xs
xsm
sm
md
lg

บาปบรรพกาล ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บาปบรรพกาล ตอนที่ 15

แม้นศรีเทียวเปิดลิ้นชักตู้นั้นตู้นี้ค้นดูเอกสารต่างๆ รวมถึงโฉนดบ้าน แต่ก็ไม่เจอโฉนดที่ดินที่ต้องการหา

“หายไปไหนนะ ปกติมันก็อยู่ในนี้นี่นา”
“ย่าเผลอเอาไปไว้ที่อื่นหรือเปล่าจ๊ะ” กระปุกแหย่
“ข้าไม่ใช่คนมักง่ายเหมือนเอ็งนะนังกระปุก”
“งั้นเดี๋ยวรสช่วยหานะคะ”
รสสุคนธ์ รามนรินทร์ และกระปุก พากันช่วยกันหาตามลิ้นชักโต๊ะ ในตู้ต่างๆ แต่ก็ไม่พบโฉนด แม้นศรีหน้าเครียด
“หรือว่าพ่อมิ่งขายไปแล้วจริงๆ” รสสุคนธ์ว่า
“ถ้าขายพ่อคุณก็น่าจะบอกย่าคุณสิ ผมว่าเรื่องนี้ดูมีเงื่อนงำนะครับ”
กระปุกสอดขึ้น “นั่นสิคะ คุณรามเนี่ยทั้งหล่อทั้งฉลาดนะคะ สมแล้วที่เป็นแฟนพี่รส”
แม้นศรีหมั่นเขี้ยวนัก “นังกระปุก พูดอะไรน่ะ ฉันต้องขอโทษแทนเด็กมันด้วยนะ”
“ผมไม่ถือหรอกครับ เพราะความจริงผมกับคุณรส...”
รามนรินทร์หันไปยิ้มให้รสสุคนธ์ จนสาวผู้เห็นผีหน้าแดงเขินอาย แม้นศรีเห็นท่าทีหลานก็รู้ทันทีว่าอะไรเป็นอะไร
“นั่นแน่ ตกลงเป็นแฟนกันจริงๆ ใช่มั้ยคะ”
แม้นศรีเอ็ดเอาอีก “นังกระปุก ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง งานบ้านเสร็จแล้วเหรอ ไปทำให้เลย”
“จ้า หนูไม่ยุ่งก็ได้ เอาที่ย่าสบายใจก็แล้วกัน”
กระปุกค้อนควักแล้วรีบออกไป รสสุคนธ์เข้าไปกอดแม้นศรี
“ย่าศรีจ๋า ย่าเล่าความเป็นมาของที่ดินผืนนั้นให้รสกับคุณรามฟังได้มั้ยจ๊ะ”
รสสุคนธ์กับรามนรินทร์มองแม้นศรีด้วยความอยากรู้
แม้นศรีพยักหน้าแล้วหวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต เมื่อ 30 ปี ก่อน

หลังเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเกษมบริรักษ์ งานศพของแม้นมาศและแม้นเมืองจัดขึ้นที่วัดแถวบ้าน บรรยากาศโศกเศร้า คนมาร่วมงานบางตา แม้นศรีนั่งสะอื้นไห้อยู่หน้าโลงศพ กับมิ่งเมือง
“แม่เล็ก พี่เมือง ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้”
ภาณุทัตกับภาณุกรมาถึงงาน ภาณุทัตมองภาพแม้นมาศแล้วยิ่งเจ็บปวดใจเป็นอย่างมาก
“ต้องมาสูญเสียพี่น้องในคืนเดียวพร้อมกัน น่าสงสารนะครับ” ภาณุกรมองสภาพแม้นศรีกับมิ่งเมืองแล้วเศร้าใจ
ภาณุทัตทรุดตัวลงนั่ง พร้อมกับพนมมือไหว้ขอโทษแม้นศรี
“ผมขอโทษครับ เพราะผม..น้องเล็กถึงได้...”
ภาณุทัตสะอื้นไห้ พูดอะไรไม่ออก ก้มลงกราบขอขมาแม้นศรีช้าๆ แม้นศรีตกใจรีบห้าม
“คุณชายทัต อย่าทำแบบนี้ มันไม่ใช่ความผิดของคุณชายเลย ลุกขึ้นมาเถอะค่ะ”
“ผมปฏิเสธความผิดไม่ได้หรอกครับ ในจดหมายลาตาย น้องเล็กเขียนอย่างชัดเจน น้องไม่ได้รักผม ถึงได้ฆ่าตัวตาย หนีผม
แม้นศรียืนยันหนักแน่น “ไม่จริงค่ะ แม่เล็กรักคุณชายคนเดียว เชื่อฉันนะคะคุณชาย”
ภาณุทัตกับแม้นศรีกอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น มิ่งเมืองปาดน้ำตาแล้วหันไปหาภาณุกร
“คุณชายกรครับ เจอแม่ผมหรือยังครับ”
ภาณุกรส่ายหน้า “หลังจากเกิดเรื่องขึ้นก็ไม่มีใครเห็นพี่วาดเลย”
“หรือว่า แม่ผมจะตายไปแล้วครับ”
“อย่ามองโลกในแง่ร้ายสิมิ่ง แม่ของเธอต้องกลับมา”
มิ่งเมืองสะอื้นไห้ออกมาอีก ภาณุกรลูบหัวมิ่งเมืองเบาๆ ด้วยความสงสาร

หลังพระสวดเสร็จ แม้นศรีกับมิ่งเมืองเดินมาส่งภาณุทัตกับภาณุกรที่รถ
“เรื่องบ้านที่ถูกไฟไหม้ เดี๋ยวผมส่งคนไปสร้างให้ใหม่นะครับ”
“ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ ฉันกับหลานคงกลับไปอยู่ที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว”
“อ้าวทำไมล่ะครับ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ภาณุกรแปลกใจ
“ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงบ้านนั้นฉันก็เห็นแต่ภาพของพี่เมืองที่ถูกไฟคลอก ความทรงจำเลวร้ายอย่างนั้นฉันไม่อยากจำ ฉันอยากไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อื่น”
ภาณุทัตนึกเป็นห่วง “แล้วจะย้ายไปอยู่ที่ไหนครับ”
“ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจเลยค่ะ คงเป็นต่างจังหวัดที่ไหนซักที่”
“งั้นไปอยู่เพชรบุรีมั้ยครับ เพื่อนสนิทผมมีที่ดินอยู่ที่นั่น ราคาไม่แพง เดี๋ยวผมช่วยติดต่อให้” ภาณุทัตอาสา
“ฉันเกรงใจน่ะค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ให้พวกเราช่วยนะครับ” ภาณุกรบอก
“ขอให้ผมได้ทำเพื่อน้องเล็กเป็นครั้งสุดท้ายนะครับ”
แม้นศรีชะงักมองหน้าภาณุทัตกับภาณุกรที่พูดอย่างจริงใจก็เริ่มลังเลใจ

หลังงานศพแม้นมาศกับแม้นเมือง รถภาณุทัตแล่นเข้ามาจอดที่บ้านหลังหนึ่งในเมืองเพชรบุรี คนรับใช้วิ่งมาเปิดประตูรถให้ ภาณุทัต ภาณุกร และแม้นศรีลงจากรถ ขณะที่คุณชายอัศวินเดินออกมาจากบ้านมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“กำลังรออยู่พอดี ไร่เทพธราธรยินดีต้อนรับครับ”

