xs
xsm
sm
md
lg

เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 12

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 12

เมื่อ 22 ปีที่แล้ว เจ้าคุณเทพ กับคุณหญิงเทพ นั่งอยู่บนโซฟาสวยๆ กลางห้องรับแขกใหญ่ เจ้าคุณสุทธากับตวันก้มกราบที่เท้าของทั้งสอง
 
เจ้าคุณเทพสีหน้าปลาบปลื้ม แต่คุณหญิงเทพสีหน้าบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจอย่างมาก พอตวันก้มกราบที่เท้า คุณหญิงเทพก็ถอยเท้าหนี หลวงวิรัชหันไปยิ้มๆกับคุณพระพินิต แต่คุณพระสีหน้าเรียบเฉย
"พ่อวิสุทธิ์...แม่ขอบอกเลยนะว่าแม่ไม่รับแม่คนนี้เป็นสะใภ้"
เจ้าคุณเทพหันมาพยายามพูดเอาใจ
"คุณหญิง...วิสุทธิ์น่ะเค้าตบแต่งกันกับตวันแล้ว...เธอจะไม่รับสะใภ้คนนี้ได้อย่างไร"
คุณหญิงเทพหันมาตาเขียวพูดเสียงดัง
"ท่านเจ้าคุณไม่ต้องมาอ้างเรื่องตบแต่งกับดิฉัน วิวาห์เหาะนะสิไม่ว่า นึกถึงจิตใจดิฉันบ้างสิคะ ลูกชายคนโตของวงศ์ตระกูลเป็นถึงพระน้ำพระยา จะไปตบแต่งผู้หญิงไม่มีสกุลรุนชาติอย่างนี้ มีใครคิดบ้างว่าแม่จะช้ำใจซักแค่ไหน"
ตวันก้มหน้านิ่ง วิสุทธิ์มองตวันอย่างสงสาร
"คุณแม่ครับ...ตวันไม่ได้เป็นผู้หญิงต่ำต้อยอะไรเลย...พ่อของเค้าเป็นพ่อค้าใหญ่ที่กัวลาลัมเปอร์...พี่ชายอีกสองคนก็มีกิจการค้าขายอยู่ที่สีลม"
คุณหญิงเทพสบัดหน้าไม่ฟัง คุณพระพินิตสงสารพี่ชายอดไม่ได้
"จริงนะครับคุณแม่...ผมเองได้เห็นบ้านช่องของตวันที่มาเลเซียมาแล้ว คุณแม่ของตวันเป็นคนไทย เคยอยู่ในวังตอนเด็กๆ พอได้สามีเป็นคนมาเลย์ถึงได้ย้ายตามไป กิจการครอบครัวของตวันก็ใหญ่โตมั่นคงนะครับ"
คุณหญิงเทพหันไปมองพระพินิตตาเขียวปัด...
"หยุดนะ...อย่ามาออกความเห็นหน่อยเลย...ไอ้เรามันก็ตะเภาเดียวกัน เราทั้งสองคน ทำร้ายจิตใจแม่ที่สุด น้องชายก็ไปคว้าผู้หญิงชาวบ้านที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นเมีย พี่ชายยังไปเอาลูกเจ๊กลูกจีนมาทำเมียออกหน้าออกตาอีก...พวกเธอไม่อายแต่ฉันอาย...ลูกไม่รักดี"
หลวงวิรัชเห็นสถานการณ์ไม่ดี เดินมานั่งใกล้ๆ แม่ สีหน้ายิ้มแย้ม
"โธ่..คุณแม่ ผมว่าคุณแม่น่ะโชคดีจะตาย สมรภรรยาพี่พินิตน่ะเป็นแม่บ้านแม่เรือนชั้นหนึ่ง เก่งทั้งการบ้านการเรือน...ถ้าคุณแม่ให้สมรมาดูแลนะ ผมว่าคุณแม่ต้องชอบแน่ๆ สมรเค้าอ่อนหวานน่ารัก"
"อย่ามายุ่งกับฉันเลยย่ะ...ฉันมีลูกสาวตั้งสามคนดูแลฉันแล้ว"
คุณหญิงเทพมองหน้าหลวงวิรัชอย่างไม่พอใจ หลวงวิรัชทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
"ส่วนตวันภรรยาพี่วิสุทธิ์น่ะ...เค้าเป็นผู้หญิงเก่ง...ทำธุรกิจกับพ่อ กับพี่ชายจนค้าขายกับเมืองนอกเชียวนา... เห็นไหมครับคุณแม่มีแต่ลูกสะใภ้ดีๆ ทั้งนั้น"
คุณหญิงเทพลุกขึ้นยืนประกาศ
"ฟังไว้นะทุกคน ลูกสะใภ้ฉันจะต้องเป็นแม่เจริญเท่านั้น ฉันได้ตกปากรับคำกับพ่อแม่เค้าแล้ว แม่เจริญน่ะเป็นลูกผู้ดีก๊กเก่า..คบหากับฉันมานานแล้ว...ฉันรับปากไปแล้วว่าจะให้แม่เจริญตบแต่งกับพระพินิต....คุณพระก็ดื้อกับแม่หนีไปแต่งกับแม่สมร...นี่ยังจะเจ้าคุณสุทธาอีก..แม่ก็หวังจะให้แม่เจริญมาแต่งกับเจ้าคุณสุทธาแทน"
"มีเหตุผลบ้างคุณหญิง พระพินิต กับ เจ้าคุณสุทธาน่ะตบแต่งเมียไปแล้ว...แม่สมรเมียพระพินิตก็มีลูกตั้งสามคนแล้ว..อีกหน่อยวิสุทธิ์เค้าก็จะมีลูก...เธอหยุดคิดเรื่องจะเอาแม่เจริญลูกยายทองใบมาเป็นสะใภ้ซะที"
คุณหญิงเทพหันมาตวาดผัว
"เอ๊ะ...ท่านเจ้าคุณ...ทำไมถึงมายุให้ดิฉันเสียคนโดนถอนหงอกอย่างนี้ล่ะคะ...ถ้าอย่างนั้น" คุณหญิงเทพหันไปจ้องหน้าหลวงวิรัช "หลวงวิรัช...เราต้องแต่งกับแม่เจริญแทนพี่เราทั้งสองคน"
หลวงวิรัชสะดุ้งทำหน้าตกใจ
"ว่ายังไง...ต้องรับปากแม่นะ คุณหลวงต้องรักษาหน้าให้แม่ ถ้าไม่อย่างนั้น...แม่จะหนีไปบวชชี"
พระพินิต กับ เจ้าคุณสุทธา มองหน้าหลวงวิรัชอย่างเห็นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
"คุณแม่ครับ"

คุณหญิงเทพหันมาตวาด และ อาละวาดใส่พระพินิต
"อย่าพูดนะคุณพระ เราน่ะมันตัวอย่างไม่ดี ไม่อยากจะบอกว่าแม่ช้ำใจกับเรามากแค่ไหน...ว่าไงหลวงวิรัช รับปากแม่ได้มั้ย หรืออยากให้แม่ช้ำใจตายต่อหน้าพวกแก"
หลวงวิรัชตั้งสติเอาตัวรอดอย่างเร็ว รีบเข้ามากอดแม่
"ตกลงครับคุณแม่...ผมจะแต่งงานกับเจริญ"
คุณหญิงเทพดีใจยิ้มแป้น โอบกอดวิรัช เจ้าคุณเทพ เจ้าคุณสุทธา และ พระพินิตมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
"ต้องอย่างนี้สิลูกรัก...แม่รู้ว่าคุณหลวงต้องไม่ทำให้แม่ผิดหวังเหมือนพี่เราทั้งสองคน...ถ้าอย่างนั้นแม่จะรีบหาฤกษ์วันแต่งงานเลยนะ"
หลวงวิรัชอึกอัก
"ผมว่าหมั้นกันไว้ก่อนก็ได้ครับ...เรื่องแต่งงานอาจจะเป็นปีหน้าขอให้ผมเตรียมตัวเสียก่อน"
คุณหญิงเทพยิ้ม
"ก็ได้จ้ะ...ดีเหมือนกัน จะได้มีเวลาเตรียมงาน ลูกชายพระยาเทพสุทธา กับคุณหญิงอังกาบจะแต่งงานทั้งที ต้องให้มันใหญ่โตสมหน้าตาพ่อแม่" คุณหญิงปรายหางตาไปที่คุณพระพินิตกับ เจ้าคุณสุทธา "ไม่ใช่ใฝ่ต่ำคว้าผู้หญิงไม่มีระดับมาเป็นเมีย...มิหนำซ้ำยังไปแต่งงานประเภทวิวาห์เหาะให้พ่อแม่ต้องช้ำใจขายหน้า"
ตวันน้ำตาร่วง...

สมรกำลังเล่าเรื่องของตวันให้ปริศนากับอานนท์ฟัง
"ที่แท้นายตวัน แม่ของสุก็คือภรรยาของคุณลุงวิสุทธิ์ที่พลัดพรากจากกันไปนี่เอง แม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ปริศนาฟัง" ปริศนาบอก
"ใช่จ้ะ...เจ้าคุณสุทธากับตวันรักกันมาก...ตวันอ่อนกว่าเจ้าคุณสุทธาหลายปี...ตอนที่แต่งงานกันคุณวิสุทธิ์ก็เป็นพระยาแล้ว"
"คุณย่าไม่น่ารังเกียจนายตวันขนาดนั้นเลย"
"เพราะคุณย่าหมายมั่นจะให้ลูกชายคนใดคนหนึ่งแต่งงานกับแม่เจริญ ทีแรกก็จะให้คุณพ่อน่ะแหล่ะแต่งงานกับเจริญ แต่คุณพ่อไม่ยอมเพราะตอนนั้นคุณพ่อแต่งงานกับแม่แล้ว เราถึงแยกออกมาอยู่กันเอง"

อานนท์ตั้งใจฟัง
"ทำไมคุณย่าถึงต้องให้ความสำคัญกับคุณหญิงเจริญขนาดนั้นล่ะคะแม่"
"คุณพ่อเคยบอกว่ายายทองใบ แม่ของคุณหญิงเจริญ เป็นญาติห่างๆ ของคุณย่า สนิทกันมาตั้งแต่ก่อนคุณย่าจะแต่งงานกับคุณปู่ซะอีก คุณย่าเคยสงสารที่ยายทองใบเคยตกระกำลำบากเพราะมีสามีไม่ดี...เลยให้ความเอ็นดูสงสารคุณหญิงเจริญมาก"
"ผมคิดว่าคุณหญิงเทพนิยมชมชอบคุณหญิงเจริญก็เพราะเห็นว่ามาจากก๊กผู้ดีเก่าด้วยกระมังครับ"
สมรยิ้ม
"ใช่จ้ะ...อีกอย่างหนึ่งคือ คุณย่าเคยรับปากว่าจะให้แม่เจริญได้แต่งงานกับลูกชายไปแล้ว คนสมัยนั้นจะถือสากันมากหากใครผิดคำพูด"
"ปริศนาไม่เห็นด้วย...คุณย่ารักษาคำพูดแต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน"
สมรพยักหน้า
"จริง...ถูกของปริศนา คุณย่ายึดถือคำพูดจนกลายเป็นต้องการเอาชนะคุณพ่อ กับคุณลุง"
"แต่อาวิรัชไม่เคยเล่าเลยนะคะว่าอาเคยหมั้นกับคุณหญิงเจริญ"
สมรยิ้มๆ
"อาวิรัชน่ะตั้งใจดี...จะตามใจคุณย่าโดยรับที่จะแต่งงานกับคุณหญิงเจริญเสียเอง...แต่พอรู้ว่าคุณหญิงเจริญไม่ชอบเรียนหนังสือ แทบจะเขียนหนังสือไม่ได้ อาวิรัชก็เลยรับไม่ไหว"
"เลยเกิดเรื่องเหรอครับ"
สมรพยักหน้า
"ใช่จ้ะ...เกิดเรื่องใหญ่เชียวละ"

เข้าหน้าสมร โฟกัสซูมค่อยๆ เบลอ.

