xs
xsm
sm
md
lg

บาปบรรพกาล ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บาปบรรพกาล ตอนที่ 6

ที่โรงครัวบ้านพรหมบดินทร์ขณะนั้น รสสุคนธ์ลอบยิ้มสีหน้าอ่อนโยนที่รามนรินทร์เต็มใจจะช่วย จึงรีบบอกข้อมูลที่เธอต้องการทันที

“เออ คุณรามคะ ฉันอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์คืนงานแต่งงานของคุณชายภาณุทัตกับคุณย่าแม้นมาศเมื่อ 30 ปี ก่อนค่ะ”
รามนรินทร์ชะงัก มองหน้ารสสุคนธ์อย่างไม่สบายใจ ย้อนถามเป็นเชิงไม่เห็นด้วย
“เรื่องโศกนาฏกรรมอย่างนั้น จำเป็นต้องรู้ด้วยเหรอครับ”
“จำเป็นสิคะ ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังนี้ คุณและครอบครัวควรจะระลึกถึงไม่ใช่เหรอคะ และนี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่พวกคุณจะได้แสดงความระลึกถึงท่านทั้งสองคนด้วย”
“คุณแม่ท่านคงไม่ยอม แต่ผมจะลองปรึกษาคุณน้ากรดู” รามนรินทร์หน้าเครียดคิดหนัก
“ขอบคุณค่ะ นี่ค่ะ” รสสุคนธ์ตักกับข้าวให้
รามนรินทร์ยิ้มขอบคุณ ส่วนรสสุคนธ์โล่งใจขึ้น หวังอยู่ลึกๆ และภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เธอต้องการ

ทางด้านจวงเห็นทวนกับปริกตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าก็แปลกใจ จวงลดไม้ลงแล้วเข้าไปเขย่าถามสองคนอย่างสงสัย
“ไอ้ทวน อีปริก พวกเอ็งเป็นอะไร”
“พวกฉันโดนผีหลอกจ้ะพี่”
“ผีนังแม้นมาศอีกแล้วเหรอ”
“ใช่พี่ คราวนี้มันสิงคุณวัฒน์มาบีบคอพวกฉันด้วย”
“มันบอกมันจะฆ่าทุกคน ดีนะที่พี่ทวนกับฉันหนีกันมาได้”
“นังผีเวรตะไล นับวันชักจะกำเริบใหญ่แล้ว เออ..แล้วนี่คุณวัฒน์ล่ะ”
“คุณวัฒน์ก็อยู่กับผีน่ะสิ พี่ไปตามเอาเองล่ะกัน” ทวนว่า
“แล้วแบบนี้ข้าจะบอกคุณหญิงยังไงวะ” จวงหนักใจ
“บอกอะไรก็บอกไปเหอะพี่ ฉันจะไม่กลับไปเหยียบเรือนนั่นอีกแล้ว”
ทวนกับปริกพากันคลุมโปงต่อ จวงมองน้องชายกับน้องสาว แล้วส่ายหน้าระอาใจ

ภาวิดาเดินไปมาส่องที่หน้าต่างห้อง มองไปทางเรือนไม้หอมด้วยความอยากรู้ จวงเดินเข้ามาในห้อง
“เป็นไงบ้าง ทวนกับปริกเจอตาวัฒน์มั้ย”
จวงโกหก “ไม่เจอค่ะ”
“อะไรกัน แม่รสสุคนธ์ก็บอกไม่รู้ไม่เห็น แล้วตาวัฒน์จะหายไปไหน”
“คุณวัฒน์จะอยู่ไหนก็ไม่สำคัญเท่าคุณรามหรอกค่ะ ดูนั่นสิคะ”
จวงชี้มือให้ภาวิดาดูด้านล่าง เห็นรามนรินทร์กำลังเดินคุยมากับรสสุคนธ์และน้อยออกมาจากทางครัว อย่างสนิทสนม
“ทำไมตารามมาอยู่นี่”
ภาวิดาจดสายตามองจ้องรสสุคนธ์อย่างไม่พอใจ

สองคนเดินคุยกันมาตามทางเดินอันร่มรื่นในบ้านพรหมบดินทร์ รสสุคนธ์หันมาเน้นย้ำกับรามนรินทร์อีกครั้งหนึ่ง
“อย่าลืมเรื่องที่คุยกันนะคะ”
“ผมยังไม่แก่นะคุณ เรื่องแค่นี้ผมไม่ลืมหรอกน่า”
น้อยได้ทีรีบย้ำ “งั้นคุณรามก็ยังไม่ลืมเรื่องตั้งเบิกให้น้อยใช่มั้ยคะ”
รามนรินทร์ยิ้มขำกับสองสาว
“ไม่ต้องห่วง ได้ตามที่ทุกคนต้องการแน่นอน”
ระหว่างนี้ ผีแม้นมาศโผล่ออกมาจากมุมหนึ่ง มองรสสุคนธ์กับรามนรินทร์แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
แม้นมาศยื่นมืออันยาวเหยียดออกไป
เท้าของรสสุคนธ์กำลังก้าวเดิน แต่แล้วก็มีมือของแม้นมาศเข้ามาจับข้อเท้าไว้แล้วดึงอย่างแรง
“ว้าย...”
รสสุคนธ์เซจะล้ม รามนรินทร์ที่อยู่ใกล้ๆ ถลาเข้ามารับร่างช่วยไว้ทัน รสสุคนธ์เลยซุกอยู่ในอ้อมแขนของรามนรินทร์
“คุณรสเป็นอะไรคะ”
“ฉันเดินสะดุดอะไรก็ไม่รู้”
รสสุคนธ์มองที่พื้นไม่เห็นมีอะไรก็แปลกใจ
“ทีหลังก็เดินระวังหน่อยสิคุณ”
รามนรินทร์พยุงรสสุคนธ์ลุกขึ้น อีกฝ่ายหันไปเห็นแม้นมาศยืนมองอยู่ก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือย่าเล็ก
รสสุคนธ์ปรามเบาๆ “ย่าเล็ก”
รามนรินทร์ได้ยินไม่ถนัด ถามอย่างแปลกใจ “คุณว่าไงนะ”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร คุณมีประชุมไม่ใช่เหรอคะ รีบไปเถอะค่ะ”
รามนรินทร์หันมองตามรสสุคนธ์ก็ไม่เห็นมีอะไร สามคนจึงพากันเดินออกไป
แม้นมาศยิ้มสะใจ แล้วตวัดสายตาไปมองหน้าต่างบนตึกใหญ่ที่ภาวิดากับจวงยืนแอบมองอยู่

มองจากหน้าต่างตึกใหญ่ภาวิดาเห็นรสสุคนธ์ทำเป็นเหมือนแกล้งล้มให้รามนรินทร์ประคองก็โกรธจัด
“มารยาสาไถย...เลวเหมือนย่ามันไม่มีผิด”
“สงสัยมันคงใช้วิธีนี้ออดอ้อนให้คุณรามมาทานข้าวด้วยมั้งคะ” จวงพลอยพยัก
“เมื่อเช้าก็หนหนึ่งแล้ว นี่มันกะจะให้ท่าลูกชายฉันสามเวลาหลังอาหารเลยเหรอ”
“ไม่ใช่แค่แม่รสสุคนธ์นะคะ แต่มีอีกคนที่ต้องระวังด้วย”
จวงบุ้ยใบ้จ้องไปยังน้อยที่ดูสนิทกับรามนรินทร์เป็นเชิงบอก ภาวิดามองตามพอเห็นก็ขัดใจ
“แม่น้อย ฉันล่ะชังนังเด็กนี่จริงๆ ชายกรนะชายกร ไม่รู้จะรับลูกหลานคนใช้มาเป็นลูกบุญธรรมทำไม”
“จะอะไรซะอีกล่ะค่ะ ถ้าไม่ใช่...” จวงชะงัก ค้างคำ
“ไม่ใช่อะไร”
จวงอิดออด “จวงไม่กล้าพูดเป็นอกุศลหรอกค่ะ”
“แกคิดอะไรก็พูดมา ฉันจะไม่ถือโทษ พูดมาเร็ว”
“คุณชายเล่นลงทุนส่งเสียให้มันเรียนจบมหา’ลัย แถมยังชุบตัวให้มันเป็นถึงลูกบุญธรรมคุณชายอีก ถ้าไม่ใช่คิดเอาแม่น้อยใส่พานให้คุณราม จวงก็คิดอะไรไม่ออกหรอกค่ะ”
“ไม่มีทาง ต่อให้ชายกรยกมันลอยขึ้นมาอยู่บนสวรรค์ ฉันนี่ล่ะจะถีบมันตกสวรรค์เอง...จวงไปเรียกพวกมันสองคนมาพบฉันเดี๋ยวนี้”
“ค่า...” จวงขานรับคำ แล้วรีบแจ้นออกไปตามน้อยทันที ภาวิดาหันไปมองน้อยกับรสสุคนธ์ขบกรามแน่นด้วยความไม่พอใจ
“แกสองคนอย่าหวังมาเป็นลูกสะใภ้ฉันเลย”

รสสุคนธ์กับน้อยเดินมาส่งรามนรินทร์ที่หน้าบ้าน รามนรินทร์ขึ้นรถแล้วขับรถออกไป
“เราไปทำงานของเรากันต่อเหอะ”
รสสุคนธ์กับน้อยขยับจะกลับ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นจวงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่ไม่เป็นมิตรเท่าไรนัก
“เธอสองคนมากับฉัน คุณหญิงต้องการพบ”
จวงพูดจบก็หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านไป รสสุคนธ์กับน้อยมองหน้ากันรู้สึกได้ถึงเรื่องไม่ดี
“โดนเรียกเข้าห้องเชือดแบบนี้ สงสัยต้องมีเรื่องแน่ๆ เลย” น้อยเซ็งมาก
“ลองไปดู เดี๋ยวก็รู้เองล่ะ”
จวงเร่ง ทำเสียงแข็งใส่ “อ้าว ตามมาเร็วๆ สิ ยืนซุบซิบกันอยู่ได้”
รสสุคนธ์กับน้อยพากันเดินตามจวงไป

ภาวิดานั่งคอแข็งเย่อหยิ่ง มองรสสุคนธ์กับน้อยด้วยแววตาชิงชัง จวงเข้าไปนั่งพื้นข้างๆ ภาวิดา
สองสาวรู้ทันทีว่ามีเรื่องแน่ๆ รสสุคนธ์ขยับลงนั่งที่โซฟาส่วนน้อยนั่งที่พื้นข้างๆ รสสุคนธ์
“รสสุคนธ์ ฉันถามจริงๆ เหอะ เธอเข้ามาในบ้านนี้เพื่ออะไรกันแน่”
รสสุคนธ์ได้ยินคำถามจากภาวิดาก็ชะงักกึก ตกใจคิดว่าภาวิดาจะรู้เหตุผลที่แท้จริงที่เธอเข้ามาสืบคดี
“ฉันมาที่นี่ก็เพื่อทำงานไงคะ”
“หึหึ ตั้งใจทำงานหรือว่าตั้งใจอ่อยลูกชายฉัน ลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ แม้นมาศย่าของเธอใช้มาบ่อยแล้ว...มันใช้กับฉันไม่ได้ผลหรอก”
รสสุคนธ์ฉุน “ขอโทษนะคะ ถ้าคุณหญิงจะด่าฉันก็ด่าฉันตรงๆ กรุณาอย่าพาดพิงถึงคุณย่าฉันเลยค่ะ”
“งั้นฉันขอบอกเธอให้ชัดเจนตรงนี้เลย รามนรินทร์ลูกชายฉันมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้ว เธออย่าได้คิดเจริญตามรอยเท้าย่าของเธอ...เข้าแทรกความรักระหว่างรามกับหนูนิษาเด็ดขาด”
“ถ้าคุณหญิงเรียกฉันมาด่าในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงแบบนี้ ฉันขอตัวกลับไปทำงานต่อนะคะ”
รสสุคนธ์ขยับตัวลุกขึ้น ภาวิดาปี๊ดแตก วีนขึ้นมาทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันยังพูดไม่จบ เธอกล้าดียังไงถึงได้เดินหนีฉัน ถ้าเธอคิดจะมาอยู่บ้านนี้..เธอต้องทำตามกฎฉัน...ไม่งั้นล่ะก็...”
รสสุคนธ์ถามขึ้นว่า “ไม่งั้นทำไมคะ”
ภาวิดาเงียบไม่ตอบ รสสุคนธ์หันกลับมาจ้องภาวิดาด้วยความอยากรู้
เฟื่องเข้ามาเห็นก็ตกใจรีบวิ่งออกไปทันที

ภาณุกรนั่งทำงานอยู่ในห้อง เฟื่องวิ่งหน้าตาตื่นเหนื่อยหอบเข้ามา
“คุณชายคะ คุณชาย เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
“ใจเย็นๆ เฟื่อง เดี๋ยวก็ได้หัวใจวายก่อนหรอก เอ๊า..มีอะไรก็ว่ามา”
“คุณรส... คุณรสกำลังถูกคุณหญิงเรียกไปดุค่ะ”
“อะไรนะ”
ภาณุกรลุกพรวดแล้วรีบขยับออกจากห้องทันที เฟื่องวิ่งหอบตามไป

รสสุคนธ์รบเร้าถามจี้ภาวิดาด้วยความอยากรู้
“ไม่งั้นทำไมคะ ไม่งั้น ฉันจะตายเหมือนย่าเล็กใช่มั้ยคะ”
ภาวิดาตบหน้ารสสุคนธ์หนึ่งฉาด รสสุคนธ์อึ้ง จวงยิ้มสะใจ ส่วนน้อยตกใจ
“คุณรส คุณหญิงตบคุณรสทำไมคะ ถ้าเรื่องคุณรามกับคุณรสเมื่อกี้ มันเป็นอุบัติเหตุ น้อยยืนยันได้ค่ะ”
“นังน้อย นังกาฝากแกไม่เกี่ยว ถ้าคุณหญิงไม่ได้ถามอย่าสะเออะพูด”
“แต่ฉันพูดความจริงนะน้า”
“นี่ไง...ความจริง”
จวงตบหน้าน้อยฉาดใหญ่ โดนจังๆ น้อยล้มลงเป็นจังหวะเดียวกับที่ภาณุกรกับเฟื่องเข้ามาเห็นพอดี
“นี่มันอะไรกันครับคุณพี่ ทำไมถึงต้องถึงกับลงไม้ลงมือกันด้วย”
จวงเห็นภาณุกรก็ตกใจรีบถอยกลับไปหาภาวิดาเพื่อหาคนคุ้มกะลาหัว ภาวิดาถลึงตาใส่เฟื่องอย่างหมั่นไส้
“โบราณว่าปากคนเร็วยิ่งกว่าปากกา นี่นังเฟื่องแจ้นไปบอกอีกล่ะสิ”
ภาณุกรสั่ง “เฟื่องพาหนูรสกับน้อยออกไปก่อน”
เฟื่องขยับไปพยุงน้อยลุกขึ้น รสสุคนธ์จะเข้าไปช่วย แต่ภาวิดาพูดขัดขึ้นมาก่อน
“เดี๋ยว ยัยน้อยต้องอยู่ที่นี่ ฉันยังคุยกับมันยังไม่จบ”
“คุณรส ไปกันเหอะค่ะ”
เฟื่องพารสสุคนธ์เดินออกไป ทั้งคู่หันกลับมามองน้อยที่ถูกภาวิดาจ้องอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อด้วยความสงสาร

ด้านรามนรินทร์กำลังจะเดินเข้าโรงแรม ต้องชะงักเมื่อเห็นอุณนิษาตรงเข้ามาเรียกไว้
“พี่รามไปไหนมาคะ”
“พี่ไปประชุมมา” รามนรินทร์ขยับเดินต่อ
อุณนิษาขยับขวาง “แน่ใจเหรอคะว่าไปประชุม ไม่ใช่กลับบ้านไปกินข้าวกับรสสุคนธ์”
“ในเมื่อคุณนิษารู้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องมาถามพี่เลย”
รามนรินทร์รู้สึกโกรธที่ถูกจับผิด อุณนิษารู้ตัวรีบขยับเข้าไปเกาะแขนอ้อน
“พี่รามอย่าโกรธนิษานะคะ นิษาก็แค่อยากรู้ความจริง ต่อไปเราต้องทำงานใกล้ชิดกัน เราไม่ควรมีความลับต่อกันไม่ใช่เหรอคะ”
รามนรินทร์เปลี่ยนเรื่อง “แล้วนี่คุณนิษามาทำอะไรตรงนี้”
“นิษาก็มารอกินข้าวกับพี่รามไงคะ หิวจนแสบท้องแล้ว พี่รามไปนั่งเป็นเพื่อนนิษาหน่อยนะคะ”
“จ้ะ แต่ต้องรีบหน่อยนะ เดี๋ยวพี่มีประชุมกับลูกค้า”
“ได้ค่ะ บอส”
อุณนิษาควงแขนรามนรินทร์เดินเข้าไปในร้านอาหารของโรงแรม

ฟากจวงหอบข้าวของใช้เสื้อผ้าของน้อยออกมาที่หน้าบ้าน น้อยหน้าตื่นวิ่งตามออกมาด้วยความตกใจ
“น้าจวง ๆ นั่นมันข้าวของน้อยนะ น้าจวงจะเอาไปไหน”
จวงหันไปยิ้มให้ภาวิดาที่ยืนบัญชาการอยู่หน้าบ้านกับภาณุกร
“ข้าก็เอามาทำแบบนี้ไง” ขาดคำจวงโยนข้าวของลงพื้นกระจายเกลื่อน น้อยกับภาณุกรเห็นก็ตกใจ
“น้าจวง...ทำไมน้าทำแบบนี้”
“ฉันเป็นคนสั่งเอง มีปัญหาเหรอ”
ภาณุกรข่มความโกรธ “คุณพี่ให้จวงเอาของน้อยมาโยนทิ้งทำไมครับ”
“ถึงแม่น้อยจะเป็นลูกบุญธรรมของชายกร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่น้อยเป็นคนตระกูลพรหมบดินทร์ พี่มีสิทธิ์จะให้ใครอยู่หรือใครไปก็ได้ เก็บข้าวของของเธอแล้วออกไปจากบ้านฉันซะ”
ภาวิดาหันไปสั่งน้อยด้วยสีหน้าที่เอาจริง น้อยได้ยินถึงกับเข่าอ่อน
“ได้ยินคุณหญิงสั่งแล้วใช่มั้ย เก็บออกไปเดี๋ยวนี้”
จวงมีภาวิดาให้ท้าย จึงทั้งผลักและถีบน้อยให้ออกจากบ้านด้วยความสะใจ เฟื่องเดินกลับจากเรือนไม้หอมมาเห็นเข้าก็ตกใจ
“นี่มันอะไรกัน หยุดนะจวง”
“หลบพี่เฟื่อง ถ้าไม่อยากโดนเฉดหัวออกจากบ้านนี้ไปอีกคนก็ถอยไป”
ภาณุกรเห็นก็สุดทนไหว ระเบิดอารมณ์ออกมาจนจวงและภาวิดาต้องตกใจ
“ฉันบอกให้หยุด เฟื่องไปช่วยน้อยเก็บของกลับไว้ที่เดิม”
เฟื่องกับน้อยรีบกุลีกุจอเก็บข้าวของออกกลับห้องไปทันที ภาวิดามองอย่างไม่ขัดเคืองใจ

ที่ศาลาท่าน้ำ ภาณุกรหันมาประจันหน้ากับภาวิดาอย่างเอาเรื่อง ทั้งคู่ต่างไม่มีใครยอมให้กัน จวงยืนดูอยู่ห่างๆ
“คุณพี่จะมาไล่คนของผมออกไม่ได้”
“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อชายกรส่งเสียจนมันเรียนจบแล้ว มันก็ควรจะออกไปหางานหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ใช่มาเป็นกาฝากบ้านเราอยู่แบบนี้”
“ใครกันแน่ครับที่เป็นกาฝาก คุณพี่คงจะลืมนะครับ คนที่เป็นพรหมบดินทร์ที่แท้จริงในบ้านนี้คือผม..ไม่ใช่คุณพี่”
ภาวิดาได้ยินคำพูดของภาณุกรถึงกับสะอึก เซแทบยืนไม่ติดจวงรีบเข้าไปพยุง
“คุณหญิง ทำใจดีๆ นะคะ”
“ชายกร นี่แก..กล้าพูดกับฉันแบบนี้เหรอ”
“ทำไมผมจะพูดไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นความจริง คุณพี่แต่งงานออกไปแล้ว นามสกุลของคุณพี่คือยศรุ่งเรืองไม่ใช่พรหมบดินทร์ ที่ผมยอมให้คุณพี่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านนี้ ก็เพราะผมเห็นว่าคุณพี่เป็นพี่ แต่ในเมื่อคุณพี่ไม่รักษาน้ำใจผม ผมก็คงต้องพูด”
ภาวิดาโกรธจนตัวสั่นขึ้นเสียงด่าภาณุกรคืนอย่างเจ็บแสบ
“เออ พูดมาก็ดีแล้ว มันเพราะแกไม่ใช่เหรอที่ไม่ยอมแต่งงาน ตระกูลพรหมบดินทร์ของเราถึงไม่มีทายาทสืบต่อ นี่ถ้าฉันไม่ให้ตารามมาใช้นามสกุลพรหมบดินทร์ ป่านนี้ตระกูลเรามันก็คงสิ้นสุดลงที่แกแล้ว แกควรจะขอบคุณฉัน ไม่ใช่มาขึ้นเสียงกับฉัน”
“แน่ใจเหรอครับว่าคุณพี่ทำเพื่อตระกูล ไม่ใช่เพื่อมรดกของผม”
“ชายกร”
ภาวิดาลืมตัวตบหน้าน้องชายอย่างแรง ภาณุกรอึ้งจ้องหน้าภาวิดาอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ภาวิดาเองพอได้สติก็ช็อกเหมือนกันที่ตบหน้าน้องชายตัวเอง
ภาณุกรสะบัดตัวเดินจ้ำออกไปโดยไว ภาวิดาจะเป็นลม จวงรีบพยุงนายหญิงไปนั่ง

แม้นมาศปรากฏตัวโผล่ออกมามองแล้วยิ้มกว้างสะใจ
“นี่มันแค่เริ่มต้น พวกแกจะต้องเจ็บปวดมากกว่าฉันร้อยเท่า”
แม้นมาศจิกตา หัวเราะหึหึ เกิดเป็นลมพัดวูบใหญ่พัดเกรียวกราวจนต้นไม้สั่นไหวโยกโยนไปมาอย่างน่ากลัว จวงหันขวับไปมองที่ต้นไม้แล้วรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ท่าทางไม่ค่อยดีแล้ว จวงว่าเรารีบกลับเข้าบ้านกันเหอะค่ะคุณหญิง”
“นังบ้า ก็แค่ลมพัด กลัวปัญญาอ่อนไปได้”
ภาวิดานั่งนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน จวงได้แต่นั่งหันมองซ้ายขวาอย่างหวั่นกลัว

รสสุคนธ์เดินเข้ามาในเรือนไม้หอม แล้วรีบดันประตูปิดไว้ แต่ปิดไม่สนิท ก่อนจะหันไปมองเรียกหาแม้นมาศ
“ย่าเล็กคะ...ย่าเล็กอยู่ไหน ออกมาหารสหน่อยค่ะ”
เงียบไม่มีเสียงตอบรับใดใด รสสุคนธ์หันกลับจะออกจากห้องก็ชะงักเมื่อเห็นแม้นมาศปรากฏขวางหน้าไว้
“ว้าย ย่าเล็ก..อย่าโผล่มาแบบนี้สิคะ รสตกใจหมด”
แม้นมาศยิ้มขำ “อะไรกันแม่รส ยังไม่ชินอีกเหรอ”
“ไม่ต้องมายิ้มเลยค่ะ เพราะย่าเล็กคนเดียว..รสกับน้อยเลยโดนคุณหญิงดาเรียกไปดุ ทำไมย่าเล็กต้องแกล้งรสด้วยคะ”
“ฉันก็แค่อยากยั่วโมโหนังคุณหญิงดาเล่น เป็นไง..เห็นความร้ายกาจของมันแล้วล่ะสิ”
“รสน่ะไม่เท่าไรหรอกค่ะ ห่วงแต่น้อย”
รสสุคนธ์ถอนหายใจ มองออกไปทางหน้าต่าง รู้สึกเป็นห่วงน้อยขึ้นมาจับใจ

