธอจะเอายังไง” ปรางถาม
“พวกเธอก็ช่วยฉันคิดสิ จะเล่นงานนังริสามันยังไง”
เชอร์รี่นึกออก “ฉันมีคนช่วยเธอได้จะเอาไหมล่ะ แต่มีอะไรตามมาเธอรับผิดชอบเองนะ”
“บอกมาเลย มีอะไรฉันจัดการเอง”
เชอร์รี่ยิ้มชั่วมีแผนร้ายจัดการพริริสา หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา

ทางด้านธีภพยืนรออธิรุธอยู่ที่รถในลานจอด สักครู่อธิรุธจึงเดินเข้ามาหา
“ฉันส่งสาวๆ ขึ้นแท็กซี่กลับกันไปหมดแล้ว”
“ไม่คิดเลยว่าเกรซจะทำขนาดนี้” ธีภพเครียด กังวลไม่หาย
“พิษรักแรงหึง นายก็ระวังไว้ให้ดีเหอะ”
“แต่ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเกรซเลยนะ ฉันเห็นเขาเป็นแค่น้องคนหนึ่ง”
“แกไม่คิดแต่คุณเกรซเขาคิด โดยเฉพาะเรื่องคุณริสา จะว่าไปก็ต้องขอบคุณคุณเกรซ”
ธีภพงง “อะไรของแก”
“จำผู้ชายน่าสงสัยที่ฉันเคยเล่าให้ฟังได้ไหม ฉันเห็นหมอนั่นเข้าไปช่วยคุณริสา ไม่ให้ถูกคุณเกรซทำร้าย ท่าทางหมอนั่นห่วงคุณริสามาก”
ธีภพได้ยินก็ชะงักไป
อธิรุธปะติดปะต่อเรื่องราว “มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คุณริสา คุณมิรา และหมอนั่นรู้จักกันแน่ๆ”
ธีภพยิ่งครุ่นคิดหนักว่า “ริสา” เป็นใคร และต้องการอะไรกันแน่
ระหว่างนี้ มีแก๊งมอเตอร์ไซค์ท่าทางน่ากลัว 4 คน เดินออกมาหน้าผับอย่างรีบร้อน ทั้งสี่ขี่รถ ซ้อนท้ายกันออกไป

ธีภพและอธิรุธมองตามสงสัยว่าพวกนั้นจะรีบร้อนไปไหน

อ่านต่อหน้า 3

เพลิงนรี ตอนที่ 5 (ต่อ)

ในรถแท็กซี่ที่แล่นมาตามทาง โรซี่นั่งอยู่เบาะหลังกับอีกสองสาวหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดคลิปและรูปที่แอบถ่ายตอนมีเรื่องกัน เห็นกรนันท์ถูกน้ำราดใส่ตัวเองชัดแจ่ม

“ไม่คิดเลยคืนนี้จะมีเรื่องระทึกขวัญสั่นประสาทฉันได้ขนาดนี้” โรซี่พึมพำ
“เรื่องที่คุณเกรซผีออกเพราะริสารดน้ำมนต์ให้น่ะเหรอ” ชนิตาว่า
โรซี่ชอบใจ “แรงส์!”
ชนิตาสงสัย “นี่เธอถ่ายคลิปไว้ด้วยเหรอ”
“เห็นริสาไม่ค่อยชัดหรอกนะ แต่คุณเกรซนี่ชัดแจ๋ว” โรซี่บอก
พริริสานั่งข้างคนขับได้ยินก็ไม่สบายใจ
“ขอดูบ้างสิ” บุษกรยื่นมือมาหยิบโทรศัพท์มือถือโรซี่ไปดู เปิดดูกับชนิตา พริริสานั่งนิ่ง

จู่ๆ พวกแก๊งมอเตอร์ไซค์ก็ขี่รถมาปาดหน้ารถแท็กซี่โดยไม่มีใครคาดคิด แท็กซี่ตกใจเบรกรถแทบไม่ทัน
สาวๆ พากันตกใจ ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นอีก โรซี่รีบเอาโทรศัพท์มือถือคืนจากบุษกร
“พวกนั้นเป็นใครน่ะ” บุษกรขวัญผวา
แก๊งซิ่งลงจากมอเตอร์ไซค์ตรงมากระชากประตูรถแท็กซี่ด้านที่พริริสานั่ง พอมองเห็นพริริสาสวมสร้อยข้อมือก็แน่ใจว่าใช่ตามที่เชอร์รี่บอกรูปพรรณมา
“คนสวยลงมา ถ้าไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน” หนุ่ม 1 ที่มาติดพันเชอร์รี่บอกพริริสา
ทุกคนพากันตกใจ
โรซี่ร้องลั่น “อย่าลงนะริสา”
หนุ่มแก๊งซิ่งดึงพริริสาให้ลงจากรถ โรซี่ ชนิตา บุษกร ตกใจรีบลงจากรถตามไปด้วย
แท็กซี่เห็นท่าไม่ดีรีบถอยรถขับหนีไปอีกด้าน บุษกรเรียกไว้
“พี่อย่าเพิ่งไปสิ”
โรซี่โมโห “ไอ้คนเห็นแก่ตัว ไอ้แล้งน้ำใจ ไอ้เอาตัวรอด”
หนุ่ม 1 แก๊งซิ่งดึงแขนพริริสาข้างที่สวมสร้อยข้อมือขึ้น สามคนจะเข้าไปช่วย
ชนิตาร้องลั่น “อย่าทำอะไรเพื่อนฉันนะ”
แต่สามสาวถูกพวกแก๊งซิ่ง 3 คนที่เหลือรวบตัวล็อคไว้ จึงได้หวีดร้องเอ็ดตะโร โรซี่ดิ้นสู้จนเผลอทำโทรศัพท์มือถือตกลงที่พื้นโดยไม่รู้ตัว

ธีภพขับรถมาตามทางพยายามมองหาแท็กซี่คันที่ขับไปส่งสี่สาว อธิรุธพยายามโทรศัพท์หาพวกโรซี่แต่ไม่มีใครรับสาย
“ไม่มีใครยอมรับสายสักคน หรือจะมีเรื่องอย่างที่นายคิดจริงๆ วะ”
รถแท็กซี่ที่เพิ่งทิ้งพวกสาวๆ เลี้ยวออกมาจากอีกมุมถนน แล่นเลี้ยวไปอีกด้าน อธิรุธเห็นทะเบียนรถก็จำได้
“นั่นแท็กซี่ที่ฉันเรียกให้สาวๆ ขึ้นไปนี่หว่า ทำไมออกมาทางนี้ล่ะ”
ธีภพตัดสินใจเลี้ยวรถไปทางที่แท็กซี่เลี้ยวออกมา

พริริสาดิ้นสู้ยื้อยุดอยู่กับหนุ่ม 1 แก๊งซิ่ง
“ปล่อยฉัน”
“สวยๆ แบบนี้จะปล่อยได้ไง คนก็สวยสร้อยก็สวย พี่ขอสร้อยข้อมือนี้ก็แล้วกันนะ”
หนุ่ม 1 พยายามจะดึงสร้อยข้อมือ พริริสาสะบัดมือออกไม่ยอมให้เอาสร้อยข้อมือไปง่ายๆ
“หวงนักหรือไง”
หนุ่มแก๊งซิ่งชักมีดพับออกมา สามสาววี้ดว้ายยกใหญ่ พากันตระหนกตกใจ
หนุ่ม 1 หลุดปากขู่พริริริสาว่า “รู้ตัวหรือเปล่าว่ามีคนเขาอยากฝากรอยกรีดสวยๆ ไว้ที่หน้าเธอด้วยนะ”
หนุ่มแก๊งซิ่งเข้าไปกระชากแขนพริริสามาใกล้ ชูมีดพับขึ้นจะกรีดหน้าพริริสา
มีเสียงปืนดังขึ้น ทุกคนพากันตกใจ
สามสาวกรี๊ด “แอร๊ย” พากันย่อตัวก้มลงหลับหูหลับตา ไม่กล้ามองว่าเกิดอะไรขึ้น
ไคซัจเดินอาดๆ ออกมาจากมุมมืดถือปืนในมือเล็งใส่
“ไสหัวไป ถ้ายังไม่อยากเป็นผีเฝ้าถนนแถวนี้”
พวกแก๊งซิ่งพากันตกใจรีบขึ้นมอเตอร์ไซค์หนีไป
แสงไฟจากรถธีภพสาดเข้ามาและจอดนิ่ง ธีภพและอธิรุธลงจากรถ ไคซัจรีบหลบออกไป สามสาวได้สติรีบวิ่งไปหาพริริสาอย่างเป็นห่วง
บุษกรจับตัวดู “ริสาเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่เจ็บตรงไหนใช่ไหม” โรซี่ถาม
ชนิตาเหลียวหาไปทั่ว “แล้วเมื่อกี้เสียงปืน ใครเป็นคนยิง”
ธีภพและอธิรุธลงรถวิ่งเข้ามาหา
“เกิดอะไรขึ้น”
บุษกรรีบบอก “มีโจรมาดักปล้นเราค่ะ”
“ฉันจะติดต่อตำรวจท้องที่แถวนี้เอง”
อธิรุธบอกกับธีภพแล้วเดินเลี่ยงออกไปโทรศัพท์
“แต่ฉันว่าเหมือนมันจงใจมาที่ริสามากกว่า” โรซี่เอ่ยขึ้น
ชนิตาเห็นด้วย “นั่นสิ ถ้ามันจะปล้น ทำไมต้องเจาะจงเอาแค่สร้อยข้อมือริสาคนเดียว”
พริริสาและธีภพเดาได้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือกรนันท์แน่ๆ พริริสาคุมแค้นขบกรามแน่น ในขณะที่ธีภพไม่สบายใจหากเป็นฝีมือกรนันท์จริงๆ
“แล้วเกิดอะไรขึ้นอีก” ธีภพซัก
“ไอ้โจรนั่นมันจะทำร้ายริสา จู่ๆก็มีเสียงปืนค่ะ ใครก็ไม่รู้มาไล่พวกมันไป” บุษกรเล่าตามจริง
ธีภพลอบมองพริริสาด้วยสีหน้าสงสัย
“พอจะเห็นหน้าหรือเปล่าครับว่าเป็นใคร”
สามสาวส่ายหน้า
โรซี่บอกว่า “ตอนนั้นพวกเราตกใจมาก ก็เลยไม่ทันมอง”
ธีภพหันมาถามพริริสา “แล้วคุณล่ะ เห็นหน้าคนที่มาช่วยไว้หรือเปล่า”
“เห็นค่ะ แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร”
ธีภพมองจับสังเกต “ผู้ชายที่มาช่วยคุณในร้านนั่น คุณก็ไม่รู้จักเหมือนกันสินะ”
พริริสาหงุดหงิดย้อนเอาว่า “ฉันต้องรู้จักผู้ชายทุกคนที่มาช่วยฉันด้วยเหรอคะ”
อธิรุธเดินกลับเข้ามาขัดจังหวะไว้พอดี
“ฉันคุยกับสารวัตรท้องที่นี้แล้ว เขาจะตามเรื่องนี้ให้ ตกลงไม่มีใครเป็นอะไรนะครับ”
สาวๆ พากันส่ายหน้า
ไคซัจยังไม่ไปไหน หลบมุมดูอยู่อย่างเกาะติดสถานการณ์