ในอดีต เจ้าคุณสุทธานั่งเขียนหนังสืออยู่ที่โต๊ะทำงาน ตวันเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ตวันเดินมาเกาะแขนเจ้าคุณที่กำลังอ่านเอกสาร เจ้าคุณสุทธาหันไปยิ้มเอามือตวันมาหอม คนใช้ยกถาดซึ่งวางกาใส่กาแฟ กับชุดถ้วยและ อุปกรณ์ชงกาแฟมาวางจะรินกาแฟให้ ตวันรีบเดินมา
"ฉันจะชงกาแฟเองจ้ะ"
เด็กรับใช้ยิ้มแล้วเดินออกไป ตวันรินกาแฟจากกาใส่ถ้วย ควันจากกาแฟกรุ่นขึ้นมา พอตวันได้กลิ่นกาแฟก็รู้สึกคลื่นไส้มาก รีบวิ่งไปอาเจียนที่หน้าต่าง เจ้าคุณสุทธาตกใจรีบวิ่งมาดูเอามือลูบหลังให้
"ตวัน...เป็นอะไร"
ตวันหน้าซีด
"เวียนหัวค่ะ..เหม็น...กาแฟ"
เจ้าคุณสุทธารีบประคองตวันมานั่ง
"เหม็นกาแฟ...เธอเคยบอกว่าหอมกาแฟนี่นา"
"แต่ตอนนี้เหม็นคลื่นไส้ค่ะ...คุณพี่ช่วยไปหยิบยาดมให้หน่อยได้ไหมคะ...อยู่หน้ากระจกเครื่องแป้ง"
"ได้สิจ้ะ...แต่พี่ว่าไปหาหมอดีไหม"
"อยากได้ยาดมค่ะ...อาจจะดีขึ้น"

"ถ้าอย่างนั้นรอเดี๋ยวนะจ้ะ...พี่จะไปหยิบให้เดี๋ยวนี้"

เจ้าคุณสุทธารีบเดินออกไป ตวันนั่งหลับตานิ่งอย่างเวียนหัว เสียงคุณหญิงเจริญกับ ทองใบเดินโวยวายขึ้นมาบนบ้าน ตวันรีบลุกขึ้นเดินหนีไปด้วยความตกใจ

"คุณหญิงต้องจัดการให้ฉันนะ...ทำกันอย่างนี้ได้ยังไงไม่ไว้หน้ากันบ้างเลย"
คุณหญิงเจริญกับทองใบเดินขึ้นมาบนตึกใหญ่
"ใจเย็นๆ ก่อนทองใบ...ขอฉันถามลูกชายฉันก่อน เจ้าคุณ...เจ้าคุณ"
ตวันที่ยืนหลบอยู่ตัดสินใจเดินออกมาลงนั่งกราบคุณหญิงเทพ คุณหญิงเทพมองตวันอย่างไม่พอใจ
"ไปให้พ้นหน้าฉัน...อย่ามาเกะกะแถวนี้หน่อยเลย...ไปตามท่านเจ้าคุณมาพบฉันเดี๋ยวนี้"
"ค่ะ"
ตวันรีบลุกขึ้นเดินไปชั้นบน เจ้าคุณสุทธาเดินถือยาดมลงมาพอดี
"คุณหญิงมาหาคุณพี่ค่ะ"
เจ้าคุณสุทธาส่งยาดมให้ตวัน
"น้องไปนอนพักในห้องก่อนนะจ้ะ...พี่จะไปคุยกับคุณแม่เอง"
ตวันสีหน้าหม่นหมอง
"ค่ะ"
ทองใบ กับ คุณหญิงเทพมองตวันที่หยุดพูดกับเจ้าคุณสุทธา
"ผู้หญิงคนนั้นเหรอคะเมียเจ้าคุณสุทธา"
คุณหญิงเทพมองตวันอย่างดูถูก พูดเสียงดัง
"เมีย..เมอออะไรกัน...ลูกชายฉันเขาอยากจะมีของเล่นตามประสาหนุ่ม...อย่าไปสนใจผู้หญิงชั้นต่ำดีกว่า"
ตวันสีหน้าเจ็บปวด เจ้าคุณสุทธาเดินมาหาคุณหญิงเทพไม่พอใจ
"คุณแม่ครับ"
คุณหญิงเทพไม่ยอมให้เจ้าคุณสุทธาพูดต่อ รีบชิงพูดก่อน
"นี่ท่านเจ้าคุณ แม่มานี่มีเรื่องร้อนใจ หลวงวิรัชหายไปไหน เจ้าคุณพ่อบอกว่า น้องน่ะบินไปอเมริกาแล้ว...จริงไหม"
เจ้าคุณสุทธาหลบตาแม่
"จริงครับ"
คุณหญิงเทพตาโต ทองใบก็เหมือนกัน
"อ้าว..." ทองใบร้อง
"แล้วเรื่องงานแต่งจะว่ายังไง...หลวงวิรัชจะกลับมาเตรียมเรื่องงานแต่งงานเมื่อไหร่ ทำไมไม่รอให้แต่งงานก่อนแล้วค่อยไป บินไปบินมาน่ะ ค่าเครื่องบินมันแพงนะ"
เจ้าคุณสุทธากลัวๆ กล้าๆ ที่จะพูด
"ผมว่าวิรัช...เอ้อ...คงไม่กลับมาหรอกครับ"
"ไม่กลับมา...ไม่กลับมาแต่งงานน่ะเหรอ"
คุณหญิงเทพตาลุก ทองใบร้องไห้โฮ
"จะได้ยังไงกันพ่อวิสุทธิ์...นี่แม่เตรียมงานแต่งงานไว้ใหญ่โต เชิญแขกเหรื่อมาเป็นพัน...ไหนจะทูลเชิญเจ้านายท่านเสด็จอีก นี่อย่ามาทำพูดเล่นแบบนี้นะ"
"หมดกัน...หมดกัน...อับอายป่นปี้ไม่ต้องมองหน้าใครแล้ว คุณหญิงนะคุณหญิง...ทำไมถึงทำกับลูกสาวฉันอย่างนี้"
คุณหญิงเทพกับเจ้าคุณสุทธาหน้าเสีย
"แม่ไม่เชื่อ...แม่ไม่เชื่อว่าวิรัชจะทำแบบนี้ รับปากกับแม่ดิบดี จะหนีงานแต่งไปเมืองนอกได้ยังไง แม่ไม่เชื่อ"
คุณหญิงเทพจะร้องไห้.. เจ้าคุณสุทธาเห็นแม่เสียใจก็สงสาร
"คุณแม่ลองไปเรียนปรึกษาคุณพ่อดูสิครับ...เผื่อท่านจะหาหนทางแก้ไข"
ทองใบร้องไห้ฟูมฟาย
"จะแก้ไขยังไง คนโน้นก็ไม่แต่ง คนนี้ก็มาหนีไปอีก คุณหญิง ลูกชายของคุณหญิงเห็นลูกสาวฉันเป็นอะไร เกี่ยงกันไปโยนกันมา ทำเหมือนเป็นของเน่าของเสีย ถ้าเจริญรู้คงจะผูกคอตายหนีอายเป็นแน่...คุณหญิงต้องรับผิดชอบ ถ้าคุณหญิงไม่ดูดำดูดีปล่อยให้ลูกสาวฉันต้องหม้ายขันหมากอีก คอยดูนะฉันจะประจานให้เสียคนทั้งบ้านเลย"
ทองใบร้องไห้สะบัดหน้าเดินกลับไป คุณหญิงเทพลงนั่งหมดแรง เอามือซบหน้าเจ้าคุณ สุทธาเห็นแม่ร้องไห้ก็สงสาร
"ใจเย็นๆ ครับคุณแม่ ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางแก้ไขเสมอ"
คุณหญิงเทพร้องไห้
"จะทำยังไง...วิรัชนะวิรัช ไม่น่าทำกับแม่อย่างนี้เลย"
"คุณแม่อย่าไปโกรธวิรัชเลยครับ...ถ้าเค้าทำตามคุณแม่ได้ เค้าก็คงทำแล้ว"
"แล้วจะให้แม่ทำยังไง...แม่จะทำยังไง"
คุณหญิงเทพหันมามองหน้าเจ้าคุณสุทธา
"พ่อวิสุทธิ์...ลูกเป็นความหวังเดียวของแม่...ลูกต้องช่วยแม่นะ ไม่อย่างนั้นยายทองใบเอาแม่ไปด่าไม่จบไม่สิ้น ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเราป่นปี้หมดกัน"
เจ้าคุณสุทธาสีหน้าทุกข์ร้อน
"คุณแม่จะให้ผมทำยังไงครับ"

ตวันยืนแอบฟังที่คุณหญิงเทพ คุยกับเจ้าคุณสุทธา ที่หัวบันไดด้วยสีหน้าเป็นทุกข์

คุณหญิงเทพบอก
"ลูกต้องเข้าพิธีแต่งงานกับเจริญแทนหลวงวิรัช"
ตวันที่แอบฟังอยู่ตกใจมาก เจ้าคุณสุทธาก็ตกใจ
"คุณแม่...ผมมีเมียแล้ว"
"อย่ามาอ้างเรื่องมีเมียหน่อยเลย"
คุณหญิงเทพลุกขึ้นยืนอย่างเอาแต่ใจ
"เจ้าคุณก็รู้ว่าแม่ไม่ยอมรับผู้หญิงคนนี้ ที่ให้มาอยู่ที่นี่มันก็บุญนักหนาแล้วนะ...พ่อวิสุทธิ์ลูกจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับแม่เจริญเพื่อรักษาหน้าพ่อแม่...ลูกต้องหย่ากับแม่ลูกคนจีนนี่ซะ"
เจ้าคุณสุทธาลุกขึ้นยืน
"ไม่ครับคุณแม่...ผมไม่มีวันหย่ากับตวันเด็ดขาด...ผมรักตวัน ผมจะไม่ยอมทอดทิ้งตวัน"
"แม่ก็ไม่ได้บอกให้พ่อวิสุทธิ์ต้องทิ้งเขานี่ ดูซิ... เจ้าคุณพ่อน่ะมีเมียเล็กเมียน้อยปลูกเรือนเล็กแทบจะเต็มหลังบ้าน ปลูกให้แม่นั้นอยู่ซักหลังจะเป็นไรไป ถ้าเจ้าคุณอยากจะเก็บมันไว้ก็ได้ แต่จะให้มาเป็นเมียออกหน้าแม่ไม่ยอม แม่อาย ผู้หญิงอะไรก็ไม่รู้จะมาเป็นเมียเอก พระยาสุทธา"
เจ้าคุณสุทธาพูดเสียงดัง
"ไม่ได้ครับคุณแม่ ผมไม่ยอมทำกับตวันอย่างนั้น แม่เจริญอะไรนี่ผมก็ไม่เคยรู้จัก จู่ๆ คุณแม่จะมาบังคับให้ผมไปแต่งงานกับเค้าได้ยังไง ผมมีเมียของผมแล้ว เป็นเมียที่ถูกต้องตามกฏหมายด้วย ผมไม่ยอมหย่า ไม่ยอมทิ้งตวันเด็ดขาด"
คุณหญิงเทพเห็นเจ้าคุณสุทธาเอาจริงก็เสียงอ่อน เดินเข้ามาพูดดีๆ
"พ่อวิสุทธิ์ ถ้าลูกไม่ช่วยแม่ แม่จะทำอย่างไร ไม่หย่าก็ไม่หย่า ไม่ต้องจดทะเบียนกับแม่เจริญหรอก แค่เข้าพิธีรดน้ำเฉยๆ กู้หน้าให้พ่อกับแม่ก็พอแล้ว นะลูกนะ ช่วยแม่หน่อยนะ พูดกับตวันให้เข้าใจ ถ้าเค้ารักลูกจริงเค้าต้องเข้าใจ เค้าต้องเสียสละเพื่อลูกกับแม่ได้สิ"
เจ้าคุณวิสุทธิ์คิดหนัก

ตวันแอบฟัง ได้ยินที่คุณหญิงเทพก็เข่าอ่อนลงนั่งอย่างหมดแรง ร้องไห้สะอึก สะอื้น

ปริศนา กับ อานนท์ นั่งฟังสมรเล่าเรื่องอย่างสนใจ
"คุณลุงวิสุทธิ์ก็ตั้งใจที่จะไม่ทอดทิ้งภรรยานะคะแม่...แต่ทำไมถึงยอมแต่งงานกับคุณหญิงเจริญล่ะคะ"
"ก็เพราะคุณย่านั่นแหล่ะจ้ะ วันแต่งงานใกล้เข้ามา เจ้าคุณสุทธาก็ยังยืนกรานไม่ยอมแต่งงานเด็ดขาด...คุณย่าเลยอดอาหารประท้วง เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมกินอะไรทั้งนั้น จนล้มเจ็บก็ไม่ยอมให้หมอเข้าไปรักษาประท้วงจะให้ตายเสีย ตวันเค้าทนไม่ได้ กลัวจะเป็นต้นเหตุให้แม่ของสามีเจ็บไข้ถึงตาย เค้าเลยขอร้องเจ้าคุณสุทธาให้แต่งงานกับแม่เจริญ"
ปริศนาตบอก
"คุณย่าทำลูกไม้แบบนี้เอง..มิน่าล่ะ คุณลุงถึงต้องยอม ถ้าใครโดนเข้าอย่างนี้ก็คงแย่เหมือนกัน เป็นปริศนาละไม่ยอมเด็ดขาด...ปริศนาใจร้ายไหมคะแม่"
อานนท์เห็นท่าทางปริศนาก็กลั้นหัวเราะ
"แม่ไม่ว่าปริศนาใจร้ายหรอก...ถ้าเป็นแม่ก็แย่เหมือนกัน ข้อสำคัญ...ตอนนั้นตวันก็ท้องอ่อนๆ แล้ว"
"คือสุ กับ โส" อานนท์บอก
"แล้วก็มีลูกแฝดด้วย...สงสารจริงจริ๊ง..ลูกไม่รู้จักพ่อ..แหมคุณนนท์คะ..ปริศนาอยากพบพี่น้องของปริศนาจัง..แล้วก็อยากพบนายตวันด้วย...ทำไมถึงได้ใจเด็ดอย่างนี้"
"ได้สิปริศนา ผมจะพาคุณไปรู้จักพวกเขา รับรองว่า ปริศนาต้องรักพี่น้องคู่นี้แน่ๆเลย"
"แล้วไงต่อคะแม่...ปริศนาสงสัยว่าทำไมคุณลุงถึงได้ยอมปล่อยให้ภรรยาที่กำลังท้องไปซะได้"
สมรยิ้มพยักหน้า
"ถึงจะใจเด็ดแค่ไหน...ตวันก็ไม่ยอมอยู่รับรู้พิธีแต่งงานของเจ้าคุณสุทธา กับคุณหญิงเจริญ ขอร้องให้เจ้าคุณสุทธาพาเขามาอยู่บ้านคุณพ่อ"
"มาอยู่บ้านเราน่ะเหรอคะ"
"ใช่จ้ะ...ตวันกับแม่สนิทกันมาก แม่คิดไปว่า เค้าคงสบายใจที่จะหนีภาพบาดตามาอยู่กับแม่จะดีกว่า...แม่ยังจำวันนั้นได้ไม่ลืม"

