xs
xsm
sm
md
lg

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 10

นิยายละครโทรทัศน์ “ตะวันตัดบูรพา” ฉบับที่ตรงกับที่ออกอากาศทางช่องวัน มากที่สุดในสามโลก

รถธิชาแล่นมาจอดในลานหน้าผับของเสี่ยเจริญ เธอก้าวลงจากรถตรงไปยังประตูทางเข้าอย่างรีบร้อน ตั้งใจจะมาเตือนเรื่องที่ทัศน์มาหาที่สตูดิโอ แต่แล้วต้องชะงักเมื่อเจอเจิมฉัตรยืนกอดอกจ้องมองอยู่ตรงประตู

“มาหาใคร”
“คุณบูรพาค่ะ”
“จะให้บอกว่าใครมาหา เพื่อน...หรือแฟน”
ธิชาคิดนิดหนึ่ง
“เพื่อนค่ะ”

ระหว่างนี้ บูรพามองผ่านกระจกร้านออกไป เห็นธิชายืนรออยู่หน้าผับ สีหน้าของบูรพาเต็มไปด้วยความอึดอัดใจ ยิ่งมีสายตาเจิมฉัตรที่มองมาอย่างจับผิดอยู่ข้างๆ เขายิ่งเครียดเป็นทวีคูณ

เวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย เด็กในร้านออกมาเปิดประตูให้ แล้วเดินนำธิชาเข้ามาด้านใน
ธิชาเดินย่ำเข้ามาในความเงียบ จนเห็นบูรพานั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขกกับเจิมฉัตร ไม่เท่านั้นเจิมฉัตรยังนั่งบนตักคลอเคลียนัวเนียกับบูรพาอย่างสนิทสนมอีกด้วย
“นั่งสิ”
ธิชานั่งร่วมโต๊ะอย่างงุนงง
“ฉันตั้งใจจะมาเตือนคุณ วันนี้มีคนไปหาฉันแล้วถามเรื่อง...”
บูรพาจงใจขัดขึ้น “เดี๋ยว รู้จักกับคุณเจิมฉัตรซะก่อนสิ เค้าทำงานอยู่ที่นี่ เป็นเพื่อนร่วมงานของผมเอง เพื่อนสนิท”
ธิชางุนงง ปรับรับไม่ทัน “นี่มันหมายความว่ายังไงกันคะ”
“คุณก็เห็นชัดแล้วนี่”
“นี่คุณพยายามจะทำอะไรอยู่กันแน่”
“ผมรู้ว่ามันอาจจะเร็วไปหน่อย แต่นี่ธิชา หลายคืนมานี่ผมมาลองคิดดูแล้วนะ”
ธิชาเศร้า และสะเทือนใจใหญ่หลวง
“อาชีพอย่างผมมันจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ผู้หญิงของผมมันก็น่าจะไวไฟสักหน่อย ไอ้ประเภทต้องมานั่งรอคำตอบว่ารักผมมั้ย เมื่อไหร่จะเชื่อใจซึ่งกันและกัน มันไม่ทันกินหรอกคุณ”
ธิชาอึ้งไป เจิมฉัตรเฝ้าจับผิดจดสายตามองบูรพาอยู่ตลอดเวลา และบูรพาก็รู้ตัว
“ผมรู้ว่าคุณไม่พอใจผม แต่นี่เป็นทางออกที่ดีที่สุดระหว่างเรา”
ธิชาน้ำตาไหลเอ่อออกมา
“บูรพา”
“ผมว่าคุณไม่น่าจะอยู่ที่นี่นานนักนะ เพราะผมกับแฟนผมกำลังคุยธุระส่วนตัวกันอยู่ ผมว่า...”
ธิชามองหน้าบูรพาทั้งน้ำตา
“คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้หรอกบูรพา ไม่จำเป็น”

ธิชาเดินเหม่อลอยออกมาจากผับ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย
อีกมุมหนึ่ง โจกางร่มจะไปธุระ แต่ครั้นพอเห็นเหตุการณ์เข้าก็หยุดซุ่มดู
ฟ้าแลบแปลบปลาบอีกวาบใหญ่ฉายให้เห็นดวงหน้าหม่นหมองของธิชา ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำตาแห่งความผิดหวัง
ธิชาเดินตรงมายังรถซึ่งจอดอยู่ จนเห็นผ้าคลุมบางอย่างอยู่ข้างประตูฝั่งคนขับ ธิชาค่อยๆ ดึงผ้าออกดูของในนั้น จนพบสิ่งที่บูรพาบอกว่าจะทิ้งก็คือรูปที่เธอวาด
“ขอโทษที่ต้องใช้วิธีที่เกือบจะตรงไปตรงมาแบบนี้ แต่ก็อย่างที่บอก ผมไม่อยากเสียเวลากับอะไรที่มันไร้สาระอีกแล้ว”
ธิชาหันมามองบูรพาพยายามจะคิดว่าเค้าทำอะไรอยู่ บูรพาค่อยๆ หยิบรูปมาส่งให้ธิชาด้วยมือตัวเอง
“เรือที่คุณวาดมันมีอยู่แต่ในความฝันเท่านั้น กับคนบางคน ไม่มีสิทธิ์จะได้ลิ้มรสชีวิตที่เป็นอิสระอย่างที่คุณหวังไว้หรอก ไม่ว่าคุณจะฉุดรั้งเค้าไว้แค่ไหนก็ตาม ชีวิตของเค้าก็มีแต่จะตกต่ำไปเรื่อยๆ แถมยังพลอยทำให้คุณต้องแปดเปื้อนไปอีกต่างหาก”
“คุณโกหกฉันอยู่ใช่มั้ย คุณพยายามจะทำให้ฉันเข้าใจผิดเพราะคุณไม่อยากให้ฉันมาพัวพันกับคุณใช่มั้ยบูรพา ใช่มั้ย”
ธิชาน้ำตาร่วงรินออกมา
“ออกไปซะ”
“ไม่ ฉันไม่ไป”
“แต่คุณต้องไปเดี๋ยวนี้ นี่ไม่ใช่ที่ของคุณนอกจากไอ้ภาพทุเรศๆ นี่กับความฝันลมๆ แล้งๆ แล้ว ไม่มีอะไรเป็นของคุณทั้งนั้น”
“ฉันไม่ไป คุณโกหกฉัน บูรพา คุณจะไม่ทำกับฉันแบบนี้คุณไม่เคยทำกับฉันแบบนี้”
บูรพาชะงัก ก่อนจะแข็งใจกระชากธิชาเข้ามาบอก ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ทิศตะวันออก ก็ไม่ได้มีแสงสว่างเสมอไปหรอกธิชา คนเราก็ไม่ได้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการเสมอไป ผมรู้ว่าบางครั้งมันอาจจะยากที่เราต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง แต่ถ้าคุณคิดว่ามันเหมาะสมแล้ว ยังไงก็ต้องทำ”
ธิชาปล่อยโฮ
“คุณเจ็บไม่นานหรอกธิชา ไม่นานคุณก็จะหายดี”
ที่ธิชาค่อยๆ เดินไปหอบรูปนั้นมาโอบกอดไว้ บูรพาเดินสวนกลับเข้าไปข้างในผับ
อีกมุมหนึ่ง โจซึ่งเฝ้ามองดูเหตุการณ์ตั้งแต่แรก ค่อยๆ ผลุบหน้าหลบไป

ฝ่ายบูรพากลับเข้ามาในผับ แล้วเดินผ่านผู้คนไปที่หลังร้าน เขาเปิดประตูห้องหนึ่งเข้าไปล็อคห้องแล้วร้องไห้ออกมาอย่างรุนแรง โดยไม่มีเสียง

อีกฟากภายในห้องทำงานนายบารมี
กฤชยืนอยู่ข้างยุทธที่กำลังนั่งมองข้อมูลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทัศน์เดินไปมา หัวเสียเอาการ
“ยังไม่รู้เรื่องอีกเหรอ นี่มันจะ 3 ชั่วโมงอยู่แล้วนะ”
“ผมลองพาสเวิร์ดทุกอันแล้วครับ มันล็อคหมดเลยครับแต่นี่ผมกำลังเข้าไฟล์พิเศษของราชพัฒน์ อีกสักครู่ครับ”
ทัศน์รอไม่ไหวจะเดินออก
ยุทธเรียกไว้ “เดี๋ยวครับคุณทัศน์ เข้าไปได้แล้วครับ”
ทัศน์รีบกลับมาที่จอ มองรูปบูรพาที่มีแต่ชื่อกำกับไว้เท่านั้น
“มีแต่ชื่อกับรูปแล้วมันจะไปรู้อะไรวะ”
“รู้สึกว่าไฟล์นี้จะถูกลบประวัติจนหมด ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร”
ทัศน์คิดปราดเดียว “ลองเข้าไฟล์ข้อมูลตะวันฉายสิ...เอาตั้งแต่มันเริ่มเกิดเลย”
ยุทธเข้าไฟล์ได้แล้ว อ่านให้ฟัง
“ร.ต.ต. ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ เป็นตำรวจกองปราบ สอบเทียบมาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ บิดาชื่อ จ.ส.อ. สุเวศน์ พงศ์พิทักษ์ มารดาชื่อ นางผกา พงศ์พิทักษ์ เป็นลูกคนโตในจำนวนพี่น้อง 2 คน ส่วนสูง 175 เซนติเมตร น้ำหนัก 75 กิโลกรัมเคยได้รับการฝึกอบรม...”
ทัศน์ได้ยินแล้วเอะใจ
“เดี๋ยว เมื่อกี้บอกว่ามันเป็นลูกคนโตหรอ”
ยุทธพยักหน้า
“แล้วน้องคนเล็กมันชื่ออะไร”
ยุทธเข้าไฟล์จนได้ แต่ปรากฏว่าไฟล์ชื่อน้องถูกลบออกไปแล้ว
“ไม่มีข้อมูลส่วนนี้ครับ คิดว่าน่าจะถูกลบไปเหมือนกัน”
ทัศน์ตาลุกวาว ยิ่งลุ้นหนัก เชื่อว่าสิ่งที่เค้าคิดน่าจะเป็นจริง!
“เข้าไปที่ไฟล์กองทะเบียน ค้นจากจ่าเวศพ่อมันว่ามีลูกกี่คนคนที่สองชื่ออะไร เร็ว”
ยุทธรีบทำตามข้อมูลโหลดนานพอประมาณ ทัศน์ลุ้น จนสักครู่หนึ่งยุทธบอกว่า
“ทราบแล้วครับคุณทัศน์”
ทัศน์ลุกมาดูที่หน้าจอแล้วอุทานออกมา เมื่อเห็นชื่อ บูรพา พงศ์พิทักษ์ ชัดเจน
“บูรพา”

วันนี้ ทั้งเสือกับยักษ์และบุญส่งช่วยกันประคองตะวันฉายออกมาจากลิฟต์ ท่าทางทั้งสามยังอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่แล้วเสือก็เป็นฝ่ายชะงักเมื่อมองเห็นบางอย่างเข้า
“ผู้หมวด”
ตะวันฉายมองตามไป เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายยืนรออยู่ สองคนชูบัตรประจำตัวให้ตะวันฉายดู ชื่อถวิลกับสมเกียรติ
“ผู้หมวดตะวันฉายครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ของกิจการภายใน ขอเชิญคุณไปคุยกับเราที่กองปราบด้วยครับ” ถวิลบอก
“มีเรื่องอะไรกันเหรอครับ”
“เราสงสัยว่าคุณจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายที่ยิงคุณ”
เสือโวยวายตามประสา “อะไรกันนี่ มันปรักปรำกันชัดๆ เลย หมวดไปทำอย่างนั้นได้ไง”
“ดูสิ โดนยิงขนาดนี้ แทนที่จะชมเชย ดันโดนสอบ” บุญส่งเสริม
“แล้วไอ้คนยิงนั่น มันเป็นใครจากไหนก็ไม่รู้ แล้วจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับหมวดได้ไง” ยักษ์โมโหไม่ต่างกัน
ถวิลบอกเสียงไม่ดังแต่ฟังชัด “เราได้ข้อมูลว่าเป็นน้องผู้หมวด”
คราวนี้ทั้งหมดอึ้งกันไปทั้งแถบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตะวันฉาย

เวลาเดียวกัน ภายในออฟฟิศชั้นบนของผับ ชัชชัยนั่งดื่มเหล้าอยู่ในนั้น จนกระทั่งลูกกะจ๊อกนาม ไอ้ปอด วิ่งถือไอแพดเข้ามาหา
“เฮียครับมีคนส่งเมลมา”
ชัชชัยหยิบไอแพดมาดู เห็นเป็นรูปบัตรประชาชนของบูรพากับหมวดตะวันฉาย ที่มีนามสกุลเดียวกัน มันแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ออกมาอย่างสาสมใจ
“ไอ้ปอด มึงพาคนไปที่บ้านป๋า ลากคอไอ้บูรพามาที่นี่”
“แต่ป๋าสั่งห้ามเราแตะต้องมันนะครับเฮียชัช”
ชัชชัยหันมาเบ่งบารมี “คำสั่งของป๋าไม่มีผลแล้ว งานนี้ทุกอย่างว่ากันตามกฎ”

โจเดินตรงเข้ามาในผับ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นไอ้ปอดพาพวกหลายคนสวนออกไปขึ้นรถตู้ด้านหน้า โจเข้าไปรั้งแขนไอ้ปอดไว้
“จะไปไหนกันน่ะพี่ปอด”
“มึงไม่ยุ่งซักเรื่องได้มั้ยอีโจ กูจะรีบ ไว้มึงมาชนของวันหลังละกัน”
“เฮ้ยบอกกันก่อนสิ มีเรื่องอะไรกันถึงพาคนไปเยอะแยะอ๋อหรือว่ามีเซลส์เหรอ ไปด้วยคนสิ”
โจรู้ว่ามีเหตุการณ์ไม่ปกติ รีบหาข่าวทำท่าจะขึ้นรถตู้ไปด้วย คนบนรถรีบเอาตีนยันประตูขวางไว้ ส่วนไอ้ปอดก็รีบลากคอลงมา
“มึงแหกตาดูบ้างสิวะ พกไม้พกมีดกันเอวตุงแบบนี้ เค้าจะไปล่าไอ้บูรพากันต่างหาก มันเป็นพวกตำรวจ”
“เออดี ฝากเฉาะหัวมันด้วยนะ”
ไอ้ปอดพยักหน้าอย่างเสียมิได้ แล้วรีบขึ้นรถออกไป โจโบกมือส่ง
“อย่าลืมนะ ขอสองทีเลย เผื่อแฟนมันทีนึงด้วย” โจฉุกคิด แล้วนึกขึ้นได้ “เฮ้ย แต่มันเป็นน้องผู้หมวดนี่หว่าบรรลัยแล้ว”
โจเริ่มคิดหาทางออก