เมื่อกลับมาถึงห้องพัก พริริสาถูกเจ้าชายคามินโทรศัพท์มาต่อว่าอย่างไม่พอใจ องค์ชายรัชทายาทอยู่ในอาการโกรธจัดเมื่อรู้ว่าพริริสามีเรื่องกับกรนันท์ที่ผับ และถูกคนตามมาทำร้ายอีก
“ริสาลืมสถานะตัวเองแล้วหรือไง ถ้าไคซัจไปไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น”
“ริสาไม่ให้ใครมาทำอะไรง่ายๆหรอก”
“อย่าทำเป็นเก่งนะริสา พี่ยอมให้เราทำตามใจมานานแล้ว พี่จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบวันนี้อีก รีบจบเกมกับพวกบูรพเกียรติ เอกสารที่พี่ให้ไป ใช้มันซะ”
พริริสานิ่งเงียบเริ่มลังเล
คามินบอกต่อว่า “ถ้าริสาไม่จัดการ พี่จะจัดการเอง”
พริริสาตกใจ “ไม่ได้นะ”
“หรือเราจะเปลี่ยนใจ งั้นก็กลับไทรจีสพรุ่งนี้เลย”
“ริสาไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนใจ แต่ริสาจะจัดการเอง”
“จะทำอะไรก็รีบทำริสา ท่านแม่รอริสากลับมาอยู่นะ”
คามินกดวางสายถอนใจระอาเหลือ ในความเอาแต่ใจของพริริสา

ส่วนพริริสาหันไปมองไคซัจอย่างไม่พอใจ
“รีบรายงานเหลือเกินนะไคซัจ”
“กระหม่อมทำตามหน้าที่ ตามคำสั่งของเจ้าชาย”
“แล้วที่แสดงตัวที่ผับคิดว่ามันดีแล้วหรือไง ถ้าถูกสงสัยขึ้นมาจะทำยังไง”
“ตอนนั้นกระหม่อมเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าหญิง”
“คราวหน้าเราไม่ได้สั่ง ไม่ต้องทำเกินหน้าที่”
พริริสาโกรธไคซัจเดินหนีเข้าห้องไป ไคซัจได้แต่มองตาละห้อย รู้สึกเสียใจที่ทำให้พริริสาโกรธ
มิราซึ่งอยู่ด้วยเอ่ยขึ้น “กลับไปก่อนเถอะไคซัจ”
ไคซัจจำใจเดินออกไป มิราเดินตามไป

มิราเดินตามออกมาส่งไคซัจหน้าห้อง ไคซัจนึกได้หยิบโทรศัพท์มือถือของโรซี่ที่ทำตกไว้ยืนให้
“ของเพื่อนเจ้าหญิงทำตกไว้ ผมเลยเก็บมาให้”
“ฉันจะเอาไปให้ริสาเอง” มิราเป็นห่วงความรู้สึกองครักษ์หนุ่ม “ไม่เป็นไรนะไคซัจ ริสาเจอเรื่องหลายอย่างมาทั้งคืนยังต้องมาเจอเจ้าชายคามินกดดันอีก ก็เลยหงุดหงิดไปหน่อย”
“ยังไงผมก็ฝากเจ้าหญิงกับคุณมิราด้วย”
ไคซัจเดินออกไป มิราได้แต่มองตามด้วยความสงสาร เพราะรู้ดีว่าไคซัจคิดยังไงกับพริริสา

วันรุ่งขึ้น กรนันท์ยังอยู่ในชุดนอนสภาพเพิ่งตื่นมายืนคุยโทรศัพท์อยู่ในห้อง
“ไหนว่ามีปัญญาจัดการได้ไงล่ะ สุดท้ายก็เหลว”
กรนันท์โมโหสุดขีดปาโทรศัพท์ไปที่เตียงระบายอารมณ์ กานดาเข้ามาในห้องพอดี
“มีอะไรอีกยัยเกรซ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณแม่”
กานดาไม่เชื่อ “แน่ใจนะว่าไม่มีอะไร”
หน้าตากรนันท์บ่งบอกชัดแจ้ง ว่าขุ่นมัวบางอย่างสุดจะประมาณ

เช้าวันหยุด พริริสาเดินออกมาตรงระเบียงใคร่ครวญครุ่นคิด และทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
“แต่ฉันว่าเหมือนมันจงใจมาที่ริสามากกว่า” โรซี่ว่า
ชนิตาเสริมว่า “นั่นสิ ถ้ามันจะปล้น ทำไมต้องเจาะจงเอาแค่สร้อยข้อมือริสาคนเดียว”
มิราถือโทรศัพท์มือถือของโรซี่ เดินตามออกมาที่ระเบียง
“คิดออกหรือยังว่าใครคิดจะเล่นงานเธอเมื่อคืน”
“ไม่เห็นต้องคิดให้เสียเลยว่าใครส่งพวกนั้นมา”
“ไม่ต้องคิดเพราะมั่นใจว่าใช่แน่นอนใช่ไหม” มิราส่งโทรศัพท์มือถือของโรซี่ให้ “ไคซัจฝากไว้เมื่อคืน บอกว่าเป็นของเพื่อนเธอ”
พริริสารับโทรศัพท์มือถือมานึกแค้นใจที่กรนันท์ใช้วิธีสกปรกส่งคนมาทำร้ายตน
“ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำฉันฝ่ายเดียวแน่”
พริริสามองมือถือของโรซี่คิดออกว่าจะหาทางเอาคืนกรนันท์อย่างไรณจุดนี้
“มิรา ช่วยอะไรหน่อยสิ”
มิรามีสีหน้าแปลกใจ

คลิปและภาพจากโทรศัพท์มือถือโรซี่ถูกมิราคัดลอกลงคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค พริริสานั่งดูอยู่ข้างๆ ภาพเหตุการณ์ที่กรนันท์มีเรื่องกับพริริสาในผับ ปรากฏขึ้นบนจอคอม มิราอดจะถามไม่ได้
“ทำแบบนี้ไม่เท่ากับเอาน้ำมันไปราดกองไฟยัยคุณเกรซเหรอริสา”
“นี่มันก็เป็นแค่ไฟกองเล็กๆ สำหรับพวกบูรพเกียรติเท่านั้นล่ะ เพราะไฟกองใหญ่จริงๆ มันยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ”
นัยน์ตาพริริสาแข็งกร้าว ถึงทีเอาคืนกรนันท์บ้าง

วันต่อมา ที่คฤหาสน์บูรพเกียรติ สาวใช้เตรียมอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะ กฤษนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ฆ่าเวลาอยู่ สักครู่หนึ่งกานดาและจินตนาจึงเดินมานั่ง
“ยัยเกรซล่ะ”
“คงยังไม่ตื่นหรอกค่ะ เห็นออกไปกับเพื่อนเมื่อคืน มีงานเลี้ยงนะค่ะ” กานดาว่า
“เมื่อคืนก่อนก็ว่ามีงาน เพื่อนยัยเกรซนี่จัดงานกันเป็นว่าเล่นจริงๆ” กฤษบ่น
“หนุ่มสาวสมัยก็แบบนี้ล่ะ คุณจะบ่นอะไรนักหนา”
“เมื่อคืนวานคุณเกรซกลับมาตัวเปียกปอนด้วยนะคะ ไม่รู้ไปเล่นน้ำที่ไหนมา”
สาวใช้ว่าแล้วเดินออกไป
จินตนาแปลกใจ “ไปเที่ยวถึงไหน ถึงได้กลับมาตัวเปียก”
กฤษเห็นข่าวคอลัมน์ซุบซิบไฮโซในหนังสือพิมพ์หัวเขียวก็พับส่งให้จินตนา บอกอย่างระอาใจ
“ก็คงไปมีเรื่องที่ผับมา”
จินตนารีบรับหนังสือพิมพ์มาอ่านดู
“เม้าท์กันให้ทั่ว ลูกสาวประธานบริษัทจิเวลรี บ.ยักษ์ใหญ่เล่นสงกรานต์นอกฤดูกลางผับ เลยถูกรดน้ำดำหัวคืน...ตายแล้ว ใครกันมันกล้าทำหลานฉันขนาดนี้
“นี่ไม่คิดเลยเหรอว่ายัยเกรซไปก่อเรื่องก่อน” กฤษฉุน
“ยัยเกรซจะทำอะไรไม่สำคัญหรอกค่ะคุณพ่อ มันสำคัญว่าใครมันกล้าทำร้ายลูกดามากกว่า”
กฤษได้แต่ส่ายหนาเอือมระอากับความคิดของลูกสะใภ้
“เอาเถอะแม่ดา บางทีในข่าวอาจจะไม่ใช่ยัยเกรซก็ได้”

