xs
xsm
sm
md
lg

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1

ในแสงสลัวของความมืดยามค่ำคืนที่โรยตัวปกคลุมไปทั่วโกดังเก็บสินค้าแห่งนี้ ร้อยตำรวจตรี ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ ถือปืนเล็งไปข้างหน้า เดินระแวดระวังมาตามทางเดินแคบๆ ระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ภายในโกดัง

แลเห็นแสงสว่างตรงปลายทางอยู่ลิบๆ เบื้องหน้า แววตาตะวันฉายแน่วนิ่ง ทบทวนความคิดอยู่ในใจ

“คุณเคยต้องตัดสินใจอะไรยากๆ มั้ย”
ปืนในมือของตะวันฉาย ซึ่งห้อยพระที่คอ ถูกง้างนกขึ้นเตรียมพร้อม
“ตัดสินใจเลือกระหว่างของสองอย่างที่มีเหตุผลจูงใจเท่ากัน หรือให้ผลลัพธ์ที่เลวร้ายๆ พอๆ กัน”
ดวงตาของเขามุ่งมั่น ดุดัน
“คล้ายๆ กับต้องเลือกว่า จะตัดมือซ้ายทิ้งหรือตัดมือขวาทิ้ง”
ทุกก้าวย่างตะวันฉายถือปืนอย่างระแวดระวัง ก่อนจะโผล่หน้าออกไปลอบมองดูสถานการณ์ข้างนอก
“ผมเคย...”
ตะวันฉายมองจ้องโจรหัวโจกเบื้องหน้าด้วยแววตาอันเหี้ยมเกรียมดุดัน
“ในชีวิตตำรวจ คุณต้องเลือกระหว่างยิงคนร้าย หรือไม่ก็เสี่ยงตายเข้าไปจับคนร้ายปฏิบัติหน้าที่ตอนป่วย หรือนอนพักผ่อนอยู่กับบ้านเลือกที่จะเป็นตำรวจที่ดี หรือเลว”
ระหว่างนี้โจรหัวโจกรู้สึกสังหรณ์ใจ จึงค่อยๆ หันมาดูทางด้านหลัง เผยให้เห็นว่าที่แท้เขาคือบูรพา น้องชายของตะวันฉาย!
“หรือเลือกที่จะฆ่าใครสักคนที่คุณรักอย่างสุดหัวใจ แทนที่จะปล่อยให้เขาลอยนวลต่อไป”
ตะวันฉายกระชับปืนเดินออกมาจากที่ซ่อน และร้องเตือนออกไปก่อน
“บูรพา”
บูรพาพรายยิ้ม ก่อนจะเล็งปืนยิงกระหน่ำเข้าใส่เป้าหมายเบื้องหน้า นั่นคือร่างของตะวันฉายผู้เป็นพี่ชาย!

ตะวันฉายสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้าย เขาเรียบเรียงความคิดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินไปที่หน้าต่างยืน สีหน้าครุ่นคิดตรึกตรอง
“ไม่มีใครบอกได้ว่าระหว่างการนอนฝันร้าย กับการตื่นมาพบกับความจริงที่ปวดร้าว อย่างไหนมันจะทารุณไปกว่ากัน แต่ผมฝันร้ายอย่างนี้เสมอ”

ในห้วงคิดของตะวันฉาย แว่วยินเสียงนวมชกมวยกระแทกเนื้อดังมาแผ่วๆ จนถนัดชัดเจน และดังกึกก้องขึ้น
ตะวันฉายพาตัวเองกลับไปสู่ ค่ำคืนหนึ่ง เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้

บนสังเวียนมวยของโรงยิมเล็กๆ แห่งนี้ แลเห็นนักมวยคู่หนึ่งในชุดลำลองชกต่อยกันอย่างดุเดือด
มุมหนึ่งเป็น บูรพา ท่าทางมันเขี้ยว กำลังพุ่งกำปั้นเข้าหาคู่ต่อสู้ อีกมุมตะวันฉาย คู่ชกของบูรพา ท่าทางใจเย็น โยกตัวหลบหมัด และสวนกลับอย่างคล่องแคล่ว
บูรพาโดนหมัดเฉี่ยวผ่านหน้าไป และเริ่มดูจังหวะคู่ต่อสู้ก่อนจะตัดสินใจทิ่มหมัดพรวดเข้าไปกระแทกหน้าตะวันฉายเต็มๆ จนซวนเซไป ตะวันฉายรีบก้มต่ำ แล้วสวนกลับเข้าที่ท้องบูรพาจังๆ
ท่ามกลางพายุหมัด บูรพาสวนตอบ ตะวันฉายสวนกลับบ้าง กลายเป็นการแลกหมัดกันอย่างดุเดือด ทุกอย่างเร็วขึ้นแรงขึ้นตามอารมณ์ของสองหนุ่ม ที่มีเลือดทรหดล้นปรี่พอกัน
ลุงภารโรงแก่ๆ เห็นท่าไม่ดีตัดสินใจเคาะระฆัง
บูรพาเบรคไม่ทันพลั้งมือต่อยตะวันฉายเข้าเต็มเปา
ตะวันฉายเงยหน้าที่พราวไปด้วยหยาดเหงื่อขึ้นมา จนเห็นว่าตรงโหนกแก้มมีรอยแตก เลือดสดๆ ไหลริน
บูรพาจากนิ่งอึ้ง กลายเป็นยิ้มขอโทษอย่างสุดวิสัย

ตะวันฉายยิ้มกว้าง สำหรับน้องคนนี้ พี่อภัยให้ได้เสมอ

ห้องอาบน้ำภายในโรงยิมเป็นช่องแบ่งกั้นสำหรับอาบน้ำสูงแค่อก โดยไม่มีฝาประตู

ตะวันฉายกำลังอาบน้ำล็อคติดกับบูรพา เขามีอาการแสบแผลที่หน้า จนกระทั่งแว่วยินเสียงบูรพาหัวเราะแห่งกับเสียงซู่ซ่าของน้ำ
ตะวันฉายทั้งขำทั้งฉุน “เอานั่น หัวเราะ มีความสุขตกลงนี่พามาเป็นคู่ซ้อม หรือพามาล้างแค้นกัน
แน่วะเนี่ย ล่อซะหน้าตาแหกแบบนี้”
“โธ่พี่ น้องชายจะลงแข่งระดับเขตทั้งทีมันต้องหนักหน่อย อย่าห่วงหล่อนักเลย” บูรพากระแซะถาม “ท่าทางกังวลแบบนี้ นัดสาวไว้ใช่ม๊า”
“สาวที่ไหนเล่า อาทิตย์หน้ามีนัดสัมภาษณ์งานต่างหาก”
บูรพาตื่นเต้น “ฮ้า ที่สมัครเป็นฝ่ายข้อมูลของกองปราบน่ะนะ เค้าเรียกตัวแล้วเหรอ”
ตะวันฉายยืดอกตัวพองด้วยความภูมิใจ
“ร้อยตำรวจตรี ตะวันฉาย พงศ์พิทักษ์ รองหัวหน้าฝ่ายข้อมูลกองพิสูจน์หลักฐาน ยินดีรับใช้ครับผม”
บูรพายิ้มขัน “โอ้โห นี่ถ้าพ่อรู้ต้องร้องเฮลั่นบ้านแหงๆ”
ตะวันฉายยกนิ้วแตะริมฝีปาก ด้วยท่าทีกระหยิ่มยิ้มย่อง คล้ายมีแผนอยู่แล้วในใจ
“ชูว์ ไว้บอกพ่อตอนวันเกิดพรุ่งนี้”
“โห ดีเว้ยมีผลงานมาอวดพ่อด้วย ว้า แล้วเราอวดอะไรดีวะเลื่อนวันชกก็ไม่ได้”
บูรพาอาบน้ำเสร็จก็เดินนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมา เห็นตะวันฉายเดินนุ่งผ้าเช็ดตัวออกมาเช่นกัน
“เออ นึกออกแล้ว ยืมเงินนี้หน่อยนะ จะซื้อของขวัญให้พ่อ”
บูรพาเดินไปหยิบกางเกงยีนส์ของพี่ชาย แล้วคว้าเอากระเป๋าสตางค์ออกมาเพื่อจะหยิบเงิน ตะวันฉายร้องลั่นพลางถลันมาจะคว้ากลับ แต่ไม่ทัน
“เฮ้ย อย่านะเว้ย”
“แหมยืมหน่อยเดียวเอง เหนียวไปได้”
บูรพาพูดไปแล้วเดินหนี ขณะที่ตะวันฉายเดิน/วิ่งตาม พอได้จังหวะก็ดึงผ้าเช็ดตัวที่บูรพานุ่งอยู่ บูรพาร้องลั่น
“เฮ้ย พี่ฉาย อย่านะเว้ย อย่า”
ไม่ทันขาดคำ ตะวันฉายก็ดึงผ้าพรึบ บูรพาคว้าไว้ไม่ทันแล้ว
“เฮ้ย”
ตะวันฉายมองเหล่ ห่อปากทำตาโต “หู...ไม่ใช่ขี้ๆ เว้ย”
บูรพาไล่ปาของไล่เตะตะวันฉายซึ่งวิ่งหนีไปมา แต่ครู่หนึ่งก็ชะงักหยุดวิ่งเสียเฉยๆ เมื่อได้ยินเสียงปืนดังปัง! จากข้างนอก
“เสียงอะไรนะพี่”
“เสียงปืน”
สองพี่น้องมองหน้ากัน ก่อนจะหันไปทางต้นเสียง

พบว่ามันดังมาจากแนวป่าเปลี่ยวทางด้านหลังห้องน้ำนี่เอง

ตะวันฉายสอดตามองผ่านช่องระบายลมหน้าต่างออกไปยังที่เปลี่ยว เห็นร่างของขี้ยาคนหนึ่งถูกถีบลงมากองที่พื้น ก่อนที่คนกลุ่มหนึ่ง 4 คน จะเดินตามมาล้อมกรอบเอาไว้ 1 ใน 4 ท่าทางเป็นหัวโจก ยืนมอง ขณะที่สมุนอีกสามคนช่วยกันรุมยำบาทาขี้ยาเป็นการใหญ่

ขี้ยาถูกซ้อมจนเลือดอาบหน้าปูด มันยกมือไหว้ขอความเมตตา
“พอ พอแล้ว ผมกลัวแล้วพี่ ต่อไปนี้ผมไม่ทำอีกแล้ว”
สมุน 1 แสยะยิ้ม ก่อนจะก้มลงเอามือคีบจมูกขี้ยาลากให้คลานเข้ามาหาลูกพี่ใหญ่
ที่ยืนกอดออกมองอยู่
เขาคือ ฉัตร หัวหน้ากลุ่มนักเลง ในซอยละแวกนี้ ฉัตร หย่อนตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าขี้ยา
“ตกลงมึงเอาของไปไว้ไหน”
“ฉันขายไปหมดแล้วพี่”
ฉัตรถามอย่างใจเย็น “ได้มาเท่าไหร่”
“5 หมื่นจ้ะ”
ฉัตรแบมือออกไปตรงหน้าขี้ยา “ไหนล่ะเงิน”
ขี้ยากลัว และ ลังเล “ฉัน...ฉันเอาไปใช้หนี้หมดแล้ว”
เห็นฉัตรหน้านิ่งไป มองมาอย่างเย็นชา ขี้ยารีบออกตัว
“ฉันจำเป็นจริงๆ พี่ พวกเจ้าหนี้มันบอกว่าถ้าไม่ใช้ เงินคืนมัน มันจะแจ้งตำรวจมาจับฉัน พี่ฉัตรต้องเข้าใจนะ ฉัน โอ๊ย โอ๊ย”
ขี้ยาพูดไม่ทันจบ ก็ถูกสมุน 1 มือขวาของฉัตรเอามือบีบจมูกดึงแรงๆ ขี้ยาพยายามจะดึงมือออกแต่ไม่สำเร็จ ได้แต่ทนเจ็บจนน้ำตาคลอ
“มึงไม่ต้องพูดแล้ว กูเข้าใจ แต่กูขอถามอะไรอย่าง” ฉัตรมองหน้า “มึงใช้ไอ้จมูกหมาๆ ของมึงเนี่ย เสพของๆ กูรึเปล่า”
ขี้ยาลังเลไม่กล้าบอก
“บอกมาตามตรง แล้วกูจะให้อภัย”
ขี้ยาพยายามจะพยักหน้า ทั้งๆ ที่จมูกยังคามือสมุน 1 อยู่
“เอาล่ะดีแล้ว กูให้อภัยมึง แต่มึงต้องรู้อย่างนึงนะ...”
ฉัตรยิ้มให้สมุนมือขวา แล้วยื่นหน้ามาพูดกรอกหูขี้ยา
“กูล้อเล่น”
เสียงปืนนัดต่อมากังวานขึ้นสนั่นลั่นทุ่ง ปัง!
บูรพาแทบจะสะดุ้งตามเสียงปืน ขณะที่ตะวันฉายมองภาพความโหดร้ายเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึง
เสียงปืนดังขึ้นอีก 3 นัด ติดๆ กัน
ขี้ยาเลือดทะลักปาก ตาเหลือกลานโผลุกซวนเซเพื่อหนีตาย สมุน 2 ของฉัตรเดินตามมาอย่างใจเย็น ขี้ยาประคองสังขารหนีสุดชีวิต แต่ก็มาหมดแรงเกาะฝาผนังหลังห้องน้ำเอาไว้ สายตาของมันเหลือบเห็นตะวันฉายกับบูรพาที่กำลังแอบมองอยู่
ตะวันฉายกับบูรพาตกใจถอยกรูด แต่ยังสบตากับขี้ยาอยู่
ขี้ยาบอกกับสองพี่น้อง “ช่วยด้วย...ช่วยผมด้วย...”
ไม่ทันขาดคำ สมุน 2 ก็เดินมาพิพากษาต่อ กระหน่ำยิงใส่แผ่นหลังของขี้ยาจนแน่นิ่งจมกองเลือด
สมุน 2 ทำท่าเป่ากระบอกปืน และควงเล่นอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะรู้สึกผิดสังเกต จึงเงยหน้ามองไปที่ช่องระบายลมหน้าต่างห้องอาบน้ำ แต่ทว่าช่องระบายลมว่างเปล่า ไม่เห็นใคร
สมุน 2 ถือปืนเข้ามาดูที่ต้นเสียงอย่างสงสัย มันเดินไปเดินมา