เข้าหน้าสมร ซูมเข้าเป็นภาพเบลอ
 
อ่านต่อหน้า 2

เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

ตวันหน้าเศร้า น้ำตาไหล บอกเล่าเรื่องราวแต่หนหลัง ตวันเอาผ้าเช็ดหน้าซับ ลูกทั้งสองนั่งใกล้ สงสารแม่

"แม่ตัดสินใจเองที่จะไม่อยู่ ไม่ว่าจะกับใครทั้งนั้น วันนั้น แม่คิดแต่ว่าแม่ต้องกลับบ้าน แม่ขึ้นรถไปหาคุณลุง คุณลุงโกรธมาก...จะไปเอาเรื่องคุณพ่อให้ได้...แม่ต้องห้ามไว้แทบแย่"
"นับแต่นั้น...แม่ก็ไม่ได้พบกับคุณพ่ออีกเลย"
ตวันพยักหน้ายิ้มเศร้าๆ
"โส กับ สุ คงจะโกรธที่แม่หนีมาจากคุณพ่อ...แม่ควรจะทนอยู่เพื่อให้ลูกได้อยู่พร้อมหน้าทั้งคุณพ่อ กับแม่ เป็นลูกพระยาพานทอง...ไม่ต้องอับอายใครว่าเป็นลูกไม่มีพ่อแบบนี้"
สุชาดาข้ามากอดแม่
"สุไม่โกรธแม่เลยจ้ะ สุเข้าใจ คุณย่าใจร้าย ถ้าเป็นสุ สุก็คงตัดสินใจเหมือนแม่"
"แต่โสว่าคุณพ่อก็คงเสียใจนะครับ ที่คุณแม่หนีมา"
ตวันสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา
"เค้าจะเสียใจแค่ไหนแม่ไม่รู้....แต่แม่ได้ข่าวว่าอีกสี่ปีต่อมาเค้าก็มีลูกกับคุณหญิงเจริญ"
"แล้วแม่เคยเห็นคุณหญิงเจริญไหมคะ"
"ไม่เคยเห็นเลยจ้ะ ไม่อยากเห็นด้วย แต่จะไปโทษคุณหญิงเจริญก็ไม่ได้หรอกนะ เค้าไม่ได้มาแย่งคุณพ่อไปจากแม่ เป็นการจัดการของผู้ใหญ่"
"สุเข้าใจแล้วว่าทำไมแม่ถึงเป็นห่วงสุ...กลัวพ่อแม่คุณนนท์จะไม่ยอมรับสุ"
"เหมือนที่แม่เคยโดนคุณย่าทำกับแม่มาแล้ว" ตวันบอก
"ถ้าคุณพ่อเข้มแข็งกว่านี้...ไม่ยอมทำตามคุณย่า แม่กับคุณพ่อก็คงไม่ต้องพรากจากกันแบบนี้"
ตวันถอนใจ
"อย่าไปโทษคุณพ่อเลยลูก...เราสองคนก็ทำไม่ถูกที่ไม่ได้ปรึกษาให้คุณย่ารับรู้เสียก่อน คุณย่าน่ะไม่เคยรู้จักแม่เลย แล้วก็เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่างซะด้วย ถึงจะอยู่กันไปก็คงไม่มีความสุขหรอกลูก"
โสภณหันมาถามสุชาดา
"คุณนนท์เค้าเล่าถึงพ่อแม่เค้าให้สุฟังบ้างหรือเปล่า"
สุชาดาคิดนิดหนึ่ง
"ไม่ได้เล่าอะไรมาก คุณนนท์บอกแต่ว่าคุณแม่คุณนนท์น่ะรักลูกมาก ลูกชอบอะไร ก็จะพยายามปรับตัว"
ตวันมองหน้าโสภณอย่างเป็นห่วงสุชาดา

พระยาพลรามกับคุณหญิงแนบ แต่งชุดชาวสวนใส่งอมคาดผ้าขาวม้า คุณหญิงแนบใส่เสื้อแขนกระบอกใส่ผ้าถุงราคาถูก ใส่งอบเหมือนกัน กำลังใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้ เจ้าคุณพลรามกำลังพยายามพรวนดิน หนูนาใส่ชุดชาวสวนเหมือนกันกำลังถอนหญ้าที่ขึ้นแซมต้นไม้
"ฉันว่าจะเอามะพร้าวมาลงสักสิบต้น" พระยาพลรามบอก
"เอามาปลูกทำไมคะ...บ้านเราก็มีต้นไม้ตั้งเยอะแล้ว" รจนาบอก
"อ้าว...ก็ถ้าหากพี่ใหญ่เค้าแต่งงาน เจ้าสาวเค้าจะได้รู้สึกคุ้นเคยเหมือนอยู่บ้านเค้าไง หนูนา" แนบบอก
รจนาหน้าเมื่อย
"ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้ฉันจะให้เค้าเอามะพร้าวงอกมาลงเลยนะ...แต่ไม่รู้จะโตทันวันแต่งงานหรือเปล่า"
คุณหญิงแนบค้อน
"จะโตทันได้ไง...เค้าจะแต่งวันพรุ่งก็ไม่รู้...ไปล้อมไอ้ที่มันต้นใหญ่มาเลยไม่ดีหรือ"
พระยาพลรามคิด อานนท์เดินเข้ามาหยุดยืนมองอย่างงงๆ
"เออ...จริงของเธอ...ไม่รู้ต้นมะพร้าวมันจะล้อมได้เหมือนมะม่วงหรือเปล่าน่ะซิ"
"แล้วหนูนาต้องแต่งตัวแบบนี้ทุกวันหรือเปล่าคะ...ไม่เอานะ..หนูนาไม่ชอบ"
"หนูนา...ถ้าพี่นนท์เค้าจะแต่งกับลูกสาวชาวสวนจริงๆ เราก็แต่งอย่างนี้ไปซักพัก เค้าจะได้สบายใจ...รอให้เค้าคุ้นกับเราก่อน แม่จะค่อยๆ ซื้อเสื้อผ้าให้เขา"
"ถ้าเราทำโก้หรูเกินไป...เดี๋ยวจะเข้ากับเจ้าสาวของพี่นนท์เค้าไม่ได้ ถ้าเราทำให้เค้าอึดอัด พี่เราก็จะคิดมาก"
"คุณพ่อก็เลยให้เราใส่ชุดแบบนี้ไว้...เราจะได้ชิน"
หนูนาทำท่าหมดแรง อานนท์ซาบซึ้งใจพ่อกับแม่จนน้ำตาแทบไหล อานนท์เดินเข้าไปกราบที่เท้าพ่อ แล้วก็มากราบที่เท้าคุณหญิงแนบ พระยาพลรามเขิน
"มาก็ไม่บอก"
"ลูกนี้มีพ่อแม่ประเสริฐนักหนา...จะหาใครโชคดีเท่าลูกเป็นไม่มีอีกแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่ครับ วันนี้มีข่าวดีจะบอก"
"ข่าวดีอะไรจ้ะ" แนบถาม
"ลูกจะมาเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังเดี๋ยวนี้ครับ...สุของลูก ชื่อจริงคือ สุชาดา สุทธากุล เป็นลูกสาวของ เจ้าคุณสุทธา ที่เกิดกับภรรยาคนแรก"
แนบยิ้ม
"ลูกสาวเจ้าคุณสุทธา"
"ครับ...ภรรยาคนแรกของเจ้าคุณสุทธาคือ นายตวัน เจ้าของสวนมะพร้าวที่สั่งเครื่องจักรจากบริษัทผม..พ่อของนายตวันเป็นเศรษฐีมาเลย์มีกิจการใหญ่โต...สวนมะพร้าวนี่นายตวันมาทำต่อจากพี่ชาย เดี๋ยวนี้เค้าทำน้ำมันมะพร้าวส่งนอกปีละหลายตันครับ"
พระยาพลรามมองหน้ากับคุณหญิงแนบ
"พ่อกับแม่ไม่ได้อยากได้ลูกสะใภ้ร่ำรวยหรอก..อยากได้ลูกสะใภ้ที่เป็นคนดี มีการศึกษาพอให้เราไม่ขายหน้าเขา"
"แม่น่ะบอกตรงๆ ว่ามีลูกสะใภ้ชาวสวนยังดีกว่ามีลูกสะใภ้เป็นสาวสังคม..อย่างน้อยก็คงอยู่บ้านคอยปรนนิบัติพ่อใหญ่ให้มีความสุข...มีลูกมีเต้าออกมาก็คงเลี้ยงเอง ไม่ออกไปเที่ยวแซดๆ ทิ้งลูกให้เลอะเทอะอยู่บ้านตามลำพังถ้าเป็นแม่ปากแดงเล็บแดงต่างๆ ของพ่อใหญ่เมื่อก่อนน่ะหัวของแม่จะหงอกตาย สิ้นเคราะห์ไปที"
พระยาพลรามถอดหมวกลงนั่ง
"นี่ถ้ามาบอกช้าอีกสองวัน...บ้านนี้จะกลายเป็นสวนมะพร้าวให้แฟนเราไว้เดินเล่นแล้วนะนี่"
รจนาดีใจ
"ไชโย...ถ้างั้นถ้าอย่างนั้น..เราก็ไม่ต้องเป็นชาวสวนแล้วใช่ไหมคะ หนูนาไปเปลี่ยนเสื้อนะคะ"
"ไป...ไปด้วยกัน พ่อใส่ชุดนี้ก็ร้อนเต็มทนเหมือนกัน"
พระยาพลรามเดินไปกับรจนา แนบหันมายิ้มกับอานนท์...

