xs
xsm
sm
md
lg

ปริศนา ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปริศนา ตอนที่ 15

เตียงนั่งกับพื้น กำลังดูแลยายกินข้าวอยู่ที่โต๊ะ ยายกินเสร็จรวบช้อน เตียงเลื่อนแก้วน้ำเป็นยาส่งให้ดื่ม

"กินข้าวอร่อยๆ แล้วกินยา ขมคอจะแย่"
"แล้วคุณยายจะได้หายเร็วๆไงคะ มีกำลัง"
ยายกำลังพิจารณายาอยู่ ทำใจจะดื่ม
ปริศนาและสมรเดินเข้ามา หน้าตาไม่ดีนัก
"อ้าว สมร จะไปไหนหรือ หิ้วกระเป๋ามาด้วย"
"จะไปหาหลวงนรรักษ์ค่ะ ปรึกษาอะไรแกหน่อย จะมาดูยาคุณแม่ด้วย ว่าจะเหลืออีกสักเท่าไหร่" สมรบอก
"ปรึกษาอะไร ใครเป็นอะไรหรือ"
"อุบล ใกล้คลอดค่ะแม่ เลยว่าจะไปดูลูกสักอาทิตย์ 2 อาทิตย์ ทางโน้นไม่มีใคร เห็นว่าอาจจะเป็นลูกแฝดด้วย"
"ปริศนา จะไปกับแม่เขาหรือ"
"ปริศนาจะขับรถให้แม่วันนี้ค่ะ แต่ที่ไปเมืองจันท์ ปริศนาไม่ไป อยู่กับอนงค์ อยู่กับคุณยายค่ะ"
"เตียง ชั้นจะไม่อยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ ดูแลคุณยาย ให้กินข้าวมากๆ และให้กินยาบำรุงให้ครบด้วยนะ"
"ค่ะ คุณยายดื่มยาให้คุณนายดูสิคะ คุณยายกินยาคล่อง กินยาครบเสมอค่ะ"
ยายยกแก้วยาดื่มให้ดูอย่างว่าง่าย และอยากเอาใจสมร
"ลูกเลยลาคุณแม่ก่อน พรุ่งนี้ต้องทำอะไรหลายอย่าง และต้องออกไปให้ทันเที่ยวเรือตอนเที่ยงด้วย"
"เดินทาง ไปกลับ ปลอดภัยนะลูกนะ"
สมรกราบยายที่ตัก

ประวิชและอนงค์ยังคงนั่งเกาะกันอยู่หน้าบ้านเพราะตระหนกกับข่าวที่ได้รับ สมร และ ปริศนา เดินออกมาจากทางหลังบ้าน
"ผมขับรถไปให้ไหมครับ จะไปไหนกันบ้าง"
สมรบอก
"จะไปบ้านหลวงนรรักษ์ แล้วก็แวะซื้อของ แวะซื้อตั๋วเรือ จะทันมันปิดไหมก็ไม่รู้ เพราะต้องเอาตั๋วเรือกลับไปให้หลวงนรรักษ์อีก พรุ่งนี้แกจะได้ไม่กังวล เจอกันที่เรือเลย เพราะเรือออกตอนเที่ยง"
"อย่างนี้ก็แล้วกัน กระผมจะไปซื้อตั๋วเรือให้ รู้จักกับคนขาย เอาตั๋วเรือมานี่ก่อน ส่วนจะไปให้หลวงนรรักษ์ เมื่อไหร่ยังมีเวลา"

"ดีค่ะ ไปพร้อมๆกัน อนงค์จะไปจัดของให้แม่นะคะ"
สมรพยักหน้าเรียกปริศนา ให้เดินตามกันไปขึ้นรถ

รตีแต่งตัวสวย เป็นชุดอยู่บ้านแต่เป็นกระโปรงยาว กึ่งนั่งกึ่งนอน เอาคางพาดเก้าอี้นอนอย่างครุ่นคิด ชื่นเดินเข้ามาหา
"รตี วันนี้ไม่ออกไปไหนหรือลูก"
รตีส่ายหน้า ลุกขึ้นมานั่งกอดเข่า อย่างค่อนข้างกลุ้ม
"ท่านชายว่าอย่างไร เมื่อคืนชวนไปดูหนัง"
"ท่านพูดเรื่อง แต่งงาน"
ชื่นตาโตดีใจ
"งั้นหรือว่าไงล่ะ ท่านขอรตีแต่งงานหรือ"
รตีคิด
"บางทีก็คล้ายว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่มาคิดดู ก็ไม่ใช่ ... รตีทูลถามว่าเมื่อไหร่จะแต่งงาน ท่านถามกลับว่า จะแต่งกับท่านหรือ แล้วก็ไม่รับสั่งว่าอะไรอีก"
ชื่นพลอยคิดไปด้วย
"ท่านก็รู้ว่าไม่มีใครเหมาะกับท่านเท่ารตีลูกแม่"
"แม่คะ... รตีไม่ชอบเลย ที่ท่านชายรับสั่งทีเล่นทีจริง เหมือนพวกเจ้าชู้ไม่จริงใจ หากท่านจะขอรตีแต่งงานจริง ก็ขอได้เลย เมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำไม ท่านถึงต้องทำแบบนี้.... โอ้ย ปวดหัว"
"อะไรกันรตี ยังไม่ได้แต่งงานก็ปวดหัวเสียแล้ว นี่ถ้าแต่งไปแล้ว มิยิ่งกว่านี้หรือ ท่านชายหรือออกภูมิฐาน ผึ่งผาย ฐานะก็ดีมั่นคง อยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไร ผู้หญิงก็วิ่งตามกันออกเกรียว"
"โธ่ แล้วแม่จะให้รตีทำยังไงคะ ทำงอแงให้ท่านง้อ ท่านก็ไม่ง้อ ทอดเสน่ห์หมายให้ท่านหลง ท่านก็เดินจากไปอย่างไม่ใยดี ตอนนี้ รตีก็พยายามทำให้เป็นคนเปิดเผย ตรงๆเหมือนฝรั่ง
หวังว่าท่านจะคุยถูกคอบ้าง"
"ได้ผลไหม"
"ท่านก็เลยพูดอย่างนี้ไงล่ะคะ" รตีพูดพลางถอนใจ
ชื่นคิดนิดนึง
"ความใกล้ชิด เป็นเรื่องสำคัญ รตีต้องหมั่นไปหาท่านบ้าง"
"ท่านก็ไปโรงพยาบาล ทุกวัน ไม่มีเวลากลับที่แน่นอน"
"เราก็ต้องหาเรื่องสิจ๊ะ หาเรื่องที่จะไปที่วังท่านให้ได้ทุกวัน ค่ำๆเราไปวังศิลาขาวกัน"
ชื่นทำหน้ามั่นใจ รตีมองอย่างงงๆ สงสัยว่าแม่จะทำอะไร

เย็นต่อเนื่องมา ท่านชายพจน์ มีดฮกาสได้ต้อนรับชื่นและรตีที่วังศิลาขาว
"แม่รตีเขาเกรงใจฝ่าบาท แต่การรับเพื่อนฝรั่งต่างชาตินี่ จะมีที่ไหนเหมาะเท่าที่ศิลาขาวไม่มีแล้ว" ชื่นว่า

"จะจัดปาร์ตี้ต้อนรับหรือรตี"
"จะคุยกันเรื่องตัดเสื้อและเรื่องผ้าไทยเพคะ คงจะมาพูดคุยกันหลายวัน รตี อยากจัดที่ตำหนักน้ำสัก 7 วัน และคงต้องมาเตรียมงานก่อน สักสามสี่วัน ทางกลุ่มมอบให้รตี จัดการเสียทั้งหมด แต่ถ้ามาจัด ที่ศิลาขาวนี่ รตีว่าจะกราบหารือท่านชายด้วยเพคะ"
"เรื่องของน้อง จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง ต้องรบกวนท่านชาย"
"ได้สิ หากช่วยเหลือได้ ฉันก็ไม่ขัดข้อง จะบอกคนว่าอนุญาต แล้วรตีจะมาเมื่อไหร่ ต้องการอะไร บอกไว้ได้เลย"
ชื่นสบตากับรตี ทำนองว่าเห็นไหม
"รตีคงเข้ามาวันศุกร์นะเพคะ ไม่ทราบว่าท่านชายจะอยู่หรือไม่"
"ไม่เป็นไร สั่งเอาไว้ได้ไม่ต้องห่วงกัน ช่วงนี้ฉันจะไม่ค่อยอยู่บ้าน ประวิชรู้ดี นี่ก็ประเดี๋ยวจะออกไปสโมสรแล้ว นัดเพื่อนไว้"
รตีตวัดสายตามองหน้าชื่นทำนองว่าเห็นไหม เหมือนกัน

เวลาต่อมา ชื่นและรตีกลับมาจากวังศิลาขาว ค่อนข้างหงุดหงิดกันทั้งคู่
"ดูสิคะ แม่ ... รตีแทบหมดกำลังใจ บางทีก็เหมือนกับไม่มีเยื่อใยเอาเลยทีเดียว"
"ท่านชายท่านต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ทำให้กังวลอยู่หลายเรื่อง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัวอะไรรตี ถึงเวลา แล้วก็ไปจัด ไปประชุม หาเรื่องเจอท่านบ้าง ชวนท่านมาร่วมกลุ่มกับเราบ้าง"
"นี่ถ้าไม่ใช่ท่านชายพจน์ปรีชา... ลูกจะไม่ยอมเหนื่อยถึงเพียงนี้หรอก"
"เหนื่อยยากเพียงเท่านี้ แต่สบายเมื่อปลายมือไงล่ะ รตี อดทนไว้ลูก"

รตีเริ่มมีแรงฮึด

เช้าวันรุ่งขึ้นที่ ห้องทำงานตึกอำนวยการ สิกขาลัย อาจารย์สงวนกำลังนั่งเปิดสมุดบัญชีเล่มโต ดูรายละเอียดอยู่
 
