xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 8

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 8

แพนหยิบไม้หน้าสามแล้วขึ้นเตียงไปนอน คณินเดินออกจากห้องน้ำ เห็นแพนนอนกอดไม้หน้าสามก็ละเหี่ยใจ
 
“หนักนะเนี่ย ผมไม่ใช่ฆาตกรนะ”
“ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
“นี่ถ้าผมจะปล้ำคุณนะ ต่อให้คุณมีปืนสักสิบกระบอก ผมก็จัดการคุณจนได้ล่ะ”
“ก็ลองดู”
“ให้ลองจริงเหรอ”
“ติดคุกข้อหาฆ่าผัวเจ้าชู้ตายก็ไม่เลว”
“งั้นผมยอมตายเลยดีกว่า”
คณินขยับเท้า แพนชูไม้ขึ้นเตรียมฟาด
“ฉันไม่ได้พูดเล่นนะ”
“โอเค คุณฆ่าผมเลย ผมจะได้กลายเป็นผีหล่อ ไปหาเมียใหม่บนสวรรค์ นางฟ้ามีเยอะแยะ”
“เสียใจด้วย เพราะฆ่าคุณแล้ว ฉันจะตัดของคุณด้วย เอาให้ไม่เหลือตอเลย”
คณินตกใจตาเหลือก ชะงักฝีเท้าทันที
“ใจร้าย”
“อยากรู้เหมือนกันว่าจะมีนางฟ้าที่ไหนเอาคุณ ถ้ารู้ว่าคุณ”
“ด้วน”
คณินขัดเคืองใจ

เส็งนั่งรถเข็น มองไปนอกหน้าต่าง ซกเค็งเดินอารมณ์ดี นำถ้วยยาเข้ามาวางให้
“อั๊ววางยาบำรุงไว้ให้แล้วนะ ดื่มให้หมดล่ะ”
ซกเค็งจะเดินออกไป
“อดทนดีนะ”
“ก็ไม่ได้ลำบากตรงไหน”
“ถ้าอั๊วจำอะไรไม่ได้ไปตลอดชีวิตล่ะ ลื้อจะทำไง”
“อั๊วคงต้องยอมตามตื้อลื้อไปตลอดชีวิต จนกว่าลื้อจะรักอั๊วใหม่”
“ทำไมลื้อถึงรักอั๊ว”
“เพราะลื้อเป็นคนดี จำได้รึเปล่า ว่าเคยเป็นคนดี”
“ไม่จริงหรอก ถ้าอั๊วเป็นคนดี คนที่ตลาดคงไม่มองอั๊วอย่างนั้นหรอก”
“มองยังไง”
“กลัวๆ แต่ก่อนอั๊วเป็นอันธพาลใช่มั้ย”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้แก๊งเหยี่ยวแดงที่ลื้อตั้งขึ้นมา มีแต่ข่าวลือไม่ดี กี่ศพๆ ที่ตายก็เหมารวมมาที่แก๊งลื้อหมด คนเขาก็เลยกลัว คิดว่าแก๊งลื้อเป็นซุ้มมือปืน”
“อ้ายหยา แล้วลูกชายของลื้อทำอะไรอยู่วะ”
“ทำทุกอย่าง ที่อีไม่ชอบ”
เส็งสะดุดใจ
“ไม่มีใครได้อะไรดั่งใจทุกอย่างหรอก”
“ไม่ได้ทุกอย่าง ได้สักอย่างก็ยังดี อย่างเช่นตอนนี้ อาคิ้มลูกชายอั๊วกำลังจะมีอาตี๋น้อยแล้ว”
เส็งดีใจลืมตัว
“หา จริงเหรอ อาคิ้มจะมีลูก”
“ลื้อดีใจทำไม ไหนว่าไม่ใช่ลูกลื้อ”
“ใครบอกอั๊วดีใจ อั๊วแค่ตกใจ คนแบบนั้นไม่น่ามีน้ำยา”
ซกเค็งเริ่มรู้สึกว่าเส็งคนเดิมจะกลับมาแล้ว

แพนนอนกอดไม้หน้าสาม ตาจ้องมองเพดาน นอนไม่หลับ ส่วนคณินนอนที่พื้นข้างเตียง นอนท่าเดียวกับแพน
“แพน ยังไม่หลับใช่มั้ย”
“ยัง”
“คุณห้ามปันใจให้คนอื่นนะ”
“ใจฉันก็เป็นของฉัน”
“ถึงคุณจะไม่รักผม ก็อย่าเพิ่งรักคนอื่น”
“ทำไมฉันต้องทำตามคำสั่งคุณ”
“ไม่ได้สั่ง แต่ขอ ขอร้อง”
“เห็นแก่ตัว ทีคุณยังแอบมีผู้หญิงไปทั่ว ฉันรู้มาว่าตอนคุณอยู่เยาวราช ควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า”
“ตอนนั้นเรายังไม่แต่งงานกัน ผมไม่ผิด แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
“แล้วแม่สาวโรงน้ำชานั่นล่ะ”
“คุณอย่าไปหึงแม่สาวโรงน้ำชาให้เสียเวลาเลยแพน ผมไม่ได้”
“สาวโรงน้ำชาแล้วไง”
แพนน้ำตาไหล เมื่อคิดถึงแม่ของตัวเอง คณินหน้านิ่ว ว่าทำไมแพนต้องเสียงดัง
“เธอก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าคุณรักเธอ ฉันจะยอมไป”
“ผีอะไรเข้าสิงอีกเนี่ย ผมไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น”
“แล้วไปยุ่งกับเธอทำไม”
“มันเป็นเรื่องจำเป็น เอาไว้เสร็จเรื่องแล้ว ผมจะเล่าให้คุณฟังนะทุกอย่างเลย”
แพนเงียบลง แต่สายตายังจ้องมองเพดานอย่างเศร้าสร้อย
“ฉันเคยรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอทำงานอยู่ในโรงน้ำชา วันหนึ่งเธอได้เจอผู้ชายที่เธอรัก จึงตกลงอยู่กินอย่างลับๆ กับเขา โดยหารู้ไม่ว่า เขากำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน สุดท้าย เธอก็ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในโรงน้ำชา ที่ซึ่งไม่เคยมีรักแท้อยู่ในที่แห่งนั้น”
คณินจับมือแพนกำแน่นให้กำลังใจ เพราะรู้ว่าแพนพูดถึงแม่
“ที่นั่นไม่มีรักแท้ แต่ที่นี่มี”

ตอนเช้า คณินกับกิตติซ้อมเชิดสิงโตและต่อตัวกันอยู่ที่โรงสี แพนยืนมองอยู่ เป้งเข้ามา ทำท่าทางลับๆ ล่อๆ
“อาแพน”
แพนหันไปมองพ่อ ตกใจนิดๆ
“พ่อ”
“มานี่”
เป้งลากแพนออกไปอย่างมีพิรุธ คณินมองสองพ่อลูกด้วยความแปลกใจ เป้งลากแพนมาจนคิดว่าไกลจากโรงสีพอสมควร
“มีอะไรพ่อ”
เป้งยัดยาซองหนึ่งใส่มือแพน
“เอายานี่ใส่น้ำให้ผัวลื้อกินวันแข่ง”
“ยาอะไร”
“ไม่ต้องตกใจขนาดนั้น แค่ยาถ่าย ใส่ๆ ให้ผัวลื้อกินซะ อีจะได้ขี้แตก”
“พ่อทำแบบนี้ทำไม”
“ทำทำไม นี่อั๊วช่วยลื้อนะ ลื้อลืมไปแล้วเรอะ ว่าไอ้บุ๊งมันสั่งอะไรไว้”
“แล้วทำไมฉันต้องทำตาม”
“เพราะลื้อจะไม่อกตัญญูกับอั๊วไง อย่าเรื่องมาก ขี้แตกแค่นี้ไม่ถึงตายหรอก แต่ถ้าอาคิ้มชนะ อั๊วนี่ถึงตาย”
“ใครให้ยานี่มา”
“ไม่ต้องถามมาก ทำตามที่อั๊วสั่งก็พอ แล้วก็”
เป้งแบมือ กระดิกนิ้ว แพนรู้ทันทีว่าเป้งต้องการอะไร
“ต่อไปฉันจะยกเงินเดือนครึ่งนึงของฉันให้พ่อ แต่ขออย่างเดียว เลิกเล่นการพนันซะทีได้มั้ย เล่นมาตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นเลย”
เป้งง้างมือขึ้นจะตบ แต่ค้างไว้ เปลี่ยนเป็นชี้หน้า
“เป็นลูก อย่าริมาสั่งสอนพ่อแม่”

เป้งเดินไป แพนเครียด

แพนเดินกลับมาอย่างเร็ว จนเกือบปะทะกับคณินที่รออยู่
 
เธอตกใจหน้าเสีย กำห่อยาในมือแน่น แล้วแอบไว้ด้านหลัง
“ไปไหนมา”
“เปล่า”
“ผมเห็นนะ”
“เห็นอะไร”
“ก็ พ่อตามา กลับไปแล้วเรอะ ยังไม่ทันได้ไหว้ทักทายเลย”
“ไม่จำเป็นหรอก คุณไปซ้อมเชิดสิงโตเถอะ ถ้าไม่อยากแพ้ก็ซ้อมเยอะๆ”
แพนรีบเดินหนีไป คณินงงๆ

กิตติยังซ้อมเชิดสิงโตเล่นที่โรงสี มนสิชาเดินเข้ามาจากด้านหลัง เห็นกิตติก็คิดว่าเป็นคณิน จึงโผเข้าไปกอดรัดแน่น
“พี่เขยจ๋า”
กิตติตกใจ ทำอะไรไม่ถูก จึงปล่อยเลยตามเลย
“ซ้อมเหนื่อยมั้ยจ๊ะ”
กิตติส่ายหน้า
“มนสิจะเป็นกำลังใจให้พี่เขยนะจ๊ะ จะอยู่เคียงข้าง ไม่ปันใจให้ใครเด็ดขาด”
กิตติกลั้นหัวเราะจนเผลอผายลมออกมา
“อุ๊ย กลิ่นนี้ ทำไมมันคุ้นจมูกอย่างนี้”
“กลิ่นเหมือนบ๊ะจ่างมั้ย”
“ใช่ เหมือนบ๊ะจ่าง แต่เป็นบ๊ะจ่างที่”
กิตติหัวเราะก๊าก มนสิชาตาโต เมื่อรู้ว่ากอดผิดคน
“ไอ้บ้า ไอ้เลว แก”
มนสิชาทุบตีกิตติไม่ยั้ง กิตติได้จังหวะ รวบมือของหญิงสาวไว้
“ไม่รู้รึไง ว่าการผิดลูกผิดเมียคนอื่นมันบาป หา”
“เรื่องของฉัน ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน”
“ไม่กลัวตกนรกรึไง”
“นรกหน้าตาเป็นไงเหรอ”
“ไร้ยางอาย”
“ทำมาเป็นเดือดร้อนแทน ไม่ใช่ผัวตัวเองสักหน่อย”
“ขอโทษ ถึงไม่ใช่ผัว แต่คนที่เธอกำลังยั่ว เป็นเจ้านายของผม เพราะฉะนั้น ผมจะปกป้องคุณคิ้มอย่างเต็มที่”
“ไอ้”
“เป็นน้องเป็นนุ่ง จะตีให้ก้นแตกเลย”
“อย่างนายกล้าคิดถึงก้นฉันเหรอ ขาอ่อนฉันก็ไม่ได้แลหรอกย่ะ เชอะ”
มนสิชาตบกิตติอย่างแรงแล้ววิ่งออกไป กิตติลูบแก้มเจ็บแสบ

แพนยืนชงชาอย่างกังวล คิดไม่ตกว่าจะทำอย่างไรดี จึงหยิบห่อยาที่ได้จากเป้งมาแกะดู แล้วลองสูดกลิ่น
“เหม็นจะอ้วก”
แพนไม่ลังเลที่จะขยำซองยาทิ้งลงถังขยะ

โอชินมองตัวเองในกระจก
“ยาพิษชนิดนี้ เพียงแค่สูดกลิ่น ก็จะได้รับพิษไม่ต่างจากกินเข้าไป อีกสามวัน นายได้ตายอย่างทรมานแน่ แล้วอย่าคลานมาหาฉัน เพื่อขอชีวิตล่ะ”
โอชินหัวเราะอย่างมีความสุข

สามวันต่อมา ถึงวันวันประชันสิงโต บรรยากาศในตลาดปากน้ำโพคึกคัก ผู้คนพนันขันต่อการประชันสิงโตกันอย่างสนุกสนาน เป้งรับแทงพนันจนจดรายชื่อแทบไม่ทัน
ที่ศาลเจ้า ซึ่งใช้เป็นสถานที่ประชันสิงโตคึกคักไปด้วยผู้คน คณะนักดนตรีเล่นดนตรีเคล้าอย่างสนุกสนาน หัวหน้าแก๊งต่างๆ และมาเฟียเฒ่าทยอยกันเข้ามานั่งตรงบริเวณเต็นท์สำหรับแขกผู้มีเกียรติ เสาสูงสามเมตรตั้งอยู่ตรงกลางลานประชัน ปลายยอดเสามีลูกท้อเสียบอยู่

ที่คณะเชิดสิงโตกวางสวรรค์ กริชแต่งตัวเรียบร้อย บุ๊งเข้าไปชื่นชม ต่อหน้าลูกคณะที่ยืนอย่างเป็นระเบียบ
“ไปทำให้ไอ้คิ้มมันรู้ว่าหยามผิดคน”
“ผมจะพยายามทำเต็มที่”
“ป๊ามั่นใจว่าลื้อทำได้”
“ถ้าป๊าเชื่ออย่างนั้น ก็ขอให้การประชันครั้งนี้ เป็นการประชันที่ใสสะอาด”
บุ๊งยิ้มไม่ค่อยเต็มปาก
“แน่นอน ลื้อจะชนะอย่างใสสะอาด”
กริชกังวลนิดๆ

แพนช่วยคณินแต่งชุดสำหรับเชิดสิงโต
“ถ้าผมชนะ ผมจะฮุบโรงสีของเสี่ยบุ๊งซะ”
“ทำไมมั่นใจนักว่าตัวเองจะชนะ”
“เพราะผมแพ้ไม่เป็น”
“แล้วถ้าฉันขอร้องคุณล่ะ”
“ขอร้อง เรื่องอะไร”
“ขอให้คุณยอมแพ้”
“คุณพูดอะไรของคุณ หรือว่าเกิดเห็นใจนายกริชขึ้นมา”
“ถ้าคุณแพ้ บางทีเสี่ยบุ๊งอาจจะยอมจบทุกอย่าง หมดความแค้นต่อกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก ชีวิตทั้งของฝ่ายเราและเขา จะได้กลับมาสงบสุข”
“ชีวิตเราไม่เคยสงบสุขหรอกนะแพน และมันจะยิ่งยุ่งเหยิงขึ้นไปอีก ถ้าเราแพ้”
“เราแพ้ไม่ได้ใช่มั้ย”
“ไม่ใช่แพ้ไม่ได้ แต่ผมจะไม่ยอมแพ้ต่างหาก”
อยู่ๆ แพนก็รู้สึกหน้ามืด แต่ยังประคองตัวได้
“เป็นอะไรรึเปล่า”
“เปล่าค่ะ จวนได้เวลาแล้ว คุณรีบไปเถอะ”
คณินพยักหน้า ยิ้มเปี่ยมมั่นใจ

