xs
xsm
sm
md
lg

เพื่อน แพง ตอนที่ 12

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เพื่อน แพง ตอนที่ 12

ก้อนเดินตามลอที่แทบหมดเรี่ยวแรงหลังจากแบกกระสอบข้าวอันหนักอึ้งเสร็จ ลอทรุดลงนั่ง พิงกองกระสอบข้าว
 
ก้อนรีบเข้าไปประคองด้วยความสงสารเพื่อน
“ถ้าห้ามไม่ให้ข้าช่วยเอ็งอีกล่ะก็ ข้าขอตัดเพื่อนกับเอ็งซะดีกว่าไอ้ลอ”
“ไอ้ก้อน ข้ารักแม่เพื่อน และข้าก็จะไม่มีวันยอมเสียแม่เพื่อนไปเด็ดขาด”
“แต่แม่เพื่อนไม่เหลือเยื่อใยให้เอ็งแล้ว เขาเลือกคนที่เอ็งไม่มีทางจะแข่งกับเขาได้”
“ต้องได้สิวะ คุณมานพไม่ได้รักแม่เพื่อนมากเท่าข้าหรอก เทวดาฟ้าดินก็รู้ ข้ามีมือมีตีน มีความพยายาม สักวันแม่เพื่อนต้องเห็นว่าข้าทำเพื่อเขาคนเดียว”
เถ้าแก่เดินเข้ามา
“นายลอ ฉันเอาค่าจ้างพิเศษที่ทำงานเมื่อตะกี้มาให้”
“ขอบใจจ้ะเถ้าแก่ แล้วเถ้าแก่มีงานอะไรให้ฉันทำอีกมั้ยจ๊ะ”
“นี่ยังจะทำงานอีกเหรอ ไม่มีแล้วล่ะนายลอ กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวจะล้มเอา”
“แต่ว่า”
เถ้าแก่ส่ายหน้าปฏิเสธแล้วเดินออกไป ลอยังตะเกียกตะกายตามขอร้องทั้งๆ ที่ขาแทบจะไม่มีแรง
“เดี๋ยวสิจ๊ะเถ้าแก่ ฉันยังมีแรงเหลือ จะให้ฉันทำงานอะไรก็บอกมาได้จ้ะ เถ้าแก่”
พูดแล้วลอกลับเข่าอ่อนทรุดลง เพราะหมดแรงแม้แต่จะยืน ก้อนรีบเข้าไปประคองเอาไว้
“พอเถอะไอ้ลอ ข้าทนไม่ไหวอีกแล้ว ให้เอ็งร้องไห้ฟูมฟายเสียใจยังดีกว่าให้ข้าทนเห็น เอ็งทำอย่างนี้”
“ต่อให้แม่เพื่อนเอามีดแทงหัวใจข้า ข้าก็จะไม่มีวันหลั่งน้ำตา เพราะน้ำตาไม่ได้ช่วยพา แม่เพื่อนกลับมาหาข้า แต่เป็นเงินพวกนี้ต่างหากที่ช่วยได้”
ลอชูมือที่กำเงินเอาไว้แน่น ก้อนกัดฟันเจ็บใจโกรธลอ
“โธ่เว้ย ข้าขอโทษเอ็งว่ะไอ้ลอ”
ก้อนตัดสินใจทุบเข้าที่ต้นคอลอแรงๆ ลอสะดุ้งเฮือกแล้วหมดสติไป

โฉมฉายนั่งเป็นแบบให้ช่างภาพถ่ายรูป แล้วเห็นว่าแพงยังไม่แต่งตัวมาถ่ายรูปด้วยกัน
“แพง ทำไมถึงยังไม่ไปแต่งตัวอีกล่ะ”
“น้าโฉมคะ คือ”
“มีอะไรเหรอจ๊ะ หรือว่าแพงไม่ชอบชุดที่น้าเตรียมไว้ให้”
“ไม่ใช่หรอกค่ะน้าโฉม”
โฉมฉายสงสัย แพงกระอักกระอ่วนที่จะเล่าเรื่องของเพื่อนให้โฉมฉายฟัง
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดี๋ยวแพงจะรีบไปเปลี่ยนชุด”
แพงตัดใจไม่เล่า จะเดินออกไป แต่โฉมฉายคว้ามือไว้
“ถ้ามีอะไรที่ทำให้แพงอึดอัดใจอยู่ แพงต้องเล่าให้น้าฟัง เพราะน้ารักแพงเหมือนลูกนะ”
“น้าโฉม”
แพงน้ำตาซึม สวมกอดโฉมฉายสะอื้นไห้
“แพงไม่อยากทำให้คนดีๆ อย่างน้าโฉมต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งๆ ที่แพงควรจะเตือนสติพี่ เพื่อนได้ แต่แพงก็ทำไม่ได้ แพงขอโทษค่ะน้าโฉม”
“ใจเย็นๆ แพง ค่อยๆ เล่าให้น้าฟัง แม่เพื่อนทำอะไร”
แพงยังไม่ทันจะเล่า แก้วก็รีบวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“อีแพง พี่ก้อนพาพี่ลอกลับมาแล้ว เอ็งรีบไปดูพี่ลอเถอะ”
แก้วชะงักเพราะไม่เห็นว่าโฉมฉายกำลังกอดปลอบใจแพง แก้วจึงได้แต่ทำหน้าเหยเก ยิ่งทำให้ โฉมฉายอยากรู้เรื่องมากขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลอและเพื่อน

ลอนอนพักอยู่ในห้อง แพงเอาผ้าชุบน้ำ เช็ดหน้าเช็ดตาให้อย่างเป็นห่วง ระหว่างนั้นก้อนกับแก้วพากันเข้ามา
“ถ้าข้าไม่ใช้กำลังกับมัน ไอ้ลอก็คงไม่ต่างจากช้างตกมันที่กำลังคลั่งจนไม่ลืมหูลืมตา เจออะไรขวางหน้าก็พุ่งเข้าใส่ แม้แต่เหวตรงหน้ามันก็มองไม่เห็น”
“ห่วงก็แต่เวลาที่พี่ลอฟื้นขึ้นมาน่ะสิ ใครจะหยุดพี่ลอได้อีก”
“แต่ข้าว่าเอ็งเล่าทุกอย่างให้น้าโฉมฟังหมดแล้ว ยังไงพี่เพื่อนก็ต้องได้สติขึ้นมาบ้าง”
“ถ้าน้าโฉมอบรมนังเพื่อนให้ได้สติก็ดี เพราะคนอย่างไอ้ลอมันพร้อมยกโทษให้แม่เพื่อนเสมอ แต่ถ้าเป็นข้าน่ะเหรอ”
“ไม่ต้องเปรียบกับตัวเลยพี่ก้อน เพราะฉันไม่มีทางเป็นหญิงสองใจอย่างพี่เพื่อนแน่”
“ก็ให้จริงอย่างปากว่าเถอะจ้ะแม่”
แพงไม่ได้สนใจว่าก้อนกับแก้วจะหยอดคำหวานอะไรกัน เพราะห่วงแต่ลอจนสายตาเหลือบไปเห็นมือลอกำอะไรบางอย่างแน่น แพงจึงค่อยๆ คลี่ออกและเห็นเป็นเงินค่าจ้าง
“นั่นแหละค่าจ้างแรงงานที่ไอ้ลอเชื่อว่าจะทำให้แม่เพื่อนกลับมาหามัน”
แพงได้รู้จากก้อนก็ยิ่งเวทนาสงสารลอมากขึ้นไปอีก ได้แต่มองลอด้วยแววตาเศร้า
“โธ่พี่ลอ”

เพื่อนนั่งก้มหน้ามือกำแน่นพยายามข่มความไม่พอใจเอาไว้เมื่ออยู่ต่อหน้าโฉมฉาย
“อย่าเอาแต่ก้มหน้าก้มตาแล้วเงียบแบบนี้สิแม่เพื่อน ตอบน้ามา”
“เพื่อนมีใจให้คุณมานพจริงค่ะน้าโฉม”
“แม่เพื่อนกล้าทำอย่างนี้ได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อเพื่อนกับคุณมานพรักกัน”
“รักเหรอ แม่เพื่อนเจอคุณมานพแค่ไม่ทันไร แต่กล้าใช้คำว่ารักมากกว่าที่คบหากับ นายลอมาเป็นสิบปี”
“แต่เท่าที่เพื่อนทราบมา น้าโฉมเองก็เจอสามีไม่นาน ยังแต่งงานกันได้เลยนี่คะ”
“แม่เพื่อน ยังมาย้อนน้าอีก”
“เพื่อนไม่ได้อยากก้าวร้าว แต่อยากให้น้าโฉมเข้าใจ ความรักมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาที่เรา เจอกันหรอกค่ะ ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทั้งเพื่อนและคุณมานพก็รู้ใจตัวเองดี”
“แต่แม่เพื่อนมีคู่หมั้นแล้ว ถ้าจะทำแบบนี้โดยไม่นึกถึงหน้านายลอ ก็ควรจะนึกถึงหน้าน้า หน้าพี่พิศพ่อแม่เพื่อนบ้าง น้าขอเตือนนะ คุณมานพไม่ใช่ผู้ชายจริงจังกับผู้หญิงคนไหน และน้าก็คิดว่าเขาก็คงจะไม่จริงจังกับแม่เพื่อนด้วยเหมือนกัน”
“ไม่จริงค่ะน้าโฉม คุณมานพรักเพื่อนอย่างจริงใจ กรุณาอย่ากีดกันเราเลยค่ะ”
เพื่อนรีบคลานเข้าไปกราบแทบตักอย่างอ้อนวอน โฉมฉายมองหลานสาวอย่างหนักใจ
“จะว่ากีดกันก็คงใช่ แต่ไม่ใช่เพราะความเกลียดชังหรอก น้าเชื่อว่าสายตาน้ามองคนไม่ผิด นายลอก็เหมือนกับเพชร แต่แม่เพื่อนกลับละเลยให้เพชรลงไปคลุกโคลนคลุกเลน ขอให้แม่เพื่อนหยิบขึ้นมาล้างวางในที่เหมาะสม นายลอก็จะเป็นเพชรที่มีแต่คนอิจฉา แม่เพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของ”
“แต่ว่า”
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น หลังงานเลี้ยงอำลาที่บ้านน้าเสร็จเรียบร้อย แม่เพื่อนกับนายลอต้อง พากันกลับไปบ้านสร้าง และน้าก็จะให้เงินนายลอไปก้อนหนึ่ง มันจะมากพอที่จะทำให้ แม่เพื่อนไม่น้อยหน้าใครในบ้านสร้างแน่ แล้วน้าก็จะพาแม่แพงไปเมืองนอกกับน้าเลย”
“แล้วคุณมานพล่ะคะ”
“นั่นเป็นธุระที่น้าจะจัดการเอง แม่เพื่อนแค่ไม่ต้องไปพบกับคุณมานพอีก ทำได้มั้ย”

เพื่อนก้มหน้าเศร้า

เพื่อนร้องไห้เจ็บปวดเสียใจปล่อยโฮวิ่งเข้ามาในห้อง พอถึงเตียงก็โผเข้าซุกหน้ากับหมอน
 
“ฮือๆๆๆ ทำไม ทำไมต้องกีดกันกันด้วย ฉันไปทำอะไรให้ ถึงต้องมาขวางไม่ให้ฉันมีความสุข ฮือๆๆ”
เพื่อนร้องไห้เสียใจ แพงตามเข้ามา
“ไม่มีใครเขาอยากกีดกันพี่หรอก มีแต่คนเขาหวังดีกับพี่กันทั้งนั้น”
“อีแพง เพราะแก แกฟ้องน้าโฉม”
“ต่อให้ฉันไม่ฟ้อง ยังไงเรื่องนี้ก็ต้องแดงขึ้นมา เพราะไอ้ที่พี่เพื่อนทำ มันงามหน้าเกินไป ตัวมีคู่หมั้นอยู่แล้ว แต่ยังร่านไปหาผู้ชายให้เขาโอ้โลม ลืมไปรึเปล่าว่าพี่ไม่ได้ถูกจับขังอยู่ในซ่องนังลั่นทมแล้ว”
“อีแพง”
เพื่อนปรี่เข้าไปเงื้อมือ คราวนี้แพงจับข้อมือพี่สาวไว้
“อยากให้น้าโฉมโกรธพี่มากกว่านี้ใช่มั้ย งั้นฉันจะได้ช่วยบอกให้น้าโฉมจัดรถจัดเงินให้ พี่ลอพาพี่กลับบ้านสร้างมันซะพรุ่งนี้เลย”
“อีแพง”
เพื่อนสะบัดแกะมือแพงแล้วผลักไหล่น้องสาวจนเซ
“เลิกคิดเห็นแก่ความสุขตัวเองซะทีเถอะพี่เพื่อน ขนาดพี่ใจร้ายกับพี่ลอแบบนี้แล้ว แต่พี่ ลอกลับไม่คิดโกรธพี่ นี่ไง ทุกสตางค์ที่พี่ลอใช้แรงงานเข้าแลก จนล้มพับ เพราะเชื่อว่าน้ำตามันไม่ได้ช่วยให้พี่เพื่อนกลับมาหาเขา เอาไปสิ เอาไปนอนกอดซะ จะได้รู้ว่าพี่ลอเขายังพร้อมยกโทษให้ เพราะเขารักพี่มากกว่ารักตัวเอง”
แพงปาธนบัตรใส่พี่สาวด้วยความเจ็บปวด น้ำตาคลอ แล้วออกไปจากห้อง เพื่อนชะงักอึ้งไป ค่อยๆ ก้มลงเก็บธนบัตรที่ยับยู่ยี่ขึ้นมาอย่างเคร่งเครียด

แพงวิ่งร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยความเสียใจอยู่ที่ซุ้มในสวน ไม่อยากให้เสียงสะอื้นดังไปให้คน อื่นได้ยิน แก้วเดินเข้ามาเพราะเป็นห่วงเพื่อน พอเห็นแพงหลบมาร้องไห้ก็อดจะเวทนาไม่ได้
“น้าโฉมเข้านอนแล้ว ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่ที่เรือนคนใช้หมด ถ้าเอ็งอยากร้องไห้ออกมาก็ ร้องออกมาเถอะอีแพง ไม่ต้องเก็บเอาไว้กลัวใครได้ยิน”
แพงตื้นตันในความเป็นห่วงของแก้ว โผเข้าไปกอดเพื่อนแล้วร้องไห้เสียใจ
“ข้าสงสารพี่ลอ ทำไมพี่ลอต้องรักพี่เพื่อนมากขนาดนี้ด้วย ฮือๆๆ”
“เอ็งถามแบบนี้ข้าก็ตอบได้ไม่ยากหรอกอีแพง ก็เหมือนกับที่เอ็งรักพี่ลอมากนั่นแหละ”
“อีแก้ว”
“นับวันข้าก็ยิ่งเห็นว่าความรักที่เอ็งมีให้พี่ลอมันมากมายขนาดไหน มากจนข้าห่วงเอ็ง”
“ข้ารักพี่ลอ รักเพราะเขาเป็นเจ้าของชีวิตข้า”
“ถ้ารักเพราะเหตุนั้น เอ็งก็ไม่ผิดหรอกอีแพง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เอ็งอยากเป็นเจ้าของชีวิตพี่ ลอขึ้นมา นั่นแหละที่จะทำให้ชีวิตเอ็งฉิบหาย เพราะพี่ลอเขาไม่ได้รักเอ็งอย่างนั้น”
“ข้าจะไม่ทำอย่างนั้นหรอกอีแก้ว ข้าแค่อยากเห็นพี่ลอมีความสุข แต่ว่า”
“แต่อะไรอีก”
“วันนี้พี่เพื่อนแสดงให้ข้าเห็นแล้วว่า เมื่อพี่เพื่อนให้ความสำคัญกับค่าเงินเพิ่มขึ้น ค่าของ ความรักก็ลดน้อยลงไป”
“เอ็งก็เลยกลัวว่าถ้าพี่เพื่อนใช้เงินที่น้าโฉมให้ไปตั้งตัวหมด อาจจะเกิดเรื่องซ้ำรอย”
แพงนิ่ง ไม่ตอบ แต่แก้วรู้ดีว่าแพงคิดอย่างนั้น แก้วเป็นห่วงแหงอย่างจริงจัง จับมือแพงบีบแน่น
“นั่นเป็นเรื่องของอนาคตนะอีแพง อนาคตที่เอ็งเข้าไปยุ่งด้วยไม่ได้อีกแล้ว สัญญากับข้า ได้มั้ยว่าหลังงานเลี้ยงอำลาแล้ว เอ็งต้องหลับหูหลับตา เลิกสนใจว่าพี่ลอกับพี่เพื่อนจะอยู่กันยังไง สัญญากับข้าได้มั้ย สัญญาสิอีแพง”
“ข้า ข้าสัญญา”
แก้วดึงแพงมากอดแน่นด้วยความดีใจ
“ถ้าเอ็งผิดคำสัญญา ข้าจะเลิกคบเอ็งอีแพง”
แพงกอดแก้วเครียดๆ

เช้าวันใหม่ เพื่อนเดินตามหลังโฉมฉายมา และหยุดก่อนจะถึงห้องพักของลอ ก้อน เพิ่งจะออกมาจากห้องนั้นและเจอโฉมฉายเข้าพอดี
“นายลอเป็นยังไงบ้าง”
“ลุกขึ้นมาแล้วครับ ผมบอกมันเรื่องที่คุณนายสั่งเอาไว้หมดแล้วด้วยครับ แต่มันว่าเกรง ใจไม่อยากรับเงินที่คุณนายจะให้ไปตั้งตัวครับ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันคุยเอง ขอบใจมากนะนายก้อน”
ก้อนยกมือไหว้โฉมฉายแล้วมองไปที่เพื่อนนิดหนึ่งพอให้เพื่อนรู้สึกอึดอัดใจก่อนจะเดินออกไป
“เข้ามาสิแม่เพื่อน ถ้านายลอไม่ใช่เพชรที่มีค่าอย่างที่ฉันว่า คำว่ายกโทษให้คงไม่หลุด มาจากปากนายลอได้หรอก”
โฉมฉายบอกเพื่อน แล้วเปิดประตูพาเพื่อนเข้าหาไปหาลอ ลอกราบลงไปแทบเท้าโฉมฉายด้วยความเคารพ
“ไอ้ลอต้องกราบขอโทษน้าโฉมด้วยนะจ๊ะ ความจริงแล้วเรื่องของไอ้ลอไม่ควรจะทำให้ น้าโฉมต้องมาเสียเวลา”
“แม่เพื่อนเป็นหลานของฉัน นายลอเองก็เป็นคนดี ถ้าฉันไม่สนับสนุนให้หลานฉันได้อยู่ กินกับคนดีๆ ก็ถือว่าฉันไม่รักหลานฉันเหมือนกันนะนายลอ”
โฉมฉายพูดไปก็หันไปมองเพื่อนซึ่งเอาแต่ก้มหน้าก้มตาไม่ยอมพูดอะไร และไม่แม้แต่จะสบตาลอ
“เงินตั้งตัวที่ฉันจะให้ก็ไม่ควรปฏิเสธเพราะฉันไม่อยากให้นายลอออกไปทำงานอีก จะได้มีเวลาอยู่กับแม่เพื่อน ปรับความเข้าใจกันให้ดีก่อนจะพากันกลับบ้านสร้าง”
“แต่เงินตั้งมากตั้งมายขนาดนั้น ไอ้ลอไม่กล้ารับไว้จริงๆ จ้ะ”
“รับไปเถอะ นั่นเป็นของขวัญแต่งงานที่ฉันจะให้กับพวกเธอ เพราะฉันกับแม่แพงคงจะ ไปร่วมงานแต่งไม่ได้ เอาล่ะ ฉันต้องไปพบคุณมานพไปจัดการปัญหาให้เรียบร้อย แม่เพื่อน ปรับความเข้าใจกันซะ ฉันกับนายลอไม่คิดว่าแม่เพื่อนผิด เพียงแต่พลาดไม่ทันคิดแค่นั้น”
โฉมฉายจับมือลอกับเพื่อนให้มาเกาะกุมกันไว้เพื่อให้ทั้งสองคนคืนดีกัน ลอมองเพื่อนด้วยความดีใจ ขณะที่เพื่อนยังรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