รามนรินทร์กับรสสุคนธ์ฟังเรื่องที่แม้นศรีเล่ามาถึงตรงนี้ก็พากันชะงัก
“เทพธราธร คุ้นๆ นะคะ”
รามนรินทร์จำได้ “เป็นนามสกุลของนิษา”
“งั้นก็หมายความว่า ที่นี่เป็นของคุณพ่อคุณนิษาเหรอค่ะ”
“ใช่ บ้านหลังนี้เดิมเป็นของหม่อมราชวงศ์อัศวิน เทพธราธร ท่านใจดีขายให้ย่าในราคาถูก”

ฝ่ายอุณนิษากำลังคุยโทรศัพท์กับมารดา เมื่อได้ฟังเรื่องที่แขไขเล่า ก็ไม่พอใจ
“อะไรนะคะ คุณพ่อขายที่ดินให้ย่านังรสสุคนธ์”
แขไขอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ คุยโทรศัพท์อย่างคับแค้นใจ
“ใช่ อย่าว่าขายเลย เรียกว่าแจกซะดีกว่า”
“แล้วทำไมคุณแม่ถึงยอมล่ะคะ”
“ตอนนั้นแม่ยังไม่ได้แต่งงานกับพ่อเราเลยน่ะสิ”
แขไขจดจำเหตุการณ์ในอดีตไม่อย่างแม่นยำ และถ่ายทอดให้ธิดาคนเดียวของหล่อนฟัง
“พอนังแม้นมาศมันตาย แม่ก็หวังว่าจะได้แต่งงานกับพี่ชายทัต แต่แล้วความหวังของแม่ก็พังทลาย”

ที่เรือนไม้หอม บรรยากาศเหงาๆ
ในห้องนอนเห็นภาณุทัตนอนกอดกรอบรูปถ่ายของแม้นมาศอย่างหมดสภาพ ติดเหล้าทรุดโทรม
“น้องเล็ก หนึ่งปีแล้วนะ ที่น้องเล็กจากพี่ไป พี่คิดถึงน้องเล็กเหลือเกิน”
ภาณุทัตยกขวดเหล้าขึ้นกระดก แล้วร้องไห้
ภาณุทัตพี่มันไม่ดีตรงไหน ทำไมน้องเล็กถึงทิ้งพี่...ทำไม
แขไขเข้ามาเห็นก็เดินเข้ามาหาภาณุทัตแล้วดึงขวดเหล้าออก
แขไขทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะแม้นมาศมันไม่ได้รักพี่ชายทัตไงคะ พี่ชายทัตตาสว่างซะที ตัดใจจากมันซะเถอะ
ภาณุทัตไม่จริง...โกหก..น้องเล็กรักพี่...เล็กรักพี่ใช่มั้ย พี่รักเล็กนะ
-ภาณุทัตหันไปคุยกับภาพของแม้นมาศ แล้วกอดรูปแน่น แขไขเห็นก็โกรธ
แขไขพี่ชายทัต พอซะที...เลิกอาลัยอาวรณ์มันซะที...
-แขไขเข้าไปแย่งกรอบรูปแม้นมาศออกมาแล้วเดินออกจากห้องไป
ภาณุทัตหญิงแข...เอารูปน้องเล็กคืนมา
-ภาณุทัตตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลานออกจากห้องตามแขไขไป

แขไขถือกรอบรูปแม้นมาศมาหยุดที่หน้าต่างชั้นบน ฝั่งที่ติดกับสระบัว ภาณุทัตโซเซตามเข้ามาเห็นก็ร้องลั่น
ภาณุทัตอย่านะ...อย่า
-แขไขไม่ฟังยกกรอบรูปแม้นมาศขึ้นจะโยนออกหน้าต่าง
-ที่กรอบรูปแม้นมาศตกสระบัวตูม
-ภาณุทัตวิ่งเข้ามาเกาะหน้าต่างแล้วร้องลั่น
ภาณุทัตถามออกไป “ทำไมเธอต้องทำแบบนี้”
“แขทำก็เพื่อพี่ชายทัตนะคะ ผู้หญิงคนนั้นมันไม่ได้รักพี่ พี่ชายทัตได้ยินมั้ยคะ”
ภาณุทัตเจ็บปวดเหลือเกิน แขไขถลาเข้าไปกอดซบอก
“พี่ชายทัตยังมีแขอยู่นะ แขรักพี่ชายทัตนะคะ”
ภาณุทัตมองแขไขอย่างลังเล ยกมือขึ้นมาเหมือนจะกอดตอบ แต่สุดท้ายกลับค่อยๆ ดึงแขไขออกจากตัว
“ชาตินี้นอกจากน้องเล็กแล้ว พี่จะไม่มีวันรักใครได้อีก ตัดใจจากพี่ซะเถอะ”
ภาณุทัตเดินลงบันไดหนีไป แขไขอกหักยับเยินคำรามลั่น
“อีแม้นมาศ ต่อให้มึงเป็นผี กูก็จะจองเวรมึงกับโคตรเหง้ามึงไปทุกชาติ”

แขไขกำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ

อ่านต่อหน้า 2


บาปบรรพกาล ตอนที่ 15 (ต่อ)

แขไขถึงกับน้ำตาคลอ เล่าให้ลูกสาวฟังด้วยน้ำเสียงอันเจ็บปวด

“สุดท้ายพี่ชายทัตก็มาชิงตายตามนังแม้นมาศไป แม่ถึงได้แต่งงานกับพ่อเราไง”
อุณนิษาได้ฟังความรักความหลังของมารดาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมพ่อแม่ถึงเหินห่างกัน
“เพราะแบบนี้นี่เอง แม่ถึงไม่เคยรักพ่อเลย”
“ถึงแม่ไม่รักพ่อ แต่แม่รักลูกนะนิษา”
“นิษาทราบค่ะ ตั้งแต่เกิดมา ก็มีแต่คุณแม่นี่ล่ะค่ะที่รักนิษาที่สุด”
“ก็ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่นิจ๊ะ”
อุณนิษาคาใจ “ค่ะ เดี๋ยวนะคะคุณแม่ ถ้าคุณพ่อขายที่ให้พ่อแม่นังรสสุคนธ์ไปแล้ว ทำไมที่ดินถึงกลับมาเป็นของเราอีกล่ะคะ”
“แม่เป็นคนเอาคืนมาเอง ของที่เป็นของเรา แม่ไม่ยอมแบ่งให้อีแม้นมาศกับตระกูลมันเด็ดขาด”
แขไขหวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาอีก

เย็นวันหนึ่งในเมืองเพชรบุรี เมื่อ 10 ปี ก่อน เห็นรถแขไขแล่นมาตามทาง มีจักร ลูกพี่ลูกน้องของแขไข และเป็นพ่ออธิวัฒน์ขับรถให้ แขไขนั่งกับอุณนิษาวัย 10 ขวบ ที่เบาะด้านหลัง แม่ลูกมองซ้ายขวาก็เห็นแต่ต้นไม้ใบหญ้าก็หงุดหงิด
“คุณแม่ขา เมื่อไรจะถึงคะ”
“เดี๋ยวก็ถึงแล้วจ้า พี่จักร ตกลงจำบ้านคุณพี่อัศได้หรือเปล่า”
“ฉันก็ไม่ได้มานานแล้ว มันก็หลงๆ ลืมๆ”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ไม่ได้เรื่องเลย” แขไขหงุดหงิด
“อ้าวคุณหญิงจะมาว่าฉันก็ไม่ถูกนะ บ้านสามีตัวเองแท้ๆ ยังไม่รู้จักเลย ฉันมันก็แค่ญาติปลายแถวของคุณหญิงจะไปรู้ได้ไง”
“นี่ เลิกประชดประชันกันได้แล้ว นั่นมีคนผ่านมาพอดี รีบลงไปถามทางเร็ว”
แขไขชี้ไปยังรถกระบะขนผลไม้ที่กำลังแล่นผ่านมา จักรเห็นก็รีบจอดรถข้างทาง ลงไปโบกเรียก
รถกระบะคันดังกล่าวมีมิ่งเมืองเป็นคนขับ รัตนานั่งเบาะข้างๆ เบาะด้านล่างเป็น รสสุคนธ์วัย 10 ขวบนั่งอยู่ มิ่งเมืองเห็นจักรโบกรถ จึงชะลอจอด แล้วลดกระจกถามด้วยความเป็นห่วง
“รถเสียเหรอครับ”
“เปล่าครับ ผมอยากจะถามทางหน่อย รู้จักบ้านไร่เทพธราธรมั้ยครับ”
“อ๋อ บ้านคุณชายอัศวิน รู้จักครับ ตามผมมาเลยครับ ผมกำลังจะไปบ้านคุณชายพอดี”
จักรดีใจรีบวิ่งกลับไปขึ้นรถบอกข่าวดีกับแขไข มิ่งเมืองขับรถกระบะแซงนำขึ้นไป
รสสุคนธ์เกาะหน้าต่างหันไปยิ้มโบกมือให้กับอุณนิษาอย่างเป็นมิตร แต่อุณนิษาเบ้ปากเชิดใส่
รถกระบะแล่นนำออกไป จักรขับรถตามไปติดๆ

ในเวลาไล่เลี่ยกัน รถกระบะของมิ่งเมืองกับรถแขไขแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านคุณชายอัศวิน ซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่ปลูกอยู่กลางธรรมชาติอันร่มรื่น อัศวินกำลังตัดแต่งต้นไม้อยู่ในสวน วางมือถอดหมวกหันไปมองด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นแขไขกับอุณนิษาลงรถมา
“น้องหญิงแข”
“ยังจำเมียตัวเองได้ด้วยเหรอคะ” แขไขทักตอบด้วยน้ำเสียงสะบัด
“คุณพ่อ นิษาคิดถึงคุณพ่อจังเลยคะ”
อุณนิษาโผเข้าไปกอดอัศวิน
“พ่อก็คิดถึงลูกจ้า” อัศวินแนะนำแขไขกับมิ่งเมือง “นี่คุณหญิงแขไข ภรรยาฉันเอง”
มิ่งเมืองกับรัตนายกมือไหว้แขไข
“ไหว้คุณหญิงกับคุณชายสิลูก” รัตนาบอกลูก
รสสุคนธ์ยกมือไหว้อย่างอ่อนน้อม แขไขมองสามคนพ่อแม่ลูกด้วยหางตา

มิ่งเมืองกับรัตนาช่วยกันยกตะกร้าผลไม้ มามอบให้อัศวินที่ในโถงบ้าน
“ผลผลิตในสวนครับ ผมแบ่งมาให้คุณชาย”
“โอ๊ย ไม่ต้องให้ฉันหรอก เอาไปขายเลี้ยงครอบครัวเถอะ”
“ไม่ได้หรอกครับ เพราะบุญคุณของคุณชาย ผมกับลูกเมียถึงได้มีกินมีใช้ถึงทุกวันนี้”
“รับไว้เถอะนะคะ อย่างน้อยก็คิดว่าเป็นค่าดอกเบี้ยก็ได้”
“เอางั้นก็ได้ ไว้มีเมื่อไรก็ค่อยเอามาใช้ฉันก็ได้นะ ฉันไม่คิดดอก”
“ขอบคุณครับ” / “ขอบคุณค่ะ”
มิ่งเมืองกับรัตนายกมือไหว้อัศวิน
แขไขแอบมองดูด้วยความสงสัย มีจักร พี่ชายอยู่ด้วย
“ทำไมคุณพี่ต้องทำดีกับพวกมันด้วย พี่จักรไปสืบดูสิ อีสามคนพ่อแม่ลูกนี่มันเป็นใครW

ตกกลางคืน แขไขเดินออกมามองอัศวินที่นอนกอดอุณนิษาอยู่บนเก้าอี้ยาวตรงชานเรือน สองพ่อลูกพากันมานอนดูดาวด้วยกัน
“ร้อนก็ร้อน แขไม่เข้าใจคุณพี่ทนอยู่ที่นี่ได้ไง”
“คนเราถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่น อยู่ที่ไหนมันก็สุขสบายเหมือนกันนั่นล่ะ”
“ดีจริงๆ นะคะ หนีมาปลีกวิเวกสุขสบายอยู่คนเดียว ทิ้งลูกทิ้งเมียให้ผจญเวรผจญกรรมอยู่ตามลำพัง 5 ปีแล้วนะคะ ที่คุณพี่หนีมาคลุกตัวอยู่ที่นี่”
“พี่ก็ชวนหญิงแขกับลูกมาอยู่ด้วยกัน แต่หญิงแขก็ไม่ยอม ถ้าหญิงแขจะมาชวนทะเลาะกันอยู่แบบนี้ พี่ไม่อยากคุย ไปนิษา ไปกับพ่อ”
อัศวินอุ้มอุณนิษาออกไป แขไขมองค้อนตามไป
สักพักจักรเดินขึ้นเรือนมา ส่งซิกให้แขไขตามลงไปคุยกันด้านล่าง

จักรยืนเต๊ะท่าอมพะนำอยู่ แขไขรีบถามอยากร้อนใจ
“ได้เรื่องหรือเปล่า”
“ใจเย็นๆ ของแบบนี้ มันก็ต้องมีค่าเหนื่อยกันบ้างสิ”
“งกไม่เข้าเรื่อง เอาไป แล้วรีบเล่ามา”
แขไขเปิดกระเป๋าตังค์ หยิบเงินให้จักร
“ไอ้ผู้ชายมันชื่อมิ่งเมือง เกษมบริรักษ์ คุณหญิงคุ้นบ้างมั้ย”
แขไขชะงักกึก “นามสกุลนังแม้นมาศ”
“ใช่ มันเป็นหลานของศัตรูหัวใจเก่าคุณหญิง หลังจากบ้านมันไฟไหม้ มันกับย่าก็ย้ายกันมาอยู่ที่นี่ คุณชายอัศวินสงสารก็เลยขายที่ดินให้พวกมันทำกินไปในราคาถูก แถมยังให้เงินมันไปลงทุนอีกด้วย”
“อะไรนะ คุณพี่นะคุณพี่ รู้ทั้งรู้ว่าฉันเกลียดตระกูลนี้เข้ากระดูกดำยังทำดีกับพวกมันอีก แล้วนี่รู้หรือเปล่ามันเป็นหนี้คุณพี่อยู่เท่าไร”
“ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ โฉนดที่ดินที่มันทำกิน ตอนนี้อยู่กับคุณชาย”
“งั้นก็หมายความว่าฉันก็ยึดที่มันได้สิ”
“แล้วคุณชายจะยอมเหรอ”
“ไม่ยอมก็ต้องยอม” แขไขคิดปราดเดียว “ฉันมีวิธีแล้ว”
แขไขกระซิบข้างหูจักรบอกแผน เล่นเอาจักรตกใจสุดขีด
“มันเสี่ยงอยู่นะ แต่ถ้าฉันทำสำเร็จ คุณหญิงต้องสัญญากับฉันอย่างหนึ่ง”
“สัญญาอะไร”
“คุณหญิงต้องรับไอ้วัฒน์ไปเลี้ยงดูไม่ต่างไปจากลูกหลาน”
แขไขชะงักนิดๆ ยอมรับปาก “ได้ ฉันสัญญา”
“งั้นเตรียมฟังข่าวดีได้เลย”
จักรยิ้มเหี้ยมออกมาจนเต็มใบหน้า