มุมนั่งทานน้ำชาบ้านพระยาพลราม รจนานั่งทานไอศครีมอย่างอร่อย เจ้าคุณพลรามก็ทานด้วย ทั้งพระยาพลราม กับรจนา แต่งตัวชุดใหม่ปกติแล้ว
"พี่นนท์เก้งเก่ง ซื้อไอสครีมมาได้ยังไงคะ...ไม่ละลายด้วย"
"พี่ก็เอากระติกไปใส่สิจ้ะ...เป็นไงชอบใช่ไหม"
"ไม่น่าถาม...พ่อก็ชอบ"
หนูนาทำหน้าเห็นด้วย อานนท์ยิ้มแจ่มใส
"ถ้าอย่างนั้นผมจะซื้อมาให้บ่อยๆ นะครับ"
"เรื่องของลูกสาวเจ้าคุณสุทธานี่ ไม่น่าเชื่อ ถ้าคุณหญิงเจริญรู้ มีหวังบ้านแตก"
"นั่นสิครับ...แต่ผมอยากให้สุเค้าได้พบกับพ่อเค้า ผมสงสารสุ ตั้งแต่เกิดมา...ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลย"
พระยาพลรามคิด
"ต้องหาวิธี"
คุณหญิงแนบเดินออกมากับคนใช้ ที่ช่วยถือจานใส่ขนมมาวาง คุณหญิงแนบก็อาบน้ำแต่งตัวใหม่แล้ว
"ผมกับปริศนาก็กำลังหาทางอยู่ครับ"
แนบจัดจานขนมแล้วก็ลงนั่งข้างๆ อานนท์
"คุณจำที่คุณหญิงเจริญมาเชิญเราไปดูละครได้ไหมคะ"
พระยาพลรามปากไม่ว่าง ได้แต่พยักหน้า
"แปลกดีไหมล่ะ แต่ก็ไม่ได้ไป ไม่รู้เค้าจะโกรธหรือเปล่า"
"แม่ละงง...ร้อยวันพันปีไม่ได้เจอะเจอกัน อยู่ดีๆ มาชวนไปดูละคร...เห็นว่าลูกสาวเค้าเล่น"
"เสาวนิต...ลูกสาวเค้าชื่อเสาวนิตครับ ตระกลก็มาบอกให้ผมไปดูละครหลานเขาเล่น ผมไม่ได้ไปเพราะงานไม่เสร็จ นงลักษณ์ยังมาเล่าว่าตระกลโดนคุณหญิงเจริญกับแม่เจ้าคุณสุทธาต่อว่าอย่างไม่ไว้หน้า ที่ชวนผมไปดูละครที่เสาวนิตเล่นไม่ได้"
อานนท์นิ่งคิด
"เอ้อ...ถ้าจะพูดไป เหมือนอยากจะให้นายนนท์ไปสนใจลูกสาว แต่คงไม่ใช่...ยังเป็นนักเรียนแท้ๆ"
"แต่พี่สาวของตุ๊เค้าเป็นสาวแล้วนะคะ" รจนาบอก
อานนท์ยิ้ม
"จริงซิ...เสาวนิตเป็นพี่สาวนิศา เพื่อนของยายนาที่เคยมาบ้านเราไงครับ"
"อ้อ"
"เป็นสาวยังไงหนูหนา...เป็นสาวก็ยังเรียนไม่จบ" แนบว่า
"ความจริงพี่ของตุ๊น่าจะเรียนจบได้แล้วค่ะ...แต่นี่สอบตกซ้ำชั้นเกือบทุกปี"
อานนท์มองหน้ากับพระยาพลราม และ คุณหญิงแนบ
"อย่าพูดว่าเขาเอาเองนะหนูนา...รู้ใช่ไหมว่าพ่อเกลียดคนที่ชอบพูดใส่ร้ายคนอื่นเป็นของสนุก ถ้าพ่อรู้ว่าหนูนาเป็นแบบนั้นพ่อจะตีนะ"
รจนาหน้าเสีย
"หนูนาพูดจริงๆ ตุ๊เค้าชอบมาเล่าเรื่องพี่สาวเค้าให้ฟัง เค้าน้อยใจที่แม่เค้ารักแต่พี่สาว คอยแต่ดุว่าเค้าอยู่เรื่อย ตุ๊ก็ไม่ชอบให้พี่สา เพราะพี่เค้าชอบทำตาหวานให้ผู้ชาย"
"เกินไปละ...แม่ไม่ชอบให้หนูนาไปว่าคนอื่นแบบนี้"
"หนูนาเล่าให้ฟังเฉยๆ ค่ะว่าตุ๊เค้ามาพูดยังไง"
"ถ้าไม่ติดว่าคู่รักเราเป็นลูกเจ้าคุณสุทธา...พ่อไม่อยากให้ไปยุ่งกับบ้านนี้เลย ยุ่งเหยิงน่าเวียนหัว ถ้าเรื่องที่ยายนาเล่าเป็นความจริง...ฉันว่าฉันเดาออกแล้วว่าคุณหญิงเจริญมาชวนเราไปดูละครที่ลูกสาวเค้าเล่นทำไม"
"ฉันกลัวคุณหญิงเจริญจะตีหัวอานนท์แยกเป็นสองเสี่ยงน่ะซิ ถ้าแกรู้ว่าอานนท์เจ้ากี้เจ้าการจะให้สามีแกไปพบเมียเก่าน่ะ"

พระยาพลรามหันไปมองหน้าอานนท์...

ค่ำวันเดียวกัน เสาวนิตนั่งอยู่หน้ากระจก แต่งหน้าทาปากเต็มที่ พยายามหัดยิ้มกับกระจก มีเสียงเคาะประตู เสาวนิตรีบลุกขึ้นทำเป็นอ่านหนังสือเรียน เจียมเปิดประตูเข้ามา เสาวนิตทำท่าโล่งอก

"ตกใจแทบแย่...นึกว่ายายตุ๊"
เจียมยิ้มเจ้าเล่ห์
"แหม..คุณนิต คุณตุ๊เคยเคาะประตูด้วยเหรอคะ...เจียมเห็นแกเปิดประตูผาง เข้ามาทุกที"
เสาวนิตทำหน้าเบื่อ
"ฉันละเบื่อมารยาทยายตุ๊จริงๆ...ไม่ได้มีสมบัติผู้ดีกับเค้าเลย..แล้วไหนล่ะหนังสือ"
เสาวนิตแบมือ เจียมเอาหนังสือที่ซ่อนไว้ออกมา เสาวนิตทำท่ารังเกียจ
"อะไรน่ะ...เอาไปซ่อนไว้ในเสื้อแกเหรอน่ะ...เหม็นตายเลย"
เจียมเอาหนังสือมาดม
"เหม็นที่ไหนกันคุณนิต...เจียมใส่น้ำหอมที่คุณนิตให้นะ... คุณนิตจะให้เจียมถือหนังสืออย่างนี้เดินขึ้นมาให้คุณนิตเหรอคะ..แหม...ทีเทอดน่ะตัวเหม็นกว่าเจียมอีก...คุณนิตยังกอดได้เลย"
เสาวนิตค้อนยิ้มๆ
"ทะลึ่ง...แกรู้ได้ไงว่าเทอดเค้าหอม หรือเหม็น..บอกมานะ ไปเข้าใกล้เทอดตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
เสาวนิตเงื้อมือจะฟาด เจียมรีบหลบ
"เปล่าค่ะ...เจียมก็พูดไปงั้นเอง...แหม..เทอดน่ะสนใจผู้หญิงคนอื่นซะที่ไหนกันล่ะคะ...คลั่งแต่คุณนิตคนเดียวละค่ะ"
เสาวนิตหยิบหนังสือมาอ่าน สีหน้าสนใจ
"ระวังคุณตุ๊เห็นนะคะ"
เสาวนิตเอาหนังสือเรียนมาซ้อนด้านหน้าบังไว้ เจียมหัวเราะ
"แหม...คุณนิตฉลาดจริงๆ นี่ถ้าขยันท่องหนังสืออย่างคุณตุ๊นะ เจียมว่าคุณนิตน่ะเรียนเก่งกว่าคุณตุ๊แน่ๆ"
เสาวนิตทำท่าหยิ่ง
"ฉันไม่โง่ที่จะต้องมานั่งท่องหนังสือให้เหนื่อยหรอกย่ะ อีกไม่นานฉันก็จะแต่งงานแล้ว"
"คุณท่านยอมให้คุณแต่งกับเทอดแล้วเหรอคะ...แต่เทอดมันยังเรียนไม่จบนี่คะ...ยังไม่ได้เป็นหมอซักหน่อย"
เสาวนิตค้อน
"ใครว่าฉันจะแต่งกับเทอดล่ะ...อีบ้า...คนที่ฉันจะแต่งงานด้วยคือคุณอานนท์...รู้ไว้ซะด้วย"
"แต่คุณอานนท์ไม่เห็นสนใจคุณนิตนี่คะ"
"ทำไมจะไม่สนใจ เวลาคุณนนท์เจอฉันนะ เค้าชอบจ้องหน้าฉันตลอดเวลา"
"ตลอดเวลาเหรอคะ"
เสาวนิตหงุดหงิดที่โดนดักคอ
"ก็บ่อยละ...จ้องจนฉันอายแน่ะ"
"แปลว่าคุณนนท์ก็สนใจคุณนิตเหมือนกัน"
เสาวนิตยิ้มฝัน
"คอยดูนะ...ฉันจะต้องแต่งงานกับคุณอานนท์ให้ได้...คุณแม่กับคุณย่าก็เห็นด้วย"
นิศาเปิดประตูเข้ามาโอย่างแรง เจียมหันไปพยักหน้ากับเสาวนิต
"เจียมลงไปก่อนนะคะ"
เสาวนิตพยักหน้า เจียมรีบเดินออกไป นิศามองตามอย่างไม่พอใจ
"ทำไมเจียมมันชอบเข้ามาหาพี่นิตเรื่อยเลย"
เสาวนิตหันไปตาเขียว
"แล้วมันเรื่องอะไรของตุ๊ล่ะ...อย่ามายุ่งกับพี่หน่อยเลย"
เสาวนิตทำเป็นไม่พอใจ เอาหนังสือเรียนสอดใส้หนังสือโป๊วางไว้บนเตียงหมิ่นๆ แล้วเดินออกไป
"จะไปไหนพี่นิต...พรุ่งนี้ก็ต้องไปโรงเรียน...ใกล้จะสอบแล้วด้วย ตุ๊ไม่เห็นพี่นิตอ่านหนังสือเลย"
"เอ๊ะตุ๊...พี่บอกแล้วว่าอย่ามายุ่งกับพี่...พี่จะไปหาคุณแม่ที่เรือนคุณย่า...อย่าใส่กลอนประตูล่ะ"
"ตามใจ...ตุ๊เตือนด้วยความหวังดี...ถ้าพี่นิตไม่ฟังก็ตามใจ"
เสาวนิตสบัดหน้าออกไป นิศาไม่สนใจ หยิบหนังสือเรียนมานั่งอ่าน โดยไม่ได้มองไปที่หนังสือเรียนเสาวนิตที่วางอยู่บนเตียง จึงไม่เห็นหนังสือโป๊ที่ยื่นออกมา

ค่ำนั้น เสาวนิตนั่งกอดอยู่กับเทอด เขาหอมแก้มเธอเบาๆอย่างหลงใหล เธอมองเขาตาหวานฉ่ำ
"เทอด...เทอดคิดถึงนิตไหม"
เทอดกอดเสาวนิตแน่นขึ้น
"คิดถึงเหลือเกิน...คิดถึงตลอดเวลาทุกลมหายใจเทียวคุณนิต"
เสาวนิตถอนใจอย่างสุขใจ ออเซาะต่อไปอีก
"เทอดจ๋า...เทอดรักนิตแค่ไหน"
"รักยิ่งกว่าอะไรๆ ทั้งสิ้น...รักยิ่งกว่าตัวของผมเอง"
"จริงหรือเทอด"
"จริงซีครับคุณนิต...คนอย่างผมไม่พูดเล่นพล่อยๆ ดอก"
"ถ้าเผื่อนิตทุกข์ร้อนล่ะเทอด...เทอดจะช่วยนิตไหม"
"ความทุกข์ร้อนของคุณนิต เปรียบเหมือนความทุกข์ร้อนของผมเอง...ผมจะช่วยปัดเป่าให้เต็มความสามารถ"

เสาวนิตมองตาเทอดอย่างยั่วยวน
"จริงๆ หรือเทอด"
"โธ่..จริงๆ ซี่..ผมจะหลอกคุณนิตทำไม"
เทอดพูดอย่างจริงจัง
"คุณนิตไม่เชื่อหรอกหรือว่าผมรักคุณนิตยิ่งกว่ารักตัวเอง ผมสามารถทำได้ทุกอย่าง เสียสละทุกสิ่งในชีวิตให้คุณนิตได้"
เสาวนิตซึ้งใจ ซบหน้าที่บ่าเทอดโดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้เทอดกอดจูบเอาตามใจชอบ
"ยอดรัก...ยอดชีวิตของผม"
ตอนนั้นเอง เสาวนิต กับ เทอดก็ต้องตกใจ เพราะได้ยินเสียงของแม่แววเดินบ่นมา
"มาเก็บดอกเอาตอนนี้...ดอกมันก็บานหมดแล้วน่ะซิ แทนที่จะบอกให้เก็บแต่เมื่อเย็น"
เทอดรีบพาเสาวนิตหลบออกไป แม่แววได้ยินเสียง แต่มองหาไม่เจอใคร

เสาวนิตวิ่งหนีมาถึงหลังตึกใหญ่ด้วยสีหน้าสนุกสนาน ผิดกับเทอดที่สีหน้าไม่สบายใจ
"สนุกจังเลย วิ่งหนียายแวว เค้าไม่เห็นเราหรอกนะ เทอด"
เทอดกลุ้มใจ
"มันมืด...เห็นหรือไม่เห็นก็ไม่รู้"
"เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ก็สิ้นเรื่อง...ถ้ามาถามเทอดก็อย่าไปรับก็แล้วกัน"
เทอดมองหน้าเสาวนิตอย่างไม่สบายใจ เสาวนิตเปิดประตูแต่เปิดไม่ได้ เสาวนิตหน้าเสีย
"ประตูล็อก"
เสาวนิตพยายามเขย่าประตู แต่เปิดไม่ออก
"มาให้ผมลองดูครับ"
เทอดเขย่าประตูแต่ก็เปิดไม่ได้ เสาวนิตร้อนใจ
"ทำยังไงดีล่ะ ฉันต้องเข้าบ้านให้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่รู้ว่าฉันไม่ได้อยู่ในบ้าน"
"แล้วถ้าป้าแววบอกว่าเห็นเรา" เทอดว่า
เสาวนิตทำท่าจะเป็นลม
"ตายแน่เลยเทอด...ทำยังไงดีล่ะ"
"ลองไปดูประตูหน้าไหมครับ...เผื่อเขาจะเปิดไว้"
เสาวนิตทำท่าดีใจ
"จริงด้วยเทอด...อาตระกลน่ะกลับดึกเสมอ...นายเฉยจะเปิดประตูหน้าไว้รออาตระกลทุกวัน"

เทอดพาเสาวนิตรีบวิ่งไป...
 
