xs
xsm
sm
md
lg

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เนื่องจากบทโทรทัศน์เรื่อง "ตะวันตัดบูรพา" มีการแก้ไขระหว่างถ่าย จึงอาจมีหลายๆ ฉาก ที่ไม่ตรงกับในละคร "ทีมละครออนไลน์" จึงขออภัย แฟนๆ มา ณ ที่นี้ 

 
ตะวันตัดบูรพา ตอน 3

บรรยากาศบ้านพงศ์พิทักษ์ที่พ่อลูกอุตส่าห์ตกแต่งอย่างสวยงาม เพื่อต้อนรับบูรพากลับบ้าน มาบัดนี้กลับดูวังเวง

หลังกลับจากเรือนจำ จ่าเวศก็เอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่บนรถเข็นไม่พูดไม่จาสักคำ ตะวันฉายคอยดูแลถอดรองเท้าถุงเท้าให้ ก่อนจะอุ้มพ่อไปพักบนเตียง จ่าเวศเซื่องซึมราวกับซากศพก็ไม่ปาน
“พ่อนอนพักซะหน่อยนะครับ เมื่อคืนพ่อนอนดึกมากแถมวันนี้ยังตื่นแต่เช้ามืด เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
จ่าเวศกลอกตามองมาลูกชายคนโตอย่างซึมเศร้า ก่อนจะทอดสายตาไปโดยไร้จุดหมาย คล้ายไม่อาจข่มตานอนได้
“พ่อไม่เข้าใจฉาย พ่อ พ่อทำความดีมาตลอดชีวิตพ่อเป็นตำรวจ พ่อปกป้องทุกคนมาตลอด แต่ทำไม ทำไมครอบครัวของพ่อเอง พ่อกลับปกป้องมันไว้ไม่ได้”
จ่าเวศร้องไห้ออกมาอย่างหมดความอดทน ตะวันฉายตกใจรีบปลอบ
“ที่เจ้าบูรพาไม่ยอมกลับมาก็เพราะมันยังโกรธผม พ่ออย่าโทษตัวเองเลยนะครับพ่อ”
จ่าเวศร่ำไห้สะอึกสะอื้น “ถ้าพ่อห้ามแกแต่แรก แม่ก็คงไม่ตาย เจ้าบูรพาก็คงไม่ต้องติดคุก พ่อเอง ฉาย ไอ้จ่าเวศคนนี้มันโง่เอง ฮือๆ ไอ้ง่อย ไอ้ตำรวจง่อย มึงมันไม่ได้ความ ไอ้ง่อย...ไอ้ง่อย”
จ่าเวศทุบขาที่พิการของตัวเองซ้ำๆ ไปมา เหมือนย้ำโทษของตน ตะวันฉายต้องยื้อยุดไว้
“พ่อครับอย่าทำแบบนี้ อย่าครับพ่อ ผมขอร้อง” ตะวันฉายยื้อยุดจนจ่าเวศหยุดมือ “ผมเองพ่อ ถ้าเปลี่ยนกันได้ ผมควรจะเป็นคนที่ลำบากอยู่ข้างนอกนั่น แทนที่จะเป็นน้อง ผมสัญญาครับพ่อ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะต้องเอาเจ้าบูรพากลับมาบ้านให้ได้”
จ่าเวศมองหน้าลูกชาย ก่อนจะโผกอดตะวันฉายยึดเอาไว้ และยังคงร้องไห้ไม่ยอมหยุด ในขณะที่ตะวันฉายปวดร้าวสุดจะประมาณ เมื่อเห็นพ่อสิ้นหวัง เขาคิดกังวลว่าป่านนี้บูรพาจะมีสภาพเป็นเช่นไร

บูรพากับจ๊อดเดินเข้ามาด้วยกัน ก่อนจะหยุดแหงนมองความใหญ่โตผับชื่อดังแห่งนี้
“ที่นี่เหรอวะ”
“เห็นลุงเคี้ยงบอกว่าเจ้าของชื่อเสี่ยเจริญ เป็นเพื่อนสนิทกันกับแก”
“แล้วเค้าจะรับเราทำงานเหรอวะ จู่ๆ ก็โผล่เข้าไปแบบนี้ มันเสี่ยงอยู่นา
บูรพามองอย่างลังเล ก่อนจะถามจ๊อดขึ้นว่า
“เอ็งมีทางเลือกอื่นรึเปล่า” จ๊อดส่ายหน้า “อยากจะไปเดินหางานเองมั้ย”
จ๊อดคิดแล้วส่ายหน้าอีก บูรพาถอนใจ แล้วพยักพเยิดให้เดินหน้าต่อไป
ทั้งสองคนเดินผ่านประตูเข้าสู่ผับหรูอาณาจักรของเสี่ยเจริญ
ความใหญ่โตรโหฐานของด้านนอก เทียบไม่ได้กับความสวยงามตระการตาภายในผับแห่งนี้ มันเป็นหนึ่งในความสำเร็จ ซึ่งต่อยอดไปเป็นความยิ่งใหญ่ของผู้เป็นเจ้าของ เสี่ยเจริญ นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดกับชีวิตราตรี และสร้างเม็ดเงินมหาศาลให้งอกงามจากธุรกิจสีเทานี้มานับสิบๆ ปี เสี่ยเจริญคนนี้ ยังโด่งดังในวงการนักเลง และมาเฟีย ในฐานะ เจ้าพ่อแก๊งมังกรแดง อีกด้วย!

ท่ามกลางเสียงเพลงจังหวะมันทะลวงไส้ติ่งดังกระหึ่มอยู่นั้น ลึกเข้าด้านใน ห้องน้ำของผับ เลือดสดๆ กระเซ็นเปื้อนผนังห้องน้ำห้องนั้น
ชัชชัย หลานชายเสี่ยเจริญ เจ้าของผลงาน กำลังซ้อมลูกน้องไอ้หัวจักรอยู่อย่างเมามัน สีหน้าท่าทางออกแนวโรคจิตของเขา พอดูออกว่าชัชชัยหื่นกระหาย และหลงใหลการทำร้ายร่างกายชาวบ้านเอามากๆ
ชัชชัย หยุดพักเหนื่อย หอบ ดมยาดมสักครู่ แล้วจึงลงมือซ้อมเด็กดวงซวยต่อ ลีลาเหลือร้าย ต่อยไป ร้องไป ราวกับ บรู๊ซ ลี สุดท้ายชัชชัยจับหัวเหยื่อกดลงชักโครกเปิดน้ำใส่หน้าอีกต่างหาก
“กลับไปบอกไอ้หัวจักรนายมึง ถ้าขืนปล่อยเด็ก มาหากินที่กูอีก มันจะต้องเป็นแบบนี้ มึงเข้าใจมั้ย”
ชัชชัยหยุดพักเปิดก๊อกวักน้ำล้างหน้า และบ้วนปาก กลั้วคอ เสียงดัง
แล้วหันมาลงมือซ้อมเด็กของไอ้หัวจักรต่อ คราวนี้มาในลีลาฟุตเวิร์กแบบนักมวยมืออาชีพ พอเห็นว่าเหยื่อยืนไม่ไหว เอนจะล้ม ชัชชัยเข้าประคองไว้ให้ซบบ่า โอบกอดฮัมเพลงเหมือนเต้นรำ ก่อนจะเสยเข่าและลงมือกระทืบ
ชัชชัยกระทืบคนเหมือนตำข้าว ก่อนจะหยุดหอบพิงผนัง กุมอกเหมือนเหนื่อยสุดๆ ทว่าสีหน้าอิ่มเอมมีความสุขคล้ายกับคนได้ออกกำลังกาย
ระหว่างนี้ไอ้ปอด ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามากระซิบรายงาน ชัชชัยหูผึ่งหันไป ถามเหมือนไม่แน่ใจ
“กี่คน”
“สองคนครับ บอกว่าเป็นเด็กเคี้ยงมังกรแดง” ปอดบอก

ชัชชัยรำพึงออกมา “ลุงเคี้ยง”

บูรพาและจ๊อดนั่งอยู่ตรงหน้าชัชชัยที่โต๊ะตัวหนึ่งแล้ว จนมีสมุนเอาน้ำ แก้วเหล้าและผ้าเย็นมาเสิร์ฟ ชัชชัยใช้ผ้าเย็นเช็ดเลือดที่เปื้อนกำปั้น จ๊อดมองดูอย่างอึ้งๆ ส่วนบูรพานิ่งเฉย
ชัชชัยจิบเหล้าแก้เหนื่อย “กูชื่อชัชชัยเป็นหลานเสี่ยเจริญ ตอนนี้เสี่ยไม่อยู่ไปพักร้อนที่ต่างจังหวัด มึงสองคนเป็นเด็กลุงเคี้ยงหรือ”
บูรพาตอบว่า “ครับ”
ชัชชัยยิ้มหยัน “พวกขี้คุกอีกละสิ”
บูรพาฉุนกึก แต่จ๊อดได้แต่ยิ้มแหยๆ
“ทำอะไรเป็นบ้าง” ชัชชัยถาม
“ปะ…เป็นหมดครับพี่ ทะ…ทำได้ทุกอย่าง” จ๊อดประหม่า
ชัชชัยรำคาญจ๊อด ยกตีนมาวางพาดโต๊ะโครม แก้วน้ำตรงหน้าบูรพากับจ๊อดกระฉอกแทบหก
“อมเกือกกูได้มั้ยล่ะ” ชัชชัยมองหมั่นไส้ “อย่าเสือกประจบโว๊ย นึกว่าเป็นเด็กลุงเคี้ยงแล้วมาตีซี้กับกูหรือไงตอนนี้งานยิ่งไม่ค่อยจะมีอยู่ ไอ้พวกที่นั่งอยู่ข้างหลังกูพวกมึงนึกว่าแดกแกลบเหรอ แต่ละคนกูจ่ายเดือนละหลายหมื่นนะรู้รึเปล่า”
จ๊อดตัวสั่นงันงก ลนลานใหญ่ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่มองบูรพา ที่ขยับตัวมองหน้าชัชชัย แล้วเอนตัวพิงพนัก เหมือนไม่มีความหวาดกลัวใด
ขณะที่ปอดยิ้มขำท่าทีนั้นของจ๊อด ชัชชัยกลับรู้สึกพอใจท่าทางสู้คนของบูรพา จึงเย็นลงหันไปดื่มเหล้าอีกอึกแล้วเริ่มถาม
“มึงอยากได้งานรึเปล่า”
ชัชชัยล้วงปืนพก ออกมาวางโครมบนโต๊ะตรงหน้าบูรพาพอดิบพอดี
“ถ้าอยากก็หยิบปืนมาแล้วยิงกูเลย มึงกล้ามั้ย”
บูรพากับจ๊อดนิ่งอึ้งกันไปทั้งคู่ ที่สุดบูรพาตัดสินใจเอ่ยปากขึ้นมาว่า
“ขอโทษด้วย ผมกับเพื่อนมาหางานทำ ไม่ได้มามีเรื่อง”
บูรพาหันไปพยักหน้ากับจ๊อด แล้วลุกขึ้นจะเดินออกไปทางประตูเข้า
“ถุย เด็กลุงเคี้ยงมีน้ำยาแค่นี้เองหรือวะ”
บูรพาชะงักกึก เหลียวขวับมามองชัชชัยที่แสยะยิ้มอย่างเย้ยหยาม

สมุนชัชชัยและจ๊อดต่างก็ลุ้นกับการตัดสินใจของบูรพา เห็นบูรพาตัดสินใจเดินกลับมาที่โต๊ะ
และคว้าปืนหมับ และนิ่งมองปืนในมือสักครู่ ก่อนจะหันมาเล็งชัชชัยและเหนี่ยวไก
เสียงปืนกลับดัง “แชะ”
ทุกคนตกตะลึงในความบ้าระห่ำของบูรพาแต่ชัชชัยดูจะถูกอกถูกใจเป็นพิเศษ มันพรายยิ้มชั่วออกแนวโรคจิตออกมา
“ปืนกูยังใหม่ เลยไม่ได้ใส่ลูก”
“ผมรู้”
ชัชชัยสะใจที่ได้เจอคนห้าวพอๆ กับตน ก่อนจะเอ่ยถามปอด
“ไอ้ปอด ตอนนี้มีตำแหน่งอะไรว่างบ้างวะ”
ปอดมองมาที่บูรพาอย่างไม่ค่อยชอบขี้หน้านัก เช่นกันกับบูรพาหันมามองตอบอย่างไม่กลัวเกรงหน้าไหน

