xs
xsm
sm
md
lg

ล่าดับตะวันตอนที่ 13

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ล่าดับตะวัน ตอนที่ 13

ศพแป๊ะกงถูกนำมาประกอบพิธีตามประเพณีจีนที่วัดดังแห่งนี้ มีการตั้งขบวนแห่โลงศพประมุขแก๊งอัคคีผู้ลาลับอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ โดยมีตะวัน ภัสสร ภูผา หมอก ปานวาด ปราการ ปิง และสมาชิกแก๊งระดับหัวหน้า ตลอดจนลูกน้องร่วมไว้อาลัยในขบวน

ญาติฝ่ายแป๊ะกง เหลือเพียงอาเหมยหลานสาวตัวน้อยเดินถือรูปปู่ กับลูกสะใภ้ม่ายถือกระถางธูป มีพวกลูกน้องที่ภักดีคอยเดินตาม ขบวนศพแห่เคลื่อนเข้าไปเพื่อตั้งในศาลา ในบรรยากาศแสนเศร้า
ภูผาตาแดงก่ำ คอยโปรยกระดาษเงินกระดาษทองคารวะและส่งวิญญาณชายชราผู้มีน้ำใจกับเขา อารมณ์ราวกับหนังเจ้าพ่อฮ่องกงที่เราท่านเคยดูเคยเห็นจนชินตา
หมอกมองประเมิน ประมวลท่าทีแต่ละคนในงานว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขาไม่ได้ไปปฏิบัติการด้วย

หลังงานศพคืนนั้น ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ในห้องวีไอพี ของภัตตาคารจีนร้านประจำของแก๊งอัคคี
ตะวันยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกแก๊งที่มาประชุมกันในห้องเลี้ยงโต๊ะจีน มีสมาชิกระดับหัวหน้าหกคนร่วมโต๊ะ ภัสสรเป็นหนึ่งในนั้น โดยมีเก้าอี้ตัวหนึ่งที่พิเศษกว่าตัวอื่น เดิมมีไว้สำหรับแป๊ะกง เว้นว่างไว้
“สิ้นแป๊ะกงแล้ว แก๊งก็ขาดผู้นำ แต่งูขาดหัวไม่ได้ เราต้องมีหัวหน้า ทุกคนคิดว่ายังไง”
สมาชิกร่วมโต๊ะกลมต่างหันมองหน้ากันอย่างดูท่าทีคนอื่น ภัสสรออกอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก่อนที่ สมาชิก 1 จะบอกขึ้นว่าอย่างประจบประแจงว่า
“ก็คุณตะวันไงครับ เหมาะที่สุดแล้ว”
ตะวันยิ้มมุมปากรับเอาคำมาในท่าทีรับแบ่งสู้ ก่อนบอกอย่างถ่อมตนว่า
“ผมเหรอ ผมไม่มีคุณสมบัติขนาดนั้นมั้ง”
“ถ้าคุณตะวันไม่มีคุณสมบัติ ก็ไม่มีใครอีกแล้ว” สมาชิก 2 เสริม
สมาชิกแก๊งในโต๊ะพากันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย มีเพียงภัสสรเบะปากด้วยความหมั่นไส้ ตะวันเห็นท่าทีนั้น ยิ้มพอใจ แล้วบอกสรุปขึ้นว่า
“ในเมื่อทุกคนให้เกียรติผม ผมก็ขอน้อมรับไว้”
ตะวันเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ว่างตัวนั้น ประหนึ่งขึ้นนั่งบัลลังก์ราชันย์ด้วยความสะใจ
ภัสสรลอบมอง ด้วยแววตาเคียดแค้นเหลือแสน

พอกลับถึงบ้าน ภัสสรระเบิดอารมณ์ใส่พรชัย อย่างเกรี้ยวกราดด้วยความโมโหที่ตะวันได้ขึ้นเป็นใหญ่
“ใจเย็นๆ ครับเจ๊”
“เจ็บใจจริงๆ เห็นๆ อยู่ว่าทั้งหมดนี่เป็นแผนการของไอ้ตะวันที่ต้องการจะเป็นใหญ่ มันนี่เลวจริงๆ”
“ถึงเป็นอย่างนั้นจริง แล้วเจ๊จะทำยังได้ล่ะครับ”
“ก็แก้แค้นไง หรือจะปล่อยให้มันได้ทั้งหมดไปครอง”
พรชัยต้องพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “เจ๊ต้องใจเย็นนะครับ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ ถ้าพลาด ก็จะไม่มี โอกาสอีกเลยนะครับ”
ภัสสรนิ่งฟัง
“ไอ้ตะวัน ฉันต้องจัดการแกให้ได้”
ภัสสรแค้นใจ

ภูผากลับถึงคอนโดนั่งเศร้าอยู่ในห้องพัก ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น เห็นว่าเป็นเบอร์ พี่สาวโทร.มา
“หวัดดีพี่แดง”
เสียงพี่สาวเหมือนอึ้งไปนิด ก่อนบอกด้วยน้ำเสียงเศร้าจะร้องไห้ “แม่เสียแล้วนะเมื่อกี้ จะรดน้ำศพเย็นพรุ่งนี้ที่วัด”
ภูผาอึ้งไปถนัดใจ
“มารดน้ำศพแม่ด้วยนะ”
“ครับ”
ภูผาวางสายไป แล้วน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง คับแค้นใจที่ไม่ได้เห็นหน้าแม่เป็นครั้งสุดท้าย

ภูผาเดินเข้าไปในศาลาสวดศพแม่ในวัดใกล้บ้าน ด้วยใบหน้าหมองเศร้า ศพแม่นอนคุมผ้าอยู่แล้วที่โต๊ะสำหรับรดน้ำ ภูผาน้ำตาซึม หันไปมองสบตา พี่แดง - พี่สาว ที่เดินเข้ามาหา
“ไปจุดธูปไหว้แม่”
พี่สาวเดินไปนั่งจุดธูปส่งให้น้อง แต่พอภูผาจะไหว้ ไม้กวาดอันหนึ่งก็ตีเข้าใส่ภูผาที่ด้านหลังเต็มแรง คนเป็นพ่อที่ตีลูกชั่วอยู่ในอาการโกรธแค้นสุดจะประมาณ
“ไอ้ลูกชั่ว ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ ไป”
พี่สาวรีบตรงเข้าห้ามพ่อ
“ไม่เอาพ่อ ไม่เอา”
คนเป็นพ่อไม่ยอมหยุด ยังตีต่อ ขณะที่พี่สาวพยายามห้าม ภูผานิ่งให้ตี ไม่ตอบโต้ ญาติคนอื่นๆ จึงเข้ามาช่วยจับตัวพ่อภูผาเอาไว้ พี่สาวหันมาบอกกับภูผา
“ไป ก่อนไป” ภูผามองสบตาพี่สาวไม่อยากไป พี่สาวเร่ง “บอกให้ไปก็ไปซิ”
พ่อสวนขึ้น “ยังมาเสนอหน้าอยู่อีก บอกให้ออกไปไง”
พร้อมกับว่า พ่อเอาไม้กวาดขว้างใส่โดนหัวภูผาจังๆ
พี่สาวขอร้อง “ไปเถอะ ไปซิ”
ภูผาจำใจลุกขึ้น เดินจากมา เสียงพ่อด่าพี่แดงดังไล่หลังมา
“แกปล่อยให้มันเข้ามาได้ยังไง คนระยำพรรคนี้ ถ้าไม่เพราะมัน แม่แกก็คงไม่ต้องตรอมใจตายแบบนี้”
“ไม่เอาน่าพ่อ เห็นแก่แม่เถอะ เดี๋ยวแม่นอนตาไม่หลับ”
“ไม่หลับอยู่แล้ว ใครมันจะตายตาหลับ มีลูกระยำเป็นโจรแบบนี้”
ภูผาได้ยินน้ำตาร่วง เศร้ายิ่งกว่าเศร้า เดินร้องไห้ออกมา

วันต่อมา เห็นพวงรีดจากภูผาถูกพี่สาวนำเอามาวางข้างๆ ศพแม่ที่กำลังทำพิธีรดน้ำ แขกกำลังต่อแถวเข้ารดน้ำศพ โดยมีพี่สาวภูผาตักน้ำให้
ห่างออกมาจากศาลางานศพ ภูผากำลังยืนแอบดูอยู่ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น แล้วก้มกราบทั้งน้ำตา เสมือนว่าได้กราบศพแม่

อาทิตย์ใกล้ตกดิน แสงสีเหลืองงามตาส่องไปทั่วนภา ภูผานั่งซึมอยู่ตรงระเบียงห้อง ทอดสายตามองอาทิตย์ตกดิน พร้อมดื่มเบียร์ดับความทุกข์ที่กัดกินใจ แต่น้ำตาแห่งความเศร้าก็ยังไหลรินออกมาเต็มสองตา
ภูผากลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างโศกศัลย์ ก่อนยกเบียร์กระดกรวดเดียวหมดกระป๋อง

เย็นวันเดียวกัน ชบายังอยู่ที่ออฟฟิศ หน่วยเมฆาพยัคฆ์ และหยิบเอกสารในซองมาเปิดดู เป็นซองที่อัคคเดชให้มานั่นเอง มันเป็นเอกสารข้อมูลส่วนตัวของแต่ละคนในหน่วย
ชบาลงมืออ่านจนจบแล้วออกอาการหนักใจ
“มนตรีน่าสงสัยที่สุดจริงๆ ด้วย ตำรวจเป็นสายให้โจร ทำไปได้”
ชบานิ่งคิด ก่อนที่ความคิดหนึ่งผุดวาบขึ้นในหัว
“แต่ผู้กำกับก็น่าจะมีสายเหมือนกันนะ”
ความทรงจำหนึ่งก็ผลุดขึ้นในหัว
โทรศัพท์ของอัคคเดชจะดังขึ้น
แทนสายตาเห็นว่าเป็นข้อความจาก P ว่า “หนีออกด้านหลัง”
อัคคเดชอ่านแล้วรีบยกวอขึ้นสั่งการ
“ให้กำลังส่วนหนึ่งไปปิดทางออกด้านหลังคลับ”
ชบาใช้ความคิด
“ตัว P ต้องเป็นตัวย่อชื่อแน่”
หมวดสาวนิ่งคิดอีกครู่หนึ่ง ประมวลความคิดต่อ
“และต้องเป็นคนของนายตะวันแน่ๆ” ชบาคิดบางอย่างได้ “P…ภูผา” หมวดจอมโก๊ะตาโตเป็นไข่ห่านขึ้นมาทันที “หรือว่าหมอนั่นเป็นสายของผู้กำกับ”
ชบานึกแล้วรีบควักโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดไล่ดูเบอร์มือถือในเครื่อง จนเจอเบอร์ภูผาที่เคยเม็มเก็บไว้ตอนจับภูผามาโรงพัก ชบายิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา มีแผนการสนุกๆ ผุดขึ้นในหัว