กรนันท์นอนอยู่ที่เตียง เสียงไลน์ดังเตือนกระหน่ำ จนไม่เป็นอันนอน หงุดหงิดรำคาญสุดขีด
“โอ๊ย จะส่งอะไรมาหนักหนานะ”
กรนันท์หยิบมือถือมาเปิดไล่ดูข้อความจากปรางและเชอร์รี่
“เห็นรูปหรือยังยัยเกรซ” และ “ดูรูปสิยะแชร์ให้ว่อน” กรนันท์เปิดรูปที่แนบมาดู เห็นภาพตัวเองถูกพริริสาเทน้ำใส่ในผับ เสียงไลน์ยังดังเตือนไม่หยุด มีแต่คนส่งข้อความและรูปเดิมๆ มาให้ เต็มไปหมด
กรนันท์กดดูจนทนไม่ไหว ปาโทรศัพท์มือถือลงเตียงด้วยความโมโห แล้วอาละวาด ปาหมอนเขวี้ยงผ้าห่มลงพื้น กระจายไปทั่วห้องนอน

เช้าวันทำงาน พนักงานบูรพเกียรติพากันจับกลุ่มดูรูปกรนันท์และพริริสามีเรื่องกันในผับ
บุษกรลากโรซี่มาเปิดรูปในมือถือให้ดูกันอยู่อีกมุม
โรซี่ตกใจ “ว้าย รูปเมื่อคืนที่มีเรื่องนี่”
“เหมือนรูปที่เธอถ่ายไว้เลยนะโรซี่ เธอเป็นคนปล่อยรูปนี้ใช่ไหม”
บุษกรถามซะดัง โรซี่ตกใจรีบตะปบปากบุษกรเอาไว้
“มือถือฉันหล่นหายไปตอนเกิดเรื่องคืนนั้นนั่นล่ะ ฉันไม่รู้เรื่องนะ”
บุษกรพยักหน้ารับรู้
ระหว่างนี้ศจีถือหนังสือพิมพ์เดินปรี่เข้ามา โรซี่รีบปล่อยมือจากปากบุษกร
“นี่พวกเธออยู่ในเหตุการณ์ด้วยใช่ไหม” ศจียื่นหนังสือพิมพ์เปิดหน้าไฮโซให้ โรซี่และบุษกรดู “ไอ้ข่าวซุบซิบลูกสาวบริษัทจิเวลรี... เมื่อวาน นี่คุณเกรซใช่ไหม”
โรซี่ตาโต “พี่ศจีอย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวคนอื่นก็แห่มารุมทึ้งพวกเรากันหมดหรอก พวกแร้งแถวนี้ยิ่งกระหายข่าวกันอยู่ด้วย”
“งั้นรีบเหลามาเลยนะว่าเกิดอะไร” ศจีอยากรู้เต็มแก่
“คืนนั้นพวกเราไปเที่ยวกันที่ผับค่ะ อยู่ๆ คุณเกรซก็เดินเอาค็อกเทลมาสาดโครมที่โต๊ะพวกเรา แล้วก็มีเรื่องกับริสา ก็อย่างที่เห็นในรูปล่ะค่ะ” บุษกรบอก
ศจีตกใจกว่าเก่า “ตายแล้ว ริสาจะโดนให้ออกอีกไหมเนี่ย”
“ตอนนี้ริสาเป็นคนของคุณภพแล้วนะพี่ศจี จะมาบีบมาไล่กันเหมือนคราวก่อน คุณภพคงไม่ยอมหรอก” โรซี่ว่า
“พวกหล่อนรู้ฤทธิ์ คุณเกรซ คุณกานดาน้อยไป แล้วนี่ริสารู้เรื่องหรือยัง”
โรซี่ กะ บุษกรส่ายหน้าพร้อมกัน

พริริสามาช่วยงานชนิตาที่ลานจอดรถ มีพนักงานชายชื่อโจ้ยกลังวารสารบริษัทมาที่รถขนของ ได้คนขับรถขนของมาช่วยรับ ยกลังไปขึ้นรถอีกแรง
“ขอบใจนะริสาที่มาช่วยคน คนอื่นในแผนกก็ไม่รู้หายหัวไปไหนกันหมด”
“ไม่เป็นไร ช่วยๆ กันจะได้เสร็จเร็วๆ”
“เหลืออีกสองลังนะเจ๊” โจ้บอก
“ก็ไปยกมาสิยะ มาบอกฉันทำไม ความผิดนายเลยนะไอ้โจ้ ตรวจปรู๊ฟวารสารบริษัทประสาอะไร ดูสิต้องส่งไปแก้ใหม่หมด”
จังหวะเดียวกันนี้รถกรนันท์แล่นเข้ามาในลานจอดแต่ไกล

ในรถกรนันท์หัวเสียมาก ขับรถแล่นเข้ามา เสียงไลน์จากมือถือยังตามมาหลอกหลอนไม่หยุดหย่อน กรนันท์ทนไม่ไหวอยากจะกรี๊ด จอดรถกึก คว้ามือถือมาปิดเครื่องแล้วโยนไปที่เบาะข้างๆ ตัว ไม่อยากจะสนใจอีก พอหันมาจะขับรถไปต่อ ก็เห็นพริริสายืนอยู่กับชนิตาและพนักงานอีกคน กรนันท์หยุดรถจดสายตามองจ้องพริริสาอย่างอาฆาตแค้น

ฝ่ายธีภพเดินเข้ามาในห้องทำงาน ไม่เห็นพริริสาก็แปลกใจ จึงเดินไปดูที่โต๊ะเห็นกระเป๋าถือวางอยู่
“ก็มาแล้วนี่ แอบไปอู้ที่ไหน”
ธีภพเดินไปที่โต๊ะทำงาน พอล้วงกระเป๋ากางเกงจึงนึกได้ว่าลืมโทรศัพท์ไว้ในรถ
“โทรศัพท์”
ธีภพส่ายหน้ากับความขี้ลืมของตน เดินออกจากห้องไป

ขณะเดียวกันคณินเดินมาเจอศจีกำลังจับกลุ่มเม้าท์มอย ดูหนังสือพิมพ์สลับกับดูมือถืออยู่กับโรซี่และบุษกรก็สงสัย
“นี่มันได้เวลาเข้างานแล้ว ทำไมยังมายืนจับกลุ่มกันอีก”
พวกศจีตกใจรีบซ่อนหนังสือพิมพ์และมือถือไว้ด้านหลัง
“ขอโทษค่ะ งั้นพวกเราไปทำงานกันเถอะ”
“เดี๋ยว”
ทั้งสามกำลังจะแยกย้ายพากันสะดุ้งโหยง หยุดกึก คณินเดินมาดึงหนังสือพิมพ์ในมือศจีมาดู เห็นข่าวซุบซิบไฮโซ และหันไปดึงมือถือจากโรซี่มาดูเห็นรูปเกรซถูกพริริสาเทน้ำใส่ก็หน้าเครียดทันที

มีความแค้นอยู่ในแววตาของกรนันท์ที่จ้องมองพริริสาเขม็งนิ่งนาน คุณหนูไฮโซนึกถึงเหตุการณ์ที่มีเรื่องในผับหลายคืนก่อน
ขณะกรนันท์คว้าแก้วเหล้าบนโต๊ะมาจะสาดน้ำใส่พริริสาซ้ำ แต่พริริสาจับมือกรนันท์ไว้แน่นไม่ให้สาดน้ำใส่ตนได้ ทั้งคู่ยื้อแย่งแก้วกัน กลายเป็นว่า น้ำในแก้วหกใส่หัวและรดตัวกรนันท์แทน
ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น กรนันท์กำพวงมาลัยรถแน่นมองจ้องพริริสาราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่าย