ลอจับมือเพื่อนแล้วโอบไหล่พานั่งลงที่ซุ้มในสวน ประคองเพื่อนอย่างทะนุถนอม ทั้งๆ ที่เพื่อนทำกับเขาไว้มากแต่ลอก็ลืมหมดสิ้น
“พี่ดีใจเหลือเกินที่แม่เพื่อนยังนึกถึงพี่อยู่”
“พี่ลอ พี่ไม่โกรธฉันแม้แต่นิดเลยเหรอ”
“แม้แต่จะคิดก็ไม่มีจ้ะ”
“ทำไมล่ะพี่ลอ ในเมื่อฉัน”
ลอรีบเอานิ้วแตะริมฝีปากเพื่อนไม่ให้พูดต่อ
“แม่เพื่อนไม่ต้องพูดถึงอีก อย่ารื้อฟื้นมันขึ้นมา แล้วพี่จะลืมทุกอย่างให้สิ้น”
“ฉันแค่อยากให้พี่เข้าใจฉันบ้างว่าที่ฉันทำไป ฉันไม่ผิดนะพี่ลอ”
“แม่เพื่อน”
“ตอนเป็นเด็กฉันเห็นแม่ฉันตาย เสียงกรีดร้องตอนที่แม่คลอดอีแพงยังดังก้องอยู่ในหูฉัน ตั้งแต่นั้นพ่อก็แทบจะไม่ได้ทำงานทำการเพราะเอาแต่เสียใจ ชีวิตฉันถึงต้องลำบากมาตลอด ถึงจะดีขึ้นเอาตอนที่พี่มาช่วยทำมาหากินเลี้ยงพวกฉัน แต่นั่นมันก็ไม่พอหรอก”
“แม่เพื่อนไม่ต้องกลัวลำบาก น้าโฉมให้เงินตั้งตัวกับเราแล้วและพี่ก็จะไม่งอมืองอตีน จะ ซื้อที่นาเพิ่มจะได้มีข้าวไว้ขายเยอะๆ จะปลูกบ้านหลังใหญ่ๆ ให้แม่เพื่อนอยู่สุขสบาย”
“มันก็ดีหรอกนะพี่ลอ แต่แค่ไม่ได้ทำให้ฉันดูดีไปกว่าอีแพงได้หรอก ในเมื่ออีแพงมันกลับ มาเป็นสาวนักเรียนนอก ส่วนฉันก็เป็นได้แค่สาวบ้านนา”
“อีแพงมันเป็นน้อง แม่เพื่อนจะไปเปรียบกับมันทำไม”
“น้องที่ทำให้แม่ตาย น้องที่ทำให้ฉันต้องลำบากเกือบทั้งชีวิต น้องที่มันคอยอิจฉา คอย จ้องตะครุบของๆ ฉันมาตลอด แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งมีคนรักมันมากกว่า ทำให้มันได้ดีกว่า ฉันไม่ใช่พระไม่ใช่เจ้านะพี่ที่จะไม่รู้สึกรู้สาอะไร”
“ไปกันใหญ่แล้วแม่เพื่อน อีแพงมันได้ดีเราต้องยินดีกับมันสิ”
“ยังจะพูดยกยอมันอีก เลิกซื่อทำเป็นไม่รู้อะไรสักที อีแพงมันรักพี่ มันเกลียดฉัน มันอิจฉาฉันมาตลอดเพราะมันรักพี่ เข้าใจมั้ย ชาตินี้ฉันถึงยอมให้มันได้ดีไปกว่าฉันไม่ได้”

เพื่อนน้ำตาคลอวิ่งออกไป ลอยืนอึ้ง

เพื่อนเดินเจ็บใจน้ำตาคลอหลังระบายความรู้สึกอัดอั้นออกไปให้ลอรู้
 
จนมาถึงหน้าห้องโถงก็ ต้องหยุดชะงักมองเข้าไปด้วยความอิจฉาริษยา เมื่อเห็นแพงแต่งตัวด้วยชุดสวยงามที่โฉมฉายเตรียมไว้ให้ และกำลังนั่งเป็นแบบให้ช่างภาพ ถ่ายภาพอยู่หน้าฉากที่ประดับประดาสวยงามวิจิตร แก้วกับจำปายืนดู ตื่นเต้นชื่นชมแพง
“เป็นอะไรของเอ็งหึอีแก้ว ดูอีแพงถ่ายรูปแล้วต้องน้ำตาเล็ดน้ำตาซึม”
“ฉันดีใจแทนอีแพงน่ะสิจำปา ดูสิ จากอีแพงที่มีแต่คนเมิน ไม่ว่าจะพ่อจะพี่ ใครๆ ก็ เกลียดขี้หน้ามัน เพราะความผิดที่มันไม่ได้ก่อ แต่วาสนากลับพาให้มันมาได้ดิบได้ดี แล้วจะไม่ให้ฉันร้องไห้ตื้นตันได้ยังไง”
“อีแบบนี้เขาเรียกผ้าขี้ริ้วห่อทอง ในเมื่อเนื้อในอีแพงมันประเสริฐเหมือนทอง จะเอาไป ซุกอยู่ในโคลนในตมมันก็ยังเป็นทองวันยังค่ำ ไม่เหมือนนังพี่สาวมัน งามแต่ภายนอก แต่ข้างใน เน่าสนิท”
เพื่อนได้ยินคำพูดเสียดสีของจำปาก็ยิ่งโกรธกัดฟันแน่น มือสั่นระริกอดรนทนไม่ไหวปรี่เข้าไปกระชากแขนจำปาทันที
“แน่จริงด่าข้าอีกสิ ต่อหน้าข้านี่ไง อีจำปา”
แพงตกใจรีบผละจากการถ่ายภาพเข้ามาห้าม
“พี่เพื่อน ปล่อยจำปานะ”
“จะให้ข้าปล่อยอีนังปากพล่อยที่มันด่าข้าลับหลังน่ะเหรอ ไม่มีทางหรอกอีแพง มันควรรู้ตัวว่ามันเป็นใคร ข้าเป็นใคร”
เพื่อนเงื้อมือจะตบ แต่แพงรีบเข้าไปคว้ามือเพื่อนไว้ทัน
“ฉันขอโทษแทนจำปา ถ้าพี่เพื่อนอยากระบายอารมณ์ก็มาลงที่ฉัน”
“หึ กล้าพูดนะอีแพง เวลานี้ข้าจะไปทำอะไรเอ็งได้ ดูแต่งตัวเข้าสิ แค่ข้าเรียกเอ็งว่าอีแพงข้าก็ผิดแล้ว ขืนข้าแตะเนื้อต้องเอ็งให้เจ็บแค่เล็บข่วน น้าโฉมได้ ตะเพิดข้าอย่างหมูอย่างหมาน่ะสิวะ”
เพื่อนประชดแล้วแกะมือแพงสะบัดออกอย่างแรง
“น้าโฉมไม่ได้ยกยอให้ฉันอยู่เหนือพี่ แล้วก็ไม่เคยคิดไล่ตะเพิดใครด้วย มีแต่พี่นั่นแหละที่ ทำตัวเองแล้วยังไม่สำนึก เอาความเป็นห่วงของคนอื่นไปตีเป็นความอิจฉา”
“อีแพง ใช่สิ คราวนี้เอ็งได้ทีแล้วนี่ เอ็งไม่ต้องมาอิจฉาอะไรข้าอีกแล้ว ไม่ต้องหวังจะ ตะครุบของของข้าอีก เอาเลย เชิญเหยียบย่ำข้าให้สาแก่ใจเอ็ง”
เพื่อนเจ็บใจแกล้งกระชากแขนเสื้อแพงแรงๆ จนขาดดัง แล้วเชิดหน้าเดินออกไป จำปาโมโห
“อ้าวเฮ้ย ทำอย่างนี้ได้ยังไงแม่เพื่อน นี่มันชุดที่น้าโฉมซื้อให้อีแพงนะ”
“ช่างเถอะจำปา”
แพงยกมือกันจำปาไม่ให้เอาเรื่องแล้วรีบเดินตามเพื่อนไป แก้วหนักใจ คิดว่าต้องทำอะไรสัก อย่าง จึงรีบตามแพงไป
“เอ็งไม่ต้องตามไปอธิบายให้พี่เอ็งเข้าใจอะไรหรอกอีแพง”
“เอ็งจะให้ข้าปล่อยให้พี่เพื่อนคิดว่าข้าพร้อมกดหัวเขาอย่างนั้นเหรอ”
“เปลืองน้ำลาย พูดไปพี่สาวเอ็งก็ไม่เชื่อหรอก เพราะตอนนี้เอ็งได้ดิบได้ดีกว่าจริงๆ ความ อิจฉาริษยาก็เหมือนสนิม ถ้ามันกัดกินเนื้อในเข้าไปแล้ว ทำได้ก็แค่ปล่อยให้ผุให้พังเอง”
“ไม่”
แพงไม่ฟังแก้วจะตามไป แต่แก้วคว้ามือไว้
“อีแพง น้าโฉมมีทางออกที่ดีที่สุดให้พี่เพื่อนแล้ว ส่วนเอ็ง หลังงานเลี้ยงอำลา ชีวิตเอ็ง ก็จะเดินไปข้างหน้าหาอนาคต คนอื่นจะเลือกอนาคตยังไงก็เรื่องของเขา เอ็งสัญญากับข้าแล้วไม่ใช่เหรออีแพง”
แพงชะงักไป ขณะที่แก้วบีบมือแพงแน่น
“ข้าจะไม่ปล่อยให้เอ็งถอยกลับไปหาปลักหาโคลนอีกเด็ดขาด”

เจ้าคุณรัตน์หน้าเคร่งขรึมจริงจัง ส่วนมานพฟังพ่อแล้วตกใจ
“ว่าไงนะครับ คุณพ่อทำกับผมอย่างนี้ได้ยังไง”
“ทำไมจะไม่ได้ ในเมื่อฉันเป็นพ่อแก ทุกบาททุกสตางค์ที่แกใช้อวดยศอวดศักดิ์ เชิดหน้า ว่าเป็นหนุ่มนักเรียนนอก หัวก้าวหน้าหวังเปลี่ยนบ้านเกิดให้เป็นไปตามอำเภอใจมันก็มาจากเงินของฉันทั้งนั้น”
“เพราะคุณพ่อคิดแต่ย่ำอยู่กับที่ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองมันถึงไม่ไปไหน”
“ไม่ใช่ว่าฉันไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ฉันไม่ยอมรับความรุนแรงต่างหาก แล้วน้ำ หน้าอย่างแกที่ทุกวันนี้ยังเหยียดคนที่ต่ำกว่า นับประสาอะไรที่แกจะไปเปลี่ยนประเทศนี้ให้ศิวิไลซ์”
เจ้าคุณพูดไปก็ขยับภาพถ่ายขาวดำของหญิงสาวคนหนึ่งหน้าตาจืดๆ ธรรมดาแต่แต่งตัวหรูหราตรงหน้า ยื่นให้มานพเป็นการย้ำคำสั่งที่คุยกัน
“ทันทีที่แกหายดี แกต้องแต่งงานกับแม่พิศมัย แล้วพากันไปตั้งรกรากด้วยกันที่เมืองนอก ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก ไม่งั้นฉันจะถอนแกออกจากสกุล มรดกสักสตางค์ฉันก็ไม่ให้”
“กับแม่นี่น่ะเหรอ คุณพ่อไม่รู้เหรอไง แม่นี่มันสติไม่ดี ถึงไม่มีผู้ชายหน้าไหนเอาไปเป็นเมีย”
“แกไม่มีสิทธิ์เลือก ตราบใดที่แกยังไม่ไปถอนตัวจากพวกนั้น แกก็ต้องทำตามคำสั่งฉัน”
“งั้นให้ผมเลือกผู้หญิงคนอื่นก็ยังดี”
เจ้าคุณรัตน์ไม่สนใจจะเดินออกไป แต่ต้องชะงักเมื่อเจอโฉมฉายเข้ามายืนอยู่ตรงทางเข้าห้องโถงได้ครู่หนึ่งแล้ว
“คุณโฉม”
“ขอโทษด้วยค่ะท่านเจ้าคุณ ดิฉันไม่ตั้งใจจะเสียมารยาทมาเอาเวลาที่ท่านกำลังยุ่ง”
เจ้าคุณรัตน์ไม่ทันตอบโฉมฉาย มานพซึ่งหัวเสียไม่พอใจอย่างมากก็เดินผ่านผ่าออกไปอย่างไม่สนใจโฉมฉาย
“มานพ แกยังกล้าเสียมารยาทอีกเหรอ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านเจ้าคุณ”
โฉมฉายกับเจ้าคุณรัตน์นั่งลงคุยกันที่ห้องโถง
“จะมาเรียนเชิญผมไปงานเลี้ยงอำลาที่บ้านคุณโฉมเหรอครับ”
“ค่ะท่านเจ้าคุณ”
“ทำไมถึงจัดงานเร็วนักล่ะครับ ผมนึกว่าอีกหลายเดือนกว่าคุณโฉมจะไป”
“พอดีว่าดิฉันซื้อชาร์โต้ไว้สำหรับพักผ่อนได้แล้ว เลยต้องเลื่อนการเดินทางให้เร็วขึ้นเพื่อ ไปจัดการธุระหลายอย่างให้เรียบร้อย”
“แล้วแม่แพงล่ะ เรียนภาษาได้แล้วเหรอ”
“พอได้ค่ะ แต่ก็จะให้ไปเรียนเพิ่มเติมเอาที่โน่นเลย”
“ผมใจหายนะ ไม่คิดว่าเราต้องจากกันเร็วอย่างนี้”
“ดิฉันต้องกราบอภัยจากใจจริงค่ะ ท่านเจ้าคุณเองก็มีเรื่องที่ต้องจัดการหลายอย่าง”
“ก็อย่างที่คุณได้ยินนั่นแหละ มานพกำลังหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว ถ้าผมไม่จัดการให้เรียบร้อย ก็เห็นทีจะกู่ไม่กลับ”
“เวลานี้ท่านเจ้าคุณอาจจะกำลังร้อนใจเพราะความเป็นห่วงอยู่ เลยอาจทำให้คุยกันด้วยอารมณ์"
 
"ถ้าท่านเจ้าคุณไม่ว่าอะไร ดิฉันขออนุญาตเยี่ยมและคุยกับคุณมานพได้มั้ยคะ"

บริเวณสมาคม แรมพยายามเดินตามวิชิตด้วยอารมณ์ไม่พอใจ
 
“กลับมาคุยกันให้รู้เรื่องก่อนสิคุณวิชิต”
แรมตามไปคว้าแขนได้ก็กระชากดึงวิชิตให้หันกลับมา
“ผมบอกคุณไปหมดแล้ว ตอนนี้เราต้องห่างกันสักระยะก่อน คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ”
“แต่ฉันว่านั่นมันเป็นข้ออ้างที่คุณคิดจะเขี่ยฉันออกจากชีวิตคุณต่างหาก”
“ไม่ใช่นะแรม ผมต้องห่างคุณเพราะเรื่องของเราเริ่มระแคะระคายไปถึงหูเมียกับพ่อตาผม แล้วไหนจะงานของผมที่ต้องสะสางอีก”
“ถ้าแค่นั้นก็ไม่ถึงกับต้องให้ฉันย้ายออกจากบ้านพักของคุณไปเช่าโรงแรมอยู่เลย”
“ก็แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น เงินทองผมก็ยังให้คุณใช้จ่ายเท่าเดิม”
“แต่ฉันต้องซุกหัวซ่อนตัวเหมือนนางบำเรอน่ะเหรอ”
“งั้นถ้าคุณไม่พอใจ ก็ตามใจคุณ ผมให้ได้เท่านี้ เลือกเอาแล้วกัน”
วิชิตตัดบทไม่คุยด้วย รีบเดินออกไป แรมยืนอึ้งกำหมัดแน่นเจ็บใจ จะตามวิชิตไป แต่ชะงักเพราะเจอเพื่อนยืนมองอยู่ แรมเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์เครื่องดื่มในบาร์ของสมาคม เชิดหน้าทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“คุณวิชิตกับฉันก็แค่มีปากเสียงกันบ้างเหมือนลิ้นกับฟันตามประสาคู่รัก หล่อนไม่ต้อง เที่ยวไปพูดลับหลังฉันล่ะ ไม่งั้นฉันจะเอาเรื่องหล่อนแน่”
“ฉันกำลังถูกบังคับให้ต้องกลับบ้านสร้าง ถ้าพี่แรมไม่มีคำแนะนำอะไรช่วยฉันล่ะก็ ปากฉันคงปิดไม่มิด”
“นังเพื่อน ร้ายนะแก เดี๋ยวนี้ริมีข้อต่อรองกับฉัน”
“ฉันก็เรียนรู้มาจากพี่นั่นแหละ พี่แรม ตอนนี้ฉันถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปพบคุณมานพ แต่ฉัน ต้องให้เขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน”
“หล่อนนี่มันดันทุรังจริงๆ ถ้าไอ้ลอมันเป็นเสี้ยนหนามอนาคตนัก ทำไมไม่กำจัดมันไปให้ พ้นๆ ล่ะ จะเอามันไว้ทำไม”
“ฉันไม่ได้เลวขนาดนั้นนะพี่แรม พี่ลอเป็นคนดีและฉันก็ไม่ได้เกลียดเขาด้วย ฉันแค่หมดรักจากเขาแล้วก็แค่นั้น”
“โถๆๆ นังเพื่อนเอ๊ย ที่แกพร่ำมาก็เพื่อจะบอกให้คนเขารู้กันว่า ชู้รักไม่ใช่การทรยศนอกใจ แต่มันคือรักแท้ที่เพิ่งหากันเจอล่ะสิ ฟังแล้วดูดีขึ้นมาทีเดียว”
“พี่แรม”
“เอาล่ะๆ เรื่องแบบนี้ไม่มีใครเข้าใจหัวอกหล่อนเท่าฉันหรอก ฉันจะช่วยก็ได้ ยังไงเราสองคนก็มีเป้าหมายเดียว เอาไว้ฉันเดือดร้อนเมื่อไหร่ หล่อนก็อย่าลืมบุญคุณฉันแล้วกัน”
เพื่อนคาดหวังว่าแรมจะช่วยให้ตัวเองพ้นวิกฤตได้

บริเวณซุ้มในสวน มานพชะงักอึ้งเมื่ออยู่ต่อหน้าโฉมฉายที่รู้เรื่องของเขากับเพื่อนแล้ว
“คุณโฉมรู้เรื่องหมดแล้ว”
“ค่ะ แต่คุณมานพไม่ต้องห่วง ฉันไม่ได้เล่าเรื่องคุณกับแม่เพื่อนให้ท่านเจ้าคุณฟัง เพราะ ไม่อยากให้ต้องกังวลเรื่องคุณมากไปกว่าที่ท่านกำลังร้อนใจอยู่ตอนนี้ ส่วนแม่เพื่อน ฉันสั่งห้ามไม่ให้มาพบคุณอีกเพื่อตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้น”
“ให้มันได้อย่างนี้สิ ไปทางไหนก็มีแต่คนมาชี้นิ้วสั่ง คิดแต่จะเอากะลาไปครอบคนอื่น”
“ฉันคงไม่มีสิทธิ์มาสั่งอะไรคุณได้หรอกค่ะ แค่มาขอความกรุณา อย่าทำลายคนดีๆ อย่าง นายลอเพราะความสนุกชั่วครู่ของคุณ ทำตามที่คุณพ่อคุณสั่ง แต่งการแต่งงานไปซะ”
“คุณหมิ่นผมเกินไปแล้ว คุณมันก็แค่ม่ายเศรษฐีกินเงินมรดกผัวตาย หวังไล่ตะเพิดผมเพื่อจะจับพ่อผมทำผัวรายต่อไป”
“คุณมานพ”
โฉมฉายโกรธ แต่พยายามเก็บอารมณ์ไม่ตอบโต้
“ที่คุณพ่อคุณพูดมาถูกต้องแล้ว ในเมื่อคุณยังไม่รู้จักการให้เกียรติและความเท่าเทียมกัน คุณก็ไม่ควรฝันถึงความศิวิไลซ์ เพราะคนอย่างนายลอที่คุณเหยียดเขาว่าต่ำต้อย ด้อยค่า จิตใจเขายังสูงส่งกว่าคุณเลย”
โฉมฉายทิ้งท้ายให้มานพได้สำนึกแล้วเดินออกไป มานพกำหมัดแน่นขบกรามเจ็บใจโกรธแค้น
“นังคุณนาย”
มานพจะเดินตามแต่ระหว่างนั้นคนใช้เดินเข้ามา
“คุณมานพเจ้าคะ”
“อะไร”
มานพตวาด คนใช้ชะงักตกใจ ก้มหน้าก้มตายื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้
“คือ มีผู้หญิงมาที่หลังบ้านมาขอให้ดิฉันฝากจดหมายให้คุณมานพเจ้าค่ะ”
“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
“เธอบอกว่าชื่อแรมเจ้าค่ะ”
มานพชะงักสงสัย

เจ้าคุณรัตน์เดินออกมาหน้าบ้านพร้อมกับโฉมฉาย
“ไม่ต้องไปส่งดิฉันก็ได้ค่ะท่าน ธุระของท่านมีมากมายแล้ว ดิฉันคงไม่รบกวน”
“เฮ้อ ผมไม่รู้จะต้องขอโทษคุณอีกกี่ครั้งถึงจะทำให้คุณสบายใจเรื่องมานพ”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ ดิฉันไม่ติดใจอะไร ห่วงก็แต่ท่านมากกว่า”
“ขอบใจนะคุณโฉม ผมคงต้องจับตาดูมานพเอาไว้ไม่ให้ไปก่อเรื่องอะไรอีก”
“ค่ะ ไว้เจอกันที่งานเลี้ยงอำลานะคะ”
โฉมฉายเดินออกไป มานพยืนมองโดยกำจดหมายของแรมเอาไว้
“คิดจะสุมหัวกีดกันฉันเหรอ ไม่ง่ายหรอกคุณพ่อ คุณนายโฉม หึๆๆ”

มานพจิกหน้าร้ายเอาเรื่อง เพราะแพ้ไม่ได้

เพื่อน แพง ตอนที่ 12 (ต่อ)