ทางด้านเสือประคองตะวันฉายเดินตามเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการภายใน มาจนถึงหน้าห้องประชุมบนสำนักงานกรองปราบ โดยเจ้าหน้าที่เปิดประตูออกให้ เผยให้เห็นว่าภายในมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ล้วนอาวุโส นั่งหน้าเครียดอยู่ในนั้นหลายนาย
สารวัตรเมธามองมายังตะวันฉายด้วยสีหน้าหวั่นวิตก
ตะวันฉายรู้ชะตากรรม เสือขยับจะตามลูกพี่เข้าไปแต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่สองคนกันตัวไว้
“คุณรอตรงนี้ดาบเสือ” เจ้าหน้าที่ชื่อถวิลบอก
เสือมองหน้ากันกับตะวันฉายอย่างใจไม่สู้ดีนัก ตะวันฉายพยักหน้าให้เสือรอหน้าห้อง ก่อนที่ตัวเองจะเดินตามเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเข้าไป ส่วนถวิลหันมาบอกกับเสือว่า
“ขอมือถือของคุณด้วยดาบ”
เสือส่งมือถือให้ถวิลไปงงๆ ถวิลปิดเครื่องไปเลย
“การประชุมครั้งนี้เป็นความลับ จนกว่ารู้ผล เราไม่อนุญาตให้คุณติดต่อกับใครทั้งสิ้น”
เสือชะโงกหน้ามองเข้าไปในห้องประชุมด้วยความเครียด เห็นสายตาตะวันฉายหันมามองเขาเช่นกัน ก่อนที่ประตูจะถูกปิดลง

ส่วนโจยังคงพยายามตะบี้ตะบันต่อสายโทรศัพท์หาเสือแต่ก็ไม่ติด เพราะเสือปิดเครื่อง
“ปัดโธ่เว้ย เรื่องคอขาดบาดตายแท้ๆ มาปิดเครื่องอะไรกันตอนนี้” ทโมนสาวแห่งท่าเตียนหันรีหันขวาง “เอาไงดีวะอีโจ คิดสิวะคิดๆๆๆๆ”
โจครุ่นคิด และนึกอะไรขึ้นได้

ไม่นานต่อมา โจเดินมาตามทางเดิน ตรงเข้ามายังห้องลับหลังร้า คอยส่งเสียงเรียก
“จ๊อดๆ”
โจเดินหามาเรื่อยๆ จนมาเจอจ๊อดถูกขังอยู่ห้องหนึ่ง
“เฮ้ย จ๊อดตื่นๆ”
จ๊อดงัวเงีย “มีอะไรโจ”
โจมองดุจ๊อด “จะนอนทำซากอะไรอยู่อีกเล่า เพื่อนพี่จะตายอยู่แล้ว ไม่รู้หรือไง”
“อะไรนะ” จ๊อดตาเหลือก ถอดกุญแจมือออกเองและเดินมาหาโจ “เปิดให้หน่อยดิ มันล็อคจากข้างนอก”
โจวิ่งไปหาอุปกรณ์งัดห้อง และกลับมาพร้อมคีมตัดเหล็ก
โจโยนตัวโหนขึ้นไปทั้งตัว แม่กุญแจหลุดผลัวะ ประตูเปิดออก ทั้ง 2 พากันวิ่งโกยแนบออกไป

ขวดเบียร์วางอยู่เกลื่อนโต๊ะในห้องนอน มือถือของบูรพาดังขึ้นอยู่หลายครั้ง บูรพายังนอนหลับอุตุอยู่ เขาพลิกตัวงังเงียมาดูโทรศัพท์ก่อนจะนอนต่อ แต่สักครู่ก็คิดขึ้นได้ จึงกดรับสาย
“ฮัลโหล”
จ๊อดเป็นคนโทร.มา มันส่งเสียงเร่งร้อนมาทางปลายสายว่า “ไอ้บูรพาเอ็งไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ใส่ตีนหมาโกยออกมาทางหลังบ้านเร็ว ปีนกำแพงออกมาเลย”
“ไอ้จ๊อดนั่นเองเหรอ”
“เร็วๆ โว้ย ไอ้ชัชมันส่งคนจะไปลากคอเอ็งแล้ว”
บูรพาดีดตัวผลุงขึ้นมา ตกใจไม่น้อย

รถตู้แล่นมาจอดพรืด พวกไอ้ปอดกรูกันลงมาจากรถก้าวเข้าตึกไป
เจิมฉัตรเดินออกจากห้องโถงกลางบ้านขวางไว้ตรงโถงบันได
“นี่มันเรื่องอะไรกัน กล้าดียังไงบุกเข้ามาในบ้านป๋าแบบนี้”
“ป๋าอยู่รึเปล่าครับคุณเจิมฉัตร” ปอดถามเกรงๆ
“ออกไปธุระแต่เช้าแล้ว”
“แล้วบูรพาล่ะครับ”
“อยู่ข้างบน”
ไอ้ปอดบุ้ยหน้าให้พรรคพวกนำขึ้นไปก่อน ส่วนตัวเองอธิบายให้เจิมฉัตรฟัง
“เฮียชัชให้ผมมารับตัวมันครับ ไอ้บูรพามันเป็นพวกตำรวจ”

พอพวกลูกน้องปอดผลักประตูเข้ามาในห้อง จึงพบว่าบูรพาไม่อยู่ในห้องเสียแล้วไอ้ปอดแค้นจัด
“ระยำเอ๊ย” ปอดสั่งกับลูกน้อง “มัวยืนเซ่ออะไรกันอยู่อีกวะ รีบแยกกันไปหาตัวมันสิโว้ย”
ไอ้ปอดกับลูกน้องแยกกันไปค้นหาบูรพาต่อ เหลือแต่เจิมฉัตรที่เหลียวมองเข้าไปในห้องบูรพา พอคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

มีรถจอดอยู่ในลานจอดของผับหลายคัน จ๊อดกับโจย่องมาที่ลานจอดรถนั้น โดยจ๊อดถอดเสื้อตัวนอกออก
“รถไอ้ชัชนี่หว่า เอาไงดีวะ” จ๊อดคิดบางอย่างได้ “เดี๋ยวฉันมา”
จ๊อดกลับเข้าไปเอาของ และออกมาพร้อมอุปกรณ์
“เร็วๆ ดิ” โจเร่งยิกๆ
จ๊อดลงมือใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ อย่างชำนาญ
“เร็วๆ เข้าสิ เร็ว” โจเร่งใหญ่
“เชื่อมือจ๊อดกุญแจผีเถอะน่า”
จ๊อดเปิดประตูรถชัชชัยจนได้ ผายมือเชื้อเชิญโจอย่างภาคภูมิ
“เชิญครับคุณผู้หญิง”

บูรพายืนถือกระเป๋าสัมภาระใบเล็กๆ ซุ่มรออยู่ริมถนนสายเปลี่ยวแห่งนี้ สักครู่จ๊อดก็ขับรถมารับเขารีบขึ้นรถ
“ทำไมจู่ๆ มันจะมาลากคอข้า”
“ถามอะไรโง่ๆ ขนาดฉันยังรู้เลย ก็พวกมันรู้แล้วน่ะสิ เรื่องที่นายเป็นน้องผู้หมวด”
จ๊อดตาโปน “หา…มึงเป็นน้องตำรวจเหรอ”
“ไม่ต้องหาเหออะไรหรอก เหยียบให้มิดเลยเราต้องทำเวลาแข่งกับพวกมันแล้วรู้รึเปล่า”
บูรพางงอยู่ “หมายความว่าไง”
“นายนึกว่ายายอาร์ติสต์แฟนนาย อี๋อ๋อกับนายกับผู้หมวดขนาดนี้ แล้วจะไม่โดนหางเลขด้วยหรือไง”
บูรพาอึ้ง ใจโลดลิ่วไปที่สตูดอโอของธิชาแล้ว
จ๊อดรู้ใจออกรถแล่นทะยานไปอย่างรวดเร็ว

เสือนั่งรออยู่ที่หน้าห้องประชุมสำนักงานกองปรามอย่างกระวนกระวาย โดยมีถวิลนั่งคุมอยู่ ส่วนมือถือของเสือยังปิดเครื่อง และวางอยู่ที่โต๊ะ
เหตุการณ์ในห้องประชุม บรรยากาศเคร่งเครียดสูงสุด
เอกสารข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของทั้งตะวันฉายและบูรพา ถูกเลื่อนมาตรงหน้าตะวันฉาย
นายตำรวจอาวุโส 1 เอ่ยขึ้นว่า “เราได้รับหลักฐานนี่มาเมื่อเช้านี้ ลำพังแค่เอกสารพวกนี้
คงจะไม่เป็นปัญหาอะไร ถ้ามันไม่พ้องกับการทำงานที่ล่าช้าของคุณ”
นายตำรวจอาวุโส 2 เสริม “ผู้หมวด เราสามารถดำเนินคดีกับคุณได้ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่นั่นคงจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลยทีเดียว พวกเหยี่ยวข่าวก็คงขุดเขียนเรื่องนี้กันไม่เว้นวัน ยิ่งถ้ามีใครตั้งประเด็นระหว่างศีลธรรมกับกฎหมายขึ้นมาละก็ ได้กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวแน่”
ตะวันฉายหน้าสลดลงกว่าเก่า เขามองไปที่สารวัตรเมธา ก่อนจะหลบสายตาด้วยความละอาย
นายตำรวจอาวุโส 1 กล่าวต่อไปว่า “ตามคำขอร้องของสารวัตรเมธา และเห็นแก่ความดีความชอบของคุณผู้หมวด เราขอให้คุณเซ็นรับสารภาพลงในเอกสารนี้ แล้วเราจะลงโทษคุณแค่เพียงสถานเบา”
“จะไม่มีการสอบสวน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะถูกปิดเป็นความลับ” นายตำรวจอาวุโส 2 เสริมอีก
ตะวันฉายตัดสินใจถาม “ที่ว่าลงโทษสถานเบา ผมพอจะทราบได้มั้ยครับว่ามันคืออะไร”
“เราจะย้ายคุณไปช่วยงานท้องที่ ผู้หมวดตะวันฉาย ต่อไปนี้คุณจะไม่ใช่ตำรวจมือปราบอีกแล้ว”
ตะวันฉายมองเอกสารด้วยความสะเทือนใจ ก่อนคว้าปากกาขึ้นมา

เขาลังเลอยู่สักครู่ จึงตัดสินใจยอมเซ็น ชื่อ ร.ต.ต. ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ ลงในเอกสารนั้น

อ่านต่อหน้า 2




ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 10 (ต่อ)

เวลาผ่านไปอีกสักระยะหนึ่ง ทันทีที่ประตูเปิดออก แลเห็นบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับอาวุโสทยอยกันเดินออกมา เสือยืดตัวตรงเคารพ สายตามองไปด้วยความเป็นห่วงลูกพี่

จนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายทยอยจากไปกันหมด รวมทั้งถวิลและสมเกียรติ เสือก็รีบกระโจนผลุนผลันเข้าไปดูในห้อง

เมื่อเข้ามาในห้อง เสือเห็นสารวัตรเมธากำลังยืนคุยอยู่กับตะวันฉายเพียงลำพัง
“เสียใจด้วยผู้หมวด แต่ผมจำเป็นต้องดำเนินการทุกอย่างไปตามระเบียบ”
ตะวันฉายที่ยังบาดเจ็บอยู่แข็งใจยืนขึ้น เสือขยับจะประคอง แต่ตะวันฉายยกมือห้าม เขาพยายามยืนตรงต่อหน้าเมธาแสดงการเคารพ
“ขอบคุณครับสารวัตร”
เมธาตะเบ๊ะรับหน้าเศร้า ก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้เสือยืนอยู่กับตะวันฉายอย่างเงียบเหงา

มองจากบนรถที่จอดซุ่มอยู่ริมถนน บูรพาเห็นว่าสตูดิโอธิชาเงียบกริบ เมื่อมองผ่านกระจกเข้าไปด้านใน เห็นปูยืนทำบัญชีอยู่ที่เคาน์เตอร์
ทั้งสามมองประเมินสถานการณ์ และกำลังดูลาดเลาอยู่บนรถ
“ทางสะดวกว่ะ ท่าทางพวกมันคงจะยังมาไม่ถึง หรือไม่ก็คงไม่รู้ว่าแฟนเอ็งเค้าทำงานที่นี่” จ๊อดว่า
“เดี๋ยวข้าจะลงไปรับธิชา เอ็งรออยู่บนนี้ แต่ถ้าข้าเอามือบีบต้นแขนเมื่อไหร่ เอ็งหนีไปก่อนได้เลย”
“บ้าน่า มาถึงนี่แล้วจะทิ้งกันได้ไงวะ”
“เอ็งไม่เข้าใจหรือไงจ๊อด ถึงเอ็งอยู่ก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้ ถ้าเอ็งรอดเอ็งก็รีบไปบอกป๋าก็แล้วกัน” เขาหันมาบอกกับโจว่า “ส่วนเธอ ฉันขอบใจมากนะ”
“ไม่ต้อง ฉันช่วยผู้หมวดต่างหาก ไม่ได้ช่วยนาย”
บูรพาพยักหน้ารับรู้ แล้วหันไปมองสำรวจในรถชัชชัย รื้อค้นดูหาเครื่องทุ่นแรง จนกระทั่งเจอเอาไขควงแบบถอดเปลี่ยนหัวได้ในลิ้นชักใต้คอนโซล เขาดึงปลายไขควงออกมาซี่หนึ่ง