พริริสาไม่รู้ตัวเดินตามชนิตาและพนักงานไปช่วยขนของต่อ
ชนิตาบอกว่า “ริสาไม่ต้องช่วยแล้วเหลือแค่สองลังเดี๋ยวให้เจ้าโจ้มันยกเอง”
“ตั้งสองลัง พี่ก็ช่วยผมด้วยสิ จะได้ทีเดียวจบ” โจ้บอก
ชนิตาค้อนควัก “เป็นผู้ชายหรือเปล่ายะ คำว่าเสียสละ สะกดเป็นบ้างไหม”
“สอเสือสระเอีย สอเสือ...”
“โอ๊ย กวนประสาทใช่ไหมเนี่ย ไปยกของเลยไป”
โจ้ทำหน้าเซ็ง เดินนำออกไป ชนิตาตามไปติดๆ พริริสาจึงเดินตามไป
คนขับรถเรียกไว้ “คุณครับ”
พริริสาชะงักเดินกลับมาหาคนขับรถ
“คะ”
“ผมจะเข้าห้องน้ำได้ที่ไหนครับ”
“เข้าไปด้านในทางโน้นก็เจอแล้วค่ะ” พริริสาชี้บอกทางในตึก
“ขอบคุณครับ”
พริริสาเดินเลี่ยงออกมากลางลานจอดรถ พนักงานจัดลังที่ท้ายรถต่อไม่ได้สนใจอะไร
เมื่อเห็นปลอดคน กรนันท์ตัดสินใจเปลี่ยนเกียร์เดินหน้า เหยียบคันเร่งพุ่งรถไปหาพริริสาอย่างเร็ว
ธีภพเดินออกมาที่ลานจอดรถเหลียวหารถตัวเอง แต่กลับเห็นรถกรนันท์พุ่งมาหาพริริสาก็ตกใจ
เสียงรถที่แล่นตรงมาทำให้พริริสาหันไปมอง แล้วต้องชะงักตกใจ ไวเท่าความคิด ธีภพพุ่งมาถึงตัวพริริสาผลักเธอออกก่อนที่รถกรนันท์จะพุ่งมาชน ทั้งคู่ล้มไปอีกด้าน รถกรนันท์พุ่งผ่านไปพร้อมเสียงเบรคดังสนั่นหวั่นไหว
แขนพริริสาข้างที่ใส่สร้อยข้อมือกระแทกกับพื้น สร้อยข้อมือขาด หลุดกระเด็นจากข้อมือพริริสาไป
ชนิตาและโจ้ยกลังกลับเข้ามาเห็นพริริสาและธีภพล้มอยู่ที่พื้นก็พากันโยนลังทิ้งวิ่งไปหา
“คุณภพ ริสา”
ฝ่ายกรนันท์นั่งตะลึงตะไลอยู่ในรถ จับพวงมาลัยแน่น สีหน้าตื่นกลัว ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป
ธีภพพยุงพริริสาขึ้น “ริสา เป็นอะไรหรือเปล่า”
พริริสารู้สึกเจ็บแขนข้างที่กระแทกกับพื้น คนขับรถเลยไม่ทันได้ไปห้องน้ำ พุ่งไปที่รถกรนันท์ เคาะกระจกเรียกให้เปิด
“คุณขับรถชนคน ไม่คิดลงมาดูหรือไง”
กรนันท์เห็นมีคนมาเคาะกระจกยิ่งกดดัน สุดท้ายยอมลงจากรถมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ทุกคนหันไปเห็นกรนันท์ก็ตกใจ
“คุณเกรซ” ชนิตาอุทานลั่น
พริริสาโกรธจัด รู้ทันทีว่ากรนันท์จงใจขับรถชนตนแน่ๆ บอกชนิตาทว่าสายตามองจ้องไปที่กรนันท์ไม่วางตา
“ตาเรียกตำรวจให้ที ฉันจะแจ้งความ”

ชนิตาตกใจสุดขีด กรนันท์ได้ยินก็หน้าเสียไปในทันที

อ่านต่อหน้า 4

เพลิงนรี ตอนที่ 5 (ต่อ)

พริริสาเดินออกมาจากห้องตรวจพร้อมพยาบาล ที่ข้อมือใส่ซับพอร์ตเอาไว้เรียบร้อย ธีภพยืนรออยู่รีบเดินเข้ามาหา

พยาบาลบอกพริริสาว่า “ยังไงเชิญรอรับยาด้วยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
พยาบาลเดินออกไป พริริสามองธีภพตาขุ่น นึกเคืองนิดๆ ที่เขาเป็นต้นเหตุทำให้เธอต้องเจ็บตัว แม้จะเป็นคนช่วยเธอไว้ก็ตามที
“โชคดีนะที่คุณแค่ข้อมือซ้น”
“ทำไมคะ ถ้าฉันเจ็บมากกว่านี้ คุณกลัวคุณเกรซจะเดือดร้อนหนักใช่ไหม”
ธีภพไม่ชอบที่อีกฝ่ายชอบพูดประชดประชันจึงปราม “ริสา”
กานดาและจินตนาเดินดิ่งตรงเข้ามาหาพริริสา 
“ต่อให้หล่อนตาย หลานสาวฉันก็ไม่มีวันเดือดร้อนหรอก” จินตนาประกาศก้อง
พริริสาตาลุกวาวด้วยความไม่พอใจ
“อาขอคุยกับริสาเป็นการส่วนตัวได้ไหม” กานดาบอกธีภพ
“ครับ”
ธีภพมองพริริสาก่อนเดินออกไปอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้

ธีภพเดินเลี่ยงมาอีกด้านไม่ไกลจากสามคนนัก เจอคณินที่รีบร้อนเข้ามา
“ริสาเป็นยังไงบ้างภพ”
“แค่ข้อมือซ้นน่ะครับ”
คณินโล่งใจ “ยัยเกรซทำไมถึงได้ทำแบบนี้ แล้วริสาเขาว่ายังไงเขาจะเอาเรื่องยัยเกรซหรือเปล่า”
“คุณอากานดา กับคุณหญิงกำลังคุยกับริสาอยู่ครับ”
คณินได้ยินก็ยิ่งกังวล เพราะรู้นิสัยกานดาและจินตนาดี

พริริสานั่งเผชิญหน้ากับกานดาและจินตนาที่ไม่มีท่าทีสะทกสะท้านเรื่องที่กรนันท์ขับรถชนอีกฝ่าย
“ยัยเกรซเขาไม่ได้ตั้งใจชนเธอ รถคันนั้นเบรกมันไม่ค่อยดี ยัยเกรซก็เลยเบรกไม่อยู่” กานดาบอก
จินตนารวบตึงง่ายๆ “เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบได้นะ”
พริริสาเอ่ยขึ้นว่า “ฟังดูง่ายดีนะคะ”
“แล้วเธอจะทำให้มันยากทำไม เธอก็ไม่ได้เจ็บอะไรนักหนานี่ ค่ารักษาพยาบาล วันนี้ทางบริษัทก็จะออกให้ ถือว่าเป็นอุบัติเหตุ”
“ถ้าอย่างงั้น ให้ช่างมาตรวจสอบรถคุณเกรซดูก่อนดีไหมคะ ว่าเบรกมันเสียจริงหรือเปล่า เพราะดิฉันไม่คิดว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่เป็นการพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว”
กานดาและจินตนาพากันไม่พอใจ
“นี่หล่อนอย่ามาหัวหมอใส่พวกฉันนะ พยายามฆ่าอะไรกัน หลานฉันจะไปอยากฆ่าหล่อนทำไม ไร้สาระ หรือคิดจะข่มขู่พวกฉันเรียกค่าทำขวัญสิท่า ฉันจะดึงสติหล่อนให้เอาบุญ ระหว่างสถานะพนักงานอย่างหล่อนกับลูกสาวประธานบริษัท ถ้าจะมีคดีความกันขึ้นมาจริงๆ หล่อนคิดเอาเองแล้วกันว่าใครกันแน่ที่มันจะเดือดร้อน”
กานดานั่งนิ่งยิ้มเยาะในที พริริสาได้แต่มองสองคนอย่างรังเกียจกับการไม่สำนึกว่าลูกหลานพวกตนได้ทำอะไรไว้บ้าง
“งั้นเราก็มาลองดูกันค่ะ ว่าใครกันแน่ที่จะเดือดร้อน”
พริริสาลุกเดินหนีออกไปเลย กานดาและจินตนาพากันเหวอมองหน้ากันอึ้งๆ ไม่คิดว่าพริริสาจะกล้ามีเรื่องกับพวกตน

พริริสาเดินหนีออกมาอย่างโกรธขึ้ง เจอคณินเข้า ก็ชะงัก สายตาคณินบ่งบอกว่าเป็นห่วงพริริสาไม่น้อย
“เธอไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม”
“ก็อย่างที่เห็นล่ะค่ะ”
“ฉันต้องขอโทษแทนยัยเกรซด้วย ที่ทำให้เธอต้องเจ็บตัว”
พริริสามองดูคณินอ่านใจว่าคนเป็นพ่อจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร
“เรื่องที่เกิดขึ้นคิดซะว่าเป็นอุบัติเหตุก็แล้วกันนะริสา”
พร้อมกับว่าคณินหยิบเช็คออกมาส่งให้พริริสา
“ถือว่าเป็นค่าทำขวัญ ถ้าเธอไม่พอใจอยากอยากเรียกร้องอะไร ฉันก็พร้อมจะจัดการให้ แต่ขอให้เลิกแล้วต่อกันเถอะนะ”
พริริสามองคณินด้วยแววตาผิดหวัง สุดท้ายคณินก็ไม่ต่างจากกานดาและจินตนา ที่เข้าข้างกรนันท์ ไม่ว่าจะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ความรู้สึกโกรธเกลียดบูรพเกียรติที่เคยเลือนหายไป หวนกลับเข้ามาในใจพริริสาอีกครั้ง

พริริสานั่งนิ่งแววตาแข็งกร้าว สวนสวยของโรงพยาบาลไม่ได้ทำให้ความขุ่นมัวจางลงได้เลย สักครู่หนึ่งจึงเห็นธีภพเดินเข้ามาหา อดที่จะเหน็บแนมออกไปไม่ได้
“คุณจะมาพูดกับฉัน ว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุอีกคนสิท่า”
“ทำไมคุณคิดว่าผมจะพูดแบบนั้น”
“เพราะคนพวกนั้นคงขอร้องให้คุณมาพูดกับฉัน ไม่ให้เอาเรื่องคุณเกรซ”
ธีภพอ่อนใจในฐานะคนกลาง ทอดเสียงนุ่มถามไปว่า “ถ้าผมพูด คุณจะฟังไหม”
“ท่านประธานฝากเช็คค่าทำขวัญมาให้ฉันด้วยหรือเปล่า” พริริสาดักคอ
ธีภพหยิบเช็คออกมา พริริสารับเช็คมา
“ถ้าฉันรับเช็คนี่ ทุกคนที่บูรพเกียรติคงสบายใจและมีความสุข เพราะคิดว่าสุดท้ายเงินของพวกเขาก็ชนะทุกอย่างเหมือนทุกครั้ง”
ธีภพเห็นใจ “ริสา”
พริริสาหยิบสร้อยข้อมือที่ขาดออกมา ส่งให้ธีภพ
“สร้อยข้อมือคุณมันขาดแล้ว”
ธีภพรับมา “ผมจะส่งซ่อมให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ เพราะสร้อยข้อมือเส้นนี้ทำให้ฉันเกือบตาย ฉันคงไม่กล้าเก็บมันไว้อีก”
ธีภพใจหาย “ริสา”
พูดจบพริริสาก็ลุกเดินคอตั้งออกไปเลย พร้อมดวงตากร้าวแข็ง ไม่เหลือเยื่อใยกับใครอีกแล้ว
ธีภพได้แต่มองตามอย่างไม่สบายใจกับท่าทีนั้น