อ่านต่อหน้า 3

เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

ทั้งคู่พากันวิ่งอ้อมมาที่ทางเข้าตึกใหญ่ทางด้านหน้า แต่พอมาถึง เสาวนิตก็ต้องผิดหวังจนแทบจะหมดแรง เพราะเห็นรถของตระกลจอดอยู่

"อาตระกลกลับมาแล้ว"
เทอดเดินไปลองเปิดประตูด้านหน้า แต่ก็เปิดไม่ได้...
"ประตูล็อกไปแล้ว...ทำยังไงดีครับคุณนิต"

เสาวนิตร้อนใจ มองขึ้นไปบนตึก ไฟดับหมดแล้วทุกห้องแล้ว
"คงนอนกันหมดแล้ว...ไฟมืดหมดแล้วทุกห้อง"
เสาวนิตลงนั่งอย่างหมดปัญญา เทอดลงนั่งข้างๆ
"จะทำยังไงดี...รอให้เช้าก่อน...เจียมคงตื่นแต่เช้ามาเปิดประตู แล้วคุณนิตค่อยเข้าไป"
"แล้วฉันจะไปอยู่ที่ไหน...เจ้าคุณพ่อน่ะตื่นแต่เช้าทุกวัน ถ้ารู้ว่าฉันไม่ได้อยู่ในบ้าน...ต้องตีฉันตายแน่ๆ เลย"
เสาวนิตทำหน้าเศร้า ตบยุงไปด้วยความโมโห เทอดพยายามเอามือโบกไล่ยุงให้
"เป็นความผิดของผมเองที่ไม่เตือนให้คุณนิตกลับขึ้นตึก"
เสาวนิตยังทำสำออย
"ก็นิตอยากอยู่กับเทอดนี่จ้ะ"
สองคนนั่งอิงแอบกัน จนเวลาที่ผ่านไปสักครู่หนึ่ง เสียงนาฬิกาในตึก ตีสองที
"ตีสองแล้ว...คุณนิตง่วงไหมครับ"
"ง่วงซิเทอด"
มีแสงไฟจากห้องบนตึกใหญ่เปิดขึ้นมาห้องหนึ่ง เทอดหันไปมอง
"คุณนิต...คุณนิต"
เสาวนิตที่กำลังสัปหงก ตกใจ
"อะไรเทอด"
"ห้องด้านโน้นเปิดไฟครับ"
เสาวนิตมองไป ทำหน้าดีใจ
"ห้องฉันนี่ ยายตุ๊"

นิศาตื่นขึ้นมายังงัวเงีย หันไปมองที่นอนของเสาวนิตเห็นว่างเปล่าก็แปลกใจ
"พี่นิตไม่กลับมานอน"
นิศาเห็นหนังสือเรียนที่วางอยู่บนที่นอนเสาวนิต มีหนังสืออีกเล่มหนึ่งโผล่ออกมาก็เดินมาหยิบดู
พออ่านดูรู้ว่าเป็นหนังสือโป๊ ก็ขว้างทิ้ง
"ลามกจกเปรต...พี่นิตอ่านหนังสือเลวทรามพวกนี้ถึงได้ยิ่งเสียคน...คอยดูนะ..คุณแม่จะว่ายังไง"
นิศาสะบัดหน้าไม่สนใจ เดินไปหยิบหนังสือเรียนขึ้นมาจะอ่าน มีก้อนหินก้อนเล็กๆลอยข้ามหน้าต่างเข้ามาตกในห้องเสียงดัง นิศามองอย่างแปลกใจ แล้วก็มีก้อนหินอีกก้อนหนึ่งลอยเข้ามาอีก แล้วก็อีกก้อนหนึ่งลอยเข้ามา นิศาชักจะไม่พอใจ
"อะไรนี่"
นิศาเดินไปดูที่หน้าต่าง เห็นเสานิตตยืนอยู่ เทอดหลบไม่ทัน นิศาจึงเห็นทั้งคู่ เทอดทำท่าจะขว้างก้อนหินขึ้นมาอีก

นิศากับเสาวนิต พากันเดินเข้ามาในห้อง เสาวนิตสีหน้าระรื่นไม่ทุกข์ร้อน นิศาปิดประตูห้องแล้วหันมาเอาเรื่อง
"ไปไหนมาพี่นิต...ตุ๊คิดว่าไปนอนกับคุณแม่..ที่แท้ไปอยู่กับเทอดมาใช่ไหม"

เสาวนิตแก้ตัวหน้าตาเฉย
"เปล่าซะหน่อย...พี่ไปตึกคุณย่ามากับคุณแม่ แต่คุณแม่กลับมาก่อน พี่อ่านหนังสือให้คุณย่าฟังเพลินไป พอเดินกลับมาก็เข้าบ้านไม่ได้ เทอดเค้าออกมาเดินเล่นเลยมาเจอพี่...แหม..ถ้าไม่ได้เทอดมานั่งเป็นเพื่อนพี่คงแย่เลย"
"คุณแม่กลับมาตั้งแต่สี่ทุ่ม...พี่นิตไปทำอะไรถึงมาจนตีสอง"
เสาวนิตทำเป็นเปลี่ยนเสื้อหลังฉาก หลบหน้านิศา
"ก็บอกแล้วว่าอ่านหนังสือเพลินไป...ช่างเถอะน่า...ดึกดื่น จนป่านนี้แล้วอย่าเพิ่งมาซักมาถามอะไรพี่เลย"
เสาวนิตเปลี่ยนเป็นชุดนอนเดินออกมาก็ขึ้นเตียงนอนเลย
"ไม่อาบน้ำสีฟันเสียวันหนึ่งคงไม่เป็นไร...พรุ่งนี้เช้าค่อยอาบก็ได้"
"ดีเหมือนกัน...พรุ่งนี้เช้าตุ๊จะจัดการบอกคุณพ่อคุณแม่ เรื่องพี่นิตอยู่กับเทอดจนตีสอง...คืนนี้ช่างมันเถอะ..ดึกแล้ว"
นิศาพูดแล้วก็ห่มผ้า เตรียมจะนนอน เสาวนิตลุกขึ้น
"ตุ๊...โธ่ตุ๊...จะไปบอกเรื่องอะไรคุณพ่อคุณแม่...ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไร"
"ก็ถ้าไม่มีอะไร พี่นิตก็ไม่ต้องกลัวนี่...พี่นิตจะบอกไหมว่าพี่นิตไปทำอะไรมาถึงได้มากับเทอดจนตีสอง"
เสาวนิตนิ่ง แอบทำหน้าไม่พอใจ แต่ไม่กล้าเพราะเห็นนิศาเอาจริง...ได้แต่เอามือบิดผ้าห่มอย่างกดดัน
"ไม่บอกหรือ...ไม่บอกตุ๊ไม่เป็นไรหรอก ตุ๊ไม่ว่า พรุ่งนี้เตรียมเนื้อเตรียมตัวไว้คุยกับคุณพ่อคุณแม่เรื่องนี้เถอะ"
เสาวนิตเม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจ แต่ต้องจำใจพูดดี
"โธ่ตุ๊...เห็นแก่พี่สักทีเถอะ"
นิศาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
"จ้างให้...พี่นิตทำผิดอย่างนี้แล้ว...จะให้ตุ๊ช่วยปิด...ตุ๊ก็ผิดไปด้วยน่ะซิ...ตุ๊ต้องช่วยคุณพ่อคุณแม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลม..ปล่อยพี่นิตตามสบายอย่างนี้...ดีไม่ดีเสียชื่อวงศ์ตระกูลหมด..ตุ๊ไม่ยอมหรอก"
เสาวนิตอ้อนวอน ทำท่าน่าสงสาร
"โธ่ตุ๊"
นิศายืนจ้องหน้าเอาเรื่อง เสาวนิตทำนิ่งน่าสงสาร
"บอกมาตามตรงดีกว่า...ไปไหนมา..ถ้าไม่บอก...เตรียมตัวเจอกับคุณพ่อคุณแม่ตอนเช้า"
"โธ่ตุ๊ พี่ไม่ปิดตุ๊หรอก อยากรู้ก็จะบอกให้"
"ถ้าอย่างงั้นก็บอกมาสิ...บอกเสียดีๆ ว่าไปไหนมาถึงเข้าตึกไม่ได้"
เสาวนิตอึกอัก เจอนิศาไล่ต้อน
"ไป...เอ้อ...ไป...ไปหาเทอด"
เสาวนิตพูดเบาแทบกระซิบ นิศาตะแคงหูฟังได้ยินจนได้ พูดเสียงแข็งอย่างไม่พอใจมาก
"ไปหาเขาทำไม"
เสาวนิตลอยหน้า
"ไปคุยกันเฉยๆ"

นิศาทำหน้าไม่เชื่อ
"คุยกันเฉยๆ เชอะ...แล้วมีใครรับรู้บ้าง"
"เอ้อ...ง่า...ไม่มีใครรู้"
"ที่ไหน"
เสาวนิตทำตาหลุกหลิก
"ข้างเรือนย่าพลับ...เอ้อ...ที่สวนต้นพุทรา"
นิศาโมโหมาก
"ฮึ...ไปแอบพบกันอย่างนี้กี่หนแล้ว"
เสาวนิตหาทางโกหก นิศาหมั่นใส้
"ไปหาเทอดมากี่หนแล้วพี่นิต"
"หนเดียว...หนนี้หนเดียว"
"โกหก"
เสาวนิตร้อนใจ
"จริงๆ โธ่ตุ๊"
"พรุ่งนี้ไปบอกคุณพ่อคุณแม่เองก็แล้วกันว่าพบกันหนเดียว..แต่ตุ๊ไม่เชื่อ"
นิศาเสียงดังอย่างเอาจริง เสาวนิตถลาไปจับแขนนิศาอ้อนวอน
"โธ่ตุ๊...ไม่เห็นแก่พี่บ้างเหรอ...พี่ผิดไปแล้ว..พี่สำนึกผิด"
นิศาสะบัดแขน
"ตุ๊ไม่เชื่อ พี่นิตน่ะชอบโกหก รู้ไหมว่าตุ๊เบื่อที่พี่นิตชอบพูดโกหกอยู่เรื่อย"
"พี่จะไม่โกหกอีกแล้ว"
"ถ้างั้นก็บอกความจริงมาว่าไปเจออีตาเทอดกี่หนแล้ว"
เสาวนิตเสียงสั่นก้มหน้า
"ไม่รู้กี่ครั้ง..นับไม่ถ้วน...มันนานมาแล้วละ"
นิศาพยักหน้า
"นึกแล้วเชียว...พี่นิตแย่มากรู้ไหม ตุ๊อายแทบจะขาดใจตายแล้ว ทำไมถึงทำตัวอย่างนี้...พี่นิตหายไปตอนค่ำๆ บ่อยๆ ก็แอบไปหาเทอดละซิ...คุณพ่อคุณแม่รู้เข้าจะว่ายังไง"
เสาวนิตยกมือปิดหน้า
"ไม่รู้..ไม่รู้ ตุ๊เห็นแก่พี่สักทีเถอะนะ อย่าฟ้องคุณพ่อคุณแม่ให้พี่ได้อายไปกว่านี้เลย พี่เข็ดแล้ว พี่อายตุ๊เหลือเกิน...พี่สำนึกผิด"
เสาวนิตร้องไห้คร่ำครวญ
"อย่าฟ้องคุณพ่อคุณแม่เลยนะ..พี่โดนตีตายแน่ๆ"
นิศาเดินไปหยิบหนังสือโป๊ออกมาโยน
"พี่นิตทำไม่ดีเพราะอ่านหนังสือเลวๆ พวกนี้ไช่ไหม"
เสาวนิตสะอื้น
"ใช่..นังเจียมน่ะสิ...มันเอามาให้พี่อ่าน"

"อย่าไปโทษมันเลย...รู้ว่าไม่ดีไปอ่านทำไม...น่าจะขว้างทิ้ง"

เสาวนิตร้องไห้สะอึกสะอื้น เข้ามาจับแขนนิสาอย่างอ้อนวอน

"พี่จะทิ้งไปให้หมด พี่จะกลับตัว ตุ๊เชื่อพี่นะ ถ้าตุ๊ไม่เห็นแก่พี่ครั้งนี้ คุณพ่อตีพี่ตายแน่ นะตุ๊นะ พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ทำอีก"
นิศาเห็นเสาวนิตร้องไห้มากก็สงสาร
"แน่นะ"
"แน่จ้ะ...พี่สาบานให้เจ้าหักคอตายถ้าพูดไม่จริง...พี่จะไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว"
นิศาถอนใจ
"ถ้าพี่นิตละอายและสำนึกผิด..ตุ๊ไม่ฟ้องคุณพ่อคุณแม่ก็ได้"
เสาวนิตหยุดสะอื้น
"ตุ๊จะให้โอกาสแก้ตัว ที่แล้วก็แล้วไป ขออย่าให้พี่นิตทำไม่ดีอย่างนั้นอีก สัญญาไหมว่าจะไม่ไปแอบพบกับอีตาเทอดอีก"
เสาวนิตยิ้มทั้งน้ำตา
"สัญญาสิตุ๊...พี่สัญญาจ้ะ...สัญญาจริงๆ"
"ถ้าพี่นิตไม่รักษาสัญญา ตุ๊จะฟ้องคุณพ่อคุณแม่ทันที พี่นิตไปนอนได้แล้ว...ตุ๊ก็จะนอนแล้ว"
เสาวนิตเดินไปลงนอน หันหลังให้นิศา เสาวนิตแค้นใจ...