จนมาหยุดอยู่ตรงที่สองพี่น้องแอบหลบอยู่ในอาการตื่นกลัว

ทุกคนรวมตัวอยู่ในห้องรับแขกบ้าน จ่าเวศในชุดตำรวจครึ่งท่อน เดินไปเดินมาใช้ความคิดหนัก ห่างออกไปเห็นผกาผู้เป็นแม่กำลังเก็บจานสำรับกับข้าวเข้าไปในครัว มีบูรพาคอยช่วย ขณะที่ตะวันฉายคุยกับพ่อ

“ให้ผมแจ้งจับมันได้มั้ยพ่อ ผมชี้ตัวมันเองก็ได้”
บูรพาท้วง ระหว่างช่วยแม่เก็บจาน “แต่ผมว่าพวกเราอย่าไปยุ่งเรื่องนี้กันดีกว่า”
“แกพูดอย่างนี้ได้ยังไงวะบูรพา แกก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าไอ้พวกบ้านั่นมันโหดขนาดไหน จะปล่อยมันไว้ถึงเมื่อไหร่กัน หรือรอต้องเป็นฉันโดนเองถึงจะเรียกว่าเดือดร้อน”
“แต่ไอ้ฉัตรมันมีเส้นนะพี่ฉาย เล่นกับมันน่ะไม่คุ้มหรอก ขนาดไอ้เหน่งเพื่อนผม ลุงมันตั้งซี 5 ยังไม่กล้ามีเรื่องกับไอ้ฉัตรเลย”
ผกาเห็นด้วยกับลูกชายคนเล็ก “แม่ว่าแม่เห็นด้วยกับบูรพา ถึงไอ้ฉัตรมันจะกะเลวกะราดยังไง มันก็ไม่ได้มาลามปามอะไรพวกเรา ทำไมเราต้องแส่ไปหาเรื่องกับมันด้วย”
“แม่ แล้วแม่จะปล่อยให้มันลอยนวลไปอย่างนี้เหรอ”
“แต่ไอ้ที่ตายมันแค่ขี้ยานะพี่ มันคุ้มกันเหรอ แล้ว...”
บูรพาพูดไม่ทันจบ ตะวันฉายพูดแทรกขึ้น “ถ้าทุกคนคิดแบบแกกันหมด กฎหมายจะมีไว้ทำไม ที่ไอ้ฉัตรมันลอยนวลมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพวกชาวบ้านในซอยเค้าคิดแต่อย่างนี้ไงล่ะ”
“พี่พูดเอาแต่ได้นี่ แล้วพี่เคยคิดถึงครอบครัวบ้างรึเปล่าบ้านเราอยู่ในซอยเดียวกับมัน แม่เราอีกล่ะ พ่อเราอีกล่ะพี่ฉาย ถ้าเกิดอะไรขึ้นพี่รับผิดชอบไหวเหรอ”
ตะวันฉายอึ้งไปกับคำพูดของน้องชาย เขาหันไปมองพ่อ เป็นเชิงต้องการความเห็น
จ่าเวศมองมาทางเมีย ผกาส่ายหน้าพลางบอก
“อย่าเลยนะพี่”
จ่าเวศครุ่นคิดก่อนจะมองมาที่สีหน้ามุ่งมั่นของตะวันฉาย และมาหยุดสายตาตรงสีหน้าคัดค้านเต็มที่ของบูรพา

3 วันต่อมา สมุน 2 และ สมุน 3 ลูกน้องชั้นปลายแถวของฉัตร ถูกสายสืบและพลตำรวจคุมตัวเข้ามาตามทางเดิน คนหนึ่งท่าทางฮึดฮัดไม่พอใจ ในขณะที่อีกคนลอยหน้าลอยตากวนตีนสุดฤทธิ์ จ่าเวศเดินออกมาเห็นเข้าพอดี หลังมีพลตำรวจคนหนึ่งไปบอก สายสืบเดินมาบอกจ่าเวศ
“นี่แหละลูกสมุนไอ้ฉัตร”
จ่าเวศหมั่นไส้ “กร่างชิบเป๋ง”
“คงคิดว่าตัวเองต้องพ้นคดีแน่ ไอ้พวกนี้มันได้ใจ ทำผิดทีไรก็ไม่เคยมีใครกล้าเป็นพยานชี้ตัวมัน”
จ่าเวศนิ่งเงียบมองสมุนของฉัตรอย่างไม่พอใจ
“แล้วตกลงลูกชายจ่าจะมาชี้ตัวไอ้สองคนนี้รึเปล่าเนี่ย”

ในห้องชี้ตัวผู้ต้องหาบนโรงพักเวลานี้ สองสมุนของฉัตรยืนปะปนกับนักโทษคนอื่นๆ รวม 8 คน เพื่อรอการชี้ตัวของตะวันฉาย แต่ละคนถือหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 8 เอาไว้
เจ้าหน้าที่หันมาบอกตะวันฉาย “ชี้ได้เลยครับ”
ตะวันฉายชี้บอกว่า “คนที่ 3 กับ คนที่ 7”
เจ้าหน้าที่พยักหน้ารับรู้ แล้วพูดผ่านไมค์ที่ต่อกับลำโพงในห้อง
“หมายเลข 3 หมายเลข 7”
เจ้าหน้าที่สองคนในห้องผู้ต้องหา คนหนึ่งรวบตัวสองสมุนของฉัตรออกมาสอบปากคำ ส่วนอีกคนต้อนพวกนักโทษที่เหลือให้กลับเข้าห้องขัง
สมุน 2 หันมองหน้าตะวันฉายผ่านกระจกอย่างเอาเรื่อง แม้จะมองไม่เห็น ขณะที่อีกคนวางมาดซ่าเหมือนไม่สนใจว่าจะต้องติดคุกหรือไม่
ตะวันฉายมีสีหน้าเด็ดเดี่ยวไม่สะทกสะท้าน จ่าเวศยืนกอดอกให้กำลังใจลูกชายอยู่เบื้องหลัง จนกระทั่งเห็นตำรวจสายสืบในชุดนอกเครื่องแบบ เดินมาส่งถุงโอเลี้ยงให้
“เอ้าจ่า สุขสันต์วันเกิด”
“อวยพรอะไรกันตอนนี้วะ เฮ้ย แล้วนี่ยังจับไอ้ฉัตรกับมือขวามันไม่ได้อีกหรือ”
“สงสัยโกยแนบไปแล้วน่ะจ่า จนป่านนี้ยังไม่ได้เบาะแสเลย”
“แล้วนั่นใคร”
จ่าเวศบุ้ยใบ้ไปที่ทนายอากร ซึ่งเป็นชายหนุ่มสวมแว่นใส่สูทหรู กำลังนั่งจิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องโถงโรงพัก
สายสืบบอกว่า “ทนาย พอรู้ข่าวก็รี่มาขอประกันตัวให้ไอ้พวกเวรตะไลนั่น ท่าทางไอ้ฉัตรมันเส้นใหญ่ไม่ใช่เล่น”
ตะวันฉายมองไปยังอากรซึ่งมองมาพอดี ทั้งสองจึงสบตากัน ทนายวางท่าเหมือนเห็นตะวันฉายเป็นเด็กอมมือ
สายสืบแอบกระซิบเตือนจ่าเวศหน้าเครียด
“นี่จ่า ต้องระวังตัวหน่อยนะ ไอ้ฉัตรมันไม่ใช่ขี้หมูขี้หมาอย่างที่เราคิดแล้วล่ะ”
จ่าเวศพยักหน้าเป็นเชิงขอบใจ เริ่มหวั่นที่จับฉัตรไม่ได้ สายสืบเหลือบเห็นตะวันฉายก็หันมายิ้มทัก ก่อนจะแปลกใจเมื่อพบว่าบูรพาไม่ได้อยู่ด้วย
“เอ แล้วเจ้าลูกคนเล็กของจ่าล่ะ ไม่มาชี้ตัวด้วยหรือ”
“มันไม่อยากชี้ ปล่อยมันเหอะ เป็นลูกตำรวจซะเปล่า”

น้ำเสียงจ่าเวศเอ็นดูปนเอือมระอาลูกคนเล็กพอประมาณ

อ่านต่อหน้า 2

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1 (ต่อ)

บูรพานั่งแกร่วรอพ่อกับพี่อยู่ที่ปากทางออกโรงพัก สักครู่จึงเห็นพ่อและพี่ชายเดินออกมา ตะวันฉายสังเกตเห็นอาการหน้าบูดของน้องที่จ้องหน้าตนอยู่

“มองทำไมวะ”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้ามีเรื่องอะไรขึ้นมาพี่รับผิดชอบเองละกัน”
“บูรพา พี่แค่ทำในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นเอง”
“แต่มันก็ไม่เห็นจะต้อง...”
จ่าเวศตัดบท “เอาน่า แกนี่ก็ เรื่องมันก็จบๆ ไปแล้ว จะมาเถียงกันให้มากความทำไม พ่อว่าแกสองคนรีบกลับไป เตรียมซื้อกับข้าวดีๆ มาฉลองวันเกิดพ่อดีกว่า เดี๋ยวพอเลิกงานกลับไปจะได้กินกันเลย”
สองพี่น้องมองหน้ากัน บูรพาพยักหน้ารับ ยอมไปอย่างเซ็งๆ จ่าเวศยิ้มอ่อนใจ
ระหว่างนี้ฉัตรนั่งมองเหตุการณ์จากในรถที่ถนนฝั่งตรงข้าม เห็นจ่าเวศยืนส่งลูกชายทั้งสองเดินกลับบ้านไป ฉัตรกับสมุน 1 คู่ใจ ที่หนีรอดไปได้ จดสายตามองจ่าเวศ และลูกๆ ด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม

ห้องรับแขกภายในบ้าน มีโต๊ะซึ่งยกมาจากห้องทานข้าวตั้งอยู่ตรงกลาง ทั้งห้องถูกจัดแต่งสวยงาม มีสายรุ้งห้อยระย้าเหมือนงานปีใหม่ โดยที่ตะวันฉายกับบูรพากำลังช่วยกันจัดคนละด้าน
จ่าเวศซึ่งอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่แล้วเดินถือแก้วน้ำแดงไป ผกาวันนี้ทำผมทรงใหม่สมวัย 40 สวยสะดุดตาเป็นพิเศษ
จ่าเวศแหงนมองสายรุ้ง และ ของประดับประดาที่ติดกันอิรุงตุงนังก็นึกขำ
“นี่พวกแกไปจ้างโรงลิเกไหนมาออกแบบให้วะเนี่ย ถ้าไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยว่ากำลังจะจัดงานวันเกิดให้พ่อ”
ตะวันฉายครวญ “โธ่ พ่ออย่าพูดอย่างนั้นสิ อุตส่าห์ตั้งใจทำนะครับเนี่ย”
“ใช่พ่อ กว่าจะทำเสร็จนี่ไม่รู้ตั้งกี่ชั่วโมง เอ้า เรียบร้อยแล้วครับ”
พอบูรพาติดเสร็จสายรุ้งที่ห้อยอยู่หล่นลงมาทั้งยวง จ่าเวศส่ายหน้าขำ ก่อนจะพยักพเยิดมาโต๊ะข้าวแทน มีของขวัญวางเด่นอยู่ปลายโต๊ะสามกล่อง และมีกล่องหนึ่งดูใหญ่กว่าเขาเพื่อน จ่าเวศเดินมาจับพลิกไปมา
ตะวันฉายทักท้วง “อ๊ะ...อ๊ะ อย่าเพิ่งเปิดครับพ่อ รอฤกษ์ก่อนสิครับ”
“อุ้ย ไม่ต้องรอหรอก เปิดตอนนี้แหละ กล่องใหญ่นั่นของ…เจ้าบูรพาใช่มั้ย”
บูรพายิ้ม “สมกับเป็นตำรวจจริงๆ พ่อรู้ได้ไงครับ”
“เห็นฝีมือการห่อก็รู้แล้ว ยับขนาดนี้ จะมีใคร”
“โธ่ พ่อ”
บูรพาตีหน้าเซ็ง ขณะที่ผกาและตะวันฉายหัวเราะขำ

ที่ด้านหนึ่งของบริเวณรั้วหน้าบ้าน มีมอเตอร์ไซค์แล่นมาจอด จนเมื่อคนขี่คนซ้อนถอดหมวกกันน็อคออก เผยให้เห็นว่าเป็นฉัตรกับ สมุน 1 ลูกน้องคนสนิท ฉัตรได้ยินเสียงคนหัวเราะจากในบ้าน จึงชะเง้อมองเข้าไป เมื่อเห็นคนในบ้านมัวแต่สนุกเพลิดเพลินกันอยู่ เขาก็ยิ้มอย่างพอใจที่ทุกคนไม่ได้ไหวตัวเลยแม้แต่น้อย

ส่วนในห้องรับแขก จ่าเวศกำลังลุ้นของขวัญตะวันฉาย พอเปิดออกมาเป็นหนังสือ “อยู่อย่างไรใกล้เกษียณ” จ่าเวศ โวยเซ็งๆ
“เฮ้ย นี่แกกำลังจะบอกว่าพ่อแก่เหรอวะไอ้ฉาย พ่อยังไม่แก่นะเว้ย”
“พ่อเปิดดูข้างในก่อนสิครับ มีเรื่องต้นไม้ที่พ่อชอบด้วย”
“เอ้อ ขอบใจมากลูก”

ด้านฉัตรบุ้ยหน้าให้ สมุน 1 ดูต้นไม้ซึ่งทอดกิ่งไปยังตัวบ้าน สมุน 1 พยักหน้า ชักมีดออกมาคาบที่ปาก แล้วโอบปีนต้นไม้ขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว

ทุกคนในครอบครัวพงศ์พิทักษ์ กำลังสนุกกับการลุ้นดูจ่าเวศเปิดของขวัญ เห็นกล่องต่อมาที่ถูกเปิดก็คือของบูรพา
“เอ้าไหนมาดูกันซิ กล่องใหญ่ที่สุดจะเป็นอะไรเอ่ย”
ท่ามกลางเสียงฮือฮา ของขวัญคือรองเท้ากีฬาสำหรับใส่วิ่งคู่งาม จ่าเวศโอบบ่าบูรพาเขย่าแรงๆ เหมือนพอใจที่เลือกของได้ถูกใจ ตะวันฉายนำเสียงเฮ ปรบมือ
“พ่อชอบรึเปล่า” บูรพาถาม
“ก็ต้องชอบสิวะ แล้วกล่องสุดท้ายนี้ต้องเป็นของแม่แน่ๆ เลยใช่มั้ย”
จ่าเวศบรรจงแกะกล่องของขวัญเล็กๆ นั้น ผกามองยิ้ม จ่าเวศแกะกล่องและเปิดออก เห็นเป็นนาฬิกาพกอันเล็กๆ สวยงาม ภายในหน้าปัดเป็นรูปครอบครัวพ่อ แม่ ลูกสองคน และเขียนหนังสือกำกับว่า “พงศ์พิทักษ์” อันเป็นนามสกุลของครอบครัวไว้ด้านล่าง
จ่ามองเมียแล้วดึงรั้งมากอดอย่างรักใคร่ บูรพากับตะวันฉายพลอยปลื้มใจไปด้วย
“ยังมีเซอร์ไพรส์อย่างอื่นอีกนะพ่อ” ตะวันฉายว่า
“เฮ้ย งั้นเอาออกมาเลย เซอร์ไพรส์ไม่กลัว กลัวไม่เซอร์ไพรส์”

ขณะเดียวกันที่หน้าบ้านจ่าเวศ ฉัตรล้วงปืนลูกกรดออกมาอารมณ์ของมันคุกรุ่น กะซัดให้ตายห่าทั้งบ้าน

ฉัตรโหลดกระสุนจนเต็มแม็กแล้ว

ไฟในบ้านหรี่ลง บูรพาและตะวันฉายเริ่มร้องเพลงแฮปปี้ เบิร์ธเดย์ ผกาเดินถือเค้กออกมาหน้าเค้กตกแต่งสวยหรูตรายศพลตำรวจเอก จ่าเวศหัวเราะชอบใจกับเซอร์ไพร้ส์นี้

ด้านฉัตรระแวดระวัง มันรอเวลา

ผกากับตะวันฉายและบูรพา ช่วยกันร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ท่อนสุดท้ายจบลงอย่างมีความสุข
“อธิษฐานเลยครับพ่อ” ตะวันฉายยิ้มชื่น
ฉัตรเล็งปืนเข้าไปในบ้าน ในจังหวะที่จ่าเวศก้มลงเป่าเทียน ฉัตรโผล่หน้าเล็งปืนเข้ามาจากทางหน้าต่าง ในมุมนั้นจ่าเวศเห็นฉัตรถนัดตา
“ระวัง”
ผกาเห็นแนวปืนเล็งไปที่ตะวันฉาย จึงโผเข้ากำบังลูก จนถูกกระสุนซัดเข้าเต็มเหนี่ยว
เสียงปืนดัง ปัง!
ตะวันฉายใจหล่นวูบ ร้องตะโกนก้อง “แม่”

ฉัตรยืนขึ้นกราดยิงเข้าไปในบ้านบริเวณห้องรับแขกอย่างดุเดือดและบ้าคลั่ง จ่าเวศผลักโต๊ะตรงหน้าออกเป็นกำบัง แล้วรวบร่างลูกทั้งสองให้ล้มต่ำลงคนละทางกับผกา
“หมอบ”
กระสุนซัดเอาโคมไฟดับวูบลง ห่ากระสุนยังซัดเอาข้าวของในบ้านแตกกระจุยกระจาย จ่าเวศคิดปราดเดียว หันไปบอกตะวันฉาย
“ไอ้ฉาย ดูน้องไว้ อย่าออกไปไหน”
ว่าแล้วจ่าเวศก็พุ่งตัวจากที่กำบังไปยังซองปืนที่แขวนอยู่
ตะวันฉายร้องตามด้วยความเป็นห่วง “พ่อ”
บูรพาเริ่มได้สติ หันไปมองหาผกา
“แม่ล่ะ แม่”
บูรพาโผล่หน้าออกมาดู จนพบร่างของผกานอนจมกองเลือดอยู่มุมหนึ่ง ยังหายใจระรวยมองมาทางบูรพา
“แม่”
ฉัตรเห็นหัวบูรพาโผล่ออกมา ก็สาดกระสุนซ้ำเข้าไป ดีที่ตะวันฉายกระชากคอบูรพาหลบเข้าที่กำบังได้ทัน
จ่าเวศถือโอกาสโผมาคว้าปืนจากซองที่แขวนไว้ กระตุกลงมา ฉัตรได้ยินเสียง จึงหันไปยิงใส่จ่าเวศ แต่กระสุนดันหมดเสียก่อน
จ่าเวศถือโอกาสนั้น โผจากที่ซ่อนจะไปยิงฉัตร โดยไม่ทันระวังหลังจากสมุนฉัตรที่เพิ่งลงมาจากบนบ้าน และล็อคคอจ่าเวศ ก่อนจะจ้วงมีดสปาต้าแทงเข้าเต็มหลัง
จ่าเวศแผดเสียงร้อง “อ๊าก...” เข่าทรุดฮวบลง
ตะวันฉายกับบูรพาได้ยินเสียงพ่อก็หันไปดู บูรพาร้องลั่น
“พ่อ”
บูรพาโผออกจากที่ซ่อน ตะวันฉายตกใจ
“บูรพา”
บูรพากระโจนเข้ารวบตัวสมุนของฉัตรล้มโครมไปด้วยกัน สมุน 1 เงื้อมีดจะแทงบูรพา แต่ถูกบูรพาคว้ามือไว้ จนเกิดการยื้อยุดมีดกันพัลวัน
ตะวันฉายจะออกไปช่วยน้อง แต่พอดีฉัตรเติมกระสุนเสร็จก็รีบยิงสะกัดไว้เสียก่อน
สมุนคู่ใจฉัตรพลิกตัวคร่อมร่างบูรพา ซึ่งเริ่มจะสู้แรง สมุน 1 ไม่ไหว
ปลายมีดจรดมาถึงคอหอยของบูรพาอย่างชวนเสียวไส้ และมันกรีดเฉือนลำคอลงไปจนเห็นเลือดซึมซิบๆ
ด้วยความเจ็บปวดบูรพาแผดเสียงร้อง ก่อนจะออกแรงเบี่ยงปลายมีดสวนกลับเข้าหาสมุนฉัตรเต็มรัก มีดปักเข้าชายโครงของสมุนคนดังกล่าว มันร้อง “อ๊าก” ออกมาด้วยความเจ็บปวด
ฉัตรที่กำลังรอเล็งยิงตะวันฉาย เหลือบเห็นสมุนเสียท่าก็ตกใจ
“ไอ้ระยำ”
ฉัตรกราดยิงเข้ามาในบ้านอีกครั้ง จนบูรพาและตะวันฉายต้องหลบกันไปคนละทาง ฉัตรฉวยโอกาสนั้นจะปีนเข้ามาลากคอลูกน้องที่บาดเจ็บออกไป ก่อนไป ยังยิงกราดอีกครั้งเพื่อสกัดการติดตาม

การกราดยิงครั้งสุดท้ายของฉัตร ได้ซัดเอาข้าวของในบ้านวินาศสันตะโร ทำเอารูปถ่ายครอบครัวในนาฬิกาพกแตกเป็นเสี่ยงๆ

ฉัตรลากคอสมุน 1 ที่บาดเจ็บสาหัสออกมายังรถมอเตอร์ไซค์ รีบร้อนสตาร์ตเครื่อง ลูกน้องซ้อนท้ายอย่างทุลักทุเล

ตะวันฉายที่ถูกหวดหน้าคว่ำไป ค่อยชันๆ ตัวขึ้นอย่างมึนงง ก่อนจะหันไปตามเสียงบูรพา จนเห็นบูรพาที่กำลังกอดร่างแม่คร่ำครวญอยู่
“แม่...แม่”
ตะวันฉายได้สติหันมาทางจ่าเวศ ที่นอนพะงาบๆ เลือดท่วมตัว ตะวันฉายรีบถลันเข้าไปดู
“พ่อ”
จ่าเวศพูดบอกด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่น “ไป...ช่วย...แม่...ก่อน รีบโทร.เรียก...รถพยาบาล”
ตะวันฉายพยักหน้ารีบไปที่โทรศัพท์ ก่อนจะชะงักกึก
บูรพาค่อยลุกขึ้นยืนนิ่งมองร่างของแม่ใจหล่นวูบ เมื่อเห็นผกานอนสิ้นลมแน่นิ่งไปแล้ว บูรพาหันมามองปืนของพ่อที่หล่นอยู่กับพื้น เดินไปคว้าแล้วเดินพรวดออกไป
จ่าเวศตะโกนสุดเสียง “บูรพาอย่าไป”
บูรพาเดินผ่านพี่ชาย ตะวันฉายรีบคว้าตัวน้องเอาไว้ แต่ถูกผลักออก
“บูรพา”
จ่าเวศร้องบอก “ไอ้ฉายตามไปห้ามน้องไว้เร็ว”
ตะวันฉายมองพ่ออย่างลังเล แล้วรีบวิ่งบูรพาออกไป