ปริศนาแต่งตัวลำลอง ไม่เรียบร้อย เดินแกมวิ่งเข้ามา สงวนเงยหน้าเห็น ก็ขมวดคิ้วทักก่อน
"นั่นแกไปไหนมายายปริศนา แล้วแต่งตัวอย่างนี้รึมาสอน"
"เปล่าค่ะ เช้านี้มีธุระ สอนไม่ได้ค่ะ ขอแลกเวลากับคนอื่นได้ไหมคะ บ่ายๆปริศนาจะมาสอนแทน"
"แกมีธุระอะไร"
"แยะค่ะ ต้องไปหาคุณหลวงนรรักษ์"
สงวนเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ จึงดูเป็นการเป็นงานขึ้น
"คุณยายเป็นอะไรหรือ"

"คุณยายไม่เป็นอะไรค่ะ สบายดี แต่นี่เป็นอุบล แม่ต้องเอาตัวคุณหลวงไปจันทบูร วันนี้"
"งั้นรึ แม่อุบลเป็นอะไร ออกลูกแล้วหรือ"
"ค่ะ ลูกแฝด กล้ม ออกก่อนกำหนด อาการเลยไม่ค่อยดี"
"ตายจริง แล้วนี่แม่มิตกใจใหญ่หรือ แล้วจะไปยังไง วันนี้มีเรือไปจันทบูรไหม"
"มีค่ะ เมื่อวานประวิชไปซื้อตั๋วเรือมาให้แล้ว วันนี้ปริศนาจะเอาตั๋วเรือไปให้คุณหมอ แล้วต้องแวะซื้อของไปให้แม่อีกหลายอย่าง สอนไม่ได้จริงๆค่ะคุณป้า"
"เออ งั้นรีบไป ทางนี้ป้าจัดการเอง แล้วมีอะไรให้ช่วยอีก บอกป้านะ"
ปริศนายกมือไหว้ แล้วรีบเดินออกไป
สงวนลุกขึ้น คว้ากระดาษดินสอมา ดูตารางสอนที่ข้างฝา

บริเวณสนามหน้าบ้านสุทธากุล กลางวันต่อเนื่องมา จำเนียร ปริศนา อนงค์ ประวิช ช่วยกันยกของที่มีกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ กล่องกระดาษผูกเชือกอีก 3 กล่อง และตะกร้าของกิน อีก 1 ใบ ขึ้นรถประวิช
"แม่คะ ไปถึงแล้วรีบส่งข่าวมาให้รู้กันบ้างนะคะ ฝากคิดถึงสิรีด้วย"ปริศนาบอก
"จ้ะ จำเนียรดูแล คุณๆให้ดีนะ ปริศนาอย่าเที่ยวเยอะนะลูก อยู่เป็นเพื่อนอนงค์เขา แล้วก็ไปแต่งตัวแต่งหน้าดีๆลูก เดี๋ยวจะต้องไปทำงาน"
ปริศนากอดและหอมแก้มสมร
สมรขึ้นนั่งรถ อนงค์ขึ้นนั่งรถไปด้วย
"อิจฉาอนงค์ที่สุด ที่ได้ไปส่งแม่"
"ปริศนาไม่ไปด้วยหรือ จะขึ้นไปส่งคุณแม่บนเรือเลยเชียวนะ" ประวิชบอก
ปริศนาส่ายหน้า
"ต้องอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แล้วไปสอนหนังสือน่ะสิ ประวิช ขอบใจนะ ที่ช่วยไปส่งแม่ให้"ประวิชโบกมือทำนองว่าไม่เป็นไร แล้วมาขึ้นรถ ขับออกไป
"ขอให้อุบลปลอดภัยด้วยเถอะ"

กลางวันอีกวันหนึ่ง ท่านชายพจน์ ปรีชาเดินเข้ามาในห้องอาหาร ซึ่งวางจานสำหรับของว่างไว้ 2 ที่ สนกำลังยุ่งกับการจัดโต๊ะ
"ประวิชกลับมาแล้วหรือสน"
"ยังขอรับ"
"อ้าว แล้วใครจะมากินของว่างกับฉันล่ะ"
"คุณรตีขอรับ"
ท่านชายอึ้งไป
"รตี หรือเขาอยู่ที่ตำหนักน้ำไม่ใช่หรือ"
"คุณรตีว่า ให้ตั้งของว่าเผื่อด้วย ท่านชายเสด็จแล้วให้ส่งคนไปบอก"

ท่านชายพจน์อึ้งไป ไม่อยากกิน อยากจะหนี แต่ก็ไม่รู้จะหนีไปไหน บ้านของตนแท้ๆ ก็เลยเดินมานั่งที่เก้าอี้ รตีเดินเข้ามาจากด้านนอก ทำท่าวุ่นวาย แต่แต่งตัวเก๋มาก
"อย่างไรบ้างเพคะ สน เอาทั้งจานใหญ่มาวางให้ตักเองเถอะ วันนี้รตีจัดจานเองนะเพคะ"
"ทิ้งแขกมาหรือ เขาทำอะไรกันอยู่ล่ะ"
"รับประทานของว่างกันอยู่เหมือนกันเพคะ หากฝ่าบาทมีเวลา ทูลเชิญไปพบปะกับสมาคมของหม่อมฉันดูสักที"
"หากหาเวลาได้ก็จะไป"
ท่านชายยกถ้วยชาขึ้นดื่ม
"ต้องขอโทษนะ รตี นัดเพื่อนเล่นสควอทช์ ไว้ที่สโมสร หากเธอขาดเหลืออะไร เรียกเอาได้ทุกอย่าง"
ท่านชายพจน์ ยิ้มให้แล้ว เลื่อนเก้าอี้ออก เดินตัวตรงออกไป สนตามออกไปเพื่อไปยกของให้ท่านชายทิ้งให้รตีนั่งอยู่คนเดียว ขนมก็ยังเคี้ยวไม่หมดคำ

ภายในห้องโถงบ้านราชพรรลภ ชื่นนั่งอยู่ในห้อง ครุ่นคิด มีรตีเดินไปเดินมา อยู่ข้างหน้าอย่างหงุดหงิด
"ท่านชายไม่ปฏิเสธอะไรสักอย่าง ก็น่าจะดีแล้วนี่ลูก"
"โอ๊ย! คุณแม่ขา... ท่านไม่ปฏิเสธ แต่ท่านก็ไม่รับปากอะไรสักอย่างเดียว"
"ไม่เป็นไร รตีท่องไว้ อดทน อดทน"
"ค่ะ ลูกอดทน และทำตามคุณแม่ทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่ได้ผลอะไรเลย"
"ไม่เป็นผลหรือ พวกบ้านโน้นมาเกาะแกะที่วังอีกบ้างไหม"
"เท่าที่ลูกไปไม่เห็นเลยค่ะ แม้แต่ประวิชก็หายหน้าไปด้วย"
"ดี ฟังแม่นะ รตี ประเดี๋ยวแม่จะขอจัดสวนให้ท่าน แล้วก็แต่งห้องใหม่ให้ท่านด้วย จะดีไหม"
"ค่ะ พบท่านครั้งหน้า รตีจะทูลท่าน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ต้องสั่งพวกมหาดเล็กข้าหลวงเอาไว้"
"จำไว้ ความงาม ความดี ความใกล้ชิด สามสิ่งนี่แหละ ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก"
รตี ตั้งใจมั่น

ปริศนานั่งกุมหัวอยู่ใกล้ๆ กับอนงค์ที่มี ไหมพรมอยู่บนโต๊ะแต่ไม่ได้ถัก ปริศนากลับจากทำงาน จำเนียรโผล่มาจากทางหลังบ้าน
"คุณอนงค์คะ จะตั้งอะไรเป็นของว่างคะ"
อนงค์เงยหน้าขึ้น
"ลืมไปเลย อยู่กันแค่นี้ จำเนียรเอาชามาก็แล้วกัน บิสกิต ในหีบมีไหม มีก็เอามาด้วย"
"เมื่อไหร่แม่จะส่งข่าวมาสักที ห่วงจริง" ปริศนาบอก

"แม่คงยังไม่ว่าง ดูแลอุบลอยู่"
"ให้สิรี ส่งมาให้ก็ได้ ไม่รู้หรือว่าเราเป็นห่วง กินไม่ได้นอนไม่หลับ"
เสียงรถเข้ามาจอด
"แน่ะ คุณประวิชมาแล้ว"
อนงค์ลุกขึ้นอย่างกระฉับกระเฉง ปริศนาเหลือบตาดูเบื่อๆ อนงค์ไปยืนรับที่ประตู
ประวิชเดินเข้ามาพร้อมซอง โทรเลข
"โทรเลข ประวิชเจอบุรุษไปรษณีย์หน้าบ้าน เลยรับมาให้"
อนงค์ดีใจ
"จากแม่แน่ๆ"
ปริศนาพรวดเดียวไปถึงตัวประวิชก่อนอนงค์เสียอีก ละดึงโทรเลขมาเปิดดูทันที อนงค์ ได้แต่เดินตามมาดูใกล้ๆ พยายามมองข้ามไหล่ปริศนาไป
ปริศนาอ่าน
"แม่บอกมาว่า ถึงเรียบร้อยแล้ว อาการยังหนัก ลูกแฝดตายไปคน รัก แม่"
"โธ่ หลานฉัน เลยยังไม่ได้เห็นหน้ากันเลย"
"ก็ยังดีที่เหลืออยู่คนหนึ่ง คุณแม่ไปกับหลวงนรรักษ์ คงจะช่วยได้มาก"
"แล้วนี่แม่ จะอยู่ที่โน่นถึงเมื่อไหร่" ปริศนาว่า
"ก็คงจะต้องรอให้อุบลอาการดีขึ้น น่าจะหลายวันอยู่"
ปริศนาบอก
"อนงค์ เรามาเขียนจดหมายหาแม่กันดีกว่า จะได้ปลอบใจอุบลด้วย มาปริศนาเขียนให้ อนงค์มาช่วยบอกว่าจะให้เขียนว่าอะไรบ้าง"
"ต้องส่งข่าวพวกเรา และส่งข่าวคุณยายล่ะ เพราะแม่คงอยากรู้มากที่สุด ว่าคุณยายสบายดี"
ปริศนาหันไปหยิบปากกาที่ชั้น และกระดาษเขียนจดหมายมานั่งที่โต๊ะ
"แม่คะ ที่บ้านเรียบร้อยดีเหมือนเคย คุณยายสบายดี ส่วนพวกเราก็ยังเหมือนเดิม ฝากกำลังใจมาให้อุบลด้วย"