ตอนเช้า อานนท์ขับเรือวิ่งไปในคลองน้ำวน มีปริศนากับสมรนั่งมาด้วย

อานนท์พา ปริศนากับสมรมาที่สวนมะพร้าวของคลองน้ำวน สสองแม่ลูกมองสวนมะพร้าวอย่างชื่นชม
"แหม...ร่มรื่นดีจริง...สวนมะพร้าวที่นี่นะเหรอของตวันน่ะพ่อนนท์"
"ครับ"
อานนท์ชี้มือแนะนำอย่างคุ้นเคย
"ทางด้านโน้นเป็นโรงเก็บเครื่องจักรสำหรับหีบน้ำมันมะพร้าว บ้านนายตวันอยู่ทางด้านโน้น"
สมรตื่นเต้น
"แหม...ตวันจะเปลี่ยนไปแค่ไหนอยากรู้จริง"
ปริศนายิ้มกับอานนท์
"เดี๋ยวแม่ก็รู้ค่ะ"
สนมเดินมา เห็นอานนท์ก็ดีใจ
"นายช่างใหญ่...มาแต่เช้า"
อานนท์ยิ้มแจ่มใส
"สวัสดีจ้ะสนม...คุณๆ ของเราอยู่ที่บ้านหรือเปล่า"
"อยู่จ้ะ"
อานนท์หันมาบอกปริศนา
"พาคุณน้ามาทางนี้เลยปริศนา"

ปริศนายิ้มล้อๆ
"แหม...คุณนนท์คุ้นเคยกับที่นี่ดีจริงนะคะ"
ปริศนาพาแม่เดินตามอานนท์ไป สนมมองตามยิ้มๆ

อานนท์พาปริศนากับสมรเดินมาถึงบ้านตวัน สมรมองอย่างทึ่ง
"บ้านใหญ่โตอยู่ในสวนมะพร้าว"
ปริศนาก็มองอย่างทึ่งเหมือนกัน อานนท์เปิดประตูเข้าไป
"เชิญครับคุณน้าสมร...ปริศนา..ผมว่านายตวันต้องแปลกใจมากแน่ๆ"

สมร กับปริศนา เดินตามอานนท์เข้าไปในบ้าน พอสมรเดินเข้าไปในบ้าน ตวันเดินลงมาจากชั้นบนพอดี โสภณกับสุชาดานั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น สุชาดาเห็นอานนท์ก็ดีใจ สมรมองตวันนิ่งอย่างนึกไม่ถึง ตวันก็มองสมรแล้วก็จำได้ ยิ้มดีใจ
"พี่สมร"
สมรจำตวันได้แล้วยิ้มดีใจ ต่างก็โผเข้าหากัน
"ตวัน....โอ...ตวัน"
ตวัน กับ สมรดีใจมาก สุชาดายิ้มเดินมาหาอานนท์กับปริศนา ปริศนามองไปรอบๆ ยิ้มดีใจ

ตวัน และ สมร นั่งคุยกันด้วยสีหน้าซาบซึ้งดีใจ คนอื่นๆ ก็นั่งอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"ยี่สิบกว่าปีเชียวนะตวัน...เธอนี่ช่างใจเด็ดเดี่ยวจริงๆ"
"โธ่..ก็จะให้ดิฉันทำยังไงล่ะคะ ขอให้เห็นใจเด็กสาวๆ จากบ้านจากพ่อแม่มาจากแดนไกล...หวังจะพึ่งพาฝากชีวิตไว้กับผู้ชายที่เป็นสามีที่เรารักยิ่งชีวิต...เค้าจะต้องไปเข้าพิธีแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่น...ใครจะไปทนไหว... ถึงจะใจเด็ดแค่ไหน แต่ดิฉันก็ไม่ใจแข็งพอที่จะเห็นสามีตัวเองไปเข้าหอกับผู้หญิงอื่นได้หรอกค่ะ"
ตวันน้ำตาร่วง พยายามที่จะไม่ร้องไห้ฟูมฟาย สมรมองอย่างเห็นใจ เอามือจับแขนไว้อย่างให้กำลังใจ
"เธอไม่รู้หรอกว่าเจ้าคุณสุทธาน่ะ...ทุกข์ทรมานขนาดไหน"
ตวันเช็ดน้ำตา
"ถึงจะทุกข์ยังไงก็คงไม่นานหรอกใช่ไหมคะ เพราะมีคนคอยปลอบใจอยู่แล้ว"
สมรสั่นหน้า
"เธอเข้าใจผิดแล้วตวัน"

สมรเล่าเรื่องในอดีตให้ตวันฟัง
เจ้าคุณสุทธานอนไม่สบายอย่างหนักอยู่บนเตียง คุณหญิงเทพ และเจริญเฝ้ามองอย่างเป็นห่วง หมอเข้ามาตรวจอาการอย่างละเอียด...
สมรบอก "ท่านเจ้าคุณตามหาเธอไม่เจอก็คลั่งใหญ่...ไม่ยอมกลับบ้าน ปล่อยให้เจ้าสาวคนใหม่เฝ้าเรือนหอรอเก้ออยู่คนเดียว เจ้าคุณไม่ยอมกลับบ้านหลายวัน เอาแต่ตามหาเธอ จนล้มเจ็บ เจ้าคุณมานอนเจ็บอยู่ที่บ้านพี่ ไม่ยอมไปหาหมอ ไม่ยอมกิน ไม่ยอมนอน พี่ยังจำได้ว่าท่านเจ้าคุณมีแต่สีหน้าที่ปวดร้าวทรมานจนทรุดโทรมผิดตา คุณพระเห็นอาการพี่ชายออกจะหนัก...จึงไปบอกคุณพ่อคุณแม่ให้ทราบ...เจ้าคุณเจ็บครั้งนั้นแทบสิ้นชีวิต"

อานนท์บีบมือสุชาดาที่น้ำตาร่วงเพราะสงสารพ่อ
"พอท่านเจ้าคุณอาการดีขึ้นก็จะไปตามหาเธอที่มาเลย์ แต่คุณแม่ท่านโวยวายเป็นโกลาหลไม่ยอมให้ไป...จนล้มเจ็บไปอีกคน ท่านเจ้าคุณเสียใจมากเลยนะที่เธอหายไป"
"ดิฉันตัดสินใจหนีไปเสียให้พ้นๆ ทั้งๆ ที่อาลัยแทบใจจะขาด รู้สึกว่าถ้าทนอยู่ต่อไป ความทุกข์ความเดือดร้อนจะไม่มีสิ้นสุดกันเลย"
"พี่น่ะชมเธอเสมอว่าใจเด็ดและมีความอดทนที่สุด...การที่เธอหนีไป พี่ก็เห็นใจเธอมาก ถ้าเป็นพี่คงอึดอัดแย่เพราะไม่รู้จะทำยังไง จะหนีก็ไม่มีที่ไป ไหนจะลูกอีกสามคน กำลังจะมีคนที่สี่...โอ๊ย..ไม่ไหว ไม่เก่งเหมือนเธอหรอก"
"ถ้าอย่างนั้นตอนที่แม่ท้องปริศนา ก็พร้อมๆ กับน้าตวัน ท้องสุ กับโสน่ะสิจ้ะ"

สมรหัวเราะกับตวัน
"จริงสินะ...เอ...แล้วใครเป็นพี่ใครเป็นน้องกัน ปริศนาน่ะคลอดเดือนมีนา หลังคุณพระเสียไปได้หกเดือน"
"สุกับโส คลอดเดือน มิถุนา น่าจะปีเดียวกันนะคะคุณพี่"
สมรยิ้ม
"จ้ะ...เราคลอดปีเดียวกัน"
ปริศนายิ้มดีใจ
"ถ้าอย่างนั้นปริศนาก็เป็นพี่... ตั้งสามเดือนแน่ะ"
อานนท์ สุชาดา โสภณ พากันหัวเราะ
"โอ้โห...ตั้งสามเดือนเชียวเหรอปริศนา" อานนท์ว่า
สมรหันไปยิ้มกับสุชาดา
"สุ..ถ้าคุณพ่อของหนูรู้ว่ามีหนู กับ โส และ คุณแม่...อยู่ไม่ไกลจากเค้าเลย..คุณพ่อของหนูจะต้องดีใจมาก"
"ดิฉันไม่แน่ใจอย่างนั้นหรอกค่ะคุณพี่...เจ้าคุณก็ไม่ผิดกับผู้ชายทั้งหลายหรอกค่ะ เมื่อดิฉันจากไปแล้วไม่นาน เจ้าคุณก็ลืม หันไปหาเมียใหม่ พี่ชายดิฉันส่งข่าวมาให้รู้เรื่อยๆ ว่าเจ้าคุณมีลูกกับเมียใหม่ถึงสามคน"
"แต่เจ้าคุณสุทธาไม่มีความสุขในบ้านเลยนะครับ" อานนท์บอก
ตวันหันมามองอานนท์
"ไม่น่าเป็นไปได้"
"จริงๆ ครับ ผมไปหาตระกลที่บ้านเจ้าคุณสุทธาบ่อยๆ ถึงได้เห็นว่าเจ้าคุณสุทธา..ไม่มีความสุขเอาเสียเลยเมื่ออยู่บ้าน...ท่านจะอยู่แต่ในห้องส่วนตัวของท่าน ลูกๆ ของท่านเจ้าคุณ กับ คุณหญิงเจริญก็ดูเหมือนเด็กมีปัญหา" อานนท์บอก
ปริศนายืนยัน
"ข้อนี้จริ ปริศนาเคยเห็นมาเหมือนกัน คุณลุงดูเป็นคนที่เศร้าๆ เหมือนเป็นคนไม่มีความรู้สึก ไม่มีหัวใจ ขออนุญาติให้ปริศนาพาโส กับ สุ ไปหาคุณลุงเถอะค่ะ คุณลุงคงจะดีใจจนพูดไม่ออกทีเดียว"ปริศนายิ้มดีใจ "oh boy!! ปริศนานึกไม่ถึงเชียวว่าคุณลุงจะดีใจแค่ไหน"
"จริงๆ ด้วยตะวัน...สุ กับ โส ควรจะได้พบกับพ่อเสียที" สมรบอก
สองพี่น้องมองหน้ากัน...