น้อยเดินซึมน้ำตานองหน้า ขึ้นบันไดมาได้ยินเสียงรสสุคนธ์ก็ชะงัก
“เฮ้อ..ป่านนี้ไม่รู้น้อยจะโดนอะไรบ้าง”
“ฉันจะให้คุณรสเห็นสภาพฉันแบบนี้ไม่ได้”
น้อยรีบปาดน้ำตา พยายามทำตัวให้ดูปกติที่สุด แล้วขยับจะผลักประตูเข้าห้องแต่แล้วก็ชะงัก
“คุณย่าเล็กไปดูให้รสหน่อยสิคะ”
น้อยได้ยินเหมือนรสสุคนธ์คุยกับใครอยู่ จึงค่อยๆ ใช้สายตาส่องดูตรงช่องที่ประตูแง้มเปิดอยู่มองเข้าไปในห้องด้วยความสงสัย แต่กลับเห็นรสสุคนธ์ยืนอยู่ตรงหน้าต่างเพียงคนเดียว

แม้นมาศก้าวเข้ามายืนข้างๆ รสสุคนธ์แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ยอมบอกหลาน
“ไม่ต้องห่วงแม่น้อยหรอกน่า มีคุณชายกรอยู่ด้วยทั้งคน ไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก”
“รสไม่เข้าใจ ทำไมคุณหญิงถึงได้เกลียดตระกูลเราขนาดนั้นคะ”
“เรื่องนั้น...”
แม้นมาศจะตอบแต่ชะงักค้าง รู้ว่ามีคนกำลังแอบฟัง เหลียวขวับไปทางประตู เห็นน้อยแอบยืนมองอยู่ รสสุคนธ์เห็นท่าทางแม้นมาศแปลกๆ ก็สงสัย
“มีอะไรเหรอคะ”

น้อยกำลังสอดส่องสายตามองมาในห้อง แต่ก็ไม่เห็นใคร จึงละสายตาแล้วบ่นกับตัวเองด้วยความแปลกใจ
“ก็ไม่เห็นมีใครนี่นา แล้วคุณรสคุยกับใคร”
น้อยขยับจะส่องดูใหม่แต่แล้วก็ต้องผงะตกใจ ภาพที่เห็นคือใบหน้าเละเน่าหนอน น่าสะพรึงของแม้นมาศยื่นหน้าเข้ามาชิดกับช่องประตู
“ว้าย”
น้อยตกใจกรีดร้องลั่น แต่แล้วพอประตูห้องเปิดออกก็กลับกลายเป็นรสสุคนธ์แทน
“น้อย..น้อย ฉันเอง”
“คุณรส...เมื่อกี้มันอะไรกันคะ”
น้อยมองรสสุคนธ์ด้วยความหวั่นๆ กลัวไปหมดไม่รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นผีหรือว่าตัวเองตาฝาดกันแน่

น้อยนั่งตัวสั่นเทาด้วยความความหวาดกลัว รสสุคนธ์เอาน้ำหวานให้น้อยดื่ม
“ดื่มซะสิ จะได้รู้สึกดีขึ้น”
“ขอบคุณค่ะ”
น้อยมือไม้สั่นรับน้ำหวานไปดื่มแล้วเหลือบมองรสสุคนธ์แล้วรวบรวมความกล้าถาม
“เมื่อกี้คุณรสอยู่คนเดียวเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ เมื่อกี้ฉันสมอลล์ทอล์คคุยกับย่าแม้นศรีที่เพชรบุรีน่ะ น้อยมีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ”
น้อยไม่กล้าพูดถึง “เออ..เปล่าค่ะ สงสัยน้อยจะตาฝาดไปเอง
“แล้วน้อยเป็นไงบ้าง คุณหญิงทำอะไรน้อยอีกหรือเปล่า”
น้อยหน้าเศร้าทันที “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ น้อยไปทำงานบ้านก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิน้อย เกิดอะไรขึ้น เล่าให้ฉันฟังได้นะ ฉันสัญญา ฉันจะเป็นผู้ฟังที่ดี ฉันจะไม่ทำให้เธอเดือดร้อนเด็ดขาด”
น้อยลังเลไม่รู้ว่าจะเล่าให้รสสุคนธ์ฟังดีหรือไม่เล่าดี

ขณะเดียวกันรามนรินทร์เดินอารมณ์ดีเข้ามาในโรงครัว แต่แล้วก็แปลกใจเมื่อไม่เห็นรสสุคนธ์อยู่ที่โต๊ะกินข้าว มีเพียงเฟื่องกับน้อยกำลังตักข้าวใส่จาน เตรียมยกไปให้รสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอมกันอยู่
“น้อย คุณรสยังไม่มากินข้าวเหรอ”
“คุณรสจะทานที่เรือนไม้หอมค่ะ ไม่มาทานที่นี่แล้ว”
“อ้าว..ทำไมล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
น้อยจะอ้าปากพูด แต่เหลือบไปเห็นปริกเดินเข้ามาพอดี
“เออ ไม่มีค่ะ คุณรสเธอทำงานติดพันอยู่เลยไม่สะดวกมากินที่นี่ค่ะ”
น้อยหันไปก้มหน้าก้มตาตักอาหารต่อ รามนรินทร์รู้ดีว่าถามไปก็คงไม่ได้เรื่อง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่”
รามนรินทร์พึมพำนึกสงสัย ขยับจะเดินออกประตูรั้วหลังบ้านไปหารสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอม แต่ปริกเรียกขึ้นมาก่อน
“คุณรามคะ คุณหญิงกับคุณชายรอรับประทานอาหารอยู่ค่ะ”
รามนรินทร์พยักหน้าแล้วหันตัวเดินกลับตึกใหญ่ไป ปริกเดินปรี่เข้าไปหาเรื่องน้อยทันที
“ถ้าแกอยากอยู่บ้านนี้ต่อก็หัดสงบปากสงบคำซะบ้าง จำใส่กะโหลกเอาไว้”
ปริกเฉดหัวน้อยอย่างแรงแล้วเดินหัวเราะร่าออกไป
“ไว้ให้ฉันมีทางไปก่อนเหอะ ฉันจะไม่ทนอยู่ที่นี่แน่”
น้อยน้ำตาซึมได้แต่กัดฟันเจ็บแค้นใจ

ที่โต๊ะรับประทานอาหาร บ้านพรหมบดินทร์ รามนรินทร์เข้ามาในนั้นเห็นอุณนิษานั่งยิ้มระรื่นร่วมโต๊ะอยู่ก็รู้ทันทีว่านี่คงเป็นฝีมือแม่อีกตามเคย รามนรินทร์เดินเข้ามาจะนั่งลงข้างๆ ภาณุกร แต่ภาวิดาที่นั่งหัวโต๊ะเรียกไว้ก่อน
“ราม มานั่งกับน้องนิษาสิลูก น้องอุตส่าห์เว้นที่ไว้ให้ลูก”
รามนรินทร์ยิ้มแห้งๆ แล้วเดินไปนั่งข้างๆ ภาวิดากับอุณนิษา
รามนรินทร์มองที่อาหารบนโต๊ะเห็นอาหารหรูเลิศรสมากมาย บนโต๊ะเห็นแก้วไวน์ถูกรินตั้งอยู่แล้ว
“จวง รินไวน์ให้พี่รามสิ” อุณนิษาสั่ง
จวงรินไวน์แล้วเสิร์ฟให้ รามนรินทร์ประหลาดใจ
“ฉลองในโอกาสอะไรครับ”
“ฉลองที่หนูนิษามาร่วมงานกับโรงแรมของเราไงจ๊ะ”
ภาณุกรชะงักหันมามองหน้าหลานชายด้วยความสงสัย รามนรินทร์รีบอธิบายให้ภาณุกรฟังว่า
“คุณนิษามาเป็นเลขาส่วนตัวผมครับ”
ภาณุกรยินดีด้วยนะหนูนิษา น้าหวังว่าหนูจะตั้งใจทำงาน อย่าให้เสียชื่อถึงคุณพี่ได้ล่ะ
“ค่ะ นิษาจะไม่ทำให้คุณแม่กับพี่รามผิดหวังแน่นอนค่ะ”
“ต้องอย่างนี้สิจ๊ะ มาเรามาชนแก้วกัน เชียร์ส”
ภาวิดาหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาชนแก้วกับอุณนิษาและภาณุกร ก่อนที่อุณนิษาจะหันมาชนกับรามนรินทร์พร้อมกับส่งสายตายิ้มหวานให้ ภาวิดาเห็นก็ยิ้มชอบใจ
ภาณุกรกระซิบพี่สาว “ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ ระวังประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอยนะครับคุณพี่” แล้วหันมาขอตัวกับอุณนิษา “ตามสบายเลยนะหนูนิษา พอดีฉันไม่ค่อยหิว”
พูดจบภาณุกรก็ลุกขึ้นเดินออกไป ภาวิดารีบดึงเกมกลับมาตามเดิม
“รามตักกับข้าวให้น้องสิลูก หนูนิษาลองทานดู อาหารพวกนี้แม่สั่งให้เชฟจากโรงแรมจัดมาให้โดยเฉพาะเชียวนะจ๊ะ”
รามนรินทร์ตักอาหารให้อุณนิษาตามคำสั่งคุณหญิงมารดา อุณนิษากับภาวิดาพากันยิ้มสมใจ

เรือนไม้หอมยามค่ำคืน ตกอยู่ในความเงียบสงัด ดูวังเวงหลอกหลอนเช่นทุกคืน
รสสุคนธ์ยืนเหม่ออยู่ที่ศาลาท่าน้ำ ครุ่นคิดอะไรอยู่คนเดียว คล้ายกับมีใครบางคนกำลังเคลื่อนเข้าหารสสุคนธ์ เหมือนกับจะผลักให้ตกลงไปในน้ำ รสสุคนธ์ชะงักรู้สึกตัว พอหันขวับมาก็โล่งใจ เมื่อพบว่าเป็นแม้นมาศ
“ย่าเล็ก แกล้งรสอีกแล้วนะคะ”
“ก็เรามัวแต่ใจลอยอยู่ได้ ฉันก็เลยมาช่วยทำให้คืนสติ ว่าแต่เราเหอะ คิดอะไรอยู่”
“รสคิดเรื่องที่น้อยเล่าค่ะ ไม่อยากเชื่อเลยนะคะว่าคุณหญิงภาวิดาจะใจร้ายไล่น้อยออกจากบ้านได้”
“นี่มันยังน้อยไป เมื่อก่อนเค้าทำกับฉันยิ่งกว่านี้อีก”
“คุณหญิงทำอะไรย่าเล็กค่ะ เล่าให้รสฟังหน่อยสิคะ”
นัยน์ตารสสุคนธ์เป็นประกายหันไปถามผีย่าเล็กของเธอด้วยความอยากรู้ แม้นมาศถอนหายใจแล้วหวนคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต

เวลานั้น แม้นมาศกำลังนั่งตีขิมร้องเพลงอยู่ในโถงเรือนไม้หอม ภาณุทัตถ่ายรูปแม้นมาศไว้ทุกอิริยาบถ บรรยากาศแสนโรแมนซ์ มือแม้นมาศตีขิมอย่างคล่องแคล่วเล่นได้เก่งมาก ดูเป็นมืออาชีพ ภาณุทัตปรับเลนส์กล้องถ่ายแม้นมาศโดยไม่รู้เบื่อ
ใบหน้าแม้นมาศยิ้มแย้มมีความสุขล้น ร้องเพลงไป พร้อมกับส่งยิ้มหวานมาให้ตากล้องรูปงา ภาณุทัตละสายตาจากกล้องถ่ายรูป มองไปที่แม้นมาศแล้วส่งสายตาหวานฉ่ำไปให้
ภาณุทัตร่วมร้องเพลงประสานรับกับเสียงขิมเพราะพริ้งที่แม้นมาศตี บรรยากาศยิ่งดูหวานชื่น
ระหว่างนี้ภาวิดาแอบยืนมองดูสองคนด้วยความหมั่นไส้ จนเห็นคนใช้เดินถือถาดน้ำดื่มตรงมาที่เรือนไม้หอม ภาวิดาคิดแผนร้ายออกทันที รีบเรียกคนใช้ไว้
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันถือไปเอง”
คนใช้ลังเล แต่ก็ยอมส่งถาดให้ ภาวิดาถือแก้วน้ำเดินยิ้มร่าเข้ามาหาภาณุทัตกับแม้นมาศ
“น้ำหวานชื่นใจมาแล้วจ้า”
“ให้ฉันช่วยนะคะ”
“นั่งๆ เดี๋ยวฉันบริการเอง นี่ค่ะของคุณพี่”
ภาวิดาถือแก้วเดินอ้อมมาให้แม้นมาศ พอเดินมาจนใกล้ ภาวิดาก็แสร้งทำเป็นสะดุดเท้า แต่จงใจเทน้ำราดหกใส่ตัวแม้นมาศอย่างจัง
“ว้าย” แม้นมาศกับชายทิตรีบลุก
ภาณุทัตตำหนิ “น้องหญิงดา ทำไมทำแบบนี้”
“ไม่เป็นไรค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุอย่าไปว่าคุณหญิงดาเลยค่ะ”
“ใช่ค่ะ ดาไม่ได้ตั้งใจนะคะ เมื่อกี้ดาสะดุดขาตัวเอง” ภาวิดาบีบน้ำตา “แม้นมาศ..ฉันขอโทษนะ ดูสิเปียกเลอะเทอะหมดเลย เอาอย่างนี้มั้ย เดี๋ยวเธอไปเปลี่ยนชุดที่ห้องกับฉัน”
“พี่ฝากด้วยนะหญิงดา เดี๋ยวพี่จะออกไปทำธุระข้างนอกหน่อย”
“ค่ะคุณพี่ ไปกันเหอะแม้นมาศ”
ภาวิดารีบจูงมือแม้นมาศเดินออกไป

คล้อยหลังภาณุทัตที่เดินลงเรือนไป ภาวิดาก็หันมามองจ้องแม้นมาศ สีหน้าแสนดีกลายเป็นร้ายกาจ แม้นมาศมองภาวิดาด้วยความแปลกใจ
“คุณหญิงมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ฉันมีเรื่องอยากให้เธอช่วย เธอช่วยฉันได้มั้ย”
“ได้สิ คุณหญิงจะให้ฉันช่วยอะไร บอกมาได้เลยค่ะ”
“เลิกยุ่งกับพี่ชายทัตซะที”
แม้นมาศชะงักตกใจ “ว่าไงนะคะ”
“เธอได้ยินไม่ผิดหรอก เธอกับพี่ชายทัตมันต่างชั้นกัน ครอบครัวฉันเป็นถึงลูกหลานเจ้าพระยาบดินทร์ นามสกุลก็เป็นถึงนามสกุลพระราชทาน”
ภาวิดามองแม้นมาศด้วยสายตาอันเหยียดหยามถึงขีดสุด
“ส่วนเธอเป็นแค่ลูกสาวคุณหลวงข้าราชการชั้นผู้น้อย แม่ก็เป็นแค่ช่างเย็บเสื้อผ้าโหล เธอยังมีหน้าคิดมาดองกับตระกูลฉันอีกเหรอ”
แม้นมาศข่มใจ “ความรักมันไม่มีเส้นแบ่งแยกชนชั้นหรอกนะคะ มันเป็นเรื่องของคนสองคน แค่เรามีใจรักกันแค่นั้นไม่ใช่เหรอคะ”
“เพ้อฝัน เธอคิดว่าตัวเองเป็นซินเดอเรลล่ารอเจ้าชายมาฉุดขึ้นจากโคลนตมหรือไง ชีวิตจริงมันไม่มีนางฟ้ากับรถฟักทองหรอก ตื่นจากฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว”
“ฉันรู้ว่าคุณหญิงไม่ชอบฉัน แต่ฉันกับคุณชายรักกันด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้อยากได้สมบัติของคุณเลย”
“อมพระมาพูดฉันก็ไม่เชื่อ ถ้าเธอรักพี่ชายทัตจริงก็ออกไปจากชีวิตเขาซะ ออกไป ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้”
ภาวิดาผลักแม้นมาศแต่แม้นมาศสู้จึงยื้อกันไปมาจนสุดท้ายภาวิดาล้มลง
“อย่าค่ะ คุณหญิง อย่า...”
“ว้าย นี่แกกล้าผลักฉันเหรอ”
“ฉันเปล่านะคะ ฉันขอโทษ”
แม้นมาศขยับจะไปช่วยดึงขึ้น ภาวิดาผลักแม้นมาศล้มลงไปกับพื้นแทน
“นี่แน่ะ..นังผู้หญิงชั้นต่ำ แกกล้าสู้ฉันเหรอ”
แม้นมาศน้ำตาร่วง ภาวิดาเดินลงเรือนจากไปด้วยความแค้น

รูปถ่ายแม้นมาศเล่นขิมที่ภาณุทัตถ่าย ถูกเก็บไว้ในอัลบั้มรูปอย่างดี รามนรินทร์เห็นภาณุกรนั่งนิ่ง ได้แต่มองรูปถ่ายแม้นมาศก็เข้ามาถาม
“คุณน้าครับ ตกลงเรื่องที่คุณรสขอ คุณน้าจะอนุญาตมั้ยครับ”
ภาณุกรหน้าเครียด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะตัดสินใจ
“ถึงแม้ว่าความรักของพี่ชายทัตกับแม้นมาศจะจบด้วยโศกนาฏกรรมก็ตาม แต่มันก็คือความรักแท้ที่บริสุทธิ์ ควรแก่การระลึกถึง”
“แต่ติดที่คุณแม่สิครับ ถ้าคุณแม่รู้บ้านแตกแน่”
“ช่างคุณพี่ปะไร ทุกวันนี้คนก็พากันลือเรื่องนี้ไปไหนต่อไหนแล้ว น้าว่าดีซะอีกที่ทุกคนจะได้รู้ความจริง จะได้ไม่เอาไปพูดให้คนตายเสียหายอีก”
ภาณุกรยื่นอัลบั้มรูปส่งให้รามนรินทร์
“นี่เป็นอัลบั้มรูปฝีมือการถ่ายภาพของพี่ชายทัต เรื่องราวทั้งหมดถูกบันทึกอยู่ในนี้...น้าฝากรามเอาไปให้หนูรสด้วยนะ”
“คุณรสเธอต้องดีใจแน่ๆ”
รามนรินทร์รับอัลบั้มรูปไปถือไว้ด้วยความดีใจ

ถัดมา รามนรินทร์ถืออัลบั้มรูปรีบเดินตรงไปที่เรือนไม้หอม อุณนิษากับภาวิดาพากันเดินตามออกมามอง อุณนิษากระฟัดกระเฟียดด้วยความน้อยใจ
“ดูพี่รามสิคะ แอบไปหานังนั่นอีกแล้ว”
อุณนิษาขยับเดินตามออกไป แต่ภาวิดาดึงอุณนิษาไว้
“เดี๋ยวสินิษา..หนูจะไปไหน”
“นิษาจะไปจัดการกับมัน มันจะได้เลิกยุ่งกับพี่รามซะที
“ใจเย็นๆ สิจ๊ะนิษา คืนนี้ปล่อยมันไปก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ตารามก็จะไม่มีเวลาไปเจอหน้ามันอีกแล้ว”
“คุณแม่มีแผนอะไรเหรอคะ”
ภาวิดากระซิบบอกข้างหู อุณนิษาตาโต
“เชื่อแม่นะจ๊ะ ตารามไม่หนีไปไหนแน่นอน”
“ค่ะ นิษาจะเชื่อฟังคุณแม่ทุกอย่าง”
“งั้นตอนนี้นิษากลับบ้านไปก่อนนะ พรุ่งนี้ทุกอย่างจะเป็นวันของหนู”
อุณนิษากับภาวิดาพากันยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กัน

แม้นมาศน้ำตาซึมด้วยความเจ็บปวดเมื่อนึกถึงความหลัง รสสุคนธ์ฟังก็รู้สึกสงสารย่าเล็ก
“ไม่อยากเชื่อ คุณหญิงดาจะกล้าทำกับย่าเล็กถึงขนาดนั้น”
“นี่มันยังน้อยไป คนจิตใจคับแคบอย่างคุณหญิงภาวิดาทำเรื่องเลวได้มากกว่านั้น”

แม้นมาศเล่าอีกว่า ตอนนั้นภาวิดากำลังหัดขับรถอยู่โดยมีภาณุทัตเป็นคนสอน แรกๆ ภาวิดาก็ขับกระตุกๆ ยังไม่คล่องเท่าไรนัก ซักพักก็เริ่มเข้าที่เข้าทาง ภาณุทัตพยักหน้าพอใจ
“เริ่มคล่องแล้ว คราวนี้ลองขับยาวๆ ไปรั้วหน้าบ้านซิ”
“สบายมากค่ะ”
ภาวิดาหันไปเห็นแม้นมาศเดินเข้ารั้วมาพอดีก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา ในขณะที่เท้าภาวิดาเหยียบคันเร่งอย่างแรง รถยนต์พุ่งเร็วและแรงตรงเข้าหาแม้นมาศที่กำลังเดินมาตามถนนในบ้าน ภาณุทัตตกใจ
“หญิงดาระวัง”
ภาณุทัตรีบหักพวงมาลัยรถหลบอย่างไว รถที่กำลังพุ่งเข้าใส่แม้นมาศหักหลบพ้นชั่วเส้นยาแดงผ่าแปด รถเบรกเอี๊ยดเกือบชนกับต้นไม้ แม้นมาศเข่าอ่อนทรุดตัวล้มลงด้วยความตกใจ ภาณุทัตรีบลงจากรถวิ่งเข้าไปหาแม้นมาศ ทั้งคู่กอดกันแน่น
“น้องเล็ก..ไม่เป็นไรนะ”
ภาวิดาลงจากรถกัดฟันกรอดๆ ด้วยความแค้นใจ

เล่าถึงตอนนี้แม้นมาศหันขวับกลับมาด้วยใบหน้าเน่าเละน่ากลัว ดวงตาขาวโพลนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
“เพราะคุณหญิงภาวิดาคนเดียว ฉันถึงต้องพลัดพรากจากคนรัก ฉันจะไม่ให้อภัยมันเด็ดขาด”
“แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณหญิงดาเป็นคนฆ่าย่าเล็กนี่คะ”
“ต้องใช่มันแน่ๆ มันคอยทำร้ายฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันจะต้องแก้แค้น...คุณหญิงภาวิดาจะต้องตาย”
แม้นมาศพุ่งตัวออกไป รสสุคนธ์ตกใจรีบวิ่งไล่ตาม
“อย่านะย่าเล็ก...ย่าเล็ก ว้าย”
รสสุคนธ์วิ่งออกไปชนเข้ากับรามนรินทร์ที่เดินเข้ามาพอดี
“คุณรส” ชายหนุ่มยิ้มขำ “คุณนี่ซุ่มซ่ามไม่เปลี่ยนเลย แล้วนี่คุณจะรีบไปไหน”
“เออ..คือว่า..ฉัน”
รสสุคนธ์ได้แต่อึกอักไม่กล้าพูด แต่ก็เป็นห่วงภาวิดา รสสุคนธ์เลยตัดสินใจวิ่งไปที่บ้านพรหมบดินทร์ทันที
“คุณรส...คุณจะไปไหน”
รามนรินทร์ตกใจรีบวิ่งตามรสสุคนธ์ออกไป

ภาวิดาเดินขึ้นบันไดมา จนได้ยินเสียงเหมือนคนเดินเหยียบพื้นไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดตามหลังมา ภาวิดาชะงักกึก เป็นผีแม้นมาศอยู่ข้างหลังกำลังจ้องภาวิดาตาเขม็ง แต่พอภาวิดาหันไปมอง กลับไม่เห็นมีใครอยู่จึงหันกลับเดินขึ้นบ้านต่อ จู่ๆ แม้นมาศก็โผล่พรวดขึ้นมาขวางหน้าไว้ ผลักภาวิดาอย่างแรง