กลับถึงคอนโด พริริสานั่งดูจดหมายทวงหนี้ของธนาคารหลายแห่ง
“ข้อมูลจากเจ้าชาย บูรพเกียรติเป็นหนี้ธนาคาร 5 แห่ง มีหนี้สินรวมกันเกือบพันล้านบาท ตอนนี้เริ่มมีการออกจดหมายทวงถามหนี้จากทั้ง 5 ธนาคารแล้ว” ไคซัจรายงานประกอบ
มิราอ่านจนละเอียดแล้วเสริมว่า “รวมกับข้อมูลของริสาเรื่องการยกเลิกการสั่งซื้อจากต่างประเทศหลายที่ แถมมีการติดลิมิตกับเวนเดอร์ที่เพชรดิบให้อีกหลายเจ้า เพราะยังไม่ได้จ่ายหนี้เก่านี่ล่ะ”
“นี่สินะที่เขาเรียกว่าข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพลง ฉากหน้าบูรพเกียรติที่ดูสวยงาม แต่ข้างในกำลังจะล่มสลาย”
“เสียดายก็แค่อดีตที่เคยสร้างไว้ยิ่งใหญ่ แต่กำลังจะไม่เหลืออะไรในมือคนรุ่นนี้”
“แน่ใจนะริสาว่าจะทำแบบนี้”
พริริสาหยิบเช็คที่คณินให้ขึ้นมา มองนิ่ง
“วันนี้พวกเขาคิดว่าตัวเองแก้ปัญหาทุกอย่างได้ด้วยเงิน ฉันก็อยากรู้ว่าวันที่พวกเขาไม่มีเงิน จะแก้ปัญหากันยังไง”
พริริสาฉีกเช็คใบนั้นทิ้ง แววตาลุกวาวฉายโชน พร้อมจะเล่นงานพวกบูรพเกียรติแล้ว

เช้าวันต่อมา คนทำงานในออฟฟิศบูรพเกียรติ เคร่งอยู่กับงานในหน้าที่ตามปกติ โรซี่ใส่แว่นตานั่งมาดเข้มอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ดูตั้งใจทำงานอยู่ในแผนก ตรวจการเบิกจ่ายในบริษัท จู่ๆ มีเมลใหม่เด้งเข้ามาใน outlook โรซี่เปิดดู
“ใครส่งอะไรมา”
โรซี่เห็นเมลที่ส่งมาก็รีบยื่นหน้าไปจ่อที่จอคอมอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ไม่ถึงนาทีเสียงดังแปดหลอดแหวกความเงียบขึ้นมา
“ตายแล้ว อกอีแป้นแล่นลึกเข้าตึกแขก”
หน้าจอคอมพิวเตอร์โรซี่เป็นจดหมายทวงหนี้สินจากธนาคาร และจดหมายยกเลิกออเดอร์จากต่างประเทศ
พนักงานแถวนั้นล้วนได้รับเมลเข้าเช่นกัน ทุกคนเปิดดูด้วยท่าทางตกใจไม่ต่างจากโรซี่ จากนั้นพากันมารวมตัวกัน ไม่นานนักชนิตาและบุษกรวิ่งหน้าตั้งมาหาโรซี่
“เห็นหรือยังโรซี่ เห็นยัง”
โรซี่ผวาอยู่ “ฉันเห็นแล้ว นี่มันเรื่องจริงเหรอ”
“นั่นสิ ขนาดพวกเราทำงานมาตั้งนาน ยังไม่รู้เลยว่าบริษัทเป็นหนี้ธนาคารมากขนาดนี้ แล้วไหนจะมีการยกเลิกสั่งสินค้าอีก”
“ในอีเมลยังบอกอีกนะว่าบริษัทเราจะล้มละลายเร็วๆ นี้” ชนิตาว่า
ทุกคนพากันหน้าเสีย โรซี่อ่านดูเมลที่ส่งมาใหม่อีกรอบ

ศจีนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะหน้าห้องคณิน ได้รับอีเมลเช่นกัน พอเปิดดูก็ตกใจไม่ต่างจากคนอื่นๆ เห็นจดหมายทวงหนี้จากธนาคาร
ศจียกมือทาบอก “ฉันจะเป็นลม เรื่องจริงหรือเปล่าเนี่ย”
ระหว่างนี้ คุณประสาน คุณวิทิต คุณสุภาพ กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 3 คนแบกหน้าตาอันเคร่งเครียดพากันเดินเข้ามาหา ศจีรู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องแน่ๆ
วิทิตถามศจี ท่าทียังดูสุขุมอยู่บ้าง
“คุณคณินอยู่หรือเปล่า”
“คือ...”
ประสานท่าทางหัวเสียกว่าใคร “ว่าไงเล่า”
คณินเดินออกมาจากห้องพอดี เห็นผู้ถือหุ้นทั้ง 3 คนแห่กันมาก็แปลกใจ
สุภาพถามหน้าตาตื่น “คุณเห็นข่าววันนี้หรือยังคุณคณิน”
“ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์วันนี้”
คณินหันไปหาศจีเป็นเชิงถาม ศจีนึกได้ว่าลืมเอาหนังสือพิมพ์ธุรกิจไปวางที่โต๊ะคณิน รีบหยิบส่งให้

อีกฟาก คุณหญิงจินตนาถึงกับหมดแรงทำหนังสือพิมพ์ร่วงจากมือ หน้ามืดเป็นลมไปเลย กรนันท์รีบประคองไว้ ร้องลั่น
“คุณย่า ใครก็ได้เอายาดมมาที”
กานดาและดร.กฤษตกใจเสียงรีบเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้นยัยเกรซ”
“คุณย่าอ่านหนังสือพิมพ์แล้วก็เป็นลมไปเลยค่ะ”
กานดารีบหยิบหนังสือพิมพ์มาดูบ้าง อ่านพาดหัวข่าว
“บริษัทจิเวลรียักษ์ใหญ่บูรพเกียรติส่อเค้าล้มละลาย”
กานดา กรนันท์ ดร.กฤษพากันตกใจ
สาวใช้รีบวิ่งเข้ามาพร้อมยาดมส่งให้กานดา กานดารีบเข้าไปดูจินตนา
“ข่าวบ้าอะไรกันคะ หนังสือพิมพ์ต้องลงข่าวมั่วแน่ๆ บริษัทเราจะล้มละลายได้ยังไง” กรนันท์ไม่เชื่อ
กฤษรีบคว้าหนังสือพิมพ์ไปเปิดอ่านรายละเอียดข่าวด้านใน

ธีภพเข้ามาในโถงตึก เห็นนักข่าวสายเศรษฐกิจอุปกรณ์ครบมือมาออรอทำข่าวกันมากมาย มีชนิตาและพนักงานมาคอยกันไม่ให้เข้าไปด้านใน
“ตอนนี้ท่านประธานยังไม่พร้อมจะให้สัมภาษณ์ค่ะ ยังไงวันนี้กลับก่อนนะคะ”
นักข่าว1 “แล้วเรื่องลมละลายเป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ
ธีภพงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
ชนิตาหันมาเห็น “คุณภพ”
นักข่าวได้ยินหันมองตามเห็นธีภพก็รีบเข้าไปกรุ้มรุมสัมภาษณ์
นักข่าว 2 ยิงคำถามใส่ธีภพทันที “ขอถามความเห็นผู้บริหารเรื่องข่าวด้วยค่ะ”
นักข่าว 1 ถามติดๆ กัน “เรื่องหนี้สินจำนวนมากบูรพเกียรติจะจัดการยังไงคะ”
ธีภพยังไม่ทันได้รู้เรื่องเลยตอบอะไรไม่ถูก หันมาถามชนิตา
“นี่มันอะไรกันคุณตา”
ชนิตาและพนักงานคนอื่นรีบเข้ามากัน
“ตอนนี้ทางเรายังไม่ขอตอบอะไรนะคะ คุณภพทางนี้ค่ะ”
ชนิตากันธีภพให้ห่างจากนักข่าวพาขึ้นลิฟต์ไป
“นักข่าวมาทำข่าวอะไรกัน”
ชนิตาหน้าซีดไม่รู้จะพูดยังไง