อนงค์ตามมา นั่งใกล้ๆ และชะโงกดูจดหมายที่ปริศนาเขียนด้วยลายมือ
 
อ่านต่อหน้า 2

ปริศนา ตอนที่ 15 (ต่อ)

เย็นหลายวันต่อมา ปริศนาแต่งชุดลำลอง เดินวนไปวนมาอยู่หน้าบ้าน

เสียงกระดิ่งจักรยาน ... ปริศนารีบวิ่งไปเปิดประตูทันที บุรุษไปรษณีย์ส่งจดหมายให้ ปริศนารับแล้วปิดประตูบ้านแล้ววิ่งเข้ามาที่ตัวบ้านอย่างเร็ว
เมื่อถึงบันไดบ้าน ปริศนาก็ร้องเรียก
"อนงค์ อนงค์ จดหมายแม่มาแล้ว"
แล้วปริศนาก็เข้ามาในห้องโถง

ประวิชกำลังนั่งต่อจิ๊กซอว์ ที่ต่อค้างไว้นานแล้วบนโต๊ะ อนงค์นั่งถักไหมพรมอยู่ข้างๆ ทั้ง 2 คนเงยหน้าขึ้นเมื่อเห็นปริศนาวิ่งเข้ามา

"จดหมายแม่ อนงค์"
"อ่านเร็ว แม่ส่งข่าวมาว่ายังไงบ้าง"
ปริศนารีบเปิดจดหมายอ่าน
"ลูกรักทั้ง 2 แม่ได้รับจดหมายของลูกแล้ว ดีใจมากที่ที่บ้านเป็นปกติ ... อุบลค่อยยังชั่วมากขึ้น เป็นหายแน่ แม่หายหนักใจแล้ว เมื่อแรกๆ แม่ไม่ได้หลับได้นอน กลัวอุบลจะเป็นอะไรไป หมอเองก็ไม่รู้ว่าจะรอดจนรุ่งขึ้นได้หรือไม่ สมศักดิ์ หน้าซีด กลัวเมียตาย พออุบลค่อยยังชั่วดีใจใหญ่ บอกว่าลูกตายไปคนหนึ่งก็ยังดี ยังเหลือเมียและลูกอีกถึง 2 คน"
"อุบลดีขึ้นแล้ว และแม่จะกลับมาเมื่อไหร่ แม่บอกไหม" อนงค์ถาม
ปริศนาพยักหน้า ก้มลงไล่ตัวหนังสือในจดหมายสักพัก
"แม่ว่าจะมาถึงวันพุธ พร้อมสิรี" ปริศนาบอก
"สิรี จะกลับบ้านแล้ว" อนงค์ว่า
ปริศนา อนงค์ ประวิช เฮ อย่างดีใจ
"คราวนี้ปริศนาก็ไปตีเทนนิสได้แล้วสิ ดูเหมือนอะไรๆก็ดีหมดแล้ว"
"ได้... ไม่งั้น ไม่มีแก่ใจจะทำอะไรสักอย่างเดียว"
"โธ่ ไม่ใช่แต่คุณแม่คุณที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ คุณสองคนนี่ ก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เหมือนกัน เราไปฉลองกันไหม ที่คลับก็ได้ เจอผู้เจอคนสักหน่อย ปริศนาจะไปตีเทนนิสด้วยก็ได้"
"ยังไม่ตีวันนี้หรอก ไปกินข้าวกันก็พอ"
"เผื่อจะได้เจอท่านชายด้วย หมู่นี้ ท่านเสด็จสโมสรแทบทุกวัน"
ปริศนา จ๋อยๆไป
อนงค์ลุกขึ้นมายืนข้างๆปริศนา
"มาสิ ปริศนา มาแต่งตัว"

ทั้งสามเดินเข้ามาในห้องอาหารสโมสรด้วยกัน แต่เมื่อมองเข้าไปด้านใน ปริศนาก็ชะงักเท้า เมื่อเห็นท่านชายกับรตีนั่งอยู่ด้วยกัน
ท่านชายมองมาเห็น ก็ยกมือขึ้นทัก
"นั่นท่านชายนี่ โชคดีจริงที่ได้เจอ"
"โชคร้ายมากกว่า"
"ใช่ ท่านมากับคุณรตี"
"ท่านเห็นเราแล้ว เข้าไปคมท่านหน่อยเถอะ"
ประวิชพาสาวๆเดินเข้าไปหาท่านชาย
"ไปไหนมาหรือประวิช"
"พาสองสาวมากินข้าวข้างนอกหม่อม เขากลุ้มกันมาทั้งอาทิตย์ พี่สาวเจ็บอยู่จันทบูร แม่ต้องเอาหมอออกไปดู วันนี้คุณนายส่งข่าวมาว่า อุบลค่อยยังชั่วแล้ว หม่อมเลยพามาฉลองเรื่องหายกลุ้ม"

"งั้นรึ ค่อยยังชั่วแล้ว ก็ยินดีด้วยนะ อนงค์..ปริศนา"
"ขอบพระทัยเพคะ"
"นั่งด้วยกันไหม"
"ไม่เป็นไรฝ่าบาท เราเพิ่งมากัน นั่งโต๊ะใหม่เถิด"
"เชิญตามสบายเถิดประวิช ควงมาตั้ง 2 สาว มิน่า ฉันอยู่วังศิลาขาวมาเป็นอาทิตย์ ไม่เคยเห็นประวิชเลย"
"ผมก็ขลุกอยู่บ้านคู่หมั้นนี่แหละครับ คุณรตี คนไม่สบายใจ ก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนกัน ดูแลกัน"
"ปริศนา ไปนั่งทางโน้นนะคะ"
ปริศนาเดินเลี่ยงออกไป หน้ามึนๆ

อีกมุมที่ห่างออกมา เป็นโต๊ะอาหารของกลุ่มประวิช ปริศนาเดินนำมานั่งที่โต๊ะ อย่างหงุดหงิด
"แปลกจริง คุณรตีไปทำอะไรที่วังศิลาขาวทั้งอาทิตย์ ผมไม่เคยเห็นรู้เรื่อง"
"กลับไปนอน เช้าขึ้นออกมา คุณจะรู้อะไรล่ะคะ" อนงค์ว่า
"นั่นสิ"
บริกรมาส่งเมนู ปริศนาไม่พูดกับใครเลยก้มหน้าดูเมนูอย่างเดียว

ที่โต๊ะของท่านชาย รตีทำเป็นยิ้มขบขันประวิช กับท่านชาย
"น้องชายของหม่อมฉันนี่ดี๊ ดี เพคะ หมั่นเอาอกเอาใจดูแลคู่หมั้น ไม่ห่างทีเดียว ซ้ำยังเผื่อแผ่ไปน้องสาวคู่หมั้นอีกด้วย"
"ประวิช สนิทสนมกับปริศนามากกว่าอนงค์เสียอีก เหมือนเพื่อนกัน เขามาตีเทนนิสด้วยกันบ่อยๆ"
"ตายจริง ทรงรู้จักทุกคนดีจริงๆ"
"แน่นอนล่ะ ประวิช เป็นคนในปกครองของฉัน ฉันเลี้ยงเขามาเหมือนน้องชายแท้ๆ ฉันก็ต้องรู้จักเขา รู้จักใจเขา"
"ท่านชายเอาพระทัยใส่คนรอบข้างดีเหลือเกิน ใครๆจึงพากันรักท่าน พรุ่งนี้รตีจะให้คนขนต้นไม้ ที่แม่จะให้ ไปบ้านท่านนะเพคะ จำพวกไม้ประดับ แล้วรตีจะไปดูเขาจัดทุกวัน"
"ไม่ต้องลำบากหรอกรตี จะให้ต้นไม้ก็ คนสวนฉันก็มี"
"แต่รตีอยากดูสวนให้ท่านชายนี่เพคะ"
"เธอจัดให้ แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าฉันชอบ"
ท่านชายถาม แล้วก้มหน้าก้มตากินอาหาร รตีมองท่านชายแล้วเม้มปากอย่างน้อยใจ

กลางคืนต่อเนื่องมา ประวิชเพิ่งกลับจากส่งปริศนาและอนงค์ เดินกลับมาตามทางเดิน และรู้สึกว่าท่านชายน่าจะอ่านหนังสืออยู่ เพราะประตูแง้มอยู่ไม่ได้ปิดสนิท ประวิชจึงเคาะประตูและผลักเข้าไป
ท่านชาย กำลังหยิบหนังสือจากชั้นมาวางที่โต๊ะ
"เพิ่งกลับหรือประวิช"
"ฝ่าบาทกลับมาเร็วกว่ากระหม่อมเสียอีก"
"ก็กินเสร็จก่อน ไปส่งก่อน ก็กลับก่อนน่ะสิ"
"กระหม่อมสงสัยจนต้องถามให้สิ้นสงสัย รตีมาทำอะไรที่นี่ ทั้งอาทิตย์กระหม่อมไม่เห็นรู้เรื่อง"
"ฉันก็ไม่รู้ เห็นเขามาขอยืมตำหนักน้ำ และพาพรรคพวกมาคุยเรื่องผ้า เรื่องเสื้ออยู่ 2-3 วัน เดี๋ยวนี้เลิกไปแล้ว"
"แปลกจริง คิดยังไงกัน"
"ฉันก็ไม่รู้ แต่มันว่างอยู่ใครอยากใช้ประโยชน์ ถ้าไม่กวนกัน ไม่ทำให้เสียหาย ฉันก็ไม่ว่าอะไร"
"แล้วไป กระหม่อมนึกว่าจะได้แสดงความยินดีกับฝ่าบาทและคุณรตี นึกว่า ตกลงกันได้แล้วเรื่องแต่งงาน"
ท่านชายพจน์หัวเราะเบาๆ
"นั่นสิ คงจะได้แต่งงานกันจริงๆ หากฉันรักเขาได้สำเร็จ"
"งั้นคงต้องรอ อีกไม่นาน"

ท่านชายหัวเราะ ขำประวิช สลดใจกับตัวเองไปเหมือนกันว่าไม่มีทางเลือก

เวลากลางคืน อนงค์ปิดหน้าต่างเพื่อเข้านอน ทันใดนั้นก็แปลกใจ เพราะได้ยินเสียงทุบประตู