ลอมาหยุดที่หน้าประตูห้องเพื่อน แล้วตัดสินใจเคาะประตู
 
“แม่เพื่อน แม่เพื่อนจ๊ะ นี่พี่เองจ้ะ”
เพื่อนยังไม่ได้ยินเสียงเรียกของลอ เพราะกำลังเหม่อเศร้ามองดอกไม้สวยงามในแจกันบนโต๊ะ
คำพูดของแรมที่เคยพูดเอาไว้ว่า เพื่อนควรเป็นดอกไม้ในแจกันสวยๆ มากกว่าเป็นดอกไม้อยู่ใน ท้องไร่ท้องนา ทำให้เพื่อนอดเจ็บใจไม่ได้ที่ตัวเองกำลังจะต้องกลับบ้านสร้างพร้อมกับลอ เพื่อนอดรนทนไม่ไหวปัดแจกันดอกไม้ลงพื้นอย่างหัวเสีย ลอตกใจได้ยินเสียงของแตกจากในห้อง
“แม่เพื่อน เกิดอะไรขึ้น แม่เพื่อน”
ลอเคาะเรียกด้วยความเป็นห่วง ครู่หนึ่งเพื่อนก็เดินมาเปิดประตู
“พี่ลอ เสียงดังทำไม มืดค่ำแล้วนะ”
“พี่ได้ยินเสียงของแตกในห้อง แม่เพื่อนเป็นอะไรรึเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันเผลอทำแจกันแตก พี่ไม่มีธุระอะไรแล้วใช่มั้ย ฉันจะเข้านอน”
“เดี๋ยวก่อนแม่เพื่อน คือ พี่ พี่จะมาถามแม่เพื่อนว่าจดหมายไปบอกอาพิศแล้วรึยัง ว่าเราจะกลับบ้านสร้างพร้อมเงินตั้งตัวที่น้าโฉมเตรียมให้”
“ยัง พี่ก็รู้ว่าฉันเขียนหนังสือไม่เก่ง ไปบอกให้อีแพงมันเขียนสิ มันเจ้ากี้เจ้าการนักนี่”
เพื่อนพูดเสร็จก็จะปิดประตู แต่ลอยกมือกันเอาไว้
“เดี๋ยวสิแม่เพื่อน เรื่องอีแพง แม่เพื่อนไม่ต้องห่วง ถึงอีแพงจะคิดกับพี่เกินอย่างพี่อย่างน้อง แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะพี่สาบานจะรักแต่แม่เพื่อนคนเดียวเท่านั้น”
“พี่ขึ้นมาเพื่อจะบอกฉันแค่นี้ใช่มั้ย”
“จ้ะ”
“งั้นฉันรู้แล้ว ฉันเข้านอนนะพี่”
เพื่อนยังคงเย็นชากับลอ ค่อยๆ ปิดประตูใส่ ลอนิ่งไป หน้าเศร้า เพราะความเย็นชาของเพื่อน

ที่ห้องโถง เสียงดนตรีบรรเลงเพลงคลาสสิกจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงคลอเบาๆ แพงยืนกอดอกเหม่อลอยอยู่ที่ริมหน้าต่าง ลอเดินเข้ามา รู้สึกผิดกับแพง จนแพงหันมาเห็น
“ข้าไม่ตั้งใจมากวนเวลาฟังเพลงของเอ็งหรอกอีแพง ข้าแค่ผ่านมา”
ลอจะออกไปแต่แพงรั้งไว้
“เดี๋ยวจ้ะ พี่ลอไม่ได้กวนฉันหรอก น้าโฉมเขาสั่งให้ฉันหัดฟังเพลงพวกนี้ไว้ เวลาไปอยู่ เมืองนอกจะได้คุยกับฝรั่งรู้เรื่อง”
ลอมองแพงหัวจรดเท้าที่แต่งตัวเป็นสาวพระนคร
“ก็ดูเหมาะกับเอ็งตอนนี้ดีแล้วนี่อีแพง”
“พี่ลออย่าพูดอย่างนี้จ้ะ ไอ้เพลงพวกนี้ฉันฟังแล้วไม่เห็นมันจะเพราะพริ้งตรงไหน ฟัง แล้วพาลจะหลับ นี่ถ้าเอาไปเปิดให้ไอ้เปลี่ยวฟังมันคงตกใจเตลิดเข้าป่า”
“แต่ปกติแล้วเอ็งก็ชอบไม่ใช่เหรอเพลงฝรั่งมังค่า ไอ้เพลงอะไรนะที่เอ็งเคยหัดร้องให้ข้าฟัง โอ โอ บง โอบอยอะไรนั่น”
แพงอมยิ้ม ขำแล้วร้องให้ฟัง
“โอ บอย มายดาร์ลิ่ง คัมมิ่งทูมี”
“เออ ไอ้เพลงนั่นแหละ”
“โอ เกิร์ลลี่ เดียร์ลี่ โรสิตา โอ มาย ดาร์ลิ่ง เวตติ้ง ฟอร์มี เวตติ้ง โอนลี่ โอนลี่ คาร์มิโน เดียร์ ติดติตี้ ติดตี้ ติดตี”
แพงร้องไปก็อมยิ้มมีความสุข ลอเผลอยิ้มขำกับท่าทางลอยหน้าลอยตาเวลาแพงร้องเพลงโรสิตา
“พี่ลอ ฉันขี้เกียจฟังเพลงที่น้าโฉมสั่งให้ฟังแล้วล่ะ ฉันอยากฟังเสียงขลุ่ยของพี่มากกว่า”
“จะให้ข้าเป่าขลุ่ยให้เอ็งฟังตอนนี้น่ะเหรอ ข้าไม่ได้เอาขลุ่ยมาจากบ้านสร้าง”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง อีแพงหาไว้แล้ว”
แพงอมยิ้มน่ารัก

แพงนั่งฟังลอเป่าขลุ่ยอยู่ที่ริมศาลาท่าน้ำ ลอตั้งใจเป่าขลุ่ยไป แพงก็จับจ้องเฝ้ามองลออย่างซาบซึ้งใจ พลางใจหายว่าถ้าตัวเองจากไปแล้ว เสียงขลุ่ยนี้คงไม่ได้ยินอีก แพงยิ่งมองลอเป่าขลุ่ยและคิดถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่บ้านสร้างกับลอ ก็อดน้ำตาคลอไม่ได้ ลอสมาธิจรดจ่ออยู่กับการเป่าขลุ่ยเลยไม่ทันเห็นแพงร้องไห้
“ฟังเสียงขลุ่ยของพี่แล้วยิ่งคิดถึงบ้านสร้างเนอะพี่ลอ”
“แต่เอ็งก็คงไม่ได้กลับไป อย่างน้อยก็อีกหลายปี”
“ฉันอยากกลับไปกราบเท้าพ่อก่อนไป แต่เกรงใจน้าโฉมเพราะเลื่อนตั๋วเรือเดินทางไม่ได้”
“ข้าเข้าใจ เอาไว้ข้าจะเล่าทุกอย่างให้อาพิศฟัง อาแกจะได้ไม่ต้องห่วง เพราะน้าโฉมเขา ดูแลเอ็งอย่างดี”
“ขอบใจจ้ะพี่ลอ”
ลอยิ้มให้แล้วลูบหัวแพงอย่างเอ็นดู แพงรู้สึกดีที่ลอเข้ามาใกล้ชิด
“ข้าอยากขอโทษเอ็งที่ข้าปากไม่ดีไปด่าเอ็งว่า”
“ฉันไปเสือกเรื่องไหน ชิบหายทุกเรื่องน่ะเหรอจ๊ะพี่ลอ”
“เออ ตอนนั้นข้ากำลังเสียใจเลยพาลไปซะทุกเรื่อง”
“ฉันน่ะไม่โกรธหรอก แต่ก็มีน้อยใจแหละ ทั้งๆ ที่รู้จักสันดานพี่อยู่เต็มอก เวลาหัวฟัดหัว เหวี่ยงใครอยู่ใกล้เป็นต้องโดนพาลใส่หมด แม้แต่ไอ้เปลี่ยวพี่ยังพาลใส่มันเล้ย ควายมันไม่รู้เรื่องแท้ๆ”
“อีแพง นี่แน่ะ สาระแนรู้เรื่องข้าไปหมด มิน่าล่ะพี่สาวเขาถึงว่าเอ็ง”
“พี่เพื่อนว่าฉันว่าอะไรเหรอพี่ลอ”
“ไม่มีอะไรหรอก ถ้าเอ็งไม่โกรธข้า ข้าก็เบาใจ ดึกแล้ว เอ็งไปนอนเถอะ”
“แต่ว่าฉันยังอยากฟังเสียงขลุ่ยของพี่อีกนี่จ๊ะ”
“มันดึกแล้วอีแพง เกรงใจน้าโฉมเขาจะหลับจะนอนบ้าง”
“ไปก็ได้”
แพงลุกพรวดแล้วจะเดินออกไป แต่ลอนึกขึ้นได้
“เดี๋ยวอีแพง”
“อะไรกันจ๊ะพี่ ตกลงจะให้ฉันไปหรือจะให้ฉันอยู่”
“ข้ามีอีกเรื่องที่อยากบอกเอ็ง เวลาที่เอ็งไปเมืองนอกกับน้าโฉมแล้ว ถ้า ถ้าเจอผู้ชายที่ มันสันดานดีๆ ถึงจะเป็นฝรั่งมังค่าก็เถอะ ขอแค่มันดีกับเอ็ง ข้าก็อยากให้เอ็ง”
“หยุดเดี๋ยวนี้นะพี่ลอ ฉันรู้นะว่าพี่จะพูดอะไร”
“ข้าห่วงเอ็งนะอีแพง ตอนนี้เอ็งเป็นสาวเป็นนางแล้ว เอ็งควรคิดเผื่อไว้บ้าง”
“พี่ห่วงฉันจะไม่มีผัว เพราะกลัวว่าถ้าฉันกลับมา จะมาอยู่ขวางหูขวางตาพี่เพื่อนใช่มั้ย”
“อีแพง”
แพงจิกมือกำแน่น น้ำตาคลอ แต่ข่มกลั้นความเสียใจ
“พี่ไม่ต้องกลัวหรอก ฉันไปเมืองนอกตั้งหลายปี กลับมาฉันได้ผัวเป็นฝรั่งแน่ พี่ไปบอกพี่เพื่อนอย่างที่ฉันว่ามานี่ได้เลย”

แพงตัดพ้ออย่างเสียใจแล้วหันหลังให้น้ำตารื้น เจ็บปวด ก่อนจะวิ่งออกไป ลอชะงักอึ้งอยากจะตามไปอธิบาย แต่ก็จนใจ

หลายวันต่อมา จำปี จำปูน จำปากำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดเตรียมสถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยงอำลาพร้อมกับบ่าวไพร่ที่ขนกันมาโหมประโคมช่วยงาน
 
“นังจำปา ดอกไม้จัดเสร็จรึยัง”
“ฉันมีสองมือนะแม่ จะเอาเร็วได้อย่างใจ ฉันต้องเอาตีนมาช่วยจัดด้วยถึงจะไว”
“อีนี่ เดี๋ยวก็ตบปากฉีก งานคืนนี้สำคัญขนาดไหนเอ็งก็รู้”
จำปูนเข้ามาช่วยเสริม
“เป็นงานครั้งสุดท้ายที่คุณนายจะได้พบปะร่ำลาเพื่อนสนิทมิตรสหาย ก่อนที่จะไปอยู่เมืองนอก”
“ใช่ เพราะฉะนั้น พวกเอ็งต้องต้องช่วยกันจัดงานให้สมเกียรติคุณนาย อย่าให้มีอะไร ตกหล่นแม้แต่อย่างเดียว”
“จ้า แม่จำปี”
ระหว่างนั้นเพื่อนเข้ามาแอบมองบรรยากาศการจัดเตรียมงานด้วยความกังวล แล้วค่อยๆ ถอยออกไปไม่ให้ใครเห็นว่าตัวเองลงมาจากห้อง เดินหน้าเครียดออกมาหน้าบ้าน
“ป่านนี้แล้วยังไม่มีข่าวจากคุณมานพอีก หรือว่าคุณตั้งใจหลอกฉันจริงอย่างที่เขาว่า”
เพื่อนหน้าเครียดน้ำตาคลอด้วยความกังวลและกลัวถูกทอดทิ้ง ระหว่างนั้นมีคนใช้สาวในบ้านเพิ่งนั่งสามล้อถีบเข้ามาพร้อมหิ้วตระกร้าดอกไม้มาเต็มสองมือ จำปารีบเดินออกมา
“มาถึงแล้วก็รีบเอาดอกไม้มาซะทีสินังปริก งานยิ่งช้าจัดไม่ทันอยู่”
คนใช้สาวรีบจ่ายเงินค่าสามล้อแล้ววิ่งตามจำปีเข้าไปในบ้าน เพื่อนแอบหลบอยู่ใกล้ๆ ชะโงกหน้าออกมามองสามล้อกำลังกลับรถเพื่อจะออกไป แล้วตัดสินใจ
“เดี๋ยวก่อนสามล้อ อย่าเพิ่งไป”
คนถีบสามล้อชะงักหันมา เพื่อนรีบเข้าไปจะเรียกใช้
“ช่วยไปส่งฉันที่”
เพื่อนพูดไม่ทันเสร็จ แก้วเข้ามาขัดจังหวะ
“จะออกไปไหนเหรอพี่เพื่อน”
เพื่อนชะงักหันขวับไปเห็นแก้วกับก้อนเดินออกมามองอย่างจับผิด เพื่อนเดินหัวเสียเข้ามาในบ้าน ก้อนกับแก้วเดินตามมา
“ข้าไม่ได้จะไปไหนสักหน่อย พวกเอ็งจะมาเซ้าซี้ถามอะไรอีก”
“แต่ฉันได้ยินพี่เรียกสามล้อ หูฉันไม่ได้ฝาด”
“ข้าไม่ได้เรียกซะหน่อย อีแพงใช้ให้เอ็งมาจับผิดข้าใช่มั้ย”
“อีแพงมันไม่ว่างใช้ฉันหรอก เพราะมันต้องวุ่นแต่งตัวสวยๆ ไว้รับแขกคุณนายคืนนี้ ไม่ เหมือนใครบางคน ท่าทางร้อนใจกลัวเหลือเกินว่าจะได้กลับบ้านสร้าง”
“นังแก้ว”
ก้อนรีบขวาง
“เอาล่ะๆ เราไม่ได้จะจับผิดอะไรหรอกแม่เพื่อน แค่คุณนายเขาสั่งว่าไม่ให้แม่เพื่อนออกไปไหนตามลำพัง เพราะกลัวจะแอบไปพบกับคุณมานพก็แค่นั้น”
“ก็ถ้าเราออกมาเห็นช้ากว่านี้อีกนิดสิพี่ก้อน พี่เพื่อนคงได้ออกไปหาคุณมานพแล้ว”
เพื่อนชะงัก ไม่พอใจ แล้วปรี่เข้าไปผลักไหล่แก้วแรงๆ จนเซ
“ปากดีนักนะอีแก้ว”
เพื่อนชี้หน้าจะเอาเรื่อง แก้วไม่พอใจกำมือจะตอบโต้แต่ระหว่างนั้นลอเข้ามาพอดี
“แม่เพื่อน มาอยู่นี่เอง”
ทุกคนชะงัก ลอเข้ามาไม่รู้เรื่องอะไร ถือถุงกระดาษเข้ามาด้วย
“มีอะไรกันเหรอ”
แก้วตั้งท่าจะฟ้องลอ แต่ก้อนจับมือแก้วบีบไว้ไม่ให้พูด แล้วชิงตอบลอแทน
“ไม่มีอะไรหรอกไอ้ลอ แม่เพื่อนเขามาถามหาเอ็งกับพวกข้า”
“พี่ออกไปหาซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับไปให้อาพิศจ้ะ ได้เสื้อผ้าใหม่ๆ ไปให้แกเยอะเลย จะได้เอาไว้ใส่วันงานแต่งเรา แม่เพื่อนไปดูด้วยกันสิ พี่ไม่รู้จะเลือกชุดไหนดี”
“จ้ะพี่ลอ”
เพื่อนเดินออกไปกับลอตามคำชวน แก้วไม่ค่อยพอใจหันไปต่อว่าก้อน
“พี่ไม่น่าห้ามฉันเลย เห็นๆ อยู่ว่าพี่เพื่อนยังคิดจะออกไปหาคุณมานพอีก”
“ก็แค่วันนี้แหละแม่แก้ว พอพรุ่งนี้แม่เพื่อนกลับบ้านสร้างไปแต่งงานกับไอ้ลอ แม่เพื่อน ก็จะลืมคุณมานพเอง”
“เจ้าประคู้น ขอให้พี่เพื่อนเลิกอาลัยอาวรณ์คุณมานพแล้วหันกลับมารักพี่ลอเหมือนเดิม เพราะฉันน่ะสงสารพี่ลอเหลือเกิน”

เจ้าคุณรัตน์แต่งตัวด้วยชุดสูทอย่างดีสมเกียรติ เตรียมจะออกไปร่วมงานเลี้ยงอำลาบ้านโฉมฉาย เจ้าคุณเดินผ่านมาที่ระเบียงเห็นมานพใส่ชุดเสื้อผ้าสบายๆ อยู่บ้าน นั่งอ่านตำราไปเงียบๆ
“ท่าทางอาการบาดเจ็บของแกจะดีขึ้นแล้ว”
“ครับ”
มานพอ่านตำราไปอย่างไม่สนใจ
“ความจริงถ้าวันนี้ฉันไม่ติดธุระงานเลี้ยงอำลาบ้านคุณนายโฉมฉาย ฉันก็ว่าจะพาแกไป ทำความรู้จักมักจี่กับแม่พิสมัยให้สนิทสนมกันเอาไว้”
มานพปิดหนังสือไม่พอใจ
“ยังไงคุณพ่อก็จะไม่ให้สิทธิ์ผมเลือกผู้หญิงของผมเอง”
“ฉันให้สิทธิ์แกคิดเองมาตลอด แต่แกใช้อย่างฟุ่มเฟือยเอง มันก็ถึงเวลาที่ฉันต้องควบคุม”
“ก็ได้ครับ ในเมื่อผมเลือกไม่ได้ ก็เชิญคุณพ่อไปพบคุณโฉมฉายเถอะครับ เธอคงอยาก อยู่เคียงข้างคุณพ่อ ต่อหน้าแขกผู้ดีที่เธอเรียกมาจนเกือบจะเกลี้ยงพระนคร”
“มานพ อย่าให้ฉันได้ยินแกพูดจากระทบกระเทียบคุณโฉมฉายอีก เธอเป็นคนดีมีหน้ามีตาในสังคม เข้าใจมั้ย”
มานพพยักหน้าขอไปที เจ้าคุณจึงปล่อยมือจากไหล่ลูกชายแล้วเดินออกไป
“ไอ้หน้าตาในวงสังคมนี่แหละที่จะทำให้พวกแกน้ำท่วมปากพูดไม่ออกสักคน หึๆๆ”

มานพยิ้มร้าย

บ้านโฉมฉายประดับประดาไฟสวยงาม แขกเหรื่อแต่งตัวหรูหราตามยุคสมัยทยอยเดินมาร่วมงาน
 
เสียงเพลงบรรเลงไวโอลินดังคลอ เพื่อนใส่ชุดเสื้อผ้าหรูหราดูงาม ใส่เครื่องประดับมากมาย เดินเข้ามาในงานท่ามกลางแขกเหรื่อ ความสวยของเพื่อนทำให้สายตาหลายคู่จับจ้อง เพื่อนอมยิ้มที่ตัวเองกลายเป็นเป้าสายตาที่โดดเด่น จนกระทั่งมีคุณนายคนหนึ่งเข้ามายิ้มทักทาย เพื่อนไหว้อย่างอ่อนช้อย
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีจ้ะ เธอ”
“ดิฉัน หลานสาวคุณน้าโฉมค่ะ”
“อ๋อ ฉันก็ว่าแล้วเชียว แม่แพงใช่มั้ยจ๊ะ สวยกว่าที่เขาลือกันอีก”
เพื่อนชะงัก
“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อเพื่อน เป็นหลานสาวคนโตของคุณน้าโฉมค่ะ”
“อ๋อ หลานสาวคนโต ได้ยินว่าเป็นพี่น้องกับแม่แพงแต่ไม่ค่อยได้ยินคุณนายโฉมพูดถึง แหม สวยจังเลยนะจ๊ะแม่คุณ สวยอย่างนี้คุณนายน่าจะพาออกงานด้วยบ่อยๆ”
หญิงสาวพูดเสร็จก็เห็นโฉมฉายเดินเข้ามาในงาน จึงหันมายิ้มให้เพื่อนตามมารยาทแล้วเดินออกไป เพื่อนหัวเสียและยิ่งเจ็บใจมากขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของจำปาที่ยืนเสิร์ฟค็อกเทลอยู่ใกล้ๆ
“เฮ้อ ตะเกียกตะกายก็แล้ว แต่ยังไงวาสนาก็ไปไม่ถึง ไม่รู้จะน่าสมเพชหรือน่าเวทนาดี”
“อีจำปา”
จำปาเบ้ปากใส่แล้วเดินเชิดหน้าไปเสิร์ฟค็อกเทลให้แขกเหรื่อในงานต่อ เพื่อนไม่กล้ามีเรื่องให้กระโตกกระตาก เพราะกลัวเสียหน้า เลยได้แต่กัดฟันแน่นสะบัดเดินออกไป