เป้งตรวจรายชื่อนักพนันขันต่ออย่างมีความสุข
“ถ้านายกริชชนะ รวยเละแน่”
มนชิตเดินยิ้มกริ่มเข้ามา
“ยาที่ให้ไป ส่งถึงมือแพนแล้วใช่มั้ยป๊า”
“แน่นอน รับรอง วันนี้ไอ้คิ้มขี้แตก แพ้ราบคาบ”
“ตายแน่มึง”
สองพ่อลูกหัวเราะอย่างมีความสุข หลินกับมนสิชาแต่งชุดสวยออกมา
“คุณกริชนี่แหละ ที่เหมาะสมกับลื้อที่สุด”
“ไม่เอา ไม่ใช่สเป๊ก”
“ลื้อนี่มันโง่เหมือนใครวะ”
เป้งกับมนชิตมองหน้าหลิน
“ไม่รู้ล่ะ อั๊วจะให้แม่สื่อติดต่อคุณกริชให้ แล้ววันนี้ลื้อต้องไปให้กำลังใจเขาด้วย”
“แต่”
“ไปกันได้แล้ว อามนชิต เตรียมกระสอบใส่เงินไปด้วย เดี๋ยวหอบกลับบ้านไม่หมด”
“ขี้โม้”
“ไม่รวยวันนี้ แล้วจะรวยวันไหนวะ”

มนชิตยิ้มกริ่ม

คณินกอดซกเค็งแน่นเพื่อขอพร
 
“ขอให้ชัยชนะเป็นของลื้อ”
“เต็มที่นะเฮีย”
คณินหันไปทางเส็ง ซึ่งกิตติช่วยเข็นรถให้ กิตติแต่งชุดเชิดสิงโตเหมือนคณิน เส็งแกล้งทำไม่รู้ไม่ชี้
“หวังว่าจะไม่ต้องอับอายขายขี้หน้า”
“ขอบคุณที่อวยพรครับ ผมสัญญาว่าจะสอยสิงโตอีกตัวให้ร่วงให้ได้”
วิภาดาหน้าเสียเล็กน้อย แพนจับสังเกตทัน จึงจับมือวิภาดาไว้

ที่ศาลเจ้า กริช บุ๊ง นำคณะเชิดสิงโตและลูกน้องจำนวนหนึ่งเข้ามา คณิน กิตติและลูกน้องจำนวนหนึ่งก้าวเข้ามา คณินและกริชประจันหน้ากัน บุ๊งมองแพน ซึ่งยืนรวมอยู่กับครอบครัวของคณิน ด้วยความหวังว่าแพนต้องทำอะไรบ้างแล้ว เป้ง มนชิต หลินและมนสิชายืนอยู่อีกด้านหนึ่ง โอชินขยับเข้ามายืนในฝูงชน รอดูคณินล้มต่อหน้าคนทั้งปากน้ำโพ ด้วยแววตาสะใจลึกๆ กริชเอ่ยถามคณิน
“พร้อมจะแพ้รึยัง”
“ถามตัวเองเหอะ”
“งั้นก็มาเริ่มกันเลย”
“ไม่มีปัญหา”
กริชและลูกน้องสวมหัวสิงโตสีแดง คณินและกิตติสวมหัวสิงโตสีทอง สายตาของทั้งคู่จ้องมองกัน ผ่านหัวสิงโต
คณินกับกริชแสดงการเชิดสิงโตอย่างสง่าและงดงามไม่แพ้กัน แพนรู้สึกปวดหัวมากขึ้น แต่พยายามอดทนยืนดู คนพากันเชียร์และลุ้น เมื่อสิงโตคณินเต้นเข้าหา สิงโตกริช
“ฉันไม่ได้ยิงพ่อแกนะ”
“ถ้าไม่ใช่นายแล้วใคร”
“คนที่ต้องการให้เราฆ่ากันเองไง”
“ใคร”
“ไว้ฉันชนะนายแล้ว ฉันจะบอก”
สิงโตคณินกับกิตติขยับออกไป เพื่อจะขึ้นไต่ไม้ไผ่สู่ปลายยอด สิงโตกริชพยายามจะไต่ไม้ขึ้นสู่ปลายยอดเหมือนกัน สิงโตสองตัวผลัดกันขึ้นผลัดกันลง เล้งสวมหมวก แต่งตัวมิดชิด เดินแทรกฝูงชนเข้ามา จ้องมองไปยังสิงโตสองตัวที่กำลังไต่ขึ้นสู่ปลายยอดของไม้สูง มนชิตหันมาเห็นเสี่ยเล้ง พยักหน้าให้เพื่อทำความเคารพ
ในที่สุด คณินก็คว้าลูกท้อได้ก่อนกริช เสียงตะโกนโห่ร้องว่าคณินชนะ แพนหมดสติลงไปกองกับพื้นเพราะยาพิษที่สูดดมไป วิภาดากับซกเค็งรีบประคองแพนไว้ พยายามเรียกสติ โอชินมองแพนอย่างสังเกตแล้วตกใจเมื่อรู้ว่าคนที่โดนยาพิษคือแพน ไม่ใช่คณิน คณินกำลูกท้อในมือไว้แน่น ท่ามกลางผู้ชมและเสียงปรบมือระงม
ที่ลานประชันสิงโตหน้าศาลเจ้า คณินชูลูกท้อสุดแขน ท่ามกลางเสียงปรบมือและร้องเชียร์ เขาหันไปยักคิ้วหลิ่วตากับกริชซึ่งยืนหน้านิ่ง นัยน์ตากร้าว แต่ยอมรับความพ่ายแพ้ คณินมองหาแพน อยากอวดความสำเร็จกับหญิงสาว แต่ต้องตกใจเมื่อเห็นแพนเป็นลมอยู่ในอ้อมแขนของวิภาดา และซกเค็งเขารีบไปหาแพนอย่างเร็ว
“แพนเป็นไรม้า”
“อีเป็นลม รีบพาอีกลับบ้านเร็ว”
“โรงพยาบาลดีกว่าม้า ซ้อตัวเย็นอย่างกับน้ำแข็ง”
คณินอุ้มแพนวิ่งไปขึ้นรถ ซกเค็งร้อนใจเดินนำมา วิภาดาเข็นรถเส็งตามติด มนชิต กริช เป้งตามมาด้วยความเป็นห่วง
“เบาๆ มือหน่อยอาคิ้ม อาแพนอีกำลังท้องกำลังไส้”
มนชิตอึ้ง
“ท้อง”
มนสิชาอ้าปากหวอ
“เจ้ท้องเหรอ”
รถของคณินเคลื่อนออกไปท่ามกลางไทยมุง ทุกคนคุยซุบซิบเรื่องแพนท้อง มนชิตเจ็บปวด หันหลังเดินออกไป โอชินตาเป็นประกาย

ภายในรถ คณินกอดแพนไว้ เธอซบอยู่กับไหล่ของเขา
“ได้ยินผมมั้ยแพน”
แพนสะลึมสะลือ แต่ลืมตาไม่ขึ้น
“ถ้าคุณไม่ยอมตื่น ผมจูบจริงๆ นะ”
แพนพยายามขยับปาก แต่ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เธอสลบแน่นิ่งไป
“แพนๆ”
“สงสัยจะเป็นอาการของคนท้อง”
“ไม่ต้องสงสัยหรอก แพนไม่ได้ท้อง”
“อ้าว”
“ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องถาม รีบขับเร็วๆ เข้า”
คณินกังวลใจ บีบมือแพนแน่น จนมาถึงโรงพยาบาล คณินเดินไปมาหน้าห้องฉุกเฉิน หมอเปิดประตูห้องออกมา
“ภรรยาผมเป็นไงบ้างครับ”
“คนไข้ชีพจรเต้นอ่อนมาก อุณหภูมิในร่างกายก็แปรปรวนผิดปกติ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น สลับทุกสิบนาที เป็นอาการที่ประหลาดมาก หมอไม่เคยเจอแบบนี้เลย”
ทั้งคณินและกิตติก็ประหลาดใจไม่แพ้หมอ
“แต่เธอจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ยครับ เธอจะหายใช่มั้ยครับ”
“เราพยายามช่วยอย่างสุดความสามารถแล้วนะครับ แต่ร่างกายคนไข้ไม่ตอบสนองเลย ตอนนี้คงต้องรอปาฏิหาริย์อย่างเดียวครับ”

คณินช็อก

กิตติกลับมารายงานอาการของแพนกับซกเค็งและวิภาดา
 
“คุณหมอบอกว่า คุณแพนเจ็บหนัก อาจอยู่ได้ไม่เกินวันนี้ครับ”
“ซี๊ซั๊ว อีแค่แพ้ท้อง จะเจ็บหนักได้ไง เป็นไปไม่ได้”
“ไม่ใช่เรื่องจริงใช่มั้ยกิตติ ซ้อไม่ได้เป็นอะไร”
เส็งเข็นรถเข้ามาฟังเงียบๆ
“ผมจะเอาความเป็นความตายมาพูดเล่นได้ไงครับ”
ซกเค็งจะเป็นลม วิภาดาประคองไว้ เส็งนิ่งงัน หนักใจ

มนชิตวิ่งเข้าบ้านมาหน้าตาตื่น ทำอะไรไม่ถูกเหมือนคนบ้า
“ป๊า ป๊า ป๊า”
เป้ง หลิน และมนสิชากินข้าวต้มกันอยู่ก็ชะงัก
“อะไรวะอามนชิต ตะโกนลั่นสามบ้านแปดบ้าน มีใครตาย หา”
มนชิตนัยน์ตาแดงก่ำ
“แพนมัน”
“ท้อง ฉันรายงานป๊าเรียบร้อยแล้วเฮีย”
“ท้องกับใครก็ไม่รู้” หลินแดกดัน
เป้งมองหน้าหลินกับมนชิต
“ตกลงว่าไง ลื้อมีข่าวไรนังแพน นี่อย่าบอกนะว่าอีแท้งลูก”
“ไม่ได้แท้ง แต่อาการไม่ดี อาจจะอยู่ได้ไม่เกินวันนี้”
“ไม่เกินวันนี้”
ทุกคนตกใจ แม้แต่หลิน
“ตายทั้งกลม”
เป้งตกใจถ้วยข้าวหล่นจากมือ

คณินเป็นทุกข์ จับมือแพนแน่น แพนหน้าซีดปากซีดเหมือนคนกำลังจะตาย
“แพน อย่าทิ้งผมไป ผมขาดคุณไม่ได้”
แพนปรือตาขึ้นมองคณินด้วยสายตาอ่อนล้า
“คิ้ม”
“ผมอยู่นี่แพน”
“ฉันเป็นอะไร”
“คุณไม่ได้เป็นอะไร คุณแค่อ่อนเพลียก็เลยเป็นลม พักผ่อนสักวันสองวันก็หาย”
“แต่ทำไมฉันรู้สึกเหมือนกำลังจะตาย”
“พูดอะไรอย่างนั้น คุณน่ะยังต้องเป็นเมียผมไปอีก 50ปี เป็นแม่ของลูกผมอีก 5 คน เป็นย่า เป็นยาย เป็นผู้หญิงที่จะต้องมีตีนกาเต็มหน้า ผิวเหี่ยว หน้าย่น นมยานถึงตาตุ่ม”
“แต่ฉันไม่มี”
“น่า ถึงมีน้อยก็เอาไว้เลี้ยงลูกได้แล้วกัน เอาเป็นว่า คุณหายแน่นอน คุณจะกลับมาแข็งแรงและมีความสุขที่สุด”
“ตกลงคุณแพ้หรือชนะ”
คณินยิ้มควักลูกท้อจากชายพกที่ชนะการแข่งขันประชันสิงโตยัดใส่มือแพน
“รู้ใช่มั้ยว่าลูกท้อมีความหมาย”
“เป็นเครื่องหมายของความมั่นคง อายุยืน”
“ผมยกให้คุณ”
แพนยิ้ม แต่นัยน์ตาเศร้า

โอชินยิ้มกริ่ม สะใจ เห็นความตายของคนอื่นเป็นเรื่องสนุก
“เธอรับเคราะห์แทนผัวตัวเอง”
เล้งนั่งอยู่ตรงหน้าโอชิน
“หมายความว่าไง”
“เราตั้งใจจะวางยาไอ้คิ้ม แต่ไม่รู้พลาดยังไง เธอถึงโดนยาพิษซะเอง”
โอชินรินน้ำชาใส่ถ้วยส่งให้เล้ง
“พิษชนิดนี้ร้ายแรงมาก หากไม่รีบถอนพิษก่อนรุ่งสางของวันที่สามที่ได้รับพิษเข้าไป เธอจะตายอย่างทรมานที่สุด”
เล้งดื่มชาหมดถ้วยแล้ววางถ้วยลงอย่างแรง
“รสชาติของความตายนี่มันหอมหวานเสียจริง”

กริชคุกเข่าลงต่อหน้าบุ๊ง
“ผมขอโทษนะป๊า ผมมันไม่เอาไหน ผมมันขี้แพ้ ผมไม่ควรเกิดเป็นลูกป๊าเลย”
บุ๊งจับบ่าลูกชายดึงให้ยืนขึ้น
“อั๊วให้อภัยลื้อ เพราะลื้อทำดีที่สุดแล้ว แต่กะไอ้คิ้ม อั๊วจะไม่มีวันให้อภัยมันเด็ดขาด”
“พอเถอะป๊า เลิกคิดเลิกแค้น แล้วกลับมาตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินดีกว่า”
“ทำมาหากินกะอะไร ประเดี๋ยวไอ้คิ้มมันก็จะมายึดโรงสีเราแล้ว ไม่อยากจะเชื่อว่าอั๊วจะจนในชั่วข้ามคืน”
“จนอะไร ป๊าแค่ทำโรงสีบังหน้าไม่ใช่เหรอ รายได้ส่วนใหญ่ก็มาจากบ่อนทั้งนั้น”
“จริง ใครบอกลื้อ ที่ลื้อมีกินมีใช้ทุกวันนี้เพราะโรงสีนะโว้ย”
“ครับ เชื่อก็ได้ เอาเป็นว่า ผมจะบริหารโรงสีของเราให้ดีที่สุดก็แล้วกัน รับรองป๊าจะรวยยิ่งๆ ขึ้นไปอีก”
“ลื้อว่าไงนะ”
“ก็ตามกติกา ถ้าผมแพ้ นายคิ้มแค่ให้ป๊าห้ามยุ่งกับโรงสีอีก และให้ผมมาบริหารงานแทน”
“เป็นไปไม่ได้ ไอ้คิ้มมันบ้ารึเปล่า”
“ผมว่าบ้า และเขาปฏิเสธว่าไม่ได้ทำป๊าด้วยนะ เขาบอกว่ามีหลักฐานที่ป๊าปฏิเสธไม่ได้ และตอนนี้หาตัวคนร้ายได้แล้วด้วย”
“คนร้ายที่ยิงอั๊วเนี่ยนะ”
กิตติเดินเข้ามา ทุกคนหันไปมอง
“เสี่ยจำเด็กคนนี้ได้มั้ยครับ”
กิตติหันไปพยักหน้าเรียก เด็กเลี้ยงควายเดินเข้ามา บุ๊งตกใจ

“ลื้อ”

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 8 (ต่อ)

มนชิตมาที่โรงพยาบาลกระชากคอเสื้อคณินด้วยความโมโห
 
“แกดูแลแพนยังไง หา”
คณินปลดมือมนชิตออกแล้วผลักเขาออกห่างตัว
“ใช่ ฉันผิดเอง ฉันดูแลแพนไม่ดี”
“เพราะมัวแต่ไปมั่วอยู่ที่โรงน้ำชาน่ะสิ”
“คุณคิ้มมีเด็กเรอะ” เป้งสงสัย
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผม”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว ที่แพนเจ็บหนัก ก็เพราะตรอมใจที่มีผัวมักมากอย่างแก”
“อีโดนยาพิษ”
ซินแสง้วงเดินเข้ามา
“ยาพิษ”
เป้งตกใจ ส่วนมนชิตหน้าถอดสี
“เป็นยาพิษชนิดร้ายแรงที่ทำให้ถึงตาย”
“นังโมจิ”
มนชิตไม่พูดไม่จาเดินออกไปทันที คณินมองมนชิตด้วยความสงสัย
“ตาย ไม่อยากจะเชื่อว่าอีจะอายุสั้นเหมือนแม่”
คณินฉุน
“แพนไม่เป็นอะไรหรอกครับ เธอจะอายุยืนยาว และตายหลังพวกเราด้วย”
วิภาดาเข็นรถเส็งเข้ามา ตามด้วยซกเค็งที่สีหน้าไม่สู้ดี เส็งรีบถามซินแส
"แล้วซินแสมีวิธีช่วยเด็กมันมั้ยล่ะ”
“วิธีเดียวที่จะช่วยได้ คือต้องกินยาถอนพิษ”
“แล้วจะเอายานั่นมาจากไหน ซินแสมีรึเปล่า” ซกเค็งถามร้อนใจ
“ไม่รู้ และไม่มี”
ซกเค็งกับวิภาดากอดคอกันร้องไห้ ทุกคนต่างสลดหดหู่
“อีกำลังจะมีหลานให้อั๊ว ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
“ไม่มีวิธีช่วยซ้อเลยหรือคะ ซินแสเป็นหมอเทวดานะ”
คณินหันมาบอกกับซินแสง้วง
“อย่างน้อย ช่วยถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด แล้วผมจะหายาถอนพิษมาให้ได้”
“อืม เอาว่า พาอีกลับบ้านก่อน อั๊วจะลองฝังเข็มให้”
คณินเริ่มมีความหวัง