ผับเปิดบริการตามเวลา บนเวทีมีนักร้องสาวใส่ชุดน้อยชิ้นประหยัดผ้า กำลังครวญเพลงอ่อนหวานยั่วยวนอยู่บนนั้น ขณะที่มีแขกเหรื่อมาเที่ยวประปราย
ส่วนในครัวกำลังโกลาหลวุ่นวายได้ที่ จ๊อดล้างจานด้วยเครื่องล้างจาน ยกกระบะถ้วยจานที่ล้างเสร็จออกมาวางเป็นตั้งๆ ก่อนจะหยุดพักเหนื่อย พลางเหลือบไปดูบูรพาที่กำลังถูพื้นเหงื่อไหลไคลย้อย จ๊อดเริ่มชวนคุย
“ตกลงเอ็งยังไม่ได้บอกข้าเลยบูรพา เมื่อตอนบ่ายเอ็งรู้ได้ยังไงวะว่าปืนไม่มีลูก”
“เดาเอา เห็นหน้าตามันมั่นใจเกินเหตุ”
จ๊อดตาเหลือก “หา เดาเอา แล้วถ้า ถ้าเกิดเอ็งเดาผิดล่ะวะ”
บูรพายิ้ม “ก็ติดคุกอีกรอบมั้ง”
จ๊อดตะลึง “โอ้ ก๊อด จักรพันธ์ เอ็งเล่นอย่างนี้เลยเหรอวะ โอ้โฮเพื่อน ขอจับมือหน่อยเหอะ” มันยื่นมืดมาจับมือบูรพา “คราวหลังเล่นมุขนี้อีกเมื่อไหร่ พี่บอกผมล่วงหน้าเลยนะครับ ผมจะได้วิ่งไปก่อน โอเค๊”

บูรพายิ้มขำจ๊อด แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อมีตีนยื่นมาถีบถังขยะล้มลงโครม เศษอาหารไหลนองลงพื้นซึ่งบูรพาเพิ่งถูสะอาดหมาดๆ

เมื่อสองคนมองไปเห็นเจ้าของผลงานเป็นปอดยืนสะใจอยู่

“อุ๊ย โทษ กูไม่ได้ตั้งใจ ถูใหม่ละกันนะ”
บูรพาไม่พอใจแต่ยังระงับอารมณ์ไว้ ปอดลอยหน้าลอยตาเดินเกร่เข้ามาประชิดมองหมิ่น
“เด็กเคี้ยง มันก็ไม่เท่าไหร่หรอกวะ มาอยู่ใหม่ให้มันเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อย อย่านึกว่าเป็นพวก
มังกรแดงแล้วจะแจ๋ว เพราะแถวนี้ เค้าไม่รู้จัก”
ปอดผิวปากเดินกวนโทสะไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้บูรพากับจ๊อดมองตามฉุนๆ

อีกวันหนึ่ง แฟ้มประวัติของบูรพา ที่มีแต่รูปถ่าย ชื่อ อายุ ไม่มีข้อมูลอย่างอื่น ถูกใครคนหนึ่งเปิดออกดู ตามด้วยเสียงตะวันฉายถามขึ้นว่า
“ตกลงยังไม่ได้เบาะแสอีกหรือครับ”
ที่เป็นแผนกข้อมูลบุคคลของกรมตำรวจ ตะวันฉายกำลังคุยอยู่กับเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง ซึ่งกำลังตอบคำถามของเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ
“หมวด ผมน่ะเร่งพวกเด็กให้เรียบร้อยแล้วนะแต่หมวดก็ต้องเห็นใจพวกผมบ้าง นายบูรพาที่หมวดให้ตามหานี่นอกจากรูปถ่ายกับรายละเอียดว่าเป็นคนคุกแล้ว หมวดไม่มีข้อมูลอะไรอย่างอื่นให้พวกผมเลยแล้วจะให้ผมทำยังไง อย่างนี้นะกว่าจะเจออีกทีก็โน่น เป็นศพ หรือไม่ก็ไปฆ่าใครตายแล้วถูกจับนั่นแน่ะ”
ตะวันฉายเองก็หนักใจ
“ผมก็อยากช่วยหมวดนะ แต่ตอนนี้งานมันล้นมือจริงๆ เอางี้สิ ถ้าหมวดไม่อยากรอนานนะ ผมแนะนำให้หมวดลองใช้บริการพวกสายตำรวจดู ไอ้พวกนี้มันไว ยิ่งพวกคนคุกด้วยกันนะ วันสองวันมันก็หาเจอแล้ว”
ตะวันฉายหูผึ่ง มองเจ้าหน้าที่ด้วยความสนใจ
“เอ่อ ว่าแต่นายบูรพานี่เค้าทำผิดคดีอะไรหรือหมวด ทำไมหมวดถึงต้องเร่งหาขนาดนี้”

หมู่เสือกำลังอ่านหนังสือปืนอยู่ในห้องทำงานออฟฟิศทีมปราบของตะวันฉาย เขาหมุนเก้าอี้เล่นเหมือนใช้หัวคิด ก่อนจะหัน และมาหยุดตรงหน้าตะวันฉาย
“สายตำรวจเหรอครับ โอ๊ย แต่ก่อนมีเป็นโขยงเลยหมวดสิบกว่าคนแน่ะ ไอ้ดำ ตรอกซุง ไอ้โชติ ปากเกร็ด ไอ้เป็ด สะพานหัน” เสือหยุดคิด “อืม...แต่ตอนนี้ตายห่าหมดแล้วล่ะ”
ตะวันฉายซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะถึงกับประหลาดใจ
“ไม่มีเหลือสักคนเลย”
“โธ่ ไอ้พวกนี้มันอายุยืนกันที่ไหนล่ะหมวด แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้ตายในหน้าที่นะ ลงแดงตายบ้าง ถูกเมียตีตกบันไดตายบ้าง ก็ตามประสามันน่ะแหละ”
ตะวันฉายหนักใจ
“หมวดจะหาสายไปทำไมหรือครับ ช่วงนี้ก็ไม่เห็นมีคดีอะไรด่วนซะหน่อย”
“อ๋อ ก็ ไม่มีอะไร กะเตรียมๆไว้น่ะ เผื่อต้องใช้งานขึ้นมาจะได้ไม่ต้องฉุกละหุก”
เสือหลงเชื่อก็ครุ่นคิดสักพักก่อนจะดีดนิ้ว
“ฮ้า ได้การหมวด เล่นไม่ยาก สายเก่าไม่มีเราก็ปั้นดาวดวงใหม่มาประดับวงการเสียก็สิ้นเรื่อง”
“ต้องทำยังไงบ้าง”
“หมวดไม่ต้องลำบาก เดี๋ยวผมจัดการให้เองเรื่องทฤษฎีนอกตำราเนี่ย ผมถนัด”
ตะวันฉายอดสงสัยไม่ได้ว่าเสือจะทำยังไง

ที่โต๊ะสนุกเกอร์หลังตลาด เห็นมาร์กกี้กำลังเดินชายสวมหมวกคนหนึ่งมาที่โต๊ะสนุ้กตัวที่โจกับตุ๊กกำลังเล่นสนุ้กกันอยู่
ชายสวมหมวก ใส่แว่นดำความจริงคือ เสือปลอมตัวมา
มาร์กกี้เดินไปกระซิบกับโจ และตุ๊ก สักครู่จึงเห็นตุ๊กกับโจหันมามองจ้องเสือพร้อมกัน
เสือมองตอบเช่นกัน ก่อนที่ตุ๊กจะส่งไม้คิวให้โจ และคว้าขวดน้ำอัดลมที่มุมโต๊ะเดินดูดมาคุยกับเสือ
“กูชื่อตุ๊ก ตุ๊ก ท่าเตียน กูขายยาอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว”
โจเดินถือไม้คิวพาดบ่ามาสมทบ ตุ๊กแนะนำต่อ “นี่โจ น้องร่วมสาบานของกูเอง ที่ไหนมีมันที่นั่นมีกู ไม่เคยทิ้งกัน”
“กูสองคนสังกัดแก๊งเสี่ยเจริญ แถวนี้ถ้าเอ่ยชื่อตุ๊กกับโจ”
ตุ๊กบอกว่า “ทุกคนรู้จัก”
“นับไปเลยซอย 1 ถึงซอย 15 ถิ่นกูสองคน ใครกล้ามีปัญหา...”
ตุ๊กต่อให้ว่า “หนาว”
โจบอก “ใครซื้อยาแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน”
“หนาวอีก”
โจจ้องหน้าเสือ “แล้วมึงอ่ะเป็นใคร อยู่ๆ จะมาขอซื้อยาเยอะๆ อ่ะ”
“เป็นสายตำรวจรึเปล่า พูดความจริงนะโว้ย”
“ผมไม่ได้เป็นสายตำรวจ” เสือล้วงบัตรออกมาให้ดู “แต่ผมเป็นตำรวจ”
โจตกใจจนทำไม้คิวร่วง ส่วนตุ๊กตกใจขวดน้ำอัดลมร่วง

เสือยิ้มชะล่าใจ จนไม่ทันระวัง จึงโดนหมัดสวิงของตุ๊กเข้าจังๆ จนหน้าหัน

ประตูด้านหลังโต๊ะสนุ้กเปิดออกอย่างเร็วและแรง เห็นโจกับตุ๊กวิ่งหน้าตั้งออกมาด้วยกัน ชนเข่งขยะลังไม้ใส่ของล้มโครมคราม ได้ยินเสียงหมาเห่าลั่นตามมา สักครู่ก็เห็นเสือวิ่งตามออกมาในตรอกหลังโต๊ะสนุ้ก ตุ๊กกับโจซึ่งยังแอบดักอยู่แถวนั้น ทั้งสองช่วยกันเอาเข่งขยะครอบเสือหมับ ก่อนจะรุมเตะรุมซ้อมจนเสียตำรวจ
“นี่แนะตำรวจ ตำรวจหรือมึง” โจใส่ไม่เลี้ยง
“ให้มันรู้ซะบ้างว่าโว๊ยว่าถิ่นใครเป็นถิ่นใคร” ตุ๊กดึงแขนโจ “เฮ้ยพอแล้ว ไปโว๊ยโจ”
ตุ๊กพาโจหนีต่อ เสือยกเข่งมาในสภาพสะบักสะบอม ดูไม่จืด
ขณะที่ตุ๊กกับโจวิ่งหนีกันมา ตุ๊กเปิดกระเป๋าย่ามปาของทิ้งไปข้างทางเพื่อทำลายหลักฐาน โจก็ทำแบบเดียวกัน โดยมีเสือประคองชีวิตวิ่งไล่ตามมาลิบๆ
โจกับตุ๊กวิ่งมาเจอทางตัน ตุ๊กไปถึงกำแพงก่อนแต่ปีนไม่ไหว ห้อยต่องแต่ง
“อีโจ ช่วยกูด้วย”
โจช่วยดันก้นตุ๊กและยันข้ามกำแพงไป และก็ขยับจะปีนบ้าง
เสือวิ่งไล่ตามมาถึง พอเห็นโจจะปีนหนี ก็ชักปืนออกมาเล็งขู่
“เฮ้ยหยุด ไม่หยุดถูกยิงไส้แตกแน่มึง”
โจชะงักค้าง หยุดปีน ค่อยๆ ชูมือขึ้นหันกลับมาอย่างเจ็บใจ แต่พอเสือเดินใกล้เข้ามาโจก็ระดมแม่ไม้มวยไทยสารพัดชนิด เสือต้องจับล็อคไว้แทบเป็นแทบตาย
“จะพอได้รึยัง เหนื่อยแล้วนะโว๊ย”
โจทำนิ่ง แต่พอสบโอกาส ก็ดีดขาไปข้างหลังอัดส้นเข้าใส่หว่างขาของเสือเต็มรัก เสือสะดุ้ง ตาค้างจุกและเจ็บเจียนตาย