แก้วมาเคาะประตูเรียกแพงอยู่หน้าห้อง
“อีแพง เอ็งแต่งตัวเสร็จรึยังวะ คุณน้าโฉมเขาให้ข้ามาตามเอ็ง แขกสำคัญของคุณน้า เขามากันครบแล้วนะ”
เงียบ ไม่มีเสียงแพงตอบกลับ แก้วสงสัย
“อีแพง เอ็งได้ยินข้ารึเปล่าวะ รีบๆ แต่งให้เสร็จเร็วๆ เถอ ให้ผู้ใหญ่รอมันไม่ดี”
“ข้าเสร็จแล้ว แต่ แต่ข้าไม่กล้าออกไป”
“ทำล่ะอีแพง”
แพงไม่ตอบกลับมา แก้วยิ่งสงสัยจึงเปิดประตูเข้าไปในห้อง เห็นแพงยืนหลบอยู่หลังฉากกั้นแต่งตัว
“เอ็งไปหลบอยู่นั่นทำไม แต่งตัวเสร็จแล้วก็รีบๆ ออกมาเถอะ คืนนี้คุณนายเขาจะแนะนำ เอ็งให้แขกของคุณนายรู้จักนะโว้ย”
“ข้า ข้าไม่กล้าออกไปหรอกอีแก้ว คนเยอะแบบนั้น ถ้าเขาเห็นข้าแต่งตัวแบบนี้ ข้ากลัว เขาจะนึกว่าข้ามาเล่นลิเกให้เขาดู”
“ไหนวะ ขอข้าดูหน่อย”
“ไม่เอา ข้าอาย”
“จะอายอะไรอีกวะอีแพง เอ็งกำลังจะเป็นสาวผู้ดี ได้เดินทางไปเมืองนอกพรุ่งนี้อยู่แล้ว”
แก้วพูดไปก็ฉุดแขนดึงแพงออกมาจากฉากที่กั้นเอาไว้ แพงขยับออกมาตามแรงดึงแล้วก็ทำให้แก้วอึ้งชะงัก ในความสวยงามหรูหราราวเจ้าหญิงของแพง
“อีแพง นี่ นี่เอ็ง”
แพงชะงัก ไม่มีความมั่นใจ
“หน้าข้าดูไม่จืดเลยใช่มั้ยอีแก้ว ปากก็แดง หน้าก็มีแต่สีเป็นปื้น ไม่เอาแล้ว อีแบบนี้มันไม่ใช่ข้า”
แพงจะเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับเป็นแพงคนเดิม แต่แก้วรีบห้าม
“อย่านะอีแพง”
แก้วคว้ามือแพงเอาไว้แล้วดึงแพงมาสวมกอดด้วยความตื้นตันใจน้ำตาไหลพราก
“ข้าพูดไม่ออกเพราะเอ็งมันงามหยดจนปากข้าสั่น ฮือๆๆนี่แหละโว้ยอีแพง ความฝันที่ข้า อยากเห็นมาตลอด อีแพงเพื่อนรักของข้า วันนี้เอ็งจะไม่ใช่อีแพงบ้านสร้าง แต่เอ็งกำลัง จะเป็นคุณแพงที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้เอ็ง ฮือๆๆ”
“อีแก้ว”
แพงนิ่งงันอยู่ในอ้อมกอดของเพื่อน

เพื่อนเดินเลี่ยงออกมาที่มุมหนึ่งของงานด้วยความหงุดหงิด ยิ่งได้ยินเสียงชื่นชมแพงของแขกในงาน แล้วก็ยิ่งหงุดหงิด
“จริงเหรอที่ว่าแม่แพงหลานสาวคนเก่งของคุณนายโฉมคนนี้ ลือกันว่าฉลาดหัวไว ภาษา อังกฤษที่ว่าเรียนยากๆ ครูฝรั่งยังชมว่าเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น”
“ไม่ใช่ข่าวลือหรอกคุณ ทั้งฉลาด ทั้งกิริยามารยาทดี สมแล้วที่คุณนายโฉมจะภูมิอกภูมิ ใจพาไปร่ำเรียนถึงเมืองนอกให้เกินหน้าสาวกว่าค่อนพระนคร”
เพื่อนทนฟังไม่ได้สะบัดหน้าเดินหนีและไม่ทันมองจนเกือบชนลอที่ถือถาดเครื่องดื่มเข้ามาเสิร์ฟจนเกือบตก
“พี่ลอ นี่ นี่พี่ทำอะไรของพี่ ทำไมไม่ไปแต่งตัวดีๆ”
“พี่เห็นแขกของคุณน้าโฉมเยอะแยะเต็มบ้าน คนช่วยงานก็ไม่ค่อยจะมีเลยมาช่วยหยิบ นั่นหยิบนี่ให้แขกเขาจ้ะ”
“แต่พี่ไม่ใช่พวกคนรับใช้ พี่เป็นหลานเขยน้าโฉมเขานะ พี่ไม่อายคนเขาเหรอไง”
“จะไปอายทำไม พี่มาอาศัยน้าโฉมอยู่ ขาดเหลือเรื่องแรงคน จะให้พี่ไปยืนดูเฉยๆ พี่ทำ ไม่ได้หรอกจ้ะ”
ลอพูดไปอย่างซื่อๆ ระหว่างนั้นแขกในงานหันมากวักมือเรียกลอให้ไปบริการเปลี่ยนเครื่องดื่มแก้วใหม่
“ไปเดี๋ยวนี้แหละจ้ะ แม่เพื่อนไม่ต้องกลัวคนอื่นเขามองพี่ไม่ดีหรอกจ้ะ พรุ่งนี้เราก็กลับบ้านสร้างแล้ว คนพวกนี้จะไม่ได้เห็นหน้าเราอีก และเราก็จะไม่กลับมา เหยียบพระนครอีก ตลอดชีวิต”
ลอบอกเพื่อนแล้วเดินไปบริการแขกของโฉมฉายอย่างซื่อบริสุทธิ์ใจ เพื่อนยืนอึ้งหน้าเสีย เพราะถ้าเป็นอย่างที่ลอบอก ชีวิตของตัวเองต้องจบลงที่บ้านสร้าง ระหว่างนั้นเพื่อน เหลือบไปเห็นเจ้าคุณรัตน์เข้ามาในงานก็ตื่นเต้นมาก รีบเดินเข้ามาหาเจ้าคุณรัตน์
“ท่านเจ้าคุณคะ”
“แม่เพื่อนนั่นเอง คืนนี้งามพริ้งเลยนะ”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
“แล้วพ่อลอล่ะ”
เพื่อนชะงัก เหลือบไปเห็นลอยังเดินเสิร์ฟ เลยเบี่ยงตัวบังไม่ให้ท่านเจ้าคุณเห็นลอ
“พี่ลอเขากำลังยุ่งคุยกับแขกของคุณน้าเจ้าค่ะ แล้วคุณมานพล่ะคะท่าน ไม่ได้มาพร้อม กับท่านเจ้าคุณเหรอคะ”
“มานพมาไม่ได้จ้ะ”
“มาไม่ได้ ทำไมล่ะเจ้าคะ”
เจ้าคุณรัตน์ยังไม่ทันจะตอบ โฉมฉายก็เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“คุณมานพคงจะติดธุระมาไม่ได้น่ะจ้ะแม่เพื่อน”

“คุณน้าโฉม”

เพื่อนอึกอักพูดไม่ออก เพราะอ่านสายตาที่โฉมฉายมองเธอด้วยสายตาตำหนิได้อย่างถนัด
 
“ครับคุณโฉม ถึงอาการบาดเจ็บของมานพจะดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังต้องให้พักผ่อนอยู่ บ้านไปก่อน”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่าน เห็นว่าอีกไม่นานคุณมานพก็คงจะมีข่าวดี น้ายังไม่ได้เล่าให้แม่เพื่อนฟังเลย มัวแต่ยุ่งๆ กับการจัดงานเลี้ยง”
“ข่าวดี อะไรเหรอคะ”
“ฉันกำลังจะให้มานพแต่งงานกับลูกของสหายฉันจ้ะแม่เพื่อน”
เพื่อนตกใจหน้าซีด
“แต่งงาน เมื่อไหร่เหรอคะท่าน”
“ก็คงไม่นานนี้หรอก ดีไม่ดีอาจจะพร้อมๆ กับที่แม่เพื่อนกลับไปแต่งกับนายลอที่บ้าน สร้างก็เป็นได้”
เพื่อนอึ้งตะลึง ปากสั่นมือสั่นหน้าเสียจนแทบจะประคองตัวเองไม่อยู่ เจ้าคุณสงสัย “เป็นอะไรไปเหรอแม่เพื่อน”
“เอ่อ คือ ปละ เปล่าเจ้าค่ะ”
“งานเลี้ยงที่ต้องเจอคนเยอะๆ แบบนี้ แม่เพื่อนอาจจะยังไม่ค่อยชิน มาเถอะจ้ะ เดี๋ยวน้าพาไปนั่งพัก ขอตัวสักครู่นะคะท่าน”
โฉมฉายช่วยประคองเพื่อนพาเดินออกไปที่มุมห้องโถงจัดเลี้ยง
“แค่ได้รู้ว่า คุณมานพกำลังจะมีคู่ครอง ก็ถึงกับหน้าถอดสีเลยเหรอแม่เพื่อน”
“น้าโฉม”
“อย่าเรียกการกระทำของน้าว่าใจร้ายกับแม่เพื่อนเลยนะ แต่น้าอยากให้แม่เพื่อนตื่นจาก ความฝันมาพบความจริงด้วยตัวเอง”
เพื่อนเอาแต่เงียบน้ำตาคลอ
“นายลออาจจะให้ไม่ได้ในหลายเรื่องที่แม่เพื่อนต้องการ แต่อย่างเดียวที่สำคัญที่สุดสำ หรับการครองเรือนก็คือความรักอย่างซื่อๆ ที่นายลอสาบานไว้กับแม่เพื่อน นายลอจะทำให้แม่เพื่อนมีความสุขอย่างที่ผู้หญิงคนไหนก็ต้องอิจฉา เชื่อน้าเถอะจ้ะ”
เพื่อนนิ่งงันพูดอะไรไม่ออก ระหว่างนั้นจำปาเข้ามา
“คุณนายคะ แม่แพงเรียบร้อยพร้อมลงมาแล้วค่ะ”
“ขอบใจจ้ะจำปา มาเถอะจ้ะ หลานสาวที่น่ารักทั้งสองของน้ากำลังมีเรื่องน่ายินดีให้ คนหนึ่งจะได้ร่ำเรียนสูงๆ อีกคนก็จะได้แต่งงานมีคู่ครองที่ดี”
โฉมฉายจับมือเพื่อนพาเดินเข้าไปในงาน เพื่อนจิตใจห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง

เสียงดนตรีเครื่องสายบรรเลงขับกล่อม โฉมฉายพาเพื่อนเดินเข้ามารอที่ปลายบันได เงยหน้ามองแพงที่ค่อยๆ เดินลงมาช้าๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่มองแพงอย่างชื่นชมในความงามอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย เพื่อนกวาดตามองทุกคนในงาน ทุกคนมีแต่ชื่นชมยินดี ภาพนี้ทิ่มแทงจิตใจนัก แก้ว ก้อน จำปี จำปา พากันยิ้มแก้มแทบปริเวลาที่แพงเยื้องย่างลงมาแต่ละก้าว แก้วถึงกับน้ำตาไหลเช็ดป้อยๆ ด้วยความตื้นตันใจ
“ฉัน ฉันดีใจที่อีแพงมีวันนี้ได้จ้ะพี่ก้อน”
“พี่ก็ดีใจ ในที่สุดอีแพงมันก็ไม่ใช่อีแพง อีกะโหลกกะลาจากบ้านสร้างอีก”
ก้อนพูดไปก็เห็นลอเดินผ่านผู้คนเข้ามาหยุดมองแพง ซึ่งวันนี้เป็นวันที่แพงสวยมากผิดจากแพงคนเดิม ลอพูดไม่ออก
“ใช่มั้ยไอ้ลอ”
“เป็นวาสนาของเอ็งแล้วอีแพง ถ้าแม่เอ็งยังอยู่เขาคงภูมิใจ”
ทุกคนต่างจับจ้องยิ้มดีใจมองแพงค่อยๆ เดินอย่างสง่างามลงมาจนถึงบันไดขั้นสุดท้าย โฉมฉายก้าวเข้าไปยืนเคียงคู่แพง
“ดิฉันขอใช้โอกาสนี้แนะนำให้แขกผู้มีเกียรติของดิฉันทุกคนได้รู้จักกับหลานสาวคนเก่ง ที่ต้องจากพระนครไปพร้อมกับดิฉันในวันพรุ่งนี้ แม่แพงค่ะ”
เสียงปรบมือต้อนรับแพงดังอื้ออึง แพงเรียนรู้เรื่องมารยาทมาอย่างดี ยกมือพนมรับไหว้อ่อนช้อยและถอนสายบัวตามธรรมเนียมฝรั่ง แขกเหรื่อในงานปรบมือดังขึ้นกว่าเดิม
หลายคนอยากเข้าไปดูใกล้ๆ จึงพากันขยับตีวงโอบเข้ามาโดยไม่ได้สนใจเพื่อน ถึงขนาดที่บางคนเผลอเบียดเพื่อนจนเซเกือบจะล้มและไม่มีคำขอโทษ ทำให้นังเพื่อนกลายเป็นส่วนเกิน
แพงอยู่ท่ามกลางวงล้อมของคนในวงสังคมชั้นสูงของพระนคร ขณะที่ไม่มีใครสนใจเพื่อนเลย เพื่อนเจ็บปวด เจ็บแค้น น้ำตาไหลและทนดูไม่ได้อีก จึงถอยออกไปอย่างเจ็บปวดโดยไม่มีใครสนใจเลยแม้แต่น้อย

เพื่อนวิ่งออกมาที่ซุ้มในสวนน้ำตาไหลพรากอย่างเจ็บใจและเจ็บแค้น
“อีแพง ทำไม ทำไม”
เพื่อนโกรธแค้นจนแทบจะทนไม่ไหวแล้วทรุดลงร้องไห้ ครู่หนึ่งเสียงของมานพดังขึ้น
“คุณเพื่อน”
เพื่อนชะงักอึ้ง แทบไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อหันไปตามเสียงจึงได้เห็นมานพในชุดสูทดูหล่อมาดผู้ดีเดินเข้ามา
“คุณมานพ”
“เกิดอะไรขึ้นครับ ใครทำให้คุณต้องร้องไห้”
มานพจะเข้าไปหาเพื่อนช่วยประคอง แต่เพื่อนกลับปัดมือเขาอย่างแรงด้วยความไม่พอใจ
“นี่คุณยังกล้ามาพบหน้าฉันอีกเหรอคะ จะมาเยาะเย้ยฉันอีกคนใช่มั้ย”
เพื่อนปรี่เข้าไปทุบอกมานพทั้งน้ำตาอย่างเสียใจ
“เดี๋ยวครับคุณเพื่อน ฟังผมก่อน”
“ไม่ ฉันไม่ฟังข้อแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ไปให้พ้นหน้าฉันเลย เชิญไปแต่งงานกับผู้หญิงที่เหมาะสมกับคุณ ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน”
เพื่อนออกแรงผลักไส แต่มานพขืนแรงกระชากเพื่อนให้หยุดตั้งสติ
“หยุดคร่ำครวญฟูมฟายแล้วฟังผมให้ดี”
“ไม่ ฉันไม่ฟัง ฉันเกลียดคุณ ฉันไม่อยากเจอหน้าคุณอีกแล้ว”
“คุณอยากไล่ผมให้ไปพ้นหน้า แสดงว่าคุณอยากจะกลับไปแต่งงานกับนายลออย่าง เต็มใจแล้วใช่มั้ย"
 
"ถ้าคุณเต็มใจอย่างนั้นแล้ว ก็คงไร้ประโยชน์ที่ผมต้องฝืนคำสั่งคุณพ่อเพื่อมาพบคุณ"

อ่านต่อ พรุ่งนี้ เวลา 09.30น.

เพื่อน แพง ตอนที่ 12 (ต่อ)

แพงอยู่ท่ามกลางวงสนทนาเพื่อนสนิทมิตรสหายของโฉมฉาย
 
มีทั้งคนไทยและฝรั่งซึ่งเป็นกลุ่มภรรยาท่านทูต เลยมีการใช้ภาษาอังกฤษประกอบในการสนทนา แก้วกับก้อนยืนมองอยู่ห่างๆ แก้วยังปลื้มไม่หาย
“ดูเข้าสิพี่ลอ ราศีอีแพงมันจับซะจริง ขนาดพวกฝรั่งมังค่ายังชมอีแพงไม่หยุดปาก”
“แม่แก้วรู้ได้ไงว่าฝรั่งเขาชมอีแพง อย่าบอกว่าแม่แก้วก็ไปเรียนภาษาปะกิตกับอีแพงมา”
“หัวกบาลอย่างฉันเนี่ยนะพี่ก้อน จำได้ก็แค่คำเดียวที่อีแพงมันพูดให้ฟัง เวลาฝรั่งเขาชม เขาจะบอกว่า กู้ด กู้ดๆๆ นั่นไง เห็นมั้ยเขากำลังชมอีแพง ว่ากู้ดๆๆ อยู่นั่นไง”
“เออ จริงด้วย”
ระหว่างนั้นลอเข้ามาสะกิดถามก้อนกับแก้ว
“พวกเอ็งเห็นแม่เพื่อนรึเปล่า”
“เมื่อตะกี้ยังเห็นอยู่แถวนี้เลยนี่หว่า หายไปไหนแล้ว”
“คงหลบไปทำใจอยู่ที่ไหนมั้งจ๊ะพี่ พี่เพื่อนเขาเคยสวยถึงขนาดได้เป็นเทพีแห่นางแมว พอคืนนี้มาเจออีแพงสวยกว่าเด่นกว่าเข้าให้ ก็คงต้องมีน้อยใจบ้างแหละ”
“แม่แก้ว คงออกไปที่สวนมั้ง เอ็งออกไปดูสิ”
“ขอบใจ”
ลอรีบออกไป ก้อนหันมามองค้อนแก้วที่ปากไม่ดี
“ฉันขอโทษ ฉันอดเข้าข้างอีแพงเพื่อนรักฉันไม่ได้จริงๆ นี่จ๊ะพี่”

สองมือมานพบีบไหล่เพื่อนแน่น
“ผมได้รับข้อความที่คุณฝากให้คุณแรมส่งมาถึงผมแล้ว แต่ผมติดปัญหากับคุณพ่อเลย ทำให้ผมไม่สามารถหาทางมาพบคุณได้”
“คุณอย่ามาอ้างเลยดีกว่าค่ะ ท่านเจ้าคุณเพิ่งจะบอกข่าวดีของคุณให้ฉันฟัง เธอคนนั้น คงจะเหมาะกับคุณมากสิคะ”
“คุณพ่อเจ้ากี้เจ้าการหาผู้หญิงมาให้ผมต่างหาก ยังไงผมก็ยังไม่ลืมคำสัญญาที่ให้ไว้กับ คุณนะครับคุณเพื่อน”
“คุณกล้าพูดว่าคุณไม่ลืม แต่คุณทำอะไรบ้างล่ะคะ ถ้าแค่มาเพื่อพูดอย่างเดียว ก็คงช่วย หยุดให้ฉันต้องกลับไปแต่งงานกับพี่ลอไม่ได้หรอก”
“ผมไม่ได้มาแค่เพื่อพูดกับคุณอย่างเดียว แต่ผมมาเพื่อที่จะทำคนที่พยายามกีดกันเรา ทั้งคุณพ่อและคุณนายโฉมฉายรู้ตัวกันซะทีว่า พวกเขาจะมาชี้นิ้วสั่งผมไม่ได้”
มานพจริงจังน่ากลัว แล้วดึงมือเพื่อนพาเข้าไปในบ้าน
“คุณมานพ คุณจะทำอะไร คุณมานพ”
เพื่อนไปตามแรงดึงของมานพ ระหว่างนั้นลอเดินออกมามองหาเพื่อน เลยทันได้เห็นมานพกำลังจูงมือพาเพื่อนเข้าไปในบ้าน
“คุณมานพ”
ลอกัดฟันกรอดเจ็บใจที่เห็นมานพมาปรากฏตัวที่นี่และยังจูงมือเพื่อนไปต่อหน้าต่อตาอีก
จะวิ่งไล่ตามแต่ไม่ทันระวัง เลยไปชนเข้ากับท่านทูตกับมาดามเข้าพอดี ลอพยายามขอโทษขอโพย แต่พูดจากับฝรั่งไม่รู้เรื่องทำให้ไล่ตามไปไม่ทัน