ถึงวันลงมือฆ่า จักรขี่รถมอเตอร์ไซค์วิบากขึ้นมาจอดบนเนินดินดักรออยู่ก่อนแล้ว
ไม่นานนัก รถกระบะของมิ่งเมืองก็แล่นเข้ามาทางนี้ จักรจ้องมิ่งเมืองตาเขม็ง พอรถกระบะผ่านไป จักรจึงเร่งเครื่องออกรถไล่ตามโดยไว มิ่งเมืองเห็นรถมอเตอร์ไซค์วิ่งไล่ตามหลังมาสักระยะแล้วก็แปลกใจ พอชะลอความเร็วลงเพื่อให้รถมอเตอร์ไซค์แซง แต่มอเตอร์ไซค์กลับชะลอตาม
“มีอะไรเหรอจ๊ะ พี่มิ่ง”
“รถมอเตอร์ไซค์ข้างหลังดูท่าทางแปลกๆ”
รัตนาหันไปมอง “ไม่มีอะไรมั้ง อย่าไปสนใจเลยพี่”
มิ่งเมืองเลยไม่ติดใจอะไร เร่งเครื่องขับด้วยความเร็วตามปกติ ด้านหลังจักรขับไล่ตามมาติดๆ
ขณะที่รถกระบะของมิ่งเมืองแล่นเลี้ยวลงเนินทางโค้งอันตราย จักรเร่งมอเตอร์ไซค์พุ่งปาดหน้าแซงรถกระบะในระยะกระชั้นชิด มิ่งเมืองตกใจหักรถหลบอย่างแรง เป็นผลให้รถเสียหลักไถลลงข้างทาง และพุ่งกระแทกชนเสาไฟฟ้าอย่างแรง จนมิ่งเมืองกับรัตนาตายคาที่
จักรเปิดหน้ากากหมวกกันน็อกดูผลงาน แล้วขับมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างใจเย็น

ตกตอนค่ำ ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเหนือบ้านแม้นศรี มีหมู่เมฆลอยเคลื่อนเข้ามาบังดูหม่นหมอง รสสุคนธ์ยืนมองดวงจันทร์แล้วน้ำตาซึมไหลออกมาด้วยความเจ็บปวด
รามนรินทร์เดินออกมาเห็น ก็สงสารจับใจ เดินเข้าไปหาเชิดน้ำตาให้รสสุคนธ์ด้วยความเป็นห่วง
อุณนิษาตามออกมาเห็นพอดี ชะงักมองอย่างไม่พอใจ
“คุณรสอย่าเสียใจไปเลยนะครับ ผมสัญญาผมจะซื้อที่ดินผืนนั้นกลับมาให้คุณให้ได้”
อุณนิษาริษยา รีบแสดงตัวออกมาขัดจังหวะทันที
“งั้นก็เสียใจด้วยนะคะ ที่ดินนั่นนิษาไม่ขาย”
“คุณนิษา”
รสสุคนธ์รีบขยับตัวออกจากรามนรินทร์ อุณนิษาขึงตาใส่ด้วยความแค้น
“เธอนี่มันหน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี อยากได้ที่คืนมาก ถึงขนาดเอาตัวเข้าแลกเลยเหรอ”
“เปล่านะคะ คุณนิษาเข้าใจผิดแล้ว”
“ฉันเห็นเต็มสองตายังกล้าปฏิเสธอีก นี่ถ้าคุณหญิงป้ารู้จะเป็นยังไงบ้างนะ”
อุณนิษาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาทำท่าจะกดโทร.ออก รามนรินทร์รีบห้ามไว้
“อย่านะนิษา พี่ขอล่ะ”
“นิษาจะไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่พี่รามต้องยอมเชื่อฟัง คอยเอาใจ ตามใจนิษาเหมือนสมัยเด็กๆ”
อุณนิษาขยับเข้าไปหารามนรินทร์แล้วค่อยๆ เอานิ้วไต่ไล่จากแขนไปที่หน้าอก
“แล้วถ้าพี่รามทำตัวดีๆ บางทีนิษาอาจจะยอมขายที่ให้ก็ได้นะ ว่าไงคะ สนใจมั้ย”
รามนรินทร์ชะงักมองรสสุคนธ์ที อุณนิษาที อย่างลังเล

สุดท้ายเป็นอุณนิษาเดินเชิดควงรามนรินทร์ออกมา แถมยังคอยหันมายิ้มเย้ยใส่รสสุคนธ์ที่เดินตามมาส่ง และพยายามแสดงความเป็นเจ้าของรามนรินทร์สุดฤทธิ์
“ไปกันเถอะค่ะพี่ราม เราจะได้มีเวลาเป็นส่วนตัวทำอะไรสองต่อสองกัน คืนนี้นิษาต้องฝันดีแน่เลย”
รามนรินทร์เปิดประตูรถให้อุณนิษาขึ้นไปนั่ง แล้วหันมามองรสสุคนธ์ส่งสายตาหวานซึ้งไปให้
“เร็วสิคะพี่ราม”
“ฝันดีนะครับ”
รามนรินทร์ขึ้นรถแล้วขับออกไป กระปุกกับแม้นศรีเดินออกมามองด้วยความสงสัย
“นั่นคุณรามไปไหนเหรอพี่รส”
“คุณรามไปส่งคุณนิษาที่บ้าน”
กระปุกถามต่อทันที “แล้วคืนนี้คุณรามจะค้างที่โน่นเลยหรือเปล่าจ๊ะ”
รสสุคนธ์อึ้งตอบไม่ถูก แม้นศรีถลึงตาใส่
“คุณรามจะกลับหรือไม่กลับ มันกงการอะไรของเอ็งนังกระปุก”
“อ้าว มันเกี่ยวกับกระปุกเต็มๆ สิย่า ก็คนที่ต้องคอยเปิดประตูบ้านมันคือกระปุก ไม่ใช่ย่าซะหน่อย”
“ไปนอนเหอะกระปุก คืนนี้คุณรามคงไม่กลับแล้วล่ะ”
รสสุคนธ์เดินซึมเข้าบ้านไป กระปุกแค้นแทนรสสุคนธ์
“เฮ้ย พี่รสนะพี่รส เป็นกระปุกล่ะไม่ได้ กระปุกจะจัดการแม่ไฮโซนั่นให้กระเจิงเลย”
“เหรอ งั้นเอ็งก็นอนเฝ้าอยู่นี่ล่ะกัน ข้าไปนอนล่ะ”
กระปุกตาเหลือกรีบวิ่งตามแม้นศรีเข้าบ้านไป

“อ้าวย่าศรี รอกระปุกด้วย”

อ่านต่อหน้า 3


บาปบรรพกาล ตอนที่ 15 (ต่อ)

ทางด้านแขไขรื้อตู้เอกสารในห้องนอนออกมาดูจนหมด แต่ต้องหน้าซีดเผือดเมื่อของที่หาไม่มีในนั้น