"คุณคะ คุณอนงค์คะ คุณปริศนา"
อนงค์รีบมาเปิดประตูหน้าบ้านที่ปิดไปแล้ว ยายเตียงยืนอยู่ตรงนั้น หน้าตาตกใจมาก
"มีอะไร แม่เตียง"
"คุณยายเจ้าค่ะ คุณยายเจ้าค่ะ คุณยาย เป็นอะไรก็ไม่รู้"
"คุณยายหรือ คุณยายเป็นอะไร"
"ค่ะ เป็นอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวออก ไม่เคยเห็นเป็นอย่างนี้เลย ต้องตามหมอเดี๋ยวนี้เลย ช้าไม่ได้ค่ะคุณ"
"ตามหมอหรือ"
อนงค์พลอยช็อกไปด้วย หันรีหันขวาง จำเนียรพรวดตามมาด้วยอีกคน
"คุณ คุณขา คุณยายค่ะ ...แย่แล้วค่ะ"
"พอ...เดี๋ยว แล้วคุณยายอยู่กับใครล่ะ ไปอยู่กับคุณยายก่อน ทั้งสองคน เดี๋ยว ฉันตามหมอให้"

ปริศนานอนหลับอยู่ในมุ้ง จู่ๆ อนงค์ก็เข้ามาตลบมุ้งออก แล้วเขย่าตัวปริศนาที่เพิ่งจะหลับสนิทไป
"ปริศนา ตื่นเร็ว ปริศนา เร็ว ไปตามหมอ คุณยายไม่สบายมาก"
ปริศนาถูกเขย่าตัว ตอนแรกก็ปัดมืออนงค์แต่ ถูกเขย่าหนักขึ้นก็งัวเงียลุกขึ้น
"หือ... อะไร"
"โธ่ ปริศนา ช่วยพี่คิดหน่อย หัวจะแตกอยู่แล้ว"
ปริศนาเพิ่งได้สติ
"อนงค์เหรอ มีอะไร"
"คุณยายอาการไม่ดี ต้องตามหมอด่วน แต่จะตามหมอที่ไหน หลวงนรรักษ์ ก็ไปเมืองจันท์ กับแม่แล้ว"
"แล้วจะไปหมอ ตามหมอไหนล่ะ อนงค์บอกมาซิ ปริศนาจะออกไปตามเดี๋ยวนี้"
อนงค์อึ้งตอบไม่ได้ ปริศนาจึงรู้ว่าตนเองจะต้องช่วยคิด
"หมอ หมอ หมอ หมออะไรหนอ อือ ท่านชายพจน์ยังไงล่ะ"
"ท่านเป็นหมอผ่าตัดนี่"
"ยังไงท่านก็เป็นหมอ ป่านนี้คงอยู่ที่วังแล้ว"
"คุณคะ คุณอนงค์ ลงมาดูคุณยายก่อนค่ะ" เสียงเตียงบอก
ปริศนาคว้าเสื้อคลุม สวมไปพลางหยิบกระเป๋าถือ ใส่รองเท้าแตะอยู่กับบ้านของอนงค์ แล้ววิ่งออกไปจากห้อง

เวลาต่อมา รถของปริศนา จอดพรืดลงที่บันไดหน้า ตำหนักวังศิลาขาว เธอลงมาจากรถ แล้วจะก้าวขึ้นตำหนัก นายสนเดินออกมาพอดี
"อ้อ คุณเองหรือครับ คุณปริศนา"
"จ้ะ ท่านชายอยู่ไหม ฉันมีธุระด่วน"
สนมองสภาพปริศนาที่มาทั้งชุดนอนแล้วก็คิดว่าด่วนจริงๆ
"คุณรอตรงนี้สักครู่ ผมไปทูลท่านให้"
สนหายเข้าไปในตำหนัก ปริศนาเดินวนเวียนอย่างร้อนใจ แล้วก็ไปเปิดรถ นั่งอยู่ที่เก้าอี้รถ

ในห้องหนังสือ ท่านชายพจน์ ปรีชาเปิดหนังสือไว้ข้เบื้องหน้า แต่ท่านชายพิงพนักเก้าอี้ ตามองไปไกล
เสียงเคาะประตู
"ใคร"
สนเปิดเข้ามา
"กระหม่อมเองขอรับฝ่าบาท คุณปริศนา มาขอพบว่ามีเรื่องด่วน เหมือนลุกจากที่นอนมาทีเดียวขอรับ"

"ใครเป็นอะไรอีกหรือ"
แล้วท่านชายพจน์ก็คิดถึงคำบอกเล่าของประวิช
"พี่สาวเจ็บอยู่จันทบูร แม่ต้องเอาหมอออกไปดู"

หม่อมเจ้าพจน์ ปรีชา ชี้ไปที่กระเป๋าเครื่องมือประจำตัวของท่าน
"สนถือกระเป๋านั่นลงไปให้ด้วย"
ท่านชายถามต่อ
"ปริศนาอยู่ที่ไหน"
"หน้าตึกกระหม่อม"
ท่านชายพจน์รีบออกประตูไป สนไปหยิบกระเป๋าหมอ แล้วตามลงไป

ปริศนาผุดลุกนั่ง แล้วเดินวนไปวนมา ที่หน้าตึกวังศิลาขาว ช่วงที่ท่านชายพจน์ออกประตูมา ปริศนาหันหลังให้ประตูพอดี
ท่านชายพจน์เห็นปริศนา
"ปริศนา!"
ปริศนาหันไปเห็นท่านชาย โล่งใจทันที วิ่งเข้าไปฉุดแขนท่านชาย
"ท่านชาย เด็จมากับปริศนาหน่อยเถิด... ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ เพคะ"
"ใครเป็นอะไร"
"คุณยายเพคะ เจ็บมาก ท่านชายเสด็จไปไวๆเถอะเพคะ เดี๋ยวไม่ทัน"
ท่านชายพจน์รับกระเป๋าจากสน วางไว้ที่นั่งด้านหลัง
"สนส่งรถตามไปรับฉันทีนะ"
ปริศนาจะเดินไปนั่งที่คนขับ ท่านชายพจน์ดึงแขนไว้
"ให้ฉันขับรถให้ไหม"
ปริศนามองท่านชาย และรู้สึกว่าตัวเองก็ขับรถไม่ไหวเหมือนกัน
"เพคะ"
ท่านชายไปเปิดรถให้ปริศนา นั่งคู่คนขับ แล้วท่านเองมานั่งที่คนขับ สตาร์ทเครื่องออกรถไป สนยืนมองตาม

ภายในรถ หม่อมเจ้าพจน์ ปรีชา ถามอย่างห่วงใย
"คุณยายไม่สบายมากหรือ"
"น่าจะมากอยู่เพคะ ยายเตียงมาตามเอะอะ ทั้งบ้าน ปริศนานอนอยู่ อนงค์ก็มาปลุกให้ไปตามหมอ เออ... ท่านชายทำอะไรอยู่หรือเพคะ"
"กำลังคิดถึงเธออยู่ คิดว่าพรุ่งนี้จะไปหา"
ปริศนามองอย่างสงสัย เพราะเมื่อหัวค่ำยังเห็นท่านอยู่กับรตี
"ท่านมีธุระอะไรหรือเพคะ"

"ว่าจะพูดเรื่องที่ค้างที่แชมเปญบาร์ให้จบ วันนั้นยังพูดไม่จบ..."
ปริศนาพูดอย่างขมขื่น
"เสียเวลาเปล่าเพคะ อย่าพูดเลย"
"คงไม่แล้ว เพราะฉันจะพูดอยู่เดี๋ยวนี้ ขอให้เธอฟังก่อน อย่าเพิ่งขัด"
"บังคับจิตใจกันดีแท้ ต้องฟัง ห้ามขัด"
"จะฟังหรือไม่ฟังก็ตามใจเธอเถิด แต่ฉันต้องขอพูดให้จบ ตั้งใจไว้ว่า พูดครั้งนี้แล้วจะไม่กวนเธออีก ไม่พูดถึงมันอีกเลย"
ปริศนาอึ้งคอแข็ง เมินหน้าออกไปนอกหน้าต่าง ท่านชายพจน์มองทางไปข้างหน้า
"ฉันรักเธอ ปริศนา รักมานานแล้ว"
ปริศนาตกใจ แทบสะดุ้ง หันมามองท่านชาย
"ตั้งแต่ขับรถทับ เจ้าตัวเล็กของเธอตาย แล้วเธอกอดหมาร้องไห้ วันที่ลงเรือที่หัวหิน ฉันตั้งใจจะบอกเธอ แต่ฝนตก จากนั้นฉันไปเชียงใหม่ คิดอยู่ทุกวัน ว่ากลับมาแล้วจะบอกเธอ หาเวลาพูดกับเธอ แต่กลายเป็นว่าประวิชไปบอกเธอเสียก่อน แต่เธอปฏิเสธเขา และเขามาขอให้ฉันช่วยเพราะเห็นเป็นพี่"
ปริศนามองท่านชายอย่างแปลกใจ ว่าพูดออกมาได้ และคิดได้นะแบบนี้
"จากวันนั้นมา เธอก็โกรธฉัน และเราแทบไม่ได้พบกัน จนวันที่มีงานที่บ้าน ฉันไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะพูดกับเธออย่างนั้น แต่เธอสวยเหลือเกิน ความคิดที่เก็บไว้มาตลอด อดไม่ได้พูดออกไป กลายเป็นเธอโกรธอีก ฉันเสียใจที่ทำให้เธอไม่พอใจ แต่ฉันรู้ตัวแล้วปริศนา ฉันรักใครไม่ได้นอกจากเธอ ขอให้รับรู้ไว้ และจะไม่รบกวนเธออีก ด้วยความรู้สึกอย่างนี้ ยกเว้นแต่เธอจะเอ่ยปากขึ้นมาก่อน ... ขอบคุณ ที่ฟังจนจบ"
ระหว่างที่ท่านชายพูด ปริศนาตกใจ ฉงนสนเท่ห์ พูดไม่ออก อยากร้องตะโกน แต่ทำอะไรไม่ได้เลยเพราะความรู้สึกต่างๆ สับสนปนเปไปหมด