“ว้าย”
รสสุคนธ์กับรามนรินทร์วิ่งเข้ามาเห็นพอดี
“คุณหญิง” / “คุณแม่”
ภาวิดาหวีดร้องลั่น เซหงายหลังจะตกบันไดรอมร่อ
รสสุคนธ์วิ่งเข้ามาดันตัวภาวิดาไว้ได้ทัน รามนรินทร์รีบวิ่งเข้ามาช่วยด้วย ภาวิดาชะงักเห็นรสสุคนธ์ก็ตกใจรีบปัดมือออก
“ปล่อยฉันนะ เธอมาจับตัวฉันทำไม”
“เมื่อกี้คุณหญิงจะตกบันได ฉันก็เลยช่วยพยุงค่ะ”
“ช่วยหรือตั้งใจจะผลักฉันกันแน่” ภาวิดาว่า
“คุณแม่ครับ คุณรสช่วยคุณแม่ไว้จริงๆ นะครับ ผมเป็นพยานได้”
แม้นมาศยังอยู่มองหลานสาวอย่างไม่พอใจ ต่อว่ารสสุคนธ์
“เธอช่วยมันทำไมรสสุคนธ์ ทำไมไม่ให้ฉันฆ่ามัน”
รสสุคนธ์ได้ยินเพียงคนเดียว ไม่ได้ตอบโต้แม้นมาศ แต่กลับหันไปพูดกับภาวิดา
“ให้รสไปส่งที่ห้องนะคะ”
“ไม่ต้อง..ฉันเดินเองได้”
ภาวิดาสะบัดมือออกแล้วเดินขึ้นบันไดบ้านไป แม้นมาศถลึงตามองตามภาวิดาอย่างกับจกินเลือดกินเนื้อ
“เห็นหรือยัง ทำบุญบูชาโทษชัดๆ”
“อย่านะคะย่าเล็ก อย่าทำร้ายคุณหญิงนะคะ”
รสสุคนธ์บอกในใจ ส่ายหน้าห้ามปราม แม้นมาศโมโหหายตัววูบไป รามนรินทร์มองท่าทีแปลกๆ ของรสสุคนธ์ด้วยความสงสัย

รามนรินทร์เดินมาส่งรสสุคนธ์ ชายหนุ่มได้แต่ครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายต้องตัดสินใจถาม
“ขอบคุณนะครับ ถ้าคุณไปไม่ทัน คุณแม่ผมคงแย่ ว่าแต่เมื่อกี้คุณรู้ได้ไงว่าคุณแม่ผมกำลังมีอันตราย”
“มันเป็นเซนส์ของผู้หญิงน่ะค่ะ”
“ผมพึ่งรู้นะเนี่ยว่าคุณก็เป็นพวกมีซิกซ์เซนส์ด้วย”
“ถ้าคุณเปิดใจ บางทีคุณอาจเห็นในสิ่งที่ไม่มีตัวตนก็ได้นะคะ”
รสสุคนธ์หยุดเดินแล้วมองไปที่สระบัว
“นี่คุณกำลังขู่ให้ผมกลัวใช่มั้ย ผมไม่เชื่อเรื่องผีหรอกนะ ผมเชื่อในสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้น”
รามนรินทร์ยิ้มแล้วยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ รสสุคนธ์หน้าแดงด้วยความประหม่า
“คุณราม...คุณจะทำอะไร”
“ที่ผมเห็นตอนนี้ก็คือ คุณกำลังหน้าแดง นี่คุณกำลังเขินผมล่ะซิ”
“ใครเขินคุณไม่ทราบ คุณส่งฉันแค่นี้ล่ะ ฉันกลับเองได้”
รสสุคนธ์ขยับเดิน แต่รามนรินทร์ดึงแขนเธอไว้
“เดี๋ยวสิ..คุณลืมของ”
รามนรินทร์ยื่นอัลบั้มรูปให้ รสสุคนธ์รับไปพลิกดูแล้วตาโตด้วยความตื่นเต้น
“ภาพถ่ายของย่าเล็ก นี่หมายความว่าคุณชายกรอนุญาตแล้วเหรอคะ”
“ผมรับปากคุณแล้ว มีเหรอผมจะทำไม่ได้”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริงๆ”
รสสุคนธ์ยิ้มดีใจ กระโดดเกาะแขนรามนรินทร์อย่างลืมตัว รามนรินทร์มองใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของสาวเจ้าก็ยิ่งรู้สึกหวั่นไหว

ฟากทวนลุกนั่งหน้าเครียด นอนไม่หลับอยู่คนเดียว ปริกโผล่หน้าออกมาเห็นก็ถามด้วยความสงสัย
“เป็นอะไรพี่ทวน นอนไม่หลับเหรอ”
“เออ...ข้าชักเหลืออดกับผีอีแม้นมาศเต็มทีแล้วว่ะ”
จวงเดินเข้ามาได้ยินพอดี ก็กระแนะกระแหนน้องชาย
“แหมไอ้ทวน...ทำเป็นปากดีนะเอ็ง เมื่อกี้ข้าเห็นเอ็งร้องอย่างกับหมา”
“พี่คอยดูก็แล้วกัน ฉันนี่ล่ะจะเป็นคนจัดการกับมันเอง”
“มันเป็นผีนะพี่...พี่จะจัดการมันยังไง” ปริกท้วง
“ข้ามีวิธีก็แล้วกัน ว่าแต่ตอนนี้ปริกเอ็งมีเงินให้ข้ายืมซักห้าพันมั้ยวะ”
ปริกโวยลั่น “โอ๊ย...เยอะขนาดนั้นฉันไม่มีหรอก โน่นขอพี่จวงสิ”
จวงรีบปฏิเสธ “เฮ้ยๆ เรื่องไรวะ เอะอะก็มาไถเงิน ข้าไม่ใช่ตู้เอทีเอ็มนะโว้ย”
“ของแบบนี้ มันก็ต้องมีทุนสิพี่ ถ้างานนี้สำเร็จ ดีไม่ดีคุณหญิงอาจตบรางวัลให้พี่ก็ได้นะ”
“เออๆ ไม่ต้องพูดมาก ข้าล่ะแพ้ลมปากเอ็งทุกที เอาไป”
จวงใจอ่อนควักเงินห้าพันส่งให้น้อง ทวนได้เงินก็ยิ้มตาวาว ในใจคิดแผนการบางอย่างไว้แล้ว

ขณะเดียวกัน น้อยปูที่นอนข้างๆ เตียงรสสุคนธ์เตรียมจะเข้านอน แต่ก็มีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดของหน้าต่างดังขึ้น
น้อยสะดุ้งหันไปมองเห็นบานหน้าต่างเปิดอยู่ก็แปลกใจ จึงลุกขึ้นไปเพื่อปิด
จู่ๆ ประตูตู้เสื้อผ้าก็เปิดผลัวะออกอย่างแรง น้อยสะดุ้งเฮือกหันกลับไปมองด้วยความตกใจ
ยินเสียงร้องคราง “ฮือๆๆๆๆ” ดังออกมา
น้อยค่อยๆ ขยับเดินเข้าไปที่ตู้อย่างกล้าๆกลัวๆ เอื้อมมือไปที่ประตูตู้จะปิด แต่มีมือใครบางคนจากในตู้โผล่ออกมาดันประตูตู้ไว้
เป็นผีแม้นมาศนั่งขวดตัวอยู่ในนั้น ใบหน้าเละน่ากลัว ค่อยๆ คลานออกมาจากตู้ น้อยยืนตะลึงตัวเกร็ง กรีดร้องลั่น ปิดตาด้วยความกลัว
“อ๊าย....”
รสสุคนธ์วิ่งเข้ามารู้ทันทีว่าน้อยเจอย่าเล็กหลอกแน่ จึงรีบผลักประตูตู้ปิดตึง จนทุกอย่างกลับคืนเป็นปกติ
“น้อย น้อยเป็นอะไร”
“ผีค่ะ น้อยเห็นผี”
รสสุคนธ์รีบถามกลบเกลื่อน “ผีที่ไหน”
“ในตู้ค่ะ น้อยเห็นจริงๆ นะคะ” น้อยยืนกรานสีหน้าหวาดกลัวไม่หาย
รสสุคนธ์เปิดตู้ดู “ไหน..ไม่เห็นมีเลย เอ้างี้มั้ย ถ้าน้อยกลัว ฉันว่าน้อยย้ายไปนอนห้องข้างๆ ดีมั้ย”
“แต่ว่าคุณรสนอนคนเดียวได้เหรอคะ”
“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกจ้า เอาที่น้อยสบายใจดีกว่านะ”
น้อยพยักหน้าแล้วรีบหอบผ้าห่ม ที่นอน พร้อมหมอนออกไปโดยไว รสสุคนธ์ถอนหายใจแล้วหันไปหาแม้นมาศ แต่ผู้เป็นผีย่าเล็กไม่อยู่แล้ว

รสสุคนธ์เดินออกตามหาแม้นมาศมาจนถึงท่าน้ำริมสระบัว
“ย่าเล็ก รสรู้นะคะว่าย่าเล็กอยู่ที่นี่ ออกมาเหอะค่ะ”
ตรงกลางสระบัวเห็นฟองอากาศผุดขึ้นมา ร่างของแม้นมาศใบหน้าเละดูหลอนค่อยๆโผล่ขึ้นมาจากสระ
-รสสุคนธ์เห็นสภาพแม้นมาศก็สะดุ้ง แม้นมาศตาขาวโพลง ลมพายุพัดเข้ามาปะทะหน้ารสสุคนธ์
“รสรู้นะคะว่าย่าเล็กกำลังโกรธ แต่การทำร้ายคนอื่นมันไม่ได้ช่วยอะไรให้มันดีขึ้นเลยนะคะ มันมีแต่จะทำให้เรื่องมันเลวร้ายไปกันใหญ่ รสขอเหอะค่ะ น้อยไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย ย่าเล็กอย่าทำร้ายเธอเลยนะคะ”
“ฉันไม่ทำยัยน้อยก็ได้ แต่ทำไมเธอต้องปกป้องนังคุณหญิงภาวิดาด้วย”
“รสก็แค่ไม่อยากให้ย่าเล็กทำบาป การฆ่าคนมันเป็นบาปหนักนะคะ อย่าได้ก่อเวรกันเลย”
“บาปหนักแค่ไหนฉันไม่สน มันทำกับฉันก่อน มันต้องรับกรรมอย่างสาสม นังคุณหญิงภาวิดา...มันจะต้องตาย”
แม้นมาศหวีดร้องเสียงดังโหยหวน วิญญาณแค้นเคลื่อนร่างขึ้นมาประจันหน้ากับรสสุคนธ์บนฝั่ง
“ไม่ได้นะคะ จริงอยู่ว่าคุณหญิงเคยทำไม่ดีกับย่าเล็ก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณหญิงเป็นฆาตกรนี่คะ..ย่าเล็กเองก็ยังจำไม่ได้ว่าคืนวันแต่งงานเกิดอะไรขึ้น ย่าเล็กจะเที่ยวฆ่าใครสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้นะคะ”
แม้นมาศได้ยินก็ชะงัก คิดตามรสสุคนธ์ก็เห็นว่าจริง ความโกรธเกรี้ยวจึงเบาบางลงเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวด
“แล้วเธอจะให้ฉันรอไปถึงเมื่อไร ฉันรอมา 30 ปีแล้วนะ ฉันอยากไปผุดไปเกิดซะที ฉันไม่อยากทรมานแบบนี้อีกแล้ว”
รสสุคนธ์สงสารจนน้ำตาคลอ “ย่าเล็กช่วยอดทนอีกนิดนะคะ รสสัญญา รสจะหาฆาตกรตัวจริงมาลงโทษให้ได้”
“ก็ได้...ฉันจะรอ แต่ฉันจะไม่มีวันไว้ชีวิตคนที่มันฆ่าฉันเด็ดขาด”
แม้นมาศกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้น ร่างสลายลอยหายลงไปในสระบัว รสสุคนธ์ได้แต่ยืนอึ้งมองสระบัวด้วยสีหน้าหมองเศร้า
“รสจะหาทางช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณของย่าเล็กยังไงดี”

ทวนมาลอบสังเกตการณ์ แอบมองรสสุคนธ์ที่ยืนทำท่าเหมือนพูดอยู่คนเดียวตรงริมสระบัวด้วยสีหน้าฉงนฉงาย
“นั่นคุณรสนิหว่า มาแอบทำดราม่าอะไรอยู่ตรงนี้วะ สงสัยคงอยากมีผัว เดี๋ยวกูจะช่วยให้หายเหงาเอง”
รสสุคนธ์ยืนทอดถอนใจอยู่สักพัก จึงขยับตัวเดินกลับเรือนไม้หอม ทวนยิ้มชั่วรีบย่องตามหลังไปทันที

รสสุคนธ์เปิดประตูเดินเข้ามาในเรือนไม้หอม ส่วนทวนแอบย่องเข้ามาทางประตูด้านหลังของเรือน
รสสุคนธ์ชะงักได้ยินเสียงกุกกักจากทางหลังบ้านก็แปลกใจ
“นั่นใคร...น้อยเหรอ”
รสสุคนธ์ขยับเดินเข้าไปดู ทวนรีบก้มตัวหลบมุม รอเวลา จนรสสุคนธ์เดินเข้ามาใกล้ ทวนก็พุ่งตัวเข้าไปรวบตัวเธอไว้ รสสุคนธ์ตกใจดิ้นรนขัดขืนสุดชีวิต
“ว้าย...ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย”
“ฤทธิ์มากนะมึง”
ทวนตบหน้ารสสุคนธ์อย่างแรง จนเธอซวนเซล้มลง
“มาเป็นเมียกูซะดีๆ”

ทวนกระโดดขึ้นคร่อมร่างรสสุคนธ์ ยิ้มกระหยิ่มพลางก้มหน้าลงไปซุกไซร้คอรสสุคนธ์อย่างหื่นกระหาย
 
อ่านต่อหน้า 2



บาปบรรพกาล ตอนที่ 6 (ต่อ)

ใบหน้าของรสสุคนธ์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เน่าเละของแม้นมาศ มีหนอนไชออกมา แม้นมาศยิ้มกว้างดวงตาขาวโพลนอย่างน่ากลัว ทวนไซร้ซอกคออยู่ก็ชะงักเมื่อได้กลิ่นแปลกๆ

“เหม็นอะไรวะ”
ปากทวนเปรอะไปด้วยน้ำหนอง เห็นแม้นมาศนอนอยู่ไม่ใช้รสสุคนธ์ก็ตาเหลือก
“ผะ..ผี”
ทวนผงะออก รีบคลานหนีหลบเข้าที่ซ่อนโดยเร็ว
แม้นมาศเด้งตัวขึ้นมาแล้วแสยะยิ้ม
“ไอ้ชั่ว คืนนี้จะเป็นคืนตายของแก”
แม้นมาศเดินตามหา กวาดสายตามองหาทวนจนทั่วห้องโถง
ทวนเห็นท่าไม่ดีค่อยๆ คลานหนีออกไปทางประตูหลัง

ทวนวิ่งเตลิดหนีออกจากเรือนไม้หอมเข้ามาทางสระบัว
“ช่วยด้วย ผีหลอก ช่วยด้วย”
ทวนวิ่งหนีมาถึงสระบัว แต่แล้วก็ต้องผงะเมื่อแม้นมาศยืนขวางหน้าอยู่แล้ว แม้นมาศตบทวนอย่างแรง ร่างทวนเซล้มลงกองกับพื้น แม้นมาศพุ่งตัวอย่างไวก้มตัวลงไปบีบคอทวนแน่น
“คนจิตใจต่ำอย่างแก อย่าอยู่เลย”
แม้นมาศเกร็งมือบีบคอทวนแน่น

ภาณุกรเดินทอดอารมณ์ออกมาพักที่ศาลาในสวน ใบหน้าครุ่นคิดเครียด
ด้านหลังภาณุกรเห็นเงาของตาดำโผล่ออกมาจับจ้องภาณุกรอยู่ ตาดำมองภาณุกรตาเขม็งแล้วขยับเข้าหาภาณุกรทางด้านหลัง ดูลุ้นๆ แท้จริงแล้วเป็นฉากที่ภาณุกรเล่าสิ่งที่ตัวเองทำให้กับภาณุทัตฟัง)
ภาณุกรคุยกับรามนรินทร์เรื่องความรักของภาณุทัตและแม้นมาศ
ภาณุกรถึงแม้ว่าความรักของพี่ชายทัตกับแม้นมาศจะจบด้วยโศกนาฏกรรมก็ตาม แต่มันก็คือความรักแท้ที่บริสุทธิ์ ควรแก่การระลึกถึง
ภาณุกรยื่นอัลบั้มรูปส่งให้รามนรินทร์
ภาณุกรนี่เป็นอัลบั้มรูปฝีมือการถ่ายภาพของพี่ชายทัต เรื่องราวทั้งหมดถูกบันทึกอยู่ในนี้...น้าฝากรามเอาไปให้หนูรสด้วยนะ
ภาณุกรยืนหันหลังถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
“พี่ชายทัต ผมทำถูกแล้วใช่มั้ยครับ”
ตาดำได้ยินทุกอย่างก็รีบหลบออกไป ภาณุกรหันกลับมาก็ไม่เห็นใครอยู่แล้ว
ภาณุกรหันมองหา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงร้องของทวนก็ดังเข้ามา
“อ๊าก”
ภาณุกรประหลาดใจ “เสียงอะไร”
ภาณุกรรีบรุดออกจากศาลาไปที่สระบัวทันที

ทวนหายใจไม่ออก ตะเกียกตะกายดิ้นสุดกำลัง แม้นมาศโน้มตัวกดแรงลงไปอีก มองทวนที่กำลังจะขาดใจตายแล้วยิ้มเหี้ยมสะใจ ภาณุกรเดินตามทางเข้ามาใกล้ๆ เรื่อยๆ
“ใครน่ะ ใครอยู่ตรงนั้น”
แม้นมาศชะงักกึก เหลียวขวับไปเห็นภาณุกรเดินเข้าก็หันกลับมาจ้องทวนขู่อาฆาตเอาไว้
“จำเอาไว้ ถ้าแกคิดร้ายกับรสสุคนธ์อีก..แกตาย”
ร่างของแม้นมาศหายวับไป เหลือเพียงทวนที่นอนหายใจโรยแรงหอบอยู่ที่พื้น ภาณุกรเดินเข้ามาเห็นก็แปลกใจ
“ทวน มาทำอะไรแถวนี้”
“เอ่อ ผมเห็นเงาคนครับเลยตามมาดู แต่เดินไม่ระวังเลยสะดุดล้มก่อนสงสัยเท้าจะพลิกครับ”
“แล้วดีขึ้นยัง ให้ฉันช่วยมั้ย”
“ขอบคุณครับ ผมเดินกลับเองไหว”
ทวนลุกขึ้น แล้วแกล้งเดินกระเผลกๆ ออกไป
ภาณุกรมองรอบๆ สระบัวด้วยความสงสัย แต่ทุกอย่างก็ดูเป็นปกติ
ตาดำแอบมองดูภาณุกรอยู่ที่หลังต้นไม้ใหญ่ ค่อยๆ ขยับตัวหลบออกไปเงียบๆ

รสสุคนธ์ไม่รู้เรื่องราวใดๆ เวลานี้กำลังพลิกอัลบั้มดูรูปแม้นมาศถ่ายเดี่ยวในอิริยาบถต่างๆ เป็นจำนวนมาก
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย ทำกิจกรรมต่างๆ ภาพถ่ายแม้นมาศตอนอยู่บ้านพรหมบดินทร์ ฯลฯ และยังมีภาพถ่ายแม้นมาศกับภาณุทัตอยู่อีกหลายรูป ทั้งคู่ดูรักกันมาก
รสสุคนธ์เห็นแม้นมาศยืนมองอยู่ แม้นมาศเห็นรูปถ่ายก็น้ำตาไหล
“เธอเอารูปพวกนี้มาจากไหน”
“คุณชายกรให้คุณรามเอามาให้ค่ะ”
แม้นมาศดึงอัลบั้มมาถือแล้วลูบภาพภาณุทัตอย่างหวนไห้อาลัยอาวรณ์
“คุณชายทัต...เล็กคิดถึงคุณชายเหลือเกิน”
“คุณชายคงรักย่าเล็กมากนะคะ ดูสิคะถ่ายรูปย่าเล็กเก็บไว้เยอะเลย”
“คุณชายเป็นคนชอบถ่ายรูป พอว่างๆ ก็มักจะชวนฉันไปเป็นนางแบบบ่อยๆ”
“ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นก่อน ภาพในอัลบั้มนี้คงเต็มไปด้วยภาพแห่งความสุขของคุณชายกับคุณย่าเล็กจนล้นไปหมด”
“ใช่ ไอ้คนใจบาป...มันพรากความสุขไปจากฉัน...มันจะต้องชดใช้อย่างสาสม”
แม้นมาศกรีดร้องแล้วหายตัววับออกไปพร้อมกับอัลบั้มรูป รสสุคนธ์ได้แต่เศร้า สงสารย่าเล็กเหลือเกิน
“รสจะช่วยปลดปล่อยย่าเล็กยังไงดี”

รามนรินทร์เดินอารมณ์ดีลงมาจากชั้นสอง ตั้งใจจะออกไปหารสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอมแต่เช้า แต่แล้วก็มีเสียงเรียกขึ้นมาก่อน
“พี่รามจะไปไหนคะ”
รามนรินทร์ชะงักหันไปเห็นอุณนิษายืนยิ้มแป้นอยู่ก็แปลกใจ
“คุณนิษา มาทำอะไรที่บ้านพี่แต่เช้าครับ”
“นิษาก็มาเตรียมตัวไปทำงานกับพี่รามไงคะ ไปค่ะ เราไปกินข้าวกัน จะได้ไปทำงานพร้อมกันเลย”
อุณนิษารีบควงแขนรามนรินทร์แล้วดึงเข้าไป รามนรินทร์หันไปเห็นรสสุคนธ์เดินเข้ามาพอดี
รสสุคนธ์เห็นรามนรินทร์กับอุณนิษาก็ชะงัก อุณนิษาหันมายิ้มเชือดเฉือนใส่รสสุคนธ์
“อ้าว คุณรสไปกินข้าวด้วยกันมั้ย”
“ไม่ดีกว่าค่ะ พอดีฉันจะไปวัด เชิญคุณสองคนตามสบายเลยค่ะ”
รสสุคนธ์หันหลังกลับจะเดินออกไป รามนรินทร์ทักไว้ก่อน
“เดี๋ยวครับคุณรส ผมจะให้น้าทวนไปส่งนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไปค่ะพี่ราม ขืนช้าเดี๋ยวนิษากินพี่รามแทนอาหารเช้านะคะ”
อุณนิษาชายตาให้รามนรินทร์ยั่วรสสุคนธ์ จนรสสุคนธ์เดินหน้างอออกไปโดยไม่รู้ตัว
รามนรินทร์ได้แต่มองตามตาละห้อย ถูกอุณนิษาลากเข้าห้องอาหารไป

รสสุคนธ์เดินมาตามหาทวนถึงเรือนคนใช้ รสสุคนธ์ยืนเรียกที่หน้าเรือน
“น้าทวน..น้าทวนคะ”
เงียบไม่มีเสียงตอบรับใดๆ รสสุคนธ์ขยับเดินเข้าไปที่หน้าห้อง แล้วเคาะประตู
แต่แล้วประตูห้องก็เปิดออก รสสุคนธ์ค่อยๆ ผลักประตู ลุ้นๆ ว่าทวนจะออกมาปล้ำรสสุคนธ์อีกหรือเปล่า
“น้าทวน..น้าทวนอยู่มั้ยคะ” รสสุคนธ์ไม่เห็นมีใครอยู่ในห้อง
“อ้าว..ไม่อยู่นี่”
เหมือนมีใครบางคนพุ่งเข้าหาโดยเร็ว รสสุคนธ์ชะงักรีบหันหลังกลับมาก็สะดุ้งตกใจ เป็นเฟื่องนั่นเอง ที่มองรสสุคนธ์ด้วยสีหน้าแปลกใจ
“คุณรส...มาทำอะไรที่นี่คะ”
“รสมาหาน้าทวนค่ะ พอดีรสจะไปวัดเลยจะให้น้าทวนไปส่ง”
“ทวนไม่อยู่หรอกค่ะ เห็นเอารถไปอู่ตั้งแต่เช้าแล้ว เดี๋ยวเฟื่องเรียกแท็กซี่ให้มั้ยคะ”
“อ๋อ..ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวรสเดินไปเองดีกว่า วัดอยู่ใกล้ๆ นี้เอง”
“งั้นเดี๋ยวเฟื่องให้น้อยพาไปทางลัดด้านหลังนะคะ จะได้ไม่เดินไกล”
“มีทางหลังบ้านด้วยเหรอคะ”
รสสุคนธ์ได้ยินก็แปลกใจ เธออยู่บ้านนี้มานานแทบไม่รู้เลยว่ามีทางออกทางอื่นอีกด้วย