ปูทำบัญชีมือไม้สั่น เห็นว่าไม่ได้เขียนเลขอะไรเลย แค่ยืนทำท่าไปอย่างนั้น สายตาปูมองไปข้างๆด้วยความหวาดหวั่น
บูรพาเดินมาหยุดที่หน้าสตูดิโอ แล้วผลักประตูเข้าไป เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับคนรัก เขาหันไปถามปู
“ธิชาอยู่ไหน”
ปูบุ้ยใบ้ไปทางด้านใน ตรงมุมรับแขก
บูรพาเหลียวไปช้าๆ เห็นธิชานั่งอยู่ที่ชุดรับแขกลำตัวแนบชิดกับชัชชัยที่ถือปืนนั่งขนาบอยู่
“กลับมาตายรังจนได้นะ บูรพา”
บูรพายิ้มเยือกเย็นให้ชัชชัย ก่อนจะค่อยๆ ยกมือไปบีบที่ต้นแขนตามการนัดแนะ พลางเหลียวไปดูข้างนอก

จ๊อดมองเห็นบูรพาส่งสัญญาณมาให้ถอนตัวไปก็เจ็บใจ
“โธ่เว้ย ไอ้ชัช”
“ออกรถเถอะน่า” โจบอก
จ๊อดลังเลอยู่สักพัก ก็ยอมออกรถไป

บูรพาหันกลับมาที่ชัชชัย
“ใครอยู่บนรถกูวะ ไอ้จ๊อดเหรอ”
บูรพาตัดบท “ปล่อยผู้หญิงซะ เรื่องนี้คนอื่นไม่เกี่ยว”
ชัชชัยยิ้มกวนประสาทให้บูรพา พูดโดยจ้องหน้าธิชาตลอดเวลาเป็นเชิงขู่
“เสียใจว่ะ เผอิญฉันตกลงกับแฟนแกแล้วซะด้วยสิ เดี๋ยวเราจะไปนั่งรถเล่นกัน”
รถตู้ที่ไอ้ปอดขับแล่นมาจอดหน้าอาคารสตูดิโอ ไอ้ปอดกับพวกกรูกันลงมาจากรถ ปูหน้าเสียหันไปมองที่ธิชาด้วยความตื่นตกใจ

ธิชามองบูรพาอย่างสลดใจ ที่ต้องมาเจอกันอีกในสภาพนี้

ธิชากับบูรพาถูกชัชชัยและพวกไอ้ปอดคุมตัวขึ้นรถตู้ ก่อนจะแล่นหายไป สักพักหนึ่งจึงเห็นจ๊อดขับรถตีโค้งกลับมาจอดที่หน้าสตูดิโอนั้นอีกครั้ง จ๊อดกับโจรีบลงจากรถเข้าไปดูในร้าน

ภายในสตูดิโอของธิชาถูกรื้อค้นจนรกเรื้อ นั่นเป็นสภาพที่จ๊อดกับโจเข้ามาดูแล้วเห็น โจหันไปมองตรงเค้าน์เตอร์
“อยู่นั่นคนนึง”
จ๊อดหันไปตามที่โจชี้ เห็นปูนอนสลบในสภาพโดนมัดแขนมัดขา มีผ้าอุดปากอยู่ จ๊อดรีบเข้าไปดู
“ตายแล้วใช่ปะ” โจร้องถาม
“ยังโว้ย”
“แล้วนี่เราจะเอาไงต่อ โทร.แจ้งตำรวจดีมั้ย”
“แจ้งให้โง่เหรอ แค่นี้เค้าก็สงสัยไอ้บูรพามันจะแย่อยู่แล้ว ขืนมีตำรวจแห่ไปช่วยมัน รับรองไอ้บูรพาไม่ได้ผุดได้เกิดแน่”
จ๊อดคิดแล้วคิดอีก จนสุดท้ายคิดตก
“เอาวะ คิดได้แล้ว เป็นไงเป็นกัน อีน้อง” จ๊อดจับบ่าโจหมับ “พี่ขอบใจมากสำหรับวีรกรรมของน้องในวันนี้ ถ้าวันนี้รอดตายไปได้รับรองว่าพี่ต้องตอบแทนน้องแน่ แต่น้องถอนตัวไปซะ พี่ไม่อยากให้น้องต้องมาเดือดร้อนเพราะพี่”
“พี่จะบุกเดี่ยวไปช่วยเพื่อนเหรอ”
จ๊อดขยับจะพูด แต่นึกลังเลขึ้นมา แล้วคิดได้อีกอย่าง
“เดี๋ยวโทร.ไปบอกป๋าก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
โจเซ็ง จ๊อดควานหาโทรศัพท์มือถือให้วุ่น

เวลาเดียวกันนั้น รถตู้ของเสี่ยเจริญจอดอยู่หน้าเรือนจำ เสี่ยนั่งรออยู่ในรถอย่างสงบ สายตาจับจ้องไปที่ประตูเรือนจำ เหมือนรอการมาถึงของใครบางคน จนเห็นเจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดประตู สำหรับให้นักโทษพิเศษออกมา เสี่ยเจริญรออย่างใจจดใจจ่อ แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสี่ยกดรับสาย
“ฮัลโหล จ๊อดเหรอ นี่แกออกมาโทรศัพท์ได้ยังไง” เสี่ยฟังแล้วเครียดจัด “ว่าไงนะไอ้ชัชมันทำอย่างนั้นเหรอ ตกลงฉันจะรีบไป”
เสี่ยเจริญวางสายลง สีหน้าครุ่นคิด คนขับรถเรียกขึ้นในจังหวะนี้
“ป๋าครับ”
เสี่ยเจริญเงยหน้ามองไป เห็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จำนวนหนึ่งติดอาวุธ กำลังเคลียร์พื้นที่เตรียมเปิดทางให้นักโทษพิเศษออกมา เสี่ยก้าวลงมาจากรถ มองไปอย่างลุ้นรอ
สักครู่ผู้คุมก็เดินนำออกมา และเปิดทางให้บรรดานักโทษคนสำคัญ
อันมี เคี้ยง ตั้ม และบังดี ก้าวออกมานอกคุกพร้อมๆ กัน เสี่ยเจริญคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
เคี้ยง สูดลมหายใจรับอากาศบริสุทธ์นอกคุก ก่อนจะยิ้มทักเกลอเก่า เสี่ยเจริญเดินเข้ากอดกันกับเคี้ยงเต็มรักเต็มแรง
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านเพื่อนรัก”

อีกฟากหนึ่ง ร่างธิชาซึ่งถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกทิ้งลงไปกับพื้น ตามด้วยร่างของบูรพา ด้วยฝีมือสมุนของชัชชัย ที่พากันล่าถอยออกไปทันที ประตูปิดลงห้องลับด้านหลังผับตกอยู่ในความเงียบ
บูรพากับธิชาถูกมัดนอนเบียดกัน สองคนไม่ยอมขยับอยู่สักครู่ จนธิชาเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า
“เขยิบไปหน่อย คุณนอนทับมือฉัน”
บูรพาเขยิบตัวออกห่าง เขานึกกระดากใจ
“ผมขอโทษที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก เจ็บกว่านี้ตั้งเยอะ ชั้นยังทนได้เลย”
บูรพาพยายามเรียบเรียงสิ่งที่จะพูด “ธิชา...ผม...”
“บูรพา ถ้าสิ่งที่คุณกำลังจะพูดต่อไปมันมาจากความรู้สึกผิดของคุณ คุณไม่ต้องเป็นกังวลหรอกว่าชั้นจะไม่ยอมยกโทษให้คุณ ชั้นรู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้มันเกิดขึ้น”
“ธิชา...”
“คุณยังไม่เข้าใจที่ชั้นพูดอีกเหรอ”
ธิชาอึ้ง นิ่งงันไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะดึงมืออกเมื่อนึกถึงสิ่งที่บูรพาเคยทำไว้กับตน
บูรพาได้แต่ทำใจยอมรับท่าทีมึนตึงของธิชา ก่อนที่เขาเหลือบต่ำลงไปมองที่ซี่ไขควงซึ่งยังเหน็บอยู่ที่ซอกถุงเท้า

โทรศัพท์มือถือของชัชชัยดังขึ้น ขณะที่ชัชชัยกำลังนั่งดื่มอยู่กับไอ้ปอดและลูกสมุน ฉลองภารกิจสำเร็จลุล่วง พอมองดูเห็นชื่อคนโทร.เข้ามา ก็กดสายทิ้งอย่างหงุดหงิด
ไอ้ปอดชะโงกหน้ามาดูร้องทัก “นั่นเบอร์ป๋านี่ครับเฮียชัช”
“เออรู้ แต่กูรำคาญ เดี๋ยวก็ใจอ่อนบอกให้ปล่อยไอ้บูรพาอีกนั่นแหละ เที่ยวนี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงต้องกลับมาคุยกันให้รู้เรื่อง เบื่อแล้วโว้ย เอะอะอะไรก็รอดูท่าทีน่ะ วันนี้ไม่มันก็กูต้องมีตายกันไปข้าง”
ชัชชัยดื่มเหล้าดับอารมณ์พลุ่งพล่านในอุรา ไอ้ปอดนึกอะไรขึ้นได้
“ถ้าจะเก็บมันจริงๆ ก็ไม่เห็นต้องรอให้ป๋ากลับมานี่ครับ”
ชัชชัยชะงักกึก คิดตาม
“หลักฐานก็มีอยู่ในมือ ต่อให้มันตายไปตอนนี้ ป๋าก็เอาผิดอะไรเฮียไม่ได้อยู่แล้ว”
ไอ้ปอดยิ้มเจ้าเล่ห์ ชัชชัยครุ่นคิดตรึกตรอง แล้วยิ้มชั่วออกมาตามลูกสมุน

ทางด้านบูรพากับธิชาเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งแยกกันอยู่คนละมุม บูรพาพยายามใช้ไขควงตัดเชือกทีละนิดๆ ให้ขาดออกเป็นฝอย จนสายตาเหลือบไปเห็นธิชานั่งหน้าหมองเศร้าอยู่ จึงขยับปากจะเอ่ยปลอบ แต่แล้วจังหวะนั้นเองชัชชัยก็เสือกผลักประตูเข้ามา พร้อมไอ้ปอด และลูกสมุนอีกสามคน
“ว่าไงวะจู๋จี๋กันพอรึยัง”
ชัชชัยขยับมานั่งยองๆ เบียดกับธิชา ใช้มือที่ถือปืนโอบบ่าเอาไว้ และยิ้มเย้ยบูรพาอย่างสะใจ บูรพายังรักษาอาการนิ่งเฉย ขณะที่ธิชาพยายามเบี่ยงตัวหนี
“ไอ้ปอด มึงว่ากูส่งใครไปนรกก่อนดีวะ ผัวก่อนหรือเมียก่อนดี”
“ตามมารยาท ก็ต้องให้เกียรติผู้หญิงก่อนสิเฮีย” ปอดยิ้มชั่วบอกลูกพี่
“งั้นเหรอ” ชัชชัยหันมาทางธิชา “กลัวรึเปล่าจ๊ะคนสวย”
ธิชานิ่งเงียบไม่ยอมตอบ ชัชชัยเลยถือโอกาสหอมแก้มเข้าให้ ธิชาผลักออกอย่างแรงด้วยความรังเกียจ
“ถอยออกไปนะ”
“ลีลาเป็นซะด้วย” ชัชชัยหันมายิ้มเย้ยบูรพา “สู้มืองี้ ก่อนเป่าทิ้งกูขอสักเกมสองเกมมึงคงไม่ว่าอะไรหรอกใช่มั้ย”
ชัชชัยถือโอกาสรั้งตัวธิชาเข้ามากอดจูบเป็นพัลวัน ธิดาปัดป้องสุดฤทธิ์
“ผู้หญิงคนนี้ไม่เกี่ยว” บูรพาตะโกนก้อง
ชัชชัยชะงัก ผลักธิชาออกแล้วหันมามองบูรพา
“เกี่ยวสิ ทุกอย่างที่เป็นของมึง ตอนนี้เป็นของกูทั้งนั้นแม้แต่ชีวิต”
“แต่เธอไม่ใช่คนของฉัน เธอเป็นแฟนตำรวจ เป็นแฟนของผู้หมวดตะวันฉาย ถ้าเกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมา เขาจะทำยังไง”
ชัชชัยชักเริ่มลังเล แต่ยังไม่ยอมตกหลุมพรางง่ายๆ มันหันมาทางธิชา
“จริงเหรอ”
ธิชาบอกชัชชัยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเค้า แต่ฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงของใครทั้งนั้น” แล้เวหันมาพูดกับบูรพา “ฉันไม่ได้ขอร้องให้คุณต้องมาพูดปกป้องฉัน ฉันจะเป็นจะตายในฐานะอะไรมันก็เรื่องของฉัน ชีวิตของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินว่าฉันเป็นอะไร หรือเป็นของใคร”
บูรพาอึ้งไป ชัชชัยยิ้มอย่างพอใจ
“ไงวะ ใบ้กินไปเลยเหรอไอ้บูรพา ผู้หญิงเค้าบอกว่าไม่มีเจ้าของ เอ็งจะไปซี้ซั้วประกาศแทนเค้าได้ยังไง” ชัชชัยจ้องหน้าธิชา “ว่าแต่น้องวางตัวเป็นดอกไม้ริมทางแบบนี้ ไม่กลัวจะถูกหมาเยี่ยวรดเอาบ้างเหรอจ้ะ”
ธิชาแหวใส่ “แกจะทำอะไรฉัน”
“ไอ้ปอดมึงออกไปตามพวกเรา มาปาร์ตี้นางซักยกสิ”
ไอ้ปอดชี้ตัวเองไม่แน่ใจว่าควรร่วมแชร์ดวยหรือไม่
ชัชชัยเอ็ด “มึงไปคุมข้างนอก อย่างอีนางนี่มันต้องเจาะกลุ่มตลาดล่างเท่านั้น ถูกมั้ยคุณบูรพา”
ธิชาถูกไอ้ปอดกับสมุนคุมตัวออกไป ต่อหน้าบูรพาที่มองอย่างตะลึงตะไล ใจหายวับ

