xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 3

บริเวณท่าข้าวที่ถนนทรงวาด เยาวราช คณินกับฮ้อเจ้าของท่าข้าวเดินคุยกันมาริมน้ำ ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกขนาดใหญ่
 
“ตอนนี้มีโรงสีมาเสนอขายข้าว ในราคาที่ต่ำกว่าตลาดหลายเท่า”
คณินเห็นคนงานแบกกระสอบข้าวเปลือกของโรงสีบุ๊งทยอยผ่านหน้าไป
“โรงสีที่ว่านั้น ใช่โรงสีของเสี่ยบุ๊งรึเปล่า”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ ลื้อแค่บอกมา ว่าจะส่งข้าวให้อั๊วในคราวต่อไป ด้วยราคานี้ได้มั้ย”
“ตลกน่าเฮีย”
“แต่มันเป็นทางเดียวที่จะอุ้มโรงสีลื้อไว้ได้นะ อย่าลืมสิ คุณภาพข้าวของลื้อไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อน ส่งขายเมืองนอกก็ไม่ได้ ต้องเก็บไว้ขายให้พวกจับกัง”
คณินยังไม่ตอบ แหงนหน้ามองเรือขนาดใหญ่หลายลำที่เตรียมออกจากท่า
“เฮียส่งข้าวพวกนี้ไปขายที่ไหนบ้าง”
“ก็หลายที่ ไต้หวัน เซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง มาเก๊า ลื้อถามทำไม”
“ผมจะได้ ส่งข้าวไปขายให้พวกจับกังที่นั่นกินบ้าง”
“อย่างลื้อจะมีปัญญาเรอะ”
“ก็คอยดูไป เตรียมตัวเจ๊งด้วย ผมจะล้มเสี่ยให้ดู”
คณินทำหน้ากวนๆ ใส่ฮ้อ แล้วเดินออกไป ฮ้อมองชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ

คณินมาหาทรงกลดที่บริษัท ทรงกลดตกใจ เมื่อได้ยินข่าวจากปากเพื่อน
“จะไปเซี่ยงไฮ้”
“ตามนั้น”
“ไปทำไม”
“ไปติดต่อค้าขาย ต่อไปนี้ ฉันจะไม่ส่งข้าวให้พวกพ่อค้าคนกลางอีกแล้ว ฉันจะส่งออกข้าวเอง เป็นไง”
“ก็ไม่เลว แต่แกตัดสินใจปุบปับแบบนี้ ป๊าม้าแกรู้รึยัง”
“คนจะทำการค้าต้องคิดไวทำไวโว้ย เอาไว้บอกตอนอยู่บนเรือละกัน ฉันจะลงเรือพรุ่งนี้”
“แล้วไปนานแค่ไหน”
“ไม่รู้สิ ตีตั๋วขาไปเที่ยวเดียว”
“หนีอะไรก็หนีได้นะ แต่หนีหัวใจตัวเอง ไม่เคยพ้น”
“ไม่ได้หนี แค่เดินหน้า ไปคราวนี้ ฉันไม่กลับมามือเปล่าแน่ อาจได้เมียแหม่มมาฝากป๊าม้าด้วย แกอยากได้เพิ่มอีกสักคนมั้ย จะได้เอามาฝาก”
คณินทำหน้าทะเล้น แต่แววตากลับแฝงไว้ด้วยความกังวลลึกๆ
ตอนเย็น คณินนั่งคิดหนักที่ท่าเรือใกล้ศาลเจ้า นึกถึงวันที่แพนโน้มคอเขามาจูบโดยเขาไม่ทันตั้งตัว คณินหัวเสีย
“เราไม่ได้คิดถึงใครทั้งนั้น เราไม่ได้หนีใคร เราจะไปติดต่อค้าขาย เราทำถูกแล้ว เราทำเพื่อครอบครัวจริงๆ ด้วย”
คณินขึงขังจริงจัง

ตอนเช้า กิตติรายงานเส็งและซกเค็งในห้องทำงานในโกดัง
“คุณคิ้มโทรศัพท์มาบอกว่าจะยังไม่กลับปากน้ำโพครับ”
“ทำไมวะ อีคิดจะทำอะไรอีก”
“คุณคิ้มบอกว่าจะไปเซี่ยงไฮ้ครับ”
“หา อาคิ้มไปเซี่ยงไฮ้”
“อีไปทำไม”
แพนเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มงาน เมื่อได้ยินว่าคณินจะไปเซี่ยงไฮ้ก็ตกใจ
“ใจเย็นๆ ครับ คุณคิ้มบอกว่าจะไปติดต่อเรื่องค้าขายข้าวที่เมืองจีน สัญญาว่าจะส่งข่าวกลับมาเป็นระยะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
แพนข่มใจให้เป็นปกติ
“ค่าแรงคนงานของงวดนี้ค่ะเถ้าแก่”
“วางบนโต๊ะ ขอบใจนะอาแพน อ้อ ยังไงลื้อก็ช่วยสอนงานให้อาวิมันหน่อยนะ ก่อนที่ลื้อจะแต่งงานไปอยู่ต่างจังหวัด นครปฐม”
“ค่ะ เถ้าแก่”
แพนรับปากแล้วเดินออกจากห้องทำงานของเส็งไป ซกเค็งบ่น
“อาคิ้มนะอาคิ้ม ทำอั๊วเก๊กซิมอีกแล้ว”
แพนเดินออกมาจากห้องทำงานเส็ง หน้าซีดเซียว กังวล
“แพน”
แพนตกใจ หันมอง เห็นวิภาดาเดินมาหาด้วยความร้อนใจ แพนรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“น้าหลินพูดไปทั่วตลาดเลยว่าแพนจะแต่งงาน”
“ใช่ กับพ่อค้าขายหมูที่นครปฐมน่ะ”
“กับคนที่แพนไม่ได้รัก”
แพนยิ้มปลงๆ
“ถ้าฟ้ากำหนดไว้อย่างนี้แล้ว ฝืนยังไงมันก็คงจะหนีไม่พ้นหรอก”
“แล้ว คนที่รักแพนล่ะ ทำไมเขาไม่ปกป้องแพน”
วิภาดาหมายถึงกริช แต่แพนนึกถึงคณิน
“บางทีเขาอาจจะรักฉันไม่มากพอก็ได้”

วิภาดากลุ้มใจแทน

เป้งขอเงินหยวนเพิ่ม พอเห็นรถจอดอยู่ก็ดีใจ
 
“อยู่นั่นเอง ไอ้ลูกเขยเงินหนา”
เป้งเดินไปที่รถ เห็นประตูรถเปิดอยู่ก็แปลกใจ ลองเปิดประตูดู เห็นหยวนถูกเชือดคอตายนอนอยู่
“อ้ายหยา”
เป้งเดินเข้าบ้านมา สีหน้าไม่สู้ดี หลินตกใจ
“เป็นไปไม่ได้ เสี่ยหยวนที่ลื้อจะยกอาแพนให้ มันตายห่าอีกแล้วหรือ”
“เออ ตายจริงๆ”
“กี่คนแล้วเนี่ย เสี่ยฟง เถ้าแก่อู๋ แล้วก็มา เสี่ยหยวน ตายเรียบ”
“หรือว่า ดวงลูกสาวลื้อจะกินผัว”
เป้งกลุ้มใจ ชักเริ่มจะเห็นด้วยกับหลิน

ที่บ่อนบุ๊ง มนชิตนั่งสูบฝิ่นอยู่ที่ชั้นลอยของบ่อนจนควันโขมง ลูบไล้ปืนไปมาอย่างสะใจ
“คนที่มันบังอาจมายุ่งกับเธอ มันต้องตายทุกคน”
ไทคลุมใบหน้ามิดชิด เดินก้มหน้าเข้ามาหามนชิต
“เป็นไง”
“เรียบร้อยครับ”
มนชิตหัวเราะสะใจ ไทกระซิบกระซาบ
“ส่วนเรื่องไอ้คิ้ม ข่าวว่ามันลงเรือไปแล้ว ปลายทางของมันคือเซี่ยงไฮ้”
“เซี่ยงไฮ้ ลาก่อนไอ้คิ้ม ชาตินี้แกคงไม่ได้กลับมาอีกแล้ว เสียใจด้วยนะแพน”
ไทขยับตัวจะกลับไป
“เดี๋ยว หมดเวลาของไอ้แก่แล้วนะ จัดการอย่าให้เหลือซาก”
ไทกังวลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้ารับ