“ไม่มี โฉนดมันหายไปไหน”
แขไขเหลียวขวับมาจ้องคนใช้ตาเขม็ง โกรธถึงขีดสุด
“แกอยู่เฝ้าบ้านประสาอะไร ของฉันหายทำไมไม่เห็น ฉันจะโทร.เรียกตำรวจมาลากคอแกเข้าคุก”
“หนูไม่ได้เอาไปจริงๆ นะคะคุณหญิง”
“ไม่ใช่แกแล้วฝีมือใคร”
“หนูไม่ทราบค่ะ แต่เมื่อวานหนูเห็นคุณวัฒน์กับคุณจีจี้มาที่บ้านด้วยนะคะ เข้ามาแป๊บหนึ่งก็พากันรีบออกไป”
“ไอ้วัฒน์ ไอ้หลานเนรคุณ”
แขไขแค้นใจ

อธิวัฒน์นั่งดื่มเบียร์อารมณ์ดีมีจีรนันท์มาคลอเคลียคอยป้อนกับแกล้ง
“ถ้าพี่วัฒน์ได้เงินอย่าลืมส่วนแบ่งจีจี้นะ”
“ได้สิ เดี๋ยวพี่จัดให้”
จักรเดินเข้ามาหาสองคนด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับ
“ไอ้วัฒน์เอ็งโผล่หัวมาที่นี่ทำไม”
“อ้าว ฉันก็มาเยี่ยมพ่อสิ”
“หึหึ เยี่ยมข้าแน่เหรอวะ สงสัยเมืองไทยคงมีหิมะตกแล้วล่ะมั้ง”
“แหม พ่อก็พูดเกินไป ฉันลูกพ่อนะ”
“ก็เอ็งเป็นลูกข้า ข้าถึงรู้สันดานไง ว่าแต่อีแม่หนูนี่ใคร”
จีรนันท์รีบยกมือไหว้ จักรรับไหว้ขอไปที
“สวัสดีค่ะ หนูจีจี้เป็นแฟนพี่วัฒน์ค่ะ”
“เออ แล้วนี่เอ็งมาทำไม” จักรจ้องหน้าลูกชาย “เอาความจริงนะโว้ย”
“ฉันมาขายที่ อีกไม่นานเราจะรวยแล้วนะพ่อ พ่อไม่ต้องมาอยู่เฝ้าสวนเฝ้าไร่ให้คุณหญิงน้าอีกแล้ว”
จักรแปลกใจ “แล้วเอ็งไปได้ที่มาจากไหนวะ”
จีรนันท์คุยโตแทนผัว “ก็ที่ดินแถวๆ นี้ล่ะค่ะ มีเศรษฐีหน้าโง่มันอยากจะซื้อ”
จักรชะงักกึก “ไอ้วัฒน์ เอ็งอย่าบอกนะว่าหมายถึงที่ดินที่ติดกับไร่นี้”
“ใช่พ่อ โฉนดอยู่กับฉันนี่ พรุ่งนี้ฉันก็จะรวยแล้ว”
“ไม่ได้นะ เอ็งรีบเอาโฉนดไปคืนคุณหญิงน้าแกเดี๋ยวนี้”
“ไม่ อ้อยเข้าปากช้างแล้ว ให้ตายฉันก็ไม่คืน ถ้าพ่อไม่อยากเสวยสุขก็ตามใจ ไปจีจี้ เราไปหาความสุขกัน”
อธิวัฒน์กอดจีรนันท์เดินออกไป จักรหน้าเครียดหนักใจ

อธิวัฒน์กับจีรนันท์พากันเดินออกมา แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นรถรามนรินทร์แล่นเข้ามาจอด
“นั่นคุณรามกับคุณนิษานิ หรือว่าคุณนิษาจะรู้เรื่องที่ดินแล้ว”
“ใจเย็นๆ เดี๋ยวจีจี้แยกยัยนิษาออกไป ที่เหลือพี่จัดการเอง”
อุณนิษาลงรถ ตรงเข้าโวยวายใส่อธิวัฒน์กับจีรนันท์ทันที
“ที่แท้ก็มามุดหัวกันอยู่นี่เอง ฉันโทร.หาตั้งหลายรอบทำไมไม่รับ”
“พอดีพี่กับจีจี้วุ่นๆ ขอโทษด้วยนะ ว่าแต่ตอนนี้คุณนิษาก็ไม่ต้องการพวกพี่แล้วนิใช่มั้ย”
“นั่นสิ หรือว่าอยากให้ฉันกับพี่วัฒน์แจม ดีเหมือนกันนะฉันอยากลองอะไรใหม่ๆ บ้าง”
จีรนันท์ชายตาเจ้าชู้มองไปยังรามนรินทร์ที่หิ้วกระเป๋าอุณนิษาเข้ามา
“พี่รามเป็นของฉัน เธออย่าได้คิดเลยนะ”
“ฉันล้อเล่นน่า มาเดี๋ยวฉันพาเธอไปดูห้องพัก”
จีรนันท์รีบดึงอุณนิษาเข้าบ้านไป รามนรินทร์ถือกระเป๋าจะเดินตาม แต่อธิวัฒน์ขวางทางไว้
“เดี๋ยวก่อนสิครับ เรามาเจรจาธุรกิจกันก่อนดีมั้ย”
“เอาสิครับ ผมพร้อมเสมอ”
รามนรินทร์มองปราดเดียวก็รู้ว่าอธิวัฒน์ร้อนเงิน

ที่ห้องนั่งเล่น บ้านไร่เทพธราธร อธิวัฒน์วางโฉนดลงบนโต๊ะ วางมาดคุยธุรกิจกับรามนรินทร์
“ในฐานะที่คุณกำลังจะมาเป็นน้องเขยผม ผมลดให้คุณเหลือสิบล้าน ตกลงมั้ยครับ”
รามนรินทร์มองอธิวัฒน์นิ่งๆ “ราคามันไม่โหดไปหน่อยเหรอ”
“นี่ถือว่าถูกแล้วนะ ที่ดินทำเลดีใกล้เมืองติดถนนใหญ่แบบนี้ หาไม่ได้แล้วนะ ถ้าคุณไม่เอาก็ตามใจ”
อธิวัฒน์ทำฟอร์ม ยื่นมือไปหยิบโฉนดคืน แต่รามนรินทร์ดึงมืออธิวัฒน์ไว้
“เดี๋ยวสิครับ ผมยังไม่บอกเลยว่าจะไม่ซื้อ”
อธิวัฒน์ยิ้มตาเป็นประกาย คิดว่ารามนรินทร์เอาแน่ๆ
“งั้นผมขอเงินสดโอนเข้าบัญชีผมโดยตรงเลยนะ”
“ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”
อธิวัฒน์ฉุนพอๆ กับงุนงง “หมายความว่าไง คิดกลับคำเหรอ”
“เปล่า ผมน่ะซื้อแน่ แต่คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า โฉนดนี้เขียนชัดเจนว่าเป็นของคุณหญิงแขไข ไม่ใช่คุณ ถ้าผมจะซื้อ ผมก็จะซื้อกับเจ้าของที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวปลอม”
“แก”
อธิวัฒน์หน้าชา เข้าไปกระชากคอเสื้อรามนรินทร์เต็มแรง รามนรินทร์จ้องหน้าอธิวัฒน์มองสบตาอย่างไม่เกรงกลัว
“คุณมาโกรธผมทำไม ในเมื่อของมันไม่ใช่ของคุณ แต่ถ้าคุณอยากได้เงิน ลองไปขอจากคุณหญิงแขไขดูสิ บางทีท่านอาจให้ค่านายหน้าคุณก็ได้นะ”
“มันจะหยามกันเกินไปแล้ว”
“หรือว่า ที่ผมพูดมันไม่จริง”
รามนรินทร์กระชากมืออธิวัฒน์ออก แล้วหันไปมองโฉนดบนโต๊ะ
“อ้อ อย่าลืมคืนโฉนดให้เจ้าของตัวจริงด้วยนะครับ”
รามนรินทร์ก็เดินมาดเข้มออกไป
“ไอ้ราม มึงหยามกู มึงอย่าหวังจะได้กลับกรุงเทพฯ เลย”
อธิวัฒน์คุมแค้น กำหมัดแน่น ขบกราม กัดฟันกรอดๆ