มนชิตมาที่โรงน้ำชา กระชากตัวโอชินอย่างแรง
“ถ้าแพนตาย เธอตาย”
“คุณเห็นความรักสำคัญกว่าเป้าหมายของเราเสมอ”
“ไม่ต้องพูดมาก เอายาถอนพิษมา”
“คนที่จะต้องมาเอายาถอนพิษ ไม่ใช่คุณ”
“บอกให้เอามา ไม่งั้นฉันฆ่าเธอ”
“ฆ่าฉันเลยสิ”
“อย่าท้านะโว้ย”
“ก็ถ้าฉันตาย ผู้หญิงที่คุณรักก็จะตายเหมือนกัน”
มนชิตมองโอชินอย่างคั่งแค้น

บุ๊งยืนต่อหน้าลูกน้องมากมายที่โรงสี โดยมีกริช กิตติและเด็กเลี้ยงควายยืนอยู่ด้วย
“ฟังคำสั่งอั๊วให้ดี ขอให้ทุกคนไปที่โรงน้ำชา แล้วจับตัวผู้หญิงที่ชื่อโมจิมาให้ได้ ใครจับได้ อั๊วมีรางวัลให้”
ลูกน้องพากันส่งเสียงตอบรับ

คณินพาแพนกลับมาที่บ้าน วางเธอลงบนเตียง แล้วห่มผ้าให้อย่างดี ซินแสง้วง เส็ง ซกเค็ง และวิภาดามองด้วยความเวทนา
“อั๊วต้องฝันไปแน่ๆ เมื่อวานอียังดีๆ อยู่เลย”
“ม้า หยุดร้องเหอะ”
“อั๊วหยุดไม่ได้ น้ำตามันไหลเอง อั๊วสงสารเมียลื้อ แล้วก็สงสารหลานที่สุด ยังไม่ทันลืมตาดูโลก ก็ต้องมา”
“ผมโกหก แพนไม่ได้ท้อง”
ซกเค็งตกใจ อึ้ง โกรธและเสียใจ ระงับไม่ไหวจึงตบคณินอย่างแรงแล้วออกจากห้องไป
“เฮีย”
“อย่าเพิ่งด่า เฮียไม่พร้อม”
“ไม่ได้จะด่า แค่จะบอกให้เฮียรีบตามม้าไป”
“ไม่ต้อง อั๊วไปเอง”
เส็งเข็นรถออกไป ท่ามกลางสายตางงงันของลูกๆ ซินแสง้วงหันมาบอกกับคิ้ม
“ลื้อต้องรีบหายาพิษตัวนั้นมาให้ได้ก่อน บางทีถ้าได้รู้ส่วนผสมของยาพิษ มันก็อาจไม่ยาก หากต้องปรุงยาถอนพิษเอง”
“ไม่ต้องห่วง ผมจะพยายามเต็มที่ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหา ผมก็จะหามันให้เจอ”
คณินมุ่งมั่น

เส็งเข็นรถเข้ามาหยุดที่ประตูครัว เห็นซกเค็งกำลังง่วนอยู่หน้าเตา
“ทำอะไรของลื้อ”
“อั๊วจะต้มยาบำรุงร่างกายให้อาแพน”
เส็งเข็นรถเข้ามาด้านใน
“ลูกชายลื้อนี่มันเลวจริงๆ สมควรที่ลื้อจะลงโทษแล้ว”
“อีไม่ได้ผิด แต่คนที่ผิดคือลื้อต่างหาก”
“อ้าว เกี่ยวไรกะอั๊ว”
“เกี่ยวสิ ลื้อเป็นพ่อ ทำไมไม่ช่วยลูก ทนเห็นลูกถูกคนชั่วคนเลวมันรังแกได้ยังไง ลื้อมันใจจืดใจดำ ลื้อมันขี้ขลาด”
“ลื้อลืมไปแล้วเรอะว่าลูกชายลื้อมันโตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว”
“ไม่รู้ล่ะ ตราบใดที่ลื้อยังไม่ตาย ลื้อต้องช่วย ไม่ใช่นิ่งดูดายแบบนี้”
“แล้วถ้าเกิดอั๊วตายไปตั้งแต่โรงสีไฟไหม้ล่ะ”
“ก็ลื้อยังไม่ตาย”
“ถ้าเกิดตาย”
“ก็ อั๊ว”
“ลื้อทนคนเดียวรึไง อั๊วเฝ้าอดทนอดกลั้นทุกลมหายใจ หวังเพียงแค่จะได้เห็นไอ้คิ้มมันแข็งแรงและแข็งแกร่ง สมกับเป็นหัวหน้าแก๊งที่ยิ่งใหญ่ สามารถปกครองดูแลทุกคนได้ แม้ในวันที่ไม่มีอั๊วอยู่ในโลกนี้แล้ว”
ซกเค็งรู้ซึ้ง แล้วก็นึกได้ว่าเส็งกลับมาความจำดีแล้ว
“เฮีย เฮียจำได้แล้ว เฮียจำทุกอย่างได้แล้วใช่มั้ย”
“เปล่า”
“ไม่จริง เฮียจำได้แล้ว”
“บอกว่าเปล่า อันที่จริง อั๊วไม่ได้ความจำเสื่อมแต่แรกต่างหาก”
“ว่าไงนะ”
ซกเค็งตบหน้าเส็งอย่างแรงแล้วเดินออกไป เส็งลูบหน้าตัวเอง

“อั๊วเข้าใจลื้อแล้วอาคิ้ม เข้าใจความรู้สึกลื้อแล้ว”

คนงานกุลีกุจอช่วยกันหายาพิษในบ้านตามคำสั่งคณินทุกซอกทุกมุม
 
“หาให้ทั่ว ทุกซอกทุกมุม อย่าให้พลาด ถังขยะในบ้านทุกใบ ดูให้หมด”
วิภาดาเดินปาดเหงื่อเข้ามา
“ในห้องนอนไม่มีเลยเฮีย ในตู้เสื้อผ้า ตะกร้าของใช้ส่วนตัว ไม่มีวี่แววของยาอะไรนั่นเลย”
“หรือว่าไม่ได้อยู่ในบ้าน”
คณินกวักมือเรียกคนงานเข้ามา
“นายไปที่โรงสี สั่งให้คนงานทั้งหมด ช่วยกันหาห่อยาให้เจอ ถ้าใครเจอให้รีบเอามาให้ฉันที่บ้าน”
คนงานรีบวิ่งออกไป สวนกับกิตติที่นำเด็กเลี้ยงควายเข้ามา
“มากันแล้วเหรอ เรื่องเสี่ยบุ๊งเรียบร้อยนะ”
“ครับ ตอนนี้นำกองทัพไปจับตัวยัยโมจิที่โรงน้ำชาแล้วครับ”
“กำชับไปรึยังว่าให้จับเป็นนะ”
“ครับ”

บุ๊งนำทัพมาถึงโรงน้ำชา ตะโกนบอกกับลูกน้องด้วยเสียงดังกึกก้อง
“เข้าไปจับมันมาให้ได้”
ลูกน้องบุ๊ง 30 คน กระจายไปทั่วทั้งโรงน้ำชา โอชินเดินออกมาจากมุมหนึ่งภายในร้าน
“จะจับใครหรือคะเสี่ย”
“จับนังฆาตกรแพศยา”
บุ๊งส่งสัญญาณบอกลูกน้องให้เข้ามาจัดการโอชิน โอชินแสร้งทำเป็นกลัวตัวสั่น
“อย่าทำอะไรฉันเลยนะคะ ฉันกลัวแล้ว ถ้าฉันเคยทำอะไรให้เสี่ยไม่พอใจ กราบขอโทษด้วยนะคะเสี่ย”
ลูกน้องบุ๊งกรูกันเข้าไปล้อมโอชินไว้ กริชร้องขอ
“คุยกันดีๆ ดีกว่าป๊า”
“ได้ จับนังนี่”
ลูกน้องทำตามคำสั่งเข้าไปรุมจับโอชินจนเธอทนไม่ไหวผลักทุกคนออกไป
“เห็นรึยัง ว่านังนี่มันแสบแค่ไหน”
โอชินต่อสู้กับผู้ชายราว 30 คน มนชิตหลบอยู่หลังเสา มองอย่างใจเย็น กริชหันไปเห็นมนชิตตอนที่มนชิตขยับเท้าออกไป ในที่สุดโอชินก็ถูกล้อมจับได้ บุ๊งเดินเข้าไปหาอย่างเย้ยหยัน
“ลื้อใช่มั้ยที่ยิงอั๊ว”
โอชินถุยน้ำลายใส่หน้าบุ๊ง บุ๊งตบหน้าอย่างแรง แต่โอชินยังหัวเราะ
“ป๊า”
“ใครสั่งลื้อให้มาฆ่าอั๊ว”
“ไอ้คิ้มไง มันเป็นคนสั่ง”
“ไอ้คิ้มงั้นเหรอ”
“ไม่ใช่หรอกป๊า อย่าไปเชื่อ”
“ถ้าลื้อไม่พูดความจริงนะ อั๊วจะฆ่าลื้อแล้วทิ้งศพลื้อให้อีกามันกิน”
โอชินไม่กลัว ยังหัวเราะ บุ๊งโกรธจัดหยิบปืนมาจ่อหัวโอชิน
“อย่าป๊า”

ซินแสง้วงฝังเข็มให้แพนอย่างตั้งใจ คณินยืนมองอยู่ไม่ห่าง
“แพนเป็นไงบ้างซินแส”
“ชีพจรเต้นอ่อนลงเรื่อยๆ”
กิตติยืนอยู่ที่ประตูห้อง รับจดหมายจากลูกน้อง แล้วนำเข้ามาให้คณิน
“มีคนฝากมาให้คุณครับ”
“ใคร”
“ลูกน้องเจอมันเสียบอยู่ที่ประตูรั้ว จ่าหน้าซองว่าด่วน แต่ไม่มีรายละเอียดอื่น”
คณินรีบเปิดอ่านจดหมายทันที มีข้อความว่า ผู้หญิงที่โรงน้ำชามียาถอนพิษ
“โมจิ”
คณินรีบวิ่งออกจากห้องไป กิตติวิ่งตามไม่รอช้า ซินแสง้วงฝังเข็มต่อไปอย่างสงบ
“อยู่หรือไป สวรรค์เท่านั้นที่กำหนด”
มนชิตยืนหลบหลังต้นไม้ เห็นคณินออกจากบ้านไปพร้อมกับกิตติก็โล่งใจ

คณินวิ่งนำกิตติเข้ามาในโรงน้ำชา เห็นสภาพโรงน้ำชาระเนระนาดเพราะผ่านการต่อสู้มาหมาดๆ กริชเดินออกมาพร้อมเจ้าของโรงน้ำชา
“ผมจะจ่ายค่าเสียหายให้ไม่ต้องห่วง”
คณินเดินไปหากริชอย่างร้อนใจ
“ผู้หญิงคนนั้นอยู่ไหน”
“ป๊าพาเธอไปแล้ว”
“ไปไหน”
“โรงสี แล้วแพ...”
คณินไม่รอฟังกริชพูด วิ่งออกไปอย่างเร็ว กิตติวิ่งตามติด กริชมองตามหลัง
“แพนเป็นไงบ้าง”

ซกเค็งกับวิภาดานั่งสวดมนต์ขอพรจากเทพเจ้าที่ศาลเจ้าให้คุ้มครองแพน
“ขอให้อาแพนปลอดภัย คุ้มครองอาแพนด้วย”
“อดทนไว้นะซ้อ เฮียต้องหาทางช่วยซ้อได้แน่นอน”
“อั๊วจะสวดมนต์จนกว่าอาแพนจะลืมตา”
“ถ้าซ้อรู้ว่าม้าเป็นห่วงขนาดนี้ ซ้อต้องดีใจมากแน่ๆ”
“คนที่ม้าเป็นห่วงที่สุดคืออาคิ้มต่างหาก อาคิ้มรักอาแพนมาก ถ้าอาแพนเป็นอะไรไป อาคิ้มคงเป็นบ้าแน่ๆ ลื้อจะไม่ทิ้งอาคิ้มไปใช่มั้ยอาแพน”
วิภาดายิ้มเศร้า

มนสิชาเข้ามาในห้องนอนแพนที่บ้านเป้ง ลื้อเสื้อผ้าในตู้ของแพนมากองบนเตียงนอน หลินค้นข้าวของอยู่อีกมุมหนึ่ง มนสิชาหยิบเสื้อบางตัวมาทาบ
“เสื้อผ้าสวยๆ ทั้งนั้นเลย”
“ไอ้ที่สภาพดี เก็บไปขายของเก่าให้หมด ส่วนไอ้ที่พังจนขายไม่ได้ก็เอาไปทำผ้าขี้ริ้วเช็ดเท้า”
“เสื้อผ้าหนูขอนะ”
“ไม่ได้ ห้ามใช้ของมันเด็ดขาด เดี๋ยวเสนียดจะติดตัว วาง แล้วก็ช่วยลองค้นๆ หาดูว่ามันซ่อนเงินไว้ตรงไหนบ้าง”
“แต่เงินนี่ไม่ถือเป็นเสนียดเรอะ”
เป้งเดินหน้าถมึงทึงเข้ามา หลินตกใจเล็กน้อย
“พวกลื้อทำอะไรกัน”
“ก็รื้อห้องนังแพนน่ะสิ ไหนๆ มันก็จะตายอยู่แล้วจะเก็บห้องไว้ทำไม”
“แต่อียังไม่ตาย หยุดแช่งลูกอั๊ว แล้วออกไป”
“มารักลูกอะไรตอนนี้”
“ไป”

หลินจะด่าต่อ แต่มนสิชารีบดึงแม่ออกไป เป้งเตะลมด้วยความโมโห

คณินเดินนำกิตติเข้ามาถึงโรงสีบุ๊ง แล้วสอบถามคนงานทันที
 
“เสี่ยบุ๊งอยู่ไหน”
อยู่ๆ เสียงปืนลั่นขึ้นหลายนัดติดต่อกันมาจากด้านในโรงสี คณินตกใจหน้าเหวอ
“อย่าบอกนะครับ ว่าเสี่ยบุ๊งฆ่ายัยโมจิไปแล้ว”
กิตตพูดขึ้น คณินรีบวิ่งไปตามเสียงปืน บุ๊งยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่โอชินที่ถูกจับมัดมือมัดเท้าไว้ แต่เธอไม่สะดุ้งสะเทือน
“อั๊วจะหมดความอดทนกับลื้อแล้วนะ จะบอกรึไม่บอก”
โอชินหัวเราะเยาะ บุ๊งกัดฟันกรอด
“โอกาสสุดท้าย ลื้อมีเวลาคิดสามวินาที”
บุ๊งโกรธเลือดขึ้นหน้าเล็งปืนไปทางโอชิน แล้วขึ้นไก
“อย่า”
คณินนำกิตติเข้ามาแล้วขวางปืนบุ๊งไว้
“อย่าทำอะไรเธอ”
โอชินหัวเราะสะใจ
“ถอยไป นี่มันเรื่องระหว่างอั๊วกับนังนี่”
“ใจเย็นๆ เสี่ย คนที่เสี่ยควรจัดการ คือไอ้ตัวที่มันอยู่เบื้องหลังต่างหาก”
“ก็มันไม่ยอมบอก แล้วจะรู้มั้ยว่าใคร”
“ผมจะทำให้เธอบอกให้ได้ เชื่อผมสักครั้ง”
บุ๊งขัดใจ วางปืนลงแล้วหันไปทางอื่น
“กิตติ”
กิตติเข้าหาโอชิน ช่วยแกะเชือกที่ผูกขาออกเหลือแต่มือ โอชินหัวเราะมีความสุข คณินโล่งใจที่โอชินยังมีชีวิตอยู่