ขณะที่ตะวันฉายกำลังนั่งคีย์งานอยู่คอมพิวเตอร์ สักครู่จ่าบุญส่งก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน
“ผู้หมวดครับ ออกมาดูอะไรนี่หน่อยเถอะครับ”
“อะไรเหรอ”
“ไอ้เสือครับ ไอ้เสือ…”

ตำรวจในกองปราบพากันมุงดูอะไรอยู่ด้วยความประหลาดใจ สักครู่ก็เห็นบุญส่งพาตะวันฉายแหวกทางออกมาดูด้วย ตะวันฉายถึงกับตะลึง
โจส่งเสียงโวยวายไม่หยุด “ปล่อยกูนะโว๊ย ปล่อยกู”
ทั้งเนื้อทั้งตัวเสือมีรอยข่วนเต็ม หัวยุ่งฟูเหมือนไปฟัดกับใครมา เดินกระเผลกๆ ลากคอโจมาตามทางเดิน โจถูกสวมกุญแจมือแต่ก็ยังดิ้นรนสุดฤทธิ์ พยายามเอาขาเอาเท้าเกี่ยวราวบันไดทางเดินเอาไว้
“ปล่อยนะโว๊ย จะพากูไปไหน กูไม่ไป กูไม่ได้ทำอะไรผิด มาจับกูทำไม”
ตะวันฉายค่อยๆ ยืนขึ้นมองโจอย่างเริ่มคุ้นหน้า
“ปล่อยกูนะโว๊ย กูเด็กเสี่ยเจริญนะ ปล่อยกู…กู”
โจเหลือบเห็นตะวันฉายก็ชะงักตกใจ ตะวันฉายจำได้ว่าเป็นโจ

โจกินข้าวผัดอย่างเอร็ดอร่อย มือขวาถือช้อน มือซ้ายถือทั้งแตงกวาทั้งต้นหอม กินสลับกันอย่างมูมมามด้วยความหิว ครั้นเงยหน้ามาเห็นตะวันฉายมองอยู่ ก็ออกอาการเขิน ยอมทิ้งผักไปหยิบส้อม และตักข้าวคำเล็กลงกว่าเดิมหน่อยๆ เหมือนแก้เก้อ
โจเคี้ยวข้าวต่อตุ้ยๆ ปากเลอะ ตะวันฉายล้วงทิชชู่ซองส่งให้เช็ดปาก
“ชื่ออะไรน่ะเรา”
“โจ”
“ชื่อจริง”
โจคิดปราดเดียว แล้วส่ายหน้า “ไม่รู้”
“เห็นเสือเค้าบอกเราน่ะ กว้างขวางพอตัวไม่ใช่เหรอ”
“ก็ทำงานแบบนี้ก็ต้องรู้จักคนเยอะเป็นธรรมดาหมวดถามทำไม”
ตะวันฉายอารัมภบท เข้าเรื่อง “คือตอนนี้ทางหน่วยงานของเรามีคดีที่ต้องรับผิดชอบอยู่มาก แต่ยังขาดข้อมูลในการติดตามคดี เราก็เลย…”
โจนึกออกรีบทิ้งช้อนคืน “เอาละหมวด พอเลย เห็นลิ้นไก่แล้ว จะให้เป็นสายตำรวจใช่มั้ย บอกคำเดียวเลย ไม่”
ตะวันฉายหงุดหงิด ทำท่าไม่ชอบใจนัก เริ่มนึกว่าจะจัดการยังไงกับเด็กคนนี้ดี
“หมวดเห็นใจกันบ้างดิ ถ้าความแตกขึ้นมา หนูเละนะหมวด ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยด้วย”
“ไม่ไว้หน้ากันหน่อยเหรอ ไหนๆเราก็เพื่อนเก่ากันนะ”
“โธ่หมวด อย่ามาไม้นี้ขอร้อง ไม่ก็คือไม่คนอย่าง โจ ท่าเตียน คำไหนคำนั้นครับ ขอบอก”
“ตามใจฉันก็ไม่ได้คิดจะบังคับอะไรเธอหรอก แค่อยากจะเปิดโอกาสให้เธอทำคุณไถ่โทษก็เท่านั้นเอง ถ้าเธอไม่อยากทำฉันก็ไม่บังคับ” ผู้หมวดกดอินเตอร์คอมพ์ “จ่าส่งเข้ามาได้แล้ว”
บุญส่งเดินถือกระเป๋าย่ามเปียกใบหนึ่งเข้ามา โจอ้าปากค้างเพราะจำได้ว่าเป็นของเธอเอง
“ได้อะไรบ้าง”
จ่าบุญส่งยิ้มมองโจแล้วเทของออกมา เผยให้เห็นว่านอกจากของใช้จุกจิก และขนมขบเคี้ยวแล้วก็ยังมียาเสพติดอีกจำนวนหนึ่ง
บุญส่งมองโจ “คิดว่าคงติดคุกราวๆ 3-4 ปี น่ะครับหมวด แต่ถ้าหาพยานมาชี้ตัวได้ว่ามียาไว้เพื่อจำหน่ายก็คงเพิ่มเป็นสักสิบปี” พลางยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ “ไปแตกเนื้อสาวต่อในคุกนะจ๊ะหนู”
โจหน้าเสีย ตัดสินใจกลับลำกะทันหัน
“เอ่อหมวด มาคิดอีกทีเราก็เพื่อนเก่ากันนะ หมวดมีเงื่อนไขอะไรก็ว่ามาก่อนสิ นะๆ คนกันเองค่อยๆคุยกัน”

ตะวันฉายยิ้มออกมาในสีหน้า

อ่านต่อหน้า 2

ตะวันตัดบูรพา ตอน 3 (ต่อ)

ตะวันฉายเดินออกมาส่งโจ แต่เมื่อมาถึงปากทางก็หยุดคุย
“เดี๋ยวก่อนโจ ชั้นมีอะไรอีกอย่างนึงให้เธอช่วย”
ตะวันฉายส่งรูปบูรพาให้โจดู
“ใครเหรอหมวด”
“ชื่อบูรพา เพิ่งออกมาจากคุกเมื่อต้นเดือนนี่เอง ชั้นกำลังตามหาเค้าอยู่ ถ้าได้ข่าวโทร.แจ้งฉันทันทีว่าเค้าทำอะไร ที่ไหน กับใคร ทำได้ไหม”
โจบ่น “ตกลงนี่ให้หนูมาหาข่าวหรือหาคนกันแน่เนี่ย”
“ก็ทั้งสองอย่าง”
โจมองตะวันฉายอยู่ครู่หนึ่ง
“โอเค แต่หนูไม่รับปากนะ”
“ก็เท่าที่เธอทำได้น่ะแหละ ฉันส่งเธอแค่นี้นะ ดีใจที่ได้ร่วมงานกัน”
โจพยักหน้าก่อนจะปลีกตัวแยกกันเดินไป แต่สักพักโจก็ชะงักหันมาเรียกตะวันฉาย
“ผู้หมวด” เธอรอจนตะวันฉายหันมา “ทำไมวันนั้นหมวดถึงปล่อยหนู”
ตะวันฉายนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน
“เธอก็ไม่ใช่คนเลวอะไรนี่ ออกจะน่ารักด้วยซ้ำไป”
โจยืนทื่อเหมือนผีโดนพรมน้ำมนต์ เกิดมาเพิ่งมีคนบอกว่าไม่ใช่คนเลว แถมบอกน่ารักอีก ตะวันฉายยิ้มให้โจก่อนจะเดินกลับออฟฟิศไป
โจมองตามหลังตะวันฉาย ก่อนจะเผลอยิ้มออกมาอย่างประทับใจ

โจเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ออกมาตามทางในกองปราบ อย่างมีความสุข แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อโดนตุ๊กปราดเข้ามาตบบ่า โจหันไปเห็นตุ๊กแล้วก็ต้องสะดุ้ง เมื่อเห็นว่าตุ๊กพรางตัวสุดฤทธิ์เพื่อมาดูลาดเลาที่โรงพัก
“อีโจนี่กูเอง ไงวะจำไม่ได้เลยใช่มั้ย”
“จำได้ แต่รับสภาพไม่ได้ว่ะ มึงทำอะไรของมึงวะตุ๊กแต่งตัวอย่างกับผีขนุน”
“มึงพูดดีๆ นี่กูพรางตัวเพื่อมาเยี่ยมมึงนะโว๊ย จะให้กูเดินมาโรงพักโทงๆ ได้ไงวะ คดีเก่ากูมีเพียบ เฮ้ยแล้วนี่มึงออกมาได้ไง มีใครมาประกันตัวมึงแล้วเหรอ”
“โธ่อีตุ๊ก กูน่ะระดับไหนแล้ว ต้องให้ใครมาประกันตำรวจถามอะไร กูเอ๋อลูกเดียว พอจะถ่ายรูปลงประวัติก็ทำเปรี้ยวเข้าไว้ แค่นั้น มันหมั่นไส้มันก็ปล่อยมาเองแหละ”
“โห มึงแน่ว่ะโจ ขนาดตำรวจยังทนมึงไม่ได้ต้องปล่อยออกมาเลยเหรอวะเนี่ย”
โจยืด ตุ๊กยกนิ้วกดไลค์ให้

จ๊อดมองซองเงินบนโต๊ะเขียนจำนวนเงินไม่กี่บาท
จ๊อดกับบูรพามารับเงินค่าแรงกับปอด โดยปอดทำวางก้าม ขณะที่เห็นคนอื่นๆ เข้าคิวรอรับเงิน
“เอ่อ วันนั้นที่ทำงานล่วงเวลา เห็นว่าจะเพิ่มเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้อีกไม่ใช่หรือครับ”
ไอ้ปอดรีบสวน “อะไรวะมาใหม่ไม่กี่วันจะเอาเบี้ยเลี้ยงเหรอมึง ไว้เดือนหน้าโว๊ย”
บูรพามองหน้าอย่างฉุนๆ ปอดเริ่มกวน
“มองหน้าทำไมวะ หา จะเอาเรื่องกับกูเหรอ”
จ๊อดตกใจรีบห้าม “เปล่าๆ ครับพี่ เพื่อนผมมันก็ตาขวางไปเรื่อยของมันแบบนี้แหละครับ ไม่เป็นไรนะครับพี่ปอด เอาครับเอา แค่นี้ก็รวยจะแย่แล้วครับ”
จ๊อดจะคว้าซองเงิน ปอดยื้อไว้ก่อน
“เดี๋ยว” มันชักเงินไปซองละร้อย “มาใหม่ต้องจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะเซ่นเจ้าที่เจ้าทางก่อนโว๊ย ให้มันรู้จักธรรมเนียมซะบ้าง”
บูรพาท้วง “นี่ ผมกับเพื่อนเพิ่งมาสามวันเองนะ ไว้เดือนหน้าค่อยหักไม่ได้หรือไง”
ปอดกวน “ไม่ได้ ไม่เชื่อลองถามไอ้พวกพนักงานคนอื่นดูเดือนแรกมันก็โดนทุกคนนั่นแหละ มึงจะมาเดือนอื่นได้ยังไง จ่ายๆเหอะน่าถือว่าเป็นค่าคุ้มครองถ้าไม่จ่าย เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น กูไม่รับผิดชอบนะ”

จ๊อดพยักหน้าเป็นเชิงให้บูรพายอม บูรพาได้แต่ระงับโทสะ คว้าซองเงินเดินหนีไป พร้อมกับจ๊อด ปอดมองตามอย่างสะใจ