บูรพาถือปืนวิ่งออกมาหน้าบ้าน และหยุดกวาดมองรอยล้อรถมอเตอร์ไซค์ ที่เลี้ยวไปทางหนึ่ง เขาหันรีหันขวางชั่วขณะ แล้วตัดสินใจวิ่งไปดักอีกทาง ตะวันฉายตามออกมาไล่หลัง มองไปไม่เห็นน้องแล้ว
“บูรพา”

ฉาก20ถนนในซอยเปลี่ยว-ป่าละเมาะ / กลางคืน (ตัดสลับ)
รถมอเตอร์ไซค์ของฉัตรแล่นไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าฉัตรร้อนรน เหลียวหลังอย่างนึกระแวงว่าจะมีคนตามมาหรือไม่
ฝ่ายบูรพาปีนข้ามรั้วสังกะสีกั้นป่าละเมาะลงมา แล้ววิ่งตัดป่าละเมาะเข้าไป
ส่วนตะวันฉายสตาร์ตรถมอเตอร์ไซค์ของจ่าเวศ แล้วบึ่งตามออกไป
บูรพาวิ่งตัดแนวป่า ขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ของฉัตรแล่นไปตามถนน และมอเตอร์ไซค์ของตะวันฉายที่บึ่งตามมา
รถมอเตอร์ไซค์ของฉัตรแล่นพ้นหัวเลี้ยวมา เจอกับบูรพาที่วิ่งออกมาจากทุ่งหญ้าข้างทาง ถือปืนเล็งสีหน้าแน่วนิ่ง พริบตานั้นเองบูรพาเหนี่ยวไกกระหน่ำยิงไม่มียั้ง จนรถของฉัตรเสียหลักล้มคว่ำ สมุน 1 แน่นิ่ง ไป สักพักก็เห็นฉัตรซึ่งถูกยิงเลือดโกรกลุกขึ้นยืนโซเซ
ตะวันฉายเพิ่งขับมอเตอร์ไซค์ตามมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นบูรพากำลังเดินเข้าหาฉัตรและสมุน ก็ทิ้งรถรีบวิ่งเข้าไปดู
บูรพาเดินหน้า และยิงใส่ร่างของสมุนมือขวาของฉัตรที่นอนพพะงาบๆ อยู่จนดับไปต่อหน้าต่อตา
ตะวันฉายตกใจในความแค้นอันรุนแรงของน้องชาย
ฉัตรหมดแรงเดินเข่าทรุดฮวบ เมื่อเห็นบูรพายกปืนจ่อกะดับชีพมันเป็นรายที่สอง ในสภาพย่ำแย่ บักโกรก แต่ฉัตรยังมีแก่ใจยกมือเหมือนจะขอชีวิต
ตะวันฉายร้องห้ามเสียงหลง “บูรพา”
บูรพาหันมามองตะวันฉาย
ตะวันฉายห้าม อย่างระมัดระวังคำพูด “อย่า...อย่ายิง”
บูรพาน้ำตาคลอ เหมือนไม่อาจควบคุมเพลิงแค้นในใจตนไว้ได้
“อย่ายิงมันบูรพา ให้ตำรวจมาจัดการดีกว่า”
บูรพาส่ายหน้า น้ำตาไหลพราก มือสั่นระริก พยายามระงับโทสะในใจ
“บูรพา”
บูรพาร้องขึ้น “ไม่”
“อย่ายิงบูรพา อย่ายิง”
บูรพาเหมือนจะหมดความอดทน
“ไม่”
ตะวันฉายตื่นตะลึง
บูรพาหันมาสับไกลั่นกระสุน ฉัตรถูกยิงร่างหงายผลึงไปเต็มแรง

ตะวันฉายหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด

บูรพาเหม่อลอยก่อนจะทิ้งปืนในมือลง สายตามองศพทั้งสองอย่างเริ่มได้สติ ตะวันฉายเดินเข้ามากระชากคอเสื้อน้อง

“แกจะบ้าไปแล้วเหรอบูรพา แกรู้ตัวรึเปล่าว่าทำอะไรลงไป”
“ผมแก้แค้นให้แม่ ผมฆ่ามัน”
“ไม่ แกฆ่าความหวังของแม่ แกดับอนาคตของตัวเองไปแล้ว บูรพา”
บูรพาหน้าชา เมื่อนึกขึ้นได้
ตะวันฉายถามขึ้น “แล้วทีนี้แกจะทำยังไง”
บูรพามองตะวันฉายก่อนจะนึกขึ้นได้ ลนลานไปที่รถมอเตอร์ไซค์พ่อ ตะวันฉายรู้แกวรีบแทรกเข้ามาดึงกุญแจรถไป บูรพายิ่งร้อนรน
“แกจะหนีไม่ได้นะบูรพา ถ้าแกทำอย่างนั้นตำรวจจะต้องฆ่าแกแน่”
“แต่ถ้าผมไม่หนี ผมก็ต้องตายเหมือนกัน พี่นึกว่าพวกไอ้ฉัตรมันจะเอาผมไว้เหรอ”
ระหว่างที่พี่น้องทุ่มเถียงกันอยู่นี้ เสียงไซเรนรถตำรวจแว่วใกล้เข้ามา สองพี่น้องต่างก็หน้าซีดเผือด บูรพาพยายามอ้อนวอนตะวันฉายแข่งกับเวลา
“เอากุญแจมาให้ผมเถอะพี่ ผมไม่มีเวลาแล้ว”
ตะวันฉายสับสนและกดดันในใจสุดขีด พยายามเบี่ยงตัวหลบแต่บูรพาก็ยังพยายามเข้าแย่ง
“พี่ เอากุญแจมาให้ผม เอามาให้ผม พี่ฉาย”
“แกจะบ้าไปถึงไหนกัน แกยังเป็นลูกพ่ออยู่รึเปล่า พ่อไม่เคยสอนให้วิ่งหนีความผิดแบบนี้”
เสียงไซเรนใกล้เข้ามาทุกขณะ บูรพาพยายามออกแรงแย่งกุญแจ
“เอากุญแจมาให้ผม เอากุญแจมา”
ตะวันฉายยังกำกุญแจแน่น ไม่ว่าบูรพาจะยื้อยุดสักเท่าไหร่ บูรพาตัดสินใจอ้อนวอน พยายามระงับโทสะและความกลัว
“พี่ ชีวิตผมตอนนี้ขึ้นอยู่กับพี่แล้วนะ ขึ้นอยู่กับพี่จะเลือกอะไร พี่ฉาย ขอกุญแจให้ผม
ตะวันฉายนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง มองหน้าน้องที่กำลังอ้อนวอนด้วยสายตาละห้อยใจอ่อนยวบ คลี่มือออก บูรพายิ้มดีใจ เอื้อมมือจะตะครุบกุญแจ
ตะวันฉายได้สติ กัดฟันหุบมือลงอีกครั้ง และปากุญแจไปในป่าสุดแรงเกิด
บูรพามองกุญแจตาค้าง ก่อนจะหันมามองตะวันฉาย และพบว่าพี่ชายของเขากำลังร้องไห้
รถตำรวจแล่นมาถึงจุดเกิดเหตุ เห็นแสงไซเรนฉาบสีบนดวงหน้าของสองพี่น้องเป็นโทนตัดกันระหว่างสองสี
บูรพาเขย่าบ่าพี่ตัดพ้อ “ทำไม ทำไม”
“พี่ทำไม่ได้บูรพา พี่ปล่อยแกไปเสี่ยงตายแบบนั้นไม่ได้”
“ไม่ พี่...ฆ่าผมไปแล้วพี่รู้รึเปล่า พี่ฆ่าผมไปแล้ว”
“เชื่อพี่บูรพา มอบตัวซะเถอะ แกจะต้องได้รับความยุติธรรมแน่นอนไม่งั้นบ้านเมืองเราจะมีกฎหมายไว้ทำไม ถ้าเราพึ่งพามันไม่ได้”
บูรพาเริ่มสติแตกมองศพตรงหน้า และมองลู่ทางทางหนีอย่างลนลานไม่ได้สนใจฟังอะไรแล้ว จนตะวันฉายต้องเขย่าตัวเรียกสติ
“บูรพา...บูรพา ฟังพี่สิ บูรพา” เขารอจนบูรพาหันมา “ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนี้ พี่จะรับผิดชอบเอง”
บูรพามองตะวันฉาย “แน่ใจนะ รับประกันแน่นะ”
ตำรวจท้องที่เดินเข้ามาหาสองพี่น้อง บูรพาถูกสวมกุญแจมือ และถูกคุมตัวขึ้นรถตำรวจไป สายตาที่มองมายังตะวันฉาย ทั้งผิดหวังและสับสนปนเปกัน

ประตูห้องดับจิตโรงพยาบาลถูกเปิดออก เจ้าหน้าที่เวรเปิดช่องแช่ศพของผกาออก ก่อนจะเลื่อนเตียงออกมา แล้วหลีกทางให้ตะวันฉายเดินเข้ามาดู
สีหน้าตะวันฉายมองศพแม่น้ำตาร่วงพรู เจ้าหน้าที่ห้องดับจิตจุดธูปส่งให้ตะวันฉายไหว้ศพ
“แม่”

ตะวันฉายร้องไห้ออกมาขณะปักธูป เขาพยายามอย่างหนักกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล

อ่านต่อหน้า 3

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1 (ต่อ)

ถัดมา ตะวันฉายยืนหน้าซึมอยู่กับหมอตรงมุมห้องคนไข้รวม หูคอยฟังรายงานของหมอที่พูดออกมา ส่วนตาจับจ้องคอยมองไปยังเตียงพ่อที่อยู่ห่างออกไป ด้วยความสงสาร

“จนป่านนี้ระบบประสาทของท่านไม่มีท่าทีจะฟื้นตัว คงเป็นเพราะแผลที่หลังของท่านค่อนข้างฉกรรจ์มาก ยิ่งท่านอายุขนาดนี้แล้ว โอกาสที่เส้นประสาทส่วนที่ถูกทำลายจะกลับมาเหมือนเดิมคงเป็นไปได้ยากครับ”
หมอแสดงอาการหนักใจ
“ผมเกรงว่าท่านอาจจะเดินเหินไม่ได้เหมือนก่อน”
ตะวันฉายเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรง ยืนนิ่งชาไป
ตะวันฉายยกตั่งวางอาหารมาเสิร์ฟให้พ่อที่เตียงคนไข้
“เรื่องเจ้าบูรพาไปถึงไหนแล้วฉาย”
ตะวันฉายนิ่งเงียบไป จ่าเวศพอจะประเมินสถานการณ์ออก จึงเอ่ยถาม
“พอจะอุทธรณ์ไหวมั้ย”
ตะวันฉายส่ายหน้า จ่าเวศได้แต่ปลง มองเพดาน ตะวันฉายอึดอัดใจไม่หาย เพราะยังบอกข่าวร้ายไม่หมด เขามองขาของพ่อ และหาทางเริ่มต้นบอก
“พ่อจะไม่ถามเรื่องตัวเองบ้างเลยหรือครับ”
“ทำไมพ่อต้องถามให้แกลำบากใจด้วยล่ะ”
ตะวันฉายชะงักกึกมองหน้าพ่อ
“บางเรื่อง พ่อน่าจะรู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” จ่ายิ้ม เงียบไปสักครู่จึงถามว่า “พ่อเดินไม่ได้แล้วใช่มั้ย”
ตะวันฉายอึ้งไป เนื้อตัวสั่นสะท้าน ขณะพยักหน้าออกมาทั้งน้ำตา จ่าเวศเอื้อมมือมาลูบปลอบเบา ๆ ตะวันฉายก้มหน้าลงกอดขาพ่อ ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนจะระเบิดความกดดันทั้งปวงออกมา
จ่าเวศพูดเสียงสั่น “ไม่เป็นไรหรอกตะวันฉาย ไม่เป็นไรลูกเรายังไปกันไหว อย่าเพิ่งเสียใจไปเลยลูกเอ๊ย”