คณินพาโอชินมาที่โรงสีของเขา กิตติจัดการมัดตัวโอชินไว้กับเสา จากนั้นก็หยิบปืนมาถือขู่
“ยาถอนพิษล่ะ”
“ถ้าอยากได้ก็ปล่อยฉันสิ”
“ฉันจะปล่อยเธอก็ต่อเมื่อเธอให้ยาฉัน และแพนหายเป็นปกติ”
“แล้วฉันจะรู้ได้ไงว่านายจะทำตามที่พูด”
“ฉันไม่ฆ่าผู้หญิงก็แล้วกัน”
โอชินล้วงยาให้คณินหนึ่งซอง แล้วถามขึ้น
“นายฆ่าเขารึเปล่า”
“ถ้าหมายถึงไอ้ซามูไรคนก่อนหน้านี้ที่มันไล่ฆ่าฉันอยู่ มันฆ่าตัวตาย”
“ใช่ นี่แหละ วิถีของนักฆ่า นายรีบเอายาไปช่วยเมียนายสิ”
“ทำไมให้ง่ายๆ ล่ะ”
“เพราะนายช่วยฉันจากไอ้แก่ ฉันแค่อยากตอบแทน”
“กิตติ เฝ้าไว้ให้ดีนะ เดี๋ยวมา”
“ครับ”
คณินมองโอชินอย่างไม่เชื่อใจก่อนรีบเดินออกไป กิตติสบตากับโอชินเหมือนมีความนัย

คณินมอบซองยาให้ซินแสง้วง ซินแสนำไปเทลงในภาชนะแล้วตรวจดูเล็กน้อย จากนั้นก็ให้แพนดื่มยาจากถ้วยที่ปรุงร้อนๆ คณินลุ้นด้วยใจระทึก
“เป็นไงครับ ได้ผลมั้ย”
ซินแสง้วงลองตรวจชีพจรแพนแทน แล้วพยักหน้า
“ชีพจรกลับมาเต้นเป็นปกติแล้ว”
คณินดีใจจับมือแพนไว้แน่น
“ตื่นสิแพน ตื่นได้แล้ว”
เพียงครู่หนึ่ง แพนค่อยๆ ลืมตาขึ้น พอเห็นชายหนุ่มก็ดีใจ
“คิ้ม”
“คุณไม่เป็นอะไรแล้วนะ”
แพนยิ้มนิดๆ แม้ยังดูเหนื่อยอ่อน

โอชินพูดกับกิตติด้วยความสบายใจ
“ยาที่ไอ้คิ้มได้ไป เป็นแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น”
“ครึ่งเดียว”
“ใช่ เมียนายคิ้มจะอยู่ต่อไปได้อีก 7 วันเท่านั้น หลังจากนั้น ถ้าไม่ได้ยาอีกครึ่ง ไม่มีทางรอด”
กิตติใจเต้นตูมตาม แต่พยายามระงับไว้
“แล้วยาอีกครึ่งอยู่ที่ไหน”
โอชินนึกถึงเสี่ยเล้ง

ภายในบ่อน เล้งถือซองยาอีกครึ่งที่โอชินพูดถึงในมือเล่น ขณะมนชิตยืนอยู่หน้าโต๊ะ
“โอชินถูกไอ้คิ้มคุมตัวไว้ครับ”
เล้งไม่พูดอะไร หยิบปืนจากชายพกแล้วโยนปืนให้มนชิตรับไว้
“ไปช่วยเธอมาให้ได้”
“แต่ไอ้คิ้มรู้แล้วนะครับว่าเธอเป็นนักฆ่า ป่านนี้เธออาจจะพูดความจริงหมดแล้วก็ได้”
“อั๊วไว้ใจเธอ”
“ทำไมถึงไว้ใจครับ คนเรา พอความตายมาเยือน มันก็ต้องรักษาชีวิตรอดกันทั้งนั้น”
“แต่ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่นักฆ่าของอั๊ว”
“ครับ”
“ทำตามที่อั๊วสั่ง เดี๋ยวนี้”
มนชิตพยักหน้ารับด้วยความไม่พอใจ

กลางคืน ซกเค็งยังหลับตาสวดมนต์อยู่ วิภาดานั่งสวดมนต์แต่โงนเงนจะล้มลง กริชนั่งสวดมนต์ด้วยอีกคน รีบรับร่างวิภาดาไว้ วิภาดาลืมตาพรึ่บ พอเห็นกริชก็ตกใจ รีบนั่งเหมือนเดิม
“นาย”
“สภาพขนาดนี้ กลับไปพักผ่อนที่บ้านเถอะ เดี๋ยวเราสวดมนต์ต่อให้เอง”
“ไม่ ฉันจะสวดมนต์ให้แพน ห้ามมารผจญ”
“ถ้าวิเป็นอะไรไปอีกคนจะทำไง”
“ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ถึงจะดูบอบบาง แต่ไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้นย่ะ”
ซกเค็งยังไม่ลืมตา แต่พูดเปรยขึ้น
“ช่วยกันสวดมนต์”
วิภาดากับกริชจึงหันกลับไปสวดมนต์ ลูกน้องเดินเข้ามารายงาน
“เถ้าแก่เนี้ยครับ คุณแพนฟื้นแล้วครับ”
สามคนดีใจ
“หา อาแพนอีปลอดภัยแล้ว อีปลอดภัยแล้ว อีไม่ตายแล้ว”
วิภาดากับกริชยิ้มให้กันด้วยความดีใจ
“งั้นเรารีบกลับบ้านกันเถอะม้า ไปดูให้เห็นกับตาเลยดีกว่า”
“ผมไปส่งนะครับ”

กริชเข้าไปช่วยประคองซกเค็งเดินออกไป วิภาดาเดินตามอย่างมีความหวัง

คณินกับซินแสง้วงคุยกันที่มุมหนึ่งอย่างเคร่งเครียด ขณะที่แพนนอนหลับ
 
“ยาถอนพิษใช้ได้ผล แต่ยังไม่หายขาด”
“หมายความว่าไงครับ”
“หมายความว่า ปริมาณยาไม่เพียงพอ ต้องใช้อีกประมาณเท่าตัว”
“เท่าตัว หมายความว่ายังเหลือยาอีกครึ่ง ร้ายจริงๆ ผมจะรีบกลับไปเอายาที่ยัยนั่นมาเดี๋ยวนี้”
“ดี เพราะอั๊วมั่นใจว่า อาการเมียลื้อจะกำเริบขึ้นมาอีก แต่ไม่รู้เมื่อไหร่เท่านั้น”
คณินกังวลใจมาก

โอชินยังคงยิ้มระรื่นต่อหน้ากิตติ
“ว่าไง ยาอีกครึ่งอยู่ที่ไหน”
“ฉันซ่อนเอาไว้”
“ที่ไหน”
“ที่ๆ เหมาะสม”
“แล้วเธอจะเอายังไงต่อ”
“แก้มัดให้ฉัน”
“ถ้าปล่อยเธอไป เธออาจโดนฆ่าปิดปากก็ได้”
“ไม่มีทาง ฉันเป็นมือดีของเขา เขาขาดฉันไม่ได้หรอก”
“หมายถึงนายใหญ่ของเธอ”
“ใช่ เขารู้ว่าฉันภักดีกับเขาที่สุด”
“ตกลง แต่ฉันจะปล่อยเธอไปก็ต่อเมื่อ เธอยอมให้ฉันไปกับเธอด้วย”
“นายไม่มีสิทธิ์เจอเขา ตราบใดที่นายยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันจะพิสูจน์ให้เห็นเดี๋ยวนี้”
กิตติจัดการแกะเชือกที่มัดโอชินไว้ออกทั้งหมด โอชินได้โอกาสและสบจังหวะที่กิตติเผลอจัดการกิตติจนสลบ แล้ววิ่งหนีออกไปจากห้องขัง
เวลาต่อมา คณินเปิดประตูเข้ามาในห้องขัง ไม่เห็นโอชินแล้ว เห็นแต่กิตตินอนสลบอยู่
“เวร”
คณินประคองกิตติแล้วเขย่าอย่างแรง
“กิตติ”
กิตติฟื้นขึ้น ได้สติทันที ตะโกนลั่น
“มันหนีไปแล้วครับ รีบตามไปสิครับ มันกำลังจะไปพบนายใหญ่ของมัน”
“นายไม่เป็นอะไรนะ”
“ไม่ต้องห่วงผม รีบไปจับตัวมันไว้ ยังมียาอีกครึ่งหนึ่งที่ต้องใช้รักษาคุณแพนอยู่ที่มัน”
“ขอบใจนะ”
คณินทิ้งกิตติลงแล้ววิ่งออกไป
“โอ๊ย หัวกู”

โอชินวิ่งมาจนเจอมนชิตที่รออยู่กลางทาง
“คุณมาที่นี่ทำไม”
“นายใหญ่สั่งให้ฉันมารับเธอ”
“ไม่จำเป็น ฉันกลับเองได้”
“จำเป็นสิ”
มนชิตเล็งปืนไปที่ตัวโอชิน
“ส่งยาถอนพิษมา”
“ถ้านายใหญ่รู้ว่านายทรยศ”
มนชิตยิงเข้าที่ขาซ้ายของโอชิน โอชินฟุบลง
“เขาไม่ว่าอะไรหรอก เพราะเขาสั่งให้ฉันมาฆ่าเธอ”
“ไม่จริง”
“นี่ปืนของเขา จำได้รึเปล่า หน้าที่เธอหมดแล้วจริงๆ”
โอชินเจ็บปวด นึกไม่ถึงว่านายจะสั่งฆ่า เธอนึกถึงเรื่องราวเมื่อสองสามชั่วโมงที่ผ่านมาหลังการประชันสิงโต เธออย่าต่อหน้าเล้ง
“ฉันทำงานผิดพลาด โปรดลงโทษฉันด้วย”
“ใครบอกว่าเธอทำงานผิดพลาด”
“แต่ไอ้คิ้มมันไม่ได้เป็นอะไร มันไม่ได้รับยาพิษ”
“แต่เป็นเมียของมันแทน สวรรค์กำหนดไว้แบบนี้ ก็ดี สนองตอบให้สะใจไปเลย เอายาถอนพิษครึ่งหนึ่งมาให้อั๊ว ส่วนอีกครึ่ง ลื้อเอาไปให้มัน”
“เอาไปให้มันทำไมคะ”
“มันจะได้รู้ว่ายานี่ของจริง อั๊วจะใช้ยาอีกครึ่ง เป็นเครื่องต่อรองมัน ไอ้คิ้มมันต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เพื่อนมันและมันทำไว้กับอั๊ว”
เล้งหัวเราะสะใจเหมือนคนเป็นบ้า

โอชินไม่อยากจะเชื่อว่าเล้งจะสั่งเก็บตน
“ฉันจะปล่อยเธอไป ถ้าเธอเอายาให้ฉัน”
“อย่าคิดว่าแกจะรอด พอหมดผลประโยชน์ แกก็คงไม่ต่างจากฉัน”
มนชิตยิงที่แขนโอชินอีกนัด
“แต่ตอนนี้ ฉันยังไม่หมดผลประโยชน์ว่ะ”
“อย่าหวังว่าจะได้ยาไป เตรียมไปเผาศพคนที่แกรักได้เลย”
“แต่ศพแก อั๊วจะปล่อยให้อีแร้งมันจิกกินจนอิ่มไปเลย”
โอชินดึงมีดออกมา มนชิตเร็วกว่ายิงปืนใส่โอชินอีกนัดจนโอชินล้มฟุบลง มนชิตรีบเข้าไปค้นตัวโอชิน แต่ไม่เจอยา
“ไม่มี อยู่ไหนวะ”
เสียงคณินและลูกน้องดังมา มนชิตเจ็บใจ รีบละจากศพแล้ววิ่งหนีไปในความมืด คณินวิ่งเข้ามาถึงที่เกิดเหตุพร้อมลูกน้อง ส่งสัญญาณให้ลูกน้องกระจายหาคนร้ายที่ยิงปืน เขาตรงไปที่ร่างโอชิน ตรวจชีพจรดู
“ไม่รอด พาศพกลับไปที่โรงสี”

แพนนั่งพิงขอบเตียง สีหน้าดีขึ้น กริชนั่งข้างเตียงกับวิภาดา
“หายไวๆ นะแพน”
“ขอบใจมาก ฉันอาการดีขึ้นเยอะแล้ว”
“ขอให้เรื่องร้ายผ่านพ้นไปนะ กินเยอะๆ ด้วย”
วิภาดารู้สึกอึดอัด เพราะคิดว่ากริชกับแพนอยากอยู่กันตามลำพัง
“งั้นคุยกันไปก่อนนะ วิขอตัวไปทำอาหารก่อน”
วิภาดาออกไปจากห้อง
“ยังไม่ตามออกไปอีก”
“อย่าเลย เรามาเยี่ยมแพน ไม่ได้มา”
“ไปเถอะ ไปคุยกันให้รู้เรื่อง ชีวิตคนเรามันสั้นนะ อย่าให้อะไรมันสายเกินไป”
กริชยิ้ม เข้าใจสิ่งที่แพนบอก จึงตามวิภาดาไปที่สวนครัวหลังบ้าน วิภาดากำลังเก็บตำลึงอยู่
“ขอโทษนะวิ”
วิภาดาตกใจ
“ขอโทษเรื่องอะไร”
“ที่เราเข้าใจพี่ชายวิผิดไง”
“ช่างมันเถอะ คนเราทำผิดพลาดกันได้ อีกอย่างเรื่องมันก็จบไปแล้ว เลิกแล้วต่อกันเถอะ”
“หลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เราคิดได้ว่า ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน เราไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเราจะตายเมื่อไหร่”
“มาพูดเรื่องเป็นเรื่องตายทำไม อัปมงคล”
“มันคือเรื่องจริง เราก็เลย อยากทำในสิ่งที่ตั้งใจมานานให้สำเร็จสักที เพราะถ้าตายไปโดยที่ยังไม่ได้พูด วิญญาณเราคงไม่สงบสุข”
“ไปกันใหญ่แล้ว นายไม่ตายง่ายๆ หรอก”
“ใครจะรู้ล่ะ เราอาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้”
“อืม ถ้าอยากตายนัก เดี๋ยวจะช่วยแช่ง”
“ไม่ต้องๆ เราไม่ได้อยากตาย แค่พูดเผื่อๆ”
“แล้วนายอยากทำอะไรล่ะ”
“สารภาพรักกับผู้หญิงคนหนึ่ง”
วิภาดาคิดว่าเป็นแพนก็หน้าเจื่อน
“ใช่ นายควรจะทำตั้งนานแล้ว แต่นายจะไม่เสียใจเหรอ ถ้าโดนปฏิเสธ”
“รักของเราไม่ใช่การครอบครอง หากเธอไม่รับรักเรา เราก็แค่รักข้างเดียวไป เหมือนที่เป็นมาตลอด รักของเรา แค่เห็นเธอคนนั้นมีความสุข ก็พอแล้ว”
“งั้นจะรอช้าอยู่ทำไมล่ะ รีบไปบอกเธอสิ”
วิภาดาจะเดินไป
“เราชอบวิ”
วิภาดาหยุด ตกใจ
“ชอบมานานแล้วด้วย”
วิภาดาหันกลับมามองหน้ากริช กริชอายหลบสายตา
“ที่จะบอกก็มีแค่นี้แหละ เรากลับก่อนนะ”