“หาพิกัด! พิกัดใครคะ”
อ้อยทวนคำกับชบาที่ยืนเจ๋ออยู่หน้าโต๊ะทำงานด้วยท่าทีแปลกใจ
“พิกัด...” ชบากำลังจะบอกความจริงว่า ภูผา ทว่านางนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เลยโกหกแทน “พิกัดแฟนชบาเองค่ะ คือชบาสงสัยว่าแฟนอาจมีกิ๊ก”
“อุ๊ย อย่างนี้ไม่ได้หรอกค่ะ มันเรื่องส่วนตัว อ้อยคิดว่าเรื่องงาน”
“แล้วเราลักไก่ขอความร่วมมือไม่ได้เหรอคะ”
“อุ๊ย ก็เป็นเรื่องซิคะ เพราะต้องมีหนังสือขอความร่วมมือไปจากผู้บังคับบัญชา แล้วใครจะเซ็นให้ล่ะ ยิ่งตอนนี้ผู้กำกับถูกพักงานด้วย ต้องเป็นท่านผู้การแล้วล่ะค่ะ”
“เหรอคะ ต้องถึงขนาดนั้นเลยหรือคะ” ชบาหน้าจ๋อยสมบทบาท ทำเป็นเสียดายโอกาสจับผิดแฟน นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “แล้วมันไม่มีทางอื่นเลยเหรอคะ”
อ้อยอึ้งเงียบไปนิด “มันก็ไม่เชิงว่าไม่มีนะคะ
“ทางไหนเหรอคะ”

ค่ำคืนนั้นสองสาวอยู่ที่ออฟฟิศหน่วยเมฆาพยัคมฆ์
จอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานกำลังแสดงผลการพยายามแฮ็คเข้าระบบเครือข่ายของบริษัทให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามเบอร์ของภูผา ด้วยฝีมือหมวดอ้อยที่กำลังนั่งหน้าเคร่งอยู่หน้าจอ โดยมีชบายืนลุ้นเยี่ยวเหนียวอยู่ข้างๆ
ที่หน้าจอค่อยๆ ขยายจุดสัญญาณมือถือภูผาเป็นสถานที่ชัดขึ้นๆ และละเอียดขึ้นเรื่อยๆ จนเห็นเป็นแผนที่ละเอียดที่บอกตำแหน่ง แต่ไม่สามารถระบุพิกัดได้ชัดเจนจริง
“พี่ทำได้มากสุดแค่นี้แหละคะ ต้องไปเดินถามเอาเอง แต่ที่นี่สัญญาณปรากฏนานที่สุด น่าจะแถวนี้แน่นอน”
“ขอบคุณค่ะ”
ชบายิ้มยินดีปรีดา เจ้าเล่ห์นิดๆ ขณะหันไปมองที่จอคอมพ์อย่างสาสมใจ

ท้องฟ้าเหนือกรุงเทพเปลี่ยนจากเย็นย่ำเป็นค่ำคืนแล้ว
ชบาโลดแล่นมายังจุดหมาย เวลานี้กำลังยื่นรูปภาพภูผาในโทรศัพท์มือถือให้แม่ค้าละแวกคอนโดภูผาดู
“ถ้าพี่จำไม่ผิด ก็น่าจะอยู่ตึกข้างหน้านี่แหละ”
“ขอบคุณค่ะ” ชบายิ้มดีใจ

ในขณะเดียวกันนั้นภูผากำลังต่อโทรศัพท์หาพี่สาว รอจนได้ยินเสียงปลายสายรับสาย
“ว่าไง”
“จะเผาแม่เมื่อไรพี่”
“จะมาเหรอ”
“ผมอยากส่งแม่ครั้งสุดท้าย”
เสียงแดงผู้เป็นพี่สาวเงียบไปอึดใจใหญ่ “แต่พี่ว่าอย่ามาดีกว่านะ เดี๋ยวมีเรื่องอีก พ่อก็ไม่ค่อยสบายด้วย เมื่อคืนวานก็ต้องไปให้น้ำเกลือมา”
ภูผาได้ฟังแล้วหนักใจมาก
“พี่รู้ว่าเรารักแม่ แต่พี่ขอร้องล่ะ พี่กลัวพ่อจะตามแม่ไปอีกคน”
ภูผาอึ้งไปอย่างถนัดตา นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจำใจรับปากอย่างไม่มีทางเลือก
“ก็ได้ครับ”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ”
“ครับ”
ภูผากดวางสายอย่างผิดหวัง วางมือถือลงแล้วหันไปคว้าเหล้าที่อยู่บนโต๊ะยกขึ้นกระดกรวดเดียวหมดขวด ดวงตาแดงกล่ำด้วยความเสียใจ น้อยใจในชะตาชีวิต
ฤทธิ์แอลกอฮอล์แผ่เป็นริ้วๆ ไปทั้งกาย มันเริ่มทำหน้าที่แทบจะทันที ร่างภูผาร้อนฉ่า กรึ่มได้ที่แล้ว ตำรวจหนุ่มในคราบโจรชั่วเต็มกลืนกับความรู้สึกอัดอั้นที่ถั่งโถมอยู่ในอก อย่างถึงที่สุดแล้ว
เขานั่งนิ่งบ่มความรู้สึกภูผานิดหนึ่งในเต็มกลืน กระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นหน้าห้อง
ภูผาลุกขึ้น เกือบล้ม เพราะความเมา เดินเซไปเซมาไปเปิดประตู
เมื่อประตูเปิดออก เผยให้เห็นหมวดชบายืนอยู่หน้าห้องอย่างผู้ชนะ
ภูผาออกอาการเซ็งเป็ด จะปิดประตูหนี แต่ชบาเอาขาขวางเอาไว้ ก่อนถือวิสาสะเร้นกายเข้าไปในห้องโดยไว พร้อมกับกวนโทสะดอกแรก
“ทำไม เห็นหน้าฉันแล้วจะร้องไห้เลยหรือไง”
“ตามมาถึงนี่เลยเหรอ คุณตำรวจ”
“ก็คราวที่แล้ว นายทำฉันไว้แสบมาก ก็ต้องตามมาคิดบัญชีกันหน่อย” ชบาจ้องหน้าอย่างอาฆาตแค้น
ภูผาประชดชีวิตไปส่งๆ “อยากจับมากใช่มั้ย ถ้าอยากจับก็จับเลยซิ”
พร้อมกับที่ว่า เขายื่นสองมือให้ใส่กุญแจมือ
“ไม่ต้องท้า ฉันจับแน่ ถ้าฉันมีหลักฐานนะ ฉัน…”
ยังไม่ทันขาดคำ ภูผาก็ดึงชบาเข้าไปจูบปากทันควัน ชบาอึ้งตะลึงตะไล ตัวแข็งทื่อ ก่อนจะถูกภูผาผลักออกแถมบอกด้วยน้ำเสียงเยาะหยันมาว่า
“นี่ไง หลักฐาน พอใจมั้ย”
อันเป็นจังหวะเดียวกับที่มือชบาตวัดมือขึ้นตบหน้าภูผาฉาดใหญ่ แล้วรีบยกแขนเช็ดปากตัวเองอย่างแรงเวอร์ๆ พร้อมถ่มถุยน้ำลาย ด้วยอาการรังเกียจที่ถูกโจรตี๋รูปหล่อจูบ
“ไอ้บ้า นี่แกกล้าลวนลามฉันอีกเหรอ”
ชบาหันมาจะเอาเรื่อง แต่ต้องชะงักไป เมื่อเห็นภูผาระเบิดปล่อยโฮออกมาด้วยความอัดอั้นตันใจถึงขีดสุด ชบามองจ้องด้วยความตกใจ
“อะไร โดนตบแค่นี้ร้องไห้ เด็กน้อยไปหรือเปล่า”
อยู่ๆ ภูผาก็โผเข้ามากอดชบาไว้ด้วยอาการสิ้นเรี่ยวแรง เหมือนคนไร้หลักยึด เคว้งคว้างอย่างที่สุด
“เฮ้ย” ชบาตกใจยืนตัวแข็งทื่ออีกครั้ง ยกมือขึ้นจะผลักภูผาออก
ภูผาคร่ำครวญออกมาด้วยความเศร้าเสียใจอย่างที่สุด “แม่ผมตายแล้ว”
ชบาชะงัก นิ่งไปถนัดตา ภูผาร้องไห้หนักมากขึ้นๆ ชบาจึงยั้งมือไว้ยืนนิ่งให้เขาซบร้องไห้ ทว่าหมวดจอมโก๊ะยังมีเวลาแอบเขินอยู่ในที
อีกอึดใจต่อมาภูผาเงียบเสียงไป ชบาหันมองก็เห็นว่าน็อกหลับ หมดสติไปเพราะฤทธิ์เหล้า
“เอ้า หลับไปซะแล้ว”

ชบาประคองภูผามานอนบนเตียงด้านในห้อง ด้วยความหนักของตัวภูผาจึงดึงลากชบาลงไปด้วยกัน ร่างชบาทับอยู่บนร่างภูผา หน้าแนบหน้า ชบาใจสั่น อึ้งไปอีก รีบผละออกด้วยความเขินกับความคิดตัวเองที่เขินภูผาขึ้นมา
“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย ขนาดหลับยังโดนแต๊ะอั๋งอีก”
พลางหันไปมองร่างไร้สติของโจรตี๋ด้วยสายตาหมั่นไส้
“ถ้าเล่นงานนายตอนนี้ จะหาว่าฉันรังแกคนไม่มีทางสู้”
ชบามองภูผายิ้มกระหยิ่มเจ้าเล่ห์ “แต่นายหลับไปก็ดี ฉันจะได้ค้นบ้านนาย”
หมวดสาวลุกไป เริ่มทำการค้น พอหันไปเห็นตู้ปลาที่เจ้าหล่อนเป็นคนแนะนำภูผาให้เลี้ยงก็ยิ้มออกมา
“ขนาดให้เลี้ยงง่ายๆ ปลายังผอมเลย”
ชบายิ้ม จนมีเสียงโทรศัพท์มือถือของภูผาจะดังขึ้น ชบามองหา เดินไปที่โตะหยิบมาดูเห็นเป็นเบอร์พี่แดงโทร.มา ชบามองอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจรับสาย
“ค่ะ”
น้ำเสียงพี่แดงค่อนข้างแปลกใจ “นั่นใช่โทรศัพท์ภูผาหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วภูผาล่ะคะ”
“เมาหลับไปแล้วค่ะ”
“งั้นฝากบอกเค้าด้วยนะคะ ว่าถ้าอยากมาเผาแม่ ก็ให้มาแต่อย่าเข้ามาในบริเวณงานให้พ่อเห็นก็พอ”
ชบาได้ฟังแล้วสะท้อนใจอยู่ในที “ได้ค่ะ”
หมวดสาวกดวางสายหลังอีกฝ่ายวางสายไปก่อน แล้วหันไปมองภูผาที่นอนอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกสงสาร และเห็นใจ

กลับถึงคอนโด ชบาอาบน้ำเสร็จนางกำลังนั่งทาครีมก่อนนอนอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วนึกถึงตอนถูกภูผาดึงไปจูบ
ชบามองเงาตัวเองในกระจก พร้อมความรู้สึกหวั่นไหวในใจ
ความคิดของชบาแล่นลิ่ว ความรู้สึกที่มีต่อภูผาตั้งแต่แรกพบ คิดถึงหลายๆ เหตุการณ์ที่พบเจอเจอกับภูผา กอดจูบกันโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งคิดหมวดสาวก็หวั่นไหว จนความคิดมาหยุดนึกถึงตอนเห็นภูผาร้องไห้เรื่องแม่ตาย
ชบานอนใช้ความคิดอยู่บนเตียงตัวเอง
“นายคงเสียใจมากเนอะ” ชบาดึงสติคืนมา “เป็นบ้าอะไรเนี่ยชบา เป็นตำรวจนะ มีใจให้โจรได้ยังไง”

ภูผารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาตอนเช้า รู้สึกปวดหัวจี๊ดเพราะอาการแฮ้งค์จากเมื่อคืน ชายหนุ่มยันกายตัวเองลุกขึ้นจากที่นอน เห็นบนโต๊ะมีโน้ตเขียนว่า
"พี่สาวโทร.มาบอกว่า ไปงานศพแม่ได้ แค่อย่าเข้าไปในงานก็พอ ครั้งนี้จะยกยอดไปก่อน เห็นแก่ที่แม่นายเสีย แต่เจอกันครั้งหน้า ทบต้นทบดอก จะหาว่าไม่เตือน"
ภูผาอ่านจบแล้วอดยิ้มออกมาไม่ได้ รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก

ญาติพี่น้องรวมตัวกันอยู่บนเมรุ คอยส่งร่างแม่เข้าเตาเผา ภูผามายืนส่งห่างออกมา และทำวัตถยาหัตถ์แสดงความเคารพแม่อยู่เงียบๆ คนเดียวในมุมปลอดคน
“ผมไม่ใช่โจร ผมเป็นตำรวจครับแม่ สักวันทุกคนจะได้รู้ความจริง”

อีกฟาก ที่หน้าร้านดอกไม้น้องหลิน มีรถตู้สองคนแล่นมาจอด ก่อนที่นักเลงลูกพี่จะลงจากรถคันหน้า โดยมีลูกน้องลงมาจากรถคันหลัง พากันเข้าไปในร้าน พวกพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นพากันตกใจ แต่ไม่มีใครกล้าแหยม
หลินอยู่ในร้านรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ ออกอาการตกใจเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายคนกรูกันเข้ามาด้านใน และพวกมันเริ่มทำลายข้าวของตกหล่นแตกเสียงดังโครมคราม หลินกลัวจนตัวสั่น
หลินตกอยู่ในอาการหวาดกลัว ถูกนักเลงชั่วจับตัวออกมาจากร้านพาขึ้นรถตู้ ท่ามกลางสายตาของเพื่อนบ้าน ยังคงไม่มีใครกล้าช่วย เพราะนักเลงหลายคนยืนคุมเชิงอยู่ ก่อนรถตู้จะเคลื่อนออกมา

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานที่บ้านสวน ดังจนเรียกให้หมอกเดินมารับสาย เบอร์ที่โทร.เข้ามาเป็นเบอร์หลิน หมอกมองด้วยท่าทีฉงน ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างดีใจออกมา แล้วกดรับสาย
“หวัดดีครับ”
“เสียใจด้วยว่ะ แฟนแกมาพูดสายไม่ได้” ลูกพี่เย้ยหยัน
สีหน้าหมอกที่กำลังเปื้อนยิ้มอยู่ เจื่อนลงทันที
“แกเป็นใคร”
“ก็คนที่แกเล่นเสียหมอบเมื่อวันก่อน ที่ร้านแฟนตาบอดของแกไง”
หมอกอึ้งไป สีหน้าตกใจเริ่มเป็นห่วงหลิน
“ตอนนี้ฉันจับแฟนแกไว้ ถ้าอยากช่วยก็มา”
“ฉันจะเชื่อแกได้ยังไง”
นักเลงลูกพี่เดินไปหาหลินที่ถูกจับมัดอยู่ แล้วเอาโทรศัพท์แนบหูบอกว่า
“พูดกับแฟนแกหน่อยซิ”
“คุณเมฆ”
“คุณหลินเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
ยังไม่ทันที่หลินจะได้ตอบ ลุกพี่ก็ดึงโทรศัพท์ไปพูดสาย
“คราวนี้คงเชื่อแล้วนะ”
“ได้ ที่ไหนว่ามา”
หมอกนิ่งฟังสถานที่นัดหมาย ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้นสุดขีด

หลินที่ถูกจับมัดอยู่ในโกดังร้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นักเลง 1 กำลังมองจ้องหลินด้วยอาการหื่น เอามือลูบหน้าหลินเหมือนหมาหยอกไก่ หลินสะบัดหนีอย่างกลัวๆ
“ผมว่าข่มขืนอีตาบอดนี่ก่อนดีกว่าพี่ ดีกว่าอยู่เปล่า” นักเลง 1 บอก
“ไอ้หื่นเอ๊ย รออีกแป๊บเดียวไมได้หรือไงวะ แก้แค้นแฟนมันแล้วค่อยปิดท้ายด้วยอีนี่เป็นการฉลอง”
“อย่าทำอะไรคุณเมฆนะ เค้าไม่เกี่ยวด้วย จะทำอะไรทำฉันคนเดียวพอ ฉันขอร้องล่ะ” หลินออกรับแทน
“ห่วงกันขนาดนี้ยังว่าไม่มีอะไรกันอีก กูไม่ได้ตาบอดแบบมึงนะโว้ย จะได้ดูไม่ออก”
หลินได้ฟังแล้วยิ่งใจไม่ดีเป็นห่วง

หมอกมาถึงแล้ว และกำลังแอบมองสำรวจผ่านกล้องส่องทางไกลจากมุมสูงมุมหนึ่ง เห็นโกดังที่ว่าชัดเจน พบว่ามีนักเลงลูกสมุนยืนยามอยู่ 3 คน โดยไม่มีอาวุธปืน
หมอกมองพวกมันตาวาววับอย่างหมายหัว

ไม่นานต่อมาบริเวณด้านนอกโกดังร้าง สมุน 3 คน แว่วยินเสียงรถจึงหันไปมองอย่างสนใจ ทว่ากลับพบแต่ทางอันว่างเปล่า จนเสียงเร่งเครื่องยนต์ดังกระหึ่มขึ้นมา พร้อมๆ กับรถของหมอกปรากฏตัววิ่งตรงมาอย่างเร็ว
รถแล่นมาจอดที่หน้าโกดัง หมอกลงจากรถ โดยมีลูกสมุนกรูเข้ามาล้อมกรอบขวางไว้ หมอกไม่สนใจเดินตรงเข้าโกดังไปเลย

หมอกเดินอาดๆ เข้ามาในโกดัง พวกลูกสมุนที่เคยเห็นฝีมือหมอกก่อนหน้านี้มองผวาอย่างกริ่งเกรง หมอกเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับลูกพี่ใหญ่ที่รออยู่ นักเลงลูกพี่หันมามองหมอก เปิดปากแซวขึ้นว่า
“พระเอกมาช่วยนางเอกแล้วโว้ย”
หมอกไม่สนใจ มองแต่หลินที่ถูกมัดอยู่ ก่อนถามขึ้นอย่างเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณหลิน”
หลินได้ยินเสียงหมอกในคราบเมฆก็ดีใจ “ไม่เป็นไรค่ะคุณเมฆ”
“ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมไปช่วยคุณเอง”
ลูกพี่สวนขึ้นทันควันอย่างไม่พอใจ “พูดง่ายไปหน่อยแล้วมั้ง”
พร้อมกับว่า มันส่งสัญญาณบางอย่าง
พวกลูกน้องที่ซ่อนตัวอยู่พากันเดินดาหน้าออกมาล้อมกรอบหมอกราวสิบคน พร้อมกับไม้และมีดดาบ บางรายมีมีดหัวตัด
“เอาตัวเองให้รอดก่อนดีกว่ามั้ย” ลูกพี่เย้ยหยาม
หมอกมองประเมิน พอเห็นว่าเป็นพวกนักเลงข้างถนน ไม่ใช่ยอดฝีมือ จึงถามอย่างปรามาสออกไป
“แน่ใจนะว่าจะเอาแบบนี้”
ลูกพี่หมั่นไส้สุดขีดประกาศก้อง “เล่นมัน”
พวกลูกสนุมจึงดาหน้าตรงเข้าเล่นงานหมอก

ลูกสมุนที่อยู่หน้าประตู ดึงประตูปิด เพื่อปิดประตูตีหมอก แต่หมอกจัดการพวกลิ่วล้อพวกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น โดยตอนแรกเพียงสู้ด้วยมือเปล่า หลบหลีกไม้ที่ตีใส่ก่อนแย่งปลดมาได้อันหนึ่ง แล้วใช้สู้กับพวกที่เหลือ บางคนมีมีดยาวหมอกก็ปลดได้สบาย ก่อนกำราบนักเลง 10 คน ลงใด้ในเวลาไม่นาน มีสมุนคนหนึ่ง หนีตายเปิดประตูออกมาสลบอยู่ตรงหน้าประตู
ลูกพี่ยืนอึ้งมองด้วยอาการตะลึงตะไล ตกใจถึงขีดสุด หมอกหันไปสบตามันด้วยสายตาอันเหี้ยมเกรียม ลูกพี่จึงควักปืนสั้นที่พกมาด้วยยิงใส่หมอกก่อน หมอกฉากหลบโดยไว แล้วโผเข้าหาที่กำบัง
หลินได้ยินเสียงปืนก็ตกใจกลัว เป็นห่วงหมอก
ลูกพี่หันปืนไล่ยิงตามหลังแต่ไม่โดนสักนัด
หมอกหลบเข้าที่กำบังได้ในที่สุด โดยต้องวิ่งหนีไปหลบในที่ห่างออกมาจากจุดที่หลินถูกมัดอยู่ ลูกพี่เดินขยับเข้าไปหาอย่างกลัวๆ แต่พอไปถึงแสดงตัวเข้าใส่จะยิงสังหาร ปรากฏว่าหมอกหายไปจากที่ซ่อนแล้ว นักเลงลูกพี่ตกใจแปลกใจสุดขีด ก่อนที่จะทำอะไรอื่น มันรู้สึกได้ถึงปากกระบอกปืนยื่นมาจ่อหัว ลูกพี่ใหญ่หน้าซีดเผือด ถูกหมอกปลดปืนไป
“ก็เตือนแล้ว ไม่ฟัง”
หมอกขึ้นไกปืนที่จ่อหัว ลูกพี่กลัวจนตัวสั่น ถึงกับฉี่แตกราดกางเกงเป็นทาง ก่อนจะสลบไปด้วยความตื่นตกใจกลัวตายถึงขีดสุด หมอกส่ายหัวมองเยาะ แล้วรีบเดินไปหาหลิน