ธีภพอยู่ที่โต๊ะทำงานเปิดดูอีเมล์ที่มีบุคคลปริศนาส่งมา ถามตัวเองด้วยสีหน้าสงสัย
“ใครเป็นคนส่งอีเมล์พวกนี้มา”
กรนันท์พรวดพราดเข้ามาในห้อง สภาพน้ำตานองหน้า
“พี่ภพ”
ธีภพลุกขึ้นไปหากรนันท์ที่โถมเข้ามากอดเต็มแรง ร้องไห้ฟูมฟายขวัญเสียเรื่องข่าว
“พี่ภพต้องช่วยคุณพ่อนะคะ เกรซไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบริษัทของเราจะล้มละลาย”
ธีภพเห็นใจ “ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ เกรซ”
“เกรซไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ตอนนี้มีแต่คนโทร.มาถามบริษัทจะล้มเต็มไปหมด เกรซไม่รู้จะตอบยังไง”
“บ่ายนี้จะมีการประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อหาทางแก้ไขเรื่องนี้ค่ะ”
“แสดงว่าในข่าวเป็นเรื่องจริงเหรอคะ”
ธีภพพยักหน้า กรนันท์ยิ่งร้องไห้หนักกอดธีภพแน่น
“พี่ภพ เกรซจะทำยังไงดี”
“เกรซคะ ตอนนี้ปล่อยให้เป็นปัญหาของกรรมการกับผู้ถือหุ้นบริษัทเถอะ พี่เชื่อว่าเราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ค่ะ”
“จริงๆ นะคะพี่ภพ”
ธีภพพยายามปลอบโยนกรนันท์ไม่ให้ฟูมฟาย พริริสาเดินเข้ามาเห็นสองคนยืนกอดกันก็ชะงักไป ธีภพเห็นพริริสา จึงค่อยๆ ดึงตัวกรนันท์ออก
พริริสาถามขึ้นว่า “จะให้ฉันออกไปก่อนไหมคะ”
กรนันท์หันไปมองพริริสา เห็นเป็นตัวมารที่คอยเข้ามาขัดจังหวะ
“เกรซทำใจให้สบายๆ นะคะ” ธีภพมองนาฬิกา “นี่ได้เวลาเข้าประชุมแล้ว พี่ไปก่อนนะ”
พริริสาเดินมาหยิบแฟ้มที่โต๊ะ ตามธีภพออกไป

บรรยากาศการประชุมผู้ถือหุ้นวาระฉุกเฉินอึมครึมประสมตึงเครียด ผู้ถือหุ้นต่างไม่พอใจกับข่าวและสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริษัท
สุภาพพูดแทนทุกคนว่า “คุณคณินพวกเราไว้ใจให้คุณบริหารงานโดยไม่เคยตรวจสอบอะไรเลย ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้”
วิทิตตำหนิอีกแรง “ผมก็พอรู้เรื่องหนี้สินของบริษัทนะ แต่ไม่คิดว่ามันสะสมมามากถึงขนาดนี้แล้วแบบนี้จะทำยังไง”
ประสานหัวเสียมาก “คุณรู้ แล้วทำไมผมไม่รู้ ทำไมไม่มีใครแจ้งผมบ้าง ถ้าไม่เห็นข่าวผมคงไม่รู้อะไรเลยสิท่า คงได้ปล่อยให้บริษัทประกาศล้มละลายค่อยมารู้เรื่อง”
ธีภพขัดขึ้นมา “ผมว่าเราเอาเวลามาหาทางแก้ไข ดีกว่าโทษกันเองนะครับ”
“ตอนนี้ผมก็พยายามแก้ไขทุกอย่างอยู่” คณินว่า
สุภาพเสียงดังใส่ “แก้ไขยังไง ผมขอฟังทางแก้ไขตอนนี้เลย”
คณินอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง
ธีภพตัดสินใจพูดสิ่งที่คิดไว้ก่อนเข้าประชุม “สถานการณ์ตอนนี้ ผมคิดว่าเราคงต้องระดมทุนเพิ่ม”
พริริสายิ้มเข้าทางตามที่เธอกำลังต้องการ
“ข่าวออกไปขนาดนี้ใครมันจะมายอมซื้อหุ้นของเรา ขนาดพวกเราเองยังไม่รู้จะถือหุ้นเน่าๆ นี้ไว้ทำไมเลย”
คณินไม่พอใจ “คุณประสาน”
“ใจเย็นๆ กันก่อนนะครับ” ธีภพเคลียร์
พริริสาเอ่ยขึ้นในบรรยากาศอันมึนตึงนั้นว่า “ถ้าเป็นนายทุนต่างชาติเขาอาจจะสนใจก็ได้นะคะ”
ทุกสายตาหันมามองพริริสาเป็นตาเดียว

บรรดามนุษย์เงินเดือนในออฟฟิศพากันจับกลุ่มพูดคุยเรื่องสถานการณ์บริษัท สีหน้าทุกข์ร้อนไม่สบายใจทั้งแถบ แต่ละคนอยากรู้ว่าในห้องประชุมเป็นยังไงบ้าง โรซี่ ชนิตา และบุษกรก็เช่นกัน

ภายในห้องประชุม ศจีช่วยพริริสาแจกแฟ้มเอกสารเกี่ยวกับประเทศไทรจีสให้ผู้ถือหุ้นทุกคน
คณินมองเอกสารนิ่ง “ประเทศไทรจีส”
“ผมเพิ่งได้ข้อมูลมาก็เลยให้เลขาคุณไปเตรียมมาให้ทุกคน” วิทิตบอก
สุภาพพยักหน้า “นี่สินะนายทุนต่างชาติที่เลขาคนนั้นพูดถึง”
วิทิตเสริมว่า “ใช่ ไทรจีสเป็นประเทศเล็กๆที่มีเหมืองเพชรขนาดใหญ่ ตอนนี้มีนโยบายขยายเศรษฐกิจไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะธุรกิจกลุ่มจิเวลรี อาจจะมีนักธุรกิจสนใจมาร่วมทุนกับเราก็ได้”
“แต่ผมไม่เห็นด้วยจะให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นบริษัทเรา” คณินแย้ง
ประสานฉุนนิดๆ “บริษัทกำลังจะล้มอยู่แล้ว ยังมีทางเลือกอื่นอีกหรือไงคุณคณิน”
ธีภพเข้าใจความรู้สึก จึงเอ่ยเป็นเชิงปลุกปลอบใจขึ้นว่า “การมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวต่างชาติก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่ครับคุณอา”
คณินจำยอม แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม พริริสานั่งฟังเงียบๆ พอใจที่ทุกอย่างเข้าทางตนหมด
เวลาผ่านไปสักอีกระยะหนึ่ง คณินและผู้ถือหุ้น พากันหน้าเครียดเดินออกไปจากห้องประชุม ศจีรีบตามคณินไป ธีภพเข้าไปหา วิทิต หนึ่งในผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นคนนำข้อมูลไทรจีสมาแจ้งในที่ประชุม
“ข้อมูลไทรจีส คุณวินิตได้มาจากไหนครับ”
“มีคนวงในส่งมาให้ผม”
วิทิตเดินออกไป ธีภพได้แต่ครุ่นคิดว่าเรื่องนี้ช่างดูประจวบเหมาะจนน่าสงสัย
พริริสาเอ่ยขึ้นว่า “ดูเหมือนคณะผู้ถือหุ้นจะหาทางออกให้กับบริษัทได้แล้วนะคะ”
“คุณก็เห็นด้วยสินะเรื่องการระดมทุนจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจากไทรจีส”
“ฉันเป็นแค่เลขาคงออกความเห็นอะไรไม่ได้หรอกค่ะ แต่ถ้าคุณอยากได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมฉันจะหามาให้ เพราะนี่เป็นหน้าที่ของเลขา”
“งั้นคุณก็เตรียมหาข้อมูลไว้เลย เพราะคุณคงได้ไปช่วยผมที่ไทรจีสด้วย”
พริริสาตกใจ “คุณว่าไงนะ”
“ถ้าบูรพเกียรติต้องพึ่งพานักธุรกิจจากไทรจีสจริงๆ ก็ต้องเป็นผมที่ไปที่นั่นเพื่อเจรจาเรื่องนี้ คุณก็ต้องไปด้วย ในฐานะเลขา”
พริริสาหน้าเสียใจหล่นวูบ หากต้องตามธีภพกลับไทรจีส แล้วหล่อนจะปกปิดฐานะตัวเองยังไงหนอ

ทางด้านกรนันท์ฟ้องกานดาและจินตนาเรื่องธีภพจะพาพริริสาไปไทรจีสด้วย
“เกรซไม่ยอมให้นังริสามันไปกับพี่ภพตามลำพังเด็ดขาด”
“งั้นก็ไม่ต้องให้มันไป ย่าจะไปบอกพ่อเราให้เอง”
กรนันท์ดีใจ “จริงเหรอคะคุณย่า”
กานดาถอนใจทักท้วงว่า “สถานการณ์บริษัทกำลังแย่แบบนี้ คุณคณินไม่ยอมฟังคุณแม่หรอกค่ะ”
จินตนาชะงักเห็นด้วย “ก็จริง”
กรนันท์ฉุนกึก “คุณแม่ แล้วจะปล่อยให้มันมีโอกาสอยู่กับพี่ภพสองต่อสองเหรอคะ ไปไกลขนาดนั้น กว่าจะกลับมา โอ๊ย เกรซไม่อยากจะคิด เกรซไม่ยอมหรอก”
“นังเด็กนั่นมันจ้องจะจับตาภพอยู่แล้ว นี่คงเป็นโอกาสของมัน” จินตนาว่า
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ยังไงดาก็ไม่ยอมให้มันแย่งตาภพไปจากยัยเกรซเด็ดขาด ตาภพกลับมาคราวนี้ ใครก็แย่งเขาไปจากลูกไม่ได้”
“จริงๆ นะคะคุณแม่”
กรนันท์กอดกานดาฝากความหวังไว้ที่แม่ จินตนาสงสัยว่ากานดาจะทำอะไร