แพงอยู่กลางวงสนทนากับโฉมฉายและผู้ดีในพระนคร โดยในกลุ่มนั้นมีเจ้าคุณรัตน์ ร่วมวงสนทนาด้วย ระหว่างนั้นแพงชะงักอึ้งเมื่อมองไปที่ทางเข้า แล้วเห็นมานพพาเพื่อนเข้ามา
“มีอะไรเหรอแม่แพง”
แพงอ้ำอึ้งพูดไม่ออก โฉมฉายกับเจ้าคุณรัตน์หันไปมองตามสายตาแพงแล้วก็พลอยตกใจ มานพเห็นพ่อกำลังตกใจก็ยิ้มกริ่มหันพูดเบาๆ ให้เพื่อนได้ยิน
“ทำตามที่ผมบอก แล้วคุณจะไม่ต้องกลับบ้านสร้างไปแต่งานกับไอ้กระจอกอย่างไอ้ลอ”
มานพเดินนำเพื่อนตรงไปหาพ่อกับโฉมฉาย ท่ามกลางแขกในงานที่รู้จักมานพกันทั้งนั้น
“มานพ แกมาที่นี่ทำไม”
“ทำไมล่ะครับคุณพ่อ งานเลี้ยงอำลาคุณนายโฉมฉายทั้งที คนรู้จักคุ้นเคยกับเราแทบจะ ทั้งพระนครพากันมารวมตัวที่นี่ แล้วผมจะพลาดมาร่วมงานได้ยังไง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะท่านเจ้าคุณ คุณมานพอุตส่าห์มาร่วมเลี้ยงอำลา ดิฉันก็ต้องขอบพระ คุณด้วยค่ะ และก็ดีเหมือนกันในฐานะที่เคยช่วยเหลือกันมา ดิฉันก็อยากให้คุณมานพ ได้อวยพรนายลอกับแม่เพื่อนที่จะพากันกลับไปแต่งงาน”
“ต้องขอโทษด้วยครับคุณนาย ผมคงให้คำอวยพรอะไรกับนายลอไม่ได้ ตรงกันข้าม ผม ตั้งใจมาที่งานนี้ก็เพื่อจะรอรับคำอวยพรของคุณนายและคุณพ่อต่างหาก”
“แกหมายความว่ายังไงมานพ”
มานพไม่ตอบ กลับยิ้มร้าย แล้วหันไปกุมมือเพื่อนพาเดินไปที่กลางห้องโถง ยกมือเป็นสัญญาณให้นักดนตรีหยุดเล่น เพื่อให้ทุกคนหันมาสนใจตน
“ต้องกราบขออภัยแขกผู้เกียรติทุกท่านของคุณน้าโฉมด้วยนะครับ เมื่อสักครู่หลังจากที่ ผมได้รับการอนุญาตจากคุณน้าโฉมและท่านเจ้าคุณรัตน์คุณพ่อของผมแล้ว ผมก็ทน เก็บความปลื้มปิติเอาไว้ไม่อยู่อยากป่าวประกาศข่าวดีให้กับทุกคนได้ร่วมยินดีด้วยกัน”
คำกล่าวของมานพทำให้ทุกคนหันมาสนใจแล้วล้อมกระชับขยับวงเข้ามาฟังอย่างตั้งใจ แพงฟังมานพพูดแล้วรู้สึกสังหรณ์ใจ เป็นจังหวะที่หันไปเห็นลอพยายามเข้ามาในงาน ลอหันรีหันขวาง ก่อนจะเห็นเพื่อนยืนอยู่กลางวงกับมานพ ลอกำหมัดแน่น แพงเห็นแล้วยิ่งเป็นห่วง ผละจากโฉมฉายไปหาลอทันที
“พี่ลอ อย่าทำอะไรวู่วามนะ”
“ไอ้มานพ มันโผล่มาทำไม น้าโฉมเชิญมันมาเหรอ”
“เปล่าจ้ะ ไม่มีใครเชิญเขา เขามาของเขาเอง”
“งั้นมันมาทำไม”
ลอเสียงแข็งถามแพงซึ่งยังไม่รู้คำตอบ จังหวะนั้นเองที่มานพประกาศเสียงดังฟังชัดก้องไปทั้งห้องโถง
“ข่าวดีของผมในคืนนี้ก็คือ ผมกับคุณเพื่อนหลานสาวคนสวยของน้าโฉมได้รับอนุญาต ให้แต่งงานกันครับ ผมและคุณเพื่อนรู้สึกปิติยินดีและต้องกราบขอบพระคุณคุณน้าโฉม และคุณพ่อที่เห็นดีเห็นงามกับความรักของเราด้วยครับ”
มานพยกมือพนมไหว้ไปทางโฉมฉายและท่านเจ้าคุณ เพื่อนยืนอื้ออึง ไม่คิดว่ามานพจะกล่าวออกมาแบบนี้ แต่ก็ทำให้หัวใจพองโต รีบยกมือขึ้นไหว้พร้อมกับมานพ
เสียงปรบมือของแขกเหรื่อในงานปรบมือร่วมยินดีกึกก้อง ผิดกับโฉมฉาย ท่านเจ้าคุณที่ตะลึงพูดไม่ออก ลอ แพง ก้อน แก้ว ต่างก็ชะงักตกใจไม่คาดคิดเช่นกัน
“ไม่ ไม่จริง เป็น เป็นไปไม่ได้ ไม่จริง ไม่จริง”
ลอหุนหันตะโกนลั่นและจะฝ่าวงผู้คนเข้าไปหาเพื่อน ผลักผู้คนล้มจนเกิดความแตกตื่นขึ้น แพงพยายามเข้ากอดรัดห้าม
“พี่ลอ อย่า อย่าทำอย่างนี้”

“ปล่อยข้าอีแพง ปล่อยข้า ปล่อย”

ลอเหมือนวัวคลั่งโวยวายสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับแขกทุกคนในงาน
 
โฉมฉายกลัวจะเกิดเรื่องใหญ่โต เลยรีบสั่งจำปูนกับก้อน
“ช่วยกันพานายลอออกไปก่อน เดี๋ยวจะอาละวาดไปกันใหญ่ ทางนี้น้าจัดการเอง”
ก้อนกับจำปูนรีบเข้าไปฉุดลากลอที่เริ่มจะอาละวาดคุมสติตัวเองไม่อยู่ออกไป โฉมฉายกับท่านเจ้าคุณรีบเข้าไปหามานพกับเพื่อน แล้วหันไปประกาศกับทุกคน
“ต้องขออภัยทุกท่านด้วยนะคะ งานเลี้ยงคืนนี้จบแล้ว ขออภัยค่ะ”
โฉมฉายบอกเสร็จก็เข้าไปจับแขนเพื่อนฉุดกระชากพาออกไปด้านหลัง มานพยิ้มร้ายจ้องหน้าท่านเจ้าคุณก่อนจะเดินตามเพื่อนกับโฉมฉายไป ท่านเจ้าคุณตามหลังไปด้วย

ลอถูกก้อนกับจำปูนช่วยกันล็อคตัวพาออกมาทั้งๆ ที่ลอยังเอะอะโวยวายไม่หยุด
“ปล่อยข้า บอกให้ปล่อย ปล่อย”
“ใจเย็นๆ ก่อนสิจ๊ะพี่ลอ น้าโฉมเขาพูดถูก ถ้าปล่อยพี่ลอไปตอนนี้ ต้องมีคนบาดเจ็บ เพราะพี่ลอแน่”
“ข้าไม่ทำคนอื่นหรอก แต่ไอ้มานพ ข้าไม่ปล่อยมันไว้แน่”
“แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านสร้างนะโว้ย ขืนเอ็งไปทำร้ายมัน มันได้เอาเรื่องเอ็งถึงคุกถึงตะรางแน่”
“ก็เอาสิวะ ข้าไม่กลัวตะราง”
“ฉันรู้ว่าพี่ไม่กลัว แต่ถ้าตำรวจเขาลากพี่เข้าตะราง นั่นแหละที่คุณมานพเขาอยากให้เป็น เขาจะได้หมดเสี้ยนหนาม แย่งพี่เพื่อนไปจากพี่ได้ง่ายๆ ไง”
“อีแพง”
“ปล่อยให้น้าโฉมกับท่านเจ้าคุณจัดการเถอะนะจ๊ะพี่ลอ ไม่มีใครแย่งพี่เพื่อนไปจากพี่ลอ ได้หรอก เชื่อฉันเถอะนะจ๊ะ”
แพงพยายามใจเย็นมือแตะที่อกของลอเพื่อให้ได้หยุดคิด
“จริงอย่างเอ็งว่า ไม่มีใครพรากแม่เพื่อนไปจากข้าได้ แต่ไอ้คนที่คิดทำมันก็ต้องได้บทเรียน”
ลอไม่หยุดความโกรธ ดันแพงให้หลบไปแล้วเข้าไปคว้ามีดพร้าที่เหน็บเสาอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาชูขู่ทุกคน
“พวกเอ็งไม่ต้องตามข้ามา อย่าให้ข้าต้องเตือนอีก”

โฉมฉายพาเพื่อนเข้ามาอีกห้องหนึ่งพร้อมกับมานพและท่านเจ้าคุณ
“คุณวางแผนจะทำแบบนี้ไว้แล้วใช่มั้ยคุณมานพ คุณตั้งใจฉีกหน้าฉัน”
“เพราะผมไม่ชอบให้ใครมาชี้นิ้วสั่ง โดยเฉพาะกับคุณ คุณโฉมฉาย”
เจ้าคุณรัตน์ไม่พอใจเข้าไปกระชากคอเสื้อลูกชาย
“ไอ้มานพ แกทำเกินไปแล้ว อย่าคิดว่าที่แกทำลงไปมันจะได้ผล”
เจ้าคุณรัตน์เงื้อมือจะตบหน้าสั่งสอน แต่เพื่อนรีบเข้าไปห้าม
“ท่านเจ้าคุณคะ ดิฉันขอร้อง อย่าลงมือกับคุณมานพเลย”
“แม่เพื่อน นี่แม่เพื่อนยอมเออออไปกับความคิดชั่วๆ ของมันด้วยเหรอ”
“หึ แสดงว่าคุณนายโฉมคงไม่ได้เล่าเรื่องของผมกับคุณเพื่อนให้คุณพ่อฟังว่า เราสองคนรักกันมากแค่ไหน”
“นี่แก แกหน้าด้านกล้าทำเรื่องชั่วๆ แบบนี้ได้ยังไง แกไปแย่งผู้หญิงที่เขามีคู่หมั้นมา หน้าตาเฉยได้ยังไงไอ้มานพ”
“คุณมานพไม่ได้แย่งดิฉันมาจากใคร แต่เป็นดิฉันเองที่มีสิทธิ์เลือกอนาคตต่างหากล่ะ คะท่านเจ้าคุณ”
“แม่เพื่อน”
“เพื่อนขอโทษด้วยค่ะน้าโฉม เพื่อนจะไม่กลับไปบ้านสร้าง เพราะเพื่อนรักคุณมานพ ขอน้าโฉมอย่ากีดกันเราอีกเลยนะคะ”
“ได้ยินแล้วนะครับคุณพ่อ ผมมีผู้หญิงของผมแล้ว เพราะฉะนั้น พ่อไม่มีสิทธิ์มาจุ้นจ้าน กับชีวิตผมอีก”
“งั้นถ้าแกอวดดีคิดว่าฉันสั่งอะไรแกไม่ได้ ก็ออกไปจากบ้านฉัน ไม่ต้องมาใช้สกุลฉันอีก สักแดงเดียวก็อย่าเอาออกไป”
“หึๆๆ ก่อนจะไล่ผมอย่างหมูอย่างหมา คิดให้ดีนะครับคุณพ่อ เพราะถ้าผมกระซิบบอก ผู้ใหญ่ว่าพ่อมีส่วนสนับสนุนพวกกบฏ ทรัพย์สินทั้งหมดของพ่อก็ต้องถูกยึด ยศศักดิ์ของ พ่อก็จะไม่เหลือ”
“ไอ้มานพ”
“ส่วนคุณนาย ถ้าไม่อยากโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดด้วย ก็รีบๆ ไสหัวไปให้พ้น แล้วจำเอาไว้ คนไม่มีการศึกษาอย่างคุณอย่ามาชี้นิ้วสั่งผมอีก”
มานพยิ้มร้ายได้ทีกุมมือเพื่อนพาออกไป เจ้าคุณยืนอึ้งตะลึงงันแทบหมดเรี่ยวแรงกับความร้ายกาจของลูกชาย โฉมฉายห่วงท่านเจ้าคุณต้องรีบเข้าประคอง

เพื่อนกุมมือมานพออกจากบ้านไปด้วยกัน แววตาที่มองตามแผ่นหลังมานพเต็มไป ด้วยรอยยิ้มอย่างปลื้มปิติ แต่ทุกอย่างต้องชะงักเมื่อลอก้าวเข้ามายืนขวางทางพร้อมมีดพร้าในมือ
“ปล่อยแม่เพื่อนของข้าได้แล้ว ถ้าเอ็งจะออกไปจากที่นี่ เอ็งก็ไปได้แค่ตัวเอ็งเท่านั้น”
“พี่ลอ อย่าทำอย่างนี้เลย”
“หยุด แม่เพื่อนไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ไว้เราค่อยคุยกันเมื่อกลับไปบ้านสร้าง”
“ฉันไม่กลับ”
“แม่เพื่อน แม่เพื่อนกำลังหลงคำที่มันล่อลวงอยู่ พี่ไม่มีทางปล่อยให้แม่เพื่อนเป็นแมง เม่าบินเข้ากองไฟเด็ดขาด”
“พี่ลอไปว่าคุณมานพอย่างนั้นไม่ได้ เขาไม่ได้ใช้คำหวานหูล่อหลอกฉัน ทั้งๆ ที่เขาถูกกีดกัน แต่เขาก็ยังกล้ามาที่นี่เพื่อพิสูจน์ว่ารักฉันจริง ซึ่งไม่เหมือนพี่ที่ดีแต่สาบาน”
“หลีกทางเถอะนายลอ ในเมื่อคุณเพื่อนเขาเลือกแล้ว แกก็ควรจะมีความเป็นสุภาพบุรุษ”
“มึงกล้าเรียกตัวว่าสุภาพบุรุษ แต่สันดานมึงเที่ยวแทงข้างหลังคนที่เขาพินอบพิเทาให้ น้ำหน้าอย่างมึงควรเรียกว่าไอ้หน้าตัวเมียมากกว่า”
ลอปักมีดพร้าลงที่พื้นแล้วพุ่งเข้าไปกระชากคอเสื้อมานพมาซัดหมัดหนักๆ เข้าหน้า มานพเซถลาตามแรงหมัด ลอตามไปกระชากคอขึ้นมาซ้ำอีกหลายหมัด เพื่อนตกใจร้องห้าม
“พี่ลอ หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันบอกให้หยุด หยุด”
เพื่อนห้ามลอไม่ได้ ลอกระหน่ำหมัดใส่มานพไม่หยุด มานพสวนกลับใส่ลอเป็นการเอาคืน แต่ลออึดและทนมือกว่า กระชากคอมานพมาโขกใส่อย่างแรงจนมานพมึนเซ
“พี่ลอ อย่า”
ลอเห็นมานพเริ่มประคองตัวไม่ไหว จึงหันไปคว้ามีดพร้าที่ปักพื้นอยู่ขึ้นมา
“แม่เพื่อนสาบานรักกับกูแล้ว ใครก็มาพรากแม่เพื่อนไปจากกูไม่ได้”
ลอจะฟันมานพ แต่เพื่อนโผเข้ามาขวางหน้ามานพ
“อย่านะพี่ลอ อย่าทำร้ายคุณมานพ ฉันกราบล่ะ อย่าทำร้ายเขาเลย”
เพื่อนน้ำตาไหลอาบแก้มยกมือไหว้ขอร้อง ลอชะงักอึ้ง
“แม่เพื่อน แม่เพื่อนจำไม่ได้แล้วเหรอ ว่าแม่เพื่อนสาบานกับพี่ไว้ว่าอะไร”
“ฉัน ฉันจำได้จ้ะ แต่ว่านั่นเป็นคำสาบานของพี่ ไม่ใช่ของเรา”
ลอชะงักอึ้ง หัวใจแทบสลาย
“แม่เพื่อน”
“ถ้าพี่ลอบอกว่ารักฉัน พี่ลอก็ต้องอยากเห็นฉันมีความสุขใช่มั้ยจ๊ะ นี่ไงจ๊ะ ความสุขของฉันคือการได้อยู่ที่พระนครกับคุณมานพ อย่าพาฉันกลับไปลำบากที่บ้านสร้างเลยนะจ๊ะ”
“แล้วที่ผ่านมาแม่เพื่อนไม่มีความสุขกับพี่เลยเหรอ”
"ฉันมีความสุขจ้ะ แต่มันเป็นความสุขที่ฉันไม่ได้เรียกร้องเอาจากพี่ มีแต่พี่ที่สรรหามาให้ฉันอยู่ฝ่ายเดียว"
 
"ฉันขอโทษนะจ๊ะพี่ลอ ขอให้ฉันได้มีความสุขอย่างที่ฉันเลือกเองบ้าง"

เพื่อนพูดพร้อมกราบลงที่เท้าลอ สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง
 
ลอเข่าทรุดด้วยความเจ็บปวด มือที่กำมีดพร้าถึงกับหมดเรี่ยวแรง ปล่อยหลุดมือน้ำตาเอ่อ แพง แก้วและก้อนตามเข้ามา เห็นภาพเพื่อนกราบเท้าอ้อนวอนลอกลางสายฝนก็อึ้ง พูดไม่ออก
“ปล่อยให้ฉันไปตามทางของฉันเถอะนะจ๊ะพี่ลอ บุญกรรมที่เราเคยทำเอาไว้มันได้หมด ลงแล้วในวันนี้ อโหสิให้ฉันด้วยนะพี่ลอ”
มานพค่อยๆ พยุงตัวขึ้นมาประคองเพื่อนเพื่อจะพาออกไปด้วยกัน
“ฉันลานะจ๊ะพี่ลอ”
“แม่เพื่อน อย่าทิ้งพี่ไป อย่า อย่าทิ้งพี่ ฮือๆๆ”
ลอพยายามจะลุกตาม แต่ก้อนรีบเข้ามาช่วยประคองเพื่อนเอาไว้
“ไอ้ลอ ปล่อยนังเพื่อนมันไปเถอะ เอ็งรั้งมันไว้ไม่ได้อีกแล้ว”
“แม่เพื่อน แม่เพื่อน แม่เพื่อน”
ลอได้แต่ร้องไห้ ยื่นมือไขว่คว้า ขณะที่เพื่อนกับมานพพากันออกไป แพงยืนดูเหตุการณ์แล้วเจ็บปวดไม่น้อยกว่าลอ
“ข้าฝากพี่ลอด้วยนะอีแก้ว”
แพงบอกเสร็จก็รีบตามเพื่อนไปทันที

สายฝนยังตกลงมาต่อเนื่อง แพงตามเพื่อนออกมาถึงหน้าบ้านแล้วตะโกนเรียก
“อีเพื่อน ถ้ามึงก้าวตามมันไปอีกก้าวเดียว กูจะเลิกนับถือมึงเป็นพี่”
“มึงอย่ามาเสือกเรื่องของกู ถ้าที่ผ่านมามึงคิดนับถือกูเป็นพี่มึงจริงๆ มึงคงไม่คิดรักผู้ชาย คนเดียวกับกูหรอกอีแพง”
“กูยอมรับว่ากูรักพี่ลอ แต่กูไม่เคยคิดจะแย่งพี่ลอไปจากมึง กูมีแต่จะเสริมจะส่งให้พี่ลอกับมึงมีความสุข แต่มึงก็ยังเห็นแก่ตัว”
“กูรักตัวกูเองนี่มันผิดมากนักเหรอ อย่ามาชี้หน้าด่ากูให้มึงสูงส่งไปหน่อยเลย ในเมื่อมึงก็ รักตัวเองเหมือนกัน มึงถึงระริกระรี้อยากไปได้ดีเมืองนอก”
“มึงดูกูผิดไปแล้วอีเพื่อน ที่กูเลือกไปเพราะกูไม่อยากอยู่ขวางหูขวางตาทำให้พี่ลอเขา ไม่สบายใจ เรื่องไหนที่กูพูดแล้วทำให้พี่ลอเป็นทุกข์ กูจะหุบปากไม่พูด เรื่องไหนที่กูทำ แล้วทำให้พี่ลอหลับไม่ได้ กูจะไม่ทำ นั่นแหละคือเหตุผลของกู”
“งั้นก็ตามสะดวกมึงเถอะอีแพง ถ้าไม่มีมึงสักคน ชีวิตกูจะดีขึ้นอีกเยอะ”
เพื่อนเชิดหน้าใส่ ไม่สนใจ แล้วพากันเดินออกไปกับมานพ แพงเจ็บปวดมือกำแน่น น้ำตาไหลปะปนกับสายฝน และอดรนทนไม่ไหวพุ่งเข้าไปกระชากไหล่เพื่อนมาอย่างแรงก่อนจะตบ
เต็มฝ่ามือ เพื่อนหันขวับอย่างมึนงง มานพเองก็ตกใจ ไม่คิดว่าแพงจะลงมือกับพี่สาว
“กูเคยคิดว่านางกากีเป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อประจานผู้หญิงที่ไม่มีตัวตนคนหนึ่งเท่านั้น แต่ ไม่คิดเลยว่าคืนนี้กูจะเจอนางกากีตัวเป็นๆ มายืนตรงหน้ากู”
“อีแพง”
เพื่อนโกรธจัด ตบหน้าแพงคืนทันที
“นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่กูจะปล่อยให้มึงด่ากู แล้วจำใส่กบาลมึงเอาไว้ด้วย ต่อให้มึงด่า กูว่าเลวชั่วกากีแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่ามึงจะเป็นคนดีกว่ากูหรอกอีแพง”
เพื่อนเข้าไปประคองมานพ ตัดสิ้นความเป็นพี่เป็นน้องกับแพงทันที แพงยืนอึ้งน้ำตาไหลเจ็บปวด
“อีเพื่อน กูเกลียดมึง นับตั้งแต่วันนี้มึงกับกูสิ้นความเป็นพี่เป็นน้อง”
แพงตะโกนลั่นแข่งกับเสียงฝน แล้วทรุดลงนั่งร้องไห้เจ็บปวด