หลินยังอยู่ในอาการหวาดผวา เพราะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง คอยเงี่ยหูฟัง หมอกเดินเข้ามาช่วยแก้มัดให้ หลินสะดุ้งผวากลัวไม่รู้ว่าใคร
“ผมเอง”
หลินจำเสียงได้ ร้องขึ้นมาด้วยความดีใจ “คุณเมฆ”
พอเป็นอิสระเธอจึงโผเข้ากอดหมอกไว้อย่างลืมตัว หมอกยืนนิ่งให้กอด จนอึดต่อมาหลินรู้ตัว รีบผละออก
“เอ่อ...ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ทั้งสองคนออกอาการขัดเขินกันอยู่ในที จนหมอกถามทำลายความเงียบขึ้นอย่างเป็นห่วงว่า
“คุณหลินมีญาติพี่น้องที่พอจะไปขออาศัยอยู่ด้วยบ้างมั้ย”
“คุณเมฆ ถามทำไมคะ”
“คือ ผมคิดว่า มันคงไม่ปลอดภัยถ้าคุณหลินจะกลับไปที่ร้านอีก ลองพวกมันถึงขั้นจับตัวคุณมาแบบนี้ แสดงว่าพวกมันคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่”
“แต่คุณเมฆก็เล่นงานพวกมันไปแล้วนี่คะ”
“พวกนี้มันแค่ลูกกระจ๊อกแค่นั้น เก่าไปใหม่ก็มาอีก เพราะคนที่หนุนหลังพวกมันยังอยู่ แล้วคุณจะทำยังไง”
หลินได้ฟังก็หนักใจ เงียบงันไปเลยอย่างยอมจำนนต่อโชคชะตา พูดขึ้นอย่างปลงๆ ว่า
“อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดค่ะ”
หมอกท้วงขึ้นทันควัน “ไม่ได้นะครับ มันอันตราย”
หลินนึกสะท้อนใจ “แล้วคุณเมฆจะให้หลินทำยังไง จะให้หลินไปอยู่ที่ไหน ก็หลินไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน”
หมอกนิ่งคิด ก่อนตัดสินใจบอกขึ้นอย่างเห็นใจในที่สุด
“งั้นคุณไปอยู่บ้านผมมั้ยครับ อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่ากลับไปอยู่ที่ร้าน”
หลินอึ้งนิ่งงันไป ตอบอย่างเกรงใจ ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ว่า
“อย่าดีกว่าค่ะ แค่ที่คุณเมฆช่วยมา หลินก็ไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณยังไงแล้ว”
“ไม่เห็นต้องตอบแทนเลย มันเป็นสิ่งที่ผู้ชายคนนึงควรจะปกป้องคนที่ถูกรังแกอยู่แล้ว”
“ใช่ค่ะ แต่หลินเป็นผู้หญิงจะไปอยู่บ้านคุณน่าจะไม่ดีด้วย” หมอกอึ้ง คิดตาม มีเหตุผล “และอีกอย่างถ้าเกิดแฟนคุณเมฆเข้าใจผิดขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้นะคะ”
หลินบอกน้ำเสียงหนักใจเป็นที่สุด
หมอกขัดใจเล็กๆ “แล้วคุณจะอยู่ในที่อันตรายแบบนั้นได้ยังไง”
“มันเป็นชีวิตของหลินค่ะ ยังไงก็ต้องรับมันให้ได้” หลินบอกอย่างคนปล่อยวางปลงตก
หมอกยิ่งขัดใจ โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาตัดสินใจคว้าร่างหลินขึ้นมาอุ้มจนสาวเจ้าตกใจ
“คุณจะทำอะไรคะ คุณเมฆ”
“ก็พาคุณไปบ้านผมไง ในเมื่อพูดกันดีๆ ไม่ฟัง ก็ต้องใช้กำลังบังคับกันล่ะ”
“ปล่อยหลินค่ะ คุณเมฆ ปล่อยหลิน”
หลินพยายามดิ้นขัดขืนอย่างสุดกำลัง แต่สู้แรงหมอกไม่ได้ หมอกยิ่งกอดรัดไว้จนแน่ หลินเลยต้องยอมในที่สุด ปล่อยให้หมอกอุ้มเดินออกจากโกดังไป

รถหมอก แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านสวนของเขาในตอนค่ำ หมอกลงมาเปิดประตูให้หลินลงจากรถ คว้ามือหลินจะจูงเข้าบ้าน แต่หลินสะบัดไม่ยอมให้จับ เพราะยังโกรธที่เขาบังคับพามาที่นี่
“ไม่ต้องจูงก็ได้ค่ะ แค่ให้หลินจับเดินตามก็พอ”
หมอกยิ้มขำ จับมือหลินให้จับแขนตน แล้วออกเดินนำ พาเข้าบ้าน ทั้งสองเดินมาถึงชานเรือน มียกพื้นต่างระดับ หมอกเตือน
“ระวังนะ ทางต่างระดับ”
หลินเชิดใส่ ประชดในที คล้ายไม่ต้องการความหวังดี แต่พอก้าวต่อก็เกิดเสียหลักสะดุดล้ม หมอกรับไว้ในอ้อมแขน ถามเสียงนุ่มนวลจริงใจ
“เป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
หลินรีบขืนตัวลุกขึ้น โดยมีหมอกช่วยพยุง
หมอกจูงเข้าบ้านต่อ หลินจะจับแขน แต่หมอกไม่ยอม จับตัวประคองให้เดินขึ้นต่างระดับพร้อมกับเอ็ดเอา
“อยากเจ็บตัวอีกหรือไง”
หลินชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ก็ยอมทำตาม หมอกพาหลินเข้าบ้านไป

ประตูห้องชั้นล่างถูกเปิดออก หมอกเดินพาหลินเข้ามาในห้องนี้
“นี่ห้องคุณ อยู่ชั้นล่างจะได้สะดวก ไม่ต้องขึ้นบันได”
หลินกางไม้เท้าที่พกติดตัวเป็นประจำออก แล้วเอาไม้เท้าแตะสำรวจไปทั่วๆ หมอกมองอย่างเห็นใจ ก่อนจะจับที่ไม้เท้าพาเดินมานั่งที่เตียง
“อยู่สักพัก เดี๋ยวก็ชิน”
“แล้วหลินต้องอยู่ถึงเมื่อไรคะ” หลินถาม
หมอกอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง
“ก็จนกว่าจะปลอดภัย”
หลินยิ้มในสีหน้า เยาะหยันชะตาตัวเอง หมอกรับรู้ได้ นึกสะท้อนใจขึ้นมา ก่อนบอกประชดกลายๆ ว่า
“ไม่ต้องกลัว ผมไม่ให้คุณอยู่กับผมนานนักหรอก เพราะผมก็ไม่เคยชินกับการอยู่กับคนอื่นเหมือนกัน”
หลินนิ่งไป
จากนั้นต่างคนต่างเงียบไป ก่อนที่หมอกจะตัดบทขึ้นว่า
“ถ้าต้องการอะไรก็เรียก ผมอยู่ข้างนอก”
หมอกหันตัวเดินออกไป ทิ้งให้หลินอยู่ในห้องลำพัง หลินทอดถอนใจ น้อยใจในชะตาชีวิตตัวเอง

หลินเปิดประตูออกมาตอนเช้าพร้อมใช้ไม้เท้ากวาดไปตามทางเพื่อจะไปห้องน้ำ หมอกตื่นแต่เช้ากำลังง่วนทำอาหารเช้าอยู่ในครัว หันมามองถามเสียงห้วน
“จะไปไหน”
หลินตอบปั้นปึ่งอยู่ในที
“ห้องน้ำ”
“เดี๋ยวพาไป”
“ไม่ต้องค่ะ แค่บอกทางหลินก็พอ”
“ตรงไปเลี้ยวซ้าย เอ่อ...แล้วผมกลับไปเอาเสื้อผ้าของคุณที่ร้านมาให้แล้วนะ”
หลินตกใจประสมอาย “เออ...คุณ...”
หมอกขำ “ไม่ต้องกลัว ของส่วนตัวคุณผมไม่ได้แตะ ผมวานให้ป้าข้างร้านช่วยหยิบมั่วๆ มาให้น่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะหลินคงอยู่ที่นี่ไม่นาน ของสำคัญของหลินยังอยู่ที่ร้านคงต้องกลับไปเอา”
หมอกสะดุดหูกับคำว่า “ของสำคัญ” แต่ต้องปล่อยไปก่อน ส่วนหลินแอบค้อน แล้วเดินตามที่หมอกบอก หมอกมองลุ้นว่าจะรอดมั้ย
หลินเดินสะเปะสะปะ เอาไม้เท้ากวาดนำทาง แต่ยังเดินชนของที่ตั้งอยู่ อย่างงกๆ เงิ่นๆ หมอกแอบลุ้น หลินเดินต่อไปเอง จนเข้าห้องน้ำได้ในที่สุด หมอกเห็นแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ อย่างเวทนา

ทำธุระเสร็จ หลินเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ จะเดินกลับเข้าห้อง แล้วต้องแปลกใจ เมื่อพบว่าที่ทางมันโล่งกว่าเมื่อตอนขามา ของถูกเก็บไปรวมไว้มุมหนึ่ง ไม่ให้เกะกะเหมือนเดิมแล้ว
เสียงหมอกดังขึ้น “กินข้าว”
หลินชะงักนิดหนึ่งคล้ายชั่งใจ ก่อนเดินตามเสียงมา
หมอกปล่อยให้เธอเดินมาเอง จนหลินมาหยุดอยู่ตรงหน้าหมอกที่ยืนดูอยู่ หมอกจะเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง แล้วยกชามข้าวต้มวางให้ตรงหน้า
“ขอบคุณ”
หลินเอามือคลำแตะชามหาช้อนจนเจอจับมาถือไว้ ก่อนตักชิมไปคำ แล้วพบว่ามันอร่อยใช้ได้ แต่ก็ยังแกล้งทำเป็นปั้นปึ่งใส่ บอกขึ้นว่า
“ต่อไปคุณไม่ต้องเตรียมอาหารให้หลินก็ได้ แค่เตรียมของไว้ในตู้เย็นก็พอ หลินช่วยตัวเองได้”
หมอกสวนทันควัน “ได้ไม่มีปัญหา”
หลินรู้สึกไม่ดีนิดๆ รีบแก้ตัว “หลินไม่ได้หยิ่งหรืออวดดีนะคะ แต่หลินก็ไม่อยากเป็นภาระคุณมากไปกว่านี้”
หมอกเพียงยิ้มพอใจ “จะให้เริ่มเมื่อไหร่”
“ตั้งแต่มื้อเที่ยงนี้เลยก็ได้ค่ะ”
“โอเค”
หมอกรับปากแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก สองคนก้มหน้าก้มตากินข้าวกันไปเงียบๆ

เกิดอีกเหตุการณ์ในเวลาเดียวกันนี้ที่วัดจีน เห็นรูปแป๊ะกงวางอยู่บนแท่น ในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศล โดยพระจีน วันนี้ภูผาที่เป็นเจ้าภาพร่วมอยู่ในพิธีด้วย
ภูผามองรูปแป๊ะกงด้วยความอาลัย ตั้งจิตอธิษฐานในใจ
“แป๊ะกงครับ ช่วยให้ผมจับนายตะวันไปลงโทษตามกฎหมายให้ได้นะครับ”

ภูผามองรูปแป๊ะกงด้วยสีหน้ามุ่งมั่นมาดหมาย

อ่านต่อหน้า 2



ล่าดับตะวัน ตอนที่ 13 (ต่อ)

ถัดจากนั้น อัคคเดชเป็นฝ่ายมารออยู่ก่อนหน้าในสถานที่นัดหมายอันลับตาและปลอดคน ภูผาจะขับรถเข้ามาจอด อัคคเดชหันไปมอง แล้วต้องออกอาการตกใจถึงขีดสุด เมื่อได้รู้ว่าภูผามีส่วนทำให้แป๊ะกงตาย 
 