พริริสาให้ไคซัจล่วงหน้ามาก่อนเพื่อแจ้งกับคามินที่ประเทศไทรจีส ตอนกลางวัน คามินเดินร้อนใจเข้ามาหา มองหาพริริสา ไคซัจโค้งทำความเคารพ
“ริสาล่ะ”
“เจ้าหญิงให้กระหม่อมมาเตรียมการทางนี้ก่อน”
“แล้วนายปล่อยให้ริสาเดินทางมากับนายอะไรนะ”
“ธีภพพะยะค่ะ”
“นั่นละ จะให้มากับนายธีภพตามลำพังได้ยังไง”
“คุณมิราจะตามเจ้าหญิงกลับมาด้วยพะยะค่ะ”
พอคามินรู้ว่ามีมิราเดินทางมาด้วยอีกคนจึงวางใจ

ทางด้านราห์มานกลับมาถึงไทรจีสแล้วเช่นกัน เวลานี้เดินตรวจดูโกดังเก็บซ่อนอาวุธ ที่มีลังอาวุธสงครามถูกจัดวางไว้ประมาณหนึ่ง มีทหารลูกน้องยืนถืออาวุธอารักขาแข็งขัน อาซิส คนสนิทเดินตามหลังอย่างยินดีที่ราห์มานกลับมา
“กระหม่อมดีใจยิ่งนักที่ท่านราห์มานกลับมา”
“ฉันก็ดีใจที่นายเตรียมทุกอย่างที่นี่ ได้เกือบพร้อมแล้ว เรื่องอาวุธไปถึงไหนแล้ว”
“คราวก่อนเราขนมาทางเรือประมงจนโดนจับได้ คราวนี้เราจะลองเส้นทางใหม่ดูบ้างครับ”
“งั้นก็ดี เราจะได้มาเริ่มแผนต่อไปกันสักที”
ราห์มานยิ้มชั่ว มีแผนร้ายในใจแล้ว

มิรานั่งมาในรถแท็กซี่มุ่งหน้าสู่สุวรรณภูมิ คุยโทรศัพท์กับพริริสา ทางข้างหน้ารถเริ่มติดแหง็ก
“ฉันกำลังไป แต่รถดันมาติดอีก รู้แบบนี้ฉันออกไปก่อนก็ดี ไม่น่าออกทีหลังเลย”
แท็กซี่ถามขึ้น “ไปทางลัดไหมคุณ”
“ไปทางไหนก็ได้ ขอให้ถึงสนามบินเร็วที่สุดละกัน”

พริริสายืนคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณหน้าเคาน์เตอร์เช็คอิน
“รีบมาล่ะ”
พริริสากดวางสาย ธีภพเดินเข้ามาทันได้ยินคำตอนท้ายพอดี
“ฉันเช็คอินให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”
“ผมได้ยินว่าคุณบอกให้ใครรีบมา”
พริริสาแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ “เพื่อนฉันโทร.มาว่าจะไปที่สวน ไปเยี่ยมแม่ฉันน่ะค่ะ ฉันก็เลยบอกว่าให้รีบมา”
ธีภพทำหน้าเหมือนเชื่อ

รถแท็กซี่จะเลี้ยวเข้าซอยทางลัด แต่กลับชนเข้ากับรถอีกคันที่ขับออกมาพอดี มิราตกใจ
“ตายแล้ว”
“ขับรถประสาอะไรวะ”
แท็กซี่โมโหโกรธมาก ลงไปเอาเรื่อง
“โอ๊ย คนยิ่งรีบๆ อยู่”
มิราลงจากรถตามลงไปดู

มิราตามลงมา เห็นคนขับพุ่งเอาเรื่องกับเจ้าของรถที่ชนกัน
“ขับรถประสาอะไร ไม่เห็นเหรอคนเลี้ยวเข้ามา”
“เฮ้ย ใครกันแน่ขับยังไง ไม่เห็นคนกำลังจะออก”
มิราเห็นท่าคงจะทะเลาะกันอีกยาว รีบหยิบเงินยื่นให้คนขับแท็กซี่
“ทะเลาะกันตามสบายนะ ฉันไปล่ะ”
มิราคว้ากระเป๋าเดินทางออกจากรถ รีบเดินไปมองหารถแท็กซี่คันใหม่อย่างร้อนใจ
จู่ๆ รถอธิรุธก็แล่นมาจอดเทียบ กระจกรถลดลง มิราประหลาดใจที่เห็นอธิรุธ
“อ้าวคุณนี่เอง ผมก็นึกว่าสาวหลงทางที่ไหน จะไปไหนครับ ผมไปส่งไหม”
มิรามองอธิรุธ สองจิตสองใจ แต่แถวนั้นไม่มีแท็กซี่ว่างผ่านมาสักคัน

สุดท้ายมิราก็พาตัวเองมานั่งอยู่ในรถอธิรุธอย่างไม่เต็มใจนัก
“คุณจะกลับไทรจีสแล้วเหรอ บังเอิญจังเพื่อนผมก็กำลังจะไปที่นั่นพอดี เดี๋ยวผมแนะนำให้รู้จัก”
มิราร้อนตัว “ไม่ต้อง เอ่อ...ฉันหมายถึงฉันไม่ได้กลับไทรจีส ฉันจะไปเชียงใหม่น่ะ ไปเที่ยว”
อธิรุธแกล้งลากเสียงยาว “อ๋อ....ไปเชียงใหม่นี่เอง คุณนี่มาเที่ยวยาวเลยนะครับ งานการไม่มีทำเหรอคุณ”
มิราไม่ตอบโต้ ได้แต่ค้อนอธิรุธที่คอยพูดกระทบกระเทียบตน อธิรุธแกล้งขับรถช้าๆ ไม่รีบร้อน มิราโวย
“นี่ขับให้มันเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง”
“ไม่ได้หรอกคุณ ผมเป็นตำรวจต้องเคารพกฎจราจร”
มิราอยากบีบคออธิรุธนัก มองนาฬิกาใกล้เวลาเครื่องออกก็ยิ่งร้อนใจ
“งั้นจอดเลย”
“อะไรคุณ”
“ฉันไม่ไปกับคุณแล้ว จอด ฉันบอกให้จอด”
“แล้วถ้าผมไม่จอดล่ะ”
อธิรุธไม่ยอมจอด มิราโมโหหันไปจับเบรกมือข้างๆ ขู่จะดึงขึ้น
“จะจอดไม่จอด”
“เฮ้ย” อธิรุธตกใจร้องลั่น “อย่านะคุณ ผ้าเบรกผมเจ๊งหมด”
“ฉันบอกให้จอด”
“โอเคๆ ผมจอดแล้ว”
อธิรุธยอมจอดรถ มิราเอาแต่โมโห ไม่ได้มองว่ามีมอเตอร์ไซค์วิ่งแซงซ้ายมา
“ฉันไม่น่าขึ้นรถคุณมาเลย”
อธิรุธเห็นมอเตอร์ไซค์ “เฮ้ยคุณระวัง”
มิรารีบร้อนเปิดประตูรถออกไป มอเตอร์ไซค์เบรกกะทันหันล้มลงไปกองที่พื้น
อธิรุธรีบลงจากรถมาดู มิราตกใจ

ฝ่ายธีภพมองนาฬิกาเห็นได้เวลาควรเข้าไปด้านในแล้ว
“ผมว่าเราเข้าไปด้านในกันได้แล้ว”
ธีภพเห็นพริริสาทำท่าเหมือนมองหาใครก็สงสัย
“มีใครจะไปไทรจีสกับเราอีกหรือไงคุณ”
พริริสาหันมา “เปล่าค่ะ”
“แล้วคุณมองหาใคร”
“ก็เผื่อมีใครมาส่งคุณไงคะ”
“ผมไปทำงาน ใครจะมาส่ง”
“ก็...” พริริสาหาทางยื้อเวลาแต่ ธีภพตัดบท
“ไปได้แล้ว”
ธีภพเดินนำไป พริริสายังมองหามิราว่ามาหรือยัง ธีภพหันกลับมาเร่ง พริริสาจำใจต้องเดินตามเขาไป

ที่หน้าแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาล มิราและอธิรุธรอฟังอาการคนเจ็บอยู่ที่นั่นด้วยกัน จนพยาบาลเดินออกมา
“คนเจ็บเป็นยังไงบ้างคะ”
“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ แค่แผลถลอกนิดหน่อย ด้านในกำลังทำแผลให้อยู่ ขอตัวก่อนนะคะ”
มิราโล่งใจ พยาบาลเดินออกไป
“ผมบอกแล้วให้ระวัง”
“เพราะคุณคนเดียว ไม่อย่างงั้นฉันคงไม่ตกเครื่อง”
“คุณแค่ไปเชียงใหม่ เที่ยวบินมีทุกวัน ไม่ได้ไทรจีสสักหน่อย คุณจะโมโหทำไมเนี่ย หรือคุณไม่ได้จะไปเชียงใหม่จริงๆ”
มิราอึกอัก “ก็...ก็ฉันต้องเสียเวลา แพลนฉันเสียหมด”
“งั้นผมไถ่โทษไปส่งคุณที่พักล่ะกัน แล้วพรุ่งนี้ผมก็จะไปรับพาคุณไปสนามบิน”
มิราเสียงแข็งใส่ “ไม่ต้อง”
มิราเดินหนีไปชะเง้อดูคนเจ็บที่หน้าห้องฉุกเฉิน อธิรุธอารมณ์เบิกบานมากที่ได้แกล้งมิรา