สองคนอยู่ที่โต๊ะ รถเข็นก๋วยเตี๋ยวริมทาง อาแปะลวกก๋วยเตี๋ยวใส่ชามอย่างคล่องแคล่ว

“เอ็งคิดดูแค่สี่ร้อยห้าสิบ ข้าทำตั้งกี่วันได้สี่ร้อยห้าสิบ”
จ๊อดกำลังกินก๋วยเตี๋ยวพลางบ่นกับบูพรา
“ก๊วยเตี๋ยวชามละสี่สิบบาท แดกได้ไม่กี่ชามก็หมดตูดแล้ว มันยอมได้ที่ไหน” จ๊อดตบโต๊ะโครม “ได้ที่ไหน อย่างนี้มันยอมไม่ได้มันต้องสไตร๊ค์”
อาแปะสุดทนหันไปเอ็ด
“เฮ้ย อะไรวะ โต๊ะของมึงเหรอทุบเอาทุบเอา จั๊กสีนั้ง เค้าแป๋ เค้าบ้อ”
อาแปะด่าเป็นชุด จ๊อดจ๋อยทำมือทำไม้ขอโทษขอโพย ก่อนจะหันมาบ่นต่อกับบูรพาด้วย
น้ำเสียงเบาลง
“คอยดูนะ ข้าจะประชดชีวิต เงินนี่จะผลาญมันให้เกลี้ยง ใช้มันให้คุ้ม คืนนี้ไปตะลึง ตึง ตึง กับข้าดีกว่า แปะขอข้าวมันไก่อีก 2 ไม่หนัง” แล้วหันคุยกับบูรพาต่อ “ขอโด๊ปซะหน่อยเดี๋ยวคืนนี้หมดแรงไปซะก่อน” ตะโกนไปหาแปะอีก “พิเศษนะแปะ”
ระหว่างจ๊อดพล่ามอยู่กับแปะ สายตาบูรพามองไปยังรถเข็นขายรังนก มีแปะแก่ๆ คนหนึ่งมาซื้อ โดยมีหลานชายตัวเล็กๆ พามา บูรพามองภาพนั้นอย่างซาบซึ้ง คิดถึงพ่อจับจิต
“เฮ้ย มึงจะโด๊ปด้วยรังนกเลยเหรอวะบูรพา อื้อหือ”

บูรพาพาตัวเองมาหยุดอยู่หน้ารั้วบ้าน มองผ่านประตูเข้าไปด้านในบ้าน เห็นจ่าเวศกำลังเข็นรถเข็นมาเปิดสวิทช์ไฟ แล้วเข็นไปหยิบจับข้าวของต่างๆ ที่วางรกให้เข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจ่าเวศจะไปทางไหน สายตาบูรพาก็มองตามไปอย่างเป็นห่วง บูรพาแอบซุ่มมองพ่อ แล้วมองถุงในมืออย่างครุ่นคิด
จ่าเวศเข็นรถ เก็บของให้เข้าที่ แต่แล้วพลาดทำหลุดมือของร่วงไปที่พื้น จ่าพยายามเอื้อมมือไปเก็บขึ้นมาแต่ไม่ถนัด ลองพลิกซ้ายพลิกขวา เพื่อจะหยิบของชิ้นนั้นหลายรอบ บูรพามองพ่อลุ้นๆ ด้วยความเป็นห่วง
จ่าเวศคว้าของได้แต่ก็หน้าเกือบทิ่ม ดีว่ายึดจับอะไรไว้ทันจึงเอนตัวมานั่งบนเก้าอี้ตามเดิม
จ่าเวศถึงกับถอนใจอย่างโล่งอก บูรพาพลอยโล่งอกตามไปด้วย มองของในถุงที่หิ้วมาก่อนจะตัดสินใจยกขึ้นแขวน ไว้ที่รั้ว แต่เกิดพลั้งมือดึงของไปกระแทกประตูรั้วเข้า ดังกึงเบาๆ จ่าเวศได้ยินเสียงนั้นก็หูผึ่ง
“นั่นใครน่ะ”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบ จ่าเวศประหลาดใจ
สักครู่มือจ่าเวศหยิบของที่แขวนไว้มาดูด้วยความประหลาดใจ เปิดดูจึงเห็นว่าเป็นรังนกร้อนๆ จ่าเวศชะเง้อมองหา ยินเสียงมอเตอร์ไซค์แล่นใกล้เข้ามา
ตะวันฉายเพิ่งเลิกงานขี่มอเตอร์ไซค์กลับมาถึง ก็ประหลาดใจ ที่เห็นพ่อมาอยู่หน้าบ้าน
“อ้าวพ่อ ออกมาทำไมหรือครับ”
“ใครไม่รู้เอารังนกนี่มาแขวนไว้ที่รั้วบ้านเรา”
ตะวันฉายรับมาดู “ยังร้อนอยู่เลยนี่ครับ”
“นั่นสิ ใส่แปะก๊วยอย่างที่พ่อชอบด้วยไม่รู้ใครเอามาให้รึเปล่า ทำไมไม่กดกริ่งเรียกก็ไม่รู้”
บูรพากำลังเฝ้ามองจ่าเวศและตะวันฉายก่อนจะบ่ายหน้าหลบเดินไปตามทางสายหนึ่งในซอย
ตะวันฉายเริ่มใคร่ครวญ ก่อนจะนึกขึ้นได้พึมพำออกมา “บูรพา”
จ่าเวศตกใจ ตะวันฉายรีบส่งของคืนให้พ่อแล้ววิ่งออกไปดู ขณะที่จ่าเวศมองตามตะวันฉายและมองของในมืออย่างตื่นตะลึง

ตะวันฉายวิ่งออกมาในซอยหน้าบ้าน มองหาบูรพา และเลี้ยวไปทางเดียวกับที่บูรพาเลี้ยวไปก่อนหน้า
ตะวันฉายเดินหาบูรพาตามซอกต่างๆในซอย แต่ไม่เห็นวี่แววบูรพา มีชาวบ้านมองตะวันฉายอย่าประหลาดใจ
ตะวันฉายหยุดกวาดมองหาอย่างเจ็บใจที่คลาดกันกับน้องอย่างฉิวเฉียด
บูรพาหลบมุมมองตะวันฉาย ก่อนจะเร้นตัวหายไปในความมืด

จ่าเวศนั่งรอลูกอยู่ที่หน้าบ้านอย่างกระวนกระวาย จนเห็นตะวันฉายเดินกลับมาคนเดียว ตะวันฉายส่ายหน้าให้บอกพ่อเศร้าๆ ว่า “ไม่เจอครับ”

จ่าเวศซึมลง

จ๊อดกับบูรพาช่วยกันขนจานที่ล้างเสร็จมาตั้งไว้บนชั้นวางจานชามในครัว สำหรับให้พ่อครัวหยิบได้ง่ายๆ

จ๊อดสะลึมสะลือเกือบทำจานหลุดมือ บูรพาต้องช่วยคว้าไว้
“น้องก้อยของพี่จ๊อด อู้หู อย่างนี้เลย ไอ้บูรพา น่ารัก เอาอกเอาใจ ตั้งแต่เข้าห้องยันลงอ่าง เค้าติดใจข้ามากเลยนะเว้ย บอกว่าพรุ่งนี้ให้มาอีก”
“แล้วเอ็งจะไปจริงๆเหรอ”
“อุวะ เด็ดขนาดนี้ยังไงข้าก็ต้องส่งเสริมเค้าหน่อย แหมนี่ดีนะที่ข้าบอกว่างานที่บริษัทพี่จ๊อดเนี่ยะมันยุ่ง จนพี่จ๊อดไม่มีเวลา ไหนจะติดต่อลูกค้า ไหนจะเจรจาธุรกิจ”
บูรพายิ้มเขินกับความบื้อของตัวเอง แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้มทันควัน ทำเอาจ๊อดมองตามไปอย่างประหลาดใจ
ที่แท้เป็นปอดเดินกร่างมาหาทั้งคู่ บูรพากับจ๊อดแกล้งทำงานไม่สนใจ
“อ้อ ดีนะมึง พอกูมาละหันตูดให้กันหมดนึกว่ากูชอบหรือไงวะ”
จ๊อดถามเซ็งๆ “มีธุระอะไรกับพวกผมล่ะครับคุณปอด”
“มึงขับรถเป็นรึเปล่า กูจะไปซื้อของ”
“แหม ขับเองก็ได้นี่ครับ พวกผมงานออกตรึมหรือไม่งั้นก็คนของพี่ปอดออกเยอะแยะ ทำไมไม่เอาไปล่ะครับ” จ๊อดบอก
“ถ้ามันว่างงานอยู่กูจะถ่อมาหามึงเหรอวะไอ้จ๊อด อย่ากวนอารมณ์แต่เช้านะโว๊ย ตกลงมึงจะไปหรือไม่ไป”
ปอดทำท่าจะราวีจ๊อด แต่บูรพาขยับขวางไว้เสียก่อน
“ผมขับเอง”
ปอดขยับจะด่าว่า แต่แล้วนึกอะไรขึ้นได้ก็เปลี่ยนใจ

รถที่บูรพาขับแล่นมาจอดที่ลานจอดรถพลาซ่าแห่งหนึ่ง
“มึงรออยู่แถวนี้แหละ กูไปซื้อของให้คุณชัชแป๊บเดียวเดี๋ยวก็มาแล้ว”
บูรพามองฟ้าเห็นแดดออกเปรี้ยง
“เหอะน่า แป๊บเดียวกูก็มาแล้ว หรือต้องให้กูเสียเวลาเดินหามึงอีก”
บูรพาทำเป็นพยักหน้าเหมือนยอมเชื่อ ครั้นพอปอดเดินไปบูรพาก็ส่ายหน้ามองหาที่นั่งหลบแดด
ขณะบูรพากำลังนั่งหลบแดดรอปอดอยู่ สายตาก็เหลือบเห็นอะไรบางอย่าง
ท่ามกลางรถที่จอดอยู่ระเกะระกะนั้น มีรูปถ่ายสองรูปกำลังเคลื่อนตามกันไป ซึ่งถ้ามองชัดๆ จะเห็นว่ามีคนกำลังแบกรูปอยู่
บูรพามองภาพนั้นขันๆ อย่างไม่สนใจอะไรนัก จนกระทั่งเห็นว่าคนที่ถือรูปแมวตามหลังมีอาการเซเอนไปเอนมาเพราะแบกรูปหลายบาน จนจะทำรูปหลุดมือมะรอมมะร่อ บูรพาลุกพรวด ถลันเข้ามาช่วยคว้าไว้ โดยไม่ทันสังเกตว่าคนที่อยู่หลังรูปนั้นคือใคร
“มาครับผมช่วย”
เป็นธิชานั่นเอง “คุณ”
บูรพาแปลกใจมาก
“ใครน่ะธิชา” ปูที่นำหน้าหันมามองหน้าแล้วจำได้ “อ๋อ พ่อหนุ่มนักโทษคนนั้นนั่นเอง”
“เดี๋ยวผมช่วยถือให้นะครับ”
ปูพยักหน้าอย่างไม่ไว้วางใจ
“ไม่เป็นไรหรอก” ธิชาบอก
“งั้นชั้นไปรับตังค์จากเจ๊ก่อนนะ”

ธิชาพยักหน้า

บูรพาช่วยธิชายกรูปวาดทั้งหมดไปวางหน้าร้านๆ หนึ่งในพลาซ่า เจ้าของกำลังนับเงินให้อยู่ มีปูถือสมุดบิลรอรับเงิน และคอยชะเง้อชะแง้มาทางด้านหลังเป็นระยะด้วยความหงุดหงิด เมื่อเห็นว่าบูรพากำลังคุยกับธิชา