ถัดจากนั้น ธิชาถูกสมุนของไอ้ปอดสามคนพาตัวเข้ามาอีกห้อง ธิชาฉวยจังหวะตอนที่ถูกแก้มัดขยับจะโผออกไปนอกประตู แต่ก็ถูกสมุนของไอ้ปอดล้อมกรอบขวางไว้
“อย่าเข้ามานะ ถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันบอกให้ถอยไป”
พวกสมุนเริ่มกรูกันเข้ามามะรุมมะตุ้มลวนลามธิชา เธอดิ้นรนสู้สุดชีวิต
“ปล่อยฉันไอ้พวกบ้า ปล่อย”

ส่วนบูรพายังเผชิญหน้ากับชัชชัยสองต่อสองในห้องลับ ชัชชัยเฝ้าอ่านแววตาอันร้อนรนของบูรพาอย่างสบายใจเฉิบ แว่วเสียงธิชาดังเข้ามา
“ปล่อยฉันไอ้พวกบ้า ปล่อย”
“ไม่เห็นต้องซีเรียสก็ได้นี่นา แค่แฟนตำรวจต๊อกต๋อย ทำหน้าอย่างกับเป็นแฟนตัวเอง”
“แกตัดสินใจพลาดแล้วชัชชัย พลาดถนัดเลย” บูรพาคำราม
ชัชชัยหัวเราะร่า “กูเชื่อใจมึงจริงๆ ว่ะไอ้บู ปืนอยู่ในมือกูแท้ๆ มึงยังกล้าขู่กูอีกเหรอวะเนี่ย มึงจะทำอะไรกูได้หือ กัดกูเรอะ”
บูรพามองชัชชัยด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ทางด้านหลังของเขา เชือกที่ถูกไขควงตัดนั้นใกล้ขาดเต็มที

ธิชายังคงดิ้นรนหนีจากการลวนลามของสมุนไอ้ปอด เธอเตะผ่าหมากสมุนคนหนึ่งแล้ววิ่งไปที่ประตู แต่ก็ถูกสมุนอีกคนจิกผมไว้ ก่อนจะตบหน้าเข้าฉาดใหญ่

ชัชชัยเงี่ยหูฟังเสียงจากห้องข้างๆ แล้วหันมาบอกบูรพา
“เสียงเงียบไปแล้วว่ะ ป่านนี้แฟนมึงสงสัยคง” มันกระซิบยั่ว “เฉอะแฉะน่าดู”
บูรพาท้าด้วยสีหน้าอันเยือกเย็น “แน่จริงก็เข้ามาฆ่ากูเลย ไอ้ชัชเข้ามา”
“ไม่มีปัญหา”
ชัชชัยกระชากลูกเลื่อน แล้วเดินง้างนกเข้าไปหาบูรพา จังหวะนี้เชือกด้านหลังบูรพาใกล้ขาดเต็มที่ ชัชชัยเดินมาจ่อปืนตรงแสกหน้าบูรพา
“ตายซะเถอะมึง”
บูรพาแผดร้อง “อ๊าก”
พร้อมกับกระชากข้อมือออกจากกันสุดแรง เชือกขาดผึง ชัชชัยตกใจเหนี่ยวไกยิงเปรี้ยง แต่ถูกบูรพาปัดปืนออกก่อน แล้วใช้อีกมือปักซี่ไขควงใส่เท้าชัชชัยสุดแรงเกิด
จนชัชชัยร้องเสียงหลง
“อ๊าก.....”
ไอ้ปอดนั่งดื่มเบียร์เล่นไพ่รออยู่กับลูกสมุนอย่างอารมณ์ดี ขณะที่คนอื่นนั่งกินนั่งดื่มกระจัดกระจายกันอยู่ ปอดได้ยินเสียงปืนเสียงร้องก็พรายยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี
“เฮียชัชแกคงสะใจน่าดู”

ฝ่ายธิชาแกล้งทำเป็นหมดแรง พอเห็นพวกสมุนของไอ้ปอดเข้ามาใกล้ก็เธอเตะผ่าหมากสมุนคนหนึ่งก่อนจะวิ่งไปที่ประตู แต่แล้วก็ถูกสมุนอีกคนจิกผมไว้ก่อนจะตบหน้าเปรี้ยง และต่อยท้องอย่างแรง
ธิชาทรุดลงกับพื้นตัวงอเป็นกุ้ง ทั้งจุกทั้งเจ็บ
สมุนคนหนึ่งขยับปลดเข็มขัดจะเริ่มคิวแรก แต่ถูกคนที่เป็นพี่เบิ้มผลักให้หลบออก สมุนพี่เบิ้มปลดเข็มขัดเตรียมจะเปิดประเดิม แต่แล้วประตูก็ถูกถีบโครมโดยบาทาของบูรพาที่มองกรากมาด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความแค้น
บูรพามากับความแค้นแน่นอก ไม่มีใครได้ทันส่งเสียงพูดสักแอะ เพราะทันทีที่บูรพามองเห็นสภาพธิชาที่สลบอยู่ และกำลังจะถูกย่ำยีก็แทบคลั่ง เขาก็ยกปืนขึ้นยิงใส่ขาสมุนคนที่อยู่ข้างๆ เป็นอันดับแรก แล้วเล็งปืนยิงขาคนถัดมา
สมุนของไอ้ปอดถูกยิงขาล้มลงไปสองคน มันร้องโอดโอย
บูรพาวาดปืนไปยังคนสุดท้ายที่เหลือ มันยืนตัวสั่นอยู่ ยกมือคอยปัดป้อง ต้นขาที่เป็นเป้าหมายของบูรพา
“ผ..ผ..ผมไม่รู้เรื่องนะพี่ ผมไม่ได้แตะโดนเลยนะ”
“เอามือออก”

วงไพ่ของไอ้ปอด ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกนัด จนสมุนนึกสงสัย หนึ่งในนั้นถามขึ้น
“พี่ปอด พวกมันแค่สองคน คุณชัชยิงอะไรกันตั้งหลายนัด”
ปอดชักสังหรณ์ใจ
“ไปดูกันหน่อยโว๊ย”
ปอดทิ้งไพ่ลุกขึ้น พวกสมุนทิ้งไพ่กรูกันเข้าไปดูด้วยกัน
เมื่อไอ้ปอดเปิดประตูห้องลับ เห็นชัชชัยนอนสลบอยู่ ซี่ไขควงยังปักติดเท้า เลือดอาบ
“เฮียชัช...เฮียชัช เป็นอะไรรึเปล่าครับเฮียชัช”
ชัชชัยตื่นขึ้นอย่างงุนงง ตาลาย โผไปคว้าปืนมาจากสมุนคนหนึ่ง
“ระยำ เอาปืนมาให้กู พวกมึงไปล่ามัน มันสองคนยังอยู่ในนี้ เร็ว”

บูรพาถือปืนอุ้มธิชาวิ่งมาตามทางเดินแคบๆ ในห้องครัว ก่อนจะผลักประตูจะออกทางด้านหลังผับ เสียงสมุนไล่จี้มาติดๆ
“เฮ้ย มันอยู่ทางนี้ ทางนี้เร็ว”
บูรพาล่าถอยกลับเข้ามาในครัว...มองซ้ายมองขวาได้ยินเสียงเฮโลใกล้เข้ามาจากสองด้าน จึงหันรีหันขวางมองหาทางออก
เวลาผ่านไปอีกหน่อย ชัชชัยเดินกระโผลกกระเผลกตามมาถึงในครัว เห็นพวกสมุนออกันอยู่สลอน
“มันอยู่ไหน”
ไอ้ปอดมองไปที่ประตูห้องแช่เย็น
“อยู่ในห้องสโตร์ครับ ล็อคจากด้านในเอาไว้ด้วย จะให้พังเข้าไปมั้ยครับเฮียชัช”
ชัชชัยคิดปราดเดียว แล้วแสยะยิ้มออกมา
“ไม่ต้อง กูจะทำให้มันคลานออกมาเอง”
ร่างธิชาถูกวางไว้บนกองลังสินค้าในห้องแช่เย็น บูรพาถือปืนเล็งไปยังประตูคอยคุ้มกัน แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเครื่องแอร์ดังขึ้น จึงรู้ว่าชัชชัยคงสั่งให้เร่งความเย็นจากด้านนอก
ความเย็นในห้อง ทำให้ธิชาลืมตาตื่นขึ้นอย่างอ่อนล้า เห็นบูรพาถอดเสื้อตัวนอกออกคลุมร่างตัวเองเอาไว้
“คุณไม่เป็นอะไรมากใช่มั้ย”
“พวกนั้นล่ะ”
“มันล้อมเราอยู่ด้านนอก”
ธิชาถอนหายใจ ออกอาการปล่อยปลงว่าคงไม่รอดแน่
“อย่าเพิ่งหมดหวังธิชา ผมจะพาคุณออกไปจากที่นี่ให้ได้”
“คุณคนเดียวจะไปทำอะไรมันได้ ทำไมคุณถึงไม่หนีไปแต่แรก ทำไมไม่ทิ้งฉันไว้”
บูรพานิ่งเงียบไป ก่อนจะระบายสิ่งที่กดดันอยู่ในใจออกมา
“ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไง ที่คุณต้องมาเดือดร้อนแบบนี้ก็เพราะผม เดือดร้อนเพราะเป็นผู้หญิงของไอ้สารเลวคนนี้”
“ของคุณงั้นเหรอ ไม่ยกฉันให้เป็นของคนอื่นอีกแล้วงั้นเหรอ” ธิดาประชดประชัน
บูรพาส่ายหน้า เพียงแค่นั้นธิชาก็ยิ้มออกมาอย่างตื้นตันใจ
“รู้มั้ย ฉันเต็มใจที่จะเดือดร้อน เพราะเป็นคนของคุณ มากกว่าที่จะรอดไปในฐานะผู้หญิงของคนอื่น”
บูรพาสะท้อนใจ “ทั้งๆ ที่ผมเป็นแค่ไอ้ขี้คุก ที่ไม่มีวันกลับตัวได้งั้นเหรอ”
“ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร บูรพา...ชั้นยังเหมือนเดิมเสมอ”
บูรพาสะอื้นอยู่ในอก ตื้นตันจนพูดไม่ออก ทั้งคู่โผเข้ากอดกันเต็มรัก
ธิชาเริ่มสั่น “ฉันหนาว ในนี้หนาวเหลือเกิน”
บูรพารั้งตัวของธิชามาโอบกอดไว้ พลางเหลียวมองไปที่ประตูอย่างเจ็บแค้น
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ ผมจะไม่ปล่อยให้มันรอดแม้แต่คนเดียว”
“อย่า เชื่อฉันเถอะค่ะ คุณหมดเวลาไปกับความโกรธความแค้นของคุณมามากพอแล้ว เวลาที่เหลืออยู่ ขอให้ฉันเถอะ อยู่กับฉันจริงๆ สักครั้ง...ได้มั้ย”
บูรพาพยักหน้า พลางกอดกระชับร่างของธิชาแนบแน่นมากขึ้น ธิชามองมาที่ปืนของบูรพา
“เหลือกระสุนอีกกี่นัดคะ”
บูรพาเปิดตลับลูกโม่ปืนของชัชชัย และพบว่าหลังจากชัชชัยยิงไปหนึ่งนัด และเขายิงไปอีกสาม กระสุนจึงเหลือเพียง
“สอง...แค่สอง” เขาบอก
ธิชายิ้มมองในแง่งาม “เห็นมั้ย อย่างน้อยเราก็ยังได้มีโอกาสเหมือนคู่รักคู่อื่นเค้าเหมือนกัน มันจะต่างกันตรงไหนระหว่างตั๋วเดินทางซักสองใบ หรือกระสุนสองนัด ในเมื่อมันก็ให้อิสระกับเราได้เหมือนกัน”
“แต่ แต่ผมไม่อยากให้คุณต้องมาจบลงกับผมแบบนี้ธิชา คุณเป็นผู้หญิงที่ผมต้องการให้มีความสุขมากที่สุดในชีวิต แต่ผมกลับ ผมทำลายคุณ”
“ไม่จริงหรอกค่ะบูรพา”
บูรพายังจมอยู่กับความเศร้า ธิชาจับดวงหน้าของเขาให้มองมาที่เธอ
“ฉันภูมิใจ และมีความสุข ที่ได้รักคุณ”
บูรพาอึ้ง ธิชาหนาวจนริมฝีปากสั่น เอ่ยออกมาพร้อมกับน้ำตา
“ดูสิ ฉันไม่หนาวแล้ว ฉันไม่กลัวอะไรอีกแล้ว สัญญาสิคะว่าคุณจะอยู่กับฉัน คุณจะอยู่ข้างฉัน คุณสัญญาได้มั้ย”
“ผมสัญญาธิชา ผมสัญญา”
บูรพาประทับจูบเบาๆ ที่หน้าผากธิชา ก่อนจะขยับกอดร่างเธอให้แน่นขึ้นถ่ายทอดความอบอุ่นให้

แต่เห็นชัดว่าธิชาหนาวจนสั่นไปทั้งตัวแล้ว

อ่านต่อหน้า 3




ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 10 (ต่อ)

สมุนของชัชชัยยังยืนออรอกันอยู่ด้านนอกเป็นแผง ชัชชัยนั่งดูนาฬิกาอย่างใจเย็น พลางหันไปพยักหน้าให้สมุนมือขวา