ซอยทางลัดไปวัดด้านหลังบ้านพรหมบดินทร์ เป็นสวนร้าง รสสุคนธ์เดินตามน้อยมาตามซอยเล็กๆ เส้นนั้น ซึ่งเป็นทางสัญจรด้วยเท้า สองข้างทางเป็นไร่สวนรกร้างบรรยากาศเปลี่ยวจนดูน่ากลัว
“ปกติซอยนี้ไม่ค่อยมีคนใช้กันหรอกค่ะ เดี๋ยวผ่านบ้านสวนข้างหน้าคุณรสรีบเดินหน่อยนะคะ
“อ้าวทำไมล่ะ บ้านนั่นมีอะไรเหรอ”
“ที่บ้านนั่นผีดุค่ะ เห็นเค้าว่าเป็นผีเจ้าที่”
น้อยกับรสสุคนธ์พากันเดินเข้ามาจนถึงบ้านสวนร้าง อันเป็นบ้านที่ตาดำอาศัยอยู่ โดยคนละแวกนี้เข้าใจว่าเป็นผี
ลมพัดวูบมา แถมมีเสียงหมาหอนดังโหยหวนรับกันเกรียวกราว น้อยสะดุ้งขนลุกชัน รีบเดินนำออกไปโดยเร็ว
“บ้านหลังนี้ล่ะค่ะ รีบไปกันเหอะค่ะ”
รสสุคนธ์หันกลับไปมองที่บ้านร้างอย่างสงสัย สายตาแลเห็นเงารางๆ เคลื่อนตัวอยู่แถวหน้าต่าง รสสุคนธ์เพ่งสายตาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตาดำหันขวับมาจ้องรสสุคนธ์ตาเขม็ง ใบหน้าดุดันนั้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รสสุคนธ์ตกใจสะดุ้งยืนตัวเกร็ง น้อยหันมา เห็นรสสุคนธ์ยืนขาแข็งอยู่ก็ตะโกนเรียก
“อ้าวคุณรส เร็วสิคะ”
รสสุคนธ์ได้สติ พอหันไปมองที่บ้านสวนร้างอีกที ตาดำก็หายไปแล้ว
“ไปเร็วค่ะ”
น้อยวิ่งมาดึงมือรสสุคนธ์ให้เดินผ่านบ้านสวนร้างไปโดยเร็ว
ตาดำโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างยิ้มเจ้าเล่ห์มองตามหลังสองสาวไป

สีพระพักตร์ของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในโบสถ์ ดูงดงาม อ่อนโยน เปี่ยมปราณี รสสุคนธ์กับน้อยก้มลงกราบอย่างอ่อนช้อย ก่อนที่รสสุคนธ์จะถวายสังฆทานจนแล้วเสร็จตามขั้นตอนถูกวิธี ตอนกรวดน้ำรับพรใบหน้ารสสุคนธ์ดูสงบนิ่ง ตาดำแอบมองรสสุคนธ์อยู่ห่างๆ จากประตูโบสถ์
“ขอผลบุญนี้จงสำเร็จแก่คุณย่าแม้นมาศ ขอให้ย่าเล็กจงมีแต่ความสุข อย่าได้มีความทุกข์ใดๆ อีกเลย”
จากนั้นรสสุคนธ์นำน้ำที่กรวดไปเทที่โคนต้นไม้ในลานวาด น้อยอาสาเอาแก้วน้ำไปเก็บ
“น้อยเอาไปเก็บให้ค่ะ”
รสสุคนธ์ถอนหายใจหน้าเครียด “ย่าเล็กจะดีขึ้นมั้ยนะ”
“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างไม่เที่ยง ปล่อยวางซะเถอะนังหนู”
รสสุคนธ์ชะงักหันไปทางเสียงนั้น เห็นตาดำยืนอยู่แล้วรีบหันหลังกลับ ก้มหน้าก้มตาดึงหมวกมาบังหน้าแล้วหันกวาดลานวัดต่อ
“พูดง่ายนะคะ แต่ทำยากจังค่ะ”
ตาดำงั้นกลุ้มใจเรื่องอะไรล่ะ ปรึกษาข้าได้นะ
รสสุคนธ์คุณตาเชื่อเรื่องวิญญาณมั้ยคะ
ตาดำบางสิ่งที่เราไม่เห็น ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีจริง ถามแบบนี้เคยเจอผีแล้วเหรอ
รสสุคนธ์ค่ะ...คุณตารู้มั้ยคะ ทำไมวิญญาณคนตายถึงยังวนเวียนอยู่ที่ที่ตายไม่ยอมไปผุดไปเกิดซะที
ตาดำก็เพราะตอนตายวิญญาณมีจิตนิวรณ์ผูกติดกับบางอย่างอยู่ หากยังตัดบ่วงที่ผูกติดนั้นไม่ขาด...วิญญาณก็จะไปผุดไปเกิดไม่ได้
รสสุคนธ์แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าบ่วงที่ว่าคืออะไร
-ตาดำไม่ตอบตักเอาใบไม้ที่กวาดเดินออกไปทิ้ง รสสุคนธ์เดินตามไป

-ตาดำเดินตรงเข้ามาที่ป่าช้า รับด้านหลังเห็นรสสุคนธ์ตามมา
-รสสุคนธ์เร่งเท้าเดินตามอย่างเร็ว แต่ตาดำก็กลับเคลื่อนตัวออกห่างไปไกลขึ้นเรื่อยๆ รสสุคนธ์แปลกใจ
รสสุคนธ์เดี๋ยวสิคะคุณตา
-ตาดำแอบยิ้มแล้วเอาใบไม้ที่กวาดเทกองไว้ จากนั้นก็เดินหลุดออกไปทางโกศเก็บกระดูก
รสสุคนธ์ตามมาก็ชะงักเมื่อตาดำหายไปแล้ว รสสุคนธ์มองหาตาดำแต่ก็ไม่เจอ รอบๆ มีแต่โกศเก็บกระดูก
“อ้าว ไปไหนแล้ว”
ใครบางคนมองมาทางหลังรสสุคนธ์ ลมพัดวูบใหญ่เข้ามา รสสุคนธ์หันกลับไปก็ไม่มีใครอยู่
เสียงหมาหอนขึ้นเกรียว รสสุคนธ์รู้สึกใจคอไม่ดี แต่แล้วตาดำก็โผล่พรวดออกมาประจันหน้ารสสุคนธ์
“ออกไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับคนเป็น”
รสสุคนธ์เห็นหน้าตาดำอย่างชัดก็ผงะตกใจจนเซล้มลง รสสุคนธ์หวีดร้องลั่น แต่พอลืมตามองอีกทีตาดำก็หายไปแล้วเหลือเพียงตัวเองนั่งอยู่กลางป่าช้า รสสุคนธ์ได้แต่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว

แม้นมาศมองรูปคุณชายภาณุทัตแล้วน้ำตารินไหล ด้วยความเศร้าโศกเสียใจ
“คุณชายทัต คุณอยู่ที่ไหน ฉันคิดถึงคุณเหลือเกิน”
แม้นมาศกอดอัลบั้มรูปแนบอกแล้วสะอื้นไห้ปานจะขาดใจ
เสียงสะอื้นไห้ของแม้นมาศดังโหยหวนชวนหลอกหลอนไปทั่ว พร้อมกับมีลมพัดโหมเข้ามาเหมือนพายุจะเข้า สร้อยกับบัวที่กำลังเตรียมทำอาหารกลางวันกันอยู่ถึงกับพากันขวัญกระเจิง
“เอาอีกแล้วแม่ ทำไงดี”
“คราวนี้เล่นมาแต่หัววันเลย”
สร้อยยกมือไหว้ปลกๆ
“คุณแม้นมาศเจ้าขา อย่าเพิ่งมาหลอกเลยนะเจ้าคะ สร้อยขอทำกับข้าวให้เสร็จก่อน ไว้ดึกๆ ค่อยมาใหม่นะคะ”
สิ้นเสียงของสร้อยพวกหม้อที่แขวนอยู่ก็พากันตกลงมาโครมใหญ่
“ว้าย กลัวแล้ว...กลัวแล้ว”
สร้อยกับบัวพากันหวีดร้องรีบวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น
ทวนก้าวเข้ามายืนมองไปทางเรือนไม้หอมอย่างชิงชัง
“มึงแผลงฤทธิ์ได้อีกไม่นานหรอก อีแม้นมาศ”
ทวนดึงของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อมองจ้องยิ้มเหี้ยมแววตามุ่งร้ายหมายชีวิต มันก็คือผ้ายันต์ท้าวเวสสุวรรณ

พนักงานยกกองแฟ้มสูงแทบท่วมหัววางบนโต๊ะของอุณนิษา ทำเอาอุณนิษาที่กำลังเล่นมือถืออยู่ถึงกับหยุดมือแล้วถามเสียงเขียวใส่พนักงาน
“นี่ เอามาวางโต๊ะฉันทำไม”
“คุณรามสั่งค่ะ”
อุณนิษาหันไปทางรามนรินทร์ที่นั่งทำงานอยู่แล้วลุกเดินฉับๆ ไปหา
“พี่ราม พี่รามสั่งให้เด็กเอาแฟ้มพวกนี้มาวางบนโต๊ะนิษาทำไมคะ โต๊ะนิษาเป็นโต๊ะเลขาไม่ใช่โต๊ะวางของนะคะ”
“แฟ้มพวกนั้นเป็นแฟ้มงานย้อนหลัง 10 ปีของโรงแรม พี่อยากให้คุณนิษาอ่านให้หมด เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะมีประชุมวางแผนกิจกรรมของโรงแรม คุณนิษาต้องเข้าประชุมด้วย”
“เรื่องเข้าประชุมนิษาไม่พลาดหรอกค่ะ แต่ทำไมนิษาต้องอ่านด้วยคะ นิษาเป็นเลขาพี่รามนะคะไม่ใช่ฝ่ายจัดกิจกรรม”
“ก็เพราะคุณนิษาเป็นเลขาพี่ไงถึงต้องอ่าน เลขาพี่ต้องสามารถเป็นตัวแทนของพี่ได้ นั่นหมายความว่าคุณนิษาจะต้องรู้ทุกเรื่องของโรงแรม ถ้าคุณนิษาทำแค่นี้ไม่ได้” เขาแกล้งทำเป็นหนักใจ “พี่คงต้องหาเลขาใหม่”
“ไม่นะคะ นิษาทำได้ นิษาจะอ่านเดี๋ยวนี้ค่ะ”
อุณนิษารีบแจ้นไปที่โต๊ะแล้วหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมาอ่านเอาใจรามนรินทร์ทันที
รามนรินทร์แกล้งทำเป็นก้มหน้าทำงานต่อแต่ก็แอบยิ้มขำอุณนิษาที่ถูกตัวเองแกล้ง

ทางฝ่ายรสสุคนธ์กับน้อยกลับมาจากวัดเดินพากันเดินมายังตึกใหญ่เพื่อขึ้นไปงาน รสสุคนธ์หมกมุ่นครุ่นคิดถึงคำพูดของตาดำมาตลอดทาง
“ก็เพราะตอนตายวิญญาณมีจิตนิวรณ์ผูกติดกับบางอย่างอยู่ หากยังตัดบ่วงที่ผูกติดนั้นไม่ขาด...วิญญาณก็จะไปผุดไปเกิดไม่ได้”
“บ่วงของย่าเล็กคืออะไร จะว่าเป็นคุณชายภาณุทัตก็ไม่น่าใช่ คุณชายเสียไปตั้งนานแล้วนิ หรือว่าจะเป็นฆาตกร...แล้วใครล่ะ”
รสสุคนธ์ชะงักเมื่อเห็นภาวิดาเดินออกมาจากหน้าตึก เข้ามาขวางทางจงใจหาเรื่อง
“นี่มันอะไรกัน สายป่านนี้แล้วพึ่งโผล่หัวมา พวกเธอเห็นที่นี่เป็นสถานสงเคราะห์หรือไง นึกอยากจะมาตอนไหนก็มาได้”
รสสุคนธ์ไม่ได้สนใจคำด่านั้น เอาแต่มองจ้องภาวิดาอย่างจับผิดพิรุธ ปล่อยให้ภาวิดาด่ารสสุคนธ์กับน้อยฉอดๆ ต่อไป รสสุคนธ์ยังคงครุ่นคิดในหัว
“จริงสิ คุณหญิงภาวิดาเกลียดย่าเล็กเข้าไส้ บางทีคุณหญิงอาจเป็นฆาตกรก็ได้”
“แล้วนี่หายหัวไปไหนกันมา”
ภาวิดาเห็นรสสุคนธ์ยืนนิ่งก็ไม่พอใจอย่างมาก
“ยืนบื้ออยู่ได้ ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง”
“พวกเราไปวัดมาค่ะ”
“น้อยเอาบุญมาฝากคุณหญิงด้วยนะคะ” น้อยประชดในน้ำคำนั้น
“เชิญเหอะย่ะ ทำบุญเสร็จแล้วก็หัดทำงานให้มันคุ้มเงินค่าจ้างด้วยนะ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเป็นคนโปรดแล้วจะทำอะไรก็ได้ ถ้างานไม่ดี..ฉันไม่เอาเธอไว้แน่..ไป..จะไปไหนก็ไป”
ภาวิดาสะบัดตัวเดินกลับเข้าบ้านไป รสสุคนธ์กับน้อยพากันถอนหายใจยาว แล้วเดินไปทางห้องทำงานคุณชายกร น้อยบ่นอุบเซ็งๆ สุดจะซวย โดนด่าตั้งแต่เช้า
“ไปฟังพระสวดกลับมายังโดนคุณหญิงสวดต่ออีก สงสัยเราคงจะได้บุญแน่ๆ เลยค่ะคุณรส”
“นั่นสิ ได้พรเต็มอิ่มแล้ว มีแรงฮึดทำงานเลย ทำงานกันเหอะ”
รสสุคนธ์กับน้อยนั่งประจำที่ น้อยเปิดโน้ตบุ๊กก้มหน้าออกแบบป้ายนิทรรศการ ส่วนรสสุคนธ์ก็หยิบหนังสือนิตยสารบ้านและสวนขึ้นมาดู หาแรงบันดาลใจในการจัดตกแต่งสวนในงาน

ภาณุกรเข้ามาเห็นสองสาวตั้งใจทำงานกันก็ยิ้มพอใจ เดินเข้ามาคุยด้วย รสสุคนธ์กับน้อยยกมือไหว้
ภาณุกรเมื่อเช้าไปวัดกันมาเหรอ
น้อยค่ะ ได้พรมาเพียบเลยค่ะ น้อยเอาพรมาฝากด้วยนะคะ
ภาณุกรถ้าเป็นพรจากคุณหญิงดา ฉันไม่รับนะ ฉันได้ยินจนชินล่ะ
น้อยหุย...คุณชายรู้ทันอ่ะ
รสสุคนธ์คุณชายได้ยินด้วยเหรอคะ
ภาณุกรคุณพี่ด่าเสียงดังเอ็ดตะโรขนาดนั้น ถ้าไม่ได้ยิน หูฉันก็คงตึงแล้วล่ะ ทีหลังถ้าจะไปวัดอีกก็ชวนฉันนะ ฉันจะได้ทำบุญให้กับคุณเล็กด้วย
ภาณุกรยิ้มเศร้าๆ รสสุคนธ์เห็นอาการก็นึกสงสัย
“ค่ะ คราวหน้ารสจะชวนคุณชายล่วงหน้านะคะ”
แววตา และสีหน้าของภาณุกรดูเศร้าๆ รสสุคนธ์ครุ่นคิดพึมพำกับตัวเอง
“พอพูดถึงย่าเล็กคุณชายภาณุกรก็ดูเศร้าทุกที หรือว่าคุณชายจะเคยทำอะไรผิดไว้กับย่าเล็กเหมือนกัน”ภาณุกรหันมามองรสสุคนธ์
“หนูรสมีอะไรจะพูดกับฉันหรือเปล่า”
“อ๋อเปล่าค่ะ”
รสสุคนธ์รีบก้มหน้าก้มตาดูแบบจัดสวนต่อ แต่ก็คอยแอบจับตามองตามภาณุกรอยู่เรื่อยๆ

ด้านอุณนิษาอ่านแฟ้มงานไปก็หาวไป หันมองไปที่โต๊ะก็ยังเห็นรามนรินทร์นั่งเซ็นเอกสารงานอยู่
อุณนิษาพลิกเอกสารอย่างเซ็งๆ เบื่อมาก
“วันนี้พี่รามไม่ออกไปไหนเหรอคะ”
“ไม่ พี่จะรอจนกว่าคุณนิษาจะอ่านหมด”
รามนรินทร์ตอบโดยไม่เงยหน้ามามอง ทำทีเป็นคร่ำเคร่งอยู่กับงาน อุณนิษาตาปรือๆ กางแฟ้มตั้งไว้บนโต๊ะแล้วค่อยๆ แอบฟุบหน้าลงบนโต๊ะข้างแฟ้มเหล่านั้น
รามนรินทร์เหลือบสายตาขึ้นมามองแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ หยิบรีโมทแอร์มากดให้แอร์เย็นขึ้นไปที่ 25 องศา
แล้วค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าอุณนิษานอนนิ่งท่าทางเหมือนกำลังฝันดีได้ที่
“หลับให้สบายนะคุณนิษา”
รามนรินทร์รีบย่องหนีออกจากห้องไปทันที

เวลาเดียวกันนี้ รสสุคนธ์กับน้อยอยู่ที่โรงครัวมาทานข้าวเที่ยงกัน จวง ทวน และปริกก็พากันเข้ามาจะตักข้าวกินกัน
“หิวข้าวโวย มีอะไรให้กินบ้างวะนังสร้อย” ทวนถามเสียงดัง
“มีผัดผักรวมกับน้ำพริก”
“อะไรวะ มีแต่ผักกับผัก ไม่มีเนื้อมีหนังให้กินบ้างเหรอวะ” ทวนบ่น
“นั่นสิ ทีนังน้อยยังมีปลาทอดเลย แบบนี้มันสองมาตรฐานนิพี่สร้อย” ปริกเสริม
“อ้าวน้าปริก พูดแบบนี้ก็สวยดิ อาหารพวกนี้ฉันทำเอง ถ้าพวกน้าอยากกินก็ทำกินเองสิ”
สามพี่น้องพากันรุมด่า รุมเฉดหัวน้อย รุมหยิกแขนน้อย
“เฮ้ย อีน้อย อีคนไร้น้ำใจ เอ็งนี้มันแก่ตัวจริงๆ พวกข้าสามคนทำงานบ้านกันแทบตายได้กินแค่นี้ ส่วนเอ็งวันๆไม่เห็นทำอะไรกินซะดีเชียว” จวงด่านำ
ทวนตาม “ใช่...เป็นขี้ข้าเหมือนกันมันก็ต้องแบ่งปันสิวะ นี่อะไรพอมีนายใหม่ก็ชูหางเลยนะเอ็ง”
ปริกเสริม “อ้าว..อีนี่ มายืนทำงานโง่อยู่ทำไม ไปทำมาให้พวกข้าอีกชุดสิ เดี๋ยวแม่ตบล้างน้ำเลย”
สร้อยรำคาญ “พอเลยๆ เดี๋ยวฉันทำให้ น้อยเอ็งไปกินข้าวต่อไป”
จวงหันไปห้าม “แกไม่ต้องยุ่งเลยนังสร้อย ข้าจะให้นังน้อยทำ”
“ทำให้มันกินได้นะโว้ย รสชาติสุนัขไม่รับประทาน..เอ็งเจอขยี้หัวแน่”
รสสุคนธ์เห็นท่าทางของสามพี่น้องที่ทั้งกร่าง และจงใจหาเรื่องน้อยก็สงสาร
“น้อย ไม่ต้อง เอาของฉันไปแทนเหอะ ฉันไม่กินแล้ว”
รสสุคนธ์ลุกขึ้น สามคนพากันยิ้มสะใจ รีบเข้าไปนั่งที่โต๊ะพร้อมกับหัวเราะชอบใจ
“อ้าว นังน้อย..ข้าวล่ะข้าว ตักเร็วๆ สิวะ ข้าหิว”
น้อยหันไปตักข้าวให้จวง ทวน และปริกอย่างจำใจ
รสสุคนธ์หันกลับมองทั้งสามคนสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างในใจ
“จะว่าไปสามคนนี้ก็น่าสงสัย”
ขณะคิดสายตารสสุคนธ์จับจ้องพฤติกรรม และอากัปกิริยาของจวง ทวน ปริก ประเมินความเป็นไปได้
“น้าจวงคนสนิทของคุณหญิงดา จงรักภักดียอมทำทุกอย่างเพื่อนาย น้าทวนเป็นแค่คนขับรถแต่มีของใช้ดีราคาแพงใช้จนผิดสังเกต น้าปริกปากหวานก้นเปรี้ยวคนแบบนี้ตีสองหน้าเก่ง สามคนนี้ไม่ธรรมดาเลยทั้งนั้น บางทีฆาตกรอาจเป็นหนึ่งในสามคนนี้ก็ได้
สามพี่น้องพากันมองเหยียดรสสุคนธ์พร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ รสสุคนธ์เห็นสายตาเหล่านั้นก็รีบเดินหลบออกไป

รสสุคนธ์อยู่ที่ห้องทำงาน กำลังมองแผนภาพผู้ต้องสงสัยที่จะเป็นฆาตกรในโน้ตบุ๊ก มีรูปของ ภาวิดา ภาณุกร จวง ทวน ปริก หน้าเครียดคิดไม่ตก
“ทั้งคุณหญิงภาวิดา คุณชายภาณุกร น้าจวง น้าทวน น้าปริก ทุกคนต่างก็สามารถเป็นฆาตกรได้กันหมด แล้วใครกันนะเป็นฆาตกรตัวจริง”
อุณนิษาเดินฉับๆ ตรงเข้ามาหยุดยืนจ้องหน้าหน้ารสสุคนธ์มองอย่างเอาเรื่อง
“รสสุคนธ์ พี่รามของฉันอยู่ไหน”
รสสุคนธ์สะดุ้งรีบปิดโน้ตบุ๊กทันที
“คุณรามก็อยู่ที่โรงแรมไงคะ ตอนเช้าก็ออกไปกับคุณไม่ใช่เหรอคะ คุณมาถามฉันทำไม”
“ไม่ต้องมาตีฝีปาก ถ้าพี่รามอยู่กับฉัน ฉันคงไม่ต้องถ่อมาถามเธอหรอก ตกลงพี่รามอยู่กับเธอใช่มั้ย”
“เปล่าค่ะ”
“ก็แค่นี้แหละ ถ้าเจอพี่รามบอกให้มาหาฉันด้วยล่ะ”
อุณนิษาเดินสะบัดหน้าออกไป รสสุคนธ์ส่ายหน้าเหนื่อยใจ
“ลูกยังร้ายถึงขนาดนี้ ตอนคุณหญิงแขไขกับคุณชายทัตคงไม่แตกต่างกัน บางทีคุณหญิงแขไขอาจจะเป็นฆาตกรก็ได้”
รสสุคนธ์เปิดโน้ตบุ๊กแล้วคลิกใส่รูปแขไขเพิ่มไปในชาร์ตฆาตกร
“ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับความทรงจำของย่าเล็กแล้ว”