รถแล่นไปในความมืด ตามถนนหน้าบ้านปริศนา
 
อ่านต่อหน้า 3

ปริศนา ตอนที่ 15 (ต่อ)

ท่านชายพจน์ ขับรถของปริศนาอย่างเร็วเข้ามาในประตู และจอดอยู่หน้าบ้าน ก่อนลงมา หยิบกระเป๋าหมอ

อนงค์ที่นั่งคอยในบ้านเปิดประตูและเปิดไฟสว่างวิ่งลงมารับ
"ท่านชายเพคะ"
"คนเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง"
"ค่อยยังชั่วแล้วเพคะ เวลานี้นอนหลับ"
"แล้วใครอยู่กับคุณยาย"
"จำเนียร... ยายเตียงเกิดเป็นลมเป็นแล้งไป จำเนียรก็ไม่ยอมเข้าไปข้างใน นั่งแต่หน้าประตู พี่เข้าไปดู ไม่เห็นท่านค่อยเป็นอะไร ทำเสียงคร่อกๆกรนหรืออะไร นี่เงียบไปแล้ว"
ท่านชายพจน์ตกใจแทน
"กรนแล้วเงียบไป.... พาฉันไปดูเดี๋ยวนี้เลย"

ปริศนาเดินนำท่านชายต่อไปทางหลังบ้าน

ปริศนาเดินนำท่านชายมา อนงค์เดินตาม พอจำเนียรเห็นก็ลุกถอยไป ท่านชายเดินเข้าไปในเรือน แล้วหันไปบอกปริศนา
"ขอน้ำล้างมือหน่อย"
ปริศนาเดินออกไปสักครู่ ท่านชายเดินเข้าไปที่คุณยาย ที่นอนบนเตียงและมีมุ้งอยู่ ท่านชายวางกระเป๋าหมอ ไปเลิกมุ้งขึ้น
อนงค์ ไปเปิดไฟให้สว่างขึ้น
ท่านชายมองดูคุณยายอย่างเอะใจ เพราะเห็นนอนนิ่ง ปริศนาถืออ่างน้ำล้างมือมีสบู่ และผ้าเช็ดมือสวยๆของคุณยายพาดแขนมา
ท่านชายเอามือแตะที่คอคุณยาย แล้วเอามือรอที่จมูก แล้วท่านชายก้มหน้าเอาผ้าห่ม คลุมหน้าคุณยาย ปริศนาเลยถืออ่างล้างมือค้างอยู่อย่างนั้น อนงค์ยกมือปิดปากตกใจมาก
"คุณยาย"
ท่านชายหันมาเห็นปริศนา ก็รับอ่างไปวางที่โต๊ะกินข้าว แล้วจับมือปริศนาไว้
"เรามาช้าเกินไปแล้ว ปริศนา ช้าไปนิดเดียว"
อนงค์ผวาเข้ามา กอดยายร้องไห้ ท่านชายพจน์ ไปประคองให้อนงค์ลุกขึ้น
"อย่ากวนคุณยายเลย อนงค์ ท่านไปสบายแล้ว"
"โธ่ คุณยาย"
"กลับออกไปบ้านโน้นเถอะ เราต้องจัดการศพก่อน ปริศนาเรียกใครมาเป็นเพื่อนอนงค์ด้วยเถิด"
ท่านชายประคองอนงค์ออกไปเรือนใหญ่
ปริศนาหยิบกระเป๋าท่านชายตามมา พอออกมาหน้าเรือน ก็เห็นจำเนียร ยืนดูอยู่ พร้อมกับช่วง
"จำเนียร ช่วยไปดูคุณอนงค์ที่เรือนใหญ่ที คุณยายเสียแล้ว ตาช่วงอยู่กับศพก่อน แล้วถ้าแม่เตียงหายแล้ว ก็เรียกมาด้วยกัน"
จำเนียรรีบตามท่านชายไป
"ผมเห็นท่ามาตั้งนานแล้ว ไม่กล้าพูด.... แล้วเทียนล่ะขอรับ"
"เทียนอะไร"
"เทียนสำหรับจุดศพท่านน่ะสิขอรับ คนตายเขาต้องจุดเทียนเล่มใหญ่"
"เดี๋ยวจะไปดูที่ห้องพระให้ แต่ฉันจุดอะไรไม่เป็น นายช่วงจัดการให้ด้วยก็แล้วกัน จะให้จำเนียรเอาลงมาให้"
"ขอรับ"
ปริศนารีบเดินออกไปทางบ้านใหญ่

อนงค์นั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่ที่เก้าอี้ ท่านชายพจน์นั่งอยู่ตรงกันข้ามไม่รู้จะปลอบอย่างไร

ปริศนาเดินลงบันไดมา ถือเทียนกับเชิงเทียน ลงมาแล้วมองหาจำเนียร
"จำเนียรล่ะเพคะ"
"ยังไม่เห็นเลย"
เสียงรถแล่นเข้ามาจอด ปริศนาถาม
"ใครมา"
"รถมารอรับฉันแล้วมัง"
ประวิชวิ่งเข้ามาในห้อง จำเนียรเดินตามมา
ประวิชมองกวาดไปเห็นอนงค์ร้องไห้อยู่ ก็วิ่งเข้ามานั่งข้างๆและปลอบโยน
"อ้าวประวิช คิดว่านอนไปแล้วเสียอีก"
"เสียงกุกกัก กระหม่อมเลยลุกมาถามสน ทราบว่าปริศนาไปรับฝ่าบาทมา มีใครป่วย เลยบึ่งมาทีเดียว บอกสนไม่ต้องตามใครแล้ว"
"คุณยายเสีย เสียแล้วค่ะ"
อนงค์บอกแล้วร้องไห้เสียงดัง ประวิชได้แต่จับแขนลูบหลังปลอบใจ ปริศนาส่งเทียนและเชิงเทียนให้ จำเนียร
"จำเนียร เอาเทียนไปให้ตาช่วงที เขาจะจุดให้ศพคุณยายแล้วเธอก็ไปนอนเสียนะ หน้าซีดเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปอีกคน"
จำเนียรรับเทียน แล้วเดินออกไป
"นี่จะทำยังไงกัน พรุ่งนี้ก็ต้องจัดการศพแล้ว เธอมีญาติพี่น้องผู้ใหญ่อยู่ที่ไหนบ้างปริศนา"
ปริศนายืนงง คิดสักพัก
"ก็...มีลุง พระยาสุทธา แต่ปริศนาไปบ้านท่านไม่ถูก แล้วก็มีคุณย่า คุณป้า .... อือ จำเป็นต้องบอกด้วยหรือเพคะ"
อนงค์ส่ายหน้า พยายามพูด ทั้งๆที่ยังร้องไห้ไปด้วย
"ไปบอกไม่ได้หรอก ญาติคุณพ่อกับญาติแม่ ไม่ชอบกัน ญาติคุณพ่อมีมาก แต่ไม่เคยยุ่งกับเรา นอกจากจะไปขอเป็นเรื่องๆไป แต่ญาติแม่ ไม่มีใคร แม่เป็นลูกคนเดียว"
"โอย... แล้วทำยังไงล่ะ พิธีกรรม พิธีการอะไรก็ทำไม่เป็น เรื่องวัดเรื่องอะไรยิ่งแล้วใหญ่ โธ่เอ๊ย... ถ้าได้คุณป้าสงวน"
ปริศนาและอนงค์มองหน้ากัน
"ปริศนาคงต้องไปกวนคุณป้าสงวนเสียแล้วล่ะ" อนงค์บอก
"โอย กวนท่านทุกเรื่อง"
"ถ้าไม่ไปกวน แล้วทำงานไม่ดี ท่านอาจจะยิ่งโกรธนะ ท่านสนิทกับแม่ของปริศนามากไม่ใช่หรือ มาเถอะ ไปโรงเรียนด้วยกัน ประวิช ขอกุญแจรถหน่อย"
ประวิชยืนขึ้น ส่งกุญแจรถให้
"ฉันจะขับให้เอง" ท่านชายมองปริศนา "แล้ว เธอจะเปลี่ยนชุดก่อนไหม"
"ไม่เป็นไรเพคะ จะช้า เดี๋ยวสว่างกันพอดี รีบไปเถอะเพคะ"

ปริศนาเดินลงบันไดไปกับท่านชายพจน์

ภายในตึกอำนวยการ โรงเรียนสิกขาลัย เวลากลางคืนต่อเนื่อง อาจารย์สงวน แต่งชุดนอน และสวมเสื้อคลุม เดินลงมาถอดกลอนเปิดประตูให้

"มีอะไรหือ ปริศนา มากลางค่ำกลางคืนอย่างนี้"
"คุณป้าคะ แม่ยังไม่กลับจากจันทบูร แต่คุณยายเสียเมื่อสักครู่นี้เอง"
"อ้าว..."
"เราก็เห็นว่าคุณยายอาการดีขึ้น แต่เมื่อกี้ เป็นอะไรไม่ทราบ ปริศนาไปตามท่านชายพจน์มาดูให้ ก็ไม่ทัน"
"แล้วนี่ปริศนามายังไง"
"ท่านชายขับรถมาให้ค่ะ ท่านรออยู่ที่รถ"
"ถ้างั้นปริศนากลับไปก่อน เดี๋ยวป้าตามไป ไม่ช้าหรอก"
"ขอบพระคุณค่ะ"
ปริศนายกมือไหว้ แล้วหมุนตัวเดินกลับไป อาจารย์สงวนปิดประตูตามเดิม

รถของประวิชแล่นมาตามถนน ภายในรถ ปริศนานั่งห่อตัวเพราะความเย็นของอากาศดึงเสื้อคลุมให้คลุมมากขึ้น ท่านชายมองตรงไปข้างหน้า ปริศนารู้สึกง่วง จึงพิงพนักและหลับตา