ลานวัด / กลางวัน
รูปถ่ายของผกา...ยิ้มแย้ม...
ตะวันฉายถือกรอบรูปถ่ายผกาที่ใช้ตั้งหน้าศพ ยืนอยู่กับจ่าเวศที่เวลานี้นั่งรถเข็น ท่าทางทั้งสองกำลังยืนรอการมาถึงของใครบางคนอยู่ จนเห็นรถตำรวจแล่นเข้ามาจอด และเห็นตำรวจคุมตัวบูรพาซึ่งใส่กุญแจมือลงมาจากรถ
บูรพามองหน้าพี่กับพ่ออย่างคิดถึง ก่อนจะมองไปที่เมรุเผาศพแม่ในวัด
สามคนพ่อลูกมองขึ้นไปยังเมรุเผาศพในความรู้สึกเดียวกัน

เวลาผ่านไป หลังจากสัปเหร่อเก็บเถ้ากระดูกเสร็จ ก็รวบมัดห่อผ้าวางบนพาน แล้วถือลงมาให้จ่าเวศเป็นคนรับไว้ ตะวันฉายมองพ่อด้วยความสงสาร
บูรพามองอย่างลังเลอยู่สักพัก จึงเอื้อมมือที่ถูกคล้องกุญแจนั้นมาจับที่บ่าพ่อเป็นเชิงปลอบใจ เห็นจ่าเวศกุมมือตอบ และมองลูกชายด้วยความเป็นห่วง
ตะวันฉายตัดสินใจเอ่ยปากขึ้น เพื่อปลอบใจน้อง และพ่อไปในตัว
“แกไม่ต้องห่วงนะบูรพา ตอนนี้ทนายกำลังเดินเรื่องให้แกอยู่ เค้ารับปากว่ายังไงคดีนี้แกก็ต้องรอดแน่”
บูรพามองหน้าตะวันฉาย ก่อนจะพยักหน้าขรึมๆ ไม่ยินดียินร้าย
วินาทีนั้นตะวันฉายเริ่มสังเกตเห็นความเหินห่างที่บูรพามีต่อตน
ที่แท้ ฉัตรยังไม่ตาย และวันนี้มันมาขึ้นศาลตามนัด โดยยังมีผ้าพันแผลคาดอกอยู่ กำลังนั่งรอฟังผลพิจารณาคดี ก่อนจะเหลือบสายตามองเห็นบูรพาที่เพิ่งถูกคุมตัวเข้ามา หยุดจ้องมองตนอยู่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
ฉัตรแค่นยิ้มเหี้ยมเย้ยหยัน มองบูรพาเหมือนประกาศชัดว่าสักวันหนึ่งต้องได้ฉะกันแน่
ทนายอากรกำลังคุยโทรศัพท์มือถือ และเพิ่งวางสายไปก่อนจะหันมาพูดจากระซิบกระซาบนัดแนะกับอัยการ เห็นอัยการทำมือทำไม้เหมือนรับรองว่างานนี้ชัวร์ 100% เห็นอากรหัวเราะออกมาเสียงดัง ตบบ่าอัยการอย่างสนิทสนม
ตะวันฉายมองไปยังคนทั้งสอง เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล

จ่าเวศเองก็มองอยู่เช่นกันแล้วกระซิบกระซาบถามลูก ตะวันฉายปลอบพ่อไป

บูรพายืนรอฟังคำตัดสินอยู่ จนเห็นผู้พิพากษาเดินเข้ามาบนบัลลังก์ และทุกคนทั้งหมดยืนขึ้นทำความเคารพ ผู้พิพากษาเริ่มอ่านคำพิพากษา

“ในชั้นพิจารณา จำเลยคือ นายบูรพา พงศ์พิทักษ์ ให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงนายเสริมฉัตร บุญเต็ม โจทก์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส และนายบรรยงค์ พวงเวช จนถึงแก่ความตายตามฟ้อง แต่การกระทำดังกล่าว เกิดจากเหตุบันดาลโทสะที่ทั้งสองได้ทำร้ายมารดาของจำเลยจนถึงแก่ชีวิต”
ตะวันฉายรอฟังคำพิพากษาด้วยความเป็นห่วงน้อง
บูรพาก้มหน้าฟังคำพิพากษา ด้วยอาการหวาดหวั่นลึกๆ ในใจ
“ศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้วรับฟังข้อเท็จจริง เป็นยุติได้ว่า ก่อนที่จำเลยจะลงมือปลิดชีวิตผู้ตายและโจทก์นั้น โจทก์ไม่อยู่ในสภาพที่ขัดขืนหรือต่อสู้จำเลยได้ อีกทั้งยังได้ร้องขอชีวิตแก่จำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำที่อำมหิตและเกินกว่าเหตุ จึงเป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา”
บูรพาและตะวันฉายตั้งใจฟัง ขณะที่ทนายอากรกับฉัตรเริ่มยิ้มเย้ยออกมา
“แต่เนื่องจากเหตุที่จำเลยลงมือฆ่าผู้ตาย เกิดมาจากมารดาของจำเลยถูกผู้ตายและโจทก์ยิงจนถึงความตาย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงโจทก์และผู้ตาย จึงเป็นการกระทำไปโดยบันดาลโทสะ”
จังหวะนี้ บูรพาดูเงียบขรึมลงกว่าเก่า สีหน้าเลื่อนลอย ราวกับรับรู้ชะตากรรม เสียงปะกาศิตจากผู้พิพากษาดังกึกก้อง
“พิพากษาว่า จำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ลงโทษจำคุก 15 ปี แต่เกิดจากบันดาลโทสะ มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ลดโทษ 1 ใน 3 ให้จำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 5 ปี”
บูรพาหลับตากล้ำกลืนความเจ็บแค้นลงไปในอก แล้วมองไปที่ผู้เป็นพี่ชายด้วยแววตาตัดพ้อ ตะวันฉายรู้สึกผิดต่อน้องชายมากๆ หันไปเห็นอัยการ ทนายอากรและฉัตร กำลังยิ้มเย้ยสมน้ำหน้าตน

บริเวณลานจอดรถหลังศาล รถขนนักโทษแล่นเข้ามาจอดในนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของเรือนจำเดินเอกสารรับตัวนักโทษ และมีการตรวจความปลอดภัยของรถพรักพร้อม เพื่อเตรียมขนย้ายนักโทษ
สักครู่หนึ่งประตูทางเดินหลังศาลเปิดออก เจ้าหน้าที่คุมตัวบูรพาในชุดนักโทษก้าวออกมาส่งมอบตัวให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
ตะวันฉายมายืนรอส่งบูรพาด้วยแววตาเป็นห่วง ขณะที่บูรพามองหน้าพี่ชายด้วยความหมางเมิน
เจ้าหน้าที่ศาลหยุดแวะให้บูรพาได้ล่ำลาพี่ชาย
สองพี่น้องมองหน้ากันนิ่ง พอตะวันฉายขยับปากจะพูดบางคำ บูรพาก็ถุยถ่มน้ำลายเข้าใส่หน้าพี่ชายเต็มรัก ทำเอาตะวันฉายอึ้งไป ส่วนบูรพาถูกเจ้าหน้าที่พาตัวไปขึ้นรถแล้ว
รถขนนักโทษแล่นออกไป เหลือเพียงตะวันฉายที่ได้แต่มองตามน้องชายไปด้วยความสะเทือนใจใหญ่หลวง

ขณะที่อัยการเดินลงบันไดมา ตรงไปยังรถที่ลานจอด พร้อมเลขา กับ ผู้ติดตาม ส่วนทนายอากรและฉัตรกับสมุน ตามออกมาขึ้นรถเช่นกัน
จ่าเวศนั่งรถเข็นรออยู่ตีนบันได โดยตะวันฉายวิ่งตามมาดักหน้าอัยการอย่างร้อนรน ด้วยสีหน้าคับแค้นใจ แต่ถูกผู้ติดตามกันตัวไว้
“ท่าน...ท่านครับ” ตะวันฉายขอร้องกับผู้ติดตาม “ขอผมคุยกับท่านหน่อยเถอะครับ”
อัยการหันมาท่าทางเซ็ง โบกมือให้ผู้ติดตามปล่อยให้ตะวันฉายเข้ามาคุยกับตนได้
“ทำไมรูปคดีมันถึงออกมาเป็นแบบนี้ น้องชายผมเพิ่งกระทำผิดครั้งแรกนะครับท่าน และคนที่เค้าฆ่าก็เป็นฝ่ายลงมือก่อน ทำไมสำนวนฟ้องของท่านมันถึงหนักหนาขนาดนั้นล่ะครับ”
“คุณพูดจบรึยัง”
อัยการจะเดินหนี ตะวันฉายตามมาดักไว้อีก
“ครอบครัวของผมต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อ ต้องรับเคราะห์เพราะมัน ทำไมท่านไม่เห็นใจบ้าง”
“นี่คุณ ผมเป็นอัยการหรือคุณเป็นกันแน่ คุณรู้กฎหมายด้วยเหรอ” อัยการเน้นคำ และพูดใส่หน้าตะวันฉาย “ถ้าไม่รู้ก็ไม่ต้องสะเออะ”
ตะวันฉายเริ่มฉุน เถียงกลับ
“ผมเรียนกฎหมายมา ใครลักไก่อะไรตรงไหนทำไมผมจะไม่รู้ ถ้าข้าราชการทุกคนมือถือสากปากถือศีลอย่างท่านแล้วบ้านนี้เมืองนี้มันจะมีความยุติธรรมตรงไหนกัน”
อัยการโกรธ “คุณ ถ้าคุณไม่พอใจก็ไปยื่นอุทธรณ์สิ ไปเลย แต่ไม่ใช่มายืนโหวกเหวกกับผมแบบนี้” อัยการพูดเน้นคำตอนท้าย “อย่าให้ผมต้องเอาคุณเข้าห้องขังอีกคนเลยนะ ผมทำได้นะ เชื่อมั้ย”
ตะวันฉายอึ้งไป ไม่คิดว่าจะเจอคนเลวได้อย่างไร้ยางอายปานนี้
อัยการยิ้มชั่วแล้วพยักพเยิดพาพรรคพวกเดินไปขึ้นรถ
ตะวันฉายมองอย่างสุดทน ผลุนผลันตามมาชะเง้อตะโกนด่า
“มันให้มึงเท่าไหร่”

จ่าเวศซึ่งอยู่ในอาการสลดหดหู่ อ้าปากจะห้ามลูก แต่ก็สะเทือนใจเกินกว่าจะพูดออกมาเป็นคำ

ในรถของอัยการที่กำลังแล่นออกไป อัยการและคณะ ลดกระจกมามองตะวันฉายอย่างสมเพชเวทนา

“กูถามว่า มันจ่ายให้มึงเท่าไหร่”
ตะวันฉายตะโกนก้อง ปรี่ถลาจะตามไปขวางหน้ารถไว้ แต่ก็ถูก รปภ. 2 คน เข้ามารวบตัวไว้
“เฮ้ย อะไรกันวะ” รปภ.1 โวยวาย
“ไอ้ระยำ ไอ้หมาขี้เรื้อน มึงกินสินบนโจรแล้วมาเหยียบหัวชาวบ้านแบบนี้ได้ยังไง มึงทำได้ยังไง”
รปภ.2 ปราม “คุณๆ ใจเย็น นี่มันในเขตศาลนะคุณ”
ตะวันฉายชี้นิ้วตามรถอัยการไป “พวกมึงคอยดู ซักวันกูจะลากคอพวกมึงเข้าตารางให้หมด ได้ยินมั้ยกูจะลากคอพวกมึงเข้าตาราง”
สิ่งสุดท้ายที่ตะวันฉายเห็นก็คือแววตาของทนายอากร ที่มองเขาอย่างเยาะเย้ยเช่นเคย