กริชรีบเดินออกไป วิภาดาอึ้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มดีใจ

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 8 (ต่อ)

เป้งกินข้าวไม่ลง นั่งจับตะเกียบนิ่งๆ หลินกินอย่างมีความสุข อดไม่ได้ที่จะแขวะ
 
“จะเศร้าอะไรขนาดนั้น ตอนมันอยู่ก็ไม่เห็นจะรักมันเลยนี่”
“อย่ามารู้ดี ลื้อเป็นอั๊วเรอะ ถึงได้รู้ใจอั๊ว รู้ว่าอั๊วคิดอะไร และจำไว้ด้วยนะ ว่าอียังไม่ตาย อย่าพูดพล่อยๆ ให้อั๊วได้ยินอีก”
“ไม่ตายก็ล่อแล่”
“ลื้อเห็นแล้วเรอะ เห็นกับตารึยัง”
“คนเขาพูดกันทั้งตลาด”
เป้งตบโต๊ะปัง
“ใครพูดบ้าง ลื้อพาอั๊วไปชี้ตัว อั๊วจะตบปากเรียงตัวเลย”
หลินตาเหลือกหุบปากทันที เป้งชี้หน้า
“ถ้าวันไหนที่อั๊วนั่งหัวเราะเพราะลูกตาย แสดงว่าอั๊วเป็นบ้าไปแล้ว ลื้อรู้ไว้ด้วย”
“เออ อั๊วไม่แตะต้องลูกสาวลื้อแล้ว”
ลูกน้องคณินเดินเข้ามา
“คุณคิ้มให้มาบอกว่าคุณแพนปลอดภัยแล้วครับ”
เป้งดีใจ
“นั่นไง อั๊วบอกแล้ว อาแพนอีปลอดภัยแล้ว”
หลินจ๋อย หมั่นไส้ เป้งคว้าถ้วยข้าวมากินอย่างมีความสุข มนสิชาแต่งตัวสวยซึ่งเป็นเสื้อผ้าของแพนเดินออกมา
“หนูไปธุระข้างนอกนะ”
มนสิชาไม่รอให้แม่อนุญาต รีบออกไป
“จะไปไหนอีกล่ะ นังลูกคนนี้นี่ แรดเหมือนใคร”
“นั่นสินะ”
หลินมองเป้งอย่างหมั่นไส้

กิตติยืนรายงานให้คณินฟัง ขณะคณินนั่งอยู่กับซินแส
“โอชินบอกว่าซ่อนยาส่วนที่เหลือเอาไว้ครับ แต่ไม่ยอมบอกว่าอยู่ที่ไหน”
คณินพยักหน้ารับรู้ก่อนหันไปวางซองยาพิษลงต่อหน้าซินแสง้วง
“นี่ยาพิษที่เจอที่โรงสี ซินแสสามารถสกัดยาถอนพิษได้มั้ย”
“อั๊วจะพยายาม”
“คุณคิ้มไม่ทันเห็นคนที่จัดการโอชินหรือครับ”
“ไม่ ไปถึงก็ถูกยิงกองอยู่แล้ว”
“ผมเตือนแล้วไม่ยอมฟัง”
“จนป่านนี้ลื้อยังไม่รู้อีกเหรอว่าใครบงการทำลายครอบครัวลื้อ”
เส็งเข็นรถเข็นเข้ามา
“ไอ้เล้งไง”
“เสี่ยเล้งตายไปแล้วป๊า”
“เห็นศพมันรึยัง”
“เห็นกับตา ตอนนี้แก๊งมันพังพินาศไปแล้ว”
“มั่นใจนะ”
คณินมองเส็งด้วยความแปลกใจ
“มั่นใจสิ ว่าแต่ จำทุกอย่างได้แล้วรึป๊า”
“ของแบบนี้ไม่ต้องใช้ความจำหรอกโว้ย ใช้แค่กึ๋นก็พอแล้ว ลื้อมีรึเปล่า”
เส็งเย้ยใส่ลูกชายแล้วเข็นรถออกไป
“ถ้าไม่ใช่เสี่ยเล้ง ยังมีใครเลวอีกบ้าง”
ซินแสง้วงถาม คณินนิ่งคิด

มนชิตมาที่บ่อน รายงานต่อหน้าเล้ง
“เธอถูกฆ่าตายแล้วครับ”
“ฝีมือใคร”
“ไอ้คิ้มครับ”
“สงสัยอั๊วจะปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว”
“นายใหญ่พักผ่อนเยอะๆ ดีกว่าครับ แผลยังหายไม่ดี”
“อั๊วหายแล้ว แต่ความแค้นของอั๊วนี่สิ ที่กลายเป็นแผลเป็นที่ไม่อาจลบทิ้งซะแล้ว โชคดีที่สวรรค์เข้าข้างอั๊ว ให้โอกาสอั๊วได้กลับมาแก้แค้น กับสิ่งที่พวกมันทำกับอั๊วไว้ ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซีน”
เล้งนึกถึงเหตุการณ์ที่สุสาน ที่เขาถูกธามบังคับให้ขอขมาต่อหน้าทุกคน จากนั้นเขาก็จุดไฟเผาเกี๊ยง แล้วตัวเองก็หนีออกมา
เล้งสายตาดุดัน เหี้ยมเกรียม
“ไปบอกไอ้คิ้ม ถ้ามันอยากได้ยาส่วนที่เหลือไปรักษาเมีย ให้ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดงซะ ไม่อย่างนั้นเมียมันตาย”
มนชิตอึ้ง กังวลหนัก

แพนนั่งพิงหัวเตียง โดยมีคณินนั่งข้างๆ จับมือเธอไว้
“รู้สึกยังไงบ้าง”
“ดีขึ้นแล้ว”
“ไม่นานคุณจะหาย บอกได้มั้ยว่ามีใครให้ยาอะไรคุณมาบ้าง”
“ยา”
“ฟังนะ คุณโดนยาพิษ มีคนคิดจะวางยาผม แต่พลาดไปโดนคุณ”
“ยาพิษ”
คณินเอาซองยานั้นให้แพนดู แพนเห็นก็ตกใจ เพราะพ่อตัวเองที่เอามาให้
“แต่นี่มัน”
“ใครเอามาให้คุณ”
“ฉัน ฉันก็ไม่รู้ มันวางอยู่แล้ว ฉันลองดมดูแล้วมันเหม็นมากก็เลยทิ้งไป”
“อย่างนั้นเหรอ เอาเป็นว่า ต่อไปนี้ ใครส่งอะไรมาให้หรือมีของแปลกๆ ส่งมาถึงเรา คุณอย่ารับไว้ หรือเข้าใกล้เป็นอันขาด แจ้งให้ผมรู้ทุกครั้ง เข้าใจรึเปล่า”
แพนพยักหน้าอย่างกังวล

กิตติและลูกน้อง 4-5 คน เฝ้าเวรยามอยู่หน้าบ้าน คณินกับซินแสง้วงเดินคุยกันออกมา
“ตอนนี้ศพนักฆ่าคนนั้นอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว”
“รู้รึยังว่าเป็นคนของแก๊งไหน”
“ไม่มีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกที่มาที่ไปของนักฆ่าคนนั้นเลย”
“ขออั๊วตรวจสอบดูหน่อย บางทีมันอาจจะซ่อนอยู่จนเรานึกไม่ถึงก็ได้”
“ได้ครับ ผมจะพาไป”
คนส่งข่าวของมนชิตเดินเข้ามา กิตติเดินไปรับหน้า
“แกเป็นใคร มีธุระอะไร”
คนส่งข่าวยื่นจดหมายให้แล้ววิ่งออกไปอย่างเร็ว
“เฮ้ย”
กิตตินำจดหมายมามอบให้คณิน คณินรีบเปิดอ่าน ถึงรู้ว่าเป็นข้อความจากคนที่เก็บยาถอนพิษส่วนที่เหลือไว้
“ถ้าอยากได้ยาถอนพิษส่วนที่เหลือ ประกาศลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าแก๊งซะ”
ซินแสง้วงดึงจดหมายไปอ่าน
“ไม่ลงชื่อคนส่ง แต่ประทับตราแก๊งมังกรดำ”
“แก๊งมังกรดำ หรือว่าจะเป็นเสี่ยเล้งจริงๆ” กิตติสงสัย
“เป็นไปไม่ได้ มันตายไปแล้ว”
“งั้นใครวะ”
คณินขยำจดหมายด้วยความแค้น

“ใครสักคน ที่เป็นสุนัขรับใช้แก๊งมังกรดำ”

แพนนั่งพิงหัวเตียงเพียงลำพัง หนักใจ สับสน วุ่นวายใจ นึกถึงยาที่เป้งให้มา
 
“พ่อ พ่อคิดจะทำอะไร”
แพนเจ็บปวดอย่างที่สุด
“ทำไมพ่อทำแบบนี้”
แพนอดทนนอนต่อไปไม่ได้ จึงเดินไปหาเสื้อคลุมมาใส่แล้วออกไป

คณินเดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงานอย่างใช้ความคิด ซินแสง้วงจดตัวยาสมุนไพรไปเรื่อยๆอย่างมีสมาธิ กิตติมองเจ้านายด้วยความเป็นห่วง
“คุณคิ้มอย่าได้คิดจะลงจากตำแหน่งนะครับ อย่านะครับ”
“ทำไมวะ แค่ตำแหน่งเอง ไม่ได้สำคัญเท่ากับชีวิตของเธอหรอกนะ”
“แต่เราไม่รู้ว่ามันมียาจริงรึเปล่าสิครับ อาจจะเป็นอุบายก็ได้”
“เรื่องนั้นก็รู้ แต่ไม่มีทางเลือกนี่หว่า ยังไงมันก็คือศัตรู ไม่มียา อย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันคือใคร”
“ถ้ามันยอมเปิดเผยตัวกับลื้อ แสดงว่ามันต้องคิดแล้วว่าไม่ลื้อก็มันที่ต้องตายไปข้าง” ซินแสง้วงแนะ
“มัน ที่ต้องตาย”
“ลื้อ มันคิดว่าต้องเป็นลื้อ อีกเดี๋ยวมันจะส่งข่าวมาบอกให้ลื้อไปคนเดียว ไม่เชื่อก็คอยดู”
“ผมคนเดียวก็ไหว”
“แล้วถ้ามันมีเป็นร้อยล่ะครับ ผมว่าคุณอย่าเสี่ยงเลย ดีไม่ดี ซี้แหงแก๋ แถมยาก็ไม่ได้มาด้วย”
คณินเคร่งเครียด ถอนหายใจซ้ำๆ
“แต่ยังไง ผมก็จะประกาศลาออกก่อน เพราะถ้ายังไม่ประกาศ มันจะไม่นัดหมายที่ส่งยา”
“ใช้ยาถอนพิษ แลกกับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งสินะ”
“ใครกันนะ นอกจากเสี่ยบุ๊ง ที่อยากเป็นหัวหน้าแก๊งอีก”
“บางที อาจจะเป็นคนที่เราไม่เคยสงสัยเลยก็ได้”
คณินนิ่งคิด

แพนชะงักตรงหน้าประตูห้อง เพราะเจอวิภาดายืนยิ้มแฉ่ง ถือถาดใส่ถ้วยซุปไก่
“ม้าให้เอาซุปไก่มาให้จ้ะ กำชับว่าต้องดื่มให้หมดถ้วยนะ ไม่อย่างนั้น ม้าจะมาป้อนให้เอง”
แพนไม่รอช้าหยิบซุปไก่มาซดรวดเดียวหมดแล้ววางกลับลงบนถาด วิภาดามองด้วยความตะลึง
“ฝากขอบคุณม้าด้วยนะ ฉันจะไม่ลืมพระคุณเลย”
“พูดอะไรอย่างนั้น ซ้อก็เหมือนลูกคนหนึ่งของม้า ว่าแต่แต่งตัวเรียบร้อยเชียว จะออกไปไหนเหรอ”
“นอนอยู่บนเตียงนานๆ มันเบื่อน่ะ ก็เลยจะออกไปเดินเล่นซะหน่อย”
“ฉันว่าซ้อพักให้หายดีก่อนดีกว่า ไปเจอลมเจอแดดเข้า อาการกำเริบขึ้นมาอีกจะไม่คุ้มเสีย”
“ไปไม่ไกลหรอก ไม่ต้องห่วง”
“ถ้าเฮียรู้ เฮียต้องไม่พอใจแน่เลย ตอนซ้อไม่สบาย เฮียอย่างกับซากศพ นั่งเฝ้าซ้อทั้งวันทั้งคืนไม่ไปไหน เฮียทั้งรักทั้งห่วงซ้อมากจริงๆ”
แพนแอบเขินแต่แกล้งไม่ตื่นเต้น
“คงทำตามหน้าที่น่ะ และก็คงจะทำแบบนี้กับผู้หญิงทุกคนในชีวิตเขา”
“แต่ไม่มีใครสำคัญเท่าซ้อหรอก”
“เขาจ้างให้มาพูดเหรอ”
“เปล่านะ วิแค่พูดแทนใจเฮียเท่านั้น วิรู้จักเฮียของวิดีที่สุด ถึงจะกล้าบ้าบิ่นแค่ไหน แต่บางเรื่องก็ไม่ได้เรื่อง”
“ไม่ได้เรื่อง เรื่องอะไรเหรอ”
“ความลับของเฮีย”
“ความลับ อะไรเหรอ”
“เอาไว้ซ้อหายก่อนนะ วิจะบอก กลับเข้าห้องไปนอนพักผ่อนได้แล้ว ไปนะ”
วิภาดาเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี แพนมองด้วยความงง
“ความลับ”

มนชิตวางสมุดบัญชีรายได้บ่อนลงบนโต๊ะ ต่อหน้าบุ๊ง
“รายได้ของบ่อนเดือนนี้ครับ”
“หวังว่าตัวเลขไม่น้อยไปกว่าเดิมนะ”
“เดือนนี้ยังเหมือนเดิม แต่เดือนต่อไป ไม่แน่”
“ทำไมวะ”
“ไอ้คิ้มมันแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ตอนนี้คนในแก๊งก็เทใจให้มันเยอะแล้ว ผมว่าอีกไม่นาน มันจะขึ้นมาใหญ่คับปากน้ำโพทีเดียว ถึงตอนนั้น มันกวาดบ่อนเสี่ยไม่เหลือแน่”
“นั่นสิวะ โรงสีก็ตกเป็นของมันแล้ว ถ้าอั๊วต้องเสียบ่อนไปอีก อั๊วเจ๊งแน่”
“ถ้าเสี่ยยังไว้ใจผมอยู่ ผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อล้มไอ้คิ้มให้ได้ ขอแค่เสี่ยสนับสนุนผมก็พอ”
“แต่มันเป็นน้องเขยลื้อนะ”
“ผมไม่เคยนับญาติกับมัน”
“แล้วลื้อจะได้อะไร”
“ผมขอแลกกับโฉนดบ้านที่เสี่ยยืดไว้”
“ลื้อนี่กตัญญูจริงๆ งั้นอั๊วต้องทำไง”
มนชิตไม่ทันจะบอก กริชเดินเข้ามาเสียก่อน มนชิตจึงโค้งให้บุ๊งและถอยออกไป
“คุยอะไรกันครับ”
“ก็แค่สั่งงาน”
“ผมว่านายมนชิตนี่ท่าทางแปลกๆ”
“แปลกยังไงวะ”
“ดูไม่ซื่อ ไม่น่าไว้ใจ ผมว่าป๊าถ่อยห่างหน่อยดีกว่า”
“เฮ้ย คิดมากน่า คนอย่างอีจะมีน้ำยาอะไร เงินสักบาทยังแบขออั๊วอยู่เลย ทุกวันนี้ อั๊วก็แค่หลอกใช้อีไปวันๆ เท่านั้น”
บุ๊งเดินหัวเราะอารมณ์ดี ดูตัวเลขในสมุดบัญชี กริชมองพ่อ ส่ายหน้าระอาใจ มนชิตแอบฟังอยู่หลังประตูกำหมัดแน่นด้วยความแค้น