ด้านแม้นมาศยิ้มหวานให้กับรูปคู่ตัวเองกับภาณุทัตที่อยู่ในชุดสูทสมัยนิยม ตอนเริ่มทำงาน
ใหม่ๆ ดูหล่อเนี้ยบ แบ็คกราวด์ของรูปนี้เป็นเรือนไม้หอมที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ
แม้นมาศชะงัก เหมือนจะจำเหตุการณ์บางอย่างได้

เมื่อในอดีต แม้นมาศถูกผ้าปิดตาโดนภาณุทัตจูงเดินผ่านสระบัวมาเรื่อยๆ ตรงไปสู่เรือนไม้หอม
“คุณชายทัต คุณชายจะพาฉันไปไหนคะ”
“ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ถึงแล้ว”
“เล็กเปิดตาได้ยังคะ เล็กไม่เล่นแล้วนะ”
ภาณุทัตพาแม้นมาศมาหยุดยืนอยู่หน้าเรือนไม้หอมที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆ บรรยากาศสวยงามร่มรื่นโรแมนติก
“อีกนิดหนึ่ง เดี๋ยวเล็กก็จะได้เห็น เอาละ เล็กยืนอยู่ตรงนี้ก่อนนะ”
ภาณุทัตจับแม้นมาศให้ยืนหันหน้าเข้าไปทางเรือนไม้หอม โดยตัวเองยืนอยู่ตรงข้างหน้าแม้นมาศ
“เปิดตาได้แล้วครับ”
แม้นมาศค่อยๆ แก้ผ้าผูกตาออก พอลืมตาขึ้นมาภาพที่เห็นก็คือภาพของคุณชายภาณุทัตยืนอยู่หน้าเรือนไม้หอม
“นี่คือเรือนหอของเรา เรือนไม้หอม”
คุณชายยิ้มหวานให้พร้อมกับผายมือให้แม้นมาศมองเรือนหอรอรักของพวกเขา แม้นมาศมองเรือนไม้หอมอย่างตะลึงกับความงาม

แม้นมาศยิ้มดีใจจำเหตุการณ์ในชีวิตขึ้นมาได้
“ฉันจำได้แล้ว รสสุคนธ์...ฉันจำได้แล้ว”
แม้นมาศหอบอัลบั้มรูปแล้วหายวูบไป

แม้นมาศปรากฏตัวโผล่ขึ้นที่หน้าเรือนไม้หอม พอหันกลับมาเห็นรามนรินทร์ยืนหันหลังอยู่ก็นึกว่าเป็นภาณุทัต
“คุณชายทัต ในที่สุด คุณก็กลับมาหาฉันแล้ว”
แม้นมาศถลาเข้าไปกอดรามนรินทร์ด้านหลัง แม้นมาศซบหน้าแล้วหลับตายิ้มมีความสุข
รามนรินทร์ชะงักกึก เสียวสันหลังวาบ รู้สึกได้ว่าเหมือนมีใครบางคนกำลังกอดเขาอยู่
รามนรินทร์ค่อยๆ หันหน้าไปมอง ลุ้นๆ หน้าของรามนรินทร์ค่อยๆหันไปหาหน้าของแม้นมาศที่ซบอยู่ตรงบ่า
แม้นมาศลืมตาขึ้นมามองเห็นเป็นหน้าของรามนรินทร์ก็ตกใจ
“ไม่ใช่ เธอไม่ใช่คุณชายทัต”
แม้นมาศทำอัลบั้มรูปตกหงายหน้านั้นค้างไว้ แล้วหายวับไป
รามนรินทร์หันมาไม่เห็นใครก็แปลกใจ ขยับจะเดินต่อ แต่สายตาเห็นอัลบั้มรูปหล่นอยู่ที่พื้น
“ทำไมมันมาอยู่ตรงนี้”
รามนรินทร์เก็บอัลบั้มรูปขึ้นมาถืออย่างสงสัย รสสุคนธ์เดินมาเห็นรามนรินทร์ยืนงงๆ อยู่ก็แปลกใจ
“คุณราม คุณมาทำอะไรคะ”

ถัดมารสสุคนธ์กับรามนรินทร์นั่งคุยกันที่ห้องโถงรับแขก
“ผมแวะมาดูความเรียบร้อย”
“แน่ใจนะคะว่าไม่ได้แอบหลบหน้าใครอยู่” รสสุคนธ์อำเล่น
รามนรินทร์ปากแข็ง “ผมไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย ทำไมผมต้องหลบด้วย”
“เหรอคะ งั้นฉันจะได้ไปบอกคุณนิษาว่าคุณอยู่ที่นี่”
รสสุคนธ์แกล้งลุกขึ้นเดินไป รามนรินทร์รีบคว้าแขนเธอไว้
“เดี๋ยวสิคุณ”
รสสุคนธ์ยิ้มขำ “ว่าไงคะ จะสารภาพดีๆ มั้ย”
รามนรินทร์ยอมจำนน “โอเคๆ ผมยอมรับก็ได้ ให้ผมใช้ที่นี่เป็นที่หลบภัยได้มั้ย”
“ได้สิคะ ยังไงบ้านนี้ก็เป็นบ้านคุณ คุณไม่ต้องขออนุญาตฉันหรอกค่ะ”
“ถ้าผมจำไม่ผิดบ้านนี้เป็นเรือนหอของคุณย่าคุณ มันก็เหมือนเป็นบ้านของคุณนั่นล่ะครับ”
รสสุคนธ์ยิ้มขำกับความดื้อไม่ยอมแพ้ของรามนรินทร์
“ค่ะ ฉันยอมแพ้ก็ได้”
รามนรินทร์นึกได้ “จริงสิ ผมเจอมันตกอยู่หน้าบ้าน”
“ตายจริง สงสัยฉันจะทำหล่นไว้ ขอบคุณนะคะ ฉันนี่โก๊ะจริงๆ”
รสสุคนธ์รับอัลบั้มรูปมาถือไว้ แล้วมองขึ้นไปชั้นบนด้วยความเป็นห่วงแม้นมาศ รำพันในใจ
“เกิดอะไรขึ้นกับย่าเล็กหรือเปล่านะ”

เวลาเดียวกันอุณนิษาหอบความน้อยมาผสมอาการหน้างอ มาฟ้องภาวิดาถึงห้องรับแขกบ้านพรหมบดินทร์
“จะอะไรซะอีกล่ะคะ ก็พี่รามนั่นล่ะหายไปไหนก็ไม่รู้”
“อ้าว ก็แม่ให้หนูนิษาตามประกบตารามไว้แล้วนี่จ๊ะ แล้วตารามหายไปไหน”
อุณนิษาเสียงอ่อยๆ “เอ่อ คือว่า นิษาเผลอหลับค่ะ พอตื่นขึ้นมาก็ไม่เห็นพี่รามแล้ว”
ปริกได้ยินก็เผลอหัวเราะคิก หลุดขำอย่างลืมตัว จวงหันไปถลึงตาใส่น้อง ก่อนจะหันมาพูดเอาใจ
“คุณรามอาจออกไปพบลูกค้าก็ได้นะคะ”
“ฉันเช็คตารางงานพี่รามหมดแล้ววันนี้พี่รามไม่ได้ไปไหน”
“เอ๊ะ หรือว่าจะอยู่กับแม่รสสุคนธ์คะ” ปริกว่า
“ฉันไปถามมันดูแล้ว มันบอกไม่เห็น”
“อุ๊ย จะไปเชื่อคำพูดมันไม่ได้นะนิษา แม่คนนี้มันปากแข็งเหมือนย่าของมัน แม่ว่ามันอาจกักตัวตารามไว้ในบ้านก็ได้”
“จริงด้วย นิษาก็ลืมคิดไปเลย ปริก แกไปดูสิ”
ปริกผวา อิดออด “วันก่อนปริกพึ่งโดนหลอกเองนะคะ ให้พี่จวงไปแทนได้มั้ยคะ”
“ไม่ได้ เดี๋ยวนี้แกกลัวผีมากกว่ากลัวฉันใช่มั้ย” คุณหญิงถลังตาใส่
“ปริกกลัวคุณหญิงสิคะ”
ปริกอยากร้องไห้ รีบคลานออกไปอย่างไม่เต็มใจ

สองหนุ่มสาวเดินคุยกันเข้ามาท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่น
“น่าเสียดายแทนคุณแม้นมาศกับคุณลุงภาณุทัตนะครับ เรือนหอสวยงามน่าอยู่ขนาดนี้ แต่พวกท่านกลับไม่มีโอกาสได้อยู่”
รสสุคนธ์ลองหยั่งเชิง “มันก็ไม่แน่นะคะ บางทีวิญญาณย่าเล็กอาจยังอยู่ในบ้านนี้ก็ได้”
ปริกเดินเข้ามาพอดี ได้ยินเสียงก็ชะงักตาโต รีบหาที่หลบฟังด้วยความอยากรู้
รามนรินทร์ขำ “คุณรส คุณอย่าไปฟังพวกคนใช้มากเลยครับ ผีไม่มีจริงหรอก”
“แล้วถ้ามีจริงล่ะคะ คุณคิดหรือเปล่าที่ท่านปรากฏตัวให้คนเห็น บางทีท่านอาจพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมอยู่ก็ได้”
รามนรินทร์ชะงัก “คุณหมายความว่าไง”
“ฉันคิดว่าคุณย่าแม้นมาศถูกฆาตกรรม และฆาตกรก็ยังอยู่ในบ้านนี้” น้ำเสียงรสสุคนธ์เด็ดขาดมาก
“เป็นไปไม่ได้ คุณย่าของคุณฆ่าตัวตายเอง ก่อนที่คุณจะกล่าวหาคนในบ้านผม คุณต้องมีหลักฐาน ไม่งั้นคุณจะเดือดร้อน”
รามนรินทร์เสียงขุ่น ไม่พอใจมากที่รสสุคนธ์กล่าวหาคนในบ้านเป็นฆาตกร
รสสุคนธ์จ้องตารามนรินทร์กลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ได้ค่ะ ฉันจะหาหลักฐานมาให้คุณดู”
รามนรินทร์เดินออกไปด้วยความไม่พอใจ รสสุคนธ์ถอนหายใจ รู้สึกแย่ที่ต้องทะเลาะกับรามนรินทร์จนได้
ปริกแอบฟังมาตั้งแต่ต้น ยิ้มชั่วสะใจ
“เอาแล้วๆ ทะเลาะกันแล้ว คุณหญิงต้องชอบแน่ๆ
จู่ๆ มีเสียงหน้าต่างปิดกระแทกดังตึง ปริกสะดุ้งเฮือก หันไปเห็นแม้นมาศถลึงตามองจ้องอยู่
ปริกตาเหลือกรีบแจ้นออกไปแทบไม่ทัน

ภาวิดากับอุณนิษาได้ยินเรื่องที่ปริกเล่าก็หัวเราะชอบใจ
“สมน้ำหน้ามันนะคะคุณหญิงแม่ อยู่ดีไม่ว่าดีหาเรื่องใส่ตัวแท้ๆ โดนพี่รามโกรธเลย”
“ยังไงตารามก็เป็นลูกฉัน เลือดก็ต้องข้นกว่าน้ำ คิดจะยุแยงตะแคงรั่วให้แม่ลูกผิดใจกัน ฝันไปเหอะ”
จวงท้วง “แต่เราก็ไว้ใจไม่ได้นะคะ ขืนแม่นั่นเที่ยวไปพูดกรอกหูให้คุณรามฟังบ่อยๆ คุณรามอาจจะหลงกลมันก็ได้นะคะ”
อุณนิษาเห็นด้วย “ใช่ค่ะคุณหญิงแม่ สันดานอสรพิษอย่างมันเก็บไว้ไม่ได้นะคะ เราต้องตัดไฟตั้งแต่ต้นลม”
“เราจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น”
ปริกขัดใจ ไม่สนุกเอาเลย “อ้าวทำไมล่ะคะคุณหญิง”
“ฉันจะใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหว นังรสสุคนธ์มันอยากจะสืบอะไรก็ปล่อยให้มันสืบไป เราก็แค่อยู่เฉยๆ คอยปั่นหัวมันเล่นก็พอ เดี๋ยวสุดท้ายมันก็แพ้ภัยตัวเอง”
ภาวิดายิ้มอย่างมั่นใจแววตามีแผนร้าย

ดวงจันทร์กลมโตสาดแสงลงมายังบ้านบ้านพรหมบดินทร์
รามนรินทร์นั่งครุ่นคิดเครียดถึงเรื่องที่มีปากเสียงกับรสสุคนธ์อยู่ตรงระเบียงชั้นบน
“ฉันคิดว่าคุณย่าแม้นมาศถูกฆาตกรรม และฆาตกรก็ยังอยู่ในบ้านนี้”
รามนรินทร์ไม่พอใจ “เป็นไปไม่ได้ คุณย่าของคุณฆ่าตัวตายเอง ก่อนที่คุณจะกล่าวหาคนในบ้านผม คุณต้องมีหลักฐานไม่งั้นคุณจะเดือดร้อน”
“ได้ค่ะ ฉันจะหาหลักฐานมาให้คุณดู”
รามนรินทร์ถอนหายใจเฮือกๆ ภาณุกรที่ยืนมองอยู่สักพักก็เดินเข้ามาทัก
“งานเครียดเหรอราม”
“เปล่าครับ ก็แค่เรื่องไม่เป็นเรื่องแค่นั้น”
ภาณุกรเหล่มอง ยิ้มรู้ทันหลาน “ถ้าเรื่องไม่เป็นเรื่อง รามคงไม่เอามาขบคิดกลุ้มใจแบบนี้หรอก ถ้าให้เดา น้าว่าต้องเป็นเรื่องหนูรส”
“คุณน้ารู้ใจผมจริงๆ นะครับ”
“ก็น้าเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก มีเหรอจะไม่รู้นิสัย ว่าไงมีปัญหาอะไร บอกน้ามาสิ”
ภาณุกรขยับลงนั่งด้วย รามนรินทร์ลังเลนิดๆ ก่อนจะพูดเป็นเชิงหารือขึ้นว่า
“คุณรสเธอเชื่อว่าคุณแม้นมาศถูกฆาตกรครับ ถ้าเป็นน้ากร น้าจะเชื่อหรือเปล่าครับ”
“น้าก็เคยคิดเหมือนหนูรสนะ ทุกอย่างมันดูบังเอิญไปหมด นี่ถ้าคืนนั้นน้ากับทุกคนไม่เห็นคุณเล็กกระโดดสระบัวฆ่าตัวตายกับตา น้าก็คงไม่เชื่อ”
ภาพจำอันโหดร้ายผุดซ้อนขึ้นมาในห้วงคิดภาณกร ตอนเห็นจะๆ ขณะแม้นมาศปีนหน้าต่างเรือนไม้หอม กระโดดลงไปในสระบัวฆ่าตัวตาย
ภาณุทัต นำหน้า ภาณุกร และคนอื่นๆ ขึ้นมาถึงชั้นบนก็ชะงัก กับภาพเบื้องหน้า แม้นมาศในชุดเจ้าสาวเกาะขอบหน้าต่างบ้านชั้นสองฝั่งที่ติดกับสระบัว แม้นมาศไม่ฟังเสียงทัดทานของภาณุทัต ตัดสินใจกระโดดลงไปในสระบัว เสียงร่างกระทบน้ำดังตูมใหญ่ ทุกคนพากันช็อกสุดขีด
ภาณุกรหน้าเศร้า นึกถึงความหลังอย่างเจ็บปวด
“นี่ยังมีจดหมายลาตายที่คุณเล็กเขียนไว้ด้วยนะ”
“แล้วตอนนี้จดหมายนั่นอยู่ที่ไหนครับ”
“อยู่ที่คุณพี่หญิงดา”
“คุณแม่เก็บไว้เหรอครับ ไหนว่าคุณแม่เกลียดคุณแม้นมาศไงครับ แล้วทำไมคุณแม่ถึงเก็บจดหมายไว้”
“เรื่องนั้นน้าก็อยากรู้เหมือนกัน รามก็ลองไปถามแม่ดูเองสิ”
รามนรินทร์รู้สึกแปลกใจมาก

ภาวิดาหันมาจ้องลูกชายด้วยความไม่พอใจ
“นี่รามมาถามแม่เรื่องจดหมายลาตายของนังแม้นมาศทำไม”
“ผมก็แค่ถามดูน่ะครับ นึกว่าคุณแม่เผาจดหมายทิ้งไปแล้วซะอีก”
“ความจริงแม่ก็อยากจะเผามันไปพร้อมๆ กับเรือนหอร้างนั่นเหมือนกัน แต่ติดที่ว่าพี่ชายทัตขอไว้ ไม่งั้นมันไม่เหลือเป็นอนุสรณ์ทิ่มแทงใจแม่ถึงทุกวันนี้หรอก”
“แล้วตอนนี้จดหมายอยู่ไหนเหรอครับ ผมขอดูหน่อยได้มั้ย”
“ไม่ได้ ของเสนียดจัญไรอย่างนั้นเราจะอ่านทำไมเสียสายตาเปล่าๆ แล้วนี่รามนึกอะไรถึงได้มาถามแม่เรื่องนี้ มีใครใช้รามมาถามแม่”
“เปล่าครับคุณแม่ ผมมาเอง คุณรสไม่รู้เรื่องจดหมายด้วยซ้ำ”
“งั้นแม่ฝากคำพูดไปบอกแม่รสสุคนธ์ด้วยนะ ถ้าอยากดูจดหมายก็ให้คลานเข่ามากราบขอจากแม่ด้วยตัวเอง”
ภาวิดาพูดด้วยน้ำเสียงอันเฉียบขาด รามนรินทร์พยายามหาทางกล่อมให้มารเลิกจองเวรแม้นมาศ
“ปล่อยวางบ้างเถอะครับคุณแม่ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว คุณแม่อยากเก็บมาคิดแค้นอีกเลยนะครับ”
“ไม่ อย่างน้อยมันก็เป็นเครื่องตอกย้ำเตือนใจแม่ ไม่ให้แม่ทำพลาดเหมือนในอดีต รามจะต้องแต่งงานกับผู้หญิงที่เพียบพร้อมอย่างหนูนิษาคนเดียว ไม่ใช่ผู้หญิงจากตระกูลเกษมบริรักษ์ เข้าใจใช่มั้ย”
รามนรินทร์ได้แต่อึ้ง และเหนื่อยใจกับความเจ้าคิดเจ้าแค้นของมารดา

ด้านรสสุคนธ์นอนซมอยู่บนเตียง น้อยเข้ามาดูอย่างเป็นห่วง
“คุณรสไม่สบายหรือเปล่าคะ”
“เปล่าจ้ะ ฉันแค่เพลียนิดหน่อย นอนพักเดี๋ยวก็ดีขึ้น”
“งั้นน้อยไปนอนก่อนนะคะ”
“จ้ะ ฝันดีนะ”
น้อยเดินลับตัวไป แม้นมาศก็ปรากฏตัวขึ้นมาแล้วส่ายหน้ายิ้มขำ
“ดูจากสภาพแล้วน่าจะป่วยทางใจมากกว่าล่ะมั้ง”
“ใจรสยังแข็งแรงดีค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย”
“เหรอ นึกว่าเสียใจที่ทะเลาะกับรามนรินทร์ซะอีก”
“ทั้งหมดก็เพราะย่าเล็กนั่นล่ะค่ะ ตกลงย่าเล็กนึกอะไรออกหรือยังคะ”
รสสุคนธ์หันไปถามแม้นมาศ แต่แม้นมาศหายวับไป แล้วโผล่กลับมาพร้อมกับอัลบั้มรูปถ่าย
แม้นมาศเปิดรูปถ่ายตัวเอง จำได้ว่าภาณุทัตถ่ายให้ที่หน้าเรือนไม้หอม ยื่นให้รสสุคนธ์ดู
“รูปนี้มีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นกับฉัน”

เมื่อครั้งในอดีต ภาณุทัตค่อยๆ คุกเข่าลงพร้อมกับเปิดกล่องใส่แหวนไพลินน้ำงามแหวนประจำตระกูลยื่นมาตรงหน้าแม้นมาศ
“น้องเล็ก แต่งงานกับพี่นะ”
แม้นมาศมองภาณุทัตก็ตื้นตันดีใจจนน้ำตาไหล พยักหน้ารับ
แม้นมาศค่ะ เล็กแต่งค่ะ
ภาณุทัตจับมือซ้ายแม้นมาศขึ้นมาแล้วเอาแหวนไพลินค่อยๆ สวมนิ้วนาง
แหวนไพลินน้ำงามบนนิ้วนางแม้นมาศ Effect ไพลินส่องประกาย ภาณุทัตเอามือแม้นมาศขึ้นมาจุมพิตอย่างอ่อนโยน แม้นมาศยิ้มหวานให้ ทั้งคู่กอดกันอย่างมีความสุข ในบรรยากาศดูโรแมนติกสวยงาม

รสสุคนธ์ฟังเรื่องที่แม้นมาศเล่าให้ฟังก็ตาโต รีบเพ่งดูรูปถ่ายอย่างตั้งใจ ที่รูปถ่ายของแม้นมาศกับภาณุทัตเห็นมือซ้ายแม้นมาศสวมแหวนไพลินด้วย
“แหวนไพลิน แหวนหมั้นของคุณชายภาณุทัตเหรอคะ”
“ใช่ นี่เป็นแหวนประจำตระกูลพรหมบดินทร์ ตกทอดมาตั้งแต่สมัยเจ้าพระยาบดินทร์ ผู้เป็นแม่จะมอบแหวนให้ลูกชายคนโตไว้หมั้นหมายคนรัก ว่าแต่แหวนวงนี้ทำไมเหรอ”
“บางทีแหวนวงนี้อาจเป็นสิ่งรั้งดวงวิญญาณของย่าเล็กไว้ก็ได้นะคะ”
“งั้นก็หมายความว่าถ้ามีแหวนวงนี้ ฉันก็จะได้เป็นอิสระใช่มั้ย”
“ใช่ค่ะ แล้วตอนนี้แหวนอยู่ที่ไหนคะ”
“นั่นสิ แหวนอยู่ไหน”
แม้นมาศที่ยิ้มๆ ดีใจอยู่ หุบยิ้มลงพลัน

ต่อมาแม้นมาศเดินนำรสสุคนธ์มาหยุดตรงหน้าห้องเก็บของชั้นสอง ประตูถูกคล้องด้วยกุญแจอย่างแน่นหนา
“พอฉันตาย คุณชายก็ให้คนใช้เก็บข้าวของเครื่องใช้ของฉันใส่ลงหีบแล้วเอามาเก็บไว้ในห้องนี้แหละ”
“ล็อกกุญแจแบบนี้เราก็เข้าไม่ได้สิคะ”
“เข้าได้สิ ฉันรู้ที่ซ่อนกุญแจของคุณชาย”
แม้นมาศมองไปที่โต๊ะทำงานภาณุทัต เปิดลิ้นชักแล้วขยับไม้ออกเผยให้เห็นช่องที่ซ่อนใส่กุญแจข้างใน
แม้นมาศหยิบกุญแจออกมาแล้วส่งให้รสสุคนธ์
“เอาไปไขประตูเร็วสิ”
รสสุคนธ์รีบไขแม่กุญแจที่คล้องประตูออกทันที