สุชาดาพาปริศนาเดินมานั่งเล่นใสสวนมะพร้าวใกล้ๆ บ้านตวัน ปริศนามองอย่างสดชื่น
"พี่ชอบที่นี่จังเลยสุ...น้าตวันคงเหนื่อยมากนะกว่าจะทำสวนมะพร้าวให้น่าดูอย่างนี้ได้"
"ถ้าเดินไปดูด้านใน พี่ปริศนาจะชอบมากกว่านี้ค่ะ"
"อย่าเรียกพี่เลยสุ อายจัง แก่กว่าแค่สามเดือนเอง เราเป็นเพื่อนกันดีกว่านะ"
สุชาดายิ้ม
"ได้จ้ะ...ปริศนา"
"ว่าแต่ด้านโน้นมีอะไรให้ดูเหรอสุ"
"ก็มีลานเพลินจ้ะ"

ปริศนาสนใจ
"ลานเพลิน"
"เป็นที่ที่เราให้พวกชาวบ้านมาช่วยกันทำของใช้ที่ได้จากต้นมะพร้าวจ้ะ...เช่นเอากะลามะพร้าวมาทำกระบวยตักน้ำ"
ปริศนางง
"อะไรคือกะลา...อะไรคือกระบวย"
สุชาดาหัวเราะ
"กะลาคือ coconut shell ส่วนกระบวย ก็คือ scoop ที่ทำจากกะลา"
"I see....ไป..สุ พาปริศนาไปดูกระบวยกะลา"

สองสาวหัวเราะอย่างสนุกพากันเดินไป
 
อ่านต่อหน้า 4

เจ้าสาวของอานนท์ ตอนที่ 12 (ต่อ)

สุชาดาพาปริศนามาเดินดูลานเพลิน ชาวบ้านกำลังทำงานแต่ละส่วนของตัวเอง ปริศนามองอย่างทึ่ง

"เป็นความคิดของใครที่ให้ชาวบ้านมาช่วยกันทำอย่างนี้"
"ของแม่...พอสุกลับมาก็มาช่วยแม่..ตอนนี้เรามีของใช้ที่ทำจากมะพร้าวหลายอย่าง...ไม่มีอะไรต้องทิ้งเลย"
ปริศนาเดินมาหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวดู
"ที่บ้านปริศนามีอย่างนี้หลายอันเลย"
สุเดินไปหยิบกระบวยกะลามาให้ปริศนาดู
"นี่ไง...กระบวยที่ทำจากกะลา"
ปริศนายิ้มบอก "good idea....and very nice"
สุชาดาหัวเราะ
"ทำได้เยอะๆ แล้วก็เอาไปขาย...เอาเงินให้ชาวบ้านแบ่งกัน"
"เอาเงินให้ชาวบ้านหมดเลยเหรอ"
"ใช่จ้ะ...เค้าจะได้มีกำลังใจที่จะทำ ยิ่งถ้าเค้าทำได้ดีขึ้นก็จะขายได้ราคาดีขึ้น...เค้าก็จะได้มีรายได้มาช่วยครอบครัว"
ปริศนามองสุชาดาอย่างทึ่ง
"โอ..สุ...สุทำอย่างนี้ดีมากๆ เลย"
สุชาดาพาปริศนาเดินเรื่อยๆ มาถึงสนมที่กำลังเอามะพร้าวแก้วใส่ชะลอมเล็กๆ สุชาดาหยิบมะพร้าวแก้วให้ปริศนาชิม
"ลองชิมดูซิ"
ปริศนาดมแล้วเอาใส่ปาก
"อื้อ...ทั้งหอมทั้งอร่อย...ปริศนาเคยกินนะ..แต่สีขาวๆ ไม่มีสีสวยอย่างนี้...เค้าเรียกมะพร้าวแก้วใช่ไหม"
"ใช่แล้ว...สีสวยๆ พวกนี้เป็นสีของดอกไม้นะ"
ปริศนาตาโต
"สีของดอกไม้...ทำได้ยังไง"
"ก็เอาดอกไม้มาคั้นน้ำแล้วก็แช่กับมะพร้าวที่เราขูดเป็นเส้นๆ แล้วนี่...สีฟ้านี่มาจากดอกอัญชันกับมะนาว....สีชมพูมาจากดอกประทัดจีน...สีเหลืองมาจากดอกดาวเรือง"

ปริศนารีบพูด
"สีเขียวนี่ปริศนารู้...มาจากใบเตยใช่ไหม"
"ใช่แล้ว...เก่งนี่"
"มะพร้าวแก้วธรรมดาๆ มาใส่สีสวยๆ...น่ากินขึ้นเยอะเลย"
ปริศนาหยิบมะพร้าวแก้วขึ้นมากินอีก อานนท์เดินเข้ามากับโสภณ ปริศนาหันมายิ้มหวาน
"สุจ้ะ..สุกับ โส ต้องมาบ้านปริศนาในเร็วๆ นี้นะจ๊ะ ปริศนาอยากให้สุกับ โส ได้พบกับท่านชาย...แล้วก็ไปบ้านแม่ จะได้พบกับพี่ๆ ทุกคน...อุบลพี่สาวคนโต สิรี พี่สาวคนที่สอง ซึ่งกำลังจะหมั้นเร็วๆ นี้ อนงค์พี่สาว
คนที่สาม"
อานนท์ยิ้มๆ
"ญาติเยอะไหมล่ะ"
สุชาดาดีใจ
"ดีค่ะ...สุอยากพบญาติข้างพ่อของสุเหลือเกิน สุมีแต่ญาติข้างแม่ มาแต่ไหนแต่ไร..แล้วก็อยู่ที่เคแอลเสียอีก ปีหนึ่งถึงจะได้ไปหากัน วันนี้ดีใจเหลือเกินที่ได้พบป้าสมร กับปริศนา สุได้ยินชื่อปริศนาจากคุณนนท์มานานแล้ว"
"ตายจริง...พูดถึงดีๆ หรือเปล่าคุณนนท์...หวังว่าไม่ได้เล่าความแผลงต่างๆ ของปริศนาเมื่อยังสาวให้ฟังนะ"
โสภณหัวเราะ
"เมื่อยังสาว...เดี๋ยวนี้ปริศนาไม่สาวแล้วเหรอครับ"
ปริศนายิ้มเขิน
"ตอนสาวของปริศนาหมายถึงก่อนแต่งงานกับท่านชายจ้ะโส..คุณนนท์กับปริศนาเป็นเพื่อนเล่นกันมาทั้งตัวโตๆ อย่างนี้แหล่ะ เพราะบ้านของเราอยู่ติดกัน"
อานนท์หัวเราะ
"ปริศนากับผมน่ะมีวีรกรรมแผลงๆ กันน่าดู....ไปทานข้าวกันเถอะหิวแล้ว"
สุยิ้มให้อานนท์
"ที่เดินมาตามนี่เพราะหิวแล้วใช่ไหม"
อานนท์ยิ้มหวานให้สุชาดา
"ใช่แล้วจ้ะ"
ปริศนามองอานนท์ กับ สุชาดาอย่างดีใจ...

ทั้งหมดนั่งกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร จูเหลียงกับลูกจ้างกำลังเสิร์ฟอาหาร...ตวันสีหน้าเศร้าๆ
"อันที่จริงเรามันก็หัวอกเดียวกันนะคะ...เราต่างก็ต้องพรากจากสามีที่แสนรักของเราไปในเวลาใกล้ๆ กัน"
"ถ้าอย่างนั้นเธอก็ยอมที่จะพบกับท่านเจ้าคุณใช่ไหมตวัน สุกับโสควรจะได้พบกับพ่อของพวกเขาได้แล้ว"
ตวันจับมือลูกสาว สุชาดายิ้มให้กำลังใจแม่
"คุณพี่เห็นว่าควรจะทำอย่างไรก็จะทำตาม"

ปริศนา กับ อานนท์ดีใจมาก สองพี่น้องยิ้มให้กัน สมรมองทุกคนอย่างดีใจ
"ถ้าเช่นนั้น...พี่จะกลับไปคิดให้ดีเสียก่อนว่าเราควรจะทำอย่างไร"
"ผมรับอาสาพาไปพบท่านเจ้าคุณเองก็ได้ครับ" อานนท์บอก
สุชาดาบอก
"ถ้าพวกเราพากันจู่โจมไปหาคุณพ่อมิตกใจแย่เหรอคะ"
"นั่นน่ะสิ...ดีไม่ดีคุณย่าจะไล่พวกกเราออกมาซะก็ไม่รู้" โสภณบอก
"แม่คะ...แม่กับปริศนาไปปล่อยข่าวกับคุณลุงก่อนดีกว่า"
"ใช่เลยปริศนา...เราจะได้เห็นท่าทีของท่านเจ้าคุณ แต่ผมแน่ใจว่าท่านจะต้องดีใจมากแน่ๆ" อานนท์บอก
"ปริศนาก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน"
สมรมองอาหารที่เสิร์ฟอยู่บนโต๊ะ
"แหมตวัน...เธอนี่เก่งจริง...จะไม่มีใครคิดถึงเลยว่า ในสวนมะพร้าวจะมีบ้านสวยๆ อาหารที่เทียบเท่าโฮเต็ลอย่างนี้"
"จูเหลียง กับสามีเค้าเป็นกุ๊กของเรา...อยู่ด้วยกันตั้งแต่ที่กัวลาลัมเปอร์...พอดิฉันกับลูกย้ายมาเมืองไทย พวกเขาก็ตามมาดูแลเราที่นี่"
"น่าทานราวกับอาหารที่โฮเต็ลเชียวค่ะน้าตวัน" ปริศนาบอก
อานนท์มีท่าทางเงียบขรึมไปจนสุชาดาสังเกตุ
"เป็นอะไรไปคุณอานนท์...ไหนเมื่อกี้บอกว่าหิวไง...ทำไมนั่งเฉยอย่างนั้นล่ะจ้ะ"
อานนท์ยิ้ม
"เปล่าจ้ะ"
"จริงของสุ...เมื่อกี้คุณนนท์ยังหัวเราะเสียงดังอยู่เลย... ทำไมจู่ๆ ก็เงียบขรึมไปแบบนั้น"
ทุกคนมองอานนท์
"เอ้อ...ผมกำลังคิดว่า ถ้าคุณหญิงเจริญรู้เรื่องของนายตวัน จะอาละวาดซะขนาดไหน"
สมรหน้าเสีย
"เค้าก็คงทำใจลำบากนะ" ตวันว่า
"คนอย่างคุณหญิงเจริญผมว่าไม่ใช่ทำใจลำบากหรอกครับW
"female dragon คงจะอาละวาดบ้านแตกแน่"
สองพี่น้องหัวเราะขำ
"female dragon เลยเหรอปริศนา" สุชาดาว่า
"ปริศนาไม่ควรล้อเลียนผู้ใหญ่นะลูก" สมรบอก
"ปริศนารู้ค่ะแม่...แต่ขอยกเว้นซักคนเถอะ...จริงไหมคุณนนท์"
"ผมว่าฉายาที่ปริศนาตั้งให้คุณหญิงเจริญนี่...เหมาะสมที่สุดครับ"
สมรอดหัวเราะไม่ได้ ปริศนารีบแหย่
"นั่นแน่...แม่ก็เห็นด้วยใช่ไหมล่ะจ้"
"ใช่จ้ะ...แต่แม่กลับไม่กลัว ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าคุณสุทธา ซึ่งแม่แน่ใจว่าเจ้าคุณจะดีใจอย่างมากที่ได้เจอตวันกับลูก"

สมรหันไปยิ้มกับตวัน ทุกคนเริ่มทานอาหารพูดคุยกันสบายใจที่ได้เจอกัน...ยกเว้นสุชาดาที่แอบมองตากับอานนท์อย่างนึกหวั่นใจ

เวลาเดียวกัน เสาวนิต และนิศานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร คุณหญิงเจริญเดินลงมา เห็นโต๊ะอาหารยังว่างเปล่าก็ไม่พอใจ หันไปตะโกนเรียกคนใช้

"นังเจียม นังเจียม มัวแต่ทำอะไรของแก ป่านนี้ยังไม่ตั้งโต๊ะอีก จนจะมืดอยู่แล้ว นังเจียม ใครอยู่หลังบ้านน่ะ..เรียกนังเจียมมาซิ"
คนใช้คนหนึ่งเดินหน้าตื่นออกมา
"พี่เจียมไม่อยู่ค่ะ"
"ไม่อยู่...มันไปไหน...แล้วทำไมพวกแกไม่ตั้งโต๊ะ..นี่เลยเวลากินข้าวเย็นแล้ว...นั่งติดกระดานทำอะไรกันอยู่ได้"
คนใช้กลัวๆ กล้าๆ
"พี่เจียมไม่อยู่ก็เลยไม่มีใครบอกให้ทำอะไรเจ้าค่ะ"
คุณหญิงเจริญตาลุก
"แล้วนังเจียมมันไปไหน ไปตามมันมาซิ นังนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว"
เจ้าคุณสุทธาเดินออกมากับเฉย และ นิศา
"หยุดตะโกนได้แล้วแม่เจริญ...นังเจียมมันไม่อยู่แล้ว"
เสาวนิตเดินลงมาจากบนห้องมายืนฟัง
"ไม่อยู่ได้ยังไงกันคะ มันหายหัวไปไหน"
"มันหนีไปแล้ว"
เสาวนิตตกใจมาก คุณหญิงเจริญยังไม่ยอมรู้เรื่อง
"อ้าว...มันหนีไปไหน เอ๊ะนังนี่ อยู่ดีไม่ว่าดี มันจะหนีไปทำไม"
"ยามหน้าบ้านมาบอกว่า มันหนีออกไปกับคนสวนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว..พากันวิ่งหายไปW
เสาวนิตย้ำ
"หนีไปกับคนสวน"
"พี่นิตรู้เรื่องที่นังเจียมมันแอบมีผัวเป็นคนสวนหรือเปล่าล่ะ" นิศาถาม
เสาวนิตรีบลนลานปฏิเสธ
"ไม่รู้...พี่ไม่รู้เรื่อง"
เจริญหันมาดุนิศา
"นี่ตุ๊...ทำไมไปถามพี่เค้าอย่างนั้นล่ะ เรื่องของบ่าว พี่เค้าจะไปรู้เรื่องเลวๆ อย่างนั้นกับมันได้ไง"
นิศายิ้มกวน
"ตุ๊เห็นพี่นิตคุยกับนังเจียมบ่อยๆ นึกว่าจะรู้...จริงไหมพี่นิต"
เสาวนิตไม่พอใจ มีแม่อยู่ใกล้ๆ เลยหันไปดุนิศา
"เอ๊ะตุ๊...จะพูดให้มันได้อะไรขึ้นมา...พี่ก็พูดกับมันเพราะเป็นบ่าวคอยแต่รับใช้เท่านั้น"
"ตุ๊ก็ไม่ได้ว่าอะไร"