“อะไรนะ แป๊ะกงยิงตัวเองตายเองอย่างนั้นเหรอ”
ภูผาสีหน้าสลดลง สะท้อนใจอยู่ในที บอกออกมาอย่างสำนึกผิดว่า
“แป๊ะกงเลือกที่จะยิงตัวเองตายซะ ดีกว่าที่จะต้องถูกผมยิง”
“นายตะวันนี่มันชั่วจริงๆ ที่ให้คุณฆ่าแป๊ะกง บีบบังคับจิตใจกันชัดๆ” อัคคเดชแค้นแทน เดินเข้ามาตบไหล่ภูผา “ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณนะ ที่ต้องถูกกดดันแบบนั้น”
“ผมอยากจะช่วยแป๊ะกง แต่ผมก็ทำไม่ได้” ภูผาถอนใจเฮือกใหญ่ “ผมมันก็ชั่ว ไม่ต่างกับไอ้ตะวันหรอก เพราะผมไม่เคยซื่อสัตย์กับแป๊ะกงเลย”
ภูผาระบายความอัดอั้นในใจ จนอัคคเดชต้องเตือนสติ
“หยุดโทษตัวเองเถอะ คุณทำหน้าที่ของคุณดีที่สุดแล้ว เก็บความรู้สึกดีๆ ของคุณเอาไว้ แล้วเดินหน้าต่อไป หน้าที่ของคุณคือต้องทำภารกิจนี้ให้มันเสร็จสิ้นสักที”
“เสร็จสิ้นสักทีเหรอ เมื่อไหร่ล่ะผู้กำกับ ผมรอวันนั้นมาตลอด รอวันที่จะจับนายตะวันไปรับโทษ รอผู้กำกับทำมันให้สำเร็จ รอจนผมต้องสูญเสียแม่ไปแล้วยังไงล่ะ”
อัคคเดชได้ฟังก็ตกใจ
“แม่คุณ”
“ใช่ แม่ผมตายแล้ว ตายทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ความจริง ตายทั้งๆที่คิดว่าลูกตัวเองเป็นโจร”
อัคคเดชอึ้งหนัก “ผมเสียใจด้วยภูผา ผม...”
“บางทีผมอาจจะกลับไปเป็นตำรวจไม่ได้แล้วก็ได้”
“คุณพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง”
“ภารกิจนี้มันทำให้ผมอาจต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองอย่างถาวรก็ได้ผู้กำกับ เพราะความอดทนผมมันมีขีดจำกัด ผมอาจจะรอที่จะจับนายตะวันไม่ไหวจนจำเป็นที่จะต้องฆ่าเขาซะก่อนก็ได้”
อัคคเดชฟังแล้วสะท้อนใจ
“ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกนะที่คิดแบบนี้ ผมก็ไม่ต่างจากคุณหรอก แต่เราใช้เวลานานมากที่จะจับมัน อย่าให้ความคิดชั่ววูบมาทำให้ชีวิตคุณเปลี่ยนเลย ในเมื่อเรายังไม่สามารถกระชากหน้ากากมันออกมาได้ เราก็ยังทำอะไรมันไม่ได้อยู่ดี”
“แต่มันนานแล้วนะผู้กำกับ เราน่าจะทำได้ตั้งนานแล้ว แต่ทุกวันนี้คืออะไร หรือต้องรอให้ผู้กำกับหรือผมตายก่อน”
อัคคเดชอึ้ง คำพูดภูผากระแทกหน้าจังๆ แต่ยังไงเขาก็ต้องหว่านล้อมอีกฝ่ายต่อ
“อดทนอีกนิดนะภูผา อีกไม่นานหรอกเราจะต้องจับมันมารับโทษได้ และผมเชื่อว่าการจับนายตะวันได้ในครั้งนี้ มันจะเป็นข้อพิสูจน์ให้ที่บ้านของคุณเห็นว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคิด”
ภูผาได้ฟังก็รู้สึกเบาลง
“ผมตัดสินใจละ”
อัคคเดชลุ้นว่าเขาจะพูดอะไร
“ผู้กำกับสบายใจได้ ผมจะทำภารกิจนี้ต่ออย่างสมบูรณ์” อัคคเดชโล่งใจ “ตอนนี้นายตะวันไว้ใจผมแล้ว ผมเป็นคนของมันเต็มตัว เราคงทำอะไรกันได้ง่ายขึ้นแน่”
อัคคเดชยิ้มออกที่เห็นภูผาเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายลง
“ขอบคุณนะภูผา”
ภูผารับเอาคำ ยังต้องมุ่งมั่นต่อสู้กับภารกิจนี้ต่อไป

นาฬิกาบนผนังห้องโถงบ้านสวนบอกเวลาว่า สิบโมง แล้ว หลินเปิดประตูเดินมาจากห้อง เพื่อเข้าครัว หมอกยืนดู หลินเปิดตู้เย็นเลือกของสดดมก่อนเอาออกมาจากตู้ แล้วเดินมาทำครัว
หมอกมองดู ด้วยอาการใช้ความคิด ลุ้นว่าจะทำได้หรือเปล่า กระทั่งมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปานวาดโทร.มา หมอกกดรับสาย เดินออกมาคุยนอกบ้าน
“ว่าไงครับวาด”
ปานวาดพูดสายจากคอนโดของเธอ
“นี่ออกไปหาอะไรกินกันมั้ย”
“หาอะไรกินตอนนี้เหรอ...” หมอกอึกอักนิดๆ “ที่ไหนล่ะ”
“เจอกันที่เดิมละกัน”
“ก็ได้ แล้วเจอกัน”
หมอกกดวางสาย สีหน้าคิดหนัก กระทั่งมีเสียงร้องของหลินดังมาจากในครัว
“โอ๊ย...”

หมอกรีบวิ่งไปดูเห็นหลินล้มอยู่กับพื้น คงเพราะสะดุดอะไรบางอย่างก่อนหน้านี้ และกำลังพยายามลุกขึ้น แต่ว่าขาดันเจ็บ พอลงน้ำหนักก็ร้อง “โอ๊ย” เสียงหลงขึ้นอีกครั้ง หมอกถลาเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง จับขาหลินพลิกดูอาการ หลินพยายามจะชักกลับแต่ว่าเจ็บแปล่บจนต้องร้องขึ้นอีกครั้ง
หมอกหันมาดุ “อยู่นิ่งๆ ซิ เดี๋ยวก็เจ็บมากกว่าเดิมหรอก”
หลินจึงต้องหยุดอาการขัดขืนที่ทำอยู่ แล้วปล่อยให้หมอกตรวจอาการ หมอกคลำดูอาการ หลินเขินที่หมอกถูกเนื้อต้องตัว
“เส้นมันพลิก ผมจะจับเอาเข้าที่ให้ แต่เจ็บหน่อยนะ”
หลินพยักหน้ารับเอาคำ
“ผมจะนับสามนะ”
หลินพยักหน้ารับเอาคำอีกครั้ง
“สาม” ขาดคำหมอกบิดโดยเร็ว
หลินร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดสุดจะประมาณ

ปานวาดพาตัวเองมานั่งอยู่ที่โต๊ะมุมสวยในร้านอาหารประจำของเธอกับเมฆ ยิ้มชื่นรอเมฆอย่างมีความสุข
เวลาผ่านไปนาฬิกาบนผนังร้านบอกเวลาว่าเที่ยงเกือบครึ่ง
ปานวาดเริ่มออกอาการกระวนกระวาย ก่อนตัดสินใจกดโทรศัพท์ขึ้นโทร.หาเมฆอีกครั้ง
หมอกเพิ่งรัดข้อเท้าให้หลินเพิ่งเสร็จ หันไปกดรับสายจากปานวาด
“ฮัลโหล”
“อยู่ไหนแล้วเมฆ”
“ขอโทษทีนะวาด สงสัยไปไม่ได้แล้ววันนี้ พอดีมีธุระต้องจัดการนิดหน่อย”
ปานวาดนิ่วหน้าฉงน “ธุระงั้นเหรอ ธุระอะไรล่ะคะ ให้วาดช่วยอะไรมั้ยคะ”
“ไม่เป็นไร ธุระส่วนตัวหน่ะ ผมจัดการเองได้ เอาไว้คราวหน้าล่ะกันนะ”
ปานวาด เสียดาย “ก็...ก็ได้ค่ะ”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะ”
หมอกรีบกดวางสาย หลินนั่งอยู่โต๊ะอาหารกับหมอกแล้ว
“มีนัดก็ไปเถอะค่ะ หลินอยู่ได้”
หมอกยิ้มขำพูดดักคอ “อยู่ได้ หรือได้อยู่ ตาก็มองไม่เห็น ขาก็เจ็บ แค่นี้ยังเจ็บตัวไม่พอหรือไง”
หลินรู้สึกผิด “ขอโทษค่ะ ที่ทำตัวให้เป็นภาระคุณ”
หมอกอึ้งไปถนัดตาที่หลินบอกออกมาอย่างงั้น
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างงั้น แค่ไม่อยากเห็นคุณต้องเจ็บตัวอีกก็เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นภาระผม เพราะคนอย่างผม ถ้าไม่เต็มใจผมไม่ทำอยู่แล้ว”
หลินมีสีหน้าดีขึ้นมาเมื่อได้ยินคำพูดนั้น หันไปกินข้าวต่อด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยนไป

ฝ่ายปานวาดนั่งเซ็งจากการถูกเมฆยกเลิกนัด มือปืนสาวหน้าหวานมองที่นั่งตรงข้ามที่เมฆควรจะนั่งอยู่อย่างเดียวดาย แล้วลุกเดินหงุดหงิดออกไป ทำเอาเด็กเสิร์ฟที่มารอบริการงงเต๊ก

ทางด้านภูผาเดินเซ็งๆ กลับห้องมา แล้วต้องตกใจเมื่อพบว่าลูกบิดประตูไม่ได้ล็อก สัญชาติญาณสั่งให้เขาชักปืนพกออกมาเตรียมพร้อม ก่อนเปิดประตูเข้าไปในห้อง
ภูผาชาร์จเล็งปืนใส่ตรงหน้า เห็นชบากำลังให้อาหารปลาอยู่ โดยไม่ตกอกตกใจใดๆ เป็นภูผาซะอีกที่ต้องตกใจอีกรอบ
“เฮ้ย! เข้ามาได้ยังไง
ชบาไม่สน นางยังชิลล์ ให้อาหารปลาต่อ
“ถามโง่ๆ ก็เปิดประตูแล้วเดินเข้ามา หรือว่าจะให้เหาะเข้ามาหรือไง คนนะไม่ใช่ซุปเปอร์เกิร์ล”
ภูผาออกอาการขัดใจอย่างที่สุด
“นึกว่าเป็นตำรวจอย่างเดียวซะอีก ที่แท้ก็เป็นหัวขโมยด้วย” ภูผาตีขลุมใส่ด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ “แล้วอยู่ในห้องโจร สภาพจะเป็นยังไง”
พร้อมกับว่าเขามองลวนลามชบาด้วยสายตา ขณะเดินเข้าไปหา
ชบาแหวใส่ “จะทำอะไร”
“ก็อยู่ๆ หมูมาขึ้นเขียงให้เชือดถึงที่ ถ้าไม่ฉลองศรัทธา เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่สู้” ภูผาเดินถึงตัวชบาแล้วจับหมวดสาวมากอดทันที
“นี่ไง”
พร้อมยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าชบาทำท่าจะจูบ แต่แล้วกลับชะงักกึก ทั้งๆ ที่หายใจรดหน้าอยู่แล้ว ชบายิ้มเยาะ
“ก็ลองดูดิ ถ้าไม่ห่วงสวัสดิภาพน้องชายล่ะก็ เอาเลย รับรองหมดแม็กแน่ จะเหลืออยู่อีกก็ให้มันรู้ไป”
ที่แท้ปืนในมือชบาเล็งเป้าน้องชายภูผา อย่างทันเชิงกัน ภูผาคุมแค้นที่อีกฝ่ายแก้เกมทัน หมวดชบา สำทับขึ้นอีก “ยังไม่ปล่อยมืออีก”
พร้อมกับว่าชบาขึ้นนกปืนในมือ ภูผาจำต้องคลายมือออกอย่างเสียมิได้ แต่ไม่วายยั่วยิ้ม
“คิดถึงผม ขาดผมไม่ได้ ไม่ได้เห็นหน้ากินข้าวไม่ได้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายล่ะซิท่า”
ชบากลอกตาเซ็ง มองค้อนโจรตี๋หล่อด้วยอาการหมั่นไส้เหลือคณา
“ฉันแค่แวะมาเยี่ยมน้องปลาแค่นั้น สงสารที่ต้องมาอยู่กับคนชั่วๆ อย่างนาย ถ้าวันนั้นรู้ก่อนนะว่าเป็นไอ้โจรบ้าห้าร้อยล่ะก็ ฉันไม่แนะนำให้เอาน้องปลามาแน่นอน”
พร้อมกับคำพูดดังกล่าว ชบาหันมามองจ้องสบตาภูผาจังๆ
“ส่วนนาย แค่ของแถม ถ้าไม่รีบชิงตายซะก่อนล่ะก้อ ยังไงนายก็ต้องรับกรรมที่ก่อไว้อยู่ดี เพราะฉันจะจับนายเข้าคุกให้ได้คอยดู”
นางบอกอย่างมาดมั่นแถมยิ้มเหี้ยมเกรียมสำทับ พอจะก้าวเดินจากมาก็ชะงักนึกได้ ล้วงเอาน้ำยาฆ่าเชื้อให้ปลาออกยื่นให้
“เอาน้ำยานี้ผสมน้ำให้น้องปลาด้วยเวลาเปลี่ยนน้ำ แค่ฝาเดียวพอนะ สำหรับฆ่าเชื้อ ส่วนนายถ้าสำนึกได้ว่า อยู่ไปก็หนักแผ่นดินล่ะก้อ จะกระดกให้หมดขวดลาโลกตายไปซะก็ได้ ส่วนน้องปลาเดี๋ยวฉันรับดูแลต่อเอง”
ภูผาได้ฟัง กลืนน้ำลายฝืดคอ ชบาเดินปร๋อจากไป ภูผาเหลียวมองตามจนชบาพ้นประตูออกไป บ่นบ้ากับตัวเองว่า
“แบบนี้ได้อยู่คานทองแน่ หาผัวลำบาก ดุยิ่งกว่าหมาแม่ลูกอ่อนอีก”