เมื่อผลักประตูห้องเก็บของเข้ามา รสสุคนธ์พบว่าภายในห้องเต็มไปด้วยหยากไย่ ฝุ่นจับหนาเตอะจนรสสุคนธ์ต้องปิดจมูก รสสุคนธ์เปิดไฟในห้อง ในห้องมีหีบวางซ้อนกันอยู่มุมห้อง
“หีบเยอะแบบนี้ แล้วหีบไหนล่ะคะ”
“หีบนั่นเป็นหีบเสื้อผ้า เครื่องประดับเก็บอยู่ในตู้”
แม้นมาศเปิดตู้ออก เผยให้เห็นข้างในตู้มีเครื่องประดับมีค่ามากมายอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด รสสุคนธ์ตะลึง
“ของมีค่าเยอะแยะขนาดนี้ไม่กลัวขโมยเหรอคะ”
“มีฉันเฝ้าอยู่ ไม่มีใครกล้าขโมยหรอก”
“อ้าวแล้วแบบนี้คุณหญิงภาวิดาไม่โกรธแย่เหรอคะ”
“นี่มันของที่คุณชายทัตยกให้ฉัน พอฉันตายของพวกนี้ก็ต้องตกเป็นของทายาทฉัน นั่นก็คือเธอ รสสุคนธ์”
“อุ๊ย..รสไม่กล้ารับหรอกคะ”
“ฉันให้เธอแล้ว เธอจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของเธอ แต่ตอนนี้ช่วยฉันหาแหวนไพลินก่อน”
รสสุคนธ์กับแม้นมาศช่วยกันมองหาแหวนไพลินในตู้อยู่นานก็ไม่เจอ
แม้นมาศหยิบกล่องใบเล็กขึ้นมาเปิดดู ปรากฏเครื่องประดับไพลินของหมั้นเซ็ตใหญ่ อันได้แก่ สร้อยคอ ต่างหู จี้ กำไล อยู่กันครบครั้น แต่สิ่งเดียวที่ขาดหายไปก็คือ แหวนไพลิน
“ไม่มี แหวนไพลินหายไป”
“แล้วมันหายได้ไงคะ ไหนว่าไม่มีใครขโมยไง”
“มี...คนเคยขึ้นบ้านฉัน”
แม้นมาศนึกไปถึงบัวกับช้อยที่เคยมาขโมยของที่เรือนไม้หอม
“ฉันรู้แล้วว่าแหวนอยู่ที่ใคร”
ร่างแม้นมาศเคลื่อนออกไปด้วยความโกรธเกรี้ยว รสสุคนธ์คิดได้ก็ตกใจ
“บัว! ย่าเล็ก..อย่าทำร้ายบัวนะคะ”
รสสุคนธ์รีบวิ่งตามออกไปทันที

วิญญาณแค้นเคลื่อนเข้ามายืนจังก้าหน้าเรือนคนใช้ ลมพัดแรงผมผีแม้นมาศสยายยิ่งดูน่ากลัว ใบหน้าเกรี้ยวกราด
“อีบัว...อีขี้ขโมย...มึงโผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้”
แม้นมาศก่นด่าบัวด้วยความโกรธแค้น

จวงกับปริกกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่
“อีบัว มึงออกมาเดี๋ยวนี้”
ปริกงัวเงียตื่นกลิ้งตัวไปมา
“โอ๊ย ใครมาส่งเสียงดังวะ รำคาญ กูจะนอน”
แม้นมาศโผล่หน้ายื่นออกมาจากผนังห้อง
“หุบปากไปเลยมึง”
ปริกสะดุ้งลืมตาโพลง เห็นหน้าเน่าเละของแม้นมาศก้มลงมาจ้องตาเขม็งก็ตาเหลือกตัวเกร็งขยับตัวไม่ออก ปริกอยากร้องไห้เอื้อมมือไปสะกิดจวงที่หลับอยู่ จวงปัดมือออก แต่ปริกก็พยายามสะกิดต่อ
จวงรู้สึกตัวขึ้นมาเห็นแม้นมาศก็ตกใจ แม้นมาศหันขวับแล้วตบหน้าจวงอย่างแรง จวงกระเด็น
ปริกกรีดร้องลั่นแม้นมาศตบหน้าปริกสองฉาดแล้วดึงตัวกลับหายวับไป
“ว้าย....กลัวแล้วๆ”
ปริกกับจวงโผเข้ากอดกันกลม

ด้านรามนรินทร์ ภาวิดา และภาณุกรได้ยินเสียงพากันตื่นลงมารวมตัวกันที่ห้องโถงชั้นล่าง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น เสียงดังโวยวายกันไปหมด”
ภาณุกรมองไปทางเรือนคนใช้ “เสียงมาจากทางเรือนคนใช้”
“ขโมยหรือเปล่าครับ น้ากรโทร.แจ้งตำรวจทีนะครับ”
รามนรินทร์ขยับออกไป
“อย่าไปนะราม ราม”
ภาวิดาห้ามไว้แต่รามนรินทร์ก็ไม่ฟัง

แม้นมาศเดินมาห้องนอนอีกห้อง ซึ่งเป็นห้องของทวน
“มึงจะโผล่มาดีๆ หรือจะให้กูเข้าไปถลกหนังหัวมึง”
ทวนอยู่ในห้องค่อยๆ ถอยตัวหลังชนฝาห้อง มือกำยันต์แน่น
“มึงเข้ามาสิ อีแม้นมาศ มึงเจอของดีกูแน่”
แม้นมาศไม่สนใจทวนเดินต่อไปหยุดอีกห้อง ซึ่งคราวนี้เป็นห้องของบัวกับสร้อย
“อีบัว ออกมาเดี๋ยวนี้”

บัวกับสร้อยกอดกันกลมตัวสั่นเทิ้มอยู่ใต้ผ้าห่ม
“อีบัว มึงไปทำอะไรคุณเค้า”
“เปล่านะแม่..ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย”
“โกหก”
แม้นมาศตวาด ปรากฏตัวยืนจังก้าอยู่กลางห้อง พร้อมกับสะบัดมือผ้าห่มก็พลิกออก
“มึงขโมยของกู เอาของกูคืนมา”
สองแม่ลูกผงะ แม้นมาศจ้องสร้อยกับบัวตาเขม็ง
“คุณแม้นมาศขา อย่าทำอะไรฉันกับลูกเลยนะคะ อีบัว มึงขโมยอะไรมาก็รีบๆ คืนคุณไปสิ”
“คืนอะไรล่ะแม่ ฉันไม่ได้เอาอะไรไปจริงๆ”
“ตอแหล”
แม้นมาศตบเปรี้ยง ร่างบัวกระเด็นไปกองกับพื้นมุมห้อง แม้นมาศก้าวตามไปจะซ้ำ สร้อยรีบเข้าไปกอดขาแม้นมาศไว้
“อย่านะคะ อีบัว หนีไปเร็ว”
บัวลนลานคลานหนีตายออกจากห้องไปโดยเร็ว แม้นมาศกัดฟันกรอดจ้องสร้อยตาเขม็ง

สร้อยถูกตบเปรี้ยง ร่างกระเด็นไปตกทรุดฮวบล้มลงหวีดร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว

อ่านต่อหน้า 3



บาปบรรพกาล ตอนที่ 6 (ต่อ)

บัววิ่งกะเผลกๆ หนีมา หน้าตื่นกลัวสุดชีวิต กะจะวิ่งไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน วิญญาณแค้นเคลื่อนตัวไล่ตามหลังมาติดๆ บัววิ่งหนีโดยไม่คิดชีวิตลืมเจ็บจนสิ้น แต่ต้องชะงักกึกเมื่อแม้นมาศเคลื่อนตัวเข้ามาขวางหน้าไว้

“มึงจะไปไหน”
บัวตาเหลือกหันหลังวิ่งกลับไปทางเรือนไม้หอม แม้นมาศแสยะยิ้ม ลอยวูบไล่ตามไป

ขณะเดียวกันรามนรินทร์เข้ามาเห็นจวงกับปริก ช่วยกันพยุงสร้อยในอาการสะบักสะบอมออกมา ก็ตกใจ
“น้าจวง ใครทำร้ายน้าสร้อยครับ คนร้ายมันอยู่ไหน”
“ไม่ใช่โจรค่ะ แต่มันเป็นผี” จวงแค้นสุดจะประมาณ
รามนรินทร์ไม่เชื่อ “เหลวไหล ผีที่ไหนจะทำร้ายคน”
ปริกโพล่งขึ้น “ก็ผีแม้นมาศไงคะ”
สร้อยเสริมอีกแรง “จริงๆ นะคะคุณราม ผีคุณแม้นมาศจะฆ่านังบัว คุณรามต้องช่วยนังบัวนะคะ”
รามนรินทร์ตัดบท “เอาล่ะ ใจเย็นๆ ตอนนี้บัวอยู่ไหน”
“นังบัวมันหนีไปแล้วค่ะ มันน่าจะอยู่แถวๆ นี้ล่ะ” สร้อยว่า
“งั้นฝากดูน้าสร้อยด้วยนะ เดี๋ยวฉันจะไปดูบัวให้เอง”
รามนรินทร์กำชับจวงกับปริก แล้วก็รีบเดินออกไปโดยไว

บัววิ่งหนีมาชนกับรสสุคนธ์ที่เข้ามา บัวตกใจกรีดร้องสุดเสียง
“อ๊าย กลัวแล้ว...กลัวแล้ว อย่าฆ่าบัวเลย”
“บัวฉันเอง”
“คุณรสช่วยบัวด้วยค่ะ ผีแม้นมาศจะฆ่าบัว”
“ไม่ต้องกลัวนะ เดี๋ยวฉันจะช่วยพูดกับย่าเล็กให้เอง”
รสสุคนธ์ปลอบบัวให้คลายความกลัวลงไป แต่แล้วบัวก็ต้องชะงักเมื่อเห็นแม้นมาศยืนถลึงตาอยู่ด้านหลังรสสุคนธ์ แสยะยิ้มน่ากลัวมาให้บัวตาเหลือก ค่อยๆ ถอยหลังออกห่างจากรสสุคนธ์
“ผะ..ผี..ผีหลอก”
บัวใส่เกียร์หมาวิ่งหนีออกไปทางสระบัว รสสุคนธ์ตกใจ
“บัว..อย่าไป”
รสสุคนธ์เห็นก็รีบไล่ตามบัวออกไปด้วยความเป็นห่วง รามนรินทร์เดินออกมาเห็นหลังรสสุคนธ์ไวไว
“คุณรส...คุณรสรอด้วยครับ”
รามนรินทร์รีบเดินผ่านวิญญาณของแม้นมาศไป โดยไม่รู้ตัวว่ามีวิญญาณแม้นมาศยืนอยู่
แม้นมาศแสยะยิ้มอาฆาตแล้วเคลื่อนตัววูบไป

บัววิ่งเตลิดตามทางเข้ามาจนถึงบริเวณสระบัว แต่แล้วก็คิดได้ว่ามาผิดทาง
“ที่นี่มัน”
แม้นมาศหัวเราะเสียงต่ำๆ “หึหึ มึงหนีกูไม่พ้นหรอก”
เสียงนั้นดังกึกก้องชวนขนลุก บัวสะดุ้งเฮือกหันกลับมามองไม่เห็นอะไร ขยับจะวิ่งหนีต่อ มือผีกระชากข้อเท้าบัวสุดแรง บัวหวีดร้อง แล้วล้มคะมำหน้ากระแทกพื้น ผีแม้นมาศก้าวเข้ามาทางด้านหน้า บัวเห็นเท้ายืนอยู่ข้างหน้าก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองก็ผงะตกใจ แม้นมาศถลึงตายืนชี้นิ้วด้วยความอาฆาตแค้น
“คุณแม้นมาศ”
“อีขี้ขโมย แหวนกูอยู่ไหน เอาแหวนกูคืนมา”
บัวยกมือไหว้ปลกๆ ขอชีวิต “บัวเปล่านะคะ บัวไม่ได้เอาไป”
“กูไม่เชื่อ มึงตาย”
แม้นมาศบีบคอบัวแล้วกระชากร่างจนบัวลอยขึ้นจากพื้น บัวดิ้นทุรนทุราย รสสุคนธ์วิ่งเข้ามาเห็นก็ตกใจ รีบวิ่งเข้าไปช่วยดึงบัวออกจากแม้นมาศ
“อย่านะย่าเล็ก”
“ไม่...ฉันจะฆ่ามัน”
แม้นมาศกับรสสุคนธ์ยื้อยุดบัวกันไปมา
“หลบไปอย่ามายุ่ง”
แม้นมาศสะบัดแขนเหวี่ยงใส่หลานสาวอย่างแรง จนร่างรสสุคนธ์ลอยกระเด็นตกลงไปในสระบัว
“ว้าย...”
รามนรินทร์วิ่งมาเห็นรสสุคนธ์ลอยคออยู่ในน้ำแล้วจมหายไปต่อหน้าต่อตาก็ตกใจ
“คุณรส”
ขารสสุคนธ์ติดกับกอบัวขนาดใหญ่ พยายามดึงขาตัวเองออก แต่ก็ไม่สำเร็จ
“ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย”
ไวเท่าความคิด รามนรินทร์ตัดสินใจกระโดดลงไปในสระบัวทันที แม้นมาศที่บีบคอบัวอยู่ก็ชะงักหันไปมองก็ตกใจ
“แม่รส...ไม่นะ”
แม้นมาศยอมปล่อยมือจากคอบัวแล้วเคลื่อนตัวไปยืนที่ริมสระบัว บัวทรุดตัวหายใจเหนื่อยหอบ รอดตายหวุดหวิด รีบคลานหนีไปโดยไว
ผีแม้นมาศหวีดร้องลั่นกลัวหลานตาย
“แม่รส...อย่าตายนะแม่รส”
รามนรินทร์โผล่ขึ้นมาจากน้ำ โดยไม่มีร่างรสสุคนธ์ รามนรินทร์หน้าซีด
“คุณรส...คุณอยู่ไหน”
รามนรินทร์มองซ้ายมองขวา แล้วดำน้ำลงไปในสระอีกครั้ง

ทางด้านภาวิดาร้อนรุ่มใจคอยชะเง้อคอมองทางประตูตึก
“ทำไมตารามยังไม่กลับมาอีกนะ หรือว่าจะเกิดเรื่อง”
“ใจเย็นครับคุณพี่ ผมให้เฟื่องไปดูแล้วเดี๋ยวก็คงกลับมา”
พูดไม่ทันขาดคำ เฟื่อง จวงและปริกก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“ว่าไงเฟื่อง ที่เรือนคนใช้เกิดอะไรขึ้น”
“ก็เรื่องเดิมๆ ล่ะค่ะ แต่คราวนี้เล่นหนักไปหน่อย” เฟื่องพูดอ้อมๆ
ปริกฟ้องใหญ่ “หนักจนมันจะฆ่าปริกกับพี่จวงเลยค่ะ ดีนะที่รอดมาได้”
ภาวิดาโมโห “โอ๊ย ฉันจะบ้าตาย กลางวันก็เรื่องแม่รสสุคนธ์ พอตกดึกก็ผีย่ามันอีก ฉันล่ะเกลียดตระกูลนี้จริงๆ วันๆ สร้างแต่เรื่องวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น แล้วนี่ตารามไปไหนทำไมไม่กลับมาด้วย
“คุณรามไปตามนังบัวค่ะ มันวิ่งเตลิดไปไหนก็ไม่รู้” จวงบอก
“มันจะไปไหนก็ปล่อยมันไปสิ จวง ปริก แกสองไปตามลูกฉันกลับมาเลยนะ ใครจะเป็นจะตายก็ปล่อยมันไป”
จวงกับปริกขานรับแล้วรีบออกไป
“เฟื่องไปดูหนูรสทีสิ ไม่รู้จะเป็นไงบ้าง” เฟื่องได้ยินก็รีบออกไป
ภาวิดาหงุดหงิด “อะไรกันชายกร หลานตัวเองไม่สนใจ ไปสนใจนังเด็กนั่นทำไม”
“ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของบ้าน เราก็ต้องเป็นห่วงแขกสิครับ ในเมื่อไม่มีอะไรแล้วผมไปแคนเซิลตำรวจก่อนนะครับ เดี๋ยวจะวุ่นวายกันไปกว่านี้
ภาณุกรเดินออกตึกไป ภาวิดาสะบัดหน้าด้วยความหงุดหงิด

รสสุคนธ์ตะกายน้ำเฮือกสุดท้าย ยื่นมือออกไปขอความช่วยเหลืออย่างอ่อนแรง แต่ก็หมดสติก่อน
ร่างรสสุคนธ์ค่อยๆ จมดิ่งลงไปที่ก้นสระบัว จนมือรามนรินทร์ยื่นมาคว้ามือของเธอไว้ แล้วดึงร่างขึ้นมากอดว่ายกันพาขึ้นสู่ผิวน้ำ
แม้นมาศเห็นรามนรินทร์ขึ้นมาพร้อมกับร่างของรสสุคนธ์ก็โล่งใจ
“แม่รส อย่าเป็นอะไรนะแม่รส”
รามนรินทร์ประคองร่างรสสุคนธ์ขึ้นมาวางบนขอบสระ รสสุคนธ์นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
“คุณรส คุณรสฟื้นสิครับ”
รามนรินทร์เห็นท่าไม่ดี จึงตัดสินทำการผายปอดเม้าท์ทูเม้าท์ให้
บังเอิญนักที่จวงกับปริกเข้ามาเห็นภาพรามนรินทร์กำลังก้มลงเอาปากประกบปากรสสุคนธ์พอดี สองอีแสบตกใจ ปริกร้องลั่น
“ว้าย บัดสีบัดเถลิง”
“จะยืนอยู่ทำไมล่ะ รีบไปรายงานคุณหญิงเร็ว”
จวงกับปริกรีบเผ่นไปรายงานข่าวเด็ดทันที สวนกับเฟื่องที่เดินแกมวิ่งเข้ามา
เฟื่องเห็นรามนรินทร์กำลังปั๊มหน้าอกช่วยชีวิตรสสุคนธ์อย่างตั้งใจ รีบวิ่งมาดู
“คุณรส คุณรสเป็นอะไรคะ คุณราม”
“รสสุคนธ์จมน้ำ ฟื้นสิ คุณรส ฟื้นขึ้นมาสิ”
สักพักรสสุคนธ์ก็สำลักน้ำพรวดออกมา รามนรินทร์ยิ้มดีใจ รสสุคนธ์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเห็นรามนรินทร์ยิ้มมาให้ สายตาของเธอเหลือบไปเห็นแม้นมาศยืนทุกข์ใจอยู่
“แม่รส ฉันขอโทษ ยกโทษให้ฉันนะ”
รสสุคนธ์ไม่มีแรง เพียงพยักหน้าให้แม้นมาศแล้วสลบไป
“เรารีบพาคุณรสเข้าบ้านเหอะค่ะ” เฟื่องบอก
รามนรินทร์รีบอุ้มรสสุคนธ์ไปที่เรือนไม้หอมทันที เฟื่องวิ่งตามไปติดๆ

ภาวิดาอยู่ในโถงบ้าน ได้ยินที่จวงเล่าก็หันมามองจวงอย่างไม่เชื่อหู
“อะไรนะ นังเด็กนั่นมันให้ท่าลูกชายฉันเหรอ”
“ค่ะ มันแกล้งตกน้ำให้คุณรามช่วยผายปอด”
“เมื่อกี้จวงแอบเห็นมันจูบปากกับคุณรามอย่างดูดดื่มด้วยนะคะ โอ๊ย น่าเกลียดที่สุด”
“เลว ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างมัน ฉันไม่ยอมรับเป็นลูกสะใภ้แน่”
“ใช่ค่ะ เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม ปล่อยไว้นานไฟมันจะลามได้”
“แถมไฟราคะด้วยสิคะ นอกจากคุณรามแล้วแม่นั่นยังแอบอ่อยพี่ทวนด้วย เห็นนางเงียบๆ ฟาดเรียบนะคะ”
ภาวิดาได้ยินปริกใส่ไฟเรื่องทวนก็หึงขึ้นมาทันที
“ไปนังจวงนังปริก พาฉันไปจัดการมันเดี๋ยวนี้”
จวงกับปริกสบตากันแล้วยิ้ม รีบเดินนำภาวิดาออกไปทันทีเล่นงานรสสุคนธ์ทันที

รสสุคนธ์เปลี่ยนชุดใหม่แล้วนั่งอยู่บนเตียง โดยมีน้อยกับเฟื่องช่วยเช็ดผมเช็ดตัวให้ รามนรินทร์เช็ดหัวเช็ดตัวเสร็จก็เดินเข้ามาดูอาการรสสุคนธ์ในห้อง รสสุคนธ์กับรามนรินทร์สบตากัน ทั้งคู่รู้สึกประหม่า
โดยรามนรินทร์หวนนึกถึงตอนที่ตัวเองผายปอดให้รสสุคนธ์ด้วยความวาบหวาม ยิ่งตอนปากของเขาประกบปากรสสุคนธ์ผายปอดให้เธอ
เฟื่องเห็นท่าทางทั้งคู่ก็รู้ทันก็สะกิดน้อยให้ออกไป
“ไปน้อย...ไปต้มน้ำ จะได้ชงอะไรร้อนๆ มาให้คุณรสดื่ม”
“อ้าว...ยายก็ไปต้มสิ เดี๋ยวฉันจะดูคุณรส”
“ไม่ต้องเลย...มากับฉัน”
เฟื่องรีบดึงน้อยออกจากห้อง รามนรินทร์ขยับเข้าไปนั่งริมเตียง
“คุณโอเค.นะ”
“ขอบคุณนะคะที่ช่วยชีวิตฉัน”
“แค่ผมเห็นคุณปลอดภัยผมก็ดีใจแล้ว ผมคุณยังเปียกอยู่เลย เดี๋ยวผมเช็ดให้...ปล่อยไว้เดี๋ยวจะเป็นหวัด”
รามนรินทร์ขยับช่วยเช็ดผมให้รสสุคนธ์อย่างเบามือ อีกฝ่ายอายจนหน้าแดง แม้นมาศเห็นทั้งคู่ก็ยิ้มพอใจ
“โชคร้ายจะกลายเป็นดี ถือว่าฉันช่วยอุ้มสมพวกเธอก็แล้วกัน”
เฟื่องกับน้อยแอบดูอยู่ ทั้งคู่ยิ้มชอบใจ
“แหม ที่แท้ก็เปิดโอกาสให้คุณรามอยู่กับคุณรสนี่เอง ร้ายนะยาย” น้อยเย้า
“ฉันเลี้ยงคุณรามมาตั้งแต่เด็ก คุณรามชอบใครทำไมฉันจะดูไม่ออก ไป เลิกสาระแนได้แล้ว”
เฟื่องกับน้อยพากันออกไป
แม้นมาศชะงักกึกเหลียวขวับออกไปมองบันไดทางขึ้นเรือน
“มีพวกสาระแนมาอีกจนได้”

ภาวิดาก้าวเข้ามาในเรือนไม้หอม มีจวงกับปริกตามหลัง
“แม่รสสุคนธ์อยู่ไหน”
“สงสัยคงจะอ้อนคุณรามอยู่บนห้องมั้งคะ”
จวงปราม “นังปริก คุณหญิงจะให้จวงไปตามคุณรามลงมามั้ยคะ”
“ไม่ต้อง ฉันจะขึ้นไปดูให้เห็นกับตา”
ภาวิดาขยับจะเดินขึ้นบันได แต่แล้วประตูเรือนไม้หอมก็ปิดกระแทกตึง
ภาวิดาชะงักหันไปมอง จวงกับปริกสะดุ้งเข้ากอดกันด้วยความกลัว
ภาวิดาก็แค่ลมพัดจะกลัวไปทำไม
ภาวิดาหันกลับมาเป็นจังหวะเดียวกับที่แม้นมาศโผล่พรวดขึ้นมาประจันหน้าอย่างจัง ใบหน้าดูหลอนๆ
ภาวิดาชะงักตกใจ หลอกคนดูว่าเห็นผีแม้นมาศ แต่แล้วภาวิดาก็ชักสีหน้าใส่แล้วเดินผ่านวิญญาณแม้นมาศไปหาเฟื่องกับน้อยที่เดินบันไดลงมา
เฟื่องคุณหญิง...
ภาวิดาจวง ปริก ถ้าฉันไม่เรียก อย่าให้ใครขึ้นไป เข้าใจมั้ย
ภาวิดาพูดจบก็ก้าวขึ้นบันไดไป จวงกับปริกพากันรีบยืนขวางบันไดทันที แม้นมาศมองตามภาวิดาก็แปลกใจที่ภาวิดาและคนอื่นๆ มองไม่เห็นตัวเอง
แม้นมาศ(ตกใจ) ทำไม...พวกมันไม่เห็นฉัน