“บังเอิญจังเลยนะคะ มาเจอกันอีกจนได้”
บูรพายิ้ม “ก็แปลกดีนะครับ คราวก่อนเจอกันหน้ารูปคราวนี้มาเจอกันหลังรูป”
ธิชาบูรพาต่างยิ้มให้กันและกันเขินๆ ต่างฝ่ายต่างเงียบเหมือนไม่รู้จะคุยอะไรกัน
“เอารูปมาส่งให้ที่นี่ค่ะ พอดีเค้าสั่งทำกรอบไว้ เพิ่งจะทำเสร็จคุณพ้นโทษมานานแล้วหรือคะ”
“หลายวันแล้วครับ” บูรพาคิดปราด พูดเป็นเชิงอวด “ตอนนี้ผมได้งานแล้วนะครับนี่วันนี้ก็ขับรถมาส่งเจ้านาย”
“ผมได้งานทำแล้วครับ วันนี้ผมมาส่งเจ้านาย”
“ดีใจด้วยนะคะ นึกอยู่เหมือนกันว่าท่าทางคุณคงหางานได้แน่ เพราะท่าทางคุณไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ”
บูรพาพยักหน้ารับ “กำลังใจมั้งครับ” เขามองหน้าธิชา “คนเราถ้ามีความหวัง มีความกำลังใจก็ผ่านพ้นปัญหาไปได้ง่ายขึ้น”
บูรพามองมายังธิชา ในแววตานั้นส่งความหมายไปโดยไม่ได้ตั้งใจนัก ธิชาเขินหน่อยๆ แต่ไม่แสดงออก บูรพาถือโอกาสแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
“ผมชื่อบูรพาครับ บูรพา พงศ์พิทักษ์”
“ธิชาค่ะ”
บูรพายิ้มขยับจะพูดต่อ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นปอดถือกล่องของขวัญหอบมาหา
“เฮ้ย ให้รอที่รถ เสือกมายืนหลีสาวตรงนี้ได้ยังไงวะ”
“โทษที เผอิญเจอเพื่อนเก่าน่ะ” บูรพามองธิชาอย่างอึดอัดใจ “ขอตัวก่อนนะครับ ไว้วันหลังค่อยเจอกันใหม่”
“ค่ะ”
บูรพาขยับจะไปที่อื่น แต่ปอดยื้อแขนไว้ สายตาเริ่มมองลวนลามธิชา
“เฮ้ย จะรีบไปไหนเล่า แนะนำให้รู้จักกันหน่อยสิมีของดีทำไมไม่แบ่งกันบ้างวะ”
ปูปรี่เข้ามาสมทบเหมือนเห็นเหตุการณ์แต่แรก พอได้ยินก็หูผึ่ง หันมาถามบูรพาอย่างฉุนเฉียว
“คุณ นี่ใคร เพื่อนคุณเหรอ ถือดียังไงมาพูดจาทุเรศๆ แบบนี้”
ปอดด่า “แล้วมึงเสือกอะไรด้วยวะ อีดำ”
“อ๊าย…แกๆ”
ปูโกรธร้องกรี๊ดๆ แต่พูดไม่ออก ธิชาดึงปูให้ห่างออกมา ไม่ไว้ใจไอ้ปอด
บูรพาพูดดีๆ กับปอด “ผมว่าเสร็จธุระแล้วเราก็รีบไปดีกว่า อย่าหาเรื่องเลย”
“ทำไมวะ อีนางพวกนี้มันเป็นแม่มึงเหรอ กูถึงพูดไม่ได้” ปรอดกร่างเต็มที่
คนเริ่มมองมา บูรพาเสียงเข้ม “ผมขอร้องล่ะนะ”
ปอดทำเป็นอึ้งในเบื้องแรกก่อนจะประชดด้วยการทำหน้าตื่นตะลึง
“โอ้ นี่ นี่มึงถึงขอร้องกูเลยหรือวะเนี่ย โอ๊ กูฝันไปรึเปล่าวะ ได้ๆ โธ่เอ๊ย มึงเอ่ยปากขอทั้งทีทำไมจะไม่ได้ เอาเป็นว่าเดี๋ยวกูไป แต่ก่อนไปขอกูคุยอะไร กับเด็กมึงหน่อยก็แล้วกันนะ”
ปอดขยับจะโอบบ่าธิชา แต่ธิชาหลบหลีก
“ไปไหนเล่าน้อง เขินอะไรหรือจ๊ะ หือ...”
บูรพาหมดความอดทน คว้าหัวปอดโขกโครมกับกระโปรงรถ แล้วกระชากหน้ากลับมาชกเข้าเต็มปากเต็มจมูก จนปอดหงายล้มโครมไป
ธิชาตกใจเมื่อเห็นในยามโกรธของบูรพาที่ดุดันผิดไปเป็นคนละคน
“ไอ้ ไอ้ระยำ มึงกล้าชกกูเหรอมึง”
ปอดหันไปสวนกำปั้นใส่ แต่ถูกบูรพาตวัดแขนล็อคแนบสีข้าง ส่วนอีกหมัดหนึ่งชกเปรี้ยงๆ เข้าใส่หน้าติดๆ กัน จนไอ้ปอดตาลอย ก่อนจะถูกบูรพาลากคอเสื้อเหวี่ยงลงกับพื้น
ปอดทรุดลงด้วยความจุก บูรพาขยับจะซ้ำ แต่ธิชารีบดึงไว้
“คุณ แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ อย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”
จังหวะนั้นเอง ไอ้ปอดก็ถือโอกาสชักปืนหันมาเล็งใส่บูรพา ปูร้องวี้ดว้ายหลบพัลวัน
“ไอ้สันดาน อย่าอยู่เลยมึง”
บูรพาดึงธิชาหลบไปด้านหลัง เตะปืนนั้นออกให้พ้นทาง ปืนลั่นปังขึ้นมาดังสนั่น บูรพาจับแขนปอดบิดจนปืนหลุดมือ แล้วกระชากคอเสื้อมันขึ้นมาและเงื้อหมัดจะชกซ้ำ แต่พอดีมีเสียงรถมอเตอร์ไซค์แล่นเข้ามาจอดใกล้

บูรพาเงื้อหมัดค้าง เงยหน้าไปเห็นตำรวจสายตรวจ ก็หน้าเสีย

อ่านต่อหน้า 3

ตะวันตัดบูรพา ตอน 3 (ต่อ)

ทางด้านตะวันฉายคุมตัวคนร้ายคนหนึ่งมากับตำรวจในเครื่องแบบ คนร้ายเดินไปได้หน่อยก็ขยับจะหนี แต่ตะวันฉายต้องคว้าคอไว้แน่นๆ สักครู่เสือก็กระวีกระวาดตามมา

“หมวดครับ ขออนุญาตครับ”
ตะวันฉายพยักหน้าให้ตำรวจคุมตัวคนร้ายไปล่วงหน้า แล้วหันมาคุยกับเสือ
“ว่าไงได้ประวัติไอ้เจ้านี่รึเปล่า”
“เพียบเลยครับหมวด เห็นว่าหนีคดีข่มขืนอยู่ด้วย นี่ผมว่าจะเข้าไปขอคัดสำเนาที่ สน.ท้องที่หมวดจะฝากอะไรเพิ่มรึเปล่าครับ”
ตะวันฉายนิ่งคิด “ผมไปด้วยดีกว่า ช่วยกันเช็คดูดีๆ เผื่อจะได้เบาะแสพรรคพวกมันที่เหลือทีเดียว”
“ครับ”

ที่โรงพักท้องที่เกิดเหตุ ตรงโต๊ะสิบเวรในห้องโถงกลาง แลเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังฟังปากคำจากทั้งฝ่ายธิชา ปู บูรพา และไอ้ปอด
“คุณตำรวจผมมีพยานเยอะแยะ เชื่อผมสิ ชาวบ้านแถวนั้น ใครๆ ก็เห็นมันน่ะต่อยผมก่อน”
ธิชาท้วง “แต่ผู้ชายคนนี้เค้าพยายามหาเรื่องฉันก่อนค่ะคุณตำรวจคุณคนนี้ต่างหากที่ช่วยฉันกับเพื่อนเอาไว้”
บูรพานั่งหน้าเครียดลูกเดียว เริ่มหวั่นว่าจะต้องเข้าซังเตอีกรอบ
“อย่าไปเชื่อมันนะคุณตำรวจ ผมมีการมีงานทำ เรื่องอะไรต้องไปหาเรื่องผู้หญิง”
“ไม่จริงค่ะ ผู้ชายคนนี้พยายามลวนลามเพื่อนฉันค่ะคุณตำรวจ” ปูเถียง
“ประสาท อยู่ๆ ใครจะไปลวนลามเพื่อนคุณ เพื่อนคุณมาให้ท่าผมก่อนสิไม่ว่า” ปอดว่า
“ต๊าย อย่างเพื่อนฉันเนี่ยนะต้องไปให้ท่าแก ฝันไปรึเปล่า”
ปอดหันไปโม้กับตำรวจ “อ้าว คุณตำรวจมาพูดกันตามจริงดีกว่าผมแต่งตัวมีทองหยองงี้ ใช่ว่าจะจน แล้วหน้าตาผมก็ใช่จะขี้เหร่ มีผู้หญิงมาให้ท่ามันแปลกตรงไหน”
สิบเวรไม่ตอบ แต่อึ้งไปในแววตา เห็นความโคตรขี้เหร่ของไอ้ปอดที่โดนชกจนหน้าปูดเต็มตา
“เห็นรึเปล่า คุณตำรวจยังไม่เถียงอะไรเลย”
จู่ๆ ชัชชัยยื่นมือมาตบบ่าเข้าหมับ
“กลับไปจะเหยียบหน้ามึง ไอ้ปอด”
ปอดหันไปทางชัชชัยที่ก้มลงแอบกระซิบบอกขณะลงนั่ง
“ลุงกูจะกลับมาคืนนี้ ยังเสือกหาเรื่องให้กูมาโรงพัก”
ปอดเงียบไม่กล้าเถียงอีก ชัชชัยหันไปมองที่บูรพา เห็นอีกฝ่ายนิ่งเฉยไม่พูดอะไร ชัชชัยมองอย่างแค้นๆ ก่อนจะหันมาถามตำรวจ
“คราวนี้มีคดีอะไรบ้างล่ะคุณตำรวจ”
“ทะเลาะวิวาทครับ อาจจะมีทำอนาจารพ่วงมาด้วยอีกนิดหน่อย แล้วก็หมิ่นประมาท” สิบเวรบอก
ชัชชัยเซ็งหยิบกระเป๋าเงินออกมา พอดีไอ้ปอดจะอธิบาย
“คือเรื่องที่เกิดขึ้นมัน…”
ชัชชัยเอากระเป๋าเงินตีปาก จนไอ้ปอดเงียบไป ชัชชัยหันมายื่นนามบัตรให้ธิชา
“ผมชื่อชัชชัย เป็นเจ้านายของไอ้สองคนนี่ ถ้าไม่รังเกียจผมอยากจะขอยอมความ และจบเรื่องตรงนี้ ค่าเสียหายอะไรเท่าไหร่ผมจ่ายให้”
ธิชารับนามบัตรมาแล้วมองไปยังบูรพา เป็นห่วงว่าเขาจะเดือดร้อนเพราะเธออีก
“แต่ถ้าคุณยังไม่พอใจ อยากจะมีปัญหา ก็สู้กันในศาล คุณเลือกเอา”

ธิชาหันมามองหน้าปูเป็นเชิงหารือ ปูพยักหน้าให้ ยอมๆ ไปเถอะ

บังเอิญเหลือเกินว่า รถที่เสือขับ มีตะวันฉายนั่งข้าง แล่นมาจอดหน้าสน. แห่งนี้ เสือไขกระจกรถลงชะเง้อมอง