กริชถือแฟ้มงาน เดินตามหลังบุ๊ง ซึ่งพยายามเดินหนี
“ป๊าขายข้าวแบบนี้ได้ไง นี่แทบจะให้ฟรีเลยนะ”
“ยอมขาดทุนหนนี้ แต่ได้กำไรหนหน้า และต่อๆ ไป ตัดแข้งขาคู่แข่งสำคัญให้พ้นทางได้แบบนี้ ไม่เรียกว่าฉลาด แล้วจะเรียกว่าอะไรอีก”
“ฉลาดงั้นเหรอ ป๊าคิดอะไรอยู่”
“คิดว่ามันสะใจสุดๆ อั๊วทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้โรงสีไอ้เส็งมันเจ๊ง”
“ผมว่าเราจะเจ๊งก่อนเสี่ยเส็งล่ะไม่ว่า”
“นี่ลื้อแช่งอั๊ว”
ลูกน้องเดินเข้ามา
“คุณหนูครับ มีคนมาขอพบครับ”
“ใครวะ”
“แขกของผมป๊า เขารออยู่ที่ไหน”
กริชเดินตามลูกน้องไป บุ๊งมองตามลูกชายไป ด้วยความสะใจ
“อีกไม่นาน อั๊วจะได้ครอบครองทุกอย่างของมัน”
บุ๊งหัวเราะชอบใจ

วิภาดายืนหันหลังอยู่ กริชเดินเข้ามา พอเห็นคนที่มาหาก็ดีใจ
“วิ”
วิภาดาหันมามองกริช หน้าตาบอกบุญไม่รับ
“ไม่ใช่ลูกผู้ชายเลย”
“อะไรกันวิ มาถึงก็ใส่ เกิดอะไรขึ้น”
“ทำไมไม่ปกป้องคนที่ตัวเองรัก”
“คนที่เรารัก วิหมายถึง”
“นายจะยอมปล่อยให้แพนแต่งงานกับคนอื่นจริงๆ เหรอ ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็ไหนนายเคยบอกว่าจะพาแพนไปเซี่ยงไฮ้ไง แล้วยังรออะไรอีก”
“รออะไรงั้นเหรอ แพนให้วิมาหาเราเหรอ”
”เปล่า ฉันมาของฉันเอง เพราะฉันทนไม่ไหว ที่ต้องเห็นผู้หญิงที่น่าสงสารอย่างแพน ต้องทุกข์ใจไปจนตาย”
“แล้ววิคิดว่าแพนเขาอยากจะไปเซี่ยงไฮ้กับเราเหรอ”
“ไม่ต้องมาถามฉัน ไปถามแพนเอาเองแล้วกัน”
วิภาดาหันหลังจะเดินไป แต่กลับหันมาอีกรอบ
“นายเหลือเวลาไม่มากนะ เป็นลูกผู้ชาย กล้าๆ หน่อย””
“ขอรับคุณหนู เอ่อ แล้วตอนนี้แพนอยู่ที่ไหนล่ะครับ”
วิภาดามองหน้ากริช

เส็งคุยโทรศัพท์กับฮ้อ
“น่าอาฮ้อ เราค้าขายกันมาตั้งนาน น่าจะหยวนๆ ให้กันบ้าง อาฮ้อๆ”
ฮ้อวางโทรศัพท์ไป เส็งวางโทรศัพท์ด้วยความเครียด เส็งกลับมานั่งทำงาน อาการหายใจไม่ออกกำเริบ รีบล้วงยาพ่นขึ้นมา ไทแอบซุ่มอยู่หลังตู้เอกสารเห็นเข้าก็แปลกใจ
“หมดอีกแล้ว ของยิ่งแพงๆ อยู่ด้วย ดีนะที่มีสำรอง”
เส็งทิ้งอันเก่าลงถังขยะ แล้วค้นอันใหม่ขึ้นมาจากกระเป๋า ไทมองที่ถังขยะ ตาวาว เส็งสูดยาพ่นได้ครั้งเดียว คนงานเคาะประตูเดินเข้ามา เส็งรีบเก็บของลงในกระเป๋าใบเดิม
“เครื่องสีข้าวมีปัญหาครับเถ้าแก่”
“อีกแล้วเรอะ”

เส็งเดินนำคนงานออกไป ไทยิ้มมุมปาก ก่อนหันไปที่กระเป๋าของเส็ง

แพนมาที่จุดชมพระอาทิตย์ตกดิน ยืนมองพระอาทิตย์ตกดินด้วยความเศร้า คิดถึงคณินจับใจ
 
“ฉันทำตามสัญญาแล้วนะ”
แพนหันหลังจะกลับ แต่เหลือบไปเห็นควันไฟลอยอยู่เหนือโรงสีของเส็ง ไฟไหม้ลุกลามโกดังเก็บข้าว คนงานนับสิบช่วยกันดับไฟจ้าละหวั่น ท่ามกลางควันไฟและความร้อนระอุ แพนเร่งมือเก็บเอกสารสำคัญๆ บนโต๊ะทำงานของเส็งใส่กระเป๋า พยายามฝ่ากองไฟออกมา แต่เท้าเหยียบตะปูเข้า แพนล้มลงใกล้เสา เพราะปลายกระโปรงไปเกี่ยวกับเหล็กที่ยื่นออกมาอีก ทำให้เธอไปไหนไม่ได้ เส็งเร่งฝีเท้านำมา กิตติ ไทตามหลัง เห็นไฟกำลังโหมไหม้โกดังอย่างหนัก ไทชี้มือไป
“ต้นเพลิงน่าจะมาจากห้องทำงานของเถ้าแก่ครับ”
เส็งตะโกน
“ช่วยกันดับไฟเร็วเข้า”
กิตติ ไท นำคนงานเข้าดับไฟที่ลุกลามภายนอก เส็งเสี่ยงตาย แอบวิ่งเข้าไปในโกดัง วิภาดาวิ่งมา ตกใจตัวสั่น เกือบจะล้ม กริชเข้ามาคว้าจับตัวไว้
“ให้เราช่วยนะ”
“ไม่ต้อง ออกไป”
กริชไม่สนใจวิภาดา วิ่งไปขนน้ำมาช่วยดับไฟทันที วิภาดาจึงวิ่งเข้าไปช่วยอีกคน คณินวิ่งเข้ามาอีกทาง มองไฟที่กำลังลุกไหม้
“มรดกฉัน พินาศหมด”
กิตติถือถังน้ำเดินผ่านมา คณินจับแขนไว้ กิตติตกใจ ผงะ
“คุณคิ้ม”
“อาป๊าล่ะ”
“ฉิบ เถ้าแก่เข้าไปข้างในครับ”
คณินวิ่งฝ่าควันไฟเข้าไปข้างใน อย่างไม่กลัวตาย

เส็งวิ่งถลาเข้ามาที่โต๊ะทำงาน ขณะควันไฟโหมกระหน่ำ ทำให้หายใจไม่ออก และแน่นหน้าอก เขารีบหยิบยาพ่นออกมาจากกระเป๋า
“ทำไมไม่มีวะ นี่มันอันเก่านี่”
ไทแอบมองอยู่ ยิ้มกริ่ม พึมพำกับตัวเอง
“ก็ใช่น่ะสิไอ้แก่ กูสับเปลี่ยนให้เอง”
ไทมองยาพ่นอันใหม่ของเส็งในมือของตัวเอง ก่อนจะวิ่งออกไป เส็งอาการเริ่มแย่ เบนสายตาไปเห็นแพนที่นั่งอยู่หลังเสาไม่ไกลมาก
“อาแพน ลื้อรึเปล่า”
ควันพวยพุ่งเข้าใส่แพน เธอไอสำลัก แล้วสลบลง กระเป๋าเอกสารวางอยู่ใต้ตู้เหล็ก คณินโผล่เข้ามา มองหาเส็ง แต่เห็นแพนสลบอยู่ข้างเสา เขาตกใจ จะเข้าไปช่วย แต่ได้ยินเสียงเส็ง
“อา คะ คิ้ม”
คณินได้ยินเสียงพ่อจึงตั้งสติ ตัดสินใจวิ่งไปแบกพ่อขึ้นบ่า พร้อมหยิบยาพ่นใส่กระเป๋า แบกพ่อผ่านแพนออกไป แพนนอนแน่นิ่ง ท่ามกลางควันไฟที่คุกรุ่น คณินอุ้มเส็งมาส่งที่รถ กิตติวิ่งตามติด
“รีบพาอาป๊าไปส่งโรงพยาบาล”
คณินหันหลัง วิ่งกลับเข้าไปในโกดังอีกครั้ง ฝ่าควันไฟเข้ามาอย่างยากลำบาก กระทั่งถึงตัวแพน เขาจัดการฉีกกระโปรงของแพนส่วนที่ติดอยู่ทิ้ง แต่ขณะจะอุ้มเธอขึ้น อยู่ๆ ตู้เหล็กก็เอนล้มลงมา คณินไหวตัวทัน ใช้ฝ่าเอามือดันไว้ได้ แพนค่อยๆ ปรือตามองคนที่ช่วยเธอ แต่มองไม่ถนัด ก่อนสลบลงไปอีก
คณินผลักตู้ออกจนล้มทับกระเป๋าเอกสาร เขาช้อนร่างแพนขึ้นอุ้ม เดินฝ่ากองเพลิงหลบหลีกเศษซากของอาคารที่ร่วงหล่นลงมา ออกไปอย่างทุลักทุเล โล่งใจที่ช่วยหญิงสาวไว้ได้ คณินวางแพนลงบนพื้นหญ้า แพนปรือตามอง เห็นคณินไม่ชัด แม้อยากจะกอดเธอสักครั้ง แต่คณินก็ตัดใจ ลุกขึ้น หันหลังเดิน
“คิ้ม”
คณินหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับ แพนมองตามแผ่นหลังผู้ชายที่ช่วยชีวิตเธอไว้ โดยเขาไม่หันกลับไปมองเธอเลย

กิตติรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล วิภาดาประคองซกเค็งเข้ามา
“เฮียเป็นยังไงบ้าง”
กิตติส่ายหน้า แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าซกเค็ง
“ผมขอโทษครับ”
“ไม่ใช่ความผิดลื้อ ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ อั๊วจะเป็นลมอยู่แล้ว ยังไม่ลุกมาช่วยพยุงอั๊วอีก”
กิตติลุกไปช่วยพยุงซกเค็งไปนั่งเก้าอี้ พร้อมยื่นยาดมให้ แพนสวมกระโปรงขาดๆ และยังไม่ทำแผลที่เท้าวิ่งเข้ามา เธอมองหาคณิน แต่ไม่เจอ
“เถ้าแก่ปลอดภัยใช่ไหม”
“ยังไม่รู้เลยแพน”
“เถ้าแก่เป็นคนดี เถ้าแก่ต้องไม่เป็นอะไร”
มุมหนึ่ง ไม่ไกลมาก คณินในสภาพมอมแมมจากเขม่าควัน ยืนมองอยู่อย่างใช้ความคิด พึมพำกับตัวเอง
“นี่ถ้าเรามาไม่ทัน มันจะเป็นยังไง”
คณินนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เขายืนมองเรือเดินทะเลที่ค่อยๆ เคลื่อนออกจากท่าเรือที่กรุงเทพฯไป ซินแสง้วงเดินเข้ามา ยิ้มๆ มองไปยังจุดเดียวกับคณิน
“ทำไมลื้อไม่ขึ้นเรือไปล่ะ”
คณินชูถุงยาสมุนไพรขึ้นเหนือศีรษะ
“ถ้าผมไป แล้วใครจะเอายานี่ไปให้ป๊า ซินแสอุตส่าห์สั่งสมุนไพรพวกนี้มาจากเมืองจีน เพื่อป๊าโดยเฉพาะ”
“ไม่เห็นยาก ลื้อก็ฝากไปกับเรือขนข้าวสิ”
“ป๊าป่วยหนักขนาดนี้ ทำไมผมไม่รู้เลย”
“อีคงไม่อยากให้ใครเป็นห่วง”
“ป๊าทำไม่ถูก”
“งั้นลื้อก็กลับไปทำให้ถูกสิ ตอนนี้ก็ยังพอมีเวลานะ แล้วนี่ ยาซองนี้ ของลื้อ”
คณินเปิดดู
”อดทน ใช้สติ”
คณินยืนนิ่ง
“ถ้าป๊ากับเธอเป็นอะไรไป มันคือความผิดของฉันล้วนๆ”

คณินเดินออกไป

แพนล้างหน้าที่ห้องน้ำของโรงพยาบาลจนเปียกแฉะ ก่อนเงยหน้ามองกระจก
 
“ฉันไม่ได้ตาฝาดใช่มั้ย ต้องเป็นเขาแน่ๆ”
แพนก้มหน้าลง ถอนใจหนักหน่วง ในหัวของเธอมีแต่เขา เธอเงยหน้ามองกระจกอีกครั้ง แล้วก็ต้องผงะ เมื่อกระจกตรงหน้าเธอสะท้อนภาพของคณินซึ่งกำลังยืนพิงฝา เต๊ะท่า
“คุณ”
“ออกไปคุยกันหน่อย”
คณินเดินออกไป แพนยังตกใจไม่หาย ที่อยู่ๆ ก็โผล่มา เธอตามคณินไปที่ดาดฟ้า คณินยืนรออยู่
“คราวนี้ ไม่ปล่อยให้คอยเก้อแฮะ”
แพนเดินเข้ามา รู้ว่าคณินแอบประชดเรื่องเก่า
“มีอะไรก็ว่ามา”
“ทำไม อยู่กับฉันสองต่อสองนานๆ แล้วอึดอัดเหรอ”
“ค่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะพูดกับเธอในฐานะ นายจ้าง กับลูกจ้าง เอ่อ ไม่ใช่สิ ลูกหนี้”
“ค่ะ ฉันเป็นลูกหนี้คุณจนกว่าจะใช้หนี้หมด ซึ่งก็คงอีกไม่นานนี้”
“ไอ้กริชขอแต่งงานแล้วเหรอ”
“ฉันจะไม่ตอบเรื่องส่วนตัว ตกลง คุณเรียกฉันมาทำไม”
“เธอลอบวางเพลิงรึเปล่า”
“นี่คุณ ตอนฉันเข้ามาไฟก็ไหม้แล้ว”
“แต่เลิกงานแล้วนี่ เธอกลับเข้ามาอีกทำไม”
“ก็ฉัน ฉันลืมของไว้”
“อะไร”
“ไม่เกี่ยวกับคุณ”
“ไม่ใช่เธอก็แล้วไป ไปได้แล้ว”
“ในสายตาคุณ ฉันคงเลวมากสินะ”
“เปล่าหรอก ที่เรียกมานี่ แค่ข้ออ้าง อยากเห็นหน้า”
แพนทำหน้าไม่ถูก คณินยิ้มเจ้าเล่ห์
“คิดถึงใจจะขาดเลย มากอดทีซิ”
คณินอ้าแขนรอ
“คุณคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงแบบไหนเหรอ”
แพนโกรธ รีบเดินออกไปอย่างเร็ว แต่เพราะเท้าเจ็บ จึงทำให้เกือบหกล้ม แต่คณินคว้าเธอไว้ได้ แพนสลัดตัวหลุด
“อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
คณินมองแพน แอบหนักใจ

ตอนเช้า ที่โกดังข้าวเสี่ยเส็ง ซึ่งถูกเผาไปครึ่งหนึ่ง ซากปรักหักพังกองพะเนิน ไทนั่งรวมกลุ่มอยู่กับพวกคนงาน
“ไฟไหม้ได้ยังไงวะ พวกเอ็งเห็นรึเปล่าว่าต้นเพลิงมาจากไหน”
คนงานคนหนึ่งถามขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ เว้นแต่ไทที่แอบยิ้มสะใจ
“โชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร แต่ไหม้ขนาดนี้ เถ้าแก่ขาดทุนยับ”
“ฉันได้ข่าวว่าโรงสีจะปิดนะ ไม่รู้จริงรึเปล่า” ไทยุ
“จริงหรือวะ”
“งั้นเราก็ตกงานน่ะสิ”
“แล้วค่าแรงพวกเราล่ะ”
คนงานอื่นๆ เริ่มโวยวายถึงค่าแรง
“อย่าเพิ่งโวยวาย มันอาจจะไม่จริงก็ได้”
ไททำทีเตือน แพนเดินเข้ามา เห็นสถานการณ์ที่เริ่มคุกรุ่นก็ไม่สบายใจ

เวลาต่อมาวิภาดายืนต่อหน้าคนงานที่ส่งเสียงโวยวายเรื่องค่าแรงกันเซ็งแซ่ โดยมีไทยืนข้างๆ
“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วง โรงสีไม่เจ๊งแน่ เรื่องค่าแรง สบายใจได้ มีการจ่ายให้แน่นอน เพียงแต่ ขอเวลาเท่านั้น”
คนงานตะโกนขอค่าแรง และโวยวายจนฟังไม่ได้ศัพท์ วิภาดารับมือไม่ได้ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แพนเดินเข้ามายืนขวางหน้าวิภาดากับคนงานไว้
“ไม่ต้องเชื่อใครทั้งนั้น แต่ขอให้เชื่อในตัวเถ้าแก่ของพวกเรา ที่ผ่านมาเถ้าแก่ทำอะไรให้พวกเรา ลองคิดดู ทุกคนก็รู้จักเถ้าแก่ดีนี่ ว่าเขาคือคนที่ทำการค้าบนความยุติธรรมและจริยธรรม เพราะฉะนั้น อดทนรออีกสักนิด รับรองว่าไม่มีใครโดนเบี้ยวค่าแรงแน่”
คนงานเริ่มสงบลง คณินแอบยืนมองสถานการณ์อยู่หลังต้นไม้ พึมพำกับตัวเอง
“ถ้าโรงสีฉันเจ๊ง เธอคงไม่ตกงานหรอกแพน”