รามนรินทร์ที่กำลังเช็ดผมให้เห็นรสสุคนธ์อยู่ก็สังเกตเห็นว่าหน้ารสสุคนธ์แดงก็ตกใจ
รามนรินทร์ทำไมหน้าคุณดูแดงๆ ไหนให้ผมดูสิ มีไข้หรือเปล่า
รามนรินทร์จะเอามืออังหน้าผากตรวจไข้ รสสุคนธ์ขยับออกด้วยความเขิน
“คุณราม ฉันไม่เป็นไร”
“อย่าดื้อสิคุณ หันมาให้ผมเช็คไข้ดูสิ”
รามนรินทร์จับหน้ารสสุคนธ์ให้หันมาจ้องหน้าตรงๆ ใช้หลังมือแตะหน้าผากดูไข้อย่างอ่อนโยน
สองสายตาประสานกันจังๆ ทั้งคู่ใจเต้นระรัว รามนรินทร์ค่อยๆ โน้มหน้าเข้าใกล้หน้ารสสุคนธ์จนเกือบจะจูบกัน ภาวิดาก้าวเข้ามาเห็นพอดีจึงปรี๊ดแตก ตะโกนลั่น
“รามนรินทร์”
รามนรินทร์ชะงักกึก หันไปเห็นภาวิดายืนมองตาขวางอยู่ ก่อนจะตวัดสายตาใส่รสสุคนธ์อย่างชิงชัง
“ฉันได้ยินว่าเธอจมน้ำ ก็เลยแวะมาเยี่ยม แต่ดูสารรูปแล้วก็ไม่เห็นเป็นอะไรมาก ดีใจด้วยนะที่ยังไม่ตาย น่าเสียใจแทนย่าเธอจริงๆ ที่ไม่ได้หลานสาวไปเป็นผีเฝ้าสระอยู่เป็นเพื่อน”
รามนรินทร์ตกใจปนไม่พอใจ “คุณแม่ พูดแรงไปแล้วนะครับ”
“ฉันก็พูดจาของฉันเป็นปกติ ถ้าใครฟังไม่ได้ก็ไม่ต้องฟัง ราม นี่มันก็ดึกแล้วรามน่าจะกลับห้องได้แล้วนะ แม่รสสุคนธ์จะได้พักผ่อน”
“งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
รามนรินทร์ลารสสุคนธ์ด้วยความสงสาร แล้วลุกเดินออกไป ภาวิดาสะบัดหน้าใส่รสสุคนธ์แล้วตามออกไป
รสสุคนธ์ถอนหายใจ ลูบผมที่พอหมาดๆ แล้วยิ้มพราย นึกถึงสีหน้าแววตาของรามนรินทร์ตอนเช็ดผมให้

ด้านรามนรินทร์เอง ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องนอน มองเหม่อออกไป ใจลอยไปถึงรสสุคนธ์ที่เรือนไม้หอม
ภาพความใกล้ชิดเขาและเธอผุดซ้อนขึ้นมาเป็นระลอก ตอนเขาเช็ดผมให้รสสุคนธ์ แล้วจับหน้ารสสุคนธ์หันมาแล้วจะตรวจไข้ ภาพสุดท้ายเป็นตอนที่รามนรินทร์โน้มหน้าเข้าไปเหมือนจะจูบ แต่ถูกขัดจังหวะจากภาวิดา
นึกถึงเรื่องนี้แล้วรามนรินทร์ได้แต่ถอนหายใจ สีหน้าเครียดจัด
“ต้องทำยังไงคุณแม่ถึงจะเลิกรังเกียจคุณรสได้นะ”

ฝ่ายภาวิดากระฟัดกระเฟียดด้วยความแค้นใจ
“ทำไมมันไม่ไปตายๆ เหมือนย่ามันนะ”
“อย่าโกรธสิครับ เดี๋ยวหน้าเป็นรอยย่นนะ มามะ มาให้ผมช่วยให้ผ่อนคลายนะครับทูนหัวของทวน”
ทวนเดินเข้ามาสวมกอดภาวิดาจากด้านหลัง ลูบไล้คอเรื่อยลงมาทั่วไหล่ ภาวิดาสะเทิ้นแต่ทำเป็นสะบัดสะบิ้งขยับหนี
“ไม่ทวน ฉันกำลังเครียดอยู่นะ”
“อย่าเครียดไปเลยนะครับ เรื่องอะไรที่กวนใจคุณหญิง เดี๋ยวผมจะจัดการให้เอง เชื่อมือผมนะครับ”
“ทำอะไรก็อย่าให้สาวถึงฉันได้ล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมไม่ทำให้คุณหญิงของผมเดือดร้อนแน่นอน ตอนนี้เรามาหาความสุขกันดีกว่านะครับ”
“มีแต่นายคนเดียวที่รู้ใจฉัน”
ทวนค่อยๆ ซุกหน้าไซ้คออย่างรัญจวนใจ ภาวิดายิ้มเคลิ้มพึงใจในลีลารักของชู้รักคนขับรถ ที่ยังคงเร่าร้อนไม่เปลี่ยนแปลง

เช้าตรู่ของวันใหม่ เรือนไม้หอมทั้งหลัง ตกอยู่ในบรรยากาศอันเงียบสงบ
วิญญาณแม้นมาศปรากฏตัวขึ้นมาในร่างอันโปร่งใส เนื้อตัวเละ เต็มไปด้วยพุพองไปทั้งตัว เดินโซเซท่าทางปวดแสบปวดร้อนทั้งตัวไปหารสสุคนธ์ที่นอนหลับอยู่บนเตียง
“โอ๊ย...แม่รส...แม่รส...ตื่นเร็ว...ฉันเป็นไรก็ไม่รู้”
รสสุคนธ์นอนหลับสนิทไม่ได้ยินเสียงเรียก แม้นมาศเอื้อมมือไปจะเขย่าตัว ปรากฏว่ามือของแม้นมาศทะลุผ่านร่างรสสุคนธ์ไป แตะต้องร่างรสสุคนธ์ไม่ได้อย่างเคย
“เกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
แม้นมาศตกใจ หันไปลองปลุกเฟื่องกับน้อยที่นอนหลับเฝ้าอยู่ปลายเตียง แต่ก็แตะตัวเฟื่องกับน้อยไม่ได้เช่นกัน
“เฟื่อง น้อย ตื่นสิ โอ๊ย ปวดแสบเหลือเกิน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ไม่จริง”
แม้นมาศหันเห็นหน้าอันเน่าเละในกระจกเงา ซึ่งค่อยๆ จางลงๆ ก็รับไม่ได้ วิญญาณแค้นหวีดร้องแล้วหายวับไป
รสสุคนธ์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาหันไปมองข้างเตียงนอนพบว่าที่นอนเรียบ ไม่มีร่องรอยแม้นมาศก็แปลกใจ
“ย่าเล็กไปไหนนะ”
รสสุคนธ์ลุกขึ้นจากเตียงค่อยๆ ย่องออกจากห้องไม่ให้เฟื่องกับน้อยรู้สึกตัวตื่น

รสสุคนธ์เปิดประตูเดินมาหยุดที่โถงหัวบันได กวาดสายตามองหาแม้นมาศทุกที่ แต่ก็ไม่เจอ
“ย่าเล็ก ย่าเล็กอยู่หรือเปล่าคะ”
แม้นมาศสะอื้นอยู่มุมห้องเห็นรสสุคนธ์ก็ดีใจ
“แม่รส...ฉันอยู่นี่”
ลมพัดอ่อนๆ ใส่หน้ารสสุคนธ์วูบหนึ่ง รสสุคนธ์พยายามเงี่ยหูฟัง
“ได้ยินฉันมั้ยแม่รส”
“เสียงย่าเล็ก...ย่าเล็กอยู่ไหนคะ”
แม้นมาศโผล่ขึ้นมายืนต่อหน้าหลานสาว แต่รสสุคนธ์ก็ไม่เห็น
“ฉันอยู่ตรงนี้ ข้างหน้าเธอไง เห็นฉันมั้ย”
“ไม่ค่ะ รสไม่เห็นย่าเล็กเลย เกิดอะไรขึ้นกับย่าเล็กคะ”
“ฉันก็ไม่รู้ อยู่ดีๆ ร่างฉันก็เน่าเละ แถมยังปรากฏตัวให้ใครเห็นก็ไม่ได้”
รสสุคนธ์นิ่งคิด “หรือว่านี่เป็นเพราะบาปที่ย่าเล็กทำกับบัว”
“นังบัวมันขโมยของฉันก่อน มันโดนก็สาสมแล้ว”
“แต่บางทีบัวอาจบริสุทธิ์ก็ได้นะคะ ก่อนที่เราจะรู้ความจริง ย่าเล็กเลิกทำร้ายคนเถอะนะคะ รสขอร้อง”
“ถ้าไม่มีคนทำร้ายฉันก่อน ฉันก็ไม่ทำร้ายใครหรอก เธอต้องช่วยฉันนะแม่รส โอ๊ย ทรมานเหลือเกิน”
วิญญาณแม้นมาศหายวูบไป สายลมพัดอ่อนๆ พัดผ่านร่างหลานสาวไป รสสุคนธ์ถอนหายใจเศร้า

จบตอนที่ 6ทีวี

รสสุคนธ์มายืนรอใส่บาตรหน้าบ้าน มีเฟื่องกับน้อยตั้งโต๊ะจัดของเตรียมใส่บาตรไว้ให้ รามนรินทร์แต่งตัวเตรียมจะไปทำงานออกมาเห็น ก็เข้ามาคุยด้วย

“ใส่บาตรกันเหรอครับ ขอผมใส่ด้วยได้มั้ยนม”
“เชิญเลยค่ะ เฟื่องทำไว้หลายชุด น้อยไปดูสิ พระมายัง ถ้ามาแล้วก็นิมนต์ท่านเข้ามา”
น้อยเดินไปชะเง้อคอพอพระเดินบิณฑบาตผ่านมา น้อยก็รีบร้องเรียกพระ
“นิมนต์เจ้าค่ะ”
พระเดินเข้ามา ด้านหลังพระท่านเป็นตาดำทำหน้าที่เป็นลูกศิษย์วัดช่วยถือปิ่นโตใส่อาหารให้รสสุคนธ์กับรามนรินทร์ถอดรองเท้า ยกมือไหว้พระแล้วทั้งคู่ก็จัดเอาข้าว อาหาร ดอกไม้ที่เตรียมไว้ใส่บาตร
ใส่บาตรเสร็จทุกคนพากันลงนั่งพนมมือรับพร
“...อายุ วัณโณ สุขัง พลัง”
“ขอให้บุญกุศลนี้ไปถึงคุณย่าแม้นมาศด้วยเถอะ สาธุ” รสสุคนธ์ภาวนา
ตาดำได้ยินที่รสสุคนธ์อธิษฐานเต็มๆ แววตาหมองเศร้า รามนรินทร์หันไปถามรสสุคนธ์ด้วยความสงสัย
“เมื่อกี้คุณอธิษฐานขอพรอะไรเหรอครับ”
“ฉันแผ่เมตตาให้ย่าเล็กค่ะ ท่านจะได้สงบสุขซะที”
“ผมขอแผ่เมตตาให้ย่าคุณด้วยนะครับ” รามนรินทร์พนมมือด้วย “ผมขอให้คุณย่าแม้นมาศ จงมีแต่ความสุขกายสุขใจ พ้นจากความทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด”
สองคนยิ้มให้กันใบหน้าทั้งคู่ดูอิ่มเอิบใจ น้อยกับเฟื่องช่วยกันเก็บของเข้าบ้าน
ตาดำเดินตามหลังพระไป เหลียวไปมองทางเรือนไม้หอม ด้วยความคิดถึงแม้นมาศ

ภาวิดายืนมองรสสุคนธ์กับรามนรินทร์อยู่ตรงระเบียงอย่างไม่พอใจ
“เช้ามาแม่รสสุคนธ์ก็รีบใส่บาตรให้ผีย่าเลย ดูท่าผีคุณแม้นมาศคงจะได้ไปผุดเป็นเกิดเร็วๆ นี้แล้วมั้งคะ”
“วิญญาณคนบาปหนาอย่างนังแม้นมาศไม่มีทางได้ไปผุดไปเกิดหรอก คนจิตใจหยาบอย่างมันต้องตกนรกเท่านั้น”
“ดูคุณรามสิคะ คอยประคบประหงมมันอยู่ได้ เมื่อคืนก็นึกว่ามันจะเป็นผีเฝ้าสระบัวซะอีก”
“อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวมันได้ตามไปอยู่กับย่ามันแน่”
ภาวิดากับจวงมองรสสุคนธ์ด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย

ทางด้านตาดำ ถือแก้วใส่น้ำที่กรวดน้ำเสร็จแล้ว ออกมาเทรดแม่พระธรณีบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่อุทิศผลบุญให้ยอดดวงใจผู้ลาลับ หลวงพ่อเดินผ่านมาเห็น ท่านหยุดถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา
“กรวดน้ำให้ญาติโยมรึ”
“ครับ หลวงพ่อ”
หลวงพ่อเดินจากไป ตาดำมีสีหน้าอิ่มเอิบ ในใจคิดถึงแม้นมาศหวังให้เธอได้บุญกุศลที่ส่งไปให้

ทางด้านแม้นมาศนั่งร้องไห้สะอื้นอยู่ที่หน้าขิม จู่ๆ มีลำแสงสีทองสาดส่องโปรยปรายมาจากหน้าต่าง
ลำแสงสีทองระยิบระยับนั้นต้องตัวแม้นมาศ ผิวตามเนื้อตัว ใบหน้าที่เละปวดแสบปวดร้อนก็กลับคืนปกติ
แม้นมาศยกมือขึ้นไหว้รับอย่างนอบน้อม แล้วยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างกายตัวเองขึ้นรูปชัดเจนอีกครั้ง
“ขอบใจนะแม่รส พ่อราม แล้วก็...” แม้นมาศไม่รู้ว่าเป็นผลบุญจากภาณุทัต “ที่ทำบุญส่งมาให้ฉัน”
พอมีเรี่ยวแรวกลับมา วิญญาณแค้นก็พรวดไปยืนตรงหน้าต่างจ้องเขม็งไปที่บ้านพรหมบดินทร์
“คุณหญิงภาวิดา ถ้าแกคิดจะทำอะไรหลานสาวฉันล่ะก็ ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”

อีกฟาก อุณนิษาเปิดประตูเข้ามาเห็นสภาพห้องพักคอนโดอธิวัฒน์ที่รกเรื้อไปด้วยกล่องพิซซ่าที่กินเหลือ ขวดเครื่องดื่มเกลื่อนก็เบ้ปากอย่างรังเกียจ
“นี่มันห้องคนหรือรังหนูกันแน่...พี่วัฒน์ ๆ”
อุณนิษาเคาะห้องนอนเรียก แต่คนที่เปิดประตูออกมากลับกลายเป็นจีรนันท์
“จีจี้ ตามพี่วัฒน์ออกมาสิ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย”
“พี่วัฒน์ไม่อยู่จ้ะ ไปขอนอนอยู่ที่วัดสามวันแล้ว”
“ห๊ะ...พี่วัฒน์เนี่ยนะไปอยู่วัด”
“ใช่ เห็นว่าโดนผีย่านังรสสุคนธ์หลอกจนแทบจะเอาตัวไม่รอด เลยไปขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คงอีกวันสองวันก็น่าจะกลับแล้วล่ะ ว่าแต่คุณนิษาเหอะ มาหาพี่วัฒน์มีเรื่องอะไร”
“ก็เรื่องนังรสสุคนธ์นั่นล่ะ จีจี้เธอช่วยฉันคิดแผนจัดการมันหน่อยสิ ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว”
จีรนันท์สยอง ทำท่าอิดออด “โอ๊ย ฉันไม่อยากโดนผีหลอกแบบพี่วัฒน์หรอกนะ”
“งานนี้ถ้าทำสำเร็จ จะซื้อกระเป๋าให้ใบหนึ่ง เธออยากได้รุ่นไหน ยี่ห้ออะไร สั่งมาได้เลย...ดีลมั้ย”
จีรนันท์ตาโต “ดีลจ้ะ เพื่อเพื่อนรัก เดี๋ยวฉันช่วยจัดหนักจัดเต็มให้เอง”
จีรนันท์ยิ้มกระหยิ่ม แววตาเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที

รสสุคนธ์เข้ามาเห็นแม้นมาศยืนครุ่นคิดอะไรอยู่ตรงศาลาท่าน้ำก็ดีใจรีบเข้ามาหา
“ย่าเล็กกำลังคิดอะไรอยู่เหรอคะ”
“ฉันคิดเรื่องที่เธอพูดน่ะสิ ถ้าแม่บัวไม่ได้ขโมยแหวนฉันแล้วแหวนไพลินหายไปไหน”
“หรือว่าจะหล่นอยู่ในสระบัวคะ”
“ถ้าอยู่ในนั้น ฉันก็ต้องเคยเห็นสิ มันต้องมีคนเอาไปมากกว่า”
“งั้นบางทีอาจจะเป็นฆาตกรก็ได้นะคะ”
“ใช่...ใครก็ตามที่มีแหวน คนคนนั้นก็คือ ฆาตกร”
“แล้วย่าเล็กสงสัยใครมั้ยคะ”
“จะมีใครอีกล่ะถ้าไม่ใช่...คุณหญิงภาวิดา”
แม้นมาศพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ เมื่อนึกถึงเรื่องในอดีตมาประกอบเป็นเหตุผลสำคัญ

เวลานั้นในอดีต แม้นมาศนั่งร้อยพวงมาลัยไว้บูชาพระอยู่ที่ศาลาริมน้ำ ท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นในสวนสวย จู่ๆ ภาวิดาเดินเข้ามาจงใจจะหาเรื่องกลั่นแกล้ง แต่แล้วพอเห็นแหวนไพลินที่นิ้วนางข้างซ้ายของแม้นมาศก็ยิ่งไม่พอใจเป็นทวี
“นั่นมันแหวนไพลิน แหวนประจำตระกูลฉันไม่ใช่เหรอ เธอถือวิสาสะอะไรเอาไปใส่”
“แหวนวงนี้คุณชายทัตมอบให้ฉันค่ะ”
“ว่าไงนะ พี่ชายทัตเนี่ยนะมอบแหวนให้เธอ เป็นไปไม่ได้ ถอดแหวนคืนมาเดี๋ยวนี้”
แม้นมาศเหนื่อยใจนัก “คุณหญิงจะไม่เชื่อก็ตามใจนะคะ แต่แหวนวงนี้เป็นของฉัน ฉันจะไม่ยอมถอดแหวนวงนี้เด็ดขาด”
“แหวนนี้เหมาะสำหรับคนที่เหมาะสมเท่านั้น ผู้หญิงอย่างเธอไม่มีสิทธิ์ เอาคืนมานะ”
“อย่าค่ะ คุณหญิง”
แม้จะตัวเล็กกว่ามาก แต่ภาวิดาใช้แรงโทสะเป็นพาหะ โถมเข้าไปแย่งแหวนพยายามดึง ถอดจากนิ้วมือแม้นมาศ แม้นมาศไม่ยอมทั้งคู่ยื้อกันไปมาสุดท้ายภาวิดาก็ล้มกระแทกพื้นก้นจ้ำเบ้า
“นี่เธอกล้าสู้ฉันเหรอ” ภาวิดาโกรธจัด
“ฉันทำเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของฉัน ฉันรู้นะคะว่าคุณหญิงไม่ชอบฉัน แต่นี่มันคือความจริง อีกไม่นานฉันจะแต่งงานกับคุณชายทัตแล้ว รบกวนคุณหญิงช่วยให้ความเคารพฉันในฐานะพี่สะใภ้ด้วยนะคะ”
“พี่สะใภ้ น้ำหน้าอย่างเธอเนี่ยนะ คิดจะมาเป็นพี่สะใภ้ฉัน”
ภาวิดาคว้าเอามาลัยที่ร้อยมายีหัวแม้นมาศระบายแค้น แม้นมาศอึ้งน้ำตาซึมกับความโหดร้ายของน้องสาวคนรัก
“อยากได้ก็เอาไปเลย แต่จำเอาไว้อย่างนะ วันใดที่เธอแต่งเข้ามา บ้านนี้มันจะไม่ใช่สวรรค์วิมานสำหรับเธอ แต่มันจะเป็นขุมนรก ชั้นขอย้ำว่า เธอจะไม่ได้อยู่เป็นสุขแน่นอน

ภาวิดาประกาศก้องแล้วกระแทกเท้าจากไป แม้นมาศสะอื้นไห้ เจ็บปวดชอกช้ำสุดจะประมาณ

อ่านต่อหน้า 4



บาปบรรพกาล ตอนที่ 6 (ต่อ)

เช้าวันนี้ ภาวิดาอยู่ในห้องโถงรับแขกกำลังใช้แปรงขัดถูกทำความสะอาดเครื่องเพชรประดามี อย่างอารมณ์ดี มีจวงคอยช่วยอย่างใกล้ชิด ปริกมองกล่องเครื่องเพชรที่วางเรียงรายอยู่ข้างหน้าตาโต

“ความจริงแล้วให้จวงกับปริกช่วยก็ได้นะคะ”
“ไม่ล่ะ แกมือหนัก เดี๋ยวเครื่องเพชรฉันมีตำหนิขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ ให้หักเงินเดือนแกทั้งชาติก็ยังไม่เท่าราคาเพชรเม็ดหนึ่งเลย”
“ถ้าแกว่างก็ไปทำงานบ้านไป เดี๋ยวฉันจะช่วยคุณหญิงเอง”
ปริกเซ็งเดินสะบัดหน้าออกไป รสสุคนธ์หลบอยู่หลังตู้ไม้ ค่อยๆ โผล่หน้าเข้ามามองภาวิดาที่กำลังขัดเครื่องเพชรอยู่ด้วยแววตาสงสัย
“แหวนไพลินจะอยู่ที่คุณหญิงหรือเปล่านะ”

ไม่นานต่อมา รสสุคนธ์ยื่นตัวอย่างตู้จัดโชว์เครื่องประดับในงาน 100 ปี พรหมบดินทร์ในมือถือ พรีเซ้นต์ให้ภาณุกรกับรามนรินทร์ดู
“ในงานระลึกหนึ่งร้อยปีตระกูลพรหมบดินทร์ รสอยากให้มีมุมไว้จัดแสดงเครื่องประดับประจำตระกูลด้วยค่ะ คุณชายเห็นด้วยมั้ยคะ”
ภาณุกรท้วงติง “ถ้าเอาของมีค่ามาโชว์มันจะดูล่อตาล่อใจพวกมิจฉาชีพนะ น้าว่ามันเสี่ยงเกินไป”
“นั่นสิครับ ผมว่าคุณแม่คงไม่เห็นด้วยแน่ๆ”
รสสุคนธ์ไม่ยอมแพ้ “งั้นถ้าจัดเป็นเดินแฟชั่นโชว์ล่ะค่ะ เชิญนางแบบกิตติมศักดิ์มาเดินโชว์ พร้อมกับมีคนบรรยายถึงประวัติความเป็นมาของเครื่องประดับแต่ละชิ้น ดีมั้ยคะ”
“น่าสนใจนะครับ บรรดาเพื่อนสนิทของคุณแม่จะได้มีกิจกรรมแก้เบื่อด้วย”
ภาณุกรขำ “น้าว่าจะไม่มีใครยอมกันน่ะสิ แต่คิดไปก็น่าสนุกดีนะ งั้นเดี๋ยวฉันลองไปเสนอคุณพี่ดู”

ภาณุกรกับรามนรินทร์มาคุยเรื่องแฟชั่นโชว์ในงาน ร้อยปี กับภาวิดา มีรสสุคนธ์รอลุ้นฟังอยู่ด้วย
ภาวิดานิ่งไปชั่วขณะ แล้วบอกว่า “ฉันยอมก็ได้ แต่หนูนิษาต้องได้เดินฟินนาเล่”
“ได้ค่ะ รสรับรองนะคะ คุณนิษาจะเด่นกว่าใครๆ แน่นอนค่ะ” รสสุคนธ์อวยสุดฤทธิ์
“ขอให้มันจริงอย่างที่เธอพูดเหอะ แล้วฉันจะรอดู” ภาวิดาคิดแผนบางอย่างได้ “เออ...ฉันมีอีกเรื่อง”
ภาณุกรสนใจ “เรื่องอะไรอีกครับคุณพี่”
“ราม ลูกจะต้องเดินฟินนาเล่กับหนูนิษาด้วย โอเคมั้ย”
รามนรินทร์ตกใจ “แต่ว่าผม...”
รสสุคนธ์รีบขอร้อง “นะคะคุณราม ช่วยฉันหน่อยนะคะ”
“ตกลงครับ...ผมจะเดินปิดงานกับคุณนิษา”
“ดี..งั้นเธอจะทำอะไรก็ตามสบายเลย ฉันต้องการแค่นี้ล่ะ”
รสสุคนธ์ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจ ขณะที่ภาวิดาแอบยิ้มเจ้าเล่ห์มีแผนการบางอย่าง ภาณุกรมองพี่สาวอย่างรู้ทัน