ไอ้ปอดเปิดทางให้ลูกน้องยิงกลอนประตูห้องแช่ทิ้ง พวกสมุนหลีกทาง และถือปืนเล็งไปในห้องรอจนได้จังหวะจึงแง้มประตูเปิดออก เผยให้เห็นไอเย็นในห้องที่ตลบอบอวนออกมา
บูรพานั่งกอดธิชาไว้ทั้งตัว อีกมือหนึ่งเล็งปืนออกมาเบื้องหน้า เวลานี้ธิชาถูกรมด้วยอากาศเย็นจนหมดสติไป ส่วนบูรพานั้นมือที่ถือปืนถึงกับสั่นกึกๆๆ ชนิดที่ไม่สามารถควบคุมได้
ชัชชัยยืนขึ้นผายมืออย่างเย้ยหยัน
“ถ้ายังเหนี่ยวไกได้ก็เอาเลยพวก”
บูรพาเหนี่ยวไกไม่ออก ไม่ใช่แค่มือ แต่ไกปืนแข็งไปเรียบร้อยเพราะความเย็นในนั้น
บูรพาขยับปาก แต่ฟังไม่ออก
ชัชชัยป้องหูฟัง “หือ พูดอะไรเหรอ ทำไมไม่ได้ยินเสียงเลยวะ เห็นทุกทีเสียงดังฟังชัดดีนี่หว่า สรุปว่ามึงไม่มีอะไรจะสั่งเสียแล้วละกันนะ”
บูรพามองธิชาแล้วลดปืนลง หลับตาเตรียมพร้อมจะจบชีวิตไปกับคนรัก ชัชชัยยกปืนขึ้นเล็งไปที่บูรพาอย่างอารมณ์ดี ไอ้ปอดยิ้มตามลูกพี่ แต่แล้วมันก็ต้องหน้าถอดสีเมื่อเหลือบมองเห็นทางประตูว่าใครคนหนึ่งกำลังก้าวพรวดๆ เข้ามา ปอดหันไปร้องเตือน
“เฮียชัช”
ชัชชัยไม่ทันได้พูด ก็ถูกหมัดชกตูมเข้าเต็มรัก ร่างชัชชัยกระเด็นไถลกลิ้งไปถึงข้างผนังครัว ครั้นพอเห็นว่าเจ้าของหมัดเป็นใครก็ตะลึง
“ลุงเคี้ยง”
บูรพาซึ่งหลับตาอยู่เมื่อได้ยินชื่อนี้ก็ลืมตาขึ้นเหลียวมองไป เห็นเคี้ยงยืนเด่นเป็นสง่าอยู่หน้าจ๊อดและเสี่ยเจริญ
“ไม่ได้เจอกันซะนานนะไอ้หนุ่ม”
บูรพายิ้ม เขาแทบจะร้องไห้ออกมา ขณะกระซิบบอกคนรัก
“ธิชา เรารอดแล้ว เรารอดแล้ว”
ธิชายังคงไม่ได้สติอยู่อย่างนั้น

ในวันต่อมา เสือจอดรถเสร็จ พอก้าวลงรถมา ก็เห็นโจใส่หมวกแก๊ปแว่นดำพรางตัวเข้ามาลากแขนไว้
“ดาบเสือ ผู้หมวดอยู่รึเปล่า”
“มีธุระอะไรเหรอ”
“ถามได้ มาถึงนี่ก็ต้องมีผลงานมาแจ้งน่ะสิ ชิ้นโบว์แดงด้วยนา”
“คงไม่จำเป็นแล้วล่ะ” เสือทั้งกลุ้มทั้งเครียด “ผู้หมวด ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”
โจงุนงงมากกว่าตกใจ
“ไม่อยู่ที่นี่ แล้วไปอยู่ที่ไหน”

ร.ต.ต. ตะวันฉาย ถูกส่งมาประจำยังสน.ท้องที่ เวลานี้รายงานตัวอยู่ในห้องทำงานหัวหน้าระดับผู้กอง โดยผู้กองกำลังอ่านเอกสารส่งตัวของตะวันฉาย สักครู่จึงเงยหน้ามองตะวันฉาย ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจท้องที่
“ที่นี่ก็ไม่มีอะไรยุ่งยากผาดโผนเหมือนกองปราบหรอกนะ ผู้หมวด งานของเราโดยทั่วไปก็เหมือนงานท้องที่อื่นๆ จับบ่อนพนัน จับผัวตีเมีย จับเมียตีผัว รับแจ้งเอกสารข้าวของสูญหายแล้วก็งานจราจร ผมว่าไอ้งานหมูๆ แค่นี้ ระดับมือปราบปืนทองอย่างคุณคงบ่ยั่นหรอกนะ”
ตะวันฉายมองผู้กอง ข่มความไม่พอใจๆ ไว้
“โทษที เห็นหนังสือพิมพ์เค้าเรียกคุณอย่างนั้น” ผู้กองยิ้มหยันแล้วจึงเปลี่ยนเรื่อง “เออนี่ ทางหน่วยเหนือเค้าไม่ได้บุ้ยใบ้อะไรผมเท่าไหร่หรอกนะ แต่ไหนๆ มาร่วมงานกันทั้งที ผมก็อยากจะรู้ไว้เป็นอุทาหรณ์ซักหน่อย พอจะบอกได้มั้ยว่าทำไมคุณถึงโดนย้าย”
“ขอโทษนะครับ ผมถือว่านั่นเป็นเรื่องส่วนตัว ขออนุญาตไม่ตอบครับผม”
ผู้กองยักไหล่ มองตะวันฉายอย่างเย้ยหยัน นึกเดาเอาเองไปตามเรื่องว่า ตะวันฉายคงทำอะไรไม่ดีมา

ไม่นานต่อมา สิบเวรพาตะวันฉายมาดูที่ด่านตรวจละแวกสน.ท้องที่ ซึ่งตั้งบนตรงถนนเปลี่ยวเส้นหนึ่ง เป็นจุดตรวจง่ายๆ มีเต็นท์ เก้าอี้ และมีโต๊ะตั้งอยู่กับกระติกน้ำแข็งสำหรับเจ้าหน้าที่
“ทำไมถึงมาตั้งด่านตรวจกันตรงนี้”
“ถนนเส้นนี้มันลัดออกไปเส้นต่างจังหวัดได้หลายสายน่ะครับหมวด ไอ้พวกนอกกฎหมายเลยชอบเลี่ยงมาทางนี้ประจำ”
“พวกนอกกฎหมายแบบไหน” ตะวันฉายซัก เก็บข้อมูล
“ก็พวกบรรทุกของเกินน้ำหนัก พวกขนแรงงานเถื่อน พวกขนของหนีภาษี สารพัดน่ะครับหมวด เผลอๆ ยาบ้ายังเคยจับได้เป็นข่าวใหญ่เลยนะครับนั่น”
“เยอะมั้ย”
สิบเวรบอกอย่างภาคภูมิว่า “ห้าสิบเม็ดครับ”
ตะวันฉายปลง พยักหน้ารับรู้ไปแกนๆ คงต้องฝากชีวิตไว้ตรงนี้

เวลาผ่านไปอีกหน่อย ตะวันฉายทำงานอยู่โดยการตรวจจับมอเตอร์ไซค์ไม่สวมหมวกกันน็อคบ้าง รถกระบะเก่าๆ ไม่มีกระจกหูช้างบ้าง ลงท้ายเป็นตรวจรถวัยรุ่นแต่งหรูคันหนึ่ง ที่มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีการตกแต่งรถที่เกินกฎหมายกำหนด ทั้งโหลดต่ำ แต่งท่อไอเสีย และมันยังเปิดเพลงดังกระหึ่มชวนให้หูบอดอีกด้วย
คนขับจอดรถ เปิดกระจกโชว์สารรูปในสภาพเมาแอ๋ กลิ่นเหล้าหึ่งราวกับมันอาบมา
“ดื่มมาหรือเปล่าครับ”
“ไม่ได้ดื่มครับ” วัยรุ่นขี้เมาปฏิเสธทันควัน
“แต่กลิ่นเหล้าเหม็นมากเลยนะครับ ถ้างั้นเดี๋ยวเชิญเลี้ยวซ้ายจอดข้างหน้าเลยครับ”
จังหวะนี้มีรถอีกคันหนึ่งแล่นมาชะลอความเร็วลง ตะวันฉายมองเข้าไปในรถคันนั้น เมื่อกระจกลดลงเผยให้เห็นเป็นโจที่มากับเสือ
“หมวด”
โจ ท่าเตียน ใจหาย สงสารผู้หมวดเทพบุตรมือปราบของมันจับใจ

ตะวันฉายพักมานั่งคุยกับโจและเสือ ในเต็นท์ โจเล่ามาถึงตอนท้ายพอดี
“ตอนนี้หนูรู้แค่ว่าน้องของผู้หมวดกับแฟนเค้าปลอดภัย แต่ป๋าจะเอายังไงกับเรื่องนี้ต่อไปก็ยังไม่รู้เหมือนกัน”
โจเล่าจบลงแล้ว แต่ต้องแปลกใจที่เห็นตะวันฉายยังคงเอาแต่นั่งนิ่ง
“ผู้หมวดอยากให้ผมจัดการอะไรรึเปล่าครับ”
ตะวันฉายส่ายหน้า “เราช่วยอะไรเค้าไม่ได้หรอกเสือ ขืนเข้ายุ่มย่าม ทางโน้นจะยิ่งเข้าใจผิดกันไปใหญ่”
ท่าทีอันเซื่องซึมของตะวันฉาย ทำเอาโจกับเสือมองหน้ากันด้วยความเป็นห่วง เสือเปลี่ยนเรื่องพูด
“แล้วผู้หมวดอยู่ทางนี้เป็นยังไงบ้างครับ เอ่อ…พออยู่ได้มั้ย”
“ไม่มีปัญหาอะไรหรอก งานท้องที่ก็เหนื่อยแบบนี้ล่ะ คุณอย่าเป็นห่วงเลย”
“แล้วแขนหมวดยังไม่หายอีกเหรอ ตะกี้หนูเห็นหมวดยืนนวดแขน”
“ยังตึงๆ อยู่น่ะ ขยับไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่หมอเค้าบอกว่าไม่เป็นง่อยก็บุญเท่าไหร่แล้ว”
ตะวันฉายฝืนยิ้มให้ทั้งคู่ โจเห็นก็ยิ่งสงสาร
เสียงผู้กองดังเข้ามา สุ้มเสียงเบ่งใส่เต็มที่ “ผู้หมวด”
ตะวันฉายยืนขึ้น เมื่อเห็นผู้กองเดินมาตรวจดูงาน พร้อมกับพลตำรวจคนสนิท
“ครับ”
“ยังไม่ถึงเวลาออกเวรนะ”
“ครับผม”
ผู้กองเดินไปตรงด่านเป็นเชิงตำหนิ เสือมองตามตาเขียวขุ่น ท่าทีฉุนๆ
“เดี๋ยวผมต้องกลับไปทำงานต่อแล้วล่ะ พวกคุณ”
“หมวด...หมวดยังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงเลยนะ”
ตะวันฉายยิ้ม เสือกับโจมองด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะโจที่มองผู้หมวดด้วยความสงสารจับใจ

ทางฝ่ายบูรพา มาหาธิชาที่สตูดิโอ เขายืนกดกริ่งรอสักครู่หนึ่ง ปูจึงแง้มประตูโผล่หน้าออกมาบอก
“ธิชาไม่ค่อยสบาย ยังหลับอยู่ข้างบน”
“ขอเข้าไปดูหน่อยได้มั้ย”
“จะได้มีพวกมาตามอีกน่ะสิ” ปูยังแค้นไม่หาย
ปูจะปิดประตู แต่บูรพาเอื้อมมือมายันไว้
“แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น”
บูรพาพูดเสียงเว้าวอน ปูถอนใจ เปิดให้เข้ามาอย่างเสียไม่ได้

บูรพานั่งเฝ้าไข้ธิชาอยู่ลำพังสองต่อสอง สายตาเฝ้ามองสภาพคนรักที่มีร่องรอยบอบช้ำจากวิกฤตการณ์ร้ายแรงที่ผ่านพ้นมา
บูรพาสะท้อนสงสารคนรักจับใจ สักครู่ธิชาก็ลืมตาตื่นขึ้น พอเห็นบูรพาก็ยิ้มให้ แม้จะเหนื่อยล้าสักแค่ไหนก็ตาม
“คุณปลอดภัยใช่มั้ย”
บูรพาพยักหน้า
“ฉันเป็นห่วงคุณ”
บูรพากุมมือธิชาเอาไว้อย่างตื้นตัน บีบเบาๆ แทนคำขอบคุณ
“เรื่องของคุณจะเป็นยังไงต่อ พวกเค้าจะยกโทษให้คุณมั้ย”
“คุณอย่ากังวลเลย ไม่มีใครทำอะไรผมหรอก”
“แต่คุณดูไม่สบายใจ”
“ผมเสียใจที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อน”
ธิชายกมือลูบหน้าบูรพาอย่างละมุนละไม พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ
“แต่มันก็เลี่ยงไม่ได้ไม่ใช่เหรอคะ ขนาดคุณพยายามดึงฉันให้ออกห่างนอกวงแล้ว แต่สุดท้ายผลมันก็ยังลงเอยแบบนี้”
“ผมไม่ยอมให้เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นกับคุณอีกเด็ดขาด ธิชา ไม่มีวัน”
“แล้วคุณจะทำยังไงได้ล่ะคะ ในเมื่อคุณยังต้องอยู่ในวงการนี้ ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณทิ้งอะไรเพื่อฉันบูรพา ฉันไม่อยากเป็นตัวถ่วงของคุณ และฉันไม่อยากให้คุณตายเพราะฉันด้วย”
“ผมไม่ได้แค่อยากจะทิ้งทุกอย่างเพื่อคุณธิชา แต่ผมอยากมีชีวิตที่เหลือเพื่อคุณต่างหาก ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณ คุณธิชา ขอบคุณที่เรารักกัน ขอบคุณที่คุณเกิดมาเพื่อคนอย่างผม”
บูรพานิ่งไปครู่หนึ่ง จึงบอกออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ธิชา ผมตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องยุติปัญหาเสียที”
ธิชานิ่ง รอฟัง
บูรพาจับมือธิชา ยิ้มอ่อนอุ่น “ผมจะถอนตัวจากวงการนี้”
ธิชาคาดไม่ถึง “คุณพูดจริงๆ นะบูรพา คุณไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย”
“ผมจะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังเพื่อคุณ ทุกอย่าง อำนาจ ฐานะ ความแค้น ศักดิ์ศรีบ้าบอคอแตก ทิ้งมันไปให้หมด เราจะไปให้พ้นจากเรื่องวุ่นวายที่นี่ ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน” บูรพาพูดๆ อยู่แล้วต้องชะงัก “คุณร้องไห้ทำไม”
ธิชาเต็มตื้น เช็ดน้ำตาทั้งที่ยังยิ้ม
“ขอบคุณค่ะบูรพา ขอบคุณ”
บูรพารั้งร่างจิตรกรสาวเข้ามากอดไว้ ธิชาพริ้มตาลงอย่างมีความสุข ปูซึ่งแง้มประตูเฝ้าดูตั้งแต่ต้น อดไม่ได้ที่จะถอนใจออกมาอย่างโล่งอก