แพนเดินมาตามตรอกเล็กๆ ในตลาด คณินเดินตามมาอย่างเงียบๆ กริชเข้ามาดึงแพนเข้าไปในมุม คณินรีบหลบมุมตึก แอบดู
“นั่นไง”
คณินเห็นกริชกุมมือแพนแน่น แต่ไม่ได้ยินเสียงคุย กริชกระซิบกระซาบ
“วิเป็นไงบ้าง”
“ไปถามเองสิ”
“จะไปได้ไง วิคิดว่าป๊าเราสั่งวางเพลิง เห็นหน้าเรา คงชักปืนมากราดยิง”
“กลัวเหรอ”
“เปล่า แค่ไม่กล้าสู้หน้า เพราะเราเองก็อดสงสัยป๊าไม่ได้เหมือนกัน”
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”
“ถ้าไม่ใช่ แล้วจะเป็นใครไปได้ ใครๆ ก็รู้ว่าสองคนนี้ทะเลาะกันอยู่”
“ในเมื่อทุกคนคิดอย่างนี้ไง ถ้านายเป็นเสี่ยบุ๊ง นายจะทำเรื่องนี้มั้ย”
“แพนนี่ฉลาดจังเลย จริงสิ แล้วมีใครส่งข่าว เขารึยัง”
“ไม่จำเป็นแล้วมั้ง ฉันไปซื้อผลไม้เยี่ยมไข้ก่อนนะ”
กริชจับมือแพนไว้ แล้วเอาเงินยัดใส่มือ
“หุ้นด้วยนะ”
คณินกัดฟันกรอด ที่เห็นกริชจับมือกันแพนแน่น
“รักกันเหลือเกินนะ”

คณินเจ็บใจ อยากเข้าไปจัดการกริช

ซกเค็งยืนกับหมอ คุยเรื่องอาการของเส็ง
 
“การผ่าตัดเรียบร้อยดี แต่คนไข้อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย ถึงจะฟื้น หรือไม่ก็”
“เขาจะหลับไปเรื่อยๆ เหรอหมอ ไม่จริง อีต้องฟื้น อีต้องไม่เป็นอะไร”
คณินยืนมองอยู่นาน รีบเข้ามาประคองแม่ที่ทรุดลง
“ใช่ม้า ป๊าต้องฟื้น”
ซกเค็งเห็นหน้าลูกแล้วจะเป็นลม
“อาคิ้ม ไหนว่าลื้อไปเซี่ยงไฮ้”
“ผมจะไปได้ไง เดี๋ยวม้าคิดถึงแย่”
คณินยิ้มแฉ่ง ก่อนพากันเข้าไปเยี่ยมเส็ง เขาโอบไหล่ซกเค็งไว้ ขณะมองเส็งที่ยังใช้เครื่องช่วยหายใจ ซกเค็งตัดพ้อเส็ง
“ทำไมไม่บอกอั๊วสักคำ ว่าลื้อไม่สบาย”
“คนอย่างป๊า ไม่อ่อนแอให้ใครเห็นหรอกม้า จริงมั้ยกิตติ”
กิตติยืนอยู่มุมห้อง ก้มหน้า รู้สึกผิด
“ช่วงหลังมานี้ เรามีทั้งศึกนอกศึกในรุกราน เถ้าแก่ก็เลยจำเป็นต้องปิดบังทุกคน”
“ไม่มีใครรู้เลยเหรอ นอกจากนาย”
“คิดว่าไม่มีนะครับ”
คณินคิดถึงยาพ่นที่ตัวเองเก็บไว้

แพนเดินถือถุงใส่ผลไม้มาที่โรงพยาบาล วิภาดาฉุดแขนแพนให้เข้าไปที่มุมลับตา
“ฉันตัดสินใจแล้วนะแพน ฉันจะจำนองบ้าน”
“จะดีเหรอวิ เงินที่มีอยู่ก็น่าจะพอรักษาเถ้าแก่นะ”
“ไม่เลย แพนก็รู้นี่ว่าเราขาดทุนไปเยอะ ซ้ำร้ายโกดังข้าวยังมาถูกไฟไหม้อีก ไหนจะค่าจ้างคนงาน ไหนจะค่ารักษาป๊า คุณหมอบอกว่าต้องใช้เงินเยอะมาก ฉันมองไม่เห็นทางอื่นเลย”
“แล้วพี่ชายเธอล่ะ”
“ถ้าเฮียรู้ ก็คงไม่ยอม แต่มันจำเป็นจริงๆ เขาต้องเข้าใจ”
แพนพยักหน้า

แพนวางซองใส่เงินบนโต๊ะ วิภาดาหยิบซองเงินไปเปิดดู
“นี่เป็นจำนวนเงินที่วิต้องการ”
“ขอบคุณนะแพน นี่จ้ะ โฉนดบ้าน”
แพนรับโฉนดไว้
“เจ้าของเงินไม่คิดดอกเบี้ย และไม่คิดระยะเวลาจ่ายเงินคืนด้วย มีเมื่อไหร่ก็จ่ายเมื่อนั้น”
“ใจดีจัง เขาเป็นใครเหรอ”
“คนดีคนหนึ่ง สักวันวิจะได้รู้จักเขา”
แพนนึกถึงกริช

กริชกำลังด้อมๆ มองๆ ตามรูโหว่ของกำแพงบ้านคณิน ด้วยท่าทางกระวนกระวาย คณินเดินเข้ามา เห็นกริชยืนเกาะกำแพงบ้าน ก็ตกใจ
“ขโมย”
คณินมองหาไม้ขนาดเหมาะมือ แล้วหยิบขึ้นมา เขาย่องไปจนเกือบถึงตัวกริช แพนออกประตูรั้วมาพอดี เห็นเข้าก็ตกใจ
“หยุดนะ”
คณินยั้งมือทัน กริชหันกลับมา ตกใจกว่า รีบขยับถอย แพนแอบซองโฉนดไว้ในเสื้อ เดินปรี่เข้ามา คณินหันมามองแพนสลับกับมองกริช อดหัวเราะไม่ได้
“ว้าว นัดกันไว้น่ะเอง มาหยามกันถึงหน้าบ้าน”
แพนชวนกริชกลับ คณินจับข้อมือแพนไว้
“เดี๋ยวก่อน”
“เฮ้ย จะทำอะไร”
“ดูไม่รู้เหรอว่าทำอะไร”
“ปล่อยค่ะ”
“อย่าทำรุ่มร่ามกับเธอนะ”
“มีปัญหาอะไร ที่เคยทำมากกว่านี้ “
แพนตบหน้าคณินด้วยความโกรธ กริชตกใจ แพนเดินไปขึ้นรถของกริชที่จอดอีกฝั่งถนน คณินลูบแก้มที่ชาๆ มองตามรถคันนั้นไป
“ตบบ่อยเนาะ เอะอะตบ เอะอะตบ เดี๋ยวปัด”
คณินเดินลูบแก้มเข้ามาในบ้าน
“อยู่ไหนกันหมด โจรจะขึ้นบ้านแล้วนะ”
วิภาดากำลังนั่งนับเงิน หันมาเห็นพี่ชายตกใจตาค้าง
“เฮีย”
“จะใครซะอีกล่ะ”
“ก็ไหนป๊าบอกว่าเฮียไปเซี่ยงไฮ้”
“นั่นเงินใช่มั้ย เป็นฟ่อนเลย เอามาจากไหน”
“เอ่อ คือ”
คณินนึกถึงกริชกับแพนที่เพิ่งเจอกันหน้าบ้าน
“รู้ละ”
คณินคว้าเงินทั้งหมดจากมือวิภาดาแล้ววิ่งออกจากบ้านไป โดยไม่ฟังเสียงเรียกจากน้องสาว จนมาถึงถนนใหญ่หน้าตลาด คณินกระโดดไปอยู่กลางถนน เพื่อขวางหน้ารถของกริช กริชเบรครถทันที
“เฮ้ย”
แพนมองคณินด้วยสายตาดุๆ นิ่งๆ
“เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
“ไม่ต้องแพน มันเป็นเรื่องระหว่างลูกผู้ชาย อยู่ในรถนี่แหละ”
“นายน่ะแหละ อยู่ในรถ เพราะเขาต้องการคุยกับฉัน”
คณินกวักมือเรียกกวนๆ
“ลงมาเด๊”
แพนลงจากรถ เดินมาเผชิญหน้ากับคณิน ทั้งสองมองหน้ากันอย่างกับศัตรู
“ทำแบบนี้ อยากตายรึยังไง”
คณินหัวเราะเย้ยๆ
“ตายซะ ก็ยังดีกว่าอยู่แบบไร้ศักดิ์ศรี”
คณินโปรยเงินใส่หน้าแพน แพนอึ้ง กริชลงจากรถ เข้ามาจะเอาเรื่องคณิน แพนกันตัวไว้
“นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาหยิ่งยโสนะ”
“ไม่ได้หยิ่ง แค่ไม่ต้องการ”
“คุณไม่ต้องการ แต่เถ้าแก่ต้องการ รู้ไว้ด้วย คนที่ฉันอยากช่วยคือเถ้าแก่กับวิ”
“แส่ไม่เข้าเรื่อง”
“หยาบคายไปแล้วนะคิ้ม แพนเขาหวังดี”
“หวังดีหรือหวังร้ายก็ไม่สำคัญเท่ากับ ฉันไม่รับเงินของใครฟรีๆ คราวหลัง อย่ามายุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่นอีก เอาตัวเองให้รอดเถอะ”
คณินต่อว่าแพนก่อนจะหันหลังให้ แพนก้มลงเก็บเงินบนถนน กริชเดินตามคณิน
“เดี๋ยวก่อนคิ้ม”