ประตูบ้านสุทธากุลถูกเปิดไว้ ไฟที่สนามและตัวบ้านสว่าง ท่านชายเลี้ยวรถเข้ามา
ในรถเห็นปริศนานอนหลับ หัวพิงกับบ่าท่านชาย
ท่านชายชะลอรถจอด และประคองปริศนาไว้ไม่ให้หัวทิ่มไปข้างหน้า ท่านดับเครื่อง เมื่อจอดได้ที่หน้าบ้าน แล้วไขกระจกรถขึ้น และเดินมาฝั่งที่นั่ง ดึงปริศนาลงมายืน ซึ่งปริศนายังไม่ยอมตื่นดี
ท่านชายเลยปิดประตูรถ แล้วช้อนตัวอุ้มปริศนาขึ้นเดินเข้าไปในตัวบ้าน

บริเวณโถง อนงค์และประวิชนั่งอยู่ด้วยกัน อนงค์ร้องไห้เบาลงแล้ว ท่านชายพจน์อุ้มปริศนาเข้ามาในบ้าน อนงค์ยืนขึ้นอย่างตกใจ
"ปริศนาเป็นอะไรเพคะ"
"หลับในรถไม่ตื่นเลย จะวางให้เขานอนตรงนี้ หรือไปที่ห้องนอน อีกประเดี๋ยว อาจารย์สงวนจะตามมา"
"รบกวนท่านชายพาขึ้นไปห้องนอนดีกว่าเพคะ ตรงนี้ เดี๋ยวจะต้องปรึกษากันเรื่องงานอีก"
อนงค์ลุกขึ้นเดินนำขึ้นชั้นบน

อนงค์เปิดประตูห้องนอนให้ ท่านชายพจน์เดินเข้ามา อนงค์วิ่งมาช่วยรวบมุ้งให้

"เตียงนี้เพคะ"
ท่านชายพจน์เดินเข้ามาใกล้ แล้ววางปริศนาลงบนเตียง แล้วจัดให้ปริศนานอนสบาย ห่มผ้าให้ด้วย ดูอบอุ่นและเต็มไปด้วยความอาทร และท่านชายยืนขึ้น ช่วยอนงค์เอามุ้งลงให้ และดูให้เรียบร้อย
ทันใดนั้นเอง ท่านชายก็มองไปยังโต๊ะเขียนหนังสือ รูปท่านชายที่เคยให้ปริศนา วางเด่นอยู่ที่นั่น กลางโต๊ะ เหมือนคนที่นั่งที่โต๊ะ นั่งดูมัน อยู่เสมอ
ท่านชายพจน์ ปรีชายิ้มอย่างสมใจ และพอใจ ก่อนหมุนตัวเดินตามอนงค์ออกจากห้องไป

เช้าวันต่อมา ในบรรยากาศดูเศร้า เหงา รถของปริศนาจอดอยู่ในสนามเพียงคันเดียว
ปริศนายังนอนหลับอยู่บนเตียง อนงค์กำลังเก็บมุ้งให้ ปริศนารู้สึกตัวตื่นขึ้นเห็นอนงค์ก็ค่อนข้างตกใจ
"ตื่นแล้วหรือ ปริศนา คนมากันเต็มบ้านแล้ว"
"เช้าแล้วหรือ แล้วนี่ ปริศนามานอนตรงนี้ได้ยังไง"
ปริศนาก้มลงดูเสื้อผ้าตัวเอง ก็เห็นว่าเป็นเสื้อเก่าตัวเดียวกับเมื่อวานนี้
"ปริศนาหลับสนิทมาในรถ ถึงบ้านเรียกไม่ตื่น ท่านชายเลยอุ้มขึ้นมานอนบนนี้ ท่านเสด็จกลับไปตอนย่ำรุ่ง"
ปริศนาหน้าแหย รู้สึกอายที่หลับไม่รู้ตัว
"หา... จริงหรือ อนงค์ อย่ามาโกหก"
"ไม่ได้โกหก ประวิชยังนอนอยู่ข้างล่างเลย ท่านชายขับรถประวิชไป ว่ากลางวันจะให้คนเอารถมาส่งให้ คุณป้าสงวนจัดแจงเรื่องวัด เรียบร้อยแล้ว ว่าจะสวดสัก 3 วัน ก่อนแล้วรอแม่กลับมา ว่าจะทำยังไง คุณป้าไล่พี่ให้ขึ้นมาเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์"
"ชุดไว้ทุกข์ คืออะไร"
"ก็ชุดสีดำยังไง ดำขาวก็ได้"
"ปริศนา ไม่มีอะไรสีดำเลย สิรีมีไหม"
"เหมือนจะมีนะ ผ้านุ่งสีดำ เสื้อขาวเรามี พี่ไปหาให้ เดี๋ยวลงไปข้างล่างด้วยกัน"
อนงค์เดินออกไปจากห้อง
ปริศนาหันไปมองรูปท่านชายด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกอย่างแรง ท่านชายอุ้มเธอมานอนบนนี้หรือ?
รูปท่านชายที่มองตอบมา ปริศนาเอามือปิดหน้า รู้สึกอาย

บริเวณห้องโถง สงวนนั่งดื่มน้ำชา กับขนมปังทาเนย โรยน้ำตาลถูกตัดเป็นชิ้นเล็กๆอยู่
นงลักษณ์ กับนพในชุดขาวดำไว้ทุกข์นั่งอยู่ด้วย
อนงค์ กับปริศนาเดินลงมาพร้อมกัน จากชั้นบน ใส่ผ้าถุงสีดำ เสื้อขาว
"เออ แต่งตัวอย่างนี้ค่อยดีหน่อย จะต้องทำพิธี"
"ประวิช ไปไหนแล้วคะ"
"ท่านชายส่งรถมารับแล้ว กลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า บ่ายจะมาใหม่ ท่านสั่งว่า จะให้คุณสร้อยกับพวกในวังมาช่วย ประเดี๋ยวจะมากันแล้ว ป้าก็เลยสั่งให้ตาช่วง ไปติดต่อที่วัดแล้ว รถน้ำเสร็จแล้ว จะบรรจุหีบ แล้วเอาไปวัด ไปสวดที่วัด สักสามวันก็พอดี แม่เขากลับมาจะได้ถามว่า
จะทำยังไงต่อ แล้วนี่แม่เขารู้หรือยัง"
"ยังค่ะ แต่กลัวแม่จะตกใจ ทางโน้นก็วุ่นวายอยู่แล้ว"
"บอกเลยก็ดี เขาจะได้รู้ แต่รู้แล้วจะช่วยอะไรได้ หากกลับมาไม่ได้ก็จะกังวลไปเปล่า"

"ค่ะ คุณป้า ปริศนาเห็นว่าไม่ควรบอก เพราะแม่กลับมา ก็จะได้รู้เรื่องอยู่ดี บอกไปตอนนี้แม่จะละล้าละลัง ห่วงทั้งอุบล ห่วงทั้งงานศพ เลยคลั่งเลย อุบลป่วยอยู่ก็จะใจเสีย"
"หลาน 2 คนเห็นตรงกันอย่างนี้ ป้าก็จะไม่บอกแม่เขาแล้ว วันพุธหน้าเขาก็จะมาแล้ว ค่อยกระซิบบอกเขากัน นี่ สองคน ไปหาอะไรใส่ท้องสักหน่อย อนงค์เอง ยังไม่ได้กินอะไร ไม่ได้นอนอีก กินให้มีแรงไว้หน่อย ยังมีงานอีกมากที่จะต้องทำ ทำแทนแม่เขาด้วยเพื่อคุณยาย"
อนงค์จะน้ำตาซึมอีก แต่พอดีปริศนาสังเกตเห็น น้ำชาของ าจารย์สงวนก็ทักขึ้น
"ตายจริง ทำไมคุณป้ารับประทานเท่านี้เองหรือคะ"
"ยุ่งกันอยู่ทุกคน ยายเตียงก็ยังตกใจ เสียใจไม่หาย ป้าเลยถือวิสาสะทำมากินเอง ตอนอนงค์ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ประเดี๋ยวคุณสร้อยมาพาคนงานมาช่วย ก็จะดีขึ้น ตอนนี้สองคนหาอะไรรองท้อง อย่าปล่อยตัวเองให้เป็นลมไปกลางงาน"
ปริศนาหันไปดึงอนงค์ ไปทางห้องอาหาร
"ไปหานม หาน้ำชากินกันเถอะ อนงค์ จะได้มีแรง อย่างคุณป้าว่า อย่ามัวแต่ร้องไห้ งานยังอีกมาก"

อนงค์เดินตามปริศนาไปอย่างว่าง่าย พอจะลืมเรื่องเศร้าไปได้บ้าง
 
อ่านต่อหน้า 4

ปริศนา ตอนที่ 15 (ต่อ)

รตีแต่งชุดเก๋เดินเข้ามาในวังศิลาขาวเพื่อพบท่านชายและประวิช ประวิช และท่านชาย แต่งชุดไว้ทุกข์นุ่งผ้าม่วงสีดำและใส่แขนทุกข์ เพื่อจะไปงานรดน้ำศพ

"ท่านจะเสด็จไหนเพคะ แต่งไว้ทุกข์เต็มที่ นายประวิชก็เหมือนกัน"
"จะไปงานศพคุณยายของอนงค์ รดน้ำ และสวดศพ รตีจะไปไหนหรือ"
"จะมาถามว่าคนงานหายกันไปไหนหมดเพคะ"
"ฉันให้เขาไปช่วยงานบ้านโน้นยังไงล่ะ ป้าสร้อยก็ไปด้วย"
"แล้วงานจัดสวนของรตี เมื่อไหร่จะเสร็จกันเพคะ"
"สองสามวันนี้งานจะยุ่งจริงๆ ทางโน้นเขาไม่มีใคร เมื่อคืนประวิชก็อยู่ช่วยงานทางโน้นทั้งคืน เพิ่งจะกลับมาสายๆนี่เอง รตีมาแล้วจะเสียเวลาเปล่า หยุดไปก่อนเถอะ"
"ตายจริง เรื่องของเรา ต้องหยุดไปก่อนหรือเพคะ แล้วต้องเอาคนของเรา ไปช่วยใครก็ไม่รู้"
"ขอโทษเถิดครับคุณรตี ใครก็ไม่รู้ของคุณรตีนั่น คู่หมั้นของผมเองขอรับ ท่านชายเด็จเถิดขอรับ ประเดี๋ยวจะไม่ทันรดน้ำ"
ท่านชายเดินออกไป ประวิชเดินตาม
รตีได้แต่กระทืบเท้ามองตาม