แพงเดินกลับเข้ามาที่บ้าน ฝ่าสายฝน ลอยังนั่งเศร้าอยู่กลางสนามหญ้าโดยมีก้อนกับแก้วคอยปลอบ
“ไอ้ลอ เข้าบ้านเถอะ นั่งตากฝนอยู่แบบนี้ เดี๋ยวเอ็งก็ป่วยหรอก”
ก้อนพยายามจะฉุดลอให้ลุกขึ้นแต่ลอไม่ยอมขยับ แพงตามเข้ามาน้ำตานองหน้า แก้วรีบเข้าไปถามเรื่องเพื่อน
“พี่เพื่อนล่ะอีแพง”
“มันกับข้าไม่ใช่พี่น้องกันอีกแล้ว จากนี้ไปมันจะไปตกนรกห่าเหว หรือจะขึ้นสวรรค์ชั้น ไหนก็เรื่องของมัน”
“โธ่ อีแพง”
แก้วดึงแพงมากอดปลอบใจ แพงสะอื้นในอ้อมกอดของแก้ว แล้วเหลือบไปมองลอที่เอาแต่นั่ง ร้องไห้เสียใจอยู่กลางสนาม แพงผละจากแก้วเดินไปหา
“พี่ลอ”
ก้อนตะโกนไล่หลัง
“อีแพง บอกไอ้ลอให้กลับเข้าบ้านเถอะ นั่งตากฝนอยู่แบบนี้ เดี๋ยวจะพาลไข้กินเอา”
“พี่ลอจ๋า อย่าทำอย่างนี้เลยนะ ฉันขอร้องล่ะ ถ้าพี่ไม่เห็นแก่ใคร ก็ขอให้เห็นแก่อีแพง น้องรักของพี่คนนี้ก็ยังดี นะจ๊ะพี่ลอ”
ลอยังนั่งเงียบ สายตาเหม่อลอยปล่อยให้ฝนที่โปรยปรายตกลงใส่หน้าอย่างไม่รู้สึกรู้สา แพงโผเข้ากอดเอวลอไว้
“งั้นฉันก็จะอยู่กับพี่ตรงนี้ อีแพงจะไม่ทิ้งพี่ลอไปไหนเด็ดขาด”
แพงสวมกอดซบหน้ากับแผ่นอกของลอแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

ภายในห้องพักโรงแรม เพื่อนใส่ชุดคลุมของโรงแรม นั่งเช็ดผมที่เปียกโชก ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดัง เพื่อนรีบเดินไปเปิด แล้วชะงักที่เจอแรมยืนยิ้มพร้อมกับเสื้อผ้าชุดใหม่ในมือ
“คุณมานพให้ฉันเอาเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เธอ”
“แล้วคุณมานพล่ะ”
“มีธุระกับคุณวิชิต เห็นว่าเรื่องสำคัญ คงไปนั่งคุยกันอยู่ที่ล้อบบี้โฮเต็ล”
เพื่อนมองเสื้อผ้าในมือของแรม
“ทำไม คิดว่าเป็นเสื้อผ้าของฉันเหรอ ไม่ใช่หรอก คุณมานพสั่งให้จัดเตรียมเอาไว้ เพราะ เขาวางแผนว่าจะทำอย่างนี้ตั้งแต่ที่เขาได้รับจดหมายจากฉันแล้ว”
เพื่อนยิ้มกริ่มมีความสุข รีบรับเสื้อผ้าจากมือแรมแล้วเอามาวางที่เตียง แรมเดินตามเข้ามา
“ฉันต้องยินดีกับเธอด้วยนะนังเพื่อน ในที่สุดความฝันของหล่อนก็เป็นจริง สลัดคราบ กลิ่นโคลนสาบควายมาเป็นสาวงามในพระนครจนได้”
“ขอบใจ แต่ฉันยังไม่รับความยินดีจากพี่ตอนนี้หรอก เพราะที่ฉันกับคุณมานพต้องมา พักอยู่ในโรงแรมชั่วคราว ก็เพื่อรอให้ปัญหาของเขากับท่านเจ้าคุณทุเลาลง แล้วหลังจากนั้น ฉันถึงจะแต่งงานกับเขาให้เป็นทางการ”
เพื่อนพูดไปก็อมยิ้มนั่งหวีผมส่องกระจกไปอย่างมีความสุข แรมแอบจิกหน้ามองหมั่นไส้ แต่ฉีกยิ้ม
“ถึงจะช้าเร็วยังไงก็ยังสมใจหล่อนอยู่ดี แต่เดาว่าก่อนหล่อนจะมานั่งยิ้มปลื้มปิติอย่างนี้ คงต้องแลกด้วยน้ำตาของไอ้ลอที่หลั่งมาเป็นสายเลือดแน่”
เพื่อนชะงัก ไม่พอใจ
“ถ้ายังคิดคบกัน ช่วยเหลือกันต่อไป อย่าพูดเรื่องนี้อีก”
“ก็ได้ คุณเพื่อน จำคำพูดหล่อนเอาไว้ให้ดี เราต้องพึ่งพากัน อย่าทิ้งกันเด็ดขาด หล่อนมี วันนี้ได้ก็เพราะฉัน จำไว้”
แรมทิ้งท้ายแล้วเดินออกไป เพื่อนมองไม่ค่อยไว้ใจแรมนัก

มานพตกใจเมื่อรู้เรื่องจากวิชิต
“ว่าไงนะ ข่าวนี้กรองมาแน่แล้วใช่มั้ย”
“ชู่ว์ เบาๆ หน่อย ค่อนข้างเชื่อถือได้จริงๆ คุณโสภีถึงฝากให้ฉันมาเตือนแกว่าตั้งแต่พรุ่งนี้ไป ให้อยู่แต่ในที่ปลอดภัยเอาไว้”
“ได้ ขอบใจมากวิชิต”
“งั้นฉันกลับล่ะ มีอะไรแล้วจะติดต่อหาแกทันที”
“เดี๋ยวสิ ฉันนึกว่าแกจะพักในโฮเต็ลนี้กับคุณแรมซะอีก”
“ไม่ได้ว่ะ ต้องกลับบ้านพ่อตา เพราะเรื่องที่ฉันมีเมียน้อย เริ่มทำให้เมียฉันอาละวาดแล้ว ไม่เหมือนแกนี่หว่า ในที่สุดก็คว้าดอกไม้งามมาครอบครองจนได้ หวังว่าคงจะชื่นใจให้ สมกับที่ลงทุนไปเยอะนะสหาย”
วิชิตตบบ่ามานพแล้วเดินออกไป มานพยิ้มกริ่ม

เช้าวันรุ่งขึ้น แพงนอนอยู่ในห้องโดยมีแก้วคอยเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้อย่างเป็นห่วง จนแพงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
“พี่ลอ อีแก้ว ข้า ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“เฮ้อ เอ็งกอดพี่ลอเอาไว้เกือบทั้งคืน ฝนก็ตกไม่ลืมหูลืมตา จนเอ็งสั่นไปทั้งตัว หมดสติ ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พี่ลอเขาห่วงว่าเอ็งจะไข้กินตายเลยอุ้มเอ็งขึ้นมาส่ง”

“แล้วตอนนี้พี่ลออยู่ไหน อีแก้ว พี่ลออยู่ไหน บอกข้ามาสิวะ”

เวลาเดียวกันนั้น ก้อนพยายามห้ามลอ
 
“พอสักทีเถอะวะไอ้ลอ เอ็งจะไปตามหานังเพื่อนเพื่ออะไร ในเมื่อมันสิ้นรักเอ็งแล้ว”
“ข้ายังไม่เชื่อว่าแม่เพื่อนสิ้นรักข้า”
“เขาทำกับเอ็งขนาดนั้นเอ็งยังไม่เชื่ออีกเหรอ ต้องรอให้เขาเอามีดเฉาะกบาลเอ็งให้ตาย คาตีนก่อนใช้มั้ยเอ็งถึงจะเชื่อ”
ลอนิ่งไป
“กลับบ้านเราเถอะไอ้ลอ ข้าขอร้องเอ็ง อย่าให้พระนครมันทำลายเอ็งไปมากกว่านี้เลย”
แพงเข้ามา
“จริงอย่างที่พี่ก้อนว่านะจ๊ะพี่ลอ ต่อให้พี่ลอเจอพี่เพื่อน ไปอ้อนวอนกราบตีนขอร้องเขา เขาก็ไม่ใช่พี่เพื่อนคนเดิมที่เรารู้จักอีกแล้ว”
“แล้วยิ่งเอ็งได้เจอหน้ามัน มันก็จะยิ่งทำให้เอ็งเจ็บ และถ้าวิญญาณของพ่อเอ็งยังอยู่ ต่อหน้าพระที่พ่อเอ็งนับถือ เขาก็คงไม่อยากให้เอ็งต้องมาเสียผู้เสียคนเพราะผู้หญิงที่เขาไม่เห็นค่าเอ็งหรอกไอ้ลอ”
“ฉันกับพี่ก้อนเก็บข้าวของหมดแล้ว กลับบ้านสร้างพร้อมกับพวกเราเถอะนะพี่ลอ”
แก้วบอก แล้วหันไปมองแพง
“ถ้าพี่ไม่กลับ วันนี้อีแพงมันก็จะไม่ยอมไปขึ้นเรือกับน้าโฉมแน่ พี่อยากเห็นมันเอาอนาคตของมันมาทิ้งไว้เพราะเป็นห่วงพี่เหรอ”
ลอนิ่งเงียบครุ่นคิด แพงเข้ามาจับมือลอบีบ มองประสานตา

โฉมฉายค่อนข้างตกใจเมื่อรู้ข่าวจากเจ้าคุณรัตน์
“คุณพระช่วย จริงเหรอคะท่านเจ้าคุณ”
“ครับคุณโฉม ผมได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่ที่นับถือมา สถานการณ์ตอนนี้จะทำให้ทั้ง พระนครวุ่นวาย เพราะทั้งสองฝ่ายคงไม่ยอมกันง่ายๆ”
โฉมฉายยังไม่ทันจะหายตกใจ จำปูนก็รีบร้อนเข้ามา
“คุณนายครับ คุณนายครับ แย่แล้วครับ”
จำปูนเห็นหน้าเจ้าคุณรัตน์ก็ชะงัก
“ขออภัยขอรับท่าน”
“ไม่เป็นไรจำปูน มีเรื่องอะไรเหรอ”
“ผมไปได้ข่าวมาจากในพระนครครับ เมื่อสักครู่นี่เอง เพิ่งจะมีเครื่องบินนำใบปลิวมา โปรยไปทั่ว ใจความว่าทหารจากหัวเมืองยึดดอนเมืองเอาไว้แล้วครับ”
โฉมฉายตกใจหน้าเสีย เจ้าคุณลุกพรวดเข้าประคองโฉมฉาย
“ทั้งสองฝ่ายความคิดเห็นขัดแย้งกันรุนแรงอย่างนี้ สถานการณ์คงต้องเกินควบคุมแน่ คุณโฉมมีตั๋วเรือเดินทางอยู่แล้ว ก็ควรจะรีบเดินทางออกไปเพื่อความปลอดภัย”
โฉมฉายพยักหน้ารับ

แพงบีบมือลอด้วยความเป็นห่วง
“กลับบ้านสร้างเถอะนะจ๊ะพี่ลอ ปล่อยให้พี่เพื่อนไปตามทางที่เขาเลือก ในเมื่อเขาไม่ ต้องการพี่แล้ว แต่ทุกคนที่บ้านสร้างเขายังต้องการพี่อยู่ นะจ๊ะพี่ลอจ๋า”
ลอมองแพงอย่างตัดสินใจ ระหว่างนั้นโฉมฉายเข้ามา
“ทำตามที่แม่แพงบอกเถอะนายลอ พากันกลับบ้านสร้างไปซะเดี๋ยวนี้ เพราะตอนนี้ สถานการณ์ในพระนครกำลังวุ่นวาย ถ้ายังขืนอยู่ต่อ ฉันเกรงว่าจะไม่ปลอดภัยกัน”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะน้าโฉม”
“อย่างที่รู้กันมาตลอดนั่นแหละแม่แพง ความเปลี่ยนแปลงที่มันมาเร็วเกินไปทำให้เกิด ความขัดแย้ง เมื่อตกลงอย่างใจเขาใจเราไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องลงเอยด้วยความรุนแรง”
“สถานการณ์ของทั้ง 2 ฝ่ายคงไม่ยุติง่ายๆ ฉันเห็นว่าทุกคนควรไปอยู่ในที่ปลอดภัยเอาไว้ก่อน ฉันจะพาเธอกับคุณโฉมไปส่งที่ท่าเรือ ส่วนจำปูนจะพานายลอกับเพื่อนไปส่งขึ้นรถไฟกลับบ้านสร้าง”
“ถ้าที่พระนครไม่ปลอดภัยแล้วแม่เพื่อนล่ะ”
“นายลอ น้าว่าถึงเวลาที่นายลอต้องตัดใจได้แล้ว ในเมื่อแม่เพื่อนเลือกแล้ว เขาก็ต้องเอา ตัวรอดของเขาได้ ไปซะเถอะ กลับไปช่วยน้าดูแลอาพิศ บอกอาพิศว่าน้าจะเลี้ยงดูแม่ แพงอย่างดี นะพ่อลอ จำปูน พาทุกคนไปส่ง ส่วนจำปีกับจำปาก็พากันกลับไปอยู่บ้านเดิมกันให้หมด”
“ครับคุณนาย”
“ไปกันเถอะแม่แพง”
แพงชะงัก ถึงเวลาที่ต้องจากลาลอจริงๆ

รถของท่านเจ้าคุณจอดรออยู่หน้าบ้าน โฉมฉายพาแพงหิ้วกระเป๋าเดินทางออกมาที่รถ แพงดูลังเล ตาละห้อยมองกลับเข้าไปในตัวบ้าน
“ไปกันเถอะแม่แพง”
แพงชะงักมองโฉมฉาย ระหว่างนั้นลอ ก้อนและแก้ว พากันออกมาเพื่อจะไปจากที่นี่เหมือนกัน
“อีแพง คุณนายคะ ขอแก้วลาอีแพงได้มั้ยคะ”
โฉมฉายอนุญาต แก้วรีบเข้าไปบีบมือแพง
“อีแพง เอ็งเพื่อนรักของข้านะ เอ็งรู้ใช่มั้ย”
“ข้ารู้ เอ็งก็เป็นเพื่อนรักของข้าเหมือนกัน”
“งั้นเอ็งต้องฟังข้าให้ดี ถ้าเอ็งขึ้นรถไปแล้ว เอ็งห้ามหันกลับมาเด็ดขาด”
“อีแก้ว”
“ไอ้สิ่งที่ข้าเห็นเอ็งห่วงพี่ลอเมื่อคืนนี้ ข้ากลัวว่ะอีแพง เอ็งจำคำสัญญาที่เอ็งให้ไว้กับข้า ได้ใช่มั้ย ถ้าเอ็งผิดคำสัญญา ก็อย่ามาเรียกข้าว่าเพื่อนอีก”
แพงนิ่งไป อ้ำอึ้ง มองลอ แก้วอ่านสายตาออก
“อนาคตของเอ็งนะโว้ยอีแพง ถ้าไปได้ดีแล้วก็ไม่ต้องกลับมาให้คนเขาเกลียดเอ็งอีก ไม่ ต้องห่วงพี่ลอ เดี๋ยวสักวันเขาก็ลืม พ่อเอ็งก็ด้วย พวกข้าจะช่วยดูแลเอง”
“อีแก้ว”
“อย่าหันกลับมานะอีแพง จำเอาไว้ อย่าหันกลับมา ฮือๆๆ ไปได้แล้ว ไปสิ ไป”

แก้วดันแพงให้ขึ้นรถ แพงน้ำตาไหลอาบแก้มเหลียวกลับมามองทั้งแก้วและลอ ก่อนที่โฉมฉายจะพาแพงขึ้นรถออกไป

เพื่อน แพง ตอนที่ 12 (ต่อ)

เหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” ทำให้ชาวพระนครหลายคนเริ่มตื่นตระหนกกลัวความรุนแรง
 
จึงเริ่มหอบลูกจูงหลานหิ้วกระเป๋าพากันเดินทางไปหาที่ปลอดภัยอยู่ สวนกับรถของเจ้าคุณรัตน์ที่กำลังขับพาโฉมฉายกับแพงไปส่งท่าเรือ แพงนั่งนิ่งเงียบกำมือแน่น ครุ่นคิด แทบไม่ได้ฟังว่าเจ้าคุณรัตน์คุยอะไรกับโฉมฉาย
“ข้างนอกนี่เริ่มจะวุ่นวายกันแล้วนะคะท่านเจ้าคุณ”
“ครับ ความขัดแย้งครั้งนี้เพราะไม่มีใครยอมฟังใคร มีแต่ต้องการบรรลุในสิ่งที่ตัวเองหวัง คุณโฉมเดินทางออกไปตอนนี้ดีแล้ว เพราะมองไปทางไหนก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”
“แล้วท่านเจ้าคุณล่ะคะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ ส่งคุณโฉมเสร็จแล้วผมคงจะเดินทางไปเพชรบุรี เลี่ยงความวุ่นวายที่นี่”
“ยังไงก็ระวังตัวด้วยนะคะ”
เจ้าคุณรัตน์พยักหน้ารับแล้วขับรถไปต่อ โฉมฉายหันมามองแพงซึ่งเอาแต่นิ่งเงียบมาตลอดทาง
“กลัวเหรอแม่แพง ไม่ต้องห่วงนะ อีกเดี๋ยวเราก็จะได้ขึ้นเรือไปจากพระนครแล้ว”
แพงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองโฉมฉาย ตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ นึกถึงลอ น้ำตาคลอ
“หยุดรถ หยุดรถให้แพงลงเถอะค่ะน้าโฉม”
“แพง แพงเป็นอะไร”
“แพงไปไหนไม่ได้ทั้งนั้นค่ะ แพงทิ้งพี่ลอเอาไว้ไม่ได้ หยุดรถ กรุณาหยุดรถให้แพงลงด้วยค่ะท่านเจ้าคุณ”
“แม่แพง”
รถจอดกลางถนน แพงรีบเปิดประตูรถลงมา ท่ามกลางชาวพระนครที่เดินกันขวักไขว่ หอบลูกจูงหลานผ่านไปมาดูวุ่นวาย โฉมฉายรีบลงจากรถคว้าแขนหลานสาวเอาไว้
“เดี๋ยวสิแม่แพง น้าไม่อยากให้ทำอย่างนี้เลย คิดดูให้ดีเถอะ น้าขอนะ”
แพงอ้ำอึ้ง เจ้าคุณรัตน์ลงจากรถด้วย
“ฉันเห็นด้วยกับน้าเธอนะแม่แพง ถ้าคุณโฉมไม่มั่นใจว่าเธอจะมีอนาคตที่ดีได้ คงไม่สนับสนุนเธอจนถึงขนาดนี้”
“กลับขึ้นรถเถอะนะ ถ้าแพงยังเป็นห่วงพ่อห่วงนายลอ น้าจะจดหมายมากำชับให้จำปูน หมั่นไปดูแลถึงบ้านสร้าง ขาดเหลืออะไรก็จะให้ช่วยเต็มที่”
“ถ้าแม่แพงคิดว่าไปอยู่เมืองนอกหลายปี แล้วกลัวจะทนคิดถึงบ้านไม่ไหว นั่นไม่ต้องกังวล ที่เมืองนอกมีหลายสิ่งหลายอย่างให้แม่แพงได้เรียนรู้ คนที่ฉลาดใฝ่หาความรู้ อย่างแม่แพงจะมีอะไรให้ทำเยอะ เชื่อฉันสิ”
“เปลี่ยนใจแล้วนะแพง ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันเรือ”
แพงแกะมือโฉมฉายแล้วคุกเข่าพนมมือ
“แพงขอโทษค่ะน้าโฉม นี่ไม่ใช่ชีวิตที่แพงต้องการเลย แพงไม่ได้อยากไปเมืองนอก แพงไม่ได้อยากแต่งตัวแบบนี้ ชีวิตของแพง ขอเกิดและตายอยู่ในบ้านสร้าง ไม่ขอไปเหยียบที่อื่นอีกแล้วจ้ะ”
“แพง”
“แพงผิดที่อกตัญญูต่อความเมตตาปราณีที่น้าโฉมมีให้ แพงขอรับผิดนี้ไว้และไม่ขอทำให้น้าโฉมต้องเสียใจอีก ให้แพงกลับบ้านสร้างไปดูแลพ่อ ดูแลพี่ลอเถอะนะจ๊ะ”
โฉมฉายนิ่งงัน พูดไม่ออก เมื่อแพงร้องไห้อ้อนวอนขอร้องทั้งๆ พนมมือ ไม่ยอมลุก ระหว่างนั้นเจ้าคุณรัตน์หันไปมองบนท้องฟ้า เพราะได้ยินเสียงเครื่องบินบินผ่านไป
“คุณโฉม เครื่องบินลาดตระเวณเริ่มบินแล้ว อยู่ข้างนอกคงไม่ปลอดภัยแน่”
“รีบไปเถอะค่ะไม่ต้องห่วงแพง วิญญาณของแม่คงรับรู้แล้วว่าน้าพยายามช่วยเหลือแพงอย่างเต็มที่ แต่แพงโง่เองที่ไม่รับความกรุณา น้าไม่มีอะไรต้องติดค้างแม่อีกแล้ว”
“โธ่ แพงของน้า”
โฉมฉายสะอื้นเสียใจ เจ้าคุณรัตน์เข้าไปประคองพาขึ้นรถ
“ต้องไปกันแล้วครับคุณโฉม ระวังตัวด้วยนะแม่แพง ถ้าจะกลับบ้านสร้าง ก็รีบไปซะตั้งแต่ตอนนี้เลย”
“ค่ะท่านเจ้าคุณ”
เจ้าคุณประคองโฉมฉายขึ้นรถแล้วขับพาออกไป แพงยืนมองส่งโฉมฉายแล้วหันหลังกลับไปมองตามถนน