“ไม่คุย”

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 3 (ต่อ)

คณินเร่งฝีเท้า ก่อนจะเหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งขับมาอย่างเร็ว
 
รถคันนั้นพุ่งจะชนแพนอยู่รอมร่อ คณินหมุนตัวกลับ กระโดคว้าแขนแพนแล้วเหวี่ยงออก กริชรับตัวแพนไว้ ทั้งคู่ถลาไปนั่งกองบนพื้น รถเบรก ห่างจากตัวคณินแค่เส้นยาแดงผ่าแปด แพนกรีดร้องลั่น รถบีบแตรลั่น คนขับโผล่หน้ากวนๆ ออกมา
“เฮ้ย ถนนนะโว้ย แค่หมาก็หลบไม่หวาดไม่ไหวแล้ว”
คณินชี้หน้า
“ขับไม่ดูคนเลย ลงมาคุยกันหน่อย”
คนขับตกใจเมื่อเห็นหน้าคณิน
“นายคิ้ม เวรแล้วกู”
ชายขับรถหักพวงมาลัยรถหลีกคณินแล้วพุ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว
“แพนไม่เป็นอะไรนะ”
“ไม่เป็นไร”
กริชประคองแพนให้ลุกขึ้นยืน แพนมองหน้าคณิน อยากรู้ว่าเขาห่วงใยเธอหรือไม่ ที่เข้ามาช่วยแบบไม่คิดชีวิต แต่เขาทำเฉไฉ
“ก็แค่มนุษยธรรม ไม่อยากเห็นใครมาตายต่อหน้า”
กริชส่ายหน้าระอาใจ ช่วยแพนเก็บเงินจนหมด แพนจูงมือกริชเดินไปขึ้นรถ คณินมองรถของกริชที่ขับผ่านหน้าไปอย่างอารมณ์เสีย

ในตรอกตรงข้ามกับที่คณินยืนอยู่ มนสิชายืนคุยกับเพื่อนผู้หญิงอยู่
“ได้ข่าวว่าคุณคิ้มหล่อมากนะ”
“ไม่จริง ฉันเคยเจอเขามาแล้ว ยังกะขอทาน”
“จริงเหรอ”
“จริงสิ ถึงจะรวย แต่ถ้าสภาพแย่ขนาดนั้น จ้างให้ฉันก็ไม่แต่งด้วยหรอก”
สองสาวเห็นคณินยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ใครน่ะ หล่อจัง”
มนสิชามองตาม
“จริงด้วย ทั้งหล่อ ทั้งล่ำ สเป็กฉันเลย”
คณินเดินไป สองสาวมองตาม
“ถ้าไอ้คุณคิ้มหน้าตาอย่างนี้นะ ฉันยอมเลย”
สองสาวหัวเราะคิดคัก

คณินวางทองเส้นใหญ่บนเคาน์เตอร์ร้านทอง ผู้จัดการนับเงินแล้วยื่นให้หนึ่งฟ่อน
“เยอะไป”
“คุณธามสั่งไว้”
คณินพยักหน้ารับรู้ เขาออกมาจากร้านทอง โยนถุงเงินในมือเล่น
“เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ตายก็ค่อยหาใหม่”
ผีพนันจ้องเขม็งจากมุมหนึ่ง ก่อนวิ่งเข้ามา แล้วฉกถุงเงินจากมือคณิน วิ่งหนีไป คณินวิ่งตาม แต่ไม่ทัน ผีพนันหายไปตรงทางแยก 3 แพร่ง คณินหันไปเห็นตรอกเล็กๆ ซึ่งเป็นทางเข้าบ่อน ผีพนันเดินเข้าเดินออกสองสามคน เขามั่นใจว่าคนร้ายที่วิ่งราวเงินเขาต้องเข้าไปในตรอกนี้แน่ คณินขยับเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง แล้วเดินผึ่งผ่ายเข้าไปทางตรอกบ่อน


แพนนั่งอยู่ในรถ ยื่นโฉนดให้กริช
“นายเก็บไว้ก่อน เอาไว้มีโอกาส ค่อยคืนวิ”
“ขอโทษด้วยนะแพน ที่ทำให้ซวยไปด้วย ไอ้คิ้มมันหยาบคายจริงๆ”
“ไม่เป็นไร วิคงยังไม่ได้บอกเขาเรื่องจำนองบ้าน แต่ถ้าเขารู้ ต้องอาละวาดแน่”
“แพนเอาเงินไปคืนวิเถอะ ส่วนจะใช้หรือไม่ใช้ อีกเรื่อง แล้วกำชับวิ อย่าให้พี่ชายตัวเองรู้ ไม่อย่างนั้น เขาจะตามมาเอาเรื่องแพนอีก”
“บางที วิอาจไม่ต้องการความช่วยเหลือแล้วก็ได้ พี่ชายเขาคงจัดการปัญหาได้”

แพนลงจากรถ มองรถกริชวิ่งออกไป ก่อนหันมาเห็นมนสิชาโบกมือลาผู้ชายที่เพิ่งพลอดรักเส็จ แล้วหันกลับมาติดกระดุมเสื้อ พอหันมาเห็นแพนยืนมองอยู่ก็ตกใจ
“เธอไม่ควรทำตัวอย่างนั้นนะ”
“บอกตัวเองเหอะ”
“ฉันไม่เคยพูดว่าตัวเองดี แต่เธอน่ะ ยังไงก็รักษาหน้าป๊าม้าให้ได้ตามที่พูดล่ะ”
แพนหันหลังเดินไป มนสิชาโกรธ
“เธอไม่ใช่พี่สาวฉัน ฉันไม่นับผู้หญิงหยำฉ่า ชอบมั่วผู้ชาย แถมยังเคยจูบกับผู้ชายต่อหน้าชาวบ้านเป็นพี่”
แพนส่ายหน้าระอา ไม่ตอบโต้ให้มากความ
“ติดกระดุมเสื้อให้เรียบร้อยก่อนจะเข้าบ้านล่ะ”

มนสิชากรีดร้อง แพนเดินร้องเพลงเบาๆ จากไป

แพนจะเข้าบ้าน มนสิชาเดินเบียดแทรกจนเกือบจะล้มลง หลินกำลังนับเงินที่โต๊ะด้านใน บ่นๆ กับเป้ง
 
“เขาถึงว่า โจรปล้นสิบครั้ง ยังไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว”
“จากรวยล้นฟ้า ก็กลายเป็นยาจกในพริบตา”
“โชคดี ที่หนูไม่ต้องแต่งงานกับไอ้คุณคิ้มนั่น ไม่อย่างนั้น หนูต้องกัดก้อนเกลือกินแน่ๆ”
แพนขี้เกียจจะฟัง จึงเดินไปหอบตะกร้าใส่ผ้า จะเดินเข้าบ้าน
“สงสัยว่าคุณคิ้ม อีจะไม่มีบุญพอ ถึงไม่ได้ลื้อเป็นเมีย หรือไม่ก็ เพราะอีเคยโดนตัวเสนียดจัญไร เลยเจอแต่เรื่องซวยๆ”
แพนข่มความโกรธ เดินเข้าบ้านไป

ที่ประตูบ่อน คนเฝ้าหน้าบ่อนตกใจที่เห็นคณิน
“บ่อนใครวะ ใหญ่โตใช่เล่น”
คณินเดินเข้าประตูบ่อนไป