อีกฟากหนึ่ง ภายในห้องทำงานที่บ้านเสี่ยเจริญ เคี้ยง และ เสี่ยเจริญ กำลังรับฟังชัชชัยกล่าวโจมตีบูรพา โดยมีไอ้ปอดยืนหนุนหลัง คอยเสริมลูกพี่อยู่ข้างๆ
“ขอสืบดูก่อน ขอคิดดูก่อน ขอมองสถานการณ์ไปอีกระยะนึง แต่ความจริงป๋าไม่ได้ทำอะไรเลย ป๋าเอาแต่รอลูกเดียว ป๋าฆ่ามันไม่ลงเพราะมันเป็นเด็กลุงเคี้ยง ก็ดี ตอนนี้ลุงเคี้ยงอยู่ที่นี่แล้ว หลักฐานก็เห็นอยู่ตำตา ลุงว่ามาเลยว่าจะเอายังไง”
เสี่ยเจริญชูมือให้ชัชชัยนั่งลงก่อน ชัชชัยขยับนั่งลง ท่าทางยังเจ็บแผลที่ตีน ซึ่งถูกบูรพาแทง
“บูรพามันปิดเรื่องที่พี่มันเป็นตำรวจ ไม่บอกให้ใครรู้ ฉันถือว่ามันผิด แต่ฉันก็ยังไม่เชื่อว่ามันเป็นสายตำรวจอยู่ดี”
“ทำไม” ชัชชัยถามเสียงแข็ง
“ผมรู้จักมันมานาน คนหัวดื้ออย่างมันเหยียบเรือสองแคมไม่เป็น แล้วอีกอย่างตอนไปรับสารเคมีที่ใช้ผลิตยา คุณบอกว่าไอ้บูรพามันยิงพี่มันไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“แต่พี่มันยังไม่ตาย” ชัชชัชพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เคี้ยงแทบอย่างจะกระโดดถีบยอดออกชัชชัย ตวาดสวนอย่างเหลืออด “ถ้าตายห่าก็คบกันไม่ไหวแล้ว พี่แท้ๆ ตัวเองยังฆ่าทิ้งได้ลงคอ คนแบบนี้จะเลี้ยงไว้หรือไง”
ชัชชัยโกรธถึงกับชี้หน้า “ลุงเคี้ยง”
เสี่ยเจริญตวาด “ไอ้ชัช”
ชัชชัยได้แต่ระงับอารมณ์พลุ่งพล่านในใจ
“คุณชัชเราเป็นนักเลง เป็นคนร้าย เป็นอาชญากร เป็นไอ้ชั่ว เพราะชีวิตมันบีบให้เป็น ไม่ใช่ว่าผุดจากท้องพ่อท้องแม่แล้วตั้งใจจะมาเป็นซะเมื่อไหร่ ถ้าคุณ…”
เคี้ยงหยุดไอคอกแค่ก ยกมือกุมอกเหมือนปวดหน่วงๆ พลางหันไปทางปอด
“ไอ้ปอด ปิดแอร์ก่อน”
ปอดมองเคี้ยงงงๆ ก่อนจะลุกไปปิดแอร์ เคี้ยงพูดต่อ
“เอาอย่างงี้ เวลาที่ป๋าคุณขอไว้เพื่อสืบเรื่องไอ้บูรพา ยังเหลืออีกสี่วัน จนกว่าจะถึงเวลานั้น ถ้ายังจับมือใครดมไม่ได้ว่าเป็นคนส่งข่าวตำรวจ เราค่อยมาว่ากันใหม่”
ชัชชัยปรายตามองมาที่เสี่ยเจริญ คล้ายดูคะแนนเสียง พอเห็นเสี่ยเจริญพยักหน้าเห็นด้วยกับเคี้ยง ชัชชัยยัวะ เมินหน้าหนีอย่างไม่พอใจถึงขีดสุด มันลุกเดินหนีออกไปจากห้อง ไอ้ปอดรีบไหว้ลาเสี่ยเจริญกับเคี้ยง แล้วตามลูกพี่ออกไป
เสี่ยเจริญส่ายหัว “แกเอาดูเอาเหอะไอ้เคี้ยง นี่แหละไอ้หลานหัวแก้วหัวแหวนของฉัน เด็กๆ เลวยังไง โตขึ้นมาเลวอย่างนั้น”
เห็นเคี้ยงเพียงยิ้มหน่อยๆ ไม่ว่าอะไร เสี่ยเจริญดูออกว่าเพื่อนกังวลในใจบางประการ
“แกคิดอะไรอยู่”
“แค่แปลกใจ ไอ้ชัชหลานแกปกติมันไม่ใช่คนรอบคอบ แต่นี่มันเล่นไปสืบข้อมูลของบูรพามาจากไหนตั้งเยอะแยะ”
“แกกลัวว่าจะมีคนอื่นหนุนหลังมันอยู่”
เคี้ยงพยักหน้า “ฉันจัดการเรื่องบูรพา ส่วนแกก็ดูหลานแกซะหน่อย ฉันว่าเรื่องนี้ต้องมีลับลมคมในแน่นอน”
เสี่ยเจริญเห็นด้วย

ชัชชัยสวมแว่นดำนั่งหน้าหงิกอยู่ในร้านอาหารตกแต่งเก๋ไก๋ มีสไตล์ ร้านประจำ ออกอาการหงุดหงิดงุ่นง่านพอท้วมๆ ขณะที่เจิมฉัตรนั่งเงียบๆ รอเวลาอยู่ข้างกัน และเซ็งไม่ต่างกัน
ทัศน์ซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของคนทั้งคู่ กำลังทานของหวานอย่างเอร็ดอร่อย ทัศน์ใช้ลิ้นเลียช้อนแผล่บลีลาน่าถีบ
ทัศน์วางช้อน อิ่มแปล้ แล้วจึงเปิดปากด้วยถ้อยคำประชดประชัน เสียดสี แกมแดกดัน ครบชุด
“ตอนนี้ท่านรองบารมีรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว ท่านชื่นชมคุณน้ำหูน้ำตาพรากเลย ถึงกับออกปากถามผมด้วยว่า ทำไมตอนแรกไม่ไปหนุนไอ้บูรพาซะให้สิ้นเรื่องสิ้นราว ไอ้ผมก็ไม่รู้จะตอบท่านยังไง”
ชัชชัยขึ้นนิดๆ “แปลว่าอะไร ท่านจะยกเลิกสัญญางั้นเหรอ”
“ยัง แค่เสื่อมศรัทธาเฉยๆ”
“แล้วคุณก็ไม่อธิบายให้ท่านฟังบ้างเลยงั้นเหรอ ว่าผมเจอปัญหาอะไรบ้าง ทำแบบนี้มันปัดสวะพ้นตัวนี่หว่า”
ทัศน์ฉุนนิดๆ ในน้ำเสียงก้าวร้าวของชัชชัย เจิมฉัตรรีบเตือน
“ชัชชัย ใจเย็นๆ ก่อน” หล่อนรีบหันมาทางทัศน์ “ฉันว่าคุณทัศน์ คงแค่แหย่เราเล่น เค้าคงไม่อยากจะลอยแพเรากลางครันแบบนี้หรอก จริงมั้ย”
ทัศน์อดทึ่งเจิมฉัตรไม่ได้ เขายิ้ม แล้วหันไปบอกชัชชัย
“คุณนี่มีบุญนะ ได้ป้าสะใภ้ทั้งสวยทั้งฉลาดแบบนี้”
ชัชชัยยกนิ้วขึ้นดันแว่นดำที่ร่นลงมาให้ชิดขึ้นไป แล้วใช้นิ้วกลาง แจกของลับให้ทัศน์
ทัศน์เบื่อหน่าย หันไปคุยกับเจิมฉัตร “คุณพูดถูก คุณเจิมฉัตรผมมีแผน เป็นแผนที่รวบรัดหมดจด และรวดเร็วที่สุด เรียกได้ว่าถ้าทำตามแผนที่ผมว่าสำเร็จ วันถัดไปคุณก็ไปเข้าพบท่านรองได้เลย”
ชัชชัยอยากรู้ “แผนอะไร”
ทัศน์กวน “หืม…จะบอกดีมั้ยหนอ ผมว่าใจไม่ถึงคุณก็อย่ารู้เลยดีกว่ารู้ไปจะเสียเส้นเปล่าๆ”
ชัชชัยยัวะอีก “ว่ามาซะทีโว้ย รำคาญ”
“คุณกล้าฆ่าลุงคุณรึเปล่า คุณชัช”
คำนี้เล่นเอาชัชชัยอึ้งไปครู่ใหญ่ เลือดขึ้นหน้าจนคว้าคอเสื้อทัศน์สุดแรง
“ไอ้สันดาน มึงพูดว่าอะไรนะ”
ทัศน์ไม่รู้สึกรู้สา ยิ้มให้กับเจิมฉัตร “ถึงไม่อยากบอกให้ฟังแต่แรกไง”
โดยไม่มีใครคาดคิดชั่วพริบตาเท่านั้นเอง ทัศน์พลิกตัวแล้วจับท้ายทอยชัชชัยกดโขกลงกับโต๊ะ อีกมือหนึ่งชักปืนมาซุกไว้ที่ซอกคอ
พนักงานและคนในร้านหันไปดู เห็นเพียงแต่ชัชชัยถูกกดคว่ำหน้าอยู่ เจิมฉัตรนั่งนิ่ง ส่วนทัศน์กำลังยิ้มให้ทุกคนเหมือนมีเรื่องล้อกันเล่น คนอื่นๆ ในร้านไม่มีใครเห็นปืน เพราะหัวชัชชัยบังไว้จนมิด
ทัศน์หันมากระซิบบอกชัชชัย เร็วเร็ว อย่างเชี่ยวชาญ
“พนันกันมั้ย พอผมลั่นไก คนในร้านจะแตกตื่นกันหมดครึ่งนาทีหลังจากนั้นผมจะสตาร์ตรถหนีไปจากที่นี่ อีกยี่สิบนาทีตำรวจเพิ่งมาถึง แต่จะไม่มีคนเป็นพยานชี้ตัวผม ไม่มีใครจำหน้าผมได้ สามวันถัดไปคุณก็กลายเป็นศพเน่าๆ อยู่ในสุสาน ลองดูมั้ย”
พูดจบทัศน์ก็ง้างนกขึ้นดังแกร็ก ชัชชัยสะท้านเหล่มองปืนที่ซุกอยู่ตรงคอตน
“กลับไปปรึกษากับป้าสะใภ้คุณดูให้ดี เรื่องนี้มันเป็นอนาคตของคุณเอง”
ทัศน์เก็บปืน โดยหันไปคว้าเสื้อสูทที่แขวนไว้และลุกขึ้น ปืนถูกซุกเข้าไปใต้สูทที่พาดมือโดยไว
“จ่ายค่าวัฟเฟิลให้ด้วยนะจ๊ะ”
เจิมฉัตรได้แต่อึ้งตะลึงตะไล เช่นเดียวกับชัชชัยที่เงยหน้ามอง ทั้งกลัว ทั้งโกรธ
ขณะที่ทัศน์เดินออกไป มันยังอุตส่าห์หันไปแจกยิ้มให้พนักงานในร้านอีกด้วย

“ล้อกันเล่นน่ะ”

อ่านต่อหน้า 4




ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 10 (ต่อ)

ทัศน์เดินกลับมาขึ้นรถซึ่งจอดรออยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามร้านอาหารนั้น เห็นยุทธนั่งประจำตำแหน่งสารถี ส่วนกฤชถือกล้องถ่ายรูปติดซูมระยะไกล กำลังนั่งเช็คภาพบนหน้าจอ

ทัศน์ถาม “ถ่ายชัดรึเปล่า”
“ครับ”
“เลือกรูปที่มันหล่อๆ หน่อยนะ”
กฤชปิดกล้องในมือยิ้มออกมา พลางพยักหน้าให้ทัศน์
“งานนี้ไอ้เสี่ยเจริญต้องสะดุ้งโหยงแน่ๆ”

ส่วนที่ผับ บูรพากับจ๊อดกำลังกินข้าวด้วยกันหลังร้าน ท่าทางคล้ายกำลังปรึกษาหารือกันไปด้วย
“ได้ยินว่าเย็นนี้ป๋าเค้าจะพาลุงเคี้ยงมาเลี้ยงฉลองรับอิสรภาพที่นี่ ไม่รู้ว่าจะคุยกันเรื่องเอ็งด้วยรึเปล่า ถ้าไงๆ ข้าจะลองแย็บๆ ถามดู เอ็งไม่ต้องห่วงนะ”
บูรพาพยักหน้าหงึกๆ ไม่ว่าอะไร พอดีโจผลักประตูเข้ามามองหา จ๊อดเห็นเข้าก็สะกิดบอกบูรพา
“เฮ้ย นั่นไงแม่พระของเอ็ง ถ้าไม่ได้ยายน้องโจนี่ช่วยไว้ป่านนี้เอ็งคงม้วยไปแล้ว”
โจเดินมายืนค้ำโต๊ะ บูรพายืนขึ้นต้อนรับ
“เธอชื่อโจใช่มั้ย เรื่องเมื่อวานฉันขอบใจมากนะที่”
โจคว้าจานข้าวตรงหน้าสาดใส่หน้าบูรพา จนข้าวเอย เศษอาหารเอย เลอะเทอะทั้งหัวหู
“มึงควรจะไปขอบใจพี่มึงไอ้บูรพา ถ้ามึงจำไม่ได้ว่าคนไหน กูจะบอกให้ ไอ้ตำรวจคนที่แขนเกือบเป็นง่อยเพราะถูกพวกมึงยิงไง ตอนนี้ต้องไปยืนโบกรถที่ด่านตรวจโน่น” โจคับแค้นจนเสียงสั่น “เมื่อวันก่อนยังได้ลงหนังสือพิมพ์ว่าเป็นยอดมือปราบอยู่เลย ไอ้ชั่ว กูไม่เข้าใจเลยทำไมใครๆ ก็ต้องมาเสียสละเพื่อมึงด้วย แม้แต่กูก็ดันเสือกไปช่วยมึง กูไม่น่าช่วยมึงเลย รู้มั้ย”
ระบายเสร็จ โจก็เดินกลับออกไปเฉยเลย บูรพาอึ้งไปเลย รู้สึกผิดในใจ จ๊อดได้แต่ปลอบ
“มันก็พูดไปงั้นแหละ อีนี่ ปากไม่ดี”