เช้านี้ บรรดาช่างไม้ ช่างปูน กำลังช่วยกันซ่อมแซมเรือนไม้หอมที่ถูกไฟไหม้บางส่วนให้กลับคงสภาพเดิม ภาณุทัตในคราบตาดำ เดินใจหายเข้ามาหยุดยืนมองสภาพเรือนที่ถูกไฟไหม้ สีหน้าสลดลง วิศวกรคุมงานหันมาเห็นก็เข้ามาทัก
“อ้าวลุง มาทำอะไรตรงนี้”
“เออ...คือว่าข้า…”
“อ๋อ ลุงจะบอกว่าคนงานใหม่ใช่มั้ย โน่นไปช่วยงานทางโน้นเลยลุง อย่ามาเกะกะแถวนี้ เดี๋ยวคุณชายกับคุณหญิงกำลังจะมาตรวจงาน”
วิศวกรโบกมือไล่ ตาดำเดินเข้าไปช่วยพวกช่างที่กำลังทำงานง่วนอยู่
เป็นจังหวะเดียวกับที่ภาวิดาเดินเข้ามา แล้วชะงักเมื่อเห็นตาดำก็รู้สึกคุ้นๆ หน้าพิกล
“เดี๋ยว อย่าพึ่งไป”
ตาดำชะงักกึก ตกใจ กลัวความลับแตก ภาวิดาหันมามองอย่างจับผิด
“หันหน้ามาให้ฉันดูหน่อยสิ”
“หน้าผมมันอัปลักษณ์ ไม่น่าดูหรอกครับ”
ตาดำรีบหลบหน้าหนี ภาวิดาจ้องเอาเป็นเอาตาย
“ฉันบอกให้หันก็หันมาเร็วสิ”
ภาณุกรตามมาทันพอดี “มีปัญหาอะไรกันครับคุณพี่”
“ฉันรู้สึกคุ้นๆ หน้าหมอนี่ หน้ามันเหมือนใครสักคน ไหนให้ฉันดูหน้าชัดๆ สิ”
ภาวิดาเดินเข้ามาใกล้ๆ เกือบจะเห็นหน้าตาดำอยู่รอมร่อ ภาณุกรเห็นก็รีบดึงแขนพี่สาวไว้
“เดี๋ยวสิครับคุณพี่ ก็แค่คนงานคนหนึ่ง คุณพี่อย่าไปสนใจเลยครับ” ภาณุกรหันไปบอกตาดำ “รีบไปทำงานได้แล้ว
ตาดำผงกหัวรับเอาคำ แล้วรีบเดินจากไปอย่างเร็ว ภาวิดามองตามสงสัยไม่คลาย

ภาณุกรกับภาวิดาเข้ามาดูสภาพบ้าน สร้อยกับคนงานกำลังช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดกันอยู่
“โชคดีนะครับคุณพี่ที่ไม่ได้เสียหายอะไรมาก ใช้เวลาซ่อมซักสองอาทิตย์ก็น่าจะเสร็จทัน”
“ความจริงมันน่าจะไหม้จนไม่ให้เหลือซากเลยยิ่งดี เรือนหออัปมงคลแบบนี้ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม เอาอย่างนี้ดีมั้ย พี่ว่าเรารื้อทิ้งให้หมดแล้วสร้างตึกสวย หรูๆ แทน”
ขาดคำลมก็พัดกระแทกหน้าต่างปิดๆ เปิดๆ ดังปัง ภาวิดาสะดุ้งเฮือก ภาณุกร สร้อยและบรรดาคนงานพากันมองหน้ากันเลิกลัก ภาวิดาทำใจดีสู้เสือประกาศท้าลั่น
“หน็อย อีแม้นมาศ อีผีหวงของ ฉันไม่กลัวแกหรอกนะ แน่จริงก็ออกมาสิ”
ภาณุกรปราม “คุณพี่ พอเถอะครับ อายเค้า”
“จะอายทำไม อีแม้นมาศ เก่งจริงก็ออกมาสิ”
“สร้อยพากลับไปก่อน” ภาณุกรบอก
“เชิญค่ะคุณหญิง”
“ไม่ต้องมาไล่ ฉันกลับเองได้”
ภาวิดาอารมณ์เสียเดินฉับๆ ออกไป ภาณุทัตในคราบตาดำโผล่หน้ามามองภาวิดาแล้วส่ายหน้าถอนหายใจ ที่น้องสาวไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิด
พอภาวิดาลับตัวไปทุกอย่างก็กลับคืนเป็นปกติ พวกคนงานพากันซุบซิบกันใหญ่ ภาณุกรรีบแก้ไขสถานการณ์
“ไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายกันไปทำงานต่อ”
ทุกคนกลับไปทำงานกันต่อ ภาณุกรถอนหายใจหันไปมองตาดำ อีกฝ่ายหายตัวไปแล้ว

แม้นมาศก้าวออกมายืนมองที่ริมหน้าต่างชั้นบนของเรือนไม้หอม มองตามภาวิดาที่กำลังเดินกลับเรือน
“กูอยู่ของกูดีๆ มึงอยากมีเรื่อง กูก็จะสนองให้”

แม้นมาศแสยะยิ้มดวงตาวาวโรจน์

อ่านต่อหน้า 4


บาปบรรพกาล ตอนที่ 15 (ต่อ)

ภาวิดาเดินหงุดหงิดมาตามทางข้างสระบัวเพื่อกลับเรือนใหญ่ จู่ๆ มีลมพัดมาวูบใหญ่ จนภาวิดาต้องยกมือกันหน้า

“หึหึ...”
เสียงหัวเราะต่ำๆ เย็นยะเยือกของแม้นมาศดังก้องขึ้น ภาวิดาชะงักหันไปมองรอบตัว
“อีแม้นมาศ”
แม้นมาศเคลื่อนไปทางหลัง ภาวิดาเสียวหลังวาบหันกลับไปมอง แต่แม้นมาศก็ไม่อยู่แล้ว
“มึงอยู่ไหน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ”
แม้นมาศโผล่พรวดออกมา พร้อมยื่นหน้าเข้ามาประจันหน้าภาวิดาในระยะประชิด
“กูอยู่นี่”
“ว้าย...”
ภาวิดาผงะ หวีดร้องดังลั่น หงายหลังล้มลงก้นกระแทกพื้น
“โอ๊ย อีผีบ้า อ้าว มันไปไหนแล้ว”
ภาวิดาขยับตัวจะลุกขึ้น แต่ต้องชะงักอีก เมื่อเห็นพรายน้ำผุดขึ้นมาจากสระบัว ภาวิดาเพ่งมองไปในสระ แล้วต้องเบิกตาโต แทบช็อก เมื่อเห็นผีอีปริกโผล่พรวดขึ้นมาจากสระ
“อีปริก”
“คุณ...คุณ”
ปริกคลานขึ้นมาจากสระ กระโจนขึ้นคร่อมร่าง แล้วบีบเค้นคอภาวิดาแน่น
“คุณฆ่าฉันทำไม”
“ไม่ฉันไม่ได้ทำ ช่วยด้วย...”
ภาวิดาหวีดร้องลั่น พยายามดิ้นหนี แต่ปริกก็ไม่ยอมปล่อย
แม้นมาศยืนยิ้มมองเหตุการณ์อยู่อย่างสะใจ