“กูขึ้นเป็นใหญ่เมื่อไหร่ มึงคนแรกที่กูจะเหยียบหน้าไอ้บุ๊ง”

ตำรวจเข้าทลายบ่อน นักพนันหนีกระเจิง
 
คนคุมบ่อนและนักพนันบางส่วนถูกจับกุม เป้งยืนมองอยู่ เสียวสันหลัง มนชิตเดินมาหยุดด้านหลังเป้ง
“ฝีมือไอ้คิ้ม”
“ตกใจหมดเลย โชคดีที่ลื้อเตือนอั๊วไว้ซะก่อน ไม่งั้นอั๊วได้ไปนอนตบยุงในคุกแน่”
มนชิตยิ้มกริ่ม

คณินกับกริชนั่งที่โต๊ะอาหารตรงข้ามกัน สายตาจดจ้องกัน
“นายอยากเป็นหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดงรึเปล่า”
“ไม่ นายล่ะ อยากฮุบกิจการทั้งหมดของป๊าฉันรึเปล่า”
“เปล่า แล้วนายรักเมียฉันรึเปล่า”
“รัก ในฐานะเพื่อน”
“ไม่ได้อยากเป็นหัวหน้าแก๊ง ไม่ได้อยากเอาเมียฉัน ถ้างั้น คงไม่ใช่นายหรอก”
“ไม่ใช่ฉันแน่ๆ แต่ฉันอยากให้นายระวังคนๆ หนึ่งเอาไว้”
“ใคร”
บุ๊งเปิดประตูเข้ามา กิตติเข้ามาขวาง ไม่ให้บุ๊งเข้าถึงตัวคณินได้
“ไอ้คิ้ม ทำไมลื้อทำแบบนี้”
“ทำอะไรอีกล่ะเสี่ย”
“ลื้อแจ้งความจับบ่อนอั๊วทำไม”
“ผมเปล่า แต่คิดจะทำอยู่เหมือนกัน”
“นั่นไง ลื้อจ้องจะล้มอั๊วทุกทาง ตอนนี้นังโอชินคนนั้นมันอยู่ที่ไหน อั๊วต้องการให้มันยืนยันว่าลื้อเป็นผู้บงการ ลื้อทำเองทุกอย่าง ไม่ใช่หมาที่ไหน”
“อย่าใส่ร้ายกันอย่างนั้นสิเสี่ย เราคือผู้ถูกกระทำเหมือนกันนะ”
“ไม่ใช่เรา แต่เป็นอั๊ว อั๊วคนเดียวเท่านั้น”
“แล้วที่โรงสีผมข้าวเน่า ถูกไฟไหม้จนต้องปิดกิจการ ถูกใส่ร้ายป้ายสีว่าฆ่าคนตายไม่รู้กี่ศพ ถูกตามฆ่าไม่เว้นแต่ละวัน อันนี้ ผมสั่งการกำจัดตัวเองด้วยว่างั้น หรือว่า เป็นเสี่ยเองที่ทำ”
“เฮ้ย อย่ามาใส่ร้ายอั๊ว คนอย่างอั๊ว ไม่ลอบกัดใครลับหลังหรอก ถ้าโกงก็โกงกันซึ่งๆ หน้าเว้ย”
“ป๊า กลับบ้าน ยิ่งพูดก็ยิ่งเสีย”
บุ๊งไม่ยอมกลับ กริชจึงพาออกไป
“อาการแบบนี้ พาไปฉีดยาแก้พิษสุนัขบ้าดีกว่า” กิตติประชดประชัน
“ส่งข่าวให้ทุกคนรู้แล้วใช่มั้ย”
“ครับ แต่คุณคิ้มแน่ใจหรือครับว่า”
คณินเดินออกจากห้องไป กิตติเดินตามออกมาหน้าภัตตาคาร รถคันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้า มนสิชาลงจากรถมาพร้อมกับเสี่ยคนหนึ่ง พอเธอเห็นคณินกับกิตติก็ตกใจ ผละจากเสี่ยเดินมาหาคณินทันที
“เป็นไงคะ มนสิใส่ชุดแพน สวยมั้ยคะ พอจะเป็นตัวแทนของแพนได้มั้ย”
“กิตติ ดูแลด้วย”
คณินเดินออกไป มนสิชาจะก้าวตาม แต่กิตติเข้าขวางไว้ มนสิชาผลักอกกิตติจนเซไป แล้วกลับไปหาเสี่ยที่ยืนรออยู่ กิตติเดินไปกระชากตัวหญิงสาวออกมา
“นี่”
“ไปกับผม”
“ไม่”
เสี่ยเดินเข้ามา ทำกร่าง
“เฮ้ย ลื้อเป็นใครวะ ปล่อยผู้หญิงเดี๋ยวนี้”
“ผมเป็นผัวอี”
“เฮ้ย ไอ้”
“อ้าว ไหนลื้อบอกโสด”
“ถ้าลื้อไม่อยากมีปัญหากับแก๊งเหยี่ยวแดง อย่ายุ่งกับผู้หญิงคนนี้อีก”
เสี่ยได้ยินชื่อแก๊งก็รีบวิ่งกลับไปขึ้นรถทันที มนสิชาสะบัดมือ เท้าสะเอวด่า
“อย่ายุ่งงั้นเหรอ นายนั่นแหละ ที่อย่ายุ่ง”
“ไม่ได้อยากยุ่งเลย แต่เห็นว่าเป็นน้องของคุณแพนหรอกนะ”
“นายชอบฉันใช่มั้ย ถึงได้ทำเป็นหมาหวงก้าง”
“ไม่มีทาง ยังสติดีอยู่เว้ย”
มนสิชามองกิตติก็รู้ว่ามีใจให้เธอแน่ จึงแกล้งทำเป็นให้ท่ากิตติ ทั้งจับมือทั้งลูบไล้
“แต่สายตานายมันฟ้อง คิดอะไรกับฉันใช่มั้ย”
“อย่าทำแบบนี้เลยน่า ไม่ได้ผลหรอก”
กิตติจับมือมนสิชาสะบัดไป พร้อมทำหน้าเข้ม มนสิชาชักสีหน้าใส่
“เรื่องคุณคิ้มก็เหมือนกัน เลิกยุ่งกับเขาได้แล้ว ยังไงเขาก็ไม่แลเธอหรอก”
“ทำไม ฉันสวยกว่าแพนตั้งเยอะ สาวกว่าด้วย”
“สาวกว่าสวยกว่า แล้วเขาเคยมองเธอมั้ยล่ะ ถ้าทำตัวเป็นน้องที่ดีไม่ได้ ก็หัดทำตัวเป็นผู้หญิงที่ดีบ้างก็ได้นะ”
“นี่นายด่าฉันเหรอ”
“เออ ด่า”
มนสิชากรีดร้อง ชี้หน้ากิตติ
“ปากเสีย ปากอย่างนี้ ชาตินี้คงหาเมียได้หรอก”
มนสิชาเดินกระทืบเท้าออกไป กิตติส่ายหน้าระอา ก่อนเดินตามนายไป

คณินเดินมาไม่ไกลจากภัตตาคาร หัวหน้าแก๊งพังพอนและสมาชิกก็ขวางหน้าไว้
“ว่าไง นายหาตัวคนที่ฆ่าป๊าฉันได้รึยัง”
กิตติวิ่งตามมาถึงก็ผงะ
“โอ้โห หลายตีนเลยครับ”
“คนที่ฆ่าป๊านายตายไปแล้ว แต่นายมันยังอยู่”
“แล้วนายจะจัดการมันชาตินี้หรือชาติหน้าวะ”
“เฮ้ย ดูถูกกันมากไปแล้ว สงสัยแกต้องต้องถูกกระทืบชาตินี้ว่ะ”
กิตติฮึดฮัด คณินห้ามไว้
“นายเคยไปหาป๊าฉัน เพราะอยากรู้ว่าใครสั่งทำมีดเล่มนั้นใช่มั้ย”
“ใช่ แต่ป๊านายถือคำสัตย์”
หัวหน้าแก๊งหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ยับยู่ยี่ออกจากเสื้อ แล้วยื่นให้ คณินคลี่กระดาษออกดูเห็นตราประทับแก๊งมังกรดำ
“วันนั้นป๊าอั๊วตั้งใจจะไปบอกนายเรื่องนี้ หลังจากที่เขาเห็นคนของแก๊งมังกรดำมาป้วนเปี้ยนแถวโรงตีมีด แต่เขาถูกฆ่าซะก่อน อั๊วเพิ่งจะเจอจดหมายที่ป๊าซ่อนเอาไว้ในปลอกมีด”
“อั๊วจะจัดการแก๊งมังกรดำที่แฝงตัวอยู่ในปากน้ำโพให้สิ้นซากให้ได้”
“พวกเราแก๊งพังพอน ขอสนับสนุนนายเต็มที่ หากต้องการกำลัง ขอให้ส่งสัญญาณไป เราจะมาเป็นกองหนุนให้”
“นึกว่าจะมีเรื่องกันซะแล้ว” กิตติโล่งใจ
หัวหน้าแก๊งพังพอนและลูกน้องเดินกลับไป คณินแค้น

“แก๊งมังกรดำ”

แพนแอบมาหาเป้งที่บ้าน คาดคั้นเรื่องยา
 
“ว่าไงพ่อ ได้ยานั่นมาจากไหน”
“อะไรของลื้อวะ ยาอะไร”
“ยาที่พ่อให้ฉันวันนั้นไง ที่บอกว่ายาถ่ายน่ะ”
“อั๊วก็ไปหาซื้อมา”
“พ่อ บอกมาตรงๆ ว่าใครให้มา ถ้าพ่อไม่บอก ฉันจะไม่ช่วยไถบ้านให้นะ”
หลินเดินออกมาทันได้ยินพอดี
“ว่าไงนะ นี่แกเอาโฉนดไปจำนองจริงๆ ด้วย ไอ้”
“เปล่า อั๊วเปล่า”
“ยังจะปฏิเสธอีก แกนี่มันเลวจริงๆ”
หลินกับเป้งตบตีกันพัลวัน
“แทนที่จะตีผัว ไปตามหาลูกสาวลื้อดีกว่า หายหัวไปทั้งคืน”
“อย่าว่าอามนสินะ อีไปค้างบ้านเพื่อนเพราะอีจะสอบแล้ว อีต้องท่องตำรา”
“เออ ถ้าลูกลื้อเสียคน อั๊วจะโทษลื้อนี่แหละ”
มนสิชาเดินเข้าบ้านมาอย่างอารมณ์เสีย
“อาสิ ดูป๊าลื้อสิ ป๊าลื้อรักนังแพนมากกว่าลื้อ กล่าวหาว่าลื้อออกไปมั่วผู้ชาย”
“อั๊วไม่ได้พูด ลื้อพูดของลื้อเองนะ”
“หนูอยากเป็นเหมือนเจ้แพน หนูอยากเป็น ทำไมหนูเป็นแบบเจ้แพนไม่ได้ ทำไมหนูต้องเกิดเป็นมนสิชา เป็นผู้หญิงที่ไม่มีใครรัก ไม่มีใครเอา”
มนสิชาวิ่งร้องไห้เข้าบ้านไป ท่ามกลางความมึนงงของพ่อและแม่ แพนได้แต่ทดท้อใจกับสภาพของบ้านที่นับวันจะเลวร้ายลงทุกที

ที่ห้องลับของศาลเจ้า ปากน้ำโพ ซินแสง้วงละมือจากศีรษะและลำคอของโอชิน พิจารณาใบหน้าครู่หนึ่งแล้วเอ่ยออกมา
“อีเป็นคนของแก๊งมังกรดำ”
“รู้ได้ไงครับ”
“ตรามังกรดำที่ประทับไว้บนกระหม่อม อย่างนี้รึเปล่า ที่เขาเรียกว่าเส้นผมบังภูเขา”
“หมายความว่าศัตรูของผมก็คือเสี่ยเล้งตั้งแต่แรก ตรงกับที่หัวหน้าแก๊งพังพอนทิ้งข้อความเอาไว้ก่อนตาย”
“ถ้าเสี่ยเล้งตายไปแล้วจริงๆ ตอนนี้ ตัวแทนของเสี่ยเล้งคงกำลังทำงานอยู่”
“คนๆ นั้นต้องการกำจัดครอบครัวผมและขึ้นเป็นหัวหน้าแก๊ง”
“เอาเส้นผมที่บังตาออก บางทีอะไรๆ มันอาจจะสว่างขึ้นก็ได้”
“ผมไม่หวงตำแหน่ง แต่ผมห่วงครอบครัวมากกว่า”
“ลื้อจะลงจากตำแหน่งจริงรึ”
“ถ้ามันจำเป็น”
“แล้วลื้อได้ปรึกษาเรื่องนี้กับหัวหน้าแก๊งคนเก่ารึยัง”
คณินยิ้มไม่เต็มปาก

แก๊งเหยี่ยวแดงพูดคุยกันบนโต๊ะน้ำชาในภัตตาคารแห่งหนึ่ง
“พรุ่งนี้คุณคิ้มเรียกประชุมด่วน ใครรู้บ้างว่าเรื่องอะไร”
“นั่นสิ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่โต ถึงได้เรียกทุกคนมาหมด
“อั๊วรู้สึกไม่ค่อยดีเลย เพราะได้ยินข่าวมาว่าคุณคิ้มจะลงจากตำแหน่ง”
ชาวแก๊งที่เหลือพากันฮือฮา ส่วนบุ๊งได้แต่นั่งนิ่ง
“จริงหรือวะ ทำไมล่ะ อั๊วว่าตอนนี้คุณคิ้มอีก็ใช้ได้นะ ดูจริงจังกับการทำงานมากขึ้น โรงสีที่เกือบเจ๊งก็ไปได้สวย”
“อย่าเพิ่งเดาส่งกันให้เสียบรรยากาศเลย พรุ่งนี้ก็ไม่ได้นานนัก ที่จะรอดูว่าอีจะมาไม้ไหนอีก”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยกับบุ๊ง มนชิตยืนอยู่มุมหนึ่ง สีหน้าเย็นชา บุ๊งหันไปมองมนชิตแล้วพยักหน้าให้

มนชิตมารายงานเล้ง ซึ่งนั่งแช่ตัวอยู่ในถังโอ๊กใบใหญ่ ซึ่งเป็นยาสมุนไพรรักษาตัว
“มันจะประกาศลงจากตำแหน่งเที่ยงพรุ่งนี้ครับ”
เล้งหัวเราะลั่น
“จุดอ่อนของมัน คือผู้หญิงคนนี้สินะ”
“แต่นายใหญ่จะให้ยาที่เหลือมันใช่มั้ยครับ”
“ก็ต้องดูก่อนว่ามันเชื่องแค่ไหน”
“มันรักเมียของมันมาก ผมว่ามันต้องยอม”
“อย่าให้ซินแสง้วงสกัดยาได้ก่อนแล้วกัน ไม่งั้น แผนล่ม เหนื่อยเปล่า”
“ถ้างั้น ฆ่าซินแสง้วงซะดีมั้ยครับ”
“อย่าเพิ่งแตะต้องซินแส เพราะบางทีอั๊วอาจต้องขอความช่วยเหลือจากซินแส ตอนนี้ภายในของอั๊วยังบอบช้ำอยู่ น่าเสียดาย โอชินตายไปพร้อมสูตรยารักษาบาดแผลที่วิเศษที่สุด อั๊วยังไม่ทันหายดี”
“นายต้องอาบยาสมุนไพรอีกกี่มื้อครับ ถึงจะหายเป็นปกติ”
“ลื้อไม่จำเป็นต้องรู้ ที่อั๊วบอกให้หาคนมาเพิ่ม ได้มาเยอะแค่ไหนแล้ว”
“ตอนนี้เสี่ยบุ๊งตกลงจะให้คนมาจำนวนหนึ่งครับ”
“ดี หลังจัดการไอ้คิ้มสำเร็จ อั๊วจะให้พวกมันฆ่ากันเองให้พอใจ”
มนชิตยังกังวลเรื่องแพน