ตะวันฉายนั่งแท็กซี่กลับมาถึงบ้านในตอนเย็น ด้วยเพราะแขนยังเจ็บอยู่เขาจึงไม่ขี่มอเตอร์ไซค์คันโปรด พอมาถึงหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงหัวเราะร่วนดังมาจากข้างใน ตะวันฉายมองเข้าไปอย่างประหลาดใจ
จนเมื่อเข้ามาในบ้าน ก็เห็นพ่อกำลังนั่งคุยอยู่กับบูรพา ด้วยสีหน้าอันเบิกบาน
“เจ้าฉาย ไอ้บูรพาเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัดแน่ะ ซื้อของเยี่ยมมาเยอะแยะเลย” จ่ายิ้มร่าบอกกับบูรพา “บูรพาทักพี่เค้าหน่อยสิลูก”
บูรพามองตะวันฉายเงียบๆ ตะวันฉายเลยเป็นฝ่ายทักขึ้น
“แกสบายดีเหรอ”
บูรพาพยักหน้า
“บูรพาวันนี้อย่ารีบกลับนะ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนไม่รู้ยังไงพักนี้ตาซ้ายตาขวาเขม่นให้มั่วไปหมด”
“พ่อตาเขม่นทีไรตักบาตรทำบุญทุกที” บูรพาเย้า
จ่าเวศหัวเราะร่า “เออ จะบอกอยู่นี่แหละว่ากับข้าวเหลือเต็มบ้าน”
ท่าทางจ่าเวศมีความสุขล้น ตะวันฉายอดนึกแปลกใจไม่ได้ ที่จู่ๆ บูรพายอมกลับมาบ้าน

มองผ่านประตูห้องครัวออกไป เห็นบูรพากำลังเสิร์ฟอาหารให้พ่อที่นั่งหน้าบาน เป็นปลื้มอยู่
“ต้องให้พ่อช่วยรึเปล่า”
“พ่อนั่งเฉยๆ เถอะครับ เดี๋ยวผมกับพี่ฉายจัดการเอง”
บูรพากลับมาในครัว เห็นตะวันฉายกำลังอุ่นอาหาร ทั้งคู่เหลือบมองหน้ากันก่อนจะแยกย้ายกันไปทำงานของตน โดยหันหลังให้กัน
“ได้ยินว่าแกถูกย้ายไปช่วยงานท้องที่ ฉันกลัวพ่อต้องอยู่บ้านคนเดียวก็เลยมาเยี่ยม” บูรพาเอ่ยขึ้น
“แกก็กำลังมีปัญหาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“ไม่หนักเท่าแกก็แล้วกัน”
“อย่าให้พ่อเดือดร้อน พ่อลำบากมาพอแล้ว ฉันห่วงแค่นั้น”
“ถ้าแกห่วงพ่อ แกคงไม่หาเรื่องจนโดนย้ายแบบนี้” บูรพาว่า

ทั่งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง ตะวันฉายจึงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาก่อน
“วันนั้นทำไมแกไม่ยิงชั้น ทำไมแกช่วยชั้น”
“คงอยากให้ทรมานต่อไปมั้ง”
“ชั้นรู้ว่าแกตั้งใจช่วยชั้นบูรพา แต่ฉันขอร้อง ถ้าแกยังไม่หยุด ถ้าชั้นยังมีลมหายใจ ฉันอาจจะต้องจับแก”
บูรพามองพี่แล้วถามกวนๆ “ข้อหาอะไรไม่เปิดไฟเลี้ยว หรือว่าจอดรถในที่ห้ามจอด”
ตะวันฉายอึ้ง นิ่งงันไป
จ่าเวศส่งเสียงเข้ามาในครัว “ อ้าว สองคนนั่นทำกินมื้อไหนกัน มื้อเช้ารึเปล่า”
ทั้งบูรพาทั้งตะวันฉายเหลือบมองไปที่ต้นเสียงก่อนจะหันมามองหน้ากัน
“อย่าให้ถึงเวลาที่เราต้องยิงกันเลยนะบูรพา แล้วค่อยคุยกันใหม่”
บูรพาพยักหน้ารับ

อาหารการกินเต็มโต๊ะ จ่าเวศ บูรพา และตะวันฉาย กินข้าวกันเงียบๆ มองหน้ากันไปมองหน้ากันมา ตามอารมณ์ความรู้สึกใครมัน จ่าเวศนั้นดีใจเหลือแสนที่ลูกอยู่กันพร้อหน้า บูรพานิ่งขรึมตลอดเวลา ส่วนแววตาตะวันฉายเต็มไปด้วยความสงสัย
ตะวันฉายกับบูรพา ต่างรู้สึกอึดอัด ผิดที่ผิดทางที่ต้องมานั่งร่วมโต๊ะกัน จนจ่าเวศเริ่มสงสัยว่าพี่น้องอาจจะยังกินแหนงแคลงใจกันอยู่ จู่ๆ ไฟดับพรึบ ตะวันฉายกับบูรพาลุกไปหาเทียนใครครัว มาจุดบนจานวางให้แสงตามจุดต่างๆ อย่างคุ้นชิน
“แหม ชวนแกอยู่ทั้งทีไฟดันมาดับซะได้” จ่าเวศว่ายิ้มๆ
ทานไม่กี่คำบูรพาก็รวบช้อน ทำท่าเหมือนอิ่มแล้ว
จ่าเวศท้วง “เฮ้ยอิ่มแล้วเหรอ”
บูรพายิ้มให้พ่อ “อิ่มแล้วครับพ่อ สามจานแล้วนะครับ”
“ผมก็เหมือนกันครับพ่อ”
“งั้นผมกลับก่อนนะครับพ่อ” บูรพาบอก
จ่าเวศไม่ยอม “เฮ้ย กับยังเหลือเพียบเลย ฝนก็กำลังจะมา เสียดายของน่ะ” จ่าคิดปราดเดียว “เอางี้สิ ไหนๆ ก็อยู่พร้อมหน้ากันทั้งที ไปนั่งกรึ๊บกันต่อซะหน่อย”
ตะวันฉายกับบูรพามองหน้ากัน งานนี้พ่อคงไม่ยอมให้พรากจากกันง่ายๆ

ถัดมาจ่าเวศใช้จอกเป๊กตวงเหล้ายาดองที่ดองเองรินใส่ถ้วยแจกให้ สองลูกชาย เห็นทั้งสามนั่งกินเหล้ากันอยู่ที่ห้องรับแขกบ้าน
“เอ้านี่ของเจ้าฉาย นั่นๆ อย่าเพิ่งวางจอกไอ้บูรพามาเติมอีกหน่อย บ๊ะ นานๆ เจอหน้าที่จะรีบไปไหน”
ตะวันฉายกับบูรพาอึดอัดเอาการ สองหนุ่มรู้ดีว่าพ่อแกล้งถ่วงเวลา แต่เมื่อไม่มีอะไรทำต่างฝ่ายต่างก็ต่างดวดเหล้าลงคอ และต่างฝ่ายก็ต่างคว้าขันน้ำ และกับแกล้มมาล้างคอพร้อมๆ กัน
“ทำไมเงียบกันหมดวะ เหล้าพ่อมันบูดหรือไง”
“เปล่าครับพ่อ พวกเราไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันตั้งนานแล้ว ก็เลยรู้สึกแปลกๆ” บูรพาบอก
“เออพ่อก็เหมือนกัน ไอ้ที่เงียบๆ ไปนี่ซึมซับบรรยากาศอยู่นะ ถ้าแม่แกยังอยู่ก็ดี จำได้มั้ยตอนที่บูรพาทำบัตรประชาชน เราก็ฉลองกันแบบนี้”
ตะวันฉายยิ้มจางๆ
“ไอ้เจ้าฉายเมาซะกลิ้ง คอแข็งสู้น้องไม่ได้”
บูรพานึกตาม แล้วก็ยิ้มขึ้นมา
จ่าเวศหันมาทางบูรพา “แกก็เหมือนกัน อ้วกเละเทะไปหมด ทุกทีทุกแห่งยกเว้นในห้องน้ำ แม่งี้ด่าพ่อซะหูชา หาว่าสอนลูกไม่เข้าท่า”
จ่าเวศนึกขึ้นมาแล้วให้ชื่นใจไปกับความหลัง
“ไอ้ผู้ชายเรามันก็หัดสังคมกันบ้างสิจริงมั้ย เค้าเรียกกินเหล้าอย่าให้เหล้ากิน แม่แกนี่พวกสาวหัวสมัยใหม่ พูดยังไงก็ไม่รู้จักฟัง”
จ่าเวศนิ่งไป บูรพากับตะวันฉายหันไปมอง
จ่าเวศยิ้มพูดกับลูกชายทั้งสองด้วยน้ำเสียงสั่น “เฮ้ย น้ำตาซึมได้ไงวะ ตลกเว้ย พ่อนี่แก่แล้วนะ อยู่ก็น้ำตาไหลเป็นเด็กๆ แต่เห็นแกสองคนแล้วคิดถึงแม่แกชะมัด ถ้าอยู่ตรงนี้ก็ดี ถ้ายังอยู่ด้วยกันเหมือนแต่ก่อน”
ทุกคนเงียบกันไป จ่าเวศรีบปลุกบรรยากาศขึ้นใหม่
“เอาหมดแล้วส่งจอกสิวะ กินๆ ซะให้มันหมดๆ โหลนี้เก็บนานแล้ว เดี๋ยวจืด”

ผ่านไปสักระยะหนึ่ง บูรพากับตะวันฉายช่วยกันประคองจ่าเวศให้นอนลงบนเตียง จ่าเวศนั้นเมาได้ที่ พึมพำบอกเมียรัก
“แม่…ฮือ..ฮือ…อยู่พร้อมหน้ากันแล้ว อยู่ด้วยกันแล้ว”
“พ่อคงกะจะมอมแกให้ค้างที่นี่” ตะวันฉายว่า
บูรพาสะเทือนใจใหญ่หลวง เก็บข่มความรู้สึกนั้นไว้ลึกสุดใจ
“ฉันจะกลับแล้ว”
บูรพาเดินออกไป ตะวันฉายดูความเรียบร้อยให้พ่อ แล้วตามออกไป

ตะวันฉายเดินออกมาส่งบูรพาที่รถซึ่งจอดแอบอยู่จนเขาไม่เห็นตอนมาถึง
“บูรพา”
บูรพาหันมาช้าๆ
“ถ้ามีเวลา แกก็มาเยี่ยมพ่อบ่อยๆ อยู่ท้องที่ฉันไปไหนมาไหนไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อน แกมาตอนกลางวันก็ได้ ถ้าแกไม่อยากเห็นหน้าฉัน”
บูรพาคิดสักครู่ ก่อนจะยอมพยักหน้ารับ ขยับจะขึ้นรถแต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้
“ธิชาไม่ค่อยสบาย แกก็น่าจะแวะไปเยี่ยมเค้าบ้าง”
ตะวันฉายประหลาดใจที่บูรพาชวนตนให้ไปเยี่ยมแฟน อีกฝ่ายหลบสายตารีบขึ้นรถ แล้วสตาร์ตเครื่องทันที
ตะวันฉายมองตามรถบูรพาที่แล่นออกไปจากบ้านจนสุดสายตา

ส่วนที่ผับและไนต์คลับของเสี่ยเจริญ เสียงเพลงอึกทึกจากด้านในดังออกมายังลานจอดรถ ซึ่งเด็กรับรถกำลังยืนโบกรถ และคอยดูแลสถานที่จอดรถให้ลูกค้า จนกระทั่งเห็นรถของทัศน์แล่นปราดเข้ามาจอดปากทางใกล้ๆ ไม่ยอมแล่นเข้ามาในลานจอด
กฤชลดกระจกลงและโผล่หน้ามายื่นซองเอกสารให้เด็กรับรถ
“เอาไปให้เสี่ยเจริญ”
เด็กรับรถไม่ทันว่าอะไร กฤชก็ออกรถแล่นไปเสียก่อน เด็กรับรถได้แต่มองงงๆ

เวลาเดียวกัน ที่ห้องโถงรับแขกบ้านนายบารมีเงียบสงัด มีเพียงเสียงเดินหมากรุก และเสียงนาฬิกาเรือนใหญ่ในห้อง
ทัศน์กำลังนั่งเล่นหมากรุกฝรั่งอยู่กับบารมี พบว่าบารมีคอยเหลือบดูนาฬิกาเป็นระยะๆ
“ใจเย็นๆ ครับท่าน ผมรับประกันได้ว่าเสี่ยเจริญอยู่ไม่เกินคืนนี้แน่”
ทัศน์เดินหมากอย่างแยบยล แล้วว่าต่อ “ไม่งั้นก็ต้องเป็นชัชชัยกับเจิมฉัตร”
“แกขุนไอ้หลานเสี่ยเจริญคนนี้มากับมือ ถ้ามันตายลงตอนนี้ แกไม่เสียดายเหรอ”
“ไม่มีคำว่าเสียดาย กับคนที่ทำงานไม่ได้ผลครับท่าน”
บารมีเดินหมากของตัวเองแล้วถามใหม่
“ฉันยังไม่เข้าใจเรื่องนึง” บารมีรอจนทัศน์มองมา “แกวางแผนอะไรเอาไว้ ทำไมเสี่ยเจริญกับชัชชัยต้องฆ่ากันคืนนี้”
ทัศน์ไม่ตอบ แต่พรายยิ้มชั่วออกมา