ชบาเดินยิ้มกริ่มสีหน้าเบิกบานตรงมายังลิฟต์
“เจอทีไรเปลืองตัวทุกที”
พร้อมกับนึกถึงตอนถูกภูผายื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าชบาจะจูบ
ชบายิ้มเขินกับความคิดที่ผุดขึ้นในหัว จนนางต้องส่ายหัวเรียกสติตัวเอง
“คิดบ้าอะไรเนี่ยชบา”

ตะวันได้รับรายงานจากปราการ ถึงกับทวนคำอย่างแปลกใจ
“ภัสสรนะเหรอ จัดโต๊ะเลี้ยงพวกหัวหน้าสาขา”
“ครับ”
ตะวันยิ้มเยาะ เห็นเป็นเรื่องขำๆ
“คงคิดจะกล่อมไอ้เฒ่าพวกนั้นเป็นพวกน่ะซิ”
“แล้วนายจะให้จัดการยังไงครับ”
ตะวันคิดปราดเดียว “จัดโต๊ะแข่ง ดูซิว่าจะมีใครกล้าไปของมันมั้ย”
“ครับนาย”
ตะวันยิ้มในสีหน้า มาลองวัดกันดูสักตั้งแม่ภัสสร

คืนนั้น ภัสสรนั่งวางมาดเจ้าแม่อยู่ในห้องรับรอบพิเศษของภัตตาคารหรู และกำลังจิบเครื่องดื่มด้วยท่าทางใช้ความคิดอย่างหนัก โต๊ะจีนขนาดใหญ่ทั้งห้องภัสสรนั่งอยู่คนเดียว โดยยังไม่มีใครมา
เสียงคนเปิดประตู เรียกให้ภัสสรสนใจ หันไปมองลุ้น เห็นเป็นพรชัยเปิดประตูเข้ามาก็เครียดต่อ
“มีใครมารึยัง”
พรชัยอึ้งไปนิด “ยังเลยครับเจ๊”
ภัสสรผิดหวังอยู่ในที จนจับสังเกตเห็นท่าทีพรชัยทำเหมือนมีเรื่องจะพูดแต่ไม่กล้าพูด
“มีอะไร”
“คือ นายตะวันจัดเลี้ยงประชันเราครับ”
ภัสสรได้ฟังถึงกับถอนใจเฮือกใหญ่ รู้ทันทีว่า เพราะเหตุใดแขกเชิญถึงไม่มาตามคำชวน

อีกฟากหนึ่งตะวันกำลังชนแก้วกับบรรดาหัวหน้าสาขาที่มาร่วมงานเลี้ยงอย่างชื่นมื่น
“เชียร์ส”

บรรดาหัวหน้าสาขาให้ความนอบน้อมแก่ตะวันเป็นอย่างมาก ตะวันยิ้มพรายสะใจยิ่งนัก

อ่านต่อหน้า 3



ล่าดับตะวัน ตอนที่ 13 (ต่อ)

หลังอิ่มหมีพีมันกันแล้ว ตะวันร่ำลาบรรดาหัวหน้าสาขาต่างๆ จนพอทุกคนกลับไปหมด ปราการก็เดินเข้ามารายงาน

“ข่าวส่งมาว่าทางเจ๊ภัสสรตอนนี้โกรธจนกระอักเลือดเลยครับ”
ตะวันเยาะเย้ยขึ้นมาอย่างสะใจ
“คิดจะทาบรัศมีฉันเหรอ คิดผิดซะแล้ว”
ปราการรายงานต่ออีก
“นายครับ ผู้กำกับอัคคเดชพ้นผิด กลับมาทำงานแล้วนะครับ”
“เหรอ” ตะวันยิ้มร้าย คาดการณ์ไว้แล้ว “ก็ดี จะได้ยืมมือเล่นงานภัสสรรซะหน่อย” ตะวันสั่งการกับปราการ “ปราการ นายเอาข้อมูล ฮาเล็ม คลับ ของภัสสรส่งไปให้อัคคเดชมันหน่อย”
“นายจะเก็บภัสสรเลยเหรอครับ”
“หอกข้างแคร่จะเก็บเอาไว้ทำไม”
“ครับ”
ตะวันยิ้มร้ายเต็มใบหน้าอันเหี้ยมเกรียมนั้น

ตะวันให้ปราการดำเนินการดังว่า
ทันทีที่อัคคเดชมาถึงหน่วยเมฆาพยัคฆ์ในตอนเช้า และทันทีที่เดินเข้ามาในห้องทำงาน ก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่ามีซองเอกสารสำคัญถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะทำงานแล้ว อัคคเดชลงนั่งมองซองเอกสารดังกล่าวอย่างแปลกใจ ก่อนจะตัดสินใจแกะออกมาดู พบว่าเป็นเอกสารหนึ่งชุด กับดีวีดีหนึ่งแผ่นแนบมา
อัคคเดชไล่สายตาอ่านดูเอกสารแล้วต้องออกอาการตกใจกับสิ่งที่เห็น

ที่กองบังคับการ กองปราบฯ ในเวลาต่อมา
ภาพในจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานในห้องผู้การเด่นชาติ เป็นคลิปการประมูลผู้หญิงในฮาเล็ม ของภัสสร อัคคเดชคุยเรื่องอยู่กับผู้การ
“คุณไปเอาข้อมูลนี้มาจากไหน”
“มีคนส่งมาให้ผมครับ”
“แต่ข้อมูลเชิงลึกแบบนี้ ถึงขนาดส่งมาให้คุณได้โดยตรง ไม่น่าจากคนธรรมดานะ”
“ผมว่าอาจเป็นการหักหลังกันเองภายในแก๊ง”
“ในเมื่อได้ช่องแบบนี้แล้ว งั้นก็ทำการจับกุมเลย แก๊งชั่วๆ พวกนี้เก็บเอาทำไม”
“แต่เรายังไม่ทราบที่ตั้งของพวกมันเลยครับ”
“แล้วคุณจะทำยังไง”
“ผมว่าผมจะใช้แผนล่อซื้อพวกมันครับ”
ผู้การพยักหน้าเห็นงามด้วย

ไม่นานหลังจากนั้น อัคคเดชเรียกประชุมด่วน เขายืนอยู่หน้าที่ประชุมในหน่วยเมฆาพยัคฆ์
“ปฏิบัติการครั้งนี้จะเป็นการล่อซื้อเพื่อเข้าทำการจับกุม แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งของคนร้ายเป็นความลับ เราต้องจึงต้องทำการปลอมตัว”
ชบาถามขึ้นแทนทุกคน “ปลอมตัว แล้วจะให้พวกหนูปลอมตัวเป็นอะไรคะ”
“ผมคิดไว้แล้ว ว่าเราจะปลอมตัวเป็นอะไรในการล่อซื้อครั้งนี้”

ในการปลอมตัวของอัคคเดช และชบา อัคคเดชปลอมเป็นแขกอาหรับจากตะวันออกกลาง ดูภูมิฐานและรวยโครต ส่วนหมวดชบา เป็นบอดี้การ์ดสาวมาดเท่ห์ สวยประหาร มียักษ์ร่วมแปลงตัวเป็นประสานงานคนไทยด้วย

อัคคเดชในคราบแขกอาหรับ ติดหนวดติดเคราใส่แว่นตาดำ มีผ้าโพกหัว นั่งเต๊ะท่าอยู่มุมหนึ่งในโถงล็อบบี้โรงแรมหรู โดยมีชบายืนมาดเข้มคุ้มกันในฐานะบอดี้การ์ด สูทดำเท่ห์ติดหูฟัง
ระหว่างนี้ยักษ์กำลังคุยกับนายหน้าอยู่ที่โต๊ะอีกชุด ห่างออกมา
“แขกผมเค้าอยากเที่ยวแบบอย่างว่า แต่ต้องการผู้หญิงมีเกรดหน่อย พอดีมีคนแนะนะว่าคุณมีของอย่างที่ผมต้องการ”
นายหน้าซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคน มองยักษ์ที่ปลอมเป็นล่ามอย่างชั่งใจ
ยักษ์มองเหล่ บิ้วท์อีกว่า “ขอแค่ถูกใจ เรื่องราคาไม่มีปัญหา”
นายหน้ามองอย่างชั่งใจ ก่อนจะกดมือถือโทร.ออก
อีกฟากภัสสรอยู่ที่ฮาเล็ม หยิบโทรศัพท์มากดรับสาย ด้านหลังยังมีการคัดเฟ้นสาวๆ เพื่อเตรียมให้แขกวีไอพีประมูล
“ว่าไง”
“เจ๊คะ มีลูกค้าหน้าใหม่มาคะ”
“มาจากไหน”
“เสี่ยช้างแนะนำมาค่ะ เจ๊จะว่ายังไงคะ”
ภัสสรนิ่งคิดชั่งใจ ครู่หนึ่ง
“งั้นก็โอเค มีคนการันตีนี่ ก็รับไว้ เงินหนาใช่มั้ย”
“ค่ะ”
จากนั้นนายหน้าหันไปยกมือโอเคให้ยักษ์ที่เป็นฝ่ายประสานงาน ยักษ์หันไปยิ้มกับอัคคเดชและชบา

บนถนนเส้นนั้น ขบวนรถหรูกำลังมุ่งหน้าไปยังฮาเล็ม ประกอบด้วย รถนายหน้าเป็นคันนำ ตามด้วยรถลูกค้าที่เป็นรถหรูอีกสี่คัน หนึ่งในนั้นเป็นของอัคคเดช