มนชิตเดินนำลูกน้องสี่ห้าคนออกมาจากโรงน้ำชา แพนยืนดักรออยู่ด้านหน้า สีหน้าเรียบเฉย ไร้ความหวาดกลัว มนชิตเห็นแพนก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องจะคุย เลยพยักเพยิดให้ลูกน้องเดินไปก่อน
“เป็นไงบ้างแพน ยังเจ็บตรงไหนรึเปล่า”
“เฮียใช่มั้ย”
“อะไรแพน จะปรักปรำอะไรเฮียอีก”
“ยอมรับมาเถอะ ว่าเฮียเป็นคนให้ยาพิษนั่นไป เฮียต้องการจะฆ่าเขาให้ตาย”
“อ้อ เรื่องนั้นเอง แต่เท่าที่เฮียรู้ ป๊าเป็นคนเอาไปให้ไม่ใช่เหรอ เรื่องนี้ ถ้ามีคนผิดข้อหาพยายามฆ่า คงไม่ใช่เฮียมั้ง”
“สารเลว”
“ใช่ เฮียมันเลว แต่คนสารเลวคนนี้แหละ ที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อแพน”
“ไม่ต้องมาทำเพื่อฉัน เอาเวลาที่เหลือของชีวิตไปนั่งคิดนอนคิด ว่าจะตอบแทนบุญคุณที่ป๊าเลี้ยงดูเฮียมายังไงดีกว่า อย่าเนรคุณป๊าแบบนี้เลย”
“เฮียเนรคุณป๊าเมื่อไหร่”
“หลอกใช้ป๊าไปฆ่าคน แบบนี้ไม่เรียกเนรคุณแล้วเรียกว่าอะไร”
“ป๊าไม่เป็นอะไรหรอกน่า เพราะถึงยังไง แพนก็คงไม่บอกเรื่องนี้กับใครอยู่แล้ว จริงมั้ย”
“ฉันต้องทำยังไง เฮียถึงจะหยุด”
“เรื่องนี้จะยุติ ก็ต่อเมื่อไม่เฮียก็มันต้องตายกันไปข้าง แพนอยากให้ใครตายล่ะ”
“ต้องการอะไรกันแน่”
มนชิตไม่ตอบจะเดินไป
“นายไท”
มนชิตชะงัก
“ก็เป็นคนของเฮียใช่มั้ย”
“ไปถามป๊าดูสิ”

มนชิตหัวเราะแล้วเดินออกไป แพนนิ่งอึ้ง

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 8 (ต่อ)

ซินแสง้วงพยายามคิดสูตรยาโดยการเขียนลงไปในกระดาษ คณินอยู่ข้างๆ
 
“อยากได้สมุนไพรตัวไหนเพิ่ม บอกเลยนะซินแส ต่อให้ราคาแพงแค่ไหน ผมจะหามาให้ได้”
“อั๊วรู้น่า พยายามอยู่ คิดว่าไม่นาน น่าจะสกัดยาถอนพิษได้”
“นานแค่ไหนครับ”
“ไม่นาน”
“แต่แพนรอไม่ได้หรอกครับ ซินแสไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายาจะออกฤทธิ์ตอนไหน ถ้าเกิดวันนี้หรือพรุ่งนี้ล่ะครับ ผมเสียแพนไปไม่ได้”
กิตติเข้ามา พร้อมจดหมายอีกฉบับ นำมายื่นให้คณิน
“ผมเจอเสียบอยู่ที่ประตูรั้วบ้านครับ”
คณินรีบคลี่อ่าน พอรู้ข้อความ ก็หน้านิ่ง
“หลังประกาศลาออก มันจะส่งที่อยู่ให้ แต่ให้ผมไปรับยาถอนพิษคนเดียว”
“นั่นไง อั๊วเดาไม่ผิด”
“ถ้าคุณคิ้มทำตามเงื่อนไขของมัน ก็เท่ากับไปตายนะครับ”
“ใช่ มันฆ่าลื้อแน่”
“ยังไงผมก็ต้องไป”
“ถ้าคุณตาย พวกเราจะอยู่ยังไง เคยคิดบ้างมั้ยครับ”
“แต่ฉันอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีแพน”
แพนยืนฟังอยู่ตั้งแต่ต้น น้ำตาไหล เจ็บปวดที่ตนเป็นต้นเหตุสร้างความลำบากให้คณิน เธอเดินจากมาอย่างคนหมดแรง

เส็งทำหน้ายักษ์ใส่คณินเมื่อรู้ความตั้งใจของลูกชาย
“ไม่ได้ ห้ามลื้อลงจากตำแหน่ง ไม่งั้นลื้อจะเสียใจ”
“ถ้าไม่ลง นั่นล่ะ จะเสียใจ”
“มันต้องมีทางออกสิ ซินแสง้วงไง ซินแสง้วงต้องรักษาอาแพนได้”
“แล้วถ้าไม่ได้ล่ะ”
“ต้องได้สิวะ”
“ป๊าจะหวงตำแหน่งไปถึงไหน ชีวิตเมียผมสำคัญกว่านะ”
“แล้วชีวิตของคนอื่นๆ ล่ะ”
“ถึงยังไง ผมก็ไม่อยากเสียใจไปตลอดชีวิต เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของผม”
“คนจะเป็นผู้นำ มันต้องรู้จักเสียสละซิวะ”
“ถึงผมจะเป็นผู้นำที่ไม่ดีพอ แต่ผมจะไม่ยอมเสียสละชีวิตใครไป แม้แต่คนเดียว”
เส็งหันไปมองทางอื่น แต่สายตาชื่นชมมากกว่าเสียใจอย่างที่แสดงออก คณินคุกเข่าก้มลงขอโทษพ่อ

ซกเค็งวิตกกังวลเมื่อคณินหาแพนไม่เจอ
“อีไม่ได้อยู่ในห้องเหรอ”
“ไม่มีครับ ผมหาทั่วบ้านก็ไม่เจอ วิอยู่ไหนครับ”
“อาวิออกไปซื้อของให้อั๊ว อีไม่ได้ไปด้วยกันแน่นอน”
“ไข้ยังไม่ฟื้น ออกไปไหนของเขานะ”
“สรุปใครวางยาอี หรือว่าบ้านเรายังมีหนอนบ่อนไส้หลงเหลืออยู่”
คณินจับมือซกเค็งให้วางใจ
“ไม่ต้องกังวลนะม้า ผมจะไม่ยอมให้ใครเป็นอะไรอีกแล้ว ต่อไปนี้ ผมจะดูแลทุกคนให้ดีที่สุด ด้วยชีวิตของผม”
คณินกอดแม่แน่น

วิภาดากำลังเลือกซื้อของในตลาด โดยมีกริชเดินตามตลอด เธอหยุดซื้อผลไม้ กริชขยับเข้ามาแอบมองวิภาดาหลังเสา แต่พอวิภาดาหันมา เขาก็ยกหัวแป๊ะยิ้มขึ้นสวม วิภาดาหันไปเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นกริช จึงแกล้งเดินไปหยุดตรงหน้า
“นายอยู่คณะเชิดสิงโตกวางสวรรค์ใช่มั้ย”
กริชพยักหน้า
“ฝากไปบอกหัวหน้าคณะด้วยนะ ว่าฉันโกรธเขามาก”
“โกรธเรื่องอะไร”
“ทำไมเสียงคุ้นๆ”
กริชหุบปาก จะถอยหนี
“เดี๋ยวสิ ไปบอกเขาด้วยนะ ว่าฉันโกรธเขามากและจะไม่ให้อภัยเขาเลย ถ้าเขายังไม่ยอมขอโทษฉัน”
“ครับ”
“เขาทำตัวแย่มาก ที่วิ่งหนีฉันไป ไม่ยอมอยู่ฟังคำตอบของฉัน ว่าฉันคิดยังไงกับเขา”
“ว่าไงนะ”
“ไปบอกหัวหน้านาย ว่าฉันมีคำตอบให้เขาแล้ว ถ้าเขากล้าจะฟังเมื่อไหร่ ก็ให้มาหาฉัน ฉันจะรอ”
วิภาดาเดินยิ้มเขินออกไป กริชถอดหัวเป๊ะยิ้มออก มองตามวิภาดาอย่างสับสน ตื่นเต้น
“ข่าวดีหรือข่าวร้ายนะ”
กริชวิ่งตามวิภาดาไป
“เราพร้อมจะฟังแล้ว”
“มั่นใจนะ”
กริชพยักหน้า
“มองตาเราสิ”
“ไม่เอา เขิน”
“แล้วนายจะเห็นความรู้สึกของเราได้ไง ที่ผ่านมา ดวงตาของเราพูดกับนายเสมอ แต่นายไม่เคยได้ยินเลย เพราะนายมัวแต่มองความรู้สึกตัวเอง แต่ไม่เคยมองความรู้สึกเราเลย”
“ดวงตาของวิบอกว่า ชอบเราเหมือนกัน ใช่รึเปล่า”
“เพิ่งจะรู้เหรอ ไอ้ซื่อบื้อ”

วิภาดาเดินหนีไป กริชดีใจแทบกระโดด

แพนยืนมองพระอาทิตย์ที่กำลังคล้อยต่ำเบื้องหน้าด้วยความเศร้า
 
คณินรีบวิ่งเข้ามา พอเห็นแพนก็ถอนหายใจโล่งอก
“อยู่นี่เอง หาตั้งนาน ทีหลังอย่าไปไหนมาไหนคนเดียวอีกรู้มั้ย เราไม่รู้ว่ามีใครจ้องจะเล่นงานเราอยู่บ้าง ตอนนี้เรายังไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น”
“ที่ชีวิตฉันมันวุ่นวายขนาดนี้ เพราะอะไรเหรอ”
“ผมขอโทษที่ยังดูแลคุณไม่ดีพอ แต่คุณต้องให้โอกาสผมแก้ตัวนะ หลังจากนี้ไป ผมจะ”
“ไม่ต้องสัญญาอะไรทั้งนั้น เราเลิกกันเลยคงง่ายกว่า”
“เลือดลมคุณมาไม่ปกติใช่มั้ย”
“ฉันเบื่อ ได้ยินมั้ย อยู่กับคนที่มีศัตรูล้อมหน้าล้อมหลังอย่างคุณ ชีวิตฉันไม่ต้องเสี่ยงไปตลอดชีวิตเหรอ”
“อดทนก่อนได้มั้ยแพน ผมไม่สัญญาก็ได้ แต่ทุกอย่างจะดีขึ้น”
“พอเถอะ ฉันไม่อยากอดทนแล้ว ฉันเหนื่อย ฉันอยากไปจากที่นี่”
คณินคว้าแพนมากอดแน่น
“ไม่แพน ผมไม่ให้คุณไป”
“ถ้าคุณรั้งฉันไว้เพราะสงสาร ก็ปล่อยฉันไปเถอะ”
“ไม่ ผมไม่ได้สงสารคุณ แต่ผมรักคุณ ผมรักคุณแพน”
แพนมองหน้าคณินด้วยความซาบซึ้งแต่ก็ยังเศร้าอยู่ดี
“คุณไม่ต้องรักผมก็ได้ แต่คุณต้องอยู่กับผมนะ ได้มั้ย”
“คุณรักฉันจริงเหรอ”
“จริงสิ ผมรักคุณตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันเลยนะ”
“เพราะอะไร”
“เพราะวันนั้นทำให้ผมรู้ว่า ผมเกิดมาทำไม ผมต้องปกป้องคุณไงแพน”
คณินกอดแพนแน่นกว่าเดิม หญิงสาวกอดตอบด้วยความรัก
“ฉันอยากหยุดเวลาไว้แค่นี้จริงๆ”
“ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ต่อจากนี้ไป ผมจะไม่ยอมให้คุณเจ็บอีกแล้ว คุณคือชีวิตของผม”
คืนนั้น ทั้งสองยอมเป็นของกันและกัน ด้วยความรักและเต็มใจ ตอนเช้า คณินลืมตาขึ้นอย่างมีความสุข หันมองหาแพนแต่ไม่เจอ
“คุณได้ผมแล้วนะแพน ห้ามทิ้งผมไปเด็ดขาด”
คณินลงจากเตียงอย่างร่าเริง

วิภาดากับซกเค็งคุยกันขณะช่วยกันจัดอาหารเช้าบนโต๊ะ
“เมื่อคืนม้าเดินผ่านห้องอาคิ้ม ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังออกมา เลยเอาหูไปแนบประตู”
“แล้ว”
“นั่นแหละ”
“ม้าอ่ะ นี่ถ้าเฮียรู้ว่าม้าทำอะไร เฮียอายตายเลย”
“อายเพราะได้เมีย ยังดีกว่าอายเพราะเมียไม่เอา อย่าคิดว่าอั๊วไม่รู้นะ ว่าอีนอนบนพื้น อั๊วเห็นที่นอนกับหมอนซ่อนอยู่ใต้เตียง”
“หนูก็เห็นเหมือนกัน แต่ไม่อยากพูด มันเรื่องของผัวเมียเขา งั้นต่อไปหนูก็ไม่มีอะไรจะต่อรองเฮียแล้วสิ”
“ต่อรองอะไรวะ ความลับของอาคิ้มที่ลื้อเก็บงำอยู่ใช่มั้ย บอกอั๊วมาเดี๋ยวนี้”
วิภาดาไม่ทันตอบ คณินเดินเข้ามา ยังอารมณ์ดี แล้วมองหาแพนไปทั่ว
“แพนล่ะม้า”
“มาถึงก็ถามหาเลย อั๊วจะเห็นได้ไง ไม่ได้นอนห้องเดียวกะอี”
“เมื่อคืนเฮียทำหน้าที่ลูกชายคนโตแล้วใช่มั้ย”
“ทะลึ่ง ตกลงใครเห็นแพนบ้าง เมียจ๋า”
“ไม่เห็นนะเฮีย หรือว่าจะออกไปข้างนอก”
“อีจะไปทำไมแต่เช้า อีเพิ่งฟื้นไข้”
คณินใจคอไม่ดี เส็งเข็นรถเข้ามา ทำหน้าตาเฉยเมยเหมือนอย่างเคย
“จัดโต๊ะเสร็จรึยัง อั๊วหิวแล้ว”
“ป๊าเห็นแพนรึเปล่า”
“อั๊วจะเห็นได้ไง เมียลื้อ ไม่ใช่เมียอั๊ว ถ้ากลัวหายนัก ทำไมไม่ใส่กระเป๋ากางเกงไว้ล่ะ”
“ใส่ได้ ใส่ไปแล้ว”
คณินเริ่มกังวล จึงเดินออกไป เส็งมองตามด้วยสายตาที่บ่งบอกว่ารู้เห็นเรื่องที่แพนออกจากบ้านไปแต่เช้า

คณินเข้ามาที่โรงสี มองหาแพนไปทั่ว กิตติเดินเข้ามา พร้อมแฟ้มเอกสาร
“เห็นแพนมั้ย”
“ไม่เห็นครับ ค่าแรงคนงานครับ”
คณินนิ่งคิด ก่อนหยิบแฟ้มเอกสารจากมือกิตติมาเซ็น
“ไปไหนของเขานะ”
“ทำไมครับ คุณแพนหายไปเหรอครับ”
“ไม่อยู่บ้าน คิดว่ามาโรงสีซะอีก นายสั่งคนงานให้ช่วยตามหาหน่อย”
“ครับๆ”
คณินไปที่จุดชมพระอาทิตย์ตกดิน มองหาไปทั่วก็ไม่เจอ
“แพน”
คณินกังวลหนัก เริ่มใจคอไม่ดี
“บอกแล้วว่าอย่าไปไหนมาไหนคนเดียว ทำไมไม่ฟังกันบ้าง”