บริเวณห้องโถงบ้านราชพรรลภ ชื่นนั่งหน้านิ่ว มองดูรตีที่โมโหฟูมฟายอยู่ใกล้ๆ
"อะไรๆ รตีก็ทนได้เพื่อท่านชาย รตีทุ่มเททุกอย่างเพื่อท่าน แต่กลายเป็นว่า ท่านต้องไปโอบอุ้มดูแลไอ้บ้านนั้น ไม่เคยมองเห็นรตีเลย"
"เราอาจจะใกล้เกินไป รตีลองทำตัวห่างออกมาหน่อยสิ"

"ท่านก็ลืมรตี แล้วก็ทิ้งรตีไปเลยไงคะ"
"ตายจริง แล้วทำยังไงดี เฮ้อ ท่านชาย ท่านก็เมตตาคนไปทั่ว ก็ดูท่านรักษาคนไข้สิ บางทีท่านก็ออกเงินช่วยครอบครัวคนไข้ ให้ทุนคนไปเรียนเมืองนอก อย่างนายประวิชนั่น ท่านชอบเอาคนอื่นมาเป็นภาระ"
"นังเด็กปริศนานั่นก็เลวจริง มาลวงประวิช แล้วก็ยังมาอ้อนท่านชายอีก หมอมีตั้งมากมาย วันยายจะตาย ต้องขับรถมาตามท่านชายดึกๆดื่นๆ สมน้ำหน้าจริง ยายเลยตายไปจริงๆ"
ชื่นจุ๊ปากห้าม
"ไม่เอา ไม่เอา รตี อย่าพูดเรื่องแบบนี้ คนจะเป็นจะตายไม่ใช่เรื่องเราจะพูดเล่น ผู้ใหญ่เขาถือ"
รตียักไหล่
"แล้วคุณแม่จะว่ายังไงคะ เรื่องท่านชาย รตีจะไม่ยอมแพ้นังเด็กนั่นเป็นอันขาด ท่านชายจะต้องแต่งงานกับรตีเท่านั้น"
ชื่นพยักหน้า
"ทำยังไง ท่านถึงจะเข้าพระทัยเรื่องอย่างนี้ได้นะ"
ชื่นคิด รตีหน้างอ กระทืบเท้า เดินหนีไป

ปริศนาขับรถของปริศนาเข้ามาจอด มีรถของประวิชจอดอยู่ในบ้านแล้ว แล้วลงเดินเข้าเรือนมา
ประวิชนั่งอยู่ในห้องโถง แต่งชุดผ้าม่วงไว้ทุกข์เต็มที่ ปริศนาเดินเข้ามาจากด้านนอก
"เฮลโหล ประวิช มาแต่วันทีเดียว ทำไมแต่งเต็มยศเสียแต่ไก่โห่อย่างนี้"
"ฉันนุ่งผ้าไม่เป็นสิยะ แม่ปริศนา เลยต้องแวะให้ นายสน ช่วยนุ่งให้ก่อนมานี่ อนงค์ กำลังแต่งตัว รอปริศนายังไม่กลับจากโรงเรียนเสียที"
"มัวคุยกับคุณป้าสงวนเรื่องงานคุณยาย เรื่องดูแลแขกเหรื่อ และเชิญเพื่อนแม่ที่เราตกหล่นกันไป"
"ไปผลัดผ้าเสีย กินของว่างเสร็จ จะได้ออกไปวัดกัน"
อนงค์เดินลงมาจากชั้นบน ทำท่าจะร้องไห้อีก
"ปริศนา"
"อะไรอีกล่ะอนงค์"
"แม่ โทรเลขมา"
อนงค์เดินเข้าไปหยิบโทรเลขที่เอาที่ทับกระดาษวางทับไว้ มาส่งให้ปริศนา
ปริศนาเปิดอ่านดู
"แม่บอกว่า ซื้อตั๋วเรือไม่ได้ เลื่อนกลับเป็นพุธหน้า"
ปริศนาอ่านจบ อึ้งไป แล้วเดินไปนั่งที่บันไดอย่างคิดไม่ออก
"แล้วงานศพล่ะ จะว่ายังไง พรุ่งนี้ก็สวดวันสุดท้ายแล้ว"

"นั่นน่ะสิ พี่ก็คิดอะไรไม่ออกเลย นึกเสียใจ ที่ห้ามคุณป้าไม่ให้โทรเลขไปบอกแม่ ถ้าแม่รู้ แม่คงจะขวนขวายกลับมาให้ได้ นี่กลายเป็นว่า..."
อนงค์น้ำตาไหลพรูลงมาอีก ประวิชเข้าไปประคอง
ปริศนาลุกขึ้นทันที ไม่ว่าอะไร แล้วเดินไปเอาจดหมายไปวางที่ชั้น แล้วตัวเองเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน
ประวิชมองตามปริศนา อย่างแปลกใจที่ปริศนาไม่แสดงอารมณ์อย่างใดเลย ขณะที่โอบตัวอนงค์อย่างปลอบใจ

ประวิชแต่งชุดเพิ่งกลับจากงานศพ ท่านชายพจน์แต่งชุดนอน สวมเสื้อคลุม เดินออกมาเพื่อจะไปห้องหนังสือ
"ประวิช เพิ่งกลับจากงานหรือ"
"กระหม่อม"
"วันนี้ดึกกว่าทุกวันหรือ"
"พระสวดน่ะเท่ากับทุกวัน ฝ่าบาท แต่วันนี้ คุณนายแกโทรเลขมาเลื่อนเวลากลับจากจันทบูร อนงค์ก็เอาแต่ร้องไห้ จะทำอะไรไม่ถูกอีก ปริศนาก็เลยต้องหารืออยู่กับอาจารย์สงวน"
"งั้นหรือ นายไปอาบน้ำ เปลี่ยนชุด แล้วมาเล่าให้ฟังหน่อย ฉันอยู่ห้องหนังสือ"
ท่านชายเดินไปที่ห้องหนังสือ ส่วนประวิชเข้าห้องนอนไป

ท่านชายพจน์ นั่งที่โต๊ะกาแฟอยู่ในห้องหนังสือนั้น มีหนังสือวางข้างหน้า มีแก้วชาร้อนๆอยู่ ฝั่งตรงข้ามท่านมีแก้วชาที่คว่ำอยู่เตรียมสำหรับประวิช
ประวิชนั่งลงตรงข้ามท่านชาย
"ตกลง อาจารย์สงวนให้สวดไปครบ 7 วัน แล้วทำบุญ 7 วัน แล้วเก็บศพไว้รอให้ คุณนายสมร มาตัดสินใจอีกที แต่ทั้งหมดทำที่วัด อาจารย์ไปเจรจากับเจ้าอาวาสเรียบร้อยแล้ว"
"ก็ดี ฉันจะได้ไปงานทำบุญ 7 วันเขา เพราะงานสวดไปไม่ได้ทุกวัน ติดงาน แต่วันเก็บศพคงจะไปไม่ได้ ประวิชก็คงไปทุกวันอยู่แล้วสินะ"
"ต้องไปฝ่าบาท อนงค์ยังเสียใจไม่หาย ร้องไห้ทุกวัน ต่างกับปริศนา เขาใจแข็งมากทีเดียวกระหม่อม ตั้งแต่ยายตายมา หม่อมไม่เห็นเขาร้องไห้เลยสักครั้ง แปลกผู้หญิง"
"อย่าเอาไปเทียบกับอนงค์สิ คนนั้นเป็นผู้หญิงอ่อนไหว ร้องไห้ทุกวัน แต่จะว่าปริศนาเป็นคนใจแข็งผิดคน ก็ไม่น่าจะใช่ ฉันเห็นปริศนาร้องไห้ออกมากมาย คราวหมาตาย"
"ก็เหมาะกับชื่อเขาอย่างไรล่ะ ฝ่าบาท ปริศนา ผู้หญิงอะไรเข้าใจได้ยากที่สุด"
ท่านชายพจน์ นิ่ง แต่เห็นด้วย

7 วันต่อมา ในห้องนอน ปริศนานั่งดูโทรเลขของแม่ ฉบับที่เขียนว่า “ซื้อตั๋วเรือไม่ได้ จะกลับวันพุธหน้า รัก แม่” แล้วปริศนา ก็หันไปจ้องปฏิทิน แล้วก็ยกมือกุมหัว เดินลงไปข้างล่าง

ปริศนาเดินลงบันไดมา เพื่อจะเดินมาที่ห้องโถง อนงค์ยังแต่งไว้ทุกข์อยู่ และจัดโต๊ะอาหารอยู่โผล่หน้ามาจากห้องอาหาร
"ปริศนากินข้าวกันไหม คุณประวิชว่าวันนี้ จะมากินข้าวด้วย แต่ค่ำแล้วก็ยังไม่มา ปริศนาหิวหรือยัง ถ้าหิวก็กินก่อน พี่จะรอคุณประวิช"
ปริศนาส่ายหัว และรู้สึกสิ้นหวังที่อนงค์คิดถึงแต่ประวิช ไม่คิดว่าพรุ่งนี้แล้ว แม่จะกลับมาและจะทำอะไรกันและเดินออกไปนอกบ้าน ทางด้านหน้าบ้าน

อนงค์มองตามปริศนาอย่างไม่เข้าใจ แล้วก็เดินเข้าไปจัดโต๊ะในห้องอาหารต่อไป

รถของท่านชายพจน์เลี้ยวเข้ามาในบ้านของปริศนา ท่านชายหยุดรถที่หน้าบ้าน ให้ประวิชลงจากรถแล้วเดินขึ้นบ้านไป

ท่านชายกำลังถอยรถเพื่อจะกลับรถออกจากบ้าน แล้วท่านชายก็เห็นสิ่งที่น่าสนใจบาง
อย่างเบื้องหน้า
ไฟหน้ารถสาดเป็นลำ ปริศนานั่งอยู่ที่เฉลียงหน้าบ้าน เอามือกุมหัวไว้อย่างคิดหนัก
ท่านชาย ฉุกคิดอะไรได้บางอย่าง เป็นห่วงปริศนามากขยับรถให้จอดดีๆ แล้วปิดไฟ ดับเครื่องรถ ท่านชายลงจากรถ และเดินไปหาปริศนา