มนตรีสงสัยจนต้องยกมือถามในที่ประชุม
“แล้วผมกับหมวดอ้อยละครับ ไม่ได้เข้าปฎิบัติการครั้งนี้ด้วยเหรอครับ”
อัคคเดชพูดอธิบายต่อ
“จ่ามนตรีกับหมวดอ้อยเป็นหน่วยติดตามสัญญาณ GPS จากวงนอก เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวจากพวกผมเป็นระยะๆ”

ในระหว่างที่อัคคเดชอธิบายแผนทุกขั้นทุกตอนนั้น ทุกคนคิดตามจนเห็นเป็นภาพในปฏิบัติการณ์ครั้งนี้

จอคอมพิวเตอร์กระพริบสัญญาณ GPS ที่ได้จากรถของอัคคเดชที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามท้องถนนอ้อยกับมนตรีอยู่ในรถโมบายคันนี้ด้วย เป็นทีมติดตามที่กำลังไล่ตามไปห่างๆ

ยักษ์เป็นคนขับรถ ชบานั่งคู่ที่เบาะหน้าเหลียวมองสังเกตการณ์ไปตลอดทาง และแอบถ่ายรูปจากกล้องตัวจิ๋วที่ติดอยู่ ส่งภาพยืนยันไปที่รถโมบาย

จอคอมพิวเตอร์ในรถโมบายที่อ้อยกับมนตรีนั่งมาเป็นภาพที่ชบาส่งมาให้ เป็นภาพสดๆ ตามรายทาง

ขบวนรถมุ่งหน้าสู่ประตูฮาเล็ม ที่เป็นรีสอร์ต หรูแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ มองผ่านกระจกหน้ารถ เห็นยามรักษาการณ์เปิดประตูให้ขบวนรถผ่านเข้าไป

จากในรถอัคคเดช ชบาถ่ายภาพส่งไปที่รถโมบาย เพื่อให้รู้ว่ามียามอยู่จุดไหนบ้าง จอคอมพิวเตอร์ได้รับภาพที่ชบาส่งมาเป็นระยะๆ

ขบวนรถแล่นมาจอดหน้าอาคารใหญ่ของรีสอร์ต เพื่อส่งแขกวีไอพี ชบาลงมาเปิดประตูให้อัคคเดช พร้อมกับทำเนียนหันถ่ายยามรักษาการณ์รอบๆ บริเวณส่งไปให้รถโมบาย โดยพบว่ามีเวรยามติดอาวุธหลายจุด รอบๆ อาคาร

อ้อย และ มนตรี กับ ตำรวจสื่อสารในรถโมบายมองภาพบนจอคอมพิวเตอร์ที่ชบาส่งมา
ภาพล่าสุดเห็นเป็นภาพนายหน้าผู้หญิงที่คุยกับยักษ์ก่อนหน้านี้ ออกมายิ้มต้อนรับแขกวีไอพีทั้งสี่ แล้วพากันเดินเข้าสู่ด้านใน
อัคคเดชบอกแผนอีกว่า
“จากนั้น พวกที่ติดตามจะเข้าทำการล้อมกรอบเพื่อเตรียมเข้าจับกุม”

หน่วยปฏิบัติการกองกำลังตำรวจที่ตามมาจอดรถ กระจายกำลังเข้าปิดล้อมฮาเล็มตามแผน
แขกวีไอพี ทั้งสี่ถูกพาเข้ามาในห้องประมูล พร้อมผู้ติดตาม โดยมีภัสสรนั่งดูอยู่มุมหนึ่งกับพรชัย

อัคคเดชอธิบายแผนต่อ
“พอผมกับหมวดชบาเข้าไปด้วยในแล้ว หมวดชบาจะหาที่กักขังพวกสาวๆ พวกข้างนอกให้จัดการยามรักษาการด้านนอก โดยรอบรั้ว แล้วขอสัญญาณจากผมเพื่อทำการบุกเข้าจับกุม ห้ามผิดแผนเด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้น พวกสาวๆ ที่ถูกจับมาอาจได้รับอันตราย”

ชบาหันไปมองสบตากับอัคคเดช พร้อมแอบส่งซิกกัน อัคคเดชพยักหน้ารับรู้ ชบาหันตัวเดินออกมาจากที่นั้น ขณะที่นายหน้าเชิญแขกเข้านั่งประจำที่
การ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าห้องเข้ามาขวางชบา ก่อนถามขึ้นเป็นภาษาอังกฤษกัน เพราะคนรวยต่างชาติมาเที่ยว
“ไปไหนครับ”
“ห้องน้ำ”
“ทางนี้ครับ” การ์ดบอกทางอย่างสุภาพ

ชบายิ้มขอบคุณแล้วทำเป็นเดินไปตามทางที่การ์ดบอก

อ่านต่อหน้า 4



ล่าดับตะวัน ตอนที่ 13 (ต่อ)

ชบาเดินๆ มาตามทาง แล้วค่อยๆ หยุดเหลียวกลับไปมองว่ามีใครตามมา หรืออยู่ในละแวกนั้นหรือเปล่า เมื่อเห็นว่าไม่มีแล้วจึงรีบก้าวไปตามทาง เป็นทางที่นางแอบสังเกตไว้ตั้งแต่ตอนนายหน้าพาเดินเข้ามาในอาคารครั้งแรก เพื่อเริ่มต้นหาหญิงสาวที่ถูกจับตัวมา

การหาที่กุมขังสาวๆ ของชบา ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย เจ้าหล่อนเก็บการ์ดระหว่างทางอย่างรวดเร็วว่องไว ขณะที่การประมูลสาวๆ ใกล้จะเริ่มขึ้น บรรยากาศคึกคักเช่นกัน

รอบนอกฮาเล็มยามนี้ มีกองกำลังตำรวจอีกชุดกระจายกำลังเข้าประจำจุด ตามตำแหน่งยามรักษาการติดอาวุธที่วางอยู่รอบกำแพง

ทุกคนนั่งอยู่ในที่ใครมันเรียบร้อย นายหน้ากำลังอธิบายการประมูล
“ราคาการประมูลจะเริ่มต้นที่หนึ่งแสนเหรียญ ยกมือหนึ่งครั้งหนึ่งหมื่นเหรียญ”
การประมูลเริ่มขึ้น เมื่อผู้หญิงคนแรกถูกพาเข้ามา แขกเห็นแล้วชอบใจ ต่างยกมือประมูลสู้กัน บางรายคุยโต บลัฟกันด้วย โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิงสวยเตะตา
ภัสสรมองบรรยากาศ แล้วยิ้มอย่างสบายใจ

ขณะเดียวกันชบากำลังเดินตามหาที่กักขังสาวๆ อย่างระวังตัว ขณะกำลังจะเลี้ยวที่มุมหนึ่ง แต่ได้ยินเสียงคนเดินมาชะงัก โดยการ์ดที่เป็นเจ้าของเสียงสองคนเดินมาจากอีกทาง ผ่านจุดที่ชบาซ่อนอยู่ก่อนหน้า แต่ไม่มีชบาที่นั้น พอทั้งสองผ่านไปอย่างไม่สงสัย ชบาจึงเผยตัวจากที่ซ่อน แล้วเดินไปตามทิศทางที่ทั้งสองเดินมา
ชบาเดินลึกเข้าไปยังหมู่อาคารอีกส่วนหนึ่งที่ดูน่าสงสัยจะเป็นที่กักขัง ชบาแอบย่องเข้าไปอย่างระวัง

ทางด้ายทีม A เข้าประจำจุดเตรียมเล่นงานยามติดอาวุธบนกำแพงทั้งสี่มุม หัวหน้าชุดวิทยุเช็คความเรียบร้อยทั้ง 4 จุด
หัวหน้า A1 A2 A3 และ A4 รับคำ “พร้อม” พร้อมกัน
ยามทั้ง 4 จุด อยู่ในกล้องเล็ง พร้อมลั่นไก

หัวหน้าชุดทีม B
“จุดทีม B”
ทีม B เตรียมเล่นงานยามที่ลาดตระเวนภาคพื้นดินตามแนวกำแพง และที่ป้อมหน้าประตู
ทีม B รับคำ “พร้อม”
หัวหน้าชุดวิทยุสั่งการด้วยความสั่งเดียวกัน
“ลงมือ”
กองกำลังตามจุดต่างๆ ลงมือกับยาม
ทีม A ยิงเก็บยามทั้งสี่จุด อย่างรวดเร็ว
ทีม B บุกประตูชาร์จเข้าจับกุม จัดการเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทั้งหมดรายงานกลับทางวิทยุ“เคลียร์”
หัวหน้าชุดหันไปสั่งเจ้าหน้าที่สื่อสารให้ส่งซิกแจ้งด้านใน
เจ้าหน้าที่สื่อสารวิทยุบอกชบา คนละคลื่นกับชุดปฏิบัติการณ์
“กำแพงเคลียร์”

ยักษ์ได้ยินจากหูฟัง หันไปมองสบตาอัคคเดช พร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นลงข้างลำตัวส่งซิก อัคคเดชพยักหน้ารับรู้ ยักษ์แอบเคาะรหัสมอสตอบกลับมา เป็นข้อความว่า “รับทราบ”

ชบากำลังพาตัวเองเข้าไปสำรวจสถานที่ต้องสงสัย แต่เป็นห้องที่เปิดเข้าไปแล้วไม่เจออะไร ชบาผิดหวังนิดๆ จนมาผิดสังเกตประตูอีกด้านที่เปิดแง้มอยู่ จึงเดินย่องเข้าไปแอบดูผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่เห็นว่าเป็นที่กุมขังสาวๆ ที่พักตัวพวกที่ยังไม่ขาย
ชบายิ้มดีใจ ก่อนจะรู้สึกตัวว่ามีคนเข้ามาด้านหลัง แล้วต้องชะงักเมื่อมีปากกระบอกปืนจี้ที่แผ่นหลัง เป็นการ์ดของคลับที่เอาปากกระบอกปืนกระตุ้นให้ลุกขึ้น ชบาทำตาม ก่อนอาศัยจังหวะเผลอเข้าทำการจับปลดอาวุธตามที่เรียนมาอย่างว่องไว
การ์ดออกอาการตกใจที่อยู่ๆ ชบาหันมาคว้าข้อมือบิดแย่งปืนปลดอาวุธจากในมือไป แต่ไม่ทันจะได้ทำอะไรเพราะถูกชบาเล่นงานที่ก้านคอจนสลบเหมือด
ชบาต้องชะงักอีกครั้ง เมื่อเหลือบไปเห็นการ์ดอีกเกือบสิบคนที่กรูกันเข้ามาล้อม พร้อมอาวุธครบมือ ชบามองเย้ย ถากถางเอาว่า
“หน้าตัวเมีย ผู้ชายอกสามศอกเป็นฝูง รุมจับผู้หญิงคนเดียวยังต้องใช้ปืน”
พวกการ์ดหันมองสบตากัน ก่อนคนเป็นหัวหน้าจะสั่งขึ้น
“เก็บปืน”
พวกลูกกระจ๊อกจึงเก็บปืน แล้วย่างสามขุมเข้าล้อมกรอบชบา ชบาตั้งท่ามวยสู้ แม้ถูกรุม นางสู้ได้สบายบรื๋อ พวกการ์ดถูกเก็บไปทีละคนสองคน อึดใจเดียวเหลือครึ่งเดียวเริ่มกลัว
“ไอ้พวกเลี้ยงเปลืองข้าวสุก ผู้หญิงคนเดียวสู้ไม่ได้”
พร้อมกับว่าลูกพี่ คนหัวหน้าผลักลูกน้องให้เข้าเล่นงานชบา ลูกน้องทำตามอย่างเสียมิได้ และก็ยังสู้ชบาไม่ได้ ลูกพี่เลยลุยเองโดนชบาเล่นงานหน้าหงายออกมา ชบายิ้มเยาะ ย่ามใจ ลูกพี่ฉุนขาด ชักปืนออกเล็งใส่อย่างไม่อายแล้ว ลูกน้องคนอื่นจึงทำตาม
ชบาจำต้องยกมือยอมแพ้ การ์ดตรงเข้าคุมตัว ชบาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ที่เสียท่าจนได้