แพนคลุมผ้าเพื่อปกปิดใบหน้า เดินเข้ามาปะปนกับฝูงชนที่สถานีรถไฟ รู้สึกเศร้าใจที่ต้องไปจากคณิน
“ฉันขอโทษ”
รถไฟแล่นเข้ามาจอด พอรถไฟเคลื่อนออกไป แพนหายไปจากสถานีรถไฟแล้ว

กิตติรายงานคณินด้วยสีหน้าตระหนก
“คนของเราครึ่งร้อย แยกย้ายกันตามหาไปทั่วทั้งปากน้ำโพ แต่ไม่มีใครเจอคุณแพนเลยครับ”
“เป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่คนเดียว ทำไมหากันไม่เจอวะ”
“เธออาจจะกลับบ้านก็ได้นะครับ”
ลูกน้องวิ่งเข้ามาแล้วรายงานคณินทันที
“ที่บ้านพ่อคุณแพนก็ไม่มีครับ”
คณินกุมขมับ เดินไปมาอย่างกลัดกลุ้ม สังหรณ์ใจแปลกๆ
“เรื่องประชุมเที่ยงนี้ สั่งยกเลิกก่อนมั้ยครับ”
“เออ แต่เลื่อนเป็นพรุ่งนี้แทน”
“ครับ”
คณินหันมาสั่งคนงาน
“หาคุณแพนให้เจอ ถ้ายังไม่เจอ ไม่ต้องหยุดหา ไป”

คนงานแยกย้ายกันออกไป คณินกังวลหนัก

เล้งประทับตรามังกรดำลงบนกระดาษซึ่งเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย
 
ข้อความเกี่ยวกับสถานที่ แล้วส่งให้มนชิต
“ทันทีที่มันประกาศลาออก ส่งจดหมายฉบับนี้ให้มัน”
“ถ้ามันมาตามนัดหมาย นายจะให้ยาถอนพิษมันใช่มั้ยครับ”
“แน่นอน แต่หลังจากที่มันกินยาพิษที่อั๊วเตรียมไว้ให้นะ”
“ชีวิตแลกชีวิต”
“ใช่ ยาพิษที่ไม่มียาแก้ และจะตายภายในหนึ่งชั่วโมง”
“แล้วถ้ามันไม่ยอมแลกล่ะครับ”
“อั๊วจะปล่อยมันไป”
“ทำไมครับ”
“ให้มันอยู่จนถึงวันที่เมียมันตาย วันเผาเมียมัน จะเป็นศึกครั้งสุดท้าย อั๊วจะถล่มบ้านมันให้ราบคาบ และจะเผาให้วอด”
“แต่ผู้หญิงคนนั้นเป็นน้องสาวของผมนะครับ”
“คิดจะทำการใหญ่ มันต้องรู้จักเสียสละบ้างสิ”
“ผมขอชีวิตเธอได้มั้ยครับ”
เล้งตบหน้ามนชิตทันที
“หยุดอ่อนแอ แล้วลืมผู้หญิงคนนั้นซะ”
“แต่ ถ้าท้ายที่สุดแล้วมันห่วงอำนาจมากกว่าผู้หญิงล่ะครับ ถ้ามันไม่ยอมลาออก”
“เผาจดหมายนี่ทิ้ง แล้วไปลากครอบครัวของมันมาให้อั๊ว”
มนชิตกัดฟันอย่างกดดัน

กริชสอนให้วิภาดาเชิดสิงโต ทั้งคู่มีโอกาสใกล้ชิดกัน
“ขอบใจนะวิ”
“ขอบใจเรื่องอะไร”
“ที่ชอบเราไง รู้งี้ บอกไปตั้งนานก็ดี”
“เมื่อก่อนคิดว่านายชอบแพนซะอีก”
“ก็เลยหึงใช่มะ ถ้าใจเราตรงกันขนาดนี้ งั้นเราสองคน แต่งงานกันดีมั้ย”
“ใครแต่งงาน”
เสียงบุ๊งดังเข้ามา วิภาดารีบหยิบหัวแป๊ะยิ้มมาสวม บุ๊งเดินเข้ามา หน้าตาถมึงทึง
“อั๊วได้ยินว่าลื้อจะแต่งงาน แต่งกับใครวะ”
“ก็ ยังหรอกป๊า เธอยังไม่ตกลงเลย”
“งั้นแสดงว่าลื้อมีผู้หญิงแล้วสิ ลูกเต้าเหล่าใคร ไม่เห็นบอกอั๊ว”
“ก็คนไม่ใกล้ไม่ไกลแถวนี้แหละ”
“เออ ใครก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าเป็นลูกสาวไอ้เส็งเป็นพอ”
บุ๊งทิ้งระเบิดแล้วเดินออกไป กริชอึ้งหันมามองวิภาดาที่กำลังถอดหัวแป๊ะยิ้มออก หน้าสลดเล็กน้อย
“ป๊าเราก็พูดไปเรื่อย”
“งั้นเรากลับก่อนดีกว่า”
“วิ”
“ไม่ต้องไปส่งหรอก เรากลับเองได้”
วิภาดาเดินออกไปอย่างเร็ว กริชละล้าละลังไม่รู้จะไปพูดกับพ่อหรือตามหญิงสาวไปดี ในที่สุดก็ตัดสินใจตามวิภาดาไป
“วิ”
กริชคว้าจับมือวิภาดาไว้แน่น
“เราจะจับมือกันฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้นะ”
“แต่เราว่า”
“เราจะทำให้ป๊ายอมรับในตัววิให้ได้”
“เราไม่ได้ห่วงแค่เรื่องป๊าของนาย เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าป๊าของเราจะว่ายังไงเหมือนกัน”
มนชิตเดินผ่านมา พอเห็นทั้งคู่ก็หยุดแอบฟังอย่างสนใจ
“เราไม่ยอมหรอก ป๊าทะเลาะกันก็เรื่องของป๊า แต่เรารักกัน มันเป็นเรื่องของเรา”
“เราทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เอาเถอะ อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย ไว้สถานการณ์ดีขึ้น หมดเรื่องวุ่นวายไปสักพัก แล้วค่อยว่ากันใหม่ ช่วงนี้เราก็อย่าเพิ่งเจอกันก่อน”
“แต่ถ้าเราทนคิดถึงวิไม่ไหวล่ะ”
“เขียนจดหมายเป็นมั้ยล่ะ”
วิภาดาเดินออกไป มนชิตมองอย่างมีแผน

คณินดื่มเหล้าเมามายอยู่ที่ภัตตาคาร
“ทำไมคุณทำกับผมแบบนี้”
กิตตินั่งดื่มเป็นเพื่อนแต่แอบเททิ้ง
“ได้ผมแล้วทิ้ง คุณมันคนไม่มีความรับผิดชอบ”
“เบาๆ สิครับ อายเขา”
“ปู้ยี่ปู้ยำพรหมจรรย์ของผมจนหนำใจ แล้วคุณก็ทิ้งผมไป”
“หา”
“คุณใจร้ายมาก ใจร้ายที่สุดเลย”
“สติสตังไปหมดแล้ว กลับกันเถอะครับ ก่อนจะมีเรื่อง คุณเมามากแล้วนะครับคุณคิ้ม”
คณินยังดื่มเหล้าต่อไม่ยอมหยุด จนกิตติต้องหิ้วปีกกลับมาที่บ้าน ซกเค็งกับวิภาดาเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง
“เอาขึ้นห้องเลยอากิตติ”
“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ เฮียทำอะไรให้ซ้อโกรธรึเปล่า”
“ทำไมครอบครัวของอั๊วถึงวุ่นวายไม่หยุดไม่หย่อนแบบนี้ ลื้อไปไหนของลื้อ หา อาแพน”
เส็งมองเหตุการณ์จากมุมหนึ่ง
“อั๊วให้เวลาลื้อแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้นนะ”
เส็งหน้าเข้ม

ซินแสง้วงวางถ้วยยาควันโขมงให้แพน
“ลื้อคิดว่าทำแบบนี้จะดีเหรอ”
“ดีสิซินแส ดีกว่ายังอยู่กับเขาแน่นอน”
“แต่ลื้ออาจจะต้องตายนะ”
“ฉันจะไม่เสียใจเลย ถ้าฉันต้องตายคนเดียว โดยไม่ต้องมีใครมาลำบากด้วย”
“แต่ถ้าไม่มีลื้ออยู่ด้วย อาคิ้มอีอาจจะลำบากกว่าเดิมก็ได้”
“ไม่หรอกค่ะ สักวัน เขาจะอยู่ได้ เหมือนที่เคยอยู่มา”
“อั๊วรู้แล้ว ว่าทำไมอาคิ้มถึงรักลื้อ ความเข้มแข็งของลื้อนี่เอง แต่ลื้อคิดหรือว่าถ้าลื้อตายไป เรื่องมันจะจบ”
“ถึงไม่จบ แต่ก็ยังดีกว่าต้องกลายเป็นเครื่องมือของคนเลวไม่ใช่หรือคะ ซินแสอย่าบอกใครนะคะว่าฉันอยู่ที่นี่”
“อั๊วไม่บอกใครหรอก แต่ลื้อสิ จะอดทนมองดูอาคิ้มอีเป็นบ้าได้นานแค่ไหน”
“ฉันจะอดทนให้ถึงที่สุด อย่างน้อยก็จนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง”
“ถ้าลื้อรักอาคิ้มน้อยกว่าที่รักตัวเอง ลื้อคงไม่ต้องเจ็บปวดขนาดนี้”
“ถ้าถึงเวลาที่ฉันต้องจากไปจริงๆ ขอให้ฝังฉันไว้ที่เดียวกับแม่นะคะ ฉันจะเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้เขา บอกว่าฉันหนีตามผู้ชายไป เขาจะได้เกลียดฉันและลืมฉันไปเลย”
“นอกจากอั๊ว ยังมีใครที่รู้เรื่องนี้อีกบ้าง”
แพนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน เธอกำลังจะเดินออกจากบ้านในเช้าวันนั้น เส็งเข็นรถเข้ามาขวาง แพนตกใจเล็กน้อย
“ลื้อจะไปไหน”
“ไปตลาดค่ะ”
“อย่าไปนานนะ”
ทั้งสองมองหน้ารู้กัน
“ค่ะ”
“อั๊วจะถือเป็นคำสัญญา”
“ฝากบอกเขาว่า หนูอยู่ข้างเขาเสมอ”

แพนยิ้มให้ ยกมือไหว้แล้วเดินออกไป เส็งหนักใจแต่ก็เชื่อมั่น

แพนนั่งอยู่ต่อหน้าซินแสง้วง เศร้า แต่เข้มแข็ง
 
“ถ้าฉันโชคดี มีโอกาสรอด ฉันจะกลับไปหาเขาค่ะ”
ซินแสง้วงพยักหน้า เลือกสมุนไพรต่ออย่างใจเย็น

เช้าวันใหม่ กิตติรายงานคณินที่หน้าบ้าน
“ซินแสบอกว่าให้รีบไปที่ศาลเจ้าครับ”
“ทำไม”
กิตติส่ายหน้า คณินรีบออกไป

เล้งปัดอาหารบนโต๊ะทิ้งอย่างเกรี้ยวกราด เมื่อฟังสิ่งที่มนชิตรายงาน
“ว่าไงนะ เมียมันหายไปเหรอ”
“ครับ เห็นว่ายังตามหาตัวกันอยู่ แต่ไม่มีวี่แววเลย สงสัยเธอจะรู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรอง เลยหนีไป”
“หมายความว่าเมียมันยอมตายหรือวะ ไม่อยากเชื่อ”
“แล้วจะทำยังไงต่อครับ”
“ลื้อมัวแต่ถาม ถาม ถาม หัดคิดเอาเองบ้างสิวะ นี่ถ้าลื้อฉลาดสักครึ่งของพ่อลื้อนะ ป่านนี้ลื้อได้เป็นใหญ่ไปแล้ว ไม่ใช่เป็นแค่นักเลงคุมบ่อนแบบนี้”
มนชิตกัดฟันกรอด รู้สึกกดดันมาก

ซินแสง้วงตรวจจับชีพจรของโอชินแล้วพยักหน้ากับคณิน
“ชีพจรอีเต้นเป็นปกติแล้ว”
“แสดงว่าเธอมีโอกาสรอดใช่มั้ยครับ”
“ใช่ เป็นเพราะอีฝึกกำลังมาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ร่างกายของอีแข็งแรงและมีพลังพอสมควร ร่างกายของอีจึงฟื้นตัวได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ”
“ถ้าเธอฟื้นแล้วยอมเปิดปากก็ดีสิครับ เราจะได้รู้กันสักที ว่าคนเลวคนนั้นคือใคร แล้วจัดการล้างบางให้หมด” กิตติบอก
“เอาไว้เธอฟื้นแล้วไม่ฆ่าตัวตายไปซะก่อน ค่อยว่ากัน แต่ตอนนี้เราต้องไปสมาคมก่อน”
“นี่ลื้อยังจะลาออกอีกรึ”
“ผมต้องการจดหมายฉบับสุดท้าย”
“แต่อาแพนอีไม่อยู่แล้วนี่นา ลื้อไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงขนาดนั้น”
“ถึงไม่อยู่ แต่ก็ยังไม่ตาย ผมจะไม่ยอมเสียโอกาสที่จะได้ยาตัวนั้นมาแน่ ต่อให้ต้องเสี่ยงแค่ไหน ผมก็ไม่กลัว”
แพนแอบมองอยู่ ทั้งรู้สึกผิดและตื้นตันใจ แต่ก็ทนไว้ ไม่ยอมออกจากที่ซ่อนเพื่อมาหาคณิน

วิภาดาตากลูกพุทราจีนบนตะแกรงหน้าบ้าน คนงานเดินเข้ามาแล้วยื่นจดหมายให้ เธอรับมาเปิดอ่าน
“มีเรื่องด่วน เจอกันที่ท่าน้ำ กริช”
วิภาดาสงสัยว่าเรื่องอะไร

คณินขึงขังพูดกับซินแสง้วง
“ในเมื่อแพนยอมเสียสละชีวิตเพื่อผมได้ แล้วทำไมผมจะเสียสละเพื่อเธอบ้างไม่ได้”
แพนเริ่มมีอาการปวดหัว
“โอ๊ย”
แพนทรุดตัวลงนั่งพิงเสาอย่างหมดแรง คณินได้ยินเสียง แปลกใจ
“เสียงอะไรซินแส”
“เสียงอะไร ไม่เห็นได้ยินเลย”
“เธอ เธอฟื้นแล้วครับ”
กิตติร้องขึ้น ทุกคนหันไปจ้องโอชินที่ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“โอชิน”
โอชินกลับหลับไปอีก ในขณะที่แพนเจ็บหน้าอกเหมือนจะหายใจไม่ออก

วิภาดาเดินมาถึงท่าน้ำแล้วมองหากริช มนชิตเข้ามาปิดตาเธอไว้
“กริช เลิกล้อเล่นได้แล้ว มีเรื่องด่วนอะไร”
มนชิตปล่อยมือ วิภาดาหันกลับมา ตกใจ แปลกใจและไม่เข้าใจ มนชิตยิ้มเหี้ยม

ซินแสง้วงตรวจชีพจรและร่างกายของโอชินอีกครั้ง คณินหันมาบอก
“ฝากด้วยนะครับ ถ้าเธอฟื้นให้คนไปตามผมทันที”
“ไม่ต้องห่วง ลื้อไปประชุมเถอะ”
คณินจะเดินไป แต่โอชินคว้าจับมือเขาไว้ แล้วพร่ำเพ้อ
“ไอ้มนชิต”
คณิน กิตติ และซินแสง้วงตกใจ
“ไอ้มนชิต”
“หมายถึงพี่ชายคุณแพนน่ะเหรอ”

ขณะนั้นแพนสลบแน่นิ่งไปแล้ว
 
จบตอนที่ 8 
 


กำลังโหลดความคิดเห็น...