บุ๊งควบคุมลูกน้องที่ตั้งโต๊ะรับสมัครงาน เป็นคนงานที่มาจากโรงสีเส็ง บุ๊งหัวเราะชอบใจ
“ไม่คิด ไม่ฝัน ว่ามันจะเร็วปานจรวด”
บุ๊งสุขใจมาก ที่เห็นคนงานยืนเข้าแถวรอสมัครงานยาวเหยียด พูดเสียงดัง
“ทำงานที่นี่ไม่มีอะไรต้องห่วงนะ ค่าแรงดี มีสวัสดีการ ไม่เอาเปรียบ”
“คนงานจากโรงสีเสี่ยเส็งทยอยกันมาเยอะแล้วครับ เถ้าแก่จะรับไว้หมดหรือครับ”
“เออสิวะ อยากรู้นัก ว่าไอ้คิ้มมันจะทำไง”
กริชขับรถเข้ามาจอด เดินตรงมาที่โต๊ะตั้งรับสมัครงาน
“ป๊าทำอย่างนี้ได้ยังไง นี่มันคนงานของเถ้าแก่เส็งนะ”
“แล้วไง อั๊วให้ค่าแรงแพงกว่า พวกมันก็มากัน อั๊วไม่ได้บังคับใคร”
“เราไม่ได้มีเงินจะจ้างคนงานเยอะขนาดนี้หรอกนะ ไปๆ กลับไปทำงานที่เดิม”
คนงานพากันหันหลังเดินกลับกันเป็นแถว
“ลื้อนี่มันเกิดผิดท้อง น่าจะไปเกิดในท้องนางซกเค็ง”
“งั้น ไอ้คิ้มก็น่าจะเกิดเป็นลูกป๊าใช่มั้ย”
บุ๊งเงื้อมือขึ้นจะตบหน้ากริช
“เดี๋ยวปั๊ด ถ้าอั๊วไม่สัญญากับแม่ลื้อก่อนตายว่าจะไม่ตีลื้อนะ ฮึ่ม”
“ถ้าไม่ตบ ขอตัวก่อน”
“เออ จะไปเล่นงิ้ว เชิดสิงโตที่ไหนก็ไป”
กริชเดินออกไปอย่างเซ็งๆ

คณินโผล่เข้ามาในบ่อน เห็นนักพนันเต็มไปหมด เขากวาดตามองไปทั่ว เพื่อหาตัวการที่ฉกเงินเขามา
“กำลังสนุกกันใหญ่เลยนะ”
มนชิตนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงโซฟาชั้นบน พอเห็นคณินก็แปลกใจ
“มาได้ไงวะ”
คณินกวาดตามองไปทั่ว จนเห็นตัวคนร้ายกำลังแทงไฮโลอยู่
“นั่นแน่ะ”
คณินตรงเข้าไปหาคนร้าย คนร้ายเงยหน้าเห็นก็ตกใจ รีบวิ่งหนีจนชนคนไปทั่ว คณินวิ่งตามไล่จี้คนร้ายไปทั่ว คนเฝ้าประตูวิ่งเข้ามา แล้วตะโกน
“ตำรวจ”
ความอลหม่านวุ่นวายเกิดขึ้น ตำรวจหลายสิบนายกรูกันเข้ามาทลายบ่อน มนชิตทิ้งบุหรี่ ก่อนเดินออกไป คณินวิ่งฝ่าดงคน ตามคนร้ายออกไปทางด้านหลังบ่อน เห็นหลังคนร้ายหลังไวๆ เขารีบวิ่งตามไป คนร้ายกระโดดหลบหลังสังกะสี คณินหอบเหนื่อย
“เออ หลบให้ได้ตลอดนะ อย่าให้จับได้นะโว้ย อั๊วจำหน้าลื้อได้นะโว้ย”
คณินหันไปทางด้านหนึ่ง หลังบ้านเป้ง เห็นราวตากผ้าเป็นแถวเป็นแนวเต็มไปหมด เขาเห็นตัวคนร้ายแว่บๆ ไปมาตามราวตากผ้า ขณะผ้าขาวสะบัดไปมา คณินย่องเข้าไป แล้วตะครุบตัวคนร้าย บิดข้อมือไว้ด้านหลัง
“ว้าย”
“อ้าว”
คณินตกใจที่คนร้ายที่เขาจับได้กลับเป็นแพน
“มาจับฉันทำไมเนี่ย”
“นึกว่าคนร้าย ตาฝาดได้ไง คนละไซส์เลย”
“ทุเรศ รู้ว่าไม่ใช่ก็ปล่อยสิ”
เสียงตำรวจดังขึ้น
“หยุดนะ”
คณินฉวยโอกาสรวบกอดแพน พร้อมดึงผ้าสีขาวผืนใหญ่ห่อตัวไว้เหมือนเป็นดักแด้ แล้วกระซิบแพน
“ห้ามกรี๊ด ห้ามโมโห ห้ามกระดุกกระดิก”
“นี่คุณ”
“หยุดพูดด้วย ถ้าไม่หยุด จะจูบนะ”
แพนหุบปากทันที หน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ตำรวจวิ่งไล่นักพนัน 2-3 คนมา แล้ววิ่งผ่านคณินกับแพนไป
“เชิญออกไปได้แล้ว”
“ยังไม่ปลอดภัย”
นักพนันสองคนวิ่งเข้ามา หยุดยืนอยู่ใกล้ๆ ที่คณินกับแพนซ่อนตัวอยู่
“ตำรวจเข้าได้ไงวะ”
“สงสัยหัวหน้าแก๊งคนใหม่จะบารมีไม่ถึงว่ะ”
“ถ้าบ่อนแก๊งเหยี่ยวแดงไม่ปลอดภัย ก็ไม่มีบ่อนไหนปลอดภัยแล้วว่ะ”
นักพนันสองคนเดินหัวเสียออกไป คณินอึ้ง
“บ่อนแก๊งเหยี่ยวแดง”
แพนมองหน้าคณิน
“ปลอดภัยแล้ว เชิญ”
คณินคลายความสงสัย ยอมปล่อยแพนทั้งที่ไม่อยาก สลัดผ้าออกจากตัว
“ฮ้อมหอม”
แพนหน้าตึง
“อะไร”

“ผ้า”

คณินยิ้ม แพนสะบัดหน้าใส่ จะเดินไป
 
“ทำไมถึงช่วยผมล่ะ”
“ฉันไม่ได้ช่วยคุณ ฉันถูกคุณบังคับ”
“ไม่เห็นยาก ก็แค่ ร้องกรี๊ดๆๆ ช่วยด้วยค่า มีคนจะปล้ำฉัน แค่นี้เอง”
“ก็คุณบอกให้ฉันหุบปาก”
“ไม่เอาน่า ยอมรับมาเถอะว่าอยากทบทวนความหลัง”
“คนอย่างคุณคงคิดได้แค่นี้จริงๆ”
แพนรีบเดินหนีไป คณินมองตามแพนด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะกลับมาคิดเรื่องบ่อน
“บ่อนใครวะ อย่าบอกนะว่าของป๊า เจริญล่ะ”

บุ๊งตบโต๊ะปัง เมื่อฟังเรื่องที่มนชิตเล่า
“ตำรวจเข้า”
“ครับ โชคดีที่ลูกน้องเราหนีทันกันหมด มีลูกค้าถูกจับไปไม่กี่คน”
“มันดมกลิ่นรู้ได้ยังไงวะ”
“ผมเห็นไอ้คิ้มเข้ามาก่อนตำรวจไม่นาน อาจเป็นไปไว้ว่ามันพาตำรวจเข้ามา”
“ไอ้คิ้ม มาแย่งตำแหน่งอั๊วยังไม่พอ นี่มันคิดจะปิดบ่อนอั๊วด้วยเหรอวะ”
บุ๊งตบโต๊ะอีกทีจนเจ็บมือ รีบสะบัดไล่ความเจ็บ มนชิตสายตาเย็นชา

วิภาดายืนรอคณินด้วยความกระวนกระวาย พอเห็นพี่ชายเข้ามาก็รีบเข้าไปหา
“เงินล่ะเฮีย”
“ไม่ใช่เงินเรา จะไปถามถึงทำไม คราวหลังอย่าทำอย่างนี้อีกนะวิ เราไม่ใช่ขอทาน”
“แต่เราจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก แล้วตอนนั้นเฮียก็ไม่อยู่ ฉันมืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะทำไง ก็เลย ว่าแต่ เฮียมีเงินใช่มั้ย”
“มีสิ ดูโหง้วเฮ้งซะก่อน อนาคตเจ้าสัวใหญ่ไม่พ้น”
กิตติเข้ามาอย่างกระวนกระวาย
“คุณคิ้ม เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
คณินและวิภาดาตกใจ

ซกเค็งเดินไปมาหน้าห้องฉุกเฉิน คณิน วิภาดา และกิตติมาถึง
“ป๊าเป็นยังไงบ้างม้า”
“อยู่ข้างใน คุณหมอบอกว่า จะรักษาเต็มที่ ไม่ต้องห่วง”
“อ้าว ไหนกิตติบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ไง
ซกเค็งจับมือลูกชาย
“ใช่ ใหญ่มาก ไปคุยกับม้าหน่อย”
ซกเค็งลากลูกชายออกไป วิภาดาแปลกใจว่าเกิดเรื่องอะไร
“นั่นสิครับ ไอ้ผมก็นึกว่าเรื่องอาการเถ้าแก่”
ซกเค็งจับสองแก้มของคณินไว้
“ลื้อต้องแต่งงาน”
“แต่งงาน พูดเป็นเล่นไปม้า จะให้ผมแต่งงานตอนนี้เนี่ยนะ”
“ใช่ ม้าปรึกษากับซินแสแล้ว ถ้าลูกชายคนโตแต่งงาน ป๊าลื้ออาจจะดีขึ้นก็ได้”
“แล้วจะให้แต่งกับใคร”
“ถ้าไม่ใช่ลูกสาวเสี่ยเป้ง ก็ต้องเป็นใครสักคน ม้าถามจริงๆ ลื้อไม่มีคนรักเหรอ”
คณินกลุ้มใจ

คณินเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องพักฟื้น วิภาดานั่งเฝ้าข้างเตียง
“ม้าล่ะเฮีย”
“ให้กิตติไปส่งที่บ้านแล้ว ป๊าโอเคมั้ย”
“ไม่เป็นไรแล้ว หมอพึ่งออกไปเมื่อครู่ ว่าแต่ ม้าพูดอะไรกับเฮีย”
“ไม่มีอะไรหรอก”
คณินเดินไปชิดขอบเตียง แล้วก้มหน้าลงไปใกล้ๆ ใบหน้าพ่อ กระซิบที่หู
“อย่าหลับนานนักนะป๊า ถ้าป๊าดื้อ ผมจะไม่ผลิตลูกหลานให้สืบสกุลนะ”
คณินขยับไปเกี่ยวนิ้วมือพ่อไว้

คนงานหัวโจกที่โรงสีเส็งยังตะโกนปลุกระดม
“ค่าแรงของเรา ๆ ๆ”
ไททำทีห้าม
“พอได้แล้ว เถ้าแก่ยังนอนเจ็บอยู่ ทำไมไม่เห็นใจกันบ้าง จิตสำนึกหายไปไหนกันหมด”
“ขอบใจมากนะทุกคน”
คณินโผล่มายืนด้านหลังของพวกเขา พร้อมกับกิตติ ไทขยับตัวเข้าบังคณิน กิตติสะกิดไทให้หลีกไป
“หน้าที่อั๊ว”
“ขอบใจมากนะ ที่ช่วยป๊าทำงานกันมานาน ฉันถือว่าทุกคนเป็นผู้มีพระคุณของฉันนะ เพราะเท่ากับทุกคนก็มีส่วนให้ฉันได้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ ฉันขอสัญญาด้วยสัจจะของลูกผู้ชาย ว่าฉันจะคืนเงินให้ทุกคนและพร้อมจะรับทุกคนเข้าทำงานอีกครั้ง เมื่อที่นี่พร้อม”
คนงานมองหน้ากัน จะเชื่อหรือไม่เชื่อดี
“แต่ฉันได้ข่าวว่าคุณจะปิดโรงสีแล้วย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ”
“ไม่จริง ไปได้ข่าวมาจากไหน ที่นี่บ้านฉัน โรงสีนี้ก็ของฉัน ฉันจะทิ้งไปได้ยังไง”
หลายคนเริ่มเชื่อคณิน หัวโจกยังลังเล ย้อนถาม
“สัญญาได้มั้ยล่ะ”
“สัญญามันจะมีความหมายอะไร ถ้าคนมันจะโกง มันก็หาทางไปจนได้ ฉันเป็นลูกผู้ชายพอๆ กับป๊าฉันน่ะแหละ พูดคำไหน คำนั้น”
แพนยืนมองจากมุมหนึ่ง พึมพำกับตัวเอง
“เราจะช่วยเถ้าแก่ยังไงดี จริงสิ เอกสารสัญญาหนี้ในกระเป๋าใบนั้น เถ้าแก่มีทางรอดแล้ว”
แพนเริ่มมีความหวัง

บุ๊งหยิบซองสีน้ำตาลขึ้นดู
“ใครทิ้งขยะไว้ในรถอั๊ววะ”
บุ๊งจะขว้างทิ้งนอกรถ แต่เอะใจ เลยเปิดออกดู แล้วตาโต
“โฉนดบ้านไอ้เส็ง สวรรค์เป็นใจให้อั๊วอีกแล้ว เฮ้ย ไปโรงพยาบาล”
บุ๊งหัวเราะเหมือนคนบ้า

แพนย่องเข้ามาในห้องทำงานเส็ง เธอมองหากระเป๋าเอกสารที่ทำตกไว้
“อยู่นี่เอง”
แพนถลาเข้าไปดู เห็นโต๊ะเหล็กทับอยู่ครึ่งหนึ่ง เธอพยายามจะดึงกระเป๋าออกมา คณินเดินเข้ามาเงียบๆ จึงเข้าไปช่วยดึง จนกระเป๋าหลุดออกมาได้ กระเป๋าอยู่ในมือคณิน แพนเห็นคณินก็ตกใจ
“กระเป๋าอะไร”
“ก็แค่ เอกสาร”
คณินไม่เชื่อ จึงเปิดกระเป๋า หยิบเอกสารเหล่านั้นออกมาดู
“สัญญาหนี้ สัญญาการซื้อขายข้าว รายชื่อยี่ปั๊ว”
“ฉันตั้งใจจะเอาไปให้คุณ”
“โกหก”
คณินต้อนแพนจนหลังชิดฝา แพนกลัวจนตัวสั่น
“ไอ้กริชมันสั่งมาเหรอ”
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
“อยากเป็นลูกสะใภ้บ้านนั้นใจจะขาดรึไง ถึงต้องลงทุนเสี่ยงขนาดนี้”
“ใช่”
คณินหน้าชา คิดจะแกล้งให้แพนตกใจเล่น ด้วยการจะปล้ำ แพนทุบตีคณิน แล้วจะหนี เขาคว้าเสื้อของแพนไว้ได้ ทำให้เสื้อของแพนฉีกขาด เผยเห็นแผ่นหลัง ที่เต็มไปด้วยรอยแผลถูกตี คณินอึ้ง แพนทั้งตกใจทั้งโกรธ ก่อนจะผลักคณินไปเต็มแรง แล้วหนีออกไป
คณินวิ่งออกมาด้านนอก แล้วมองหา เห็นวิภาดายืมองอะไรอยู่ เขาขยับไปยืนด้านหลัง เห็นกริชกอดแพนไว้ ปลอบประโลมกันอยู่ คณินเซ็งมาก
“ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจจริงๆ”
สองพี่น้องมีสีหน้าไม่ต่างกัน อกหักทั้งคู่

บุ๊งมาที่โรงพยาบาล จับนิ้วมือเส็งเอามากดลงบนที่ปั๊มนิ้วมือ แล้วนำไปกดลงในสัญญาซื้อขาย
“จ่ายค่ารักษาให้แล้วนะ ไม่ต้องห่วง แต่บ้านของเฮีย ขอละกัน”

บุ๊งหัวเราะเสียงใส ขณะปล่อยมือของเส็งลง เส็งหลับนิ่ง เหมือนคนที่ตายไปแล้ว

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 3 (ต่อ)

ในความคิดของคณิน เขาเข้าไปคว้าตัวกริชซึ่งกอดอยู่กับแพนแล้วต่อยไม่ยั้ง
 
จนกริชเลือดทะลักออกปากจมูก เขาคว้าแพนมาจูบสั่งสอนทันที แต่ในความเป็นจริงเขาคว้าตัววิภาดาไว้แล้วเขย่าอย่างแรง วิภาดากรีดร้อง
“อย่าเฮีย”
“อ้าว วิ มาทำไร”
“มาช่วยงาน มีไรให้ทำมั่ง”
“มี”
คณินบุ้ยใบ้ไปทางแพนกับกริช พูดเสียงดังมาก
“ไปบอกเสมียนว่ากลับมาทำงานได้แล้ว อย่ามัวแต่เอาเวลางานไปพลอดรักกับผู้ชาย”
แพนกับกริชผละจากการกอด หันมองคณินกับวิภาดา สีหน้าไม่ดีทั้งคู่ กริชกระซิบแพน
“เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
“เรื่องอะไร”
“โฉนดหายไป”
แพนตกใจตาลุก กิตติวิ่งผ่ากลางแพนและกริชมาอย่างเร็ว จนมาหยุดหอบตรงหน้าคณิน
“วิ่งหน้าตื่นมางี้ ข่าวดีแน่ๆ”
“ผมก็ไม่อยากจะพูดคำนี้เลยครับ แต่จำเป็นต้องพูด เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ”
กิตติพูดพอย่างตกใจ