บริเวณรอบนอกอาคารยามนี้ แลเห็นชุดปฏิบัติการชาร์จเข้าประชิดอาคารแล้ว มีรปภ.ยืนยามอยู่
ทีมซุ่มเตรียมเล่นงานตามจุด รอจนหัวหน้าชุดส่งสัญญาณมือ ทั้งทีมเข้าเล่นงานตามจุดเรียบร้อยโดยไม่มีเสียงปืน
ทีมชาร์จเข้าประชิดอาคารได้ เจ้าหน้าที่สื่อสารนอกอาคารส่งเสียงบอกว่า “เคลียร์”

ยักษ์อยู่ด้านใน ได้ยินจากหูฟัง หันไปมองสบตาอัคคเดช พร้อมยกนิ้วชี้ขึ้นลงข้างลำตัวส่งซิก อัคคเดชพยักหน้ารับรู้ ส่งซิกตอบ
ยักษ์แอบเคาะรหัสมอสตอบกลับมา เป็นคำว่า “รอฟังค่ำสั่ง”
หากแต่อึดใจต่อมา การ์ดคนหนึ่งก็เดินเข้ามากระซิบบอกกับนายหน้า คนเป็นนายหน้าหันมองไปตามทางที่การ์ดชี้
อัคคเดชสังเกตการณ์อยู่มองตามไป เห็นเป็นชบาถูกจับกุมตัวได้ โดยในทันทีอัคคเดชส่งซิกให้ยักษ์ส่งสัญญาณ ยักษ์ส่งสัญญาณทันควัน

บรรดาหัวหน้าชุดรอบนอกอาคาร ออกคำสั่งทางวิทยุทันที
“บุกได้”
ทีมด้านนอกชาร์จเข้าด้านใน

ทุกคนในห้องต่างตกใจเมื่อทีมตำรวจด้านนอกชาร์จเข้ามา อัคคเดชในคราบเศรษฐีอาหรับแสดงตัว
“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคนอยู่ในความสงบ”
คนในห้องช็อก
ชบาที่ถูกการ์ดกุมตัวอยู่ฉวยโอกาสสลัดหลุดแล้วเล่นงานคนที่คุม แย่งปืนมาครอง การ์ดที่ไปบอกนายหน้า ชักปืนสู้ อัคคเดชยิงใส่ดับคาที่ พรชัยตกใจเห็นท่าไม่ดีรีบบอกภัสสร
“หนีเร็วเจ๊”
ภัสสรโมโห แต่จำเป็นต้องหนี จึงหยิบปืนยิงถล่มใส่ก่อน ได้พรชัยยิงช่วยสกัดให้ภัสสรหนีออกไป จากนั้นพรชัยจึงหนีตามมาติดๆ สองคนพากันย่องออกทางประตูด้านหลังคลับ เดินแกมวิ่งมาขึ้นรถของพรชัยที่จอดรออยู่อย่างรีบร้อน พรชัยรีบขับรถออกไป
พอเห็นรถภัสสรวิ่งออกมา หัวหน้าชุดพร้อมทีมออกมายิงสกัด โดยมียามช่วยยิงมาทางตำรวจ

พรชัยขับพร้อมยิงสู้ ภัสสรออกมายิงสู้นอกรถโชว์ความเก่งกาจเวอร์ สมมาดเจ้าแม่กับทีมปฎิบัติการ จนมีรถลูกน้องภัสสรมาสมทบเพิ่ม โดยสกัดทางปล่อยให้พรชัยขับรถออกไป จากนั้นลูกน้องภัสสรจึงพุ่งออกมาขวางทีมปฎิบติ ยิงสกัดกันไปมา รถภัสสรที่พรชัยขับหนีรอดไปได้

ด้านตะวันนั่งหลับตาฟังเพลงบรรเลงสุดโปรดอยู่ในคฤหาสน์ หันมามองเมื่อปราการเคาะห้องแล้วเดินเข้ามา
“มีอะไร”
“ภัสสรหนีไปได้ครับ”
ตะวันยิ้มในสีหน้า เขาคาดเดาเอาไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
“แล้วนายจะให้จัดการกับภัสสรยังไงต่อครับ”
“ปล่อยไป หมาเขี้ยวหักกัดใครไม่ได้”
“ครับ”
ตะวันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม หมดเสี้ยนหนามที่คอยสร้างความรำคาญบนเส้นทางเจ้าพ่อของเขาแล้ว

สาวๆ ของ ฮาเล็มคลับ ถูกนำตัวออกมา ตำรวจยังรวบตัวบรรดานายหน้า พร้อมคนดูแลร้าน และนักเที่ยวอีกหลายคนตามออกมาด้วย อ้อยเข้ามารายงาน
“ภัสสรหนีไปได้ค่ะ ผู้กำกับ”
“ไม่น่าพลาดให้หนีรอดไปได้เลย แต่ก็ไม่เป็นไรย่างน้อยเราก็ถล่มรังของมันได้ งานนี้ภัสสรคงอยู่ยาก เพราะโดนเล่นงานทั้งตำรวจและพวกแก๊งภายในที่น่าจะหักหลังกันเองอีก”
อัคคเดชมองหาชบา
“แล้วหมวดชบาล่ะ”
หมวดอ้อยมองนำสายตาให้อัคคเดชมองไปทางมุมหนึ่ง เห็นชบานั่งอาการสะบักสะบอมอยู่ตรงนั้น อัคคเดชมองแล้วสั่นหัว

ขณะที่ชบานั่งบีบนวดตัวคลายกล้ามเนื้อ จากอาการระบมหลังเพิ่งสู้กับการ์ดหลายคน นางเห็นเท้าใครคนหนึ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้า เมื่อเงยมองจึงพบว่าเป็นอัคคเดช ชบาซึม
“ขอโทษทีนะคะผู้กำกับ หนูทำงานพลาดอีกแล้ว”
“พลาดอะไร คุณทำดีแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่คุณไม่ออกนอกกรอบคำสั่งผม แม้จะผิดพลาดนิดหน่อยแต่ก็เอาตัวรอดได้หนิ” อัคคเดชมองชบาอย่างพิจารณา “แต่สภาพเยินเหมือนกันนะ”
ชบายิ้มๆ อยู่ หุบเลย
“แหม กำลังอินๆ อยู่ว่าผู้กำกับชม เจอประโยคสุดท้ายเข้า อายเลยค่ะ”
อัคคเดชยิ้ม แล้วเอามือถือตัวเองถ่ายชบาในอาการยับเยินและกำลังอายๆ อยู่นั้น ทำเอาชบาตกใจ
“ผู้กำกับทำอะไรคะเนี่ย”
“ถ่ายรูปคุณไง ส่งเข้ากรุ๊ป แล้วให้พวกนั้นเอาไปลงเฟซบุ๊ก ดีมั้ย เป็นเน็ตไอดอลไม่ใช่เหรอ ลงสภาพนี้ผมว่ายอดไลค์สูงแน่”
ชบาตกใจ หน้าเสีย
“ว้าย อย่านะคะ ผู้กำกับ ภาพหนูต้องดูดีตลอดค่ะ ลงแบบนี้เสียหายหลายแสนแน่”
อัคคเดชยักคิ้วหันหลังกลับโดยไม่สนใจคำพูดนั้น ชบารีบลุกขึ้นตามมาแย่งมือถืออัคคเดชเพื่อขอลบรูป ตะโกนแก้เก้อประจบประแจงขอถ่ายรูปผู้กำกับพัลวัน
“หนูขอถ่ายรูปผู้กำกับบ้างนะคะ ลุคนี้หล่อเหมือนกันนะคะเนี่ย”
ชบาวิ่งไล่ตามอัคคเดชไป

รถพรชัยแล่นเข้ามาจอดที่แหล่งกบดานย่านชานเมือง รถคันดังกล่าวเปลี่ยนป้ายทะเบียนเรียบร้อยแล้ว และมีคนขับออกไปเอารถคันใหม่มาเปลี่ยนให้ พรชัยเปิดประตูพาภัสสรเดินเข้ามาในบ้านหลังนั้น
“หลบมาที่นี่ก่อนนะเจ๊”
“แน่ใจนะ ว่าตำรวจมันจะหาไม่เจอ”
“แน่ครับเจ๊ ที่นี่ปลอดภัยสุดแล้ว”
ภัสสรพยักหน้ารับเอาคำ แล้วหันมองสำรวจไปรอบๆ
“แล้วนี่เจ๊จะทำยังไงต่อไปครับ”
ภัสสรอึ้งคิดหนักใจ
“ยังไม่รู้ แต่ยังไงก็ต้องแก้แค้นไอ้คนที่มันทำกับฉันก่อนเป็นอันดับแรก”
“ตำรวจ”
“ไม่ใช่”
“ไม่ใช่ตำรวจ แล้วเป็นใครล่ะครับ”
“จะมีใครได้ ถ้าไม่ใช่นายตะวัน มันคิดว่าฉันเป็นหอกข้างแคร่ มันเลยต้องการกำจัดฉันให้พ้นทางมันนะสิ” ภัสสรแค้นสุดจะแค้น “ไอ้ตะวัน แกจะต้องชดใช้สิ่งที่แกทำไว้กับฉัน”

มีความโกรธแค้นอาฆาตถึงขีดสุด บนใบหน้าเคียดขึ้งของภัสสร ยามนี้

อ่านต่อตอนที่ 14


ล่าดับตะวัน ตอนที่ 10
ล่าดับตะวัน ตอนที่ 10
เช้าวันนี้ อัคคเดชพาตัวเองมายืนอยู่หน้าหน่วยเมฆาพยัคฆ์ หยุดยืนมองลูกน้องที่นั่งทำงานอยู่ด้านใน นึกถึงคำพูดเตือนของภูผา ผู้กำกับจดสายตามองลูกน้องแต่ละคนในหน่วยอย่างสงสัย “มีข้อความเข้า นายตะวันหยิบดูแล้วก็หันมาสั่งให้พายีเส่งหนี” อัคคเดชอึ้งไป สีหน้าตกใจชัดแจ้ง “ข้อความเข้างั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้ที่มันจะรู้ นอกจากต้องมีสายของเรารายงานมัน” นึกแล้วอัคคเดชยิ่งหนักใจ ก่อนจะเดินหน้าขรึมเข้าออฟฟิศไป อัคคเดชเดินเข้ามาในหน่วย ทุกคนในห้องเงยหน้าหันมาทักทาย “สวัสดีครับ” / “สวัสดีค่ะ” อัคคเดชพยักหน้าทักตอบ มองสบตาประเมินลูกน้องแต่ละคนอยู่ในที
กำลังโหลดความคิดเห็น...