ผับเปิดให้บริการอยู่ เสี่ยเจริญกับเคี้ยงกำลังดื่มเหล้าด้วยกันอยู่ในห้องวีไอพีภายใน โซนที่เป็นไนต์คลับ ทั้งสองคนกำลังเมาได้ที่ โดยมีจ๊อดคอยบริการรินไวน์เลิศรสให้ เคี้ยงไอคอกแค่กเป็นระยะ
เสี่ยเจริญนึกถึงความหลังเล่าอย่างสุขใจ “นึกถึงสมัยก่อนไม่เคยมีหรอกไอ้จะมานั่งกินสบายๆ แบบนี้ มีแต่โน่น ท่ารถบ้าง ใต้สะพานบ้าง ยุงก็เยอะ ไม่รู้กินกันเข้าไปได้ยังไง ยังหนุ่มๆ ล่ะนะถึงทำได้ มาเป็นตอนนี้ลองไปนั่งกินอีกสิ มีหวังได้ป่วยตายกันเท่านั้น”
“ไม่หรอกมั้ง ไอ้แก่ๆ อย่างแก ยุงสาวๆ มันคงไม่สนใจหรอกว่ะ” เคี้ยงหัวร่อร่า
“ฮ่าย...ดูถูก ยังปึ๋งปั๋งอยู่นะโว้ย โด๊ปทุกวันจะบอกให้”
ระหว่างนี้ เด็กรับรถเคาะประตู แล้วเข้ามามอบซองเอกสารให้เสี่ยเจริญอย่างนอบน้อม
“ป๋าครับ มีคนฝากมาให้ครับ”
“ใคร บอกรึเปล่า”
“ไม่ยอมบอกครับ พอยื่นให้ก็ขับรถหายไปเลย”
เคี้ยงแปลกใจ “มีไรป่าววะจิว”
เสี่ยเจริญยิ้มขำ แล้วแง้มดูในซอง พบว่าเป็นรูปถ่าย หน้าตาที่ยิ้มแย้มเบิกบานหดหายไปในพริบตา
เสี่ยเจริญฝืนยิ้มให้ “เคี้ยง เดี๋ยวแกกินไปก่อนนะ ฉันมีธุระ”
เคี้ยงงงใหญ่ “ธุระอะไรดึกดื่นป่านนี้”
“เอาเถอะ กินกันไปก่อน” เสี่ยหันมาทางจ๊อด “ไอ้จ๊อด ดูแลลุงเคี้ยงด้วยนะ”
“ครับ”
เสี่ยเจริญรีบลุกเดินจากไป เคี้ยงมองตามงงๆ
“อะไรของมันวะ”

พอเสี่ยเจริญเดินออกมาหน้าห้องได้ มือไม้ก็สั่นให้เห็นเหมือนคนจะเป็นลม ก่อนจะดึงรูปถ่ายในซองออกมาดูอีกที เห็นว่ามีรูปเจิมฉัตรกับชัชชัยกำลังสวีทกัน และมีรูปเจิมฉัตรกับชัชชัยที่กำลังคุยอยู่กับทัศน์
“นี่มันคนของท่านรองบารมี” เสี่ยคุมแค้น “ไอ้ชัช”

ที่บ้านเสี่ยเจริญ เจิมฉัตรแต่งตัวอยู่หน้ากระจกเตรียมเข้านอน และแกล้งทำเป็นไม่สนใจชัชชัยที่ยืนทื่ออยู่ในห้อง
บรรยากาศตอนนี้เหมือนผัวเมียที่ทุ่มเถียงและกำลังหย่าขาดจากกันก็ไม่ปาน
“ฉันว่าเราไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว ชัชชัยรีบออกไปซะ เดี๋ยวป๋าก็คงกลับมาแล้ว
เธอกลัวป๋านักไม่ใช่เหรอ กลัวจนหางหด”
“ฉันไม่ได้กลัวป๋า แต่มันไม่ทุเรศไปหน่อยเหรอที่จะฆ่าป๋าเพื่อแลกกับอำนาจแบบนี้ ที่เคยตกลงกันไว้มันแค่โค่นป๋า จากเก้าอี้เท่านั้นนะ”
“ถ้าไม่ฆ่าแล้วเธอจะโค่นป๋าได้ยังไง น้ำหน้าอย่างเธอมีทางสู้ป๋าได้งั้นเหรอ เอาแค่นายบูรพาอะไรนั่นเธอยังไม่มีปัญญาเลย”
ชัชชัยชักโกรธ “มันจะมากไปแล้วนะเจิมฉัตร นี่เธอลืมหูลืมตาบ้างได้มั้ย ป๋าเป็นลุงของฉันนะ แล้วก็เป็นคนชุบเลี้ยงเธอมา เธอไม่สำนึกบุญคุณป๋าบ้างเลยหรือไง”
“ไม่ ป๋าซื้อฉันมาเลี้ยง ซื้อความรัก ซื้ออิสรภาพของฉันเงินต่างหากที่ชุบเลี้ยงฉันมาชัชชัย ได้ยินมั้ย ฉันไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ฉันต้องการให้ป๋าตาย ตายเดี๋ยวนี้”
ชัชชัยอึ้ง หมดความอดทน
“เธอมันโสโครกจริงๆ ไม่รู้ฉันนอนกับเธอเข้าไปได้ยังไงเจิมฉัตร”
ชัชชัยขยับเดินหนีจะออกไปจากห้อง เจิมฉัตรร้องท้า
“ไปเลย แล้วอย่ามาครางหงิงๆ ตะกายขอบเตียงฉันอีกก็แล้วกัน”
ชัชชัยไม่สนใจ หันไปเปิดประตูออกไป แต่แล้วก็ต้องตะลึงตาค้าง เมื่อเห็นเสี่ยเจริญถือปืนยืนหน้าถมึงทึงเหมือนรออยู่นานแล้ว
“ป๋า”
เจิมฉัตรตกใจมากกว่าค่อยๆ หันมา เสี่ยเจริญยกปืนขึ้นเล็งไปที่แสกหน้าตรงกลางหว่างคิ้วชัชชัย หันไปบอกเมียคราวลูกด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกดำ
“ไปรินเหล้าให้ฉันหน่อย เจิมฉัตร”

เจิมฉัตรร้องขึ้นเป็นเชิงบอกให้จัดการ “ชัชชัย”
ชัชชัยชักปืนออกมาเล็งสวนกับเสี่ยเจริญตามสัญชาตญาณ แต่มือไม้สั่น
“ไอ้ชัชมึงกล้าลองดีกับกูเหรอ”
ชัชชัยทั้งกลัวและเกรง “อย่านะป๋า ผมต้องป้องกันตัว”
“มึงป้องกันตัวเอง หรือมึงป้องกันอีกากีนี่” เสี่ยลดปืนของตัวเองลง “เอาสิไอ้ชัช ยิงสิ…ยิงเลย ยิงไอ้แก่ที่เลี้ยงแกมากับมือคนนี้”
เจิมฉัตรเห็นชัชชัยลังเลอยู่นั่นจึงร้องสั่ง “ชัช เหนี่ยวไก”
เสี่ยเจริญชะงัก เหลียวมามองเจิมฉัตรช้าๆ
“เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งกันแล้วทั้งคู่ใช่มั้ย ไม่เห็นเงาหัวไอ้ผัวเฒ่านี่แล้วงั้นสิ”
เจิมฉัตรเหมือนโดนสะกดด้วยความละอายต่อบาปไปชั่วขณะหนึ่ง จนเมื่อได้สติจึงหันไปเร่งชัชชัย
“ชัช ฉันบอกให้เหนี่ยวไก ฆ่ามันซะ”
ชัชชัยตวาด “หุบปาก”
“ฉันขุนแกสองคนมากับมือ” น้ำเสียงเสี่ยเจริญเต็มไปด้วยความปวดร้าว ชี้หน้าชัชชัย “แกไอ้ลูกไม่มีพ่อ” แล้วชี้มาที่เจิมฉัตร “แล้วแก อีกะหรี่ผู้หญิงข้างถนน ถ้าไม่มีฉันป่านนี้แกจะไปได้สักกี่น้ำ อย่างดีก็คงได้แค่เดินเร่ขายตัวอยู่ที่ท่ารถ”
เจิมฉัตรโกรธ “ไม่จริง”
“ถ้าฉันไม่พาแกมาทำงานที่ไนต์คลับ แกจะมีเสื้อผ้าดีๆ อย่างที่แกสวมอยู่นี่เหรอ แค่ข้าวจะกินแกยังไม่มีด้วยซ้ำ”
เจิมฉัตรเร่ง “ชัชชัย ฆ่ามันซะ ไม่งั้นเราต้องตายทั้งคู่ เหนี่ยวไก ยิงมันเดี๋ยวนี้”
ชัชชัยตวาด เริ่มประสาทเสีย “หุบปาก ฉันบอกให้หุบปาก”
เจิมฉัตรเงียบ ชัชชัยหันมามองที่เสี่ยเจริญ ทิ้งปืนลง แล้วทรุดลงกราบกอดตีนป๋าจิว
“ป๋า ผมผิดไปแล้ว ยกโทษให้ผมด้วย”
เสี่ยเจริญมองชัชชัยอย่างผิดหวัง ก่อนจะมองมาที่เจิมฉัตรด้วยแววตาเดียวกัน
“ฉันจะไม่ลงโทษแกไอ้ชัช เพราะฉันได้เห็นแล้วว่า อะไรที่เลวร้ายที่สุดสำหรับแก อะไรที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตของผู้ชายคนหนึ่ง เก็บของซะ ขนทุกอย่างที่แกสองคนคิดว่ามีค่าไปให้หมด แล้วอย่ากลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
เสี่ยเจริญสะบัดชัชชัยออก แล้วเหลือบมองเจิมฉัตร ที่เมินหน้าหลบสายตา เสี่ยเจริญรู้สึกเศร้าใจในความรักยามบั้นปลายของตน จึงจะเดินออกไป
ชัชชัยเสียใจสุดซึ้ง “ป๋า...ลุงจิว”
เสี่ยเจริญเดินออกไป เจิมฉัตรหยิบปืนขึ้นมา
ชัชชัยเห็นร้องลั่น “เจิมฉัตร”
เสี่ยเจริญหันมาเห็นเจิมฉัตรถือปืนของชัชชัยเล็งมาที่ตน ชัชชัยผวามาปัดปืนของเจิมฉัตรแต่ก็สายเกินไป
“อย่า”
เจิมฉัตรลั่นกระสุนยิงเปรี้ยงๆ ใส่หน้าอกเสี่ยเจริญสองนัดซ้อน ร่างของเสี่ยเจริญล้มตึงลงกับพื้น ชัชชัยรีบเข้าไปดูอาการ
“ป๋า โธ๋ป๋า” ชัชชัยถลาไปกระชากตัวเจิมฉัตรอย่างโกรธแค้น “เธอจะบ้าไปแล้วเหรอ เจิมฉัตรเธอทำแบบนี้ทำไม ไม่ได้ยินที่ป๋าพูดงั้นเหรอ ป๋าบอกว่าจะปล่อยเรา แล้วนี่เธอทำอะไรลงไป”
เจิมฉัตรไม่อินังขังขอบ “อย่าโง่นักเลยชัชชัย คนอย่างป๋าน่ะเหรอจะปล่อยให้ใครมาหักหน้าฟรีๆ นี่คงกะจะเก็บเราทั้งคู่ แล้วปล่อยข่าวว่าเราหนีตามกันไปแล้วมากกว่า”
“ฉันจะโทร.ตามหมอ”
ชัชชัยถลับไปที่โทรศัพท์ในห้อง แต่กลับถูกเจิมฉัตรเล็งปืนขวางไว้
“อย่านะชัชชัย”
ชัชชัยอึ้งหันมาจ้องเจิมฉัตรอย่างคาดไม่ถึง เจิมฉัตรเองก็ตื่นกลัวเช่นกัน แต่สถานการณ์บีบให้ต้องกล้า
“นี่เธอจะทำอะไร จะยิงฉันอีกคนงั้นเหรอ เอาสิยิงเลย ห้องนี้มันเก็บเสียง แต่มันไม่เก็บความลับหรอกนะ ฉันก็อยากรู้ถ้าเธอฆ่าฉันแล้วจะหนีไปไหนรอด”
เจิมฉัตรมือสั่นลุ้นอยู่สักพักก็ทิ้งปืน ผวาเข้ากอดชัชชัยตัวสั่นสะท้าน
“ฉันขอโทษชัชชัย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำอย่างนั้น แต่เธอลองคิดดูให้ดีสิ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้เราช่วยป๋า ต่อให้ป๋ายกโทษให้เรา แต่ลูกน้องคนอื่นของป๋าจะปล่อยเราไว้งั้นเหรอ”
“ฉันยังไม่อยากตาย ได้ยินมั้ย ฉันยังไม่อยากตายแบบนี้”
ชัชชัยกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ได้แต่ดันเจิมฉัตรให้ห่างตัว ก่อนจะเซไปพิงผนังและมองมายังร่างของเสี่ยเจริญที่ตลอดเวลายังคงนอนจมกองเลือดมองสองคนทะเลาะกันอยู่ และอ้าปากพะงาบๆ แต่พูดอะไรไม่ได้แล้ว
“ชัชชัย เชื่อฉันเถอะ ทำเพื่ออนาคตของเรา ถ้าป๋าตายเธอก็จะได้เป็นนายใหญ่ ถึงเวลานั้นก็ไม่มีใครขัดขวางเราได้อีกแล้ว”

สีหน้าชัชชัยเครียดจัด รู้สึกผิดเต็มหัวใจ และเหมือนเขาจะร้องไห้ออกมา เมื่อเห็นเสี่ยเจริญกลอกตามองมาด้วยแววตาวิงวอนขอชีวิต

อ่านต่อตอนที่ 11



กำลังโหลดความคิดเห็น...