ภาวิดาเดินออกมาภาณุกรเดินตามคุยด้วย
“เดี๋ยวก่อนครับคุณพี่ ผมรู้นะครับว่าคุณพี่คิดจะทำอะไร”
“แล้วเธอคิดว่าฉันจะทำอะไร”
“คุณพี่คิดจะใช้งานเดินแฟชั่น ประกาศการหมั้นของตารามกับหนูนิษาใช่มั้ยครับ”
ภาวิดาหงุดหงิด “อย่ามาสู่รู้น่า ถึงเป็นเรื่องจริงฉันก็มีสิทธิ์ ตารามเป็นลูกฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้”
ภาณุกรเตือนสติ “ตารามก็มีหัวใจนะครับ คุณพี่ไม่ควรบังคับจิตใจลูก”
“ฉันกำลังเลือกสิ่งที่ดีให้ลูกต่างหาก เดี๋ยวตารามก็จะเข้าใจไปเอง”
ภาวิดาพูดจบก็เดินเชิดหน้าออกไป ภาณุกรได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

รสสุคนธ์กับน้อยพากันเดินมาที่ห้องนอนภาวิดา น้อยมีกล้องถ่ายรูปคู่ใจมาเก็บภาพด้วย รสสุคนธ์เคาะห้องเรียกภาวิดา จนมีเสียงดังออกมาว่า
“เข้ามา”
รสสุคนธ์เปิดเข้าไป ภาวิดาเห็นเป็นรสสุคนธ์กับน้อยก็แปลกใจ
“มีเรื่องอะไรอีก”
“รสจะมาขออนุญาตถ่ายรูปเครื่องประดับของคุณหญิงค่ะ”
ภาวิดานิ่วหน้า “ต้องถ่ายวันนี้เลยเหรอ”
“ค่ะ..ทำไมเหรอคะ หรือว่าคุณหญิงเก็บเครื่องประดับไว้ที่อื่น”
“ฉันจะเก็บไว้ที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน เดี๋ยวพวกเธอไปรอที่ห้องรับแขก ฉันจะให้คนขนไปให้เอง”
“ค่ะ รสขอเครื่องประดับทุกชิ้นเลยนะคะ รสจะเอาไปทำแผนจัดแฟชั่นโชว์ได้ถูก”
“ฉันรู้น่า ไม่ต้องมาบอก”
น้อยกระซิบ “ฤกษ์ไม่ดีแล้วสิ เรารีบไปกันเหอะค่ะ”
สองสาวรีบพากันออกไป ภาวิดามองจนรสสุคนธ์กับน้อยพ้นสายตาไปแล้ว จึงเดินไปหยิบกุญแจตู้เซฟที่โต๊ะหัวเตียง ภาวิดาไขกุญแจกดรหัสตู้เซฟอย่างไว โดยที่หน้าประตูห้องซึ่งแง้มอยู่ แลเห็นรามนรินทร์กำลังแอบมองอยู่

จวงกับปริกช่วยกันขนกล่องเครื่องเพชรจำนวนมากมาย ออกมาจากห้องภาวิดา
“โอ๊ย สมบัติคุณหญิงเยอะเหมือนกันนะเนี่ย” ปริกบ่นบ้า
“ถือให้มันดีๆ เดี๋ยวคุณหญิงก็เฉ่งแกอีกหรอก”
“เดี๋ยวพอแม่รสสุคนธ์ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็ขนกลับมาที่ห้องฉันด้วยล่ะ” คุณหญิงตามมาสั่งงาน
“ค่ะ แล้วคุณหญิงจะไม่ไปดูเขาถ่ายรูปเหรอคะ”
“ไปสิ...ฉันอยากเห็นฝีมือถ่ายรูปของแม่น้อยเหมือนกัน ดูสิเก่งอย่างที่ชายกรยกยอหรือเปล่า”
สามคนพากันเดินไปยังห้องโถงชั้นล่าง
รามนรินทร์โผล่ออกมาจากที่ซ่อน รีบเดินตรงไปที่ห้องมารดา มองซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นจึงเปิดประตูเข้าไปทันที

รามนรินทร์ค้นกุญแจตู้เซฟจากโต๊ะได้แล้ว ก็ปรี่มาที่ตู้เซฟทันที รามนรินทร์ไขกุญแจแล้วกดรหัสอย่างมั่นใจ แต่รหัสผิด ตู้เซฟเปิดไม่ได้
“อ้าวไม่ใช่ เมื่อกี้คุณแม่กดยังไงนะ”
รามนรินทร์นึกทบทวนตอนแอบดูภาวิดากดรหัสตู้เซฟ แล้วจึงลองไล่นิ้วกดตัวเลขตามภาพจำอีกครั้ง
ระหว่างนี้ภาวิดาเดินขึ้นบันไดมา ตรงมายังห้องนอนตัวเอง เป็นเวลาเดียวกับที่รหัสตู้เซฟถูกต้องรามนรินทร์รีบเปิดตู้ดูทันที พบว่าในนั้นมีเอกสารกองหนึ่งวางอยู่
รามนรินทร์หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกอ่านดูอย่างสนใจ

ที่หน้าห้องภาวิดากำลังจะเปิดประตูเข้ามา แต่ถูกเฟื่องเรียกไว้ก่อน
“คุณหญิงคะ คุณนิษากับคุณจีรนันท์มาค่ะ”
รามนรินทร์ชะงัก หน้าเสีย เมื่อได้ยินเสียงเฟื่องกับมารดาคุยกัน ชายหนุ่มรีบมองหาที่หลบ
“หนูนิษามาแล้วเหรอ แล้วนี่มีใครไปตามตารามยัง”
“ยังค่ะ คุณรามอยู่ที่ห้องมั้งคะ ประเดี๋ยวก็คงออกมา”
“งั้นรีบตามเลย อย่าให้หนูนิษาต้องรอ เดี๋ยวฉันไปรับหน้าให้ก่อน”
ภาวิดาหันกลับเดินลงบันไดไป ส่วนเฟื่องเดินออกไปตามรามนรินทร์ที่ห้อง
รามนรินทร์รีบพลิกดูเอกสารในมือ แต่พบเพียงโฉนดที่ดี ไม่มีจดหมายลาตายของแม้นมาศเลย
เขารู้สึกผิดหวัง มองในตู้อีกครั้งอย่างเสียดาย
“ไม่มี...คุณแม่เอาจดหมายลาตายของคุณแม้นมาศไว้ที่ไหนนะ”
รามนรินทร์ยัดเอกสารวางไว้ที่เดิม ปิดตู้เซฟแล้วรีบออกจากห้องมารดาไป

ที่ห้องรับแขกรสสุคนธ์หยิบเครื่องเพชรออกจากกล่องนำไปใส่หุ่นโชว์เครื่องประดับ จวงกับปริกคอยจับตามองอยู่ใกล้ๆ ข้างๆ ภาวิดา น้อยตรวจแสง ตัดสินใจจัดไฟเพิ่มความแวววาวสวยงามให้เครื่องเพชร แล้วหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูปไว้
ภาวิดาพาอุณนิษากับจีรนันท์เดินเข้ามายืนมองรสสุคนธ์กับน้อยที่กำลังทำงานกันอยู่
“คุณหญิงแม่ให้คนเอาพวกเครื่องเพชรออกมาถ่ายรูปในโอกาสอะไรเหรอคะ”
“ก็งานระลึกร้อยปีตระกูลนั่นล่ะ แม่รสอุตริอยากจะจัดเดินแบบเครื่องประดับ..แม่ก็เลยเสนอให้หนูนิษามาเดินฟินนาเล่กับตาราม หนูนิษาไม่ขัดข้องใช่มั้ยจ๊ะ”
“ไม่ค่ะ นิษายินดีค่ะ แล้วพี่รามล่ะค่ะ”
“เดี๋ยวตารามก็ลงมาแล้วจ้ะ จวงไปดูตารามสิ ทำไมยังไม่ลงมาอีก”
จวงรีบไป รสสุคนธ์เปิดกล่องเครื่องประดับดูจนหมด แต่ก็ไม่มีวี่แววแหวนไพลินเลย
“ทำไม ไม่เห็นมีแหวนไพลินเลยล่ะ” เธอคิดในใจ ตัดสินใจถามออกไปว่า
“คุณหญิงคะ เครื่องประดับของคุณหญิงมีแค่นี้เหรอคะ”
“ใช่ ทำไม เธอมีปัญหาอะไร”
“อ๋อ เปล่าค่ะ รสก็แค่ถามเฉยๆ”
ภาวิดาหันไปเห็นน้อยวางสร้อยกระแทกลงกล่องก็ปรี๊ด แหวใส่ทันที
“นังน้อย สร้อยชุดนั้นมันราคาตั้งห้าสิบล้านเชียวนะ แกจะจับจะวางของฉันก็ทำให้มันเบาๆ หน่อย อ้าว ชุดไหนถ่ายเสร็จแล้วก็ปิดฝากล่องสิ จะเปิดอ้าซ่าให้ฝุ่นมันเกาะเพชรฉันหรือไง พวกแกนี้ทำงานไม่ได้เรื่องเลย”
จีรนันท์เหล่มองเครื่องเพชรที่วางเกลื่อนอยู่เต็มโต๊ะด้วยใจละโมบ คิดแผนชั่วออกรีบสะกิดอุณนิษากระซิบถาม
“ถ้าของรักของหวงคุณหญิงภาวิดาหายไป มันจะเป็นยังไง”
“มันก็สนุกสิ รับรองนังรสสุคนธ์ได้หัวขาดแน่”
“งั้นนิษาก็รอฟังข่าวดีได้เลย”
อุณนิษากับจีรนันท์มองรสสุคนธ์แล้วพากันยิ้มร้าย

ด้านบัวนอนคลุมโปงตัวสั่นกลัวผีแม้นมาศอยู่ในห้องคนเดียว กระทั่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น บัวสะดุ้งเฮือก สร้อยถือจานข้าวยืนเคาะประตูอยู่หน้าห้อง
“นังบัว นังบัว เอ็งจะขังตัวอยู่แต่ในห้องไม่ได้นะ ออกมากินข้าวกินปลาหน่อยนะลูก”
บัวขดตัว ยกมือไหว้ มองซ้ายมองขวาด้วยความหวาดกลัว สติเริ่มจะแตกแล้ว
“ไม่ ฉันกลัว ออกไป ฉันยังไม่อยากตาย”
สร้อยน้ำตาซึม “บัว เอ็งต้องเข้มแข็งนะลูก แม่ตักข้าวมาให้ ถ้าแกหิวก็ออกมากินนะลูก”
สร้อยวางจานข้าวไว้หน้าประตู แล้วเดินสะอื้นออกไป
ทวนรอจังหวะอยู่ เห็นสร้อยลับกายไป ก็โผล่ออกมาเคาะห้องเรียกบัว
“เฮ้ย นังบัว นี่ข้าเองนะโว้ย ข้ามีของดี จัดการผีได้ผลชะงัด เอ็งอยากได้มั้ยวะ”
บัวหูผึ่ง สนใจค่อยๆ เปิดประตูแง้มออกมามองทวนอย่างไม่ไว้ใจ
“ของดีอะไรเหรอ น้าทวน”
“ยันต์ปราบผี สนมั้ยวะ”
ทวนยื่นผ้ายันต์ท้าวเวสสุวรรณล่อบัว บัวรีบเอื้อมมือไปคว้าผ้ายันต์หมับ
“แล้วฉันต้องทำยังไงบ้าง”
ทวนฉีกยิ้มกว้างเข้าล็อก

บัวเดินกระเผลกกล้าๆ กลัวๆ ตรงเข้ามาหยุดที่เรือนไม้หอม ในมือกำผ้ายันต์แน่น นึกถึงคำพูดทวน
“แค่เอ็งเอาผ้ายันต์นี้ไปติดที่เรือนหอผีสิง นังผีร้ายนั่นมันก็จะมาทำร้ายเอ็งไม่ได้อีกแล้ว”
“เอาวะ ตายเป็นตาย”
บัวค่อยๆ ย่องขึ้นบันมามาที่ระเบียง หยุดหอบหายใจ กวาดสายตามองซ้ายมองขวา พร้อมกับยื่นผ้ายันต์ออกไปขู่รอบทิศ แต่ทุกอย่างเงียบสงัด บัวมองหามุมติดผ้ายันต์ยมบาล

บนเตียงแม้นมาศนอนหลับสนิทอยู่ ลมอ่อนๆ พัดผ้าม่านพลิ้วไหว ใบหน้าแม้นมาศยามหลับ ดูสงบ อ่อนโยนไร้ความโหดเหี้ยม ฉับพลันนั้นเองแม้นมาศก็สะดุ้งเฮือก เด้งตัวขึ้นมานั่ง เหลียวขวับไปทางประตูตาขวาง
“ใครบังอาจมาหยามฉัน”
แม้นมาศกระโดดพรวดลงจากเตียงพุ่งออกจากห้องโดยไว

บัวกำลังเหยียบเก้าอี้เอื้อมมือจะเอาผ้ายันต์ไปติดที่เหนือประตูเข้าเรือนไม้หอม แม้นมาศปรากฏตัวเข้ามาพร้อมกับกรีดร้อง
“อย่า...”
แม้นมาศพุ่งตัวเข้าใส่บัวหมายจะผลักให้บัวให้ตกเก้าอี้ แต่มือบัวติดผ้ายันต์ลงไปพอดี แม้นมาศที่กระโดดเข้าใส่กลับถูกพลังจากผ้ายันต์กระแทกใส่ร่างของแม้นมาศอย่างจัง
วิญญาณแค้นกระเด็นตัวลอยกรีดร้องเสียงดังโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“อ๊าย...”
วิญญาณของแม้นมาศกระเด็นหายวับออกไปจากเรือนไม้หอม

วิญญาณแม้นมาศทรุดล้มลงที่หน้าเรือนไม้หอม บัวกำลังจะออกจากเรือนเห็นแม้นมาศยืนจ้องอยู่ก็ตกใจรีบถอยกลับเข้าเรือน
“นังบัว...มึงตาย โอ๊ย”
แม้นมาศลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งตัวจะเข้าเรือนไม้หอม แต่ก็ถูกพลังจากผ้ายันต์อัดใส่ แม้นมาศร้อนทุรนทุราย
“กูอุตส่าห์ไว้ชีวิตมึง แต่มึงมาแว้งกัดกู มึงไม่ได้ตายดีแน่ นังบัว”
แม้นมาศหวีดร้องก่นด่าบัวด้วยความคับแค้นใจ บัวปิดประตูขังตัวเองอยู่ด้านใน
“ตายแน่กู ทำไงดี”
บัวดันประตูไว้มองไปเห็นสายตาแม้นมาศที่จ้องมาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อแล้วผวากลัวสุดขีด

ที่ห้องรับแขกตึกใหญ่ รสสุคนธ์จัดชุดเครื่องเพชรขึ้นหุ่นโชว์ ปริกที่นั่งเฝ้าเครื่องเพชรอยู่ก็หาว
“ใกล้เสร็จยังคะ”
“เหลืออีกสองเซ็ตก็เสร็จแล้ว”
ปริกหาวหวอดๆ “งั้นเดี๋ยวปริกมานะคะ ไปหากาแฟกินก่อน”
“ฉันขอแก้วสิน้าปริก” น้อยบอกดีๆ
“ไปทำกินเองสิ ฉันไม่ใช่ขี้ข้าแกนะ”
ปริกสะบัดหน้าใส่แล้วเดินออกไป น้อยเซ็ง
“คุณรสจะรับกาแฟซักแก้วมั้ยคะ เดี๋ยวน้อยจะไปชงมาให้”
“ฉันขอน้ำเปล่าละกัน ขอบใจจ้ะ”
น้อยเดินออกไป รสสุคนธ์หยิบรูปแม้นมาศที่สวมแหวนไพลินขึ้นมาดู แล้วถอนหายใจ
“สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่อง ตกลงแหวนไพลินอยู่ที่ไหนนะ”
จู่ๆ ก็มีมือใครบางคนยื่นเข้ามาจับไหล่หมับ รสสุคนธ์สะดุ้งเฮือก ค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างหวาดกลัว ด้วยเกรงว่าจะมีคนเข้ามาได้ยินคำพูดเมื่อกี้
มือเย็นเฉียบนั้นเป็นของแม้นมาศ รสสุคนธ์เห็นแม้นมาศโผล่มาถึงบ้านพรหมบดินทร์ก็แปลกใจ
“ย่าเล็ก รสตกใจหมดเลย คิดว่าความจะแตกซะแล้ว ตกลงแหวนไพลินไม่ได้อยู่ที่คุณหญิงภาวิดานะคะ”
แม้นมาศไม่สนใจนัก “เรื่องนั้นไว้ก่อนเหอะ ตอนนี้ต้องขอเธอไปช่วยฉันก่อน”
“มีอะไรเหรอคะ”
“นังบัว มันเอาผ้ายันต์อะไรก็ไม่รู้มาติดที่เรือนไม้หอม ฉันเข้าเรือนไม่ได้ เธอช่วยไปเอาผ้ายันต์ออกให้ฉันที”

จีรนันท์ค่อยๆ โผล่หน้าออกมามองเข้ามาในห้องรับแขก เห็นรสสุคนธ์เหมือนกำลังคุยกับใครอยู่ก็แปลกใจ
“นังรสสุคนธ์คุยกับใคร”
รสสุคนธ์ลังเล เป็นห่วงกล่องเครื่องเพชรที่อยู่บนโต๊ะ
“แต่ว่ารส...”
“เหอะน่า ไปแป๊บเดียวเอง คงไม่มีอะไรหรอก”
“ก็ได้ค่ะ”
รสสุคนธ์ขยับจะเดินออกจากห้อง จีรนันท์เห็นรีบฉากหลบ พอรสสุคนธ์ออกไป จึงรีบออกมาเดินตรงไปที่กองกล่องเครื่องประดับที่ตั้งอยู่ หยิบมากล่องหนึ่ง ยิ้มชั่วแววตาเป็นประกาย
“แกเตรียมตัวกระเด็นออกจากบ้านนี้ได้เลย”
จีรนันท์ยัดกล่องเครื่องประดับใส่กระเป๋า
ทวนแอบยืนมองอยู่ที่ข้างหน้าต่าง เห็นหมดทุกอย่าง จีรนันท์รู้ตัวหันไปมอง แต่ทวนซุกตัวลงหลบอย่างไว จีรนันท์ไม่เห็นใคร รีบหลบออกไปทันที
ทวนโผล่หน้าออกมามองตามหลังจีรนันท์ไป แล้วหันมามองกล่องเครื่องเพชรที่วางอยู่บนโต๊ะกลาง เกิดความโลภ ยิ้มชั่วออกมา

ในขณะที่รามนรินทร์กับอุณนิษาเดินตรวจความเรียบร้อยของโรงแรมอยู่ จนมีเสียงโทรศัพท์ของอุณนิษาดังขึ้น รามนรินทร์กับพนักงานหันมามองเป็นตาเดียว อุณนิษาออกตัว
“ขอโทษค่ะ นิษาขอตัวแป๊บนะคะ”
อุณนิษารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู เห็นเป็นเบอร์จีรนันท์โทร.เขา จึงรีบเดินหลบห่างออกมาคุยสาย
“ฮาโหล โทร.มาเนี่ยมีข่าวดีใช่มั้ย”
อีกฟาก จีรนันท์เดินจ้ำตรงไปที่เรือนไม้หอม พร้อมกับคุยโทรศัพท์กับอุณนิษา
“ใช่ ฉันได้เครื่องเพชรมาแล้ว ฉันกำลังจะเอาไปซ่อนที่บ้านพักมัน”
“ทำงานดีมาก ถ้ามันโดนจับได้เมื่อไร เธอรีบโทร.มาบอกฉันด่วนนะ ฉันจะได้กลับไปดูหน้ามันตอนโดนคุณหญิงดาไล่ออกจากบ้าน”
“ได้จ้ะ แค่นี้ก่อนนะ นังรสสุคนธ์มันอยู่หน้าบ้าน”
จีรนันท์รีบวางสาย แล้วค่อยๆ ย่องหาที่หลบมุม มองเข้าไปในเรือน

รสสุคนธ์เอาเก้าอี้มาตั้งตรงระเบียงบันไดขึ้นเรือน กำลังจะปีนขึ้นไปดึงผ้ายันต์ออก แต่จู่ๆ บัวก็โผล่เข้ามาจับตัวเธอไว้
“อย่าเอาออกนะคะคุณรส”
“เธอเอายันต์มาติดบ้านฉันโดยไม่รับอนุญาตไม่ได้นะ ปล่อย ฉันจะเอามันออก”
“ไม่ค่ะ บัวไม่ยอมให้คุณเอายันต์ออกเด็ดขาด”
บัวไม่ยอม ดึงรสสุคนธ์จนจะหงายหลังหล่นจากเก้าอี้ ต้องใช้มือจับขอบประตูไว้
แม้นมาศยืนมองลุ้นอยู่ที่หน้าบ้าน เอาใจช่วยหลานสุดกำลัง
“อย่ายอมมันนะแม่รส เอามันออกไปเร็ว”
รสสุคนธ์เกาะขอบประตูแน่น พยายามยืดมือจะไปดึงยันต์ บัวเห็นก็พยายามกระชากดึงตัวรสสุคนธ์อย่างแรง รสสุคนธ์เซจะหล่นแต่ก็เกาะไว้ได้ ใช้เท้าถีบอย่างแรง จนบัวล้มลง
มือรสสุคนธ์กระชากผ้ายันต์ออกได้พอดี วิญญาณแม้นมาศพุ่งพรวดเข้ามาหาบัว
“อีบัว..มึงตาย”
รสสุคนธ์รีบเอาตัวเข้ามาขวาง
“อย่านะคะย่าเล็ก การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมันเป็นบาปนะคะ บัวรีบหนีไปเร็ว”
บัวพยักหน้าแล้วรีบลุกขึ้นใส่เกียร์สุนัขรีบหนีออกไป
“คนที่มันทำร้ายฉัน มันจะต้องตาย”
แม้นมาศหวีดร้องแล้วก็พุ่งตัวออกไปไม่ฟังคำขอร้องของหลานสาว

จีรนันท์แอบดูอยู่ช็อกตาตั้ง คาดไม่ถึง

“นังรสสุคนธ์ มันคุยกับผี”

อ่านต่อตอนที่่ 7


บาปบรรพกาล ตอนที่ 1
บาปบรรพกาล ตอนที่ 1
ความมืดในคืนเดือนแรมปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทำให้ท้องฟ้าเหนือบ้านพรหมบดินทร์ค่ำคืนนี้ดูหม่นเศร้าโดยประหลาด จันทร์ครึ่งเสี้ยวเคลื่อนคล้อยลอยไปอย่างช้าๆ เรือนไม้หอม บ้านไม้สองชั้นหลังงามที่ปัจจุบันกลายเป็นเรือนร้าง ตั้งอยู่เยื้องมาทางหลังบ้านพรหมบดินทร์ บรรยากาศแลดูน่ากลัว น้ำในสระบัวติดตัวเรือนสะท้อนเงาจันทร์ยิ่งชวนหลอกหลอน ลมวูบใหญ่พัดผ่านประตูหน้า เข้าไปในเรือนเผยให้เห็นว่าบ้านหลังใหญ่มืดมิดไร้แสงไฟ แสงจากพระจันทร์สาดเข้ามาพอให้มองเห็นกรอบรูปผู้หญิงโบราณประดับอยู่ข้างฝา แมวดำซึ่งน่าจะมาครอบครองเรือนหลังนี้ส่องประกายด้วยแววตาน่ากลัว มันวิ่งกระโจนออกไปในห้องโถง ขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง
กำลังโหลดความคิดเห็น...