อีกฟากหนึ่ง วันแรกของชีวิตในคุก นักโทษใหม่ยืนเรียงแถวรอรับการตรวจค้นของทางช่องปากจากเจ้าหน้าที่ เรือนจำ บูรพายืนอยู่ในแถวนั้นด้วย เมื่อตรวจเสร็จก็เดินไปพิมพ์ลายนิ้วมือ และรับเครื่องแบบนักโทษกับของใช้ที่โต๊ะถัดไป
บูรพาเดินมาพิมพ์ลายนิ้วมือ และรับชุดไปอย่างเคียดแค้นหม่นหมอง

ค่ำคืนนั้น ตะวันฉายขดตัวอยู่บนโซฟาในบ้าน เขานอนไม่หลับ เช่นเดียวกับบูรพาที่เวลานี้ขดตัวนอนอยู่ที่เรือนนอนในท่าเดียวกัน อารมณ์ชายหนุ่มทั้งสอง ต่างก็ไม่อาจปรับตัว ทำใจยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้
สายตาตะวันฉายเหลือบไปเห็นกรอบรูปครอบครัวที่หล่นแตกอยู่กับพื้น จึงลุกเดินไปเก็บมาดู และโอบกอดรูปไว้ด้วยความปวดร้าวสุดจะประมาณ

เช้าวันนี้ บรรดานักโทษใหม่ เดินเรียงแถวไปยังโรงอาหาร มี จ๊อด กุญแจผี นักโทษเก่าเดินถือโพยหวย เที่ยวไล่ถามหาลูกค้ามาตั้งแต่หัวแถวมา ซึ่งส่วนใหญ่ปฏิเสธ เล่นเอาจ๊อดท้อใจ กระทั่งมาถึงบูรพาที่เดินรั้งท้ายแถว

“ไงน้อง สนใจเสี่ยงโชคมั้ย เที่ยวนี้มีทีเด็ดนะ”
บูรพามองหน้าจ๊อดอย่างเฉยชา ก่อนจะส่ายหน้าแล้วเดินต่อ
“นี่อยู่ในคุกว่างๆ ไม่หาอะไรทำแก้เซ็งบ้างหรือไงน้อง” จ๊อดมองซ้ายมองขวา “หรือว่าน้องชอบของชัวร์เผไพ่ไฮโลก็มีนะน้อง หลังโรงอาหารนี่แหละ สิบนาทียี่สิบนาทีก็รวยได้”
เห็นบูรพาเอาแต่ส่ายหน้าไม่สนใจ และวางท่าหยิ่งใส่ จ๊อดชักหมั่นไส้
“เฮ้อ ก็งี้แหละน้า เด็กใหม่ แรกๆ ถามอะไรก็ไม่เอาซักอย่าง อยู่ไปสักพักเดี๋ยวก็รู้ กัญชา ยาแก้ปวด ลวดดัดฟัน น้ำมันทาถู ทิชชู บุหรี่ แม็กซิม เพนส์เฮ้าส์ อู๊ย ถึงตอนนั้น ขี้คร้านจะต้องมา...” จ๊อดทำเสียงออดอ้อน “พี่จ๊อดคร้าบ พี่จ๊อด”
บูรพายังไม่สนใจอยู่ดี
“นี่น้อง หน้าตาหยิ่งๆ อย่างนี้อยากรู้ว่ะ คดีอะไรวะ หือ”
บูรพาบอกหน้านิ่ง “ฆ่าคน”
“เอ่อ...แบบว่า น้องคงไม่ได้ตั้งใจใช่มั้ย แบบ ฆ่าโดยไม่เจตนาน่ะ ฮ่ะๆๆๆ” จ๊อดชักหนาว ล้วงท๊อฟฟี่ส่งให้เอาใจ “อ่ะ แล้วเจอกันนะ”
จ๊อดโบกมือลาบูรพา แล้วรีบปลีกตัวออกมา แต่ก็ดันมาเจอพวกนักโทษเก่าจอมกร่างขวางหน้าอยู่ก่อน
พวกนักโทษใหม่เหลียวมามองกันนิดๆ ไม่มีใครกล้ายุ่ง ทุกคนรีบเดินไปยังโต๊ะกินข้าวประจำของตนเอง มีเพียงบูรพาที่เดินรั้งท้ายเหลียวมองหน่อยๆ
เมฆ ขาใหญ่ประจำคุกกับสมุนอีก 4 คน เปิดฉากฉะจ๊อด
“ไงวะจ๊อด สบายดีเหรอ มีคนเค้าจ้างกูให้มาเหยียบมึง เรื่องที่เสือกข้ามถิ่นไปรับแทงหวยน่ะ”
จ๊อดยิ้ม ก่อนจะลุกพรวดเตรียมชิ่งวิ่งหนี แต่ถูกลูกน้องของเมฆล็อคตัวให้นั่งลงตามเดิม
“ให้เรื่องร้ายมันกลายเป็นดีก็แล้วกันนะ ถือซะว่าเป็นงานมงคล สรุปว่ากูก็จะมาสู่ขอมึงให้ลูกน้องกูซะเลย”
“ดีครับดี เอ่อแล้วเรื่องสู่ขอ…” จ๊อดยิ้มเรี่ยราด จนนึกขึ้นได้ “สู่ขอ เฮ้ย”
จ๊อดสะดุ้งเฮือก ขยับจะวิ่งอีก คราวนี้โดนล็อคเป็นพัลวัน พอเหลือบเห็นเจ้าบ่าวก็ด่าทันที

“ไอ้เปียก ไอ้ฉิบหายมึงจะบ้าเหรอ กลางวันแสกๆ นะโว้ย ช่วยด้วย ผู้คุม ผู้…”

ลูกน้องของเมฆช่วยกันเอาเศษผ้ามาอุดปากจ๊อด และแบกร่างไปพาดคว่ำกับโต๊ะในห้องซักผ้า สภาพดูออกว่าเตรียมถูกเปียกสวนทวาร

กางเกงของจ๊อดถูกกระชากลงมาห้อยกับข้อเท้า
เปียกกระหยิ่มยิ้มหื่น ขยับชายกางเกงเดินเข้ามาเตรียมเปิดซิง แต่สายตาเหลือบไปเห็นบูรพายืนมองอยู่
“อ้าวไอ้เบื๊อกนี่ เสือกยืนบื้ออยู่ได้ จะไปไหนก็ไปสิโว๊ย อยากโดนสวนอีกคนหรือมึงน่ะ”
บูรพาหันหลังทำท่าจะเดินไป
จ๊อดดิ้นรนส่งเสียงอือๆ อาๆ ในคอเหมือนจะบอกบูรพาให้อยู่ช่วยตนก่อน
บูรพาเดินไปได้หน่อยเดียว ก็หยุดมองท๊อฟฟี่ในมือ แล้วตัดสินใจบางอย่าง หันไปคว้าถุงกระสอบทรายแตกแถวนั้น วาดผ่านหน้าพวกของเมฆ จนทรายฟุ้งกระจายเข้าหูเข้าตาพวกมันจังๆ
“อ๊าก...ตากู”
“ไอ้หอกเอ๊ย กำแหงหรือมึง”
ตุ้ยแค้น ชักเหล็กขูดชาร์ปที่เหน็บไว้ในซองหนังสือพิมพ์ตรงขอบกางเกงออกมา กะแทงสวนใส่บูรพา
บูรพาใช้ถุงกระสอบทรายหวดมั่วเข้าใส่พวกของเมฆจนวงแตกกระเจิง ก่อนจะกระชากคอเสื้อจ๊อดลากให้วิ่งหนีไปด้วยกัน ส่วนเมฆที่ยังขยี้ตาอยู่ ร้องสั่งลูกน้อง
“จับมัน ไปจับมันมาไอ้กู โอ๊ย ไอ้ฉิบหายเอ๊ย สาดเข้ามาได้”
ลูกน้องเมฆวิ่งตามจ๊อดกับบูรพาออกไปเป็นพรวน

บูรพากับจ๊อดวิ่งหนีออกมาตรงลานโล่งหลังโรงอาหาร แต่ก็ถูกสมุนของพวกนักโทษบางส่วนล่าถอย โดยเฉพาะที่แก่ๆ หรือพิการ บูรพากับจ๊อดยืนขึ้น พบว่าทั้งสองถูกสมุนของเมฆตีวงโอบล้อมเอาไว้ทันที
เมฆตะโกนลั่น “พวกเรา ยำมันเลย”
ลูกน้องของเมฆขยับจะกรูกันเข้าไปยำบูรพา แต่บูรพาหนีไปที่ประตูทางออก พวกเมฆไล่บูรพามาแต่แล้วก็ชะงักค้าง เมื่อเห็นใครคนหนึ่งขวางทางอยู่ พร้อมกับลูกน้อง 3 คน ด้านหลัง
“เฮ้ย หยุดก่อน”
เป็น เคี้ยง เก้ายอด ขาใหญ่แดนนี้อีกคน เดินนำบรรดาสมุนเข้ามา ก่อนจะหยุดมองเมฆ แล้วเดินสาวเท้าเดี่ยวๆ เบียดลูกน้องเข้าไปหาเมฆอย่างไม่กลัวเกรง ทุกคนต้องหลบทางให้
เมฆเห็นเป็นใครก็ตกใจ “ลุงเคี้ยง”
เคี้ยงรี่เข้ามา “มึงยังจำกูได้อีกหรือไอ้เมฆ”
“จะ...จำได้สิลุง”
เคี้ยงชี้ไปทางบูรพา “มึงมีปัญหากับไอ้เด็กนี่เหรอ”
เมฆพยักหน้ารับ เคี้ยงหัวเราะขำ
“กับอีแค่เด็กใหม่คนเดียว มึงเล่นพาคนมาเป็นสิบไม่อายลูกน้องบ้างหรือวะ มึงมีน้ำยารึเปล่าไอ้เมฆ”
เมฆหน้าเสีย “เอ่อ...”
“ตัวๆ กับมันมึงกล้ามั้ยวะเมฆ กล้ามั้ย” เคี้ยงถาม
เมฆพูดไม่ออก มองไปเห็นลูกน้องของตนรอฟังคำตอบอยู่ 1 ในลูกน้องปากดีว่า
“นั่นสิ พี่กล้ามั้ย”
“ถ้ากลัวก็หดหางใส่ตูด แล้วไสหัวไป” เคี้ยงบอก
เมฆหันมามองขณะบูรพาก้าวออกมา
เมฆมองอย่างเคืองแค้นที่โดนปรามาส จนเกิดเลือดบ้า เงื้อหมัดโผเข้าใส่บูรพาอย่างรวดเร็วและแรง

การต่อสู้อันดุเดือดเปิดฉากขึ้น ท่ามกลางเสียงเชียร์อื้ออึงของนักโทษรอบข้าง

อ่านต่อหน้า 4

ตะวันตัดบูรพา ตอนที่ 1 (ต่อ)

บูรพาคอยฉากหลบเมฆที่รุกไล่อย่างเอาเป็นเอาตาย ช่วงต้นๆ บูรพา ประเมินฝีมือคู่ต่อสู้ ไม่ทันตั้งหลักได้ จึงโดนต่อยไปหลายหมัด บรรดากองเชียร์ โดยเฉพาะสมุนเมฆพากันสะใจ

จ๊อดร้องบอก “ระวัง”
“มึงตาย...ตายซะ ตายซะ”
ขณะที่เมฆกำลังชะล่าใจไล่ถล่มไม่เลี้ยงอยู่นั้น จ๊อดเริ่มเป็นห่วงบูรพาขยับจะเข้าช่วย แต่ถูกคนของเมฆยันตัวเอาไว้
“เฮ้ย สู้เค้าโว้ย”
บูรพาพยายามยกแขนขึ้นปัดป้อง หลับตาลงด้วยความเจ็บปวด
ในความเจ็บปวดนั้น โฉมหน้าของตะวันฉายเมื่อครั้งต่อยกับบูรพา แวบเข้ามา บูรพาลืมตาโพลง แผดเสียงร้องอย่างบ้าคลั่ง แล้วดาหน้าตะลุยหมัดเข้าใส่เมฆโดยไม่คิดชีวิต
เมฆเจอรุกหนักจนเสียหลัก เพราะไม่คิดว่า บูรพาจะเกิดบ้าเลือดฮึดสู้
เคี้ยงมองรูปการ แล้วยิ้มอย่างพอใจ จ๊อดส่งเสียงเชียร์ลั่น นักโทษคนอื่นๆ เริ่มเชียร์ตาม ทำเอาพวกของเมฆ คือเปียกและตุ้ยหน้าเสียจะขยับเข้าไป แต่เข่งลูกน้องเคี้ยงก็ชี้หน้าห้าม
“เอามันเลย ฆ่ามันเลย” จ๊อดเมามันส์
เมฆพยายามตอบโต้ แต่ก็ถูกบูรพากระหน่ำกลับด้วยลีลานักมวยอาชีพ
ในที่สุดเมฆก็โดนบูรพาซัดจนหมอบจมกองเลือด พวกนักโทษพากันโห่ร้องอย่างสะใจ บูรพาหอบเหนื่อย เลือดท่วมไม่ต่างกัน หันมามองเคี้ยงอย่างสำนึกในบุญคุณ
เคี้ยงยิ้มให้ แล้วหันไปพยักหน้ากับลูกสมุน เป็นเชิงบอกให้ยกกำลังพลกลับรังนอน
เปียกกับตุ้ยเข้าไปประคองเมฆ ที่นอนหอบหมดสภาพ แต่แววตามองบูรพาอย่างอาฆาตแค้น