จวงเดินผ่านมาทางสระบัว ได้ยินเสียงร้องของภาวิดาก็ชะงักตกใจ
“ช่วยด้วย”
“คุณหญิง”
จวงรีบวิ่งตรงไปที่สระบัวทันที

เมื่อจวงวิ่งหน้าตื่นเข้ามาก็เห็นภาวิดานอนอยู่ที่พื้น แต่ทำท่าเอามือบีบคอตัวเองอยู่ก็ตกใจ
“คุณหญิง...คุณหญิง”
จวงเข้าไปดึงมือภาวิดา แกะออกจากคอ พร้อมกับเรียกสติ
“อย่าค่ะ คุณหญิง อย่า”
ภาวิดารู้สึกตัว กระแอมกระไอ หอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน
“ฉันนึกว่าฉันจะตายซะแล้ว”
“เมื่อกี้มันอะไรกันค่ะ คุณหญิงบีบคอตัวเองทำไม”
“ฉันเปล่านะ นังปริกมันบีบคอฉัน”
จวงไม่เชื่อ “นังปริกเนี่ยนะคะทำร้ายคุณหญิง”
“ใช่ นี่คงเป็นฝีมือนังแม้นมาศ มันสั่งให้อีปริกฆ่าฉัน”
“ไม่ต้องกลัวนะคะ จวงอยู่นี่แล้ว จวงจะไม่ให้ใครทำร้ายคุณหญิงเด็ดขาด เรากลับเข้าบ้านกันเถอะนะคะ”
จวงพยุงภาวิดาขึ้นแล้วเดินออกไป แม้นมาศเคลื่อนตัวเข้ามายืนมองตามหลังจวงกับภาวิดาตาเขม็ง
“รายต่อไปจะเป็นมึง อีจวง”

อีกฟากหนึ่ง รสสุคนธ์กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หน้าเรือน พร้อมกับชะเง้อคอมองออกไปทางถนนหน้าบ้านอย่างร้อนใจ กระปุกกวาดใบไม้อยู่ใกล้ๆ เห็นท่าทีรสสุคนธ์ก็แถเข้ามาแซว
“พี่รส มองหาคุณรามอยู่เหรอ”
“เปล่า พี่มอง ไปเรื่อยๆ น่ะ ไม่ได้กลับบ้านนาน ก็เลยมองให้หายคิดถึง”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้คิดถึงคุณราม”
“นี่ ถ้ายังไม่หยุดแซว เดี๋ยวพี่จะอาบน้ำให้เอามั้ย”
“อุ๊ย ไม่เอา งั้นพี่รสอยากจะมองอะไรก็เอาตามที่พี่รสพอใจเลย”
กระปุกรีบชิ่งหนี รสสุคนธ์หันไปรดน้ำต้นไม้ต่อ
วิชิตขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอดที่หน้าบ้าน รสสุคนธ์เห็นวิชิตก็จำได้
“สวัสดีครับ คุณรสสุคนธ์”
“สวัสดีค่ะ ผู้กองวิชิตมาหาใครเหรอคะ”
“ผมมาหาคุณนั่นล่ะครับ”
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมมาคุยเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของคุณพ่อคุณแม่คุณครับ”
รสสุคนธ์ชะงักมองวิชิตด้วยแววตาสงสัย

ที่บ้านพักในไร่เทพธราธร เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น รามนรินทร์หยิบโทรศัพท์มาดู เห็นเป็นรสสุคนธ์โทร.มา จึงรีบกดรับ
“ครับคุณรส ได้ครับ...ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
รามนรินทร์วางสาย แล้วรีบออกจากบ้านพักตรงไปยังรถ แต่ถูกอุณนิษากับจีรนันท์เข้ามาขวางไว้
“เดี๋ยวสิคะพี่ราม วันนี้พี่รามมีนัดไปเที่ยวน้ำตกกับนิษานะคะ”
“พี่ขอโทษด้วยนะนิษา พี่มีเรื่องด่วน ไว้พรุ่งนี้แล้วกันนะ”
พูดจบรามนรินทร์ก็รีบออกไปขึ้นรถขับออกไปเลย จีรนันท์เห็นก็รีบยุอุณนิษาให้อาละวาด
“เรื่องด่วนอะไร เมื่อกี้ฉันได้ยินชื่อนังรสสุคนธ์เต็มสองหูเลย เอ๊ะ หรือว่าสำหรับคุณรามแล้วนังรสสุคนธ์สำคัญกว่าเธอ”
“ไม่มีทาง คนสำคัญของพี่รามต้องเป็นฉันคนเดียวเท่านั้น”
“งั้นจะรอช้าทำไมล่ะ เราก็รีบตามไปขัดขวางสิ จริงมั้ย”
อุณนิษากับจีรนันท์รีบพากันตามออกไป

ทุกคนรวมตัวกันอยู่ในห้องโถงบ้าน วิชิตนำแฟ้มบันทึกคดีของพ่อ วางลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนไปด้านหน้ารสสุคนธ์ ทั้งรสสุคนธ์ รามนรินทร์ แม้นศรี และกระปุก ต่างมองแฟ้มด้วยความสงสัย
“นี่เป็นบันทึกคดีอุบัติเหตุของคุณพ่อคุณแม่คุณที่พ่อผมรวบรวมไว้”
รสสุคนธ์หยิบแฟ้มคดีขึ้นมาเปิดดู
ระหว่างนี้ อุณนิษากับจีรนันท์ พากันย่องมาแอบฟังอยู่ข้างหน้าต่างด้านนอก
วิชิตอธิบายเรื่องคดีให้ทุกคนฟังต่อ
“พ่อผมพบหลักฐานว่านี่ไม่ใช่การขับรถโดยประมาท แต่มีคนจงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุ”
รสสุคนธ์สุดดุดหู “ผู้กองจะบอกฉันว่า มีคนตั้งใจฆ่าคุณพ่อคุณแม่เหรอคะ”
“ครับ ตอนพ่อแม่คุณประสบอุบัติเหตุ เวลานั้นมีพยานรู้เห็นในเหตุการณ์ด้วย”

วิชิตเล่าเรื่องราวที่รับรู้จากแฟ้มคดีของสารวัตรวิชาผู้เป็นพ่อ ว่าวันเกิดเหตุเมื่อในอดีต
รถกระบะของมิ่งเมืองแล่นมาตามถนนในเมืองเพชร แล่นเลี้ยวตรงทางโค้งอันตราย จู่ๆ จักรสวมหมวกกันน็อกพรางตัวมิดชิดก็เร่งมอเตอร์ไซค์พุ่งออกมาปาดหน้า พร้อมกับแซงรถกระบะในระยะกระชั้นชิด มิ่งเมืองตกใจหักรถหลบอย่างแรง เป็นผลให้รถเสียหลักไถลลงไหล่ทาง และพุ่งกระแทกเสาไฟฟ้าข้างทางอย่างรุนแรง
เสียงรถกระแทกเสา เรียกให้ หมาย ชายวัยกลางคนซึ่งกำลังยืนฉี่อยู่ในพงไม้ ถึงกับสะดุ้งเฮือก
“เสียงอะไรวะ”
หมายรีบรูดซิปกางเกงแล้วโผล่หน้าออกไปดู เห็นรถกระบะชนเสาไฟในสภาพยับเยินทั้งคัน ควันโขมงลอยคลุ้งจากเครื่องยนต์หน้ารถ
ใกล้ๆ นั้นมีรถเห็นมอเตอร์ไซค์จอดซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ หมายเห็นจึงรีบหมอบลงด้วยความกลัว
ภายในรถกระบะมิ่งเมืองกับรัตนาตายคาที่ จักรเปิดหน้ากากหมวกกันน็อกดูผลงาน แล้วขับมอเตอร์ไซค์ออกไปอย่างใจเย็น
หมายมองจ้องหน้าจักรเห็นชัดเต็มสองตา จนพอจักรขับรถพ้นไปแล้ว หมายจึงรีบเผ่นออกไปอีกทาง