“เอ ตกลงจะให้จอดรถตรงไหนกันแน่หว่านี่วนมาที่เดิมนี่หว่า”
“ข้างหน้าละมั้ง เห็นมีป้ายลูกศรอีกอันนะ”
เสือหยีตามอง “สงสัยใช่ครับหมวด แหมหมวดตาดีจัง”
เสือรีบออกรถแล่นตรงไป ที่หน้าตึกสน.เวลานั้น ชัชชัยเดินนำปอด ธิชา ปู และบูรพาลงบันไดมาพอดี
“พรุ่งนี้ติดต่อไปตามที่อยู่ในนามบัตรแล้วเราค่อยไปเจรจาเรื่องค่าเสียหายกันอีกที” ชัชชัยว่า
ธิชาพยักหน้ารับ ชัชชัยค่อยหันมามองมาที่บูรพา วางมาดเจ้านายข่มเต็มที่
“ไม่เป็นไร กลับไปแล้วค่อยคุกยันกัน คนอย่างกูยุติธรรมอยู่แล้ว”
ชัชชัยตบหน้าบูรพาหยอกๆ แต่แรงเอาการ ก่อนจะเดินนำไป ปอดหันมามองขู่บูรพา
“กลับไปเจอกูแน่มึง”
รอจนทั้งคู่เดินลับไปแล้ว ธิชาจึงหันมาทางบูรพา ชี้ไปทางเดียวกับรถเสือ
“รถฉันจอดอยู่ตรงนี้ค่ะ ให้ชั้นไปส่งคุณละกันนะคะ”
“อย่าเลยครับ วันนี้ผมทำคุณยุ่งมาพอแล้ว”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ อีกอย่างถ้าคุณไม่ช่วยไว้ชั้นก็คงแย่นะคะ”
บูรพาอ้ำอึ้ง ธิชายิ้มอย่างคะยั้นคะยอบูรพาจึงยอมพยักหน้า เห็นทั้งสองเดินตามกันไปโดยไม่สนใจปูที่เดินหน้าหงิกตามมาข้างหลัง

ขณะธิชาเดินมากับบูรพาและปู อีกมุมหนึ่ง เห็นเสือกับตะวันฉายเพิ่งจอดรถเสร็จกำลังลงจากรถ
“เฮ้อ นึกว่าจะหาที่จอดไม่ได้แล้วซะอีกนะหมวดตะกี้ทางวนไปวนมาอย่างกับเขาวงกตแน่ะ” เสือบ่น
ตะวันฉายยิ้มขำ “ทางเค้าไม่วนหรอก คุณนั่นแหละขับวนหัดใจเย็นซะบ้างสิเสือ”
เสือยิ้มเขินที่โดนจี้จุด ตะวันฉายหันมองทางเดินไป แต่แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นบูรพาเดินมากับธิชาและปู ตรงมาที่ลานจอดรถ
“จริงสิ คุณยังไม่ได้บอกเลยว่าทำงานที่ไหน”
บูรพาไม่ทันตอบธิชา ต้องชะงักเมื่อเห็นตะวันฉายมองอยู่แล้ว
“มีอะไรหรือคะ
ตะวันฉายเดินลิ่วมาที่น้องชายอย่างตื่นเต้น “บูรพา”
บูรพามองหน้าธิชาแล้วตัดสินใจเดินหนีไปดื้อๆ ขณะที่ตะวันฉายก็ผละจากเสือรีบเดินตามบูรพาไป เสือมองตามงงๆ
“ใครเหรอหมวด...หมวด อ้าวหมวดจะไปไหนล่ะ หมวด”
บูรพากำลังเดินหนี ตะวันฉายกรากมาขวางหน้า
“บูรพา แกมาทำอะไรอยู่ที่นี่”
บูรพาจะเดินหนีแต่ตะวันฉายฉุดแขนไว้
“เดี๋ยวก่อนบูรพา”
บูรพาสะบัด ผลัก แล้วถอยหนี “อย่ามายุ่งกับผมได้ยินมั้ย”
“ทำไมแกถึงไม่กลับบ้าน พ่อรอแกอยู่นะบูรพา”
“พ่อไม่ได้รอฉัน พ่อแค่ไม่อยากเห็นฉันมาทำทุเรศอยู่ข้างนอกนี่ต่างหาก”
“แกพูดอย่างนี้ได้ยังไง พ่อเป็นห่วงแกมากนะ เมื่อวานแกแวะไปเยี่ยมพ่อ พ่อก็รู้ แต่ทำไมแกไม่ยอมเข้าบ้านบูรพา”
บูรพานึกลังเลเป็นห่วงพ่อ ตะวันฉายดูออก
“บูรพา พ่อเค้า...”
“กลับไปบอกพ่อ ฉันสบายดี”
ธิชาได้แต่งุนงง ตะวันฉายเริ่มเดือด ปราดออกไปขวางหน้าบูรพา
“เมื่อไหร่แกถึงจะพอใจบูรพา ทำยังไงแกถึงจะยอมกลับบ้าน แกบอกมาเลย พี่จะทำทุกอย่างเพื่อ ให้ความโกรธของแกมันจบลงเสียที” น้ำเสียงตอนนี้ของตะวันฉายเริ่มอ่อนลง “พวกเราทุกคน พ่อ แก แล้วก็ตัวพี่ เราเจ็บกันมาพอแล้ว บาดแผลของแกมันก็คือบาดแผลของทุกคน ทำไมบูรพา มันจะมีประโยชน์อะไรที่แกจะมาตอกย้ำมันอยู่อย่างนี้ เพื่ออะไร”

บูรพานิ่งไปก่อนจะมองตะวันฉายอย่างเย็นชา

“เพื่อชดใช้กับสิ่งที่ชั้นเสียไปในคุกนั้นยังไงเล่า”
ตะวันฉายหน้าชา สะท้านวูบ
“แกอยากให้ชั้นกลับบ้านใช่ไหม เพื่ออะไร เพื่อให้ชั้นฝันร้ายกับสิ่งที่แกเคยทำกับชั้นอีกงั้นเหรอ ไม่หรอก ชั้นจะไม่มีวันเจอกับมันอีก ชั้นจะไม่ยอมให้แกมายุ่งกับชั้นอีก ชั้นมีทางเดินของชั้นเอง ได้ยินไหม”
“บูรพา พี่แค่ไม่อยากให้แก...”
บูรพาสวนทันที “เดินไปในทางที่ผิด ไม่หรอกชั้นจะไม่เดินไปหรอก แต่ชั้นจะกระโดดเข้าใส่มัน ชั้นจะเลว เลวให้ถึงที่สุด แกจะได้รู้ว่าความเจ็บปวดในสิ่งที่แกตัดสินใจผิดในวันนั้นมันเป็นยังไง”
ตะวันฉายยืนอึ้งเหมือนโดนแทงใจดำ ครั้นบูรพาจะเดินหนีตะวันฉายก็รีบคว้าแขนเอาไว้
“บูรพา”
บูรพาหันไปชกตูมเข้าเต็มหน้าตะวันฉาย จนอีกฝ่ายถึงกับผงายผลึงลงไปกับพื้น
เสือตกใจรีบวิ่งเข้าไปผลักบูรพาออก บูรพาหันมากระชากคอเสืออย่างฮึดสู้ เงื้อหมัดจะชก แต่จังหวะนั้นเสือรีบชักปืนขึ้นจ่อใต้คางอย่างทันควัน ไวพอกันทั้งคู่
ตะวันฉายตะโกนก้อง “เสือ...อย่า”
“เอาสิวะชกสิ มึงรู้รึเปล่าชกตำรวจน่ะโดนคุกกี่ปี”
บูรพามองเสืออย่างไม่ครั่นคร้าม แถมยื่นคางให้ยิงถนัดๆ
เสือยัวะจ่อปืนทันที “อ๋อได้ ท้ากูเหรอมึง ท้าเหรอ นึกว่ากูไม่กล้ายิงใช่มั้ย”
ตะวันฉายหายมึนก็รีบยื้อแขนเสือออกมาจากบูรพา แต่เสือไม่ยอม
“อย่าเสือ อย่า ปล่อยเค้าไป”
เสือฮึดฮัด “หมวด ไอ้บ้านี่มันต่อยหมวดนะ”
“ผมสั่งให้ปล่อยเค้า” ตะวันฉายสั่งเสียงเข้ม
“ปล่อยได้ยังไงก็มันต่อยหมวดนี่”
“เค้าเป็นน้องชายผม”
เสืออึ้ง นิ่งงันไปชั่วขณะ แล้วหันไปมองบูรพาที่ยังจ้องตะวันฉายอย่างเอาเป็นเอาตายอย่างไม่อยากเชื่อ เช่นเดียวกับสองสาวธิชากับปูได้แต่ยืนตะลึงคาที่

ทุกคนเงียบไปสักครู่ใหญ่ๆ เสือนั้นมองมายังตะวันฉายด้วยท่าทีขัดแย้งในใจ ก่อนจะค่อยๆ ลดปืนลงอย่างลังเล ตะวันฉายรีบหันมาบอกน้อง

“แกไปซะ”
บูรพาเหลียวมองมายังธิชานิ่งๆ แล้วเดินผ่านหน้าธิชาไปช้า ผ่านตะวันฉายที่มองด้วยความรู้สึกสับสนในใจ บูรพาเดินลับตัวไปแล้ว

เวลาผ่านไป กระป๋องเบียร์ในมือเสือถูกบีบจนบุบ
เสือเปิดประตูรถทิ้งไว้ นั่งห้อยขาออกมานอกรถ ปากระป๋องเบียร์ลงถังไปเซ็งๆ แล้วมองไป
ทางตะวันฉายที่กำลังคุยกับธิชา โดยมีปูยืนฟังอยู่ห่างๆ
“คุณเป็นพี่ชายของบูรพาหรือคะ”
ตะวันฉายอึดอัดใจอยู่ จึงพยายามวางมาดเพื่อซ่อนความรู้สึกของตน
“ผมเป็นตำรวจ คุณรู้จักกับเค้าได้ยังไง
ธิชาอึ้งไปหน่อยๆ กับท่าทีแข็งกระด้างของตะวันฉาย
“เค้าช่วยฉันเอาไว้ค่ะ มีคนจะลวนลามฉัน”
“ตอนนี้เค้าพักอยู่กับคุณงั้นเหรอ”
ธิชาตกใจ “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ฉัน…”
ตะวันฉายท่าทางสนใจฟัง จนธิชารู้สึกผิดสังเกต จึงเฉไฉไป
“ฉันเพิ่งรู้จักกับเค้าวันนี้เอง ไม่ได้สนิทอะไรกันเลย”
ตะวันฉายหยิบนามบัตรมายื่นให้ “เบอร์โทร.ผมอยู่ในนามบัตร ถ้าเจอเค้าอีกเมื่อไหร่ ช่วยติดต่อไปหาผมด้วย”
ธิชาพยักหน้า ขณะรับนามบัตรมา ตะวันฉายขยับจะปลีกตัวไป
“เอ่อ คุณคะ” เธอรอจนตะวันฉายหันมา “พอจะบอกได้มั้ยคะว่าคุณกับบูรพามีปัญหากันเรื่องอะไร”
ตะวันฉายมองธิชานิ่ง แต่ไม่ยอมตอบคำถาม
“คุณอย่ารู้เลย”

ธิชาอึ้ง มองตามตะวันฉายที่เดินไปขึ้นรถ จนรถแล่นออกไป

เสือขับรถหน้านิ่วคิ้วขมวด ตะวันฉายลอบมองเสือ รู้ว่าเขากำลังไม่พอใจตน หมวดหนุ่มครุ่นคิดสักพักก็เอ่ยถามแทรกขึ้นมาในความเงียบ