เวลาเดียวกันนั้น จ่าเวศพยายามใช้มือยึดไว้กับห่วงเหนือเตียง พยุงตัวให้นั่ง ในขณะที่ตะวันฉายเห็น รีบเข้ามาประคองและอุ้มพ่อลงจากเตียงมานั่งรถเข็น ก่อนจะจัดแจงสวมถุงเท้า รองเท้าให้อย่างเรียบร้อย
จ่าเวศมองตะวันฉายทั้งเข้าใจ เห็นใจ และตื้นตัน
“เบื่อรึเปล่าพ่อ อยู่แต่ในบ้านตั้งหลายวันอยากจะไปเที่ยวไหนรึเปล่าครับ”
จ่าเวศลังเล “แกจะสะดวกเหรอ สภาพพ่อมันเป็นแบบนี้”
ตะวันฉายยิ้มปลอบ “ไม่มีปัญหาหรอกพ่อ แหม เราสองคนฟิตปั๋งออกขนาดนี้ ว่าแต่พ่ออยากไปไหนหรือครับ”
“พ่ออยากไปเยี่ยมเจ้าบูรพา”
ตะวันฉายคิดปราดเดียว แล้วพยักหน้ายิ้มให้พ่อ จ่าเวศยิ้มตอบท่าทีคลายกังวลไปด้วย

กลางบรรยากาศจอแจในห้องเยี่ยมนักโทษ จ่าเวศนั่งอยู่บนรถเข็นรอเยี่ยมลูกชาย สักครู่ผู้คุมก็นำตัวบูรพามาส่ง สองพ่อลูกต่างฝ่ายต่างอึ้งมองสภาพของกันและกัน โดยเฉพาะจ่าเวศที่มองสภาพฟกช้ำ และมีร่องรอยบาดแผลที่ใบหน้าของบูรพาอย่างไม่เชื่อสายตา
บูรพามองขาพ่อ สีหน้าเศร้า “พ่อเป็นยังไงบ้าง”
จ่าเวศไม่ตอบเอาแต่มองแผลที่หน้าลูก “แกไปโดนอะไรมา” บูรพาไม่ตอบ “มีปัญหาอะไรในนี้รึเปล่าลูก”
บูรพาส่ายหน้า พลันหางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นตะวันฉายที่เพิ่งเดินกลับเข้ามา บูรพาเมินหน้าเหมือนไม่อยากมองให้รกตา ตะวันฉายดูออก มองน้องชายอย่างสลดใจ
บูรพาถามโดยไม่มองหน้าพี่ “เรื่องอุทธรณ์ไปถึงไหนแล้ว”
“กำลังติดต่อหาทนายเดินเรื่องให้ แต่เห็นว่า อาจจะยากหน่อยคงต้องใช้เวลา”
“ยังมีทนายที่ไหนยอมว่าความให้อีกเหรอ” บูรพาแดกดันประชดประชัน
เห็นตะวันฉายนิ่งเงียบไม่กล้าตอบ บูรพายิ้มเย้ย พูดสวนออกมา “พี่เคยคิดมั้ยว่ามันเป็นความผิดของใคร ที่พวกเราต้องมาเจอเรื่องแบบนี้” ยิ่งพูดความแค้นพลุ่งพล่านขค้นมาเป็นริ้วๆ ในใจ “เป็นความผิดของพี่ ถ้าพี่ไม่ไปเสือกเรื่องของไอ้ฉัตรแม่ก็ไม่ต้องมาตายแบบนี้”

ตะวันฉายโกรธ “บูรพา”

บูรพาระบายไม่ไว้หน้า

“ผมเตือนพี่แล้ว บอกแล้วว่าอย่าไปยุ่งกับมัน สะใจแล้วใช่มั้ย ดูซิ ตอนนี้บ้านเรามีสภาพเป็นยังไงแม่ตาย พ่อก็ต้องพิการ แล้วผมล่ะ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว พี่ออกไปให้พ้นหน้าผมเดี๋ยวนี้เลย ออกไป”
จ่าเวศชะงัก นึกโกรธ “บูรพา นี่ไอ้ฉายพี่แกนะ”
บูรพาไม่สน “มันไม่ใช่พี่ผม”
“บูรพาพ่อรู้ว่าแกยังโกรธเจ้าฉาย แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดอะไรของมันเลย เพราะสิ่งที่มันทำน่ะถูกต้องแล้ว”
บูรพาน้อยใจประชดส่ง “ถูกแล้วพ่อ มันทำดีแล้ว นี่ไงผลของความดีของมัน” พลางผายมือให้ดูสภาพของตัวเขา ก่อนจะหันไปมองตะวันฉาย แดกดันอีกชุด “ทำดีเข้าไปสิมึงน่ะ ทำดีเข้าไปอีก ตอนนี้แม่ก็ตายไปแล้ว พ่อก็พิการ กูก็ต้องระเห็จมาอยู่ในนี้ มึงทำดีอีกสิ กูจะได้ตายห่าไปเลยไง”
บูรพาทุบลูกกรงโครมทำเอาเงียบกันไปทั้งห้องเยี่ยม
ผู้คุมเหลือบมองดุบูรพา แล้วมองจ่าเวศเหมือนถ้าไม่สงสารตาแก่นี่คงเล่นบูรพาไปแล้ว
ตะวันฉายก้มหน้าคล้ายละอายใจ ที่ตนที่เป็นต้นเหตุ จ่าเวศปวดร้าวได้แต่ห้ามเสียงสั่น
“บูรพา”
บูรพาเสียใจที่ทำให้พ่อเจ็บปวด “พ่อ ผมทำไม่ได้ ผมยกโทษให้มันไม่ได้”
บูรพามองตะวันฉาย แล้วตัดสินใจเดินหนีไปอย่างไม่แยแส
“บูรพา”
บูรพาชะงักกึก เสียงเรียกของพ่อเหมือนคำเตือนสติ
จ่าเวศมองจ้อง รอคอยลูกหันกลับมาหา เหมือนรอความเมตตา และความเห็นใจจากบูรพา
แม้บูรพาอยากจะหันไป แต่ความเป็นจริงยามนี้เจ็บปวดเกินกว่าจะทนได้ เขาตัดสินใจเดินจากไป ทิ้งให้จ่าเวศนั่งตัวสั่นสะท้าน สลดใจอยู่เบื้องหลัง
เมื่อไม่อาจแก้ไขอะไรได้ ตะวันฉายจึงทำได้แค่มองพ่ออย่างสงสาร เขายังเห็นจ่าเวศยกมือข้างหนึ่งขึ้นป้องตา รู้ว่าพ่อร้องไห้เงียบๆ คนเดียว

ท่ามกลางเปลวแดดร้อนระอุ ตะวันฉายเข็นรถพ่อเดินออกมาจากเรือนจำ ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
ภาพเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัว นับจากวันที่เห็นฉัตรให้สมุนยิงขี้ยาผุดขึ้นมาหลอกหลอน
มันตามมาติดๆ ด้วย เหตุการณ์ พ่อแม่ของเขาถูกทำร้ายคาบ้าน
หนำซ้ำเขาถูกผู้พิพากษาหัวเราะเยาะ
เหนืออื่นใด สัมพันธ์ระหว่างเขากับน้องชายขาดสะบั้นลง เขาถูกบูรพาถ่มน้ำลายใส่หน้า

เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นประเดประดังเข้ามา บีบรัดสมองและความรู้สึกของตะวันฉาย ที่ดุ่มเดินมาท่ามกลางแสงแดดแผดจ้านั้นอย่างรุนแรง

ในที่สุดตะวันฉายตัดสินใจ สมัครเข้าเป็นนายตำรวจหน่วยปราบปราม เช้าวันหนึ่งวันนี้เขากำลังทดสอบสมรรถภาพอยู่ที่สนามกีฬาของ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ แหละในกลุ่มผู้ทดสอบด้วยกัน ตะวันฉายวิ่งนำโด่งอยู่คนเดียว
อีกวัน นายตำรวจสายสืบคนเดียวกับที่คุ้นเคยกับจ่าเวศอย่างดี ซึ่งวันนี้แต่งเครื่องแบบเต็มยศ อ่านใบประวัติของตะวันฉาย ก่อนจะเงยหน้าถาม
“ตอนแรกเห็นว่าน้องจะสมัครเป็นที่ปรึกษาด้านข้อมูลกฎหมาย แล้วนึกยังไงทำไมถึงอยากจะย้ายไปอยู่ฝ่ายปราบปรามล่ะ”

“ผมมีเหตุผลส่วนตัวครับ”

บริเวณลานทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ตะวันฉายปั่นจักรยานอยู่ในนั้น ออกแรงเต็มที่ เหงื่อแตกซิก

เขานึกถึงที่นายตำรวจสายสืบที่มองหน้าเป็นเชิงถาม และเขาตอบไปอีกว่า
“ผมอยากจับโจร”
ตะวันฉายฝึกยิงปืนอย่างรวดเร็วและรุนแรง กระสุนเข้าเป้าทุกนัดที่เขาปล่อยออกไป
เสียงนายตำรวจสายสืบถามขึ้นอีกว่า “อยู่ฝ่ายปราบปราม มันลำบากกว่าแถมต้องทดสอบร่างกายหนักหน่อย น้องจะไหวเหรอ”
ตะวันฉายตอบโดยไม่ลังเล “ไหวครับ”
ผู้สมัครหลายสิบคนวิ่งฝ่าเครื่องกีดขวางไปอย่างรวดเร็ว ตะวันฉายอยู่ในกลุ่มแรกที่ฝ่าเครื่องกีดขวางไปอย่างรวดเร็ว จริงจังกว่าคนอื่นๆ
ตะวันฉายพลาดท่าหกล้ม แต่ยังกัดฟันแข็งใจสู้ลุกขึ้นลุยด่านต่อไปโดยเร็วอย่างไม่ย่อท้อ
ถัดจากนั้น ครูคุมสอบถือนาฬิกาจับเวลา และมองไปยังจุดรวมพล เห็นกลุ่มผู้สมัครวิ่งมาถึงจุดรวมพลทีละคนสองคน ตะวันฉายวิ่งเข้ามายังจุดรวมพลก่อนทุกคน แล้วทรุดฮวบลงหอบแฮ่กๆ หันไปทางครูคุมสอบ
ครูคุมสอบมองนาฬิกา และพยักหน้าให้ตะวันฉายอย่างพอใจ
ตะวันฉายโล่งอก หอบแฮ่กๆ
“ตกลง พี่จะเดินเรื่องให้” นายตำรวจสายสืบก้มลงกรอกเอกสารพลางบอก “ฝากความคิดถึงถึงพ่อด้วยล่ะ บอกว่างๆ เดี๋ยวผมจะไปเยี่ยม”
ตะวันฉายพยักหน้ารับ สายสืบฯ ก้มลงเขียนเอกสารต่อ