รสสุคนธ์ แม้นศรีและกระปุกได้ยินเรื่องที่วิชิตเล่าก็ถึงกับพากันอึ้ง นิ่งงันไป
“ถ้ามีพยาน ทำไมถึงสรุปคดีว่าเป็นอุบัติเหตุล่ะครับ” รามนรินทร์ถาม
“พยานให้การกลับคำ อ้างว่าตนเมาเลยทำให้ตาฝาดเห็นภาพไปเอง เมื่อไม่มีพยาน หลักฐานจึงอ่อน ตอนนั้นผู้บังคับบัญชาของพ่อผมก็มีคำสั่งเร่งรัดให้รีบปิดคดี พ่อผมเลยต้องสรุปคดีตามที่เห็น”
รสสุคนธ์ แม้นศรี และกระปุกพากันสะอื้นไห้น้ำตาไหลพราก
“งั้นก็หมายความว่าคุณพ่อกับคุณแม่ฉัน ถูกฆาตกรรมใช่มั้ยคะ” นักสืบสาวผู้เห็นผีตั้งข้อวินิจฉัย
วิชิตพยักหน้ารับเศร้าๆ
“นี่เป็นตราบาปเดียวที่ติดในใจพ่อผมมาตลอดจนท่านเสียชีวิต ผมต้องขอโทษแทนพ่อผมด้วยนะครับ”
แม้นศรีบอกขึ้นอย่างเข้าใจและปล่อยปลง
“มันไม่ใช่ความผิดของสารวัตรวิชาหรอกค่ะ บางทีนี่อาจเป็นเวรเป็นกรรมของพวกฉันก็ได้”

อุณนิษากับจีรนันท์แอบฟังอยู่ที่ริมหน้าต่างด้านนอก สองสาวได้ยินเต็มสองหู
“พ่อแม่นังรสสุคนธ์ก็ถูกฆ่าตาย ฉันไม่อยากเชื่อเลย ตระกูลนังรสสุคนธ์จะมีแต่คนตายโหง” จีรนันท์ว่า
“สมน้ำหน้า ตระกูลเสนียดจัญไรอย่างมัน ตายไปให้หมดก็ดี แผ่นดินจะได้สูงขึ้น”
อุณนิษาเห็นรสสุคนธ์กอดแม้นศรีร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ก็ยิ่งสะใจ ยิ้มชั่วออกมา

รามนรินทร์กับวิชิตได้แต่สงสาร ที่เห็นรสสุคนธ์กับแม้นศรีกอดกันร้องไห้มีกระปุกโผเข้าไปกอดด้วย
“แล้วพ่อผู้กองทราบมั้ยครับว่าคนร้ายเป็นใคร”
วิชิตหน้าเครียดตอบไม่ได้

ในขณะที่จักรซ้อมพัดกอล์ฟอยู่หน้าบ้าน แขไขก้าวเข้ามาเหยียบลูกกอล์ฟไว้ จักรเห็นเป็นแขไขก็ชะงัก
“คุณหญิง ลมอะไรหอบคุณหญิงมาถึงที่นี่ได้”
“ก็ลมหายนะของลูกแกน่ะสิ นี่มันหายหัวไปไหน”
แขไขเดินตามหาตะโกนเรียกอธิวัฒน์ เสียงดังลั่นบ้าน
“ไอ้วัฒน์...ไอ้วัฒน์ โผล่หัวของแกออกมาเดี๋ยวนี้”

แขไขบุกเข้าไปที่ห้องนอน เห็นอธิวัฒน์นอนอุตุอยู่บนเตียง ก็ปรี่เข้าไปกระชากผ้าห่มออก แล้วฟาดอธิวัฒน์อย่างแรงด้วยความโกรธ
“โอ๊ยๆ คุณหญิงน้า มาตีผมทำไม”
“ไอ้คนเนรคุณ แกเอาโฉนดที่ดินฉันไปใช่มั้ย”
อธิวัฒน์ทำไก๋ “โฉนดอะไรผมไม่รู้เรื่อง”
“ไม่รู้เรื่องเหรอๆ”
แขไขจิกหัวอธิวัฒน์แล้วตบๆ ไม่ยั้ง อธิวัฒน์ยกมือขึ้นกัน ปัดป้องไปมา
“ไอ้ชั่ว ฉันอุตส่าห์ส่งเสียเลี้ยงดูแกมาอย่างดี แกตอบแทนบุญคุณฉันแบบนี้เหรอ”
“โอ๊ย บอกไม่ได้เอาไปก็ไม่ได้เอาไปสิ”
อธิวัฒน์สุดทน ผลักแขไขออกอย่างแรง จนอีกฝ่ายเซไป จักรรีบเข้ามาประคองไว้
“พี่จักรดูลูกพี่สิ มันกล้าสู้กับฉัน”
“ไอ้วัฒน์”
จักรบันดาลโทสะ ถลันเข้าไปตบหน้าลูกด้วยหลังมือสุดแรง อธิวัฒน์อึ้งตกใจที่พ่อถึงกับลงไม้ลงมือกับตน
“พ่อ”
“แกจะทำชั่วกับใครก็ได้ แต่ไม่ใช่กับคุณหญิงแขไข เอาโฉนดคืนมา”
อธิวัฒน์รีบดึงซองโฉนดที่ซ่อนไว้ใต้เตียงออกมาส่งให้แขไข อีกฝ่ายรีบคว้าหมับ

รสสุคนธ์ รามนรินทร์หลบออกมาคุยกับวิชิตหน้าบ้าน
“ขอบคุณผู้กองนะคะที่เอาความจริงมาบอกฉัน”
“แล้วนี่คุณรส จะทำยังไงต่อครับ”
“ฉันยังไม่รู้เลยค่ะ”
“ผู้กองสงสัยใครหรือเปล่าครับ”
“ตอนแรกผมก็มืดแปดด้านเหมือนกันครับ แต่พอขุดคุ้ยไป ผมก็พบข้อพิรุธเรื่องที่ดินที่พ่อคุณรสครอบครองอยู่ หลังจากพ่อคุณรสเสียชีวิตได้ไม่นาน ที่ดินผืนนั้นก็เปลี่ยนชื่อผู้ครอบครอง และคนๆ นั้นก็คือ...”
“คุณหญิงแขไข”
รามนรินทร์กับรสสุคนธ์อุทานออกมาพร้อมกัน แล้วต่างคนต่างอึ้งไป
สองสาวซึ่งตามมาหลบแอบฟังอยู่หลังตุ่มเก็บน้ำฝน ได้ยินก็ต่างเบิกตาโตตกใจ

โดยเฉพาะอุณนิษานั้นนิ่งงันไปเลย ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

อ่านต่อตอนที่ 16

กำลังโหลดความคิดเห็น