พริริสาถึงไทรจีสแล้ว เจ้าหล่อนใส่แว่นดำอันใหญ่ยืนอยู่กับธีภพในล็อบบี้โรงแรมที่มิสเตอร์รีฟจองไว้ให้ มีพนักงานขนกระเป๋าไปให้
“นี่คุณ มันเย็นแล้วนะ จะใส่แว่นดำไปอีกทำไม”
“ฉันแสบตา ใส่ไว้กันลมไม่ได้กันแดด”
พริริสามองไปรอบๆ ระแวงว่าจะมีใครที่จำเธอได้หรือเปล่า
“มองอะไร”
“ฉันก็มองไปเรื่อยเปื่อย”
พนักงานอีกคนเข้ามาโค้งให้และนำทางทั้งคู่ไปห้องพัก ทั้งคู่เดินตามพนักงานไป พริริสาหาจังหวะพูดกับธีภพ
“คุณภพคะ”
ธีภพหันมา “มีอะไร”
“คือ ฉันรู้สึกเพลียๆ ก็เลย จะขอพักหน่อย ได้ไหมคะ”
“ถ้าผมไม่ให้คุณพัก คุณก็จะหาว่าผมเป็นเจ้านายใจร้ายใช่ไหม”
“ฉันไม่กล้าพูดหรอกค่ะ”
“แต่คิดอยู่ในใจล่ะสิ ก็ได้ผมจะให้เวลาคุณพักเต็มที่ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยเจอกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
ธีภพออกอาการเป็นห่วง “ว่าแต่ คุณไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม”
“แค่ปวดหัวนิดหน่อยน่ะค่ะ”
เห็นธีภพดูเป็นห่วงตน พริริสารู้สึกผิดนิดๆ ที่โกหก

ทันทีที่เข้ามาในห้องพัก พริริสารีบถอดแว่นดำทิ้งตัวนั่งพักบนโซฟา หยิบโทรศัพท์มือถือมาเปิดดู มีข้อความไลน์จากมิราว่า
“เกิดอุบัติเหตุ ตกเครื่อง” พร้อมรูปสติ๊กเกอร์ร้องไห้
“แล้วกัน”
เสียงโทรศัพท์ในห้องพักดังขึ้น พริริสาเดินไปรับสาย
“ฮัลโหล...พี่คามิน”

พริริสาสวมแว่นดำทรงโตเดินเข้ามาในล็อบบี้มองหาคามิน เจอเจ้าชายและไคซัจนั่งรออยู่ที่มุมหนึ่งในนั้น คามินเห็นพริริสาเดินตรงมา จึงพยักหน้าเป็นเชิงบอกแล้วลุกขึ้นเดินนำออกไปก่อนกับไคซัจ พริริสาตามหลังสองคนไป

หน้าทางเข้าโรงแรมมีรถจอดรออยู่แล้วคันหนึ่ง ไคซัจเปิดประตูให้คามินและพริริสาขึ้นไป แล้วปิดประตูให้ ส่วนตัวเองขึ้นไปนั่งที่นั่งคนขับ ขับรถแล่นออกไป
ไม่นานหลังจากนั้น พริริสาเดินตามคามินกลับเข้ามาในวัง
“กลับมาได้สักทีนะเรา”
“ริสากลับมาแค่ชั่วคราวเท่านั้นล่ะ ว่าแต่พี่คามินเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม”
“เตรียมพร้อมอะไร”
“ก็แผนของริสา”
“ตอนนี้มันคงเป็นแผนของเราไปแล้วมากกว่า”
พริริสาทำท่าจะเถียง
“อย่าลืมสิ หลังจากนี้เราต้องพึ่งพี่แล้วนะริสา ไม่อย่างงั้นแผนไม่มีทางสำเร็จ”
พีรดาเดินเข้ามาพร้อมหญิงรับใช้ที่ช่วยจูงมือพาเดินเข้ามา
“มีแผนอะไรกัน คามิน”
“แม่”
พริริสารีบโผเข้าไปหามารดาด้วยความคิดถึง
“กลับมาแล้วเหรอริสา” พีรดาดีใจเหลือเกิน
“ริสากลับมาแล้วค่ะ”
แม่ลูกกอดกันด้วยความรักความคิดถึง
“ไปเที่ยวเพลินจนลืมแม่แล้วใช่ไหม”
“ริสาจะลืมได้ยังไงคะ สำหรับริสาแล้วแม่สำคัญที่สุด”
“พูดให้แม่ปลื้มจนลืมว่าเราที่หายไปไหนไม่บอกใช่ไหมเนี่ย”
พีรดายิ้มอย่างรู้ทัน

ธีภพคุยโทรศัพท์มือถือเรื่องงานกับมิสเตอร์รีฟอยู่ในห้องพัก
“ขอบคุณมากรีฟที่ช่วยเหลือ พรุ่งนี้พบกัน”
ธีภพวางสายไป แล้วนึกเป็นห่วงพริริสาที่บอกว่าปวดหัว หนุ่มรูปงามเดินไปค้นยาในกระเป๋าเดินทาง เจอกล่องยาพาราเซตามอลพอดี

ธีภพเดินถือยาแก้ปวดหัวมาที่หน้าห้องพักพริริสา ลังเลนิดๆ ว่าจะเคาะประตูเรียกดีไหม ในที่สุดความห่วงใยมีมากกว่าจึงตัดสินใจเคาะประตูห้อง
“ริสา ผมเอง”
ธีภพยืนรอ แต่แปลกใจเมื่อไม่มีเสียงตอบรับใด จึงลองเคาะประตูอีกครั้ง

คามินนั่งอยู่ในรถที่มาส่งพริริสากลับไปที่โรงแรม ไคซัจเป็นคนขับรถให้
“ความจริงไม่ต้องมาส่งริสาก็ได้”
“จริงๆ พี่ไม่อยากให้เรากลับไปที่โรงแรมด้วยซ้ำ เอาเถอะ ยังไงพี่จะให้คนไปเฝ้าที่นั่นเอาไว้
“อย่าทำอะไรให้น่าสงสัยไปมากกว่านี้ได้ไหม ริสาขอร้อง”
“นี่เรากลัวนายธีภพนั่นมากนักหรือไง” คามินฉุน
“ริสากลัวเขาจะจับได้ว่าริสาเป็นใคร ต่างหาก ริสาไม่อยากให้แผนเสีย”
“ถ้าเขารู้ความจริง เขาอาจจะร่วมมือกับเราก็ได้ พี่มีข้อเสนอดีๆ ที่เขาอาจจะสนใจ
“คุณภพเขาไม่ใช่คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์ ยังไงเขาก็ไม่มีทางร่วมมือกับเราหรอก ที่สำคัญเขาต้องช่วยบูรพเกียรติเต็มที่เพื่อลูกสาวคนเดียวของประธานบริษัท”
พริริสาลืมตัวแสดงน้ำเสียงและสีหน้าหมั่นไส้ธีภพออกไป จนคามินจับได้แต่ทำนิ่งไว้ไม่พูดอะไร

คามินเดินเข้ามาส่งพริริสาในล็อบบี้
“พี่คามินกลับไปเถอะ ริสาดูแลตัวเองได้”
“โอเค พี่ไปล่ะ”
คามินจับหัวพริริสาโยกเบาๆ ก่อนเดินออกไป พริริสาโล่งใจจะเดินกลับห้อง แต่เจอธีภพเดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่งตรงมาหาก็ตกใจ
“คุณภพ”
“ไหนคุณว่าอยากพักผ่อน แล้วคุณออกไปไหนกับใครมา”
ธีภพมองไปที่ด้านหลังของคามินที่เดินออกไปอย่างสงสัย
“ฉันไป...ซื้อยาค่ะ ออกไปคนเดียว”
พริริสาหยิบยาแก้ปวดหัวจากกระเป๋าออกมาโชว์ให้ดู
“พรุ่งนี้ผมนัดรีฟไว้ 10 โมงเช้า เขาจะพาเราไปพบคนที่สนใจอยากร่วมทุนกับเรา คุณกินยาแล้วพักผ่อนเถอะ”
“ค่ะ”
พริริสาเดินเลี่ยงออกไปอย่างโล่งใจ คิดว่าธีภพคงไม่สงสัยอะไร
ธีภพยืนมองตามหลังพริริสาอย่างคลางแคลงใจ รู้ว่าเจ้าหล่อนโกหก
ภาพเหตุการณ์เมื่อไม่นานมานี้ผุดขึ้นในห้วงคิดอีกครั้ง
คามินจับหัวพริริสาโยกเบาๆ ก่อนเดินออกไป พริริสามีท่าทีโล่งอกสบายใจ
ธีภพยืนหลบมุมมองเหตุการณ์นั้นอยู่ ก่อนจะทำทีเดินไปหาพริริสาเหมือนเพิ่งมาถึง

นึกแล้วธีภพต้องรู้ให้ได้ว่าคามินเป็นใคร?

อ่านต่อตอนที่ 6
เพลิงนรี ตอนที่ 2
เพลิงนรี ตอนที่ 2
พริริสาเดินเลือกดูพ็อกเก็ตบุ๊กเกี่ยวกับเลขาอยู่ตรงชั้นในร้านขายหนังสือของห้าง ธีภพเลือกหนังสือเกี่ยวกับนักบริหารมาเปิดดูสองสามเล่มอยู่อีกด้าน เมื่อเลือกได้แล้ว พริริสาถือหนังสือติดมือมาหลายเล่ม เดินมาจะหยิบหนังสือเล่มเดียวกับที่ธีภพเลือกพอดี ทั้งคู่พากันชะงักแปลกใจ “บังเอิญจังคุณ” พริริสานึกได้ จะซ่อนหนังสือเลขาในมือก็ไม่การทันเสียแล้ว เพราะธีภพเห็นก่อน เมื่อเห็นว่าล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับเลขา อดีตพันตรีหนุ่มจึงยิ้มกวน พูดตีรวนไปว่า “ไหนว่ามีประสบการณ์เป็นผู้ช่วยเลขามาก่อนไงคุณ ทำไมต้องมาหาซื้อหนังสือเหมือนพวกมือใหม่แบบนี้ด้วย ตกลงที่คุณสัมภาษณ์ไปเป็นเรื่องโกหกหรือเปล่า”
กำลังโหลดความคิดเห็น...