เห็นสีหน้าตะวันฉายยามนี้เหม่อมองอย่างเอาจริง

อีกฟาก ที่ลานออกกำลังกายในคุก บรรดานักโทษออกกำลังกายกันอยู่ เมฆกับลูกน้องนั่งมองเคี้ยงด้วยความแค้น ส่วนบูรพาเดินมาผ่านกลุ่มเคี้ยง จ๊อดวิ่งพรวดพราดเข้ามาหาบูรพา
“โฮ้ย เอ็งมาใหม่อ่ะ ยังไม่รู้อะไร ลุงเคี้ยงนี่เค้าขาโจ๋ขวัญใจวัยจ๊าบตัวจริงโว๊ย อย่างไอ้เมฆน่ะเหรอ เฮอะๆ ขี้ๆ เดะๆ จะบอกให้”
จ๊อดถือโอกาสโม้ต่อ
“อ้าวนี่ไม่ได้คุยฟุ้งนะ” จ๊อดหันมาบุ้ยใบ้กับเคี้ยง “จริงมั้ยลุง” แล้วหันกลับมาทางบูรพา “เอ็งไปถามดูเลย ในเรือนจำใครไม่รู้จักแก๊งมังกรแดง co.ltd บ้าง นี่ถือว่าบุญหัวของเอ็งเลยนะเนี่ย ได้ลุงแกช่วยไว้อ่ะ เนอะลุงเนอะ”
เคี้ยงรำคาญ ด่าหน้านิ่ง “เอ็งหุบปากได้รึยังวะ จ๊อด”
จ๊อดจ๋อยหน้าสลด เคี้ยงเหลียวมองมาที่บูรพา
“เอ็งไม่ต้องคิดอะไรมากไอ้หนุ่ม ข้าช่วยคนไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่เอ็งดูๆ ไป ก็หน่วยก้านใช้ได้ มาอยู่กับข้ามั้ย”
จ๊อดอ้าปากยกมือจะขออาสา แต่เข่งหันมามองปรามเสียก่อน จ๊อดก้มหน้ากินข้าวต่อ
“ขอบคุณครับ แต่ผม อยู่อย่างนี้ดีกว่า”
“อยู่ในคุก เจอคนดีก็ต้องดี เจอคนเลวก็ต้องเลวตอบ ถ้าเจอคนเฉย ก็ช่างแม่งมัน”
เคี้ยงพยักหน้ายอมรับ แล้วระเบิดหัวเราะพอใจ พวกลูกน้องหัวเราะตาม ส่วนบูรพาพยักหน้าจดจำคำพูดนั้นอย่างหวั่นกลัว
เคี้ยงเดินกลับไปนั่งที่เดิม โดยไม่รู้ว่าเวลานั้นเมฆแอบมองตาม และเบะปากอย่างหมั่นไส้เคี้ยงสุดๆ

ไม่นานต่อมา เมฆ และ ขาใหญ่อีกสองคน นักโทษชั่วร่วมรุ่น กำลังวางแผนกันอยู่ที่ด้านหลังห้องน้ำ ขาใหญ 1 เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น หลังฟังเมฆพล่ามระบายจบ
“มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนี่หว่าไอ้เมฆ ที่ทางของมัน มันมาเราก็หลีก มันไม่อยู่เราก็สอย ก็แค่นั้น”
“ก็คิดอย่างมึงสิวะ พวกเราถึงได้ดักดานให้ไอ้เคี้ยงมันไล่บี้อยู่ทั้งปีทั้งชาติ”
ขาใหญ่ 2 เหน็บ “ว่าแต่คนอื่นมึงก็เป็นเบี้ยล่างไอ้เคี้ยงเหมือนกันแหละว้า”
“ไม่แล้วโว๊ย กูไปไม่ทนต่อไปแล้ว วันนี้กูเรียกพวกมึงมาก็เพื่อจะถามพวกมึง จะเอาด้วยกันกับกูรึเปล่า”
ท่าทีเดือดดาลของเมฆ ทำให้ขาใหญ่ทั้งสองต้องมองหน้าหารือกัน
ขาใหญ่1ถามขึ้น “พวกกูจะได้อะไร”
“ทุกอย่างที่เคยเป็นของไอ้เคี้ยง พวกเราแบ่งกัน ที่สำคัญต่อไปนี้เราไม่ต้องหดหัวกลัวไอ้พวกมังกรแดงต่อไปอีกแล้ว”
ขาใหญ่ทั้งสองท่าทางยังสองจิตสองใจอยู่ แต่เห็นชัดว่าอยากได้อำนาจของเคี้ยง
สุดท้าย ขาใหญ่ 1 ถามออกไปว่า “เมื่อไหร่”

“คืนนี้ ตอนทำวัตรเย็น”

บรรดานักโทษทยอยกันเข้าโรงประชุมทั้งประตูซ้ายและประตูขวาจนเต็มห้อง พวกของเมฆเริ่มมองคล้ายให้สัญญาณกัน และพวกของสองขาใหญ่ปะปนมากับพวกของเคี้ยงแล้ว

เคี้ยงเพียงแค่สงสัยพวกเมฆว่ามองอะไรกัน แต่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนเล่นงาน
นักโทษท่าทางคล้ายมัคนายก ใส่แว่น หัวเกรียน มีลูกประคำห้อยคอ เริ่มนำ ทำวัดเย็น ต่อหน้าพระพุทธรูปองค์เล็กๆ ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะหมู่บูชามุมห้อง ควันธูปลอยวน ในแสงเทียนที่จุดอยู่หลายดอกส่องสว่างเรืองรอง
บรรดานักโทษทั้งห้องกล่าวคำสวดมนต์ บูรพาคือหนึ่งในจำนวนนั้น
พวกเมฆยังคงจดจ้องมองเคี้ยงอยู่เพื่อรอเวลา
บูรพาสวดมนต์อยู่ใกล้ๆ จ๊อด
พวกขาใหญ่ และเมฆเริ่มเอาอาวุธออกมาเตรียมพร้อม
มัคนายกประจำคุกยังคงนำสวดมนต์อยู่
เมื่อถึงจังหวะลงมือ เมฆให้สัญญาณลูกน้องใกล้ทางออกปิดประตูลง พวกของเมฆดึงผ้าเขียวมาคาดกันทันที การบรรเลงเลือดก็เริ่มขึ้น ณ วินาทีนี้
เมฆโถมเข้าใส่ พร้อมกับตะโกนใส่หน้าเคี้ยงอย่างสะใจ “ไปตายห่าซะ”
เคี้ยงตกตะลึงพรึงเพริด คิดไม่ถึง
เข่งตกใจร้องตะโกนสุดเสียง “ลุงเคี้ยง”
บูรพาตกใจลุกขึ้นยืนดูเหตุการณ์ เห็นเคี้ยงผลักเมฆออกพ้นตัวไป แต่กลับถูกรุมแทงเข้าอีกสองมีดจากด้านหลัง เมฆที่ล้มอยู่ มองอย่างสะใจหยิบเศษผ้าเรืองแสงมาคาบปาก
สมุนคนอื่นของเมฆ และพันธมิตรคาดผ้าเรืองแสงไว้เป็นเครื่องหมายกันหมด
บรรยากาศชุลมุน ผู้คุมตกใจ ส่องไฟฉายใส่ ตะโกนลั่น
“เฮ้ย อะไรกันวะ”
พวกของเมฆช่วยกันรวบตัวรุมสกรัมผู้คุม
อีกมุมหนึ่ง ผู้คุมอีกคน ก็ถูกพวกของเมฆรุมสกรัมแย่งอาวุธไป
“ฆ่าไอ้พวกมังกรแดงให้หมด” เมฆร้องตะโกนอย่างฮึกเหิม
เคี้ยงซึ่งถูกแทงฮึดสู้ออกแรงล็อคคอขาใหญ่ 2 ที่อยู่ใกล้มือเอาไว้ได้ แล้วหักคอมันทิ้งอย่างรวดเร็ว
สมุนของเมฆช่วยกันลงกลอนประตู และหาวัสดุมาขวางปิดทางเข้าออกได้โดยสมบูรณ์
เคี้ยงเจ็บหนัก เสียเลือดมาก ร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนออกอาการโผเผ กวาดมองไปเห็นลูกน้องถูกฆ่ามากมาย ก็บ้าเลือด หันไปยกม้านั่งทุ่มใส่พวกของเมฆจนแตกกระเจิง
“ไอ้พวกหมาหมู่ เข้ามา วันนี้กูจะเอาเลือดพวกมึงมาล้างตีนกู
ขาใหญ่ 1 เงื้อมือจะแทงเคี้ยงซ้ำอีกแผล แต่ถูกเข่งโดดเข้าขวาง เข่งซัดขาใหญ่ 1 กระดอนไป แต่แล้วเข่งก็ถูกสมุนของเมฆกรูเข้าล็อคไว้ ก่อนจะถูกรุมแทงแบบไม่ต้องนับแผ เสียงมีดเฉือนเนื้อสดๆ ดังระงม
เคี้ยงร้องลั่น “ไอ้เข่ง”
เวลานี้ราวกับองค์พระประธานบนโต๊ะหมู่บูชา มองดูการฆ่าฟันซึ่งดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และดุเดือด
เหตุการณ์ชุลมุนมากขึ้น จ๊อดลนลานเงอะงะ หนีซ้ายหนีขวาก็ไปไม่พ้น เลยคลานหลบคลานซ่อนไปเรื่อยๆ ก่อนจะตัดสินใจแกล้งนอนตายแถวนั้น ถัดไปเป็นบูรพาที่ติดอยู่ในวังวงเหตุการณ์วุ่นวายซึ่งได้แต่พยายามป้องกันชีวิตตัวเอง
บูรพามองไป เห็นเคี้ยงติดอยู่ในวงล้อม และกำลังหวดเก้าอี้ไปมาอย่างบ้าคลั่ง บูรพาตัดสินใจคว้าไม้ และมีดจากคนตายใกล้มือบุกตะลุยเข้าไปช่วยเคี้ยง จนลูกน้องของเมฆแตกฮือออกไป
บูรพาหันหลังชนกันกับเคี้ยง และคอยประคองเคี้ยงที่ทำท่าจะทนพิษบาดแผลไม่ไหว เริ่มเซ เป็นพักๆ
“ไอ้หนุ่มเรื่องนี้เอ็งไม่เกี่ยวถอยไป” เคี้ยงหวังดี
บูรพาไม่ตอบ และไม่ถอย จ้องหน้าเมฆอย่างเอาเรื่อง
“มาก็ดีแล้วมึง กูจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามฆ่าอีกรอบ เล่นมันพร้อมกันทั้งอ่อนทั้งแก่นี่แหละวะ” เมฆคุยโต
“ไอ้เมฆ ไอ้หมาลอบกัด มึง...”
เคี้ยงเจ็บแผลจนด่าต่อไม่ไหว พวกสมุนของเมฆถือโอกาสเปิดฉากกรูกันเข้าไป
บูรพาตีโต้และยังต้องคอยประคองเคี้ยงตะลุยฝ่าวงล้อมออกไปด้วย แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีสมุนของเมฆและพรรคพวก สองขาใหญ่ ตามล้อมเต็มไปหมด บูรพาเริ่มถูกตีถูกแทงเข้าบ้างหลายครั้ง
เคี้ยงเองพยายามช่วยบูรพามาจนถึงตอนนี้ ก็หมดแรงทรุดตัวนั่งพิงกับมุมกำแพง จึงเหลือแต่บูรพายืนจนตรอกอยู่ท่ามกลางวงล้อมหมาหมู่ คอยหันซ้ายหันขวารับศึกรอบตัว
เมฆรอจนได้จังหวะ ก็จ้วงแทงบูรพาเข้าเต็มท้อง บูรพาหันไปจ้วงกลับแต่ก็ช้าไป
สายตาบูรพาเวลานี้ มองเห็นทุกอย่างสับสนและพร่าเลือนไปทันตาเห็น เลือดไหลทะลักจากแผล มองไปตรงหน้ายังเห็นเมฆยืนควงมีดซ้ายขวาอย่างสะใจ
“เสร็จกูล่ะมึง”
บูรพายังปาดมีดขู่ และพยายามเพ่งสายตาต่อสู้กับความมึนงง ทุกอย่างเบลอไปหมด
เสียงของเคี้ยงที่บูรพาได้ยินฟังดูหลอนๆ “หนีไปไอ้หนุ่ม หนีไป”
“ไม่ต้องห่วง ไม่ทรมานหรอก ขอกูอีกแผลเดียวก็พอ”
เสียงของเมฆก็หลอนไม่ต่างกัน
สุดท้ายบูรพาก็ทรุดเข่าลงมาอีกคน แม้ทุกอย่างในกรอบสายตาของเขาจะพร่าเลือนไปหมดสิ้น

แต่บูรพายังแกว่งมีดในมือไปมา โดยไม่ยอมแพ้

อ่านต่อตอนที่ 2
กำลังโหลดความคิดเห็น...