คุณหญิงเจริญหันไปเล่นงานท่านเจ้าคุณ
"แต่ท่านเจ้าคุณรู้ใช่ไหมคะ ท่านรู้ว่านังเจียมมันหนีไปตั้งแต่เมื่อคืน...ทำไมไม่บอกดิฉัน"
"เมื่อคืนเธออยู่บ้านซะที่ไหนล่ะ กว่าจะกลับฉันก็นอนแล้ว..ถ้าเธอไม่ออกไปเล่นไพ่ดึกๆ ดื่นๆ บ่อยๆ เธอก็คงรู้เรื่องในบ้านดีกว่านี้แล้วละ"
คุณหญิงเจริญอาละวาด
"ใช่น่ะซิ...ดิฉันมันไม่เคยมีดี ไม่เคยทำอะไรถูกซักอย่าง สู้อีเมียเก่าท่านเจ้าคุณไม่ได้สินะ"
นิศา กับ เสาวนิตตกใจ
"ไปแม่นิต...ตุ๊ เราไปขอข้าวตึกคุณย่ากินกันเถอะ...ที่นี่เค้าไม่เคยสนใจแม่กับลูกว่าจะอยู่จะกินกันยังไง"
คุณหญิงเจริญกระชากแขนเสาวนิต กับ นิศาเดินออกไป คุณสุทธาเบื่อหน่ายเดินหนีเข้าห้อง ทิ้งให้ห้องอาหารว่างเปล่า

คุณหญิงเจริญนั่งหน้างอไม่พอใจ นิศานั่งร้องไห้เงียบๆ เสาวนิตมองนิศาอย่างรำคาญ
คุณหญิงเทพเห็นนิศาร้องไห้ก็หงุดหงิด
"อะไรล่ะแม่ตุ๊...มานั่งน้ำหูน้ำตาร่วงทำไม"
พรรณบอก
"แม่เจริญก็ไม่น่าพูดต่อหน้าลูกนี่นา พ่อแม่จะทะเลาะกันก็ไม่น่าจะให้ลูกต้องมารับรู้"
"คุณพี่คะ...คุณพี่จะมาว่าดิฉันก็ไม่ถูก...ดิฉันเองก็ไม่ได้รับรู้มาก่อนว่าท่านเจ้าคุณน่ะมีเมียมาก่อน อย่างนี้น่ะซิ ท่านเจ้าคุณถึงได้ไม่ใยดีดิฉัน ลูกเต้าถึงพากันเสียใจ"
"เรื่องนี้น่ะ เธอต้องไปโทษแม่ของเธอถึงจะถูก ฉันเองก็ไม่ได้ปิดบังซะที่ไหน เรื่องเล็กๆยายทองใบน่ะแหล่ะทำเป็นเรื่องใหญ่ไม่บอกให้เธอรู้เอง...ฉันถามจริงๆ เถอะ ถ้าเธอรู้ว่าท่านเจ้าคุณน่ะมีเมียอีกคน เธอจะไม่แต่งงานด้วยหรือไง ในเมื่อเธอเป็นเมียเอก ตบแต่งมีหน้ามีตาทั้งเมือง..จะเอาอะไรอีก"
คุณหญิงเจริญน้ำตาร่วง
"ก็ดิฉันไม่เคยรู้นี่เจ้าคะคุณแม่ จะทำใจได้ยังไง ถ้าท่านเจ้าคุณดีกับดิฉันก็ไปอย่าง แต่นี่...ดิฉันทำอะไรก็ไม่เคยถูก คุณแม่ต้องจัดการท่านเจ้าคุณให้ดิฉันนะคะ เพราะคุณแม่ ดิฉันถึงต้องกลายเป็นเบี้ยล่างแบบนี้"
คุณหญิงเทพสะอึกพูดไม่ออก พรรณไม่พอใจ
"แม่เจริญ...เรื่องนี้เธอจะมาโทษคุณแม่ได้อย่างไร ท่านเจ้าคุณจะรักจะโปรดเธอหรือไม่ มันอยู่ที่ตัวของเธอเอง ถ้าเธอดีซะอย่าง ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ทำอะไรไม่ได้"
คุณหญิงเจริญหันมาตาเขียว คุณหญิงเทพรีบโบกมือห้ามเสียงดัง
"นี่พอทีๆ ...จะเอาเรื่องเก่าเรื่องโบราณมาพูดทำไม มันจบไปนานแล้ว แม่ตุ๊ ถ้าไม่หยุดร้องย่าจะตีละนะ...จะร้องไปทำไมให้แม่เราเป็นประสาทไปคนเดียวก็พอแล้ว"
นิศาเช็ดน้ำตา
"เจ้าค่ะคุณย่า"
"มาพูดเรื่องตอนนี้ดีกว่า นังเจียมมันหนีไปกับผู้ชายเมื่อคืนทำไมพวกเธอไม่มีใครรู้เรื่อง" คุณหญิงเทพว่า
"ดิฉันก็เพิ่งจะรู้เมื่อครู่ค่ะ"
"เลี้ยงไม่เชื่อง...เบื่ออีพวกบ้าผู้ชายนี่จริง"
"จะไปเอาอะไรกับคนชั้นต่ำอย่างมันล่ะคะคุณแม่ ดิฉันกับลูกถึงต้องหอบกันมาขอข้าวคุณแม่ทาน...ปล่อยให้ท่านเจ้าคุณเค้าให้ไอ้เฉยหาให้กิน"
"หล่อนก็เป็นเสียอย่างนี้ แทนที่จะดูแลปรนนิบัติผัว หาข้าวหาปลาให้เค้ากิน หรือไม่ก็ชวนกันออกไปกินนอกบ้านก็ได้ กลับหอบลูกเอาตัวรอดมาที่นี่ ดูไว้นะแม่นิต ต่อไปจะออกเรือนอย่าทำอย่างแม่เรา มีผัวน่ะต้องรู้จักเอาใจผัว แล้วเรื่องพ่ออานนท์ไปถึงไหน หล่อนจัดการให้พ่ออานนท์มาหาแม่นิตได้หรือยัง"
"ยังเลยค่ะ ตระกลน่ะซิคะ หาตัวไม่เคยเจอ เมื่อคืน คุณหญิงกิ่งแก้วบอกว่าตระกลน่ะไปติดหลานสาวหลวงยศลือชา...คงไปเฝ้าเค้าทุกวัน...เลยไม่เห็นหน้าเลยค่ะ"
คุณหญิงเทพหมั่นไส้
"หนอย...ทำเป็นไปติดลูกสาวเศรษฐี...ไม่ได้นะ..ฉันไม่ยอมเสียหน้าเรื่องพ่ออานนท์ กับแม่นิตนะ แม่เจริญ ยังไงซะต้องให้พ่ออานนท์มาแต่งกับแม่นิตให้ได้"
คุณหญิงเทพพูดเสียงเฉียบขาด..นิศาฟังอยู่ด้วยสีหน้าไม่เห็นด้วย
"แต่รจนาบอกว่าพี่ชายเค้ากำลังจะแต่งงานนะคะ"
ผู้ใหญ่ทุกคนนิ่งอึ้ง เสาวนิตหน้าเสียตกใจมาก
"พูดอะไรนะตุ๊...รจนาอะไร"
"รจนาเพื่อนของตุ๊ไงคะคุณแม่...เค้าเป็นน้องสาวของพี่อานนท์ รจนามาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าพี่นนท์กำลังจะแต่งงานค่ะ"
"แต่งกับใคร...จะมาสู่ขอแม่นิตแต่งงานใช่ไหม"
"ไม่ใช่พี่นิตค่ะ...รจนาบอกว่าพี่นนท์ไปชอบลูกสาวชาวสวน...พ่อแม่รจนากำลังจะไปสู่ขอให้หมั้นกัน"
เสาวนิตผิดหวังมาก
"ไม่จริง...ตุ๊พูดเอาเอง"
"จริงๆ...ตุ๊จะมาพูดเอาเองได้ไง"
คุณหญิงเจริญเดินมาเขย่าแขนนิศาอย่างผิดหวังมาก
"เอาอะไรมาพูดตุ๊ คุณอานนท์เค้าชอบพี่นิต เค้าจะไปแต่งกับลูกชาวสวนต่ำๆ ได้ยังไง นี่อิจฉาพี่เขาใช่ไหม ถึงหาเรื่องมาพูดแบบนี้"
"นั่นซิ...พูดให้ดีๆนะแม่ตุ๊ คนอย่างพ่ออานนท์เค้าจะไปเลือกผู้หญิงชาวสวนบ้านนอกคอกนามาเป็นเมียได้ไง"
นิศาจะร้องไห้
"จริงๆ ค่ะคุณย่า...รจนาเค้ามาเล่าให้เพื่อนๆ ฟังอย่างนั้นจริงๆ ถ้าคุณแม่ไม่เชื่อไปถามพ่อแม่ของพี่นนท์ก็ได้ค่ะ"
คุณหญิงเจริญเขย่านิศา
"แกไม่ต้องมาท้าฉันนะยายตุ๊..คอยดูนะ..ถ้าเรื่องนี้ไม่จริงละก็ ฉันจะตีแกให้เนื้อแตกเชียวW
"นิตรู้ค่ะว่าทำไมตุ๊ถึงมาพูดอย่างนี้...ตุ๊หลงรักคุณนนท์น่ะซิ"
นิศาตาเขียวหันมาดูเสาวนิต
"บ้า...พี่นิตคิดบ้าๆ"
"ก็มันจริงนี่ เวลาคุณนนท์มาที่นี่น่ะ ตุ๊ต้องไปนั่งคอยเอาใจทุกครั้ง...ชวนเค้าคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้นานๆ ทุกที อย่างนี้แปลว่าอะไร ตุ๊น่ะหลงรักคุณนนท์ถึงได้หาเรื่องมาพูดแบบนี้"
"จริงหรือเปล่าแม่ตุ๊...เราทำอย่างนั้นหรือเปล่า"
"ทำไมถึงทำตัวเลวอย่างนี้ตุ๊"
นิศาร้องไห้
"หัวคิดพี่นิตน่ะ...มีแต่เรื่องรักเรื่องทุเรศ เหมือนหนังสือที่พี่นิตอ่าน ไม่มีใครเค้าคิดต่ำๆ เลวๆ อย่างพี่นิตหรอก ใครคุยกับใครต้องแปลว่ารักกันทั้งนั้นรึ คุณย่าคะ ตุ๊ไม่ได้เป็นอย่างที่พี่นิตพูดเลย พี่นนท์จะหมั้นหรือแต่งงานกับใครไม่เห็นเกี่ยวกับตุ๊"
"แล้วเราชอบคุยกับเขาจริงหรือเปล่า"
"จริงค่ะ..เพราะพี่นนท์คุยสนุก เค้าเห็นตุ๊เป็นน้องเหมือนรจนา ตุ๊เป็นนักเรียน...ต้องมุ่งอยู่แต่การเรียน" นิศาจ้องหน้าเสาวนิต "ไม่เหมือนใครบางคนที่วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือลามก บ้าผู้ชาย...ดีแล้วที่คุณอานนท์เค้าแต่งงานไปกับคนอื่น...ถ้าเค้าคิดผิดมาแต่งกับพี่นิต...ตุ๊จะเสียดายคนดีๆ อย่างพี่อานนท์"
นิศาสะบัดแขนออกวิ่งอย่างเร็ว กลับไป คุณหญิงเจริญโมโห
"ตุ๊...มานี่นะ...มานี่...แม่จะตีซะให้เข็ด"
คุณหญิงเทพลงนั่งหมดแรง
"ถ้าหากยายตุ๊มันพูดจริงๆ...จะทำยังไงกันล่ะทีนี้"
เสาวนิตน้ำตาร่วง
"ดิฉันไม่ยอมหรอก นายอานนท์น่ะมาทำให้ยายนิตหลงใหลขนาดนี้...จะมาทิ้งกันไปง่ายๆ ได้ยังไง"
พรรณถาม
"คุณอานนท์เค้ามาทำท่าติดพันแม่นิตจริงหรือเปล่าแม่เจริญ"
"อ้าว...คุณพี่...ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะคะ...คุณพี่พูดแบบนี้แปลว่าแม่นิตคิดไปเองเหรอคะ"
"ก็นั่นน่ะซิ ถึงได้ถามดู"
เสาวนิตเห็นท่าไม่ได้การ จึงแสร้งแสดงเป็นปิดหน้าร้องไห้โฮวิ่งหนีกลับไป คุณหญิงเจริญทำท่าจะวิ่งตาม
"แม่นิต...นิต"
"ปล่อยเค้าไปก่อนแม่เจริญ...คนมันกำลังเสียใจ"

คุณหญิงเจริญลงนั่งอย่างหมดแรง คุณหญิงเทพหันไปสบตากับพรรณอย่างเริ่มเบื่อหน่าย
 
อ่านต่อตอนที่ 13
กำลังโหลดความคิดเห็น...