“อยากจะพูดอะไรกับผมรึเปล่า”
เสือฟิวส์ขาด กระชากเบรกมือ จนท้ายรถเหวี่ยงเข้าข้างทาง ฝุ่นตลบ เสือเปิดประตูลงมาจากรถ มารอคุย จนตะวันฉายเดินตามลงมา
เสือโวยเสียงดัง “ทำไมหมวดไม่เคยบอกผม ผมไม่ใช่ลูกน้องหมวดเหรอ เราทำงานด้วยกันมาสี่ปี แล้ว หมวดไปไหนผมก็ตาม หมวดบอกลุยผมก็ลุย ทำไมล่ะหมวด เรื่องแค่นี้ทำไมหมวดถึงบอกผมไม่ได้”
ตะวันฉายหนักใจ ไม่รู้จะเริ่มต้นเล่าอย่างไร
“หมวดกลัวผมปากหมาใช่มั้ย”
“ไม่ใช่”
เสือโวยต่อ “กลัวว่าพอเรื่องมันกระจายออกไปแล้วหมวดเสียหน้าเสียประวัติ กลัวหนังสือพิมพ์มันจะไม่เขียนข่าวชมหมวดงั้นสิ”
“ไม่”
“เดี๋ยวพาลตัวเองจะอดได้เลื่อนยศ อดได้เป็นท่านสารวัตร เป็นท่านผู้กอง”
ตะวันฉายของขึ้น “ไม่ใช่โว๊ย”
เสือชะงัก ไม่เคยเห็นผู้หมวดฟิวส์ขาดอย่างนี้มาก่อน ตะวันฉายระเบิดอารมณ์ออกมา
“ที่ผมไม่เคยบอกใคร ก็เพราะผมไม่อยากเอ่ยถึงมันมันไม่สำคัญหรอกว่าบูรพาน้องผมเป็นขี้คุก
แต่มันสำคัญตรงที่ผม ผมเป็นคนทำให้เค้าเป็นแบบนั้น”
หมู่เสือใบ้รับประทาน
“คุณไม่มีวันเข้าใจหรอกเสือ คนๆนั้นเค้าเป็นน้องแท้ๆ ของผม เลือดเดียวกัน แต่ชีวิตของเค้ากลับ
ต้องมาพัง เพราะคนที่เค้าเรียกว่าพี่” ยิ่งพูดหมวดยิ่งแค้น “เสือ ห้าปีมานี่ ผมไม่เคยได้นอนหลับฝันดี เพราะเค้า” ตะวันฉายชี้ขมับตัวเอง “เค้าอยู่ในนี้ ที่ผมเป็นตำรวจ ที่ผมทำทุกสิ่งทุกอย่างลงไปจะเป็นจะตายอยู่ทุกวันนี้ ผมไม่ได้ต้องการอะไรเลย ไม่ต้องการเป็นท่านสารวัตร ไม่ต้องการให้หนังสือพิมพ์มาเขียนข่าวชม ที่ผมต้องการอย่างเดียวก็คือให้เค้ายอมกลับมา ให้เค้ายอมเรียกผมว่าพี่อย่างเต็มใจอีกครั้งเดียว อีกครั้งเดียวก็พอแล้ว”
ตะวันฉายโกรธตัวเองจนน้ำตาจะไหล รีบหันหลังหลบไปมองฟ้ามองสวรรค์เพื่อระงับสติ ขณะที่เสือก็ยืนอึ้งนิ่งงันไป ด้วยความเสียใจ ที่เข้าใจลูกพี่ของตนผิด

ด้านบูรพาเดินซึมกลับเข้ามาในผับ แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าจ๊อดปราดออกมาดักรอตน ท่าทางร้อนรนกังวลใจ
“บูรพาข้าว่าเอ็งอย่าเข้าไปดีกว่าว่ะ ไอ้ปอดมันระดมพวกมาเพียบเลย ข้าว่าท่าทางมันเอาเอ็งแน่”
“แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง”

“ก็หนีสิวะถามได้”
บูรพาประชดอย่างสมเพชตัวเอง “หนีอีกแล้วเหรอ ไม่ จ๊อด วันนี้ข้าหนีมาพอแล้วถ้าไอ้ปอดมันอยากจะคุยกับข้า ข้าก็จะคุยกับมัน”
บูรพามองเข้าไปในผับ

ไม่นานต่อมา ประตูหลังผับค่อยๆ เปิดออก เผยให้เห็นบูรพากำลังมองออกไปในความมืด แลเห็นไอ้ปอด ชัชชัย และสมุนรออยู่เพียบตรงลานกว้างหลังผับ ชัชชัยนั้นนั่งกระดิกเท้าจิบไวน์รออย่างใจเย็น
“นึกว่าจะไม่มาทำงานแล้วซะอีก กำลังรออยู่เชียว”
บูรพามองไป เห็นปอดแสยะยิ้มให้อย่างสะใจให้กับวันที่รอคอยมาเนิ่นนาน
“จะวิ่งหนีซะหน่อยมั้ย ยังทันนะ” ชัชชัยเยาะ
บูรพาก้าวออกไป แต่จ๊อดยื้อแขนเสื้อบูรพาให้กลับเข้าไป
“เอ็งอย่าบ้าเชียวนะไอ้บูรพา พวกมันเป็นสิบไม่เห็นเหรอ”
บูรพาหันมาหา “ไอ้จ๊อด”
จ๊อดงง
“โทษนะ”
บูรพาชกจ๊อดสุดแรงจนมันหน้าหัน ยอมคลายมือออกตัวจากบูรพา
จ๊อดตาลอยคว้าง จวนจะสลบ เห็นประตูค่อยๆ ถูกลูกสูบดึงเลื่อนปิดลง จังหวะที่ร่างจ๊อดร่วงลงพื้นพอดีประตูจะปิดปังลงตามเดิม หมดทางออก บูรพาก้าวออกไปเผชิญหน้าอย่างท้าทายตามลำพัง

“เรื่องนี้ไอ้จ๊อดไม่เกี่ยว”

อ่านต่อหน้า 4

ตะวันตัดบูรพา ตอน 3 (ต่อ)

ชัชชัยจุ๊ปากอย่างชอบใจ ชูหัวแม่โป้งให้

“ได้”
บูรพาหน้าตาเหี้ยมเกรียม ล้วงผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าออกมาพันมือไว้อย่างรวดเร็ว
สมุนชัชชัยที่อยู่ด้านหลัง กะฉวยจังหวะที่บูรพาพันผ้าอยู่ เปิดฉากลอบกัดเป็นคนแรก บูรพาไม่หันไปมองแม้สักน้อยแต่ยกส้นเท้าดีดกลับหลังยันแข้งสมุนคนนั้น จนเสียหลักล้มลง บูรพาหันศอกรับอีกทีเดียว สมุนคนนั้นล้มฟุบสลบเหมือด
ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตา สมุนคนอื่นๆ ฮือล้อมกรอบเข้ามาจะซ้ำ บูรพาเลยชะงักกึก ตีวงออกห่างอย่างกล้าๆ กลัวๆ รวมทั้งไอ้ปอดที่ถอยเป็นคนแรก
บูรพาผูกผ้าเช็ดหน้าพันมือเสร็จพอดี เขากระตุกปม ลดมือลงอย่างผ่อนคลาย ชัชชัยมองเหล่ไอ้ปอดอย่างดุๆ เป็นเชิงด่า เมริงจะรอพระแสงอะไรอีกฟระ?
ปอด กลัวเสียฟอร์มเลยร้องจ๊าก บุกทะลวงนำลูกน้องเข้ากระทืบบูรพา จนเกิดตะลุมบอนกันขึ้น
ชัชชัยนั่งจิบไวน์มองการรุมกินโต๊ะบูรพาอย่างสะใจ สุขใจ
บูรพาพยายามต่อสู้เต็มความสามารถ แต่เริ่มควบคุมสถานการณ์ได้ยากขึ้น บูรพาเริ่มหยุดตั้งหลักและคำนวณหาช่องทาง เปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นอาศัยความคล่องแคล่ว ขยับฝ่าวงล้อมออกไปให้มากที่สุด โดยใช้ข้าวของที่วางระเกะระกะในบริเวณนั้นเป็นเครื่องหลบหลีก แต่หลบไปทางไหนก็เจอแต่มือกับเท้าปลิวว่อน แถมพวกปอดบางคนยังใช้ของแข็งเป็นเครื่องทุ่นแรง
ในที่สุดบูรพาก็จำต้องคว้าด้ามไม้ถูพื้นจากกองขยะในบริเวณนั้นมาเป็นเครื่องทุ่นแรง ช่วยสกัดไม่ให้สมุนของไอ้ปอดเข้ามาใกล้ตัว ทุกคนที่อยู่ในรัศมีล้วนแล้วแต่โดนฟาดจนกระเจิง

ปอดเจอของจริงหน้าตาตื่นถอยออกมาไม่กล้าเข้าใกล้ เหลือบไปก็เห็นชัชชัยกำลังจิบเหล้า พลางส่ายหน้าระอาใจกับสมรรถภาพของลูกน้องตน

ปอดคิดปราด หาทางเล่นงานบูรพา ก่อนจะนึกอุบายได้ มันคว้าเศษอิฐแถวนั้นปาใส่บูรพาสุดแรงเกิดบูรพาชะงักกึก เข่าทรุด เลือดไหลโกรกออกมา

“เสร็จกูล่ะมึง เอามันเลยโว๊ย พวกเรา”
สมุนของปอดกรูกันเข้ายำบูรพาแบบไม่เลี้ยง บูรพาพยายามปัดป้องคลานไปจะหาที่เกาะยึดเพื่อจะทรงตัวยืนขึ้น แต่ก็ถูกปอดตามมาเตะจนหน้าหงาย ไอ้ปอดรับท่อแป๊บจากสมุนมาถือไว้ ขณะเอาตีนเหยียบยอดอกบูรพา
“ถึงตากูล่ะทีนี้ กูไม่เอาอะไรมากหรอกขอแค่หยอดน้ำข้าวต้มก็แล้วกัน”
ปอดเงื้อมือจะฟาดบูรพา แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อรถคันหนึ่งแล่นตรงเข้ามาจอด เงาของคนสองคนที่โดยสารมาบนรถนั้นย้อนแสงอยู่
ชัชชัยเหลียวมามองช้าๆ อย่างนึกหวั่น แสงไฟรถที่สาดเข้ามาฉายให้เห็นความตื่นกลัวบนใบหน้าของชัชชัยที่เริ่มสังหรณ์ว่าผู้มาถึงเป็นใคร
“ลุงจิว” / พวกลูงน้องครางออกมาว่า “ป๋า” เป็นแถว
นายเสริมมือปืนหน้าเหี้ยมเดินนำลงมาจากรถ และเปิดประตูให้เสี่ยจิว หรือเสี่ยเจริญก้าวลงมา ไม้เท้าของเสี่ยหยัดลงกับพื้น ก่อนเจ้าของจะเดินตรงมา
ชัชชัยพยักหน้าให้ปอดและลูกสมุน ทุกคนทิ้งอาวุธกันดังเคล้งเปิดทางให้เสี่ยเจริญเดินเข้ามา
ลูกสมุนพากันก้มหัวให้ตลอดทาง ส่วนชัชชัยนั้นยืนขึ้นต้อนรับ
บูรพาที่นอนจมกองเลือดแข็งใจหันมองไป เห็นเพียงเงาดำของเสี่ยยืนย้อนแสงวูบไหวอยู่ เหมือนกำลังก้มลงมามองตน
“เอ็งชื่ออะไร ไอ้หนุ่ม”
เรี่ยวแรงล้าเต็มกลืน บูรพาจะหมดสติมะรอมมะร่อ แต่ยังมีแรงพึมพำออกไป
“บูรพา...บูรพา”
เสี่ยเจริญเอามือกระชากแขนเสื้อบูรพาออก เผยให้เห็นรอยสักมังกรแดงเด่นชัด ในจังหวะที่บูรพาหมดสติไปพอดี

บูรพาค่อยฟื้นๆ ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ตั้งสติแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงหรู ร่างกายได้รับการทำแผลเรียบร้อย บูรพานึกทบทวน มองไปรอบกายอย่างงุนงง ก่อนจะแข็งใจประคองกายลุกขึ้นนั่ง
บูรพาเดินมาที่หน้าต่างและเลิกม่านมองออกไป สิ่งที่เห็นคืออาณาจักอันกว้างใหญ่ไพศาล โอฬารของคฤหาสน์เสี่ยเจริญ มีสมุนเดินเวรยามเพียบ