ปริศนากำลังนั่งเศร้าเอามือกุมหัว คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรดี ท่านชายเดินเข้ามา
ปริศนารู้สึกว่ามีคนมายืนใกล้ๆ จึงเงยหน้าขึ้นมอง เธอแปลกใจที่เห็นท่านชายมาอยู่ที่นี่ ในเวลานี้
"ท่านชายหรือ เด็จมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ"
ปริศนาอยากจะลุกขึ้น แต่ว่า ท่านชายยืนอยู่ตรงหน้า เลยยังไม่ลุก
"เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้ และกำลังจะกลับไป เห็นเธอนั่งอยู่คนเดียว ก็เลยมาถาม ...ให้ฉันนั่งด้วยได้ไหม"
ปริศนาขยับตัวหลบให้ท่านชายนั่งลงมา ปริศนาจมอยู่ในความทุกข์ ซึ่งกำลังจะล้นออกมา
"ปริศนาเป็นอะไรไปหรือ"
ปริศนานิ่งพูดไม่ออกไปพักหนึ่ง
"ท่านชายคะ ปริศนา เป็นทุกข์ใจ ทุกข์มากๆ ทุกข์ที่สุด"
ปริศนาพยายามจะกลั้นน้ำตา แต่ว่ากลั้นไม่ไหว จำเป็นต้องสะอื้น ร้องไห้ออกมา
ท่านชายพจน์ ต้องการให้ปริศนาระบายความอัดอั้นออกมาบ้าง
"ปริศนา เล่าให้ฟังได้ไหม ว่าทุกข์ของเธอ เป็นเรื่องอะไร"
ปริศนายังร้องไห้อยู่
"ปริศนา ถ้า ฉันเป็นคุณอาของเธอ และเขาอยู่ตรงนี้ ปริศนาจะบอกอะไรเขา"

ปริศนานึกตามที่ท่านชายบอก
"คุณยาย ตายแล้ว"
ที่ท่านชายนึกแปลกใจมากว่า ยายตายไปนานแล้ว ตั้งเกือบ 2 อาทิตย์ทำไมเพิ่งจะเสียใจ
"พรุ่งนี้ แม่ก็จะกลับมาจากจันทบูร มาถึง แม่ก็จะรู้ว่าคุณยายตายแล้ว แม่จะว่ายังไงคะ ข่าวเจ็บอะไร ก็ไม่มี ไม่เคยได้รู้เลย ท่านชายเพคะ แม่เป็นลูกคนเดียวของคุณยาย คุณยายเลี้ยงแม่มาคนเดียวตั้งแต่เล็ก แล้วพรุ่งนี้มาถึง บอกแม่ว่าคุณยายตาย แล้วแม่เป็นอะไรขึ้นมาปริศนาจะทำยังไง"
"คุณแม่คงจะเสียใจ แต่ปริศนาจะกังวลไปทำไม"
"มันจะเป็นความผิดของปริศนาไงเพคะ ปริศนาห้ามไม่ให้คุณป้าโทรเลขไปบอกแม่ เรื่องคุณยายตั้งแต่แรก ไม่บอกเลยปิดกันหมด แล้วพรุ่งนี้ แม่ก็จะมา แล้วแม่ก็จะรู้ ไหนจะเรื่องคุณยายตาย ไหนเรื่องที่เราจัดการกันไปไม่บอก ไม่ส่งข่าว ปริศนา สงสารแม่"
ปริศนาร้องไห้หนัก
ท่านชายมองปริศนาอย่างสงสาร และโอบตัวปริศนาไว้เพื่อปลอบโยน
ปริศนากำลังหาที่พึ่ง จึงซบหน้ากับอกท่านชาย แล้วร้องไห้อย่างหนัก ท่านชายกอดปริศนาไว้สักครู่ จนอาการดีขึ้น
"ปริศนาที่ตัดสินใจทำมาแล้ว ฉันว่าเธอไม่ได้ทำผิดอะไร ตั้งใจดีทุกอย่างที่จะไม่ให้แม่ห่วงหน้าพะวงหลัง พรุ่งนี้ ก็เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ แม่เธอเข้าใจได้ไม่ยากหรอก Cheer up! ปริศนาคนเก่ง อย่าเป็นคนขี้แยไปอีกคนเลย"
ท่านชายเชยคางปริศนาขึ้น ปริศนายังน้ำตาเต็มตา
ท่านชายทั้งรักทั้งสงสาร ใช้นิ้วมือปาดน้ำตาที่อาบแก้มของปริศนาออก และเกือบจะจุมพิตลงไปที่ริมฝีปากของปริศนา แต่แล้วก็ยั้งตัวไว้ได้
"ลาก่อน"
ท่านชายเปลี่ยนมาจับมือปริศนา แล้วตบที่หลังมือเบาๆอย่างปลอบประโลม ก่อนลุกขึ้นโดยทันทีแล้วเดินออกไป
ปริศนาลุกขึ้นยืนมองตามงงๆ ปรับอารมณ์ไม่ทัน
ท่านชายขึ้นรถ และขับออกไปเลย

บริเวณถนนใกล้ท่าเรือราชวงศ์ ปริศนาและประวิชช่วยสิรีและสมร ยกของมาด้วยกัน เป็นกระเป๋าเล็กๆ
ช่วงกับจำเนียร ถือกระเป๋าใบใหญ่ของสิรี และแม่เดินไปขึ้นรถของปริศนา ที่จอดห่างออกไป ส่วนคนทั้ง 4 เดินมานั่งรถพร้อมกับของฝากเล็กๆน้อยๆ พวกที่มาจากบ้านปริศนา ใส่ชุดดำไว้ทุกข์ทุกคนพอขึ้นนั่งรถเรียบร้อย
"ทำไมแต่งดำกันล่ะ ปริศนา ไว้ทุกข์หลานหรือ"
"ไม่ใช่ค่ะ" ปริศนาทำเสียงสดใส "คุณป้าสงวนก็รอรับคุณแม่อยู่ที่บ้านด้วยนะคะ"

"ดีจริง รีบไปกัน แม่มีของฝากมากมาย จะได้แบ่งให้คุณป้าไปวันนี้เลย"
สมรและสิรียิ้ม ประวิชมองปริศนาอย่างแปลกใจ ก่อนรีบออกรถไป

รถของประวิชแล่นเข้ามาจอด อนงค์และสงวนออกมายืนรับอยู่ที่บันได ช่วงและจำเนียร ขับรถของปริศนามาจอด และช่วยกันขนของขึ้นบ้าน
สมร ลงไปไหว้ทักทายสงวน
"คุณพี่ กรุณามารับถึงที่บ้าน"
"ก็ว่าจะไปรับแม่สมรถึงท่าเรือราชวงศ์ แต่ปริศนาเขาบอกว่ารอที่บ้านดีกว่า เขาไปกับประวิชจะได้เร็ว เป็นยังไงบ้างอุบลเรียบร้อยดีแล้ว"
"ค่ะ ดีมากแล้ว สิรีเลยกลับมาด้วย นงลักษณ์คงดีใจ"
"อนงค์ ปริศนา แต่งดำกันทำไมหรือ" สิรีถาม
"ไว้ทุกข์... ให้คุณยาย คุณยายเสียไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อนนี้เอง" ปริศนาบอก
สมรตกใจหันมา
"ว่าอะไรนะ ปริศนา"
"จู่ๆวันนั้นปริศนาก็ไปตาม พี่มา ว่าคุณยายเสีย ก็เลยมาช่วยหลานจัดการศพจนเสร็จ ครบเจ็ดวัน ก็ฝังบรรจุไว้ก่อน แม่สมรหายเหนื่อยแล้ว ให้ปริศนาพาไปเคารพศพที่วัดนะ" สงวนบอก
"ตายจริง... โธ่" สิรีว่า
"ท่านชายก็ให้คนที่วังศิลาขาว ให้สร้อยมาช่วยงาน อยู่หลายวัน เพื่อนๆแม่สมร ที่ฉันรู้จัก ก็บอกกันไปหมดแล้ว"
"ต้องขอบคุณพี่สงวนจริงๆ ที่ช่วยดูแลทุกอย่าง ไม่ทิ้งกันเลย สิรี เดี๋ยวหาชุดดำ ให้แม่ด้วยนะ ผลัดผ้าอะไรเรียบร้อยแล้ว ปริศนาพาแม่ไปวัดที"
"ค่ะ"
อนงค์ ไปช่วยดูของที่จำเนียรและช่วงยกเข้ามา ก็เดินเข้าไปช่วย สมรเดินขึ้นไปชั้นบน
สิรีรีบตามไป

เวลาต่อเนื่องมา ปริศนาถือตะกร้าดอกไม้ธูปเทียน เดินนำสมร เข้ามาในบริเวณวัด และเลี้ยวไปก่อน
รตี ชื่น และผินเดินออกมาจากทางเขตสังฆาวาส โดยผิน ถือตะกร้าเปล่ามา 2 ใบ
รตีมองเห็นปริศนาที่เดินเลี้ยวไป
"แม่คะ นั่น พวกบ้านโน้นนี่"
"เขาคงมาเคารพศพแม่เขามัง ก็ที่หลวงลุงท่านบอกไง ท่านชาย เสด็จมางาน ตั้งหลายครั้ง คนออกมาดูกันเพราะท่านสง่างาม"
รตีกัดริมฝีปาก
"แม่กับผิน ไปรอที่รถก่อนค่ะ ประเดี๋ยวรตีจะตามไป"

"จะไปไหน ลูก"
"ไม่นานหรอกค่ะ เพราะลูกไม่ได้ ไม่ได้มางานศพเขา จะไปแสดงความเสียใจกับเขาสักหน่อย"
"เหมือนเขาจะเข้าไปในสุสานนะ"
"จะแสดงความเสียใจ ที่ไหน ก็ได้ค่ะแม่ แม่ไปกับผินก่อน แล้วรอรตีด้วย"

ชื่นพยักหน้า รับคำรตี และหันไปกวักมือเรียกผินให้เดินไปกับนางด้วย รตีมองจนลับตา
 
อ่านต่อตอนที่ 16
กำลังโหลดความคิดเห็น...