ภายในห้องพักโรงแรม มานพยืนอยู่ริมหน้าต่าง อมยิ้มอย่างภูมิใจ ครู่หนึ่งเพื่อนรีบเข้ามาอย่างตื่นเต้น
“คุณมานพคะ เมื่อสักครู่ฉันเห็นรถทหารไม่รู้ฝ่ายไหนขับผ่านโฮเต็ลไป น่ากลัวจังเลยค่ะ”
“ไม่ต้องตกใจไปหรอกครับ เดี๋ยวทุกอย่างก็จะอยู่ในความควบคุมเอง”
“แล้วอยู่ที่นี่เราจะปลอดภัยรึเปล่าคะ”
“ที่นี่เป็นโฮเต็ลของคนต่างชาติ ไม่มีใครกล้าเข้าทำให้สถานการณ์แย่ลงไปหรอกครับ เพราะฉะนั้นคุณอยู่กับผมแล้วรับรองว่าปลอดภัยแน่”
มานพยิ้มกริ่มแล้วเข้าไปดึงเพื่อนมากอดแน่น เริ่มพรมจูบลงไปที่ซอกคอ ซุกไซ้อย่างเมามัน เพื่อนเริ่มตกใจกับการรุกอย่างจริงจังของมานพ จนต้องดันตัวออกแรงๆ
“คุณมานพ ไม่ใช่ตอนนี้ค่ะ”
“ทำไมล่ะ”
“ปัญหาของคุณกับท่านเจ้าคุณยังไม่สะสาง ฉันอยากให้เราได้แต่งงานกันอย่างถูกต้องก่อน ไม่อยากให้คุณพ่อคุณรังเกียจฉันมากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้”
“ไม่เห็นต้องไปสนใจคุณพ่อเลย ตอนนี้ผมจะทำอะไรเขาก็ยุ่งไม่ได้ทั้งนั้น”
“แต่ยังไงท่านก็ยังเป็นบุพการี นะคะคุณมานพ ฉันไม่อยากเป็นสาเหตุให้พ่อลูกต้องหมางกัน. นะคะ”
มานพอารมณ์เสีย ปัดมือเพื่อนออกจาก แล้วผละจะออกไป
“คุณจะไปไหน”
มานพนิ่ง ไม่พูดอะไร เปิดประตูออกไปเลย

ท้องทุ่งของบ้านสร้าง บรรยากาศสงบเงียบแตกต่างจากความวุ่นวายในพระนคร เรืองพร้อมกับนักดนตรีไทยในวง เข้าประจำที่เครื่องดนตรีของตัวเอง เรืองพนมมือจรดหน้าผาก ไหว้ครูบาอาจารย์ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่น แล้วมองไปในตัวบ้าน มือของเรืองมีผ้าพันแผลเอาไว้เพราะ ความมุมานะทุ่มเทฝึกซ้อมมาตลอดจนมือพองแตก
“พ่อจ๊ะ ที่ฉันพยายามมาตลอดก็เพื่อจะพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าฉันนี่แหละที่จะสืบทอดวิชา ความรู้ของพ่อไว้ให้ลูกให้หลาน”
เรืองเริ่มบรรเลงเพลงระนาดเอกอย่างตั้งใจ
 
เสียงเพลงระนาดของเรืองพัฒนาขึ้นอย่างผิดหูผิดตา สุ้มเสียงไพเราะประกอบกับเครื่องปี่พาทย์ชิ้นอื่น

ภายในห้อง แสงเอาแต่เก็บตัวไม่พูดไม่จา เสียงระนาดจากฝีมือเรืองดังแว่วเข้ามา
 
แสงชะงักเมื่อได้ยิน หันไปมอง แม้จะรู้ว่าฝีมือของลูกชายพัฒนาขึ้นไปมากแต่ก็ยังนิ่ง ผาดเดินเข้ามา
“แค่ไม่กี่เดือนสุ้มเสียงตีระนาดของไอ้เรืองก็ทำเอาข้าขนลุกเลย”
“ก็แค่ตีดีขึ้นกว่าเดิม ตีพอเป็นเพลงไม่เพี้ยนก็แค่นั้น”
“ไอ้แสง เอ็งจะหัวดื้อไปถึงไหนวะ เอ็งรู้เอ็งเห็นว่าทุกวันที่ไอ้เรืองมันพยายามอดตาหลับขับตานอน ขยันซ้อมจนมือแตก มันทำไปเพราะอะไร”
“ถ้าเอ็งจะมายุ่งเรื่องในบ้านของข้า อย่าเสียเวลาเลยไอ้ผาด ไปดูแลลูกบ้านเถอะวะ”
แสงจะเดินหนี ผาดทนไม่ไหวเข้าไปกระชากคอเสื้อแสง
“โธ่เว้ย ข้าเหลืออดกับเอ็งแล้ว ไอ้ลูกที่มันไม่รักดีทำร้ายได้แม้แต่พ่อตัวเอง เอ็งควรตัด หางปล่อยวัดมันไปได้แล้ว ส่วนไอ้ลูกที่มันคิดแต่เรื่องกตัญญู เอ็งก็ควรให้กำลังใจมัน”
ผาดหงุดหงิดอารมณ์เสีย ผลักแสงจนเซล้มลง แสงชะงักหันไปมองเศียรพ่อแก่ที่ตั้งไว้บูชา
“ถ้าเอ็งยังไม่เลิกเป็นแบบนี้ เอ็งก็เลิกบูชาครู แล้วเลิกอาชีพนี้ไปเลย ส่วนไอ้เรืองข้าจะสนับสนุนมันเอง”
ผาดเดินออกไป แสงนิ่งเงียบ มองเศียรพ่อแก่อย่างครุ่นคิด

เรืองบรรเลงเพลงระนาดอย่างตั้งใจ แม้มือจะเจ็บจนแทบจะจับไม้ตีต่อไปไม่ได้ แต่ก็อดทนตี อย่างตั้งใจต่อไปจนจบโน้ตตัวสุดท้าย มือกำไม้ระนาดแน่น สั่นระริก สายตามองไปที่ตัวบ้าน แต่พ่อก็ ไม่ออกมา ผาดเข้ามาตบบ่าเรืองอย่างปลอบใจ
“เอ็งพยายามได้ดีแล้วไอ้เรือง ไม่ต้องไปสนใจว่าพ่อเอ็งจะรับรู้รับฟังรึเปล่า”
เรืองน้ำตาคลอ
“อาผู้ใหญ่”
“ถ้าไม่ใช่เพราะความพยายามของเอ็ง ทุกคนคงไม่กลับมาหรอกไอ้เรือง ทั้งๆ ที่พ่อเอ็งมัน ถอดใจไปแล้ว ข้าอยากให้เอ็งภูมิใจที่จะได้สืบทอดวิชาครูบาอาจารย์ต่อ”
“แต่พ่อก็คือครูของฉันนะจ๊ะอาผู้ใหญ่ ฉันขอแค่ใช้วิชาของพ่อช่วยทำให้พ่อกลับมาเป็น ครูที่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม ฉันขอแค่นั้นเองจริงๆ”
เรืองน้ำตาไหลเสียใจ พลอยทำให้นักดนตรีทุกคนพากันสลด ผาดเองก็เวทนาสงสารเรือง
“ถ้าเอ็งขี้แยอย่างนี้แล้วเอ็งจะเป็นหัวหน้าวงสืบทอดข้าได้ยังไงวะไอ้เรือง”
“พ่อ”
แสงเดินออกมา จับมือเรืองพลิกขึ้นมา
“มือที่เต็มไปด้วยแผลนี่แหละที่เคยทำให้ข้ากลายมาเป็นครูอย่างทุกวันนี้ ข้าไม่คิดเลยว่า วันนี้ข้าจะได้เห็นมือคู่นี้อีก ไอ้เรือง พ่อขอโทษ พ่อจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”
แสงน้ำตาไหลรู้สึกผิด ดึงลูกชายมากอด
“พ่อ พ่อจ๋า”
เรืองดีใจกอดพ่อแล้วร้องไห้ พลอยทำให้นักดนตรีคนอื่นน้ำตาซึมไปด้วย ผาดยิ้มด้วยความยินดี

ด้วงนั่งเซ็งอยู่คนเดียวที่เถียงนา มองไอ้เปลี่ยวแช่ตัวอยู่ในแอ่งโคลน
“เกิดเป็นเอ็งนี่มันสบายเหลือเกินนะไอ้เปลี่ยว หิวก็มีหญ้าให้กินเต็มทุ่ง ร้อนก็มีโคลนมี เลนให้แช่เล่น พอตกกลางคืนยุงเยอะเข้าหน่อยก็มีคนสุมไฟไล่ยุงให้”
ด้วงบ่นไปก็เดินไปจ้องหน้าไอ้เปลี่ยวอย่างหงุดหงิด
“หมั่นไส้เว้ย เป็นไอ้ด้วงนี่มันแสนจะลำบาก ใครๆ ก็ทิ้งมันไปอยู่พระนครกันหมด ปล่อย ให้ข้าร้อนตับแล่บนั่งคุยกับเอ็งได้ทุกวัน”
ไอ้เปลี่ยวนอนแช่โคลนไม่รู้เรื่อง มีแต่ด้วงที่โวยวายใส่ควาย
“ว่าแล้วยังมองหน้าข้าอีก แช่โคลนแล้วมันเย็นนักใช่มั้ย งั้นขอข้าแช่มั่ง เผื่อจะเย็นอย่างเอ็ง ลุกๆๆ ไปๆๆ อย่ามาเกะกะข้า”
ด้วงเข้าไปไล่ไอ้เปลี่ยว แต่นั่นทำให้ไอ้เปลี่ยวลุกหันมามองแล้วหายใจฟืดฟาดใส่ ท่าทางไม่พอใจ
“เฮ้ย ข้าล้อเล่น ไม่ต้องจ้องเขม็งใส่ข้าแบบนั้น”
ไอ้เปลี่ยวเริ่มเดินเข้าหาแล้วขวิดเขาไปมา ด้วงกลืนน้ำลายใจคอไม่ดี
“อย่านะเว้ย เจ้านายเอ็งไม่เห็นหัว มีแต่ข้าที่เลี้ยงเอ็งอยู่ตอนนี้ ถ้าเล่นงานข้าล่ะก็”
ไอ้เปลี่ยวไม่ฟังวิ่งเข้าใส่ทำท่าไล่ขวิด ด้วงตกใจร้องลั่นวิ่งกระเจิง

ลอเดินตามก้อนกับแก้วมาตามทุ่งนา ก้อนดีใจที่ได้เหยียบบ้านเกิด ชูมือกว้างสูดลม หายใจเต็มปอด รับเอาอากาศบ้านสร้างเข้าไป
“ในที่สุดก็ได้กลับบ้านสร้างซะที คิดถึงโว้ย”
“แหมพี่ก้อน ไปพระนครแค่เดือนทำอย่างกับไปเป็นปี”
“โธ่ หรือแม่แก้วไม่คิดเหมือนพี่ อยู่ที่ไหนมันก็ไม่สุขเหมือนอยู่บ้านสร้าง ยิ่งที่พระนครมีแต่เรื่องทำให้เราต้องเสียใจ พี่ก็ยิ่งคิดถึงบ้านสร้างของเรามากยิ่งขึ้น”
“พี่ก้อน จะพูดย้ำทำไม เดี๋ยวพี่ลอก็ได้ยินหรอก”
ก้อนชะงัก มองลอซึ่งเอาแต่เดินเงียบๆ มาตลอดทาง
“พี่ขอโทษ พี่ลืมตัว”
ลอไม่พูดอะไร เอาแต่เงียบแล้วเดินผ่านก้อนกับแก้วไป ก้อนเข้าไปรั้งแขนลอ
“ไอ้ลอ ข้าขอเถอะวะ ตั้งแต่ออกมาจากพระนครเอ็งเอาแต่เงียบไม่พูด ไม่จาทั้งวันทั้งคืน ที่นี่บ้านเราแล้ว เอ็งมีพวกข้า มีท้องทุ่งท้องนาเหมือนที่เคยมี”
“นั่นสิจ๊ะพี่ลอ กลับมาถึงบ้านของเราแล้วก็ทิ้งเรื่องที่มันทุกข์ใจไว้ที่พระนครเถอะ”
ลอมองหน้าก้อนกับแก้วแล้วก็ยังไม่พูดอะไร ได้แต่แกะมือก้อนออก เพื่อจะเดินต่อไปคนเดียว แต่ระหว่างนั้น เสียงด้วงร้องโหวกเหวกลั่นเข้ามา
“เจ้าข้าเอ๊ย ช่วยไอ้ด้วงด้วย ช่วยด้วย”
“หยุด หยุดก่อนไอ้ด้วง เกิดอะไรขึ้นวะ เอ็งหนีอะไรมา”
“ไอ้ก้อน อีแก้ว ไอ้ลอ นี่พวกเอ็งกลับมากันแล้วเหรอ โอ๊ย ข้าดีใจ ดีใจเหลือเกิน”
“เออ ข้ารู้ว่าเอ็งดีใจ แต่เอ็งยังไม่บอกเลยว่าเอ็งหนีอะไรมา”
“อ้าว มันหายไปไหนแล้ววะ”
“เอ็งหนีอะไรมาไอ้ด้วง”
“หนีไอ้เปลี่ยวน่ะสิวะ ข้าพูดจาไม่เข้าหูมันหน่อยก็ไล่ขวิดข้าจะเอาตาย อุตส่าห์เลี้ยงมันมาเป็นเดือนๆ”
“ไอ้ด้วง เอ็งปล่อยให้ไอ้เปลี่ยวหายไปแบบนี้ เดี๋ยวมันก็ไล่ขวิดคนอื่นให้เดือดร้อนหรอก”
“แล้วจะให้ข้าไปตามมันที่ไหนล่ะไอ้ลอ ข้าไม่รู้สันดานมันเหมือนเอ็งนี่หว่า”

ลอมองหน้าด้วงแล้วรีบเดินออกไป

ลอเดินเข้ามาบริเวณคุ้งต้นไทร กวาดตามองอยู่ครู่
 
“ไอ้เปลี่ยว ไอ้เปลี่ยว นี่ข้าเองนะเว้ย ไอ้เปลี่ยว ข้ารู้ว่าเอ็งอยู่แถวนี้”
ไอ้เปลี่ยวค่อยๆ เดินออกมาจากหลังต้นไทร ลมหายใจฟืดฟาดดังจนทำให้ลออดดีใจ ไม่ได้ที่ได้เห็นหน้าควายรัก
“มาเถอะไอ้เปลี่ยว ข้ากลับมาหาเอ็งแล้ว ไอ้เพื่อนยาก”
ลอกับไอ้เปลี่ยวค่อยๆ เดินเข้าหากันด้วยความคิดถึง ไอ้เปลี่ยวดูเชื่องเมื่ออยู่กับเพื่อนรักที่โตมาพร้อมกัน ลอลูบหัวไอ้เปลี่ยวอย่างเอ็นดู
“คิดถึงข้าใช่มั้ย ข้าก็คิดถึงเอ็ง ดูเข้าสิ สารรูปเอ็งซูบลงไปเยอะ”
ลอลูบหัวไอ้เปลี่ยวแล้วหันไปมองที่ต้นไทร ลอเศร้าไปถนัดเมื่อนึกถึงภาพเก่าที่เคยมาสัญญากับเพื่อนที่นี่ ลอน้ำตาคลอหันมาพูดกับไอ้เปลี่ยว
“แม่เพื่อนเขาว่า ข้าสาบานแต่ผู้เดียว เขาไม่ได้ร่วมสาบานกับข้าด้วย ข้าขอโทษนะไอ้เปลี่ยว ที่ข้าพาแม่เพื่อนกลับมาหาเอ็งด้วยไม่ได้”
ด้วงเดินเข้ามา
“ไอ้ลอ เจอไอ้เปลี่ยวแล้วเหรอ”
“โล่งอกไปที นี่ถ้าหาไอ้เปลี่ยวไม่เจอล่ะก็ ข้าไม่รู้จะกลับไปบอกอาพิศยังไง”
“ทำไมอาพิศต้องให้เอ็งเอาไอ้เปลี่ยวออกมาเลี้ยงด้วยวะ”
ด้วงนิ่งไป ไม่ค่อยสบายใจที่จะพูด จนลอผิดสังเกต
“อาพิศเป็นอะไร”

แพงเดินมามองบ้าน ระหว่างนั้นแก้วที่เพิ่งไปเตรียมยาหม้อเสร็จจากครัวและเดินผ่านกำลังจะขึ้นไปบนบ้านเหลียวหันกลับมา แพงกลัวแก้วจะเห็น เลยรีบเข้าไปหลบหลังต้นไม้ แก้วเห็นแว่บๆ ไม่แน่ใจ ก้อนออกมาตาม
“ยาของอาพิศได้รึยังแม่แก้ว”
แก้วยังมองด้วยความสงสัย
“แม่แก้ว ยาได้รึยัง”
“ได้แล้วจ้ะพี่”
“ได้แล้วก็เอาขึ้นมาสิ เดี๋ยวอาพิศตื่นแล้วจะได้กินยา”
“พี่ก้อน เมื่อกี้นี้ฉันว่าฉันเห็น”
“เห็นอะไร”
“ไม่มีอะไรจ้ะ ฉันคงตาฝาด รีบเอายาไปให้อาพิศเถอะ”
แก้วรีบขึ้นไปบนบ้านพร้อมยาหม้อ แพงค่อยๆ เดินออกมา เป็นห่วงพ่อ

พิศนอนหลับนิ่ง ใบหน้าค่อนข้างซูบ ริมฝีปากซีด อ่อนเพลีย ตัวเหลือง
“เอ็งปล่อยให้อาเขานอนป่วยอยู่อย่างนี้ได้ยังไงวะไอ้ด้วง ทำไมถึงไม่ส่งข่าวไปบอกข้า”
“โธ่ไอ้ลอ ข้าอยากจะจดหมายไปบอกเอ็งจะแย่ แต่อาพิศสั่งห้ามข้าเด็ดขาด เพราะแกไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง แล้วยังไม่ให้ข้าไปบอกหลวงพ่อบอกใครในหมู่บ้านอีก”
“อาพิศคงคิดว่าถ้าพวกเราเป็นห่วงแกแล้วจะทิ้งการทิ้งงานที่พระนครกลับมากันน่ะสิ” แก้วคาดเดา
“โธ่อา”
“ข้าก็ไม่รู้จะทำยังไงว่ะไอ้ลอ บางวันอาแกก็ไข้ขึ้น บางวันก็ไม่แตะข้าวสักเม็ด ข้าก็ได้แต่ช่วยหายาหม้อมาบรรเทาเท่าที่ช่วยได้”
ลอสงสารบีบนวดให้พิศซึ่งยังหลับอยู่
“ฉันกลับมาแล้วนะอา ฉันจะดูแลอาเอง”
“เอ็งมาช่วยดูก็แล้ว เออ แล้วแม่เพื่อนล่ะทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”
ทุกคนนิ่งเงียบไป ก้อนกับแก้วไม่รู้จะพูดอย่างไร ลอชิงตัดบท
“แม่เพื่อนเขาติดธุระต้องช่วยงานคุณนายอยู่ในพระนคร ยังไม่กลับมาตอนนี้หรอก”
“แต่ข้าได้ยินเขาลือกันว่าที่พระนครกำลังวุ่นวายอยู่ไม่ใช่เหรอวะ”
“เอ็งอย่าถามเซ้าซี้น่าไอ้ด้วง หมดธุระของเอ็งแล้ว ไป ข้าอยากกลับบ้านข้าแล้ว ให้ไอ้ ลอมันอยู่ดูแลอาพิศเถอะ ไปๆๆๆ”
ก้อนเข้าใจเหตุผลว่าทำไมลอถึงไม่ยอมเล่าเรื่องเพื่อนให้คนอื่นฟัง จึงพาด้วงลงมาจากเรือน ส่วนแพงหลบอยู่ตรงบริเวณใต้ถุน เอาผ้ามาพันคลุมหัวเอาไว้เพราะไม่อยากให้แก้วเห็น
“เป็นอีแพงนี่มันน่าอิจฉานะ อีกหน่อยมันกลับมาข้าคงต้องไปโห่ต้อนรับมัน”
“อีแพงมันวาสนาดี สันดานมันก็ดีด้วย ชีวิตมันต้องได้ดิบได้ดีแน่ๆ”
ด้วงกับก้อนพูดกันไป แต่แก้วหยุดเหลียวไปมองที่ใต้ถุนอย่างสงสัย แพงรีบขยับหลบ
“หาอะไรน่ะแม่แก้ว”
“เปล่าจ้ะพี่”
“แต่พี่เห็นแม่แก้วเป็นตั้งแต่เมื่อตะกี้แล้วนะ”
“ฉันว่าฉันเห็นอีแพง”
“อีแพงน่ะเหรอ มันจะโง่กลับมาทำไม ป่านนี้มันคงอยู่บนเรือเดินทางไปต่างประเทศแล้ว”
“นั่นสิ ถ้าอีแพงมันเลือกกลับมาบ้านสร้าง มันก็โง่เง่าเกินจะคบมันต่อแล้ว”
คำพูดของแก้วทำให้แพงได้แต่นิ่ง รอจนก้อน ด้วงและแก้วพากันออกไป แพงจึงเดินออกมา มองขึ้นไปบนเรือนหน้าเครียดๆ

ลอเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าตาให้พิศอย่างเป็นห่วง ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา
“พวกเอ็งย้อนกลับก็ดีแล้ว ข้าฝากเช็ดตัวให้อาพิศหน่อย เดี๋ยวข้าจะไปดูกับข้าวกับปลา ไว้ให้อาแกกินตอนตื่น”
ลอหันมาเห็น ตกใจ
“อีแพง”
“จ้ะ ฉันเองพี่ลอ”
ลอกำลังจะอ้าปากถาม แต่แพงรีบเข้าไปที่ดูพ่อ จับมือพ่อด้วยความเป็นห่วง
“พ่อจ๋า ฉันกลับมาแล้วนะ ฉันจะดูแลพ่อเอง จะไม่ให้พ่อเป็นอะไรไปเด็ดขาด”
“อีแพง”
“เบาๆ หน่อยสิพี่ลอ พ่อแกป่วย ต้องให้พ่อแกนอนพักเยอะๆ”
“เอ็งไม่ต้องมาหาเรื่องแถ เอ็งโผล่กลับมาที่นี่ได้ยังไง”
“พี่ลอถามฉันแปลกๆ พี่ลอมายังไงฉันก็มาอย่างนั้นแหละ”
“อีแพง ยังเสือกมาย้อนอีก”
ลอเผลอขึ้นเสียง พิศเริ่มขยับตัวส่งเสียงครางเหมือนจะรู้สึกตัว
“เห็นมั้ยพี่ลอ เลิกโวยวายเสียงดังเถอะ ถ้าพ่อแกตื่นมาตอนนี้ จะยิ่งวุ่นนะ เพราะฉันกับ พี่ยังไม่ตกลงกันเลยว่าจะบอกพ่อเรื่องพี่เพื่อนยังไง”
“อีแพง”
ลอมองหมั่นไส้ แล้วจับมือแพงกระชาก
“มานี่เลย”
ลอกระชากลากแขนแพงพาออกมาที่คอกไอ้เปลี่ยวให้ห่างจากตัวบ้าน
“โอ๊ย พี่ลอ เบาๆ หน่อยสิ แขนฉันไม่ใช่สายตะพายไอ้เปลี่ยวนะ กระชากอยู่ได้”
แพงหน้างอแกะมือลอสะบัดแรง ลอยิ่งโมโห
“ยังกล้ามาเล่นลิ้น พูดจายียวนยั่วโมโหข้าอีกเหรออีแพง”
“ฉันก็ปากอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไหน พี่ยังไม่ชินอีกเหรอ”
“อีกะโหลกกะลา ถ้าเอ็งไม่บอกข้ามาว่าเอ็งมาโผล่ที่นี่ได้ยังไง ข้าจะลากไปโยนบึง แล้ว ปล่อยให้เอ็งแช่น้ำอยู่ในนั้นทั้งวันทั้งคืน”
“ดีสิพี่ลอ อยู่พระนครฉันคิดถึงหนองคิดถึงบึงจะแย่ อยากลงไปแช่น้ำให้ชื่นใจ แล้วเก็บ ฝักบัวมาแกะเม็ดกินให้มันปากไปเลย”
“อีนี่ ท้าทายข้านัก ล่อกบาลให้ปูดสักทีเถอะวะ”
ลอตั้งใจเขกหัว แต่วืด เพราะแพงรีบถอยแล้วปีนข้ามคอกเข้าไปอยู่กับไอ้เปลี่ยว
“อย่านะพี่ลอ ไม่ต้องมาถามหาเหตุผลกับฉันหรอก ฉันก็บอกพี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ พี่อย่า ทำเป็นลืมไปหน่อยเลย”
“เอ็งบอกข้าแล้ว เมื่อไหร่”
“อย่าให้ฉันพูดเลย เดี๋ยวจะย้ำแผลหัวใจพี่ซะเปล่า”
ลอชะงักนึกขึ้นมาได้ทันที นึกถึงตอนที่แพงเคยบอกว่าจะไม่ทิ้งลอไปไหนเด็ดขาด ลออึ้งไป
“อีแพง ข้าไม่คิดว่าเอ็งจะพูดจริง คิดว่าเอ็งแค่ปลอบใจข้า”
“โอ๊ย คนอย่างอีแพงมันคำไหนคำนั้น ไม่เหมือนอีพี่เพื่อนหรอกเก่งแต่ตอแหล”
“อีแพง”

ลอฉุนคำพูดแพง เลยกระโดดข้ามรั้วกั้นคอกเข้าไปไล่จับแพงในนั้น แพงชะงักถอย

ลอจับแพงแบกขึ้นบ่าลากมาที่เกวียน
 
“ปล่อยฉันนะพี่ลอ ฉันไม่กลับไปพระนคร ไม่ไป บอกว่าไม่ไป”
แพงร้องโวยวายดิ้นพราดๆ ลอเลยจับโยนลงไปบนเกวียนที่มีกองฟางอยู่เต็ม
“หุบปากเอ็งไปเลยอีแพง คราวนี้ข้าเอาจริง ถ้าต้องเฆี่ยนเอ็งให้หลังลายข้าก็จะทำ”
“พี่ลอไม่กล้าหรอก ต่อให้ฉันยั่วโมโหมากแค่ไหน พี่ลอก็ไม่เคยเฆี่ยนตีฉัน”
“แต่ครั้งนี้ข้าจะทำ อนาคตเอ็งกำลังจะไปได้ดิบได้ดีอยู่แล้ว แต่เสือกโง่กลับมาเพราะแค่ ห่วงข้า เรื่องนี้ข้ายอมไม่ได้เว้ย ข้าจะพาเอ็งไปส่งคืนน้าโฉม”
ลอพูดไปก็จัดแจงเตรียมเกวียนจะพาแพงไปส่ง แต่แพงรีบลงมากอดเอวลอเอาไว้แน่น
“อย่าพาฉันกลับไปเลยนะพี่ลอ ป่านนี้เรือคงพาน้าโฉมออกไปไหนต่อไหนแล้ว ขอให้ฉันอยู่ที่นี่ อยู่ดูแลพี่ ดูแลพ่อแทนพี่เพื่อนด้วยเถอะ นะจ๊ะพี่ลอ อย่าผลักไสให้ฉันต้องไปสุขสบายคนเดียวแล้วทิ้งพ่อกับพี่ไปเหมือนที่พี่เพื่อนทำเลย”
“เอ็งไม่ต้องไปว่าแม่เพื่อน”
“ทำไมฉันจะว่าพี่เพื่อนไม่ได้ ในเมื่อพี่เพื่อนใจดำไม่ได้สนใจว่าพ่อกับพี่ลอจะเป็นยังไง ฉันก็จะไม่ทำอย่างพี่เพื่อนเด็ดขาด”
“อีแพง ข้าบอกให้หยุด”
“พี่อยากให้ฉันหยุด ไม่ให้พูดถึงพี่เพื่อน ฉันทำให้ได้ แต่พี่หยุดความจริงว่าพี่เพื่อนไม่ได้รัก พี่อีกแล้วไม่ได้นะพี่ลอ”
“อีแพง”
ระหว่างนั้นพิศเดินออกมาที่ชานเรือน ประคองตัวค่อนข้างลำบาก
“ใคร ใครวะ มาส่งเสียงเอะอะ หนวกหูคนจะนอนโว้ย”
ลอกับแพงชะงักมองไปเห็นพ่อเดินออกมา ทั้งสองคนมองหน้ากัน เพราะยังไม่ได้เตรียมคำตอบไว้โกหกพิศเรื่องเพื่อน
“นั่น ไอ้ลอ อีแพงเหรอ นี่ นี่พวกเอ็งกลับมากันแล้วเหรอวะ”
พิศพยายามเดินลงจากเรือน แต่ร่างกายประคองตัวเองไม่ไหวเกือบจะล้ม
“พ่อ”
ลอช่วยประคองพิศกลับมานอน แพงรีบช่วยจัดหมอนให้เข้าที่
“ข้ากำลังเป็นห่วงพวกเอ็งอยู่เลย ได้ยินไอ้ด้วงมาเล่าว่าที่พระนครกำลังวุ่นวาย”
“ไอ้ด้วงเป็นพวกกระต่ายตื่นตูม เห็นสิบมันก็ว่าร้อยไปเอาความกับมันไม่ได้หรอกจ้ะอา”
“ใช่จ้ะพ่อ ถ้าที่พระนครวุ่นวายน่ากลัวจริงๆ พี่เพื่อนคงไม่อยู่ที่นั่นต่อหรอกจ้ะ”
“หา เอ็งว่าไงนะ นังเพื่อนไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอ”
แพงกับลอมองหน้ากัน ลอตัดสินใจโกหก
“แม่เพื่อนยังไม่กลับมาตอนนี้หรอกจ้ะอา พอดีว่าน้าโฉมมีงานดีๆ ให้ทำ ฉันเห็นว่าแม่เพื่อนจะได้ดิบได้ดี ก็เลยให้อยู่ช่วยงานน้าโฉมไปก่อนจ้ะ”
“อ้าว แล้วงานแต่งของเอ็งล่ะ ต้องเลื่อนไปอีกแล้วเหรอ คราวเอ็งป่วยก็ต้องเลื่อนไปที แล้วเมื่อไหร่ข้าจะได้เห็นเอ็งสองคนได้แต่งงานแต่งการกัน”
“โธ่พ่อ ห่วงแต่จะเห็นพี่เพื่อนแต่งงาน พี่เพื่อนเขาจะได้ดิบได้ดีมันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ไว้เขาหอบเงินเยอะๆ กลับมา ขี้คร้านพ่อจะหน้าบานเป็นกระด้ง”
“อีแพง หนอย หายหัวไปพระนครซะนานแต่ปากก็ยังเหมือนเดิม วอนโดนข้าตบ เพราะสันดานเอ็งมันเป็นแบบนี้ไง ถึงได้ท่าดีทีเหลวตลอด ตอนไปนึกว่าเอ็งจะได้ดี แต่ สุดท้ายกลับเป็นพี่เอ็งต่างหาก”
“อาจ๊ะ คือว่า”
แพงรีบสะกิดลอไม่ให้พูด เพื่อที่ตัวเองจะพูดแทน
“จ้ะพ่อ ฉันมันไม่เอาไหนเองแหละ น้าโฉมส่งให้เรียนฉันก็เบื่อไปไล่ตบกับอีพวกผู้ดี
ก่อเรื่องจนน้าโฉมระอาใจ”
ลอชะงักมองแพงพูดโทษตัวเองหน้าตาเฉย
“นั่น ข้าว่าแล้วเชียวอีลิงหลอกเจ้า นังโฉมมันจะไปรู้จักเอ็งดีกว่าข้าได้ยังไง น้ำหน้าอย่าง เอ็งมันต้องทำนาไปนั่นแหละ ให้วาสนาดีๆ เป็นของพี่สาวเอ็งไป”
“จ้ะพ่อ”
พิศส่ายหน้าระอาใจแพง แล้วเริ่มรู้สึกอ่อนเพลีย แพงหันไปคว้ายาหม้อ
“บ่นฉันจนเริ่มไม่ไหวแล้วสิ เดี๋ยวให้พี่ลอป้อนยาหม้อพ่อไปแล้วกันนะ ฉันจะไปหุงข้าวเอาไว้ให้พ่อกิน ฉันฝากพ่อด้วยนะพี่ลอ”
แพงยื่นยาหม้อให้ลอ สบตากันนิดหนึ่งให้รู้ว่าลอไม่ต้องพูดอะไรให้พ่อไม่สบายใจ จากนั้นแพงก็รีบออกไป ที่ฝืนยิ้มกลบยอมให้พ่อด่าก็เพื่อ ให้พ่อไม่ต้องคิดมากเรื่องเพื่อน แพงหันไปมองไอ้เปลี่ยว
“ใครจะเกลียดข้ายังไง ข้าไม่สนหรอกไอ้เปลี่ยว ในเมื่อชาตินี้ข้าเกิดมาเพื่อเจ็บอยู่แล้ว จะมุสากับพ่อให้เป็นเวรกรรมเพิ่มอีก มันก็ไม่สะเทือนข้าหรอก”
แพงปาดน้ำตา เดินออกไป

เพื่อนเดินไปเดินมาอย่างกังวล ครู่หนึ่งเสียงเคาะประตูดัง เพื่อนรีบเดินไปเปิด
“คุณมานพ คุณหายไปไหนมา”
“ฉันเอง”
“พี่แรม”
“คุณมานพไม่อยู่เหรอ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเขา”
“หูหนวกเหรอไง เมื่อกี้นี้ก็น่าจะได้ยินที่ฉันพูดไปแล้วนี่”
“หล่อนอย่ามายอกย้อนฉันนะ ฉันอยากเจอคุณมานพ จะถามหาคุณวิชิต”
“ไว้คุณมานพกลับมาฉันจะถามให้ ออกไปได้แล้ว”
เพื่อนจะปิดประตู แต่แรมดันเอาไว้
“เดี๋ยว ฉันว่ามันแปลกๆ นะ ทำไมคุณมานพถึงทิ้งเธอไว้ที่โรงแรมคนเดียว ทั้งๆ ที่เวลานี้มันน่าจะเป็นเวลาของข้าวใหม่ปลามัน”
“อย่ามาสาระแนเรื่องของฉัน ถ้าในเมื่อเรื่องของตัวเองยังเอาตัวไม่รอด”
เพื่อนปิดประตูใส่หน้า แรมเจ็บใจ

เพื่อนยืนรออยู่ตรงล็อบบี้ รอพนักงานโรงแรมที่กำลังคุยโทรศัพท์จนเสร็จ จึงรีบเข้าไปถาม
“ว่ายังไง ติดต่อคุณมานพได้รึเปล่า”
“ไม่ได้เลยครับ”
“ลองโทรให้ฉันอีกทีสิ”
“ที่บ้านไม่มีคนรับสาย ที่สมาคมก็ไม่มีใครพบคุณมานพเลย ผมต้องขอโทษด้วยครับ”
พนักงานเดินออกไป เพื่อนหันมาหัวเสียไม่พอใจ แรมเดินเข้ามา
“ฉันว่าหล่อนอย่ามามัวเสียเวลารออยู่แบบนี้เลย สันดานผู้ชายถ้ามีของกินพร้อมป้อนเข้าปากรออยู่แบบนี้แล้วยังหายหัว มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่”
เพื่อนหางตามองไม่สนใจ แล้วเดินหนี แต่แรมก็ยังเดินตาม
“ถ้าเป็นฉันล่ะก็ ฉันจะตามไปดูให้เห็นกับตา หึๆๆ แต่ก็อย่างว่า หล่อนไม่เคยวิ่งไล่ตามผู้ชาย เพราะเคยตัวว่าไอ้ลอมันคอยตามใจมาตลอด เอาอย่างนี้มั้ย ให้ฉันช่วยพาหล่อนไป มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน”
“ขอบใจสำหรับคำแนะนำ แต่ไม่ต้อง ฉันไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณเพิ่ม”
เพื่อนเชิดหน้าใส่แล้วหันไปเรียกพนักงานโรงแรม
“เรียกรถไปส่งบ้านคุณมานพให้ฉันด้วย”
เพื่อนเดินตามพนักงานไป แรมมองเจ็บใจ

ภายในห้องหนังสือ เสียงเพลงบรรเลงคลาสสิกจากเครื่องเล่นจานเสียงดังคลอ โสภีใส่ชุดสวยเดินเลือกดูหนังสือไป ฟังเพลงบรรเลงไปอย่างสบายอารมณ์ มานพถือแก้วบรั่นดีเข้ามาเงียบๆ ข้างหลัง โสภีรู้ตัวแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ มานพอมยิ้มชอบใจ ยิ่งขยับเข้าใกล้มากยิ่งขึ้นและยื่นจมูกไปดมกลิ่นหอมๆ จากตัวของโสภี
“ชอบกลิ่นโคโลญจน์กลิ่นนี้ของดิฉันเหรอคะคุณมานพ”
มานพชะงัก
“คุณรู้ว่าผมอยู่ตรงนี้”
“งานของดิฉันต้องอยู่ท่ามกลางผู้ชายแทบทุกวัน แต่ละคนก็มีความร้ายกาจในตัวเองทุก รูปแบบ เพราะฉะนั้นสำหรับคุณ ฉันถือว่า”
โสภีหยุด ไม่พูดอะไร แค่อมยิ้มแล้วดึงหนังสือกฎหมายฉบับภาษาอังกฤษออกมา เดินไปนั่งลอยหน้านิ่งๆ มานพอยากรู้รีบเดินตามไปยื่นแก้วบรั่นดีให้
“หยุดทำไมล่ะครับ คำวิจารณ์ของคุณไม่ว่าจะถูกหรือผิด ผมก็อยากฟัง”
“แน่ใจเหรอคะว่าอยากฟัง”
“ผมนั่งฟังคุณคุยเรื่องความสำเร็จในการปราบกบฏมาเยอะแล้ว ผมก็อยากฟังเรื่องอื่นที่ เป็นเรื่องของเราสองคนบ้างสิครับ”
“ได้ค่ะ ถ้าเปรียบผู้ชายที่ฉันเคยเจอเป็นสิงสาราสัตว์ ราชสีห์ อินทรีย์ หรือแม้แต่พยัคฆ์ ฉันเจอมาหมดทุกรูปแบบ เหลือเพียงอย่างเดียวที่ฉันยังไม่เคยเจอ”
โสภีลูบแก้มมานพเบาๆ แล้วยิ้มยั่วยวน
“สุนัขจิ้งจอกจอมเจ้าเล่ห์ ที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เอาตัวรอดเก่ง มีทั้งสัญชาติญาณนัก ล่าและเอาตัวรอดสูงอยู่ในตัว”
มานพหัวเราะ
“สุนัขจิ้งจอก นี่ผมควรจะดีใจหรือสมเพชตัวเองกับคำชมที่ก้ำกึ่งแบบนี้ครับ”
“ลองคิดดูสิคะ ในสถานการณ์ที่เรากำลังเข้าสู่ความเป็นศิวิไลซ์ ที่ต้องออกไปแข่งขันกับบ้านเมืองอื่นที่นำหน้าไปแล้ว ในขณะที่เราต้องย่ำอยู่กับที่เพราะมีแต่พวกหัวเก่าคร่ำครึเต็มไปหมด ฉันควรจะต้องชื่นชมสัตว์ประเภทไหนเป็นพิเศษ”
โสภีพูดไปก็ยกแก้วบรั่นดีขึ้นมายื่นพร้อมชนกับมานพ แต่ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังเข้ามาขัดจังหวะ มานพชะงักหัวเสียไม่พอใจ รีบเดินไปเปิดประตู เจอคนรับใช้
“ฉันสั่งแล้วไงว่าไม่ต้องมารบกวน ใครโทรมาก็บอกไปว่าไม่อยู่”
“ดิฉันทำตามคำสั่งแล้วเจ้าค่ะ แต่คุณเพื่อนเธอมารอพบคุณอยู่ข้างล่างแล้ว เธอบอกว่า จะไม่ไปไหนจนกว่าคุณจะลงไปพบเธอเจ้าค่ะ”
มานพชะงักหันไปมองโสภีที่สีหน้าเรียบเฉยแสดงอาการไม่ได้แยแส แต่มานพกลับหัวเสีย ต้องให้โสภีออกไปก่อน
“ไม่ต้องไปส่งฉันก็ได้ค่ะ เดี๋ยวจะทำให้คุณต้องหนักใจกับคู่หมั้น”
“ผมยังไม่ได้หมั้นกับเธอนะครับ”
“พูดอย่างนี้ออกจะไม่เป็นสุภาพบุรุษนะคะคุณมานพ คุณเล่นประกาศต่อหน้าผู้ดีกว่าค่อนพระนครว่าคุณเพื่อนคือว่าที่เจ้าสาวของคุณ ผ่านไปไม่กี่วัน ทำลืม”
“ผมมีเหตุจำเป็นให้ต้องทำ อย่าเพิ่งกลับเลยนะครับ ผมยังสนุกกับการคุยของเราอยู่ ตั้งแต่กลับมาอยู่พระนครหลายปี ผมไม่เคยเจอผู้หญิงที่มีทั้งความฉลาดและสวยอย่างคุณเลย”
มานพจะหอมหลังมือโสภี แต่โสภียิ้มยั่วแล้วดึงมือออกอย่างพองามเล่นเกมปั่นหัวมานพ
“ได้เวลาสุนัขจิ้งจอกต้องไปหาทางเอาตัวรอดแล้วค่ะ เชิญเถอะค่ะ”

มานพชะงักมองอย่างเสียไม่ได้

จบตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...