บูรพาประหลาดใจว่าตนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

บูรพาเดินกุมแผลมองหาคนในบ้านออกมา จนถึงบริเวณละแวกสระว่ายน้ำ แล้วเขาก็ได้ยินเสียงตูมจากที่ในสระ เมื่อมองไปก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ

เจิมฉัตรในชุดว่ายน้ำอันรัดรึง ทะลึ่งตัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำ และโผว่ายมาหยุดพักที่ขอบสระ สักครู่ก็จึงเหลือบเห็นบูรพา เจิมฉัตรส่งยิ้มให้เขาอย่างไม่ถือตัว
“ส่งเสื้อคลุมให้หน่อยสิ”
บูรพามองหาจนเห็นเสื้อคลุม จึงหยิบส่งให้เจิมฉัตรที่ขึ้นมาจากสระน้ำรับไปสวม
“เมื่อคืนได้ยินเสียงเอ็ดตะโรโวยวายกันใหญ่ คงเป็นเพราะเธอสินะ”
บูรพาไม่แน่ใจ ได้แต่สำรวจเนื้อตัวของเขาอีกครั้ง และเห็นร่องรอยการปฐมพยาบาลที่ทำไว้อย่างดี
“ที่นี่ที่ไหน”
“ถ้าบอกว่าเป็นสวรรค์ เธอจะชอบมั้ยล่ะ”
เจิมฉัตรเดินผ่านหลังบูรพา และเอ่ยถามใกล้ๆ ริมใบหู
“นางฟ้าที่นี่ใจดีนะ”
บูรพาเหลียวมามองเจิมฉัตร อึ้งไปนิดๆ ใน จริตจกร้านของเธอ เจิมฉัตรเดินไปนั่งที่เก้าอี้ จิบเครื่องดื่มสีสวยในแก้ว ปล่อยให้บูรพาเริ่มคิดเดาเอาเอง
บูรพามองไปรอบๆ “ที่นี่บ้านเสี่ยเจริญ”

เจิมฉัตรยิ้มไม่ยอมตอบ แต่บุ้ยหน้าให้เขามองไปทางหนึ่ง จนเห็นนายเสริมสมุนคนสนิทของเสี่ยเจริญเดินมาแต่ไกลลิบๆ
“ป๋าคงให้คนมาตามแล้ว รีบไปเถอะ ขืนชักช้าจะเดือดร้อนไม่รู้ด้วยนะ”
เสริมเดินมาหยุดรอ
บูรพาพยักหน้าอำลาเจิมฉัตร แล้วขยับจะปลีกตัวไป แต่เจิมฉัตรกลับเอื้อมมือมาแตะรั้งที่หลังมือของเขาเบาๆ เพียงแค่ปลายนิ้วนั้นก็หยุดผู้ชายได้ทุกคน
เจิมฉัตรกระดิกนิ้วให้บูรพาก้มลงมาหา กระซิบบอก
“พบป๋า ต้องวางตัวตามสบาย และพูดแต่คำว่า“ใช่” เท่านั้น”
“แล้วถ้า “ไม่” ล่ะ”
“ฉันยังไม่เคยเห็นใครกล้าพูดอย่างนั้น เธอจะลองดูมั้ยล่ะ”
บูรพาคิดว่าคงไม่อยากลองเท่าไหร่นัก เขาเดินไปหาเสริม ที่เดินนำไปเงียบๆ บูรพาเดินไปได้สักระยะหนึ่งก็นึกอะไรขึ้นได้จึงเอ่ยถามเสริมขึ้น
“คนตะกี้เป็นลูกสาวเสี่ยเจริญงั้นเหรอ”
เสริมชะงักกึกหันมาบอกสั้นๆ
“คุณเจิมฉัตรเป็นภรรยาของป๋า”
บูรพาอึ้งไป เหลียวหลังไปมองเจิมฉัตรอีกครั้ง เห็นเจิมฉัตรขยับมือเหมือนบ๊ายบายให้ตน

บูรพาหันกลับเดินตามเสริมไปเงียบๆ

หากพิจารณาชัดๆ จะเห็นว่า เสี่ยเจริญ สักมังกรแดงที่แขน นอนใส่เสื้อคลุมให้คนนวดอยู่ชั้นบนเก้าอี้หรูอย่างสบายอุราอยู่ในสวนหย่อมแสนสวย จังหวะหนึ่งเสื้อคลุมเปิดออกเผยให้เห็นรอยสักมังกรแดง

ชัชชัยนั่งหน้าบูดอยู่ข้างๆ เหลือบเห็นบูรพาที่ลงนั่งร่วมโต๊ะ แล้วก็เบือนหน้าหนีไปอย่างเซ็งๆ
บูรพานั่งลงอย่างเจียมตัวเจียมตน ใช้สายตาลอบมองเสี่ย ไล่มาจากมือที่ถือไม้เท้าจนเห็นโฉมหน้าของเสี่ยเจริญชัดๆ ถนัดตา
“ชั้นได้ข่าวจากเคี้ยงว่า อาจจะมีเด็กของมันมาทำงานกับชั้น นึกไม่ถึงว่าจะเจอกันในสภาพนี้ ชั้นต้องขอโทษด้วยที่ต้อนรับแกไม่ดี”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ได้ยังไง ฉันกับเคี้ยงเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่ในคุก”
เสี่ยเจริญพยักหน้าให้คนสนิท เสริมเข้ามาถกแขนเสื้อบูรพา บูรพาขัดขืนเล็กน้อยด้วยความตกใจ แต่เมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ยอมให้เสริมเปิดแขนเสื้อโดยดี
เสี่ยเจริญมองรอยสักอย่างมีความหมาย ใช้หัวไม้เท้ากดลากไปบนผิวเนื้อราวกับจะนับเกล็ดมังกร
“ตั้งแต่เราเริ่มตั้งแก๊งมังกรแดง ด้วยกัน ฉันโชคดีกว่ามันหน่อยที่ได้ออกมาก่อน แต่ยังไงฉันก็ยังไม่ลืมบุญคุณของพี่น้อง เอาละ...” เสี่ยยิ้มใจดี “สรุปว่าคนกันเอง ถ้าอย่างนั้นอะไรที่แล้วไปแล้ว ก็ขอให้แล้วกันไป แกว่าดีมั้ย เจ้าชัช” เสี่ยมองมายังหลานโรคจิต
ชัชชัยอึดอัดใจสักพักก็เอ่ยเถียงออกมา
“แต่เมื่อวานคนของผมเจ็บไปหลายคนนะครับป๋า”
เสี่ยเจริญตบโต๊ะปัง “คนของแกเหรอ เดี๋ยวนี้แกมีคนของแกด้วยเหรอ ไอ้พวกกะเลวกะราดพวกนั้นลองไม่มีเงิน ดูซิมันจะตามแกมั้ย ทำอะไรหัดคิดหน้าคิดหลังซะบ้าง ตอนนี้เรากำลังมีปัญหาอยู่กับแก๊งของไอ้หัวจักร แค่นี้ก็ปวดหัวพออยู่แล้ว นี่แกยังจะมาหาเรื่องกัดกับพวกเดียวกันอีกเหรอไง”
ชัชชัยทั้งเจ็บทั้งอายที่ต้องมาถูกด่าต่อหน้าบูรพา ได้แต่พยักหน้าหงึกๆ อย่างจำใจ
เสี่ยเจริญหงุดหงิด เอ่ยปากฟันธง
“ฉันอยากให้แกสองคนจับมือเลิกแล้วต่อกัน ขอแค่นี้แหละ จะทำให้ได้มั้ย”
ชัชชัยมองหน้ากันกับบูรพา จำใจรับปาก
“ก็ต้องได้สิครับ ป๋าขอทั้งที”
เสี่ยเจริญหันมาทางบูรพา “แล้วแกล่ะ ได้ หรือ ไม่ได้”
แทนคำตอบ บูรพายื่นมือออกมาตรงหน้าชัชชัย อีกฝ่ายยื่มาจับมือด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก
“ถ้าเสร็จเรื่องแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ มีธุระต้องทำ” ชัชชัยยิ้มให้บูรพา “เราหายกันแล้วนะ”
บูรพาพยักหน้า แต่ดูออกว่าชัชชัยเฟกใส่

ถัดมา ชัชชัยมองออกมาจากห้องนอน เห็นเสริมกับบูรพายืนอยู่ที่รถ มีจิวคอยแนะนำอีกที ชัชชัยจดสายตามองบูรพาอย่างเหี้ยมเกรียม
เสียงหวานๆ ของ เจิมฉัตรดังขึ้น “ใครกันเหรอ”
ชัชชัยหันมา พบว่าเจิมฉัตรมายืนอยู่ข้างหลังตน ท่าทางใกล้ชิดกันของสองคนไม่น่าใช่หลานชายกับป้าสะใภ้ธรรมดา
“คนที่ป๋าพามาน่ะ”
“ก็แค่ขี้คุก” ชัชชัยบอกอย่างเคืองขุ่น
“ถ้าแค่นั้นจริงๆ ป๋าคงไม่ถึงกับจัดห้องพักให้อยู่ในบ้านนี้หรอก”
“มันเป็นเด็กของลุงเคี้ยง เพื่อนป๋า”
“มิน่า” เจิมฉัตรยิ้มพอใจ “ท่าทางเอาเรื่องเหมือนกันนี่”
ชัชชัยหมั่นไส้ “สนมันมากนักหรือไง”
“ฉันจะสนใครก็ไม่แปลกนี่”
ชัชชัยเดือดดาล คว้าตัวเจิมฉัตรเข้ามาแนบร่าง ตวาดใส่หน้า
“แปลกสิ แปลกแน่ ถ้าเธอไปสนใจมันเข้าได้โดนดีแน่”
เจิมฉัตรตบหน้าชัชชัยเข้าฉาดใหญ่ ทำเอาชัชชัยนิ่งอึ้งไป
“สุภาพกับป้าสะใภ้หน่อยสิ คุณชัชชัย”

ชัชชัยรวบตัวรั้งร่างเจิมฉัตรเข้ามาอย่างแรง ตะโบมจูบริมฝีปากของเธออย่างดุเดือด ซุกไซร้ไล่เรื่อยมาตามซอกคอ แววตาเจิมฉัตรยิ้มเป็นประกายเจ้าเล่ห์ หล่อนมองชัชชัยเหมือนมองลูกไก่ในกำมือ

อา....สองคนลักลอบเป็นชู้กัน ใต้จมูกเสี่ยเจริญ!!!

อ่านต่อตอนที่ 4
ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1
ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1
ในแสงสลัวของความมืดยามค่ำคืนที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วโกดังเก็บสินค้าแห่งนี้ ร้อยตำรวจตรี ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ ถือปืนเล็งไปข้างหน้า เดินระแวดระวังมาตามทางเดินแคบๆ ระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ภายในโกดัง แลเห็นแสงสว่างตรงปลายทางอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า แววตาตะวันฉายแน่วนิ่ง ทบทวนความคิดอยู่ในใจ “คุณเคยต้องตัดสินใจอะไรยากๆ มั้ย” ปืนในมือของตะวันฉาย ซึ่งห้อยพระที่คอ ถูกง้างนกขึ้นเตรียมพร้อม “ตัดสินใจเลือกระหว่างของสองอย่างที่มีเหตุผลจูงใจเท่ากัน หรือให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายๆ พอๆ กัน” ดวงตาของเขามุ่งมั่น ดุดัน “คล้ายๆ กับต้องเลือกว่า จะตัดมือซ้ายทิ้งหรือตัดมือขวาทิ้ง” ทุกก้าวย่างตะวันฉายถือปืนอย่างระแวดระวัง ก่อนจะโผล่หน้าออกไปลอบมองดูสถานการณ์ข้างนอก “ผมเคย...”
กำลังโหลดความคิดเห็น...