ลูกน้องบุ๊งช่วยกันขนข้าวของเครื่องใช้ออกมาจากบ้านคณินอย่างคึกคัก ขนเอาออกมากองรวมๆ กันไว้ที่หน้าบ้าน ชาวบ้านแห่มามุงดู ชี้ชวน ซุบซิบ เต็มหน้าบ้าน เหมือนมีงานเทกระจาด คณิน กิตติ วิภาดาเข้ามา เห็นสภาพข้าวของเครื่องใช้กองเป็นตั้งๆ ก็ตกใจ
“เฮ้ย หยุดโว้ย จะปล้นกันกลางวันแสกๆ เลยเหรอวะ”
แพนเดินนำกริชมาถึงหน้าบ้านคณินด้วยความร้อนใจ เผชิญหน้ากับคณิน วิภาดา แพน กริชหน้าเสีย คนงานของบุ๊งยังขนของต่อไป ไม่สนใจใคร กิตติของขึ้น ตะโกนลั่น
“หูหนวกรึไงวะ ยังไม่หยุดอีก”
คนงานขนเอาของส่วนตัวของวิภาดามาทุ่มทิ้งจนกระจายเกลื่อน บางอย่างแตก ซึ่งเป็นภาพถ่ายในกรอบแก้วที่วิภาดาซ่อนภาพถ่ายตนเองกับกริชในช่วงวัยรุ่นตอนเรียนด้วยกันไว้ด้านหลัง วิภาดาถลาเข้าไปเก็บของอย่างรนราน ทั้งโมโห ทั้งโกรธ และเสียใจระคนกัน
“หยุดนะ อย่ามายุ่งกับของๆ ฉัน”
กริชเข้าไปจะช่วยวิภาดา วิภาดาผลักกริชจนล้ม มือไปฟาดกับกรอบกระจกภาพถ่ายของวิภาดาจนเลือดไหล กริชหยิบภาพนั้นมาดูจึงเห็นว่าหลังภาพถ่ายมีภาพถ่ายอีกใบซ่อนอยู่ เขากำลังจะแงะออกมาดู แต่วิภาดาแย่งไป
“ถอยไป”
คณินกับกิตติยังยืนมองอย่างใจเย็น แม้จะเดือดดาลมาก กิตติกระซิบ
“เอาไงดีครับนายน้อย เราสอง พวกมันสิบ เราได้เปรียบเห็นๆ”
“จริง แต่ไม่อยากให้เลือดหมาขี้เรื้อนเลอะบ้านว่ะ เฮ้ย ถ้าไม่อยากตายเหมือนหมาข้างถนน กลับไปให้หมด”
พวกลูกน้องไม่หยุด ขนของต่ออย่างไม่เกรงใจ
“หมามันฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรอกครับ”
“ต้องหมาด้วยกัน ถึงจะพูดกันรู้เรื่อง”
แทนที่จะเข้าไปลุยกับคนงานบุ๊ง คณินตรงเข้าไปลากตัวกริชออกมา แล้วล็อคตัวกริชไว้ แพนตกใจ จะเข้าไปห้าม คณินมองหน้าหาเรื่องแพน แพนชะงัก
“เห่าบอกลูกน้องป๊าแกให้หยุด”
“พวกมันไม่ฟังคำสั่งฉัน”
“งั้นแกตาย”
แพน กริช วิภาดาตกใจ บุ๊งเดินเข้ามา
“ปล่อยลูกอั๊วะเดี๋ยวนี้”
บุ๊งเดินนำขบวนลูกน้องนับสิบเข้ามา ราวกับเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ ใบหน้าเหี้ยมเกรียม พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ แต่กลับเดินสะดุดเกือบจะล้มคะมำ จนลูกน้องต้องกรูกันเข้ามาประคอง คณินหัวเราะเยาะ
“จะคลานสี่เท้าเข้ามาก็เชิญตามสบายเลยครับ ผมไม่ถือ”
บุ๊งฟึดฟัดรีบสลัดลูกน้องออกจนกระจายไปคนละทิศละทาง แล้วทำเท่เหมือนเดิม
“จะไม่มีที่ซุกหัวนอนอยู่แล้ว ยังไม่รู้ตัวอีก”
“เห่าผิดที่ เอ๊ย เบ่งผิดที่รึเปล่าครับ นี่บ้านใคร”
“เมื่อวานบ้านลื้อ แต่วันนี้ บ้านอั๊วะ”
ทุกคนต่างตกใจ แพนมองหน้ากริช กริชหน้าเสีย วิภาดามองหน้าแพน บุ๊งตะโกนคอเป็นเอ็น
“ออกไปจากบ้านอั๊วะเดี๋ยวนี้”
คณินหัวเราะหึๆ
“ใครควรพูดประโยคนี้วะ”
บุ๊งยิ้มเยาะ กระดิกนิ้วให้ลูกน้องส่งสัญญาซื้อขายบ้านมาให้
“เดี๋ยวอ่านให้ฟัง”
บุ๊งพยายามอ่าน แต่อ่านไม่ออก
“เอาเป็นว่า พี่เส็งลงลายตีน เอ๊ย ลายมือ ยกบ้านหลังนี้ให้อั๊วแล้ว อยากดูโฉนดมั้ย”
ทุกคนต่างฮือ คณินไม่อยากจะเชื่อ แต่ยอมปล่อยตัวกริช วิภาดาหน้าเสีย ดึงแพนออกไป กริชก้าวตามไปอย่างร้อนใจ คณินมองตามสามคนนั้นอย่างงงๆ บุ๊งเย้ยหยัน

“ไม่เชื่อ ไปถามป๊าลื้อดูสิ”

บุ๊งหัวเราะ ลูกน้องพากันหัวเราะตาม คณินโกรธแต่ระงับใจ
 
“ถ้าเสี่ยทำให้ของในบ้านเสียหายแม้แต่ชิ้นเดียว เสี่ยได้ไปหัวเราะในนรกแน่”
กิตติกระซิบคณิน
“โหดแท้ครับ”
คณินกระซิบตอบ
“ก่อนจะถูกกระทืบเหมือนหมา ถอยก่อน เฮ้ย”
คณินตะโกน บุ๊งตกใจ สะดุ้งโหยง กลัวคณินเข้ามากระทืบ คณินชี้หน้าทุกคนเรียงตัว
“คนอย่างไอ้คิม ไม่เคยกลัวใคร เดี๋ยวเจอเพื่อนไอ้คิม”
คณินเดินออกไป กิตติทำเหี้ยม เดินตามนายไปอย่างห้าวหาญ บุ๊งปาดเหงื่อ กลืนน้ำลายเฮือก
“เพื่อนมันเยอะมั้ยวะ”
ลูกน้องพากันส่ายหน้าไม่รู้

วิภาดาน้ำตาคลอ ตะโกนใส่แพน
“เราไว้ใจคนผิดเหรอแพน แพนเอาโฉนดไปให้เสี่ยบุ๊งได้ยังไง”
“เปล่านะวิ เราไม่รู้ว่ามันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง”
กริชเข้ามา ร้อนใจ รู้สึกผิด
“เราผิดเอง เราทำหาย เราจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง”
วิภาดาโกรธน้ำตาไหล
“ร่วมมือกันหักหลังเรา เราถูกเพื่อนสองคนทรยศ เรามันโง่เอง”
แพนจับมือวิภาดาอย่างเว้าวอน วิภาดาสะบัดหลุด ผลักแพนออกไปอย่างไม่ได้ตั้งใจ แพนเซถลาเข้าไปในอ้อมกอดของคณิน กิตติตามหลังมา
“ที่แท้ เธอนี่เอง ที่ยื่นมีดให้ศัตรูมาฆ่าฉัน”
คณินกอดแพนไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย แพนขัดขืนจะออกจากวงแขน แต่ทำไม่ได้ คณินหันมาพูดกับน้องสาว
“วิ ไปหาม้า ทางนี้ เฮียจัดการเอง”
วิภาดามองหน้ากริชและแพนอย่างผิดหวัง ก่อนวิ่งปาดน้ำตาออกไป กิตติตามวิภาดาไปตามหน้าที่ กริชรีบรับปากกับคณิน
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะเอาโฉนดมาคืนให้”
“กูกำลังจะสั่งพอดี ดันพูดก่อน ให้เวลาลื้อ 3 วัน ระหว่างนี้ อั๊วะจะยืดผู้หญิงของลื้อไว้ก่อน”
“เฮ้ย”
“ฉันไมได้เป็นผู้หญิงของใคร ปล่อย”
“ไม่ปล่อย”
คณินทำท่าจะหอมแก้มแพน กริชร้องขึ้น
“อย่า”
“ยัง แต่หลังวันที่สาม เอาจริง”
กริชกังวลหนัก เดินออกไปอย่างเร็วๆ คณินหัวเราะชอบใจ แพนกระทืบเท้าคณิน แล้วสลัดตัวออก เงื้อฝ่ามือตบหน้าคณินไปสามสี่ครั้ง ก่อนวิ่งหนีไป คณินลูบแก้มที่ชาๆ
“เห็นหน้าเราเป็นอะไรเนี่ย ตบเอาๆ”

ซกเค็งทรุดตัวลงนั่งหน้าประตูห้องพักฟื้นของเส็งที่โรงพยาบาล แล้วร้องไห้โฮ วิภาดามาพร้อมกับกิตติ เห็นแม่ จึงวิ่งถลาเข้าไปหา ทรุดตัวลงนั่งกอดแม่ไว้ ร้องไห้ด้วยกัน กิตติเศร้าใจ ลงนั่งใกล้กับนายหญิง
“ผมผิดเอง ที่ดูแลเถ้าแก่ไม่ดี”
กิตติก้มลงเอาหัวโขกพื้นเพื่อทำโทษตัวเอง ซกเค็งร้องห้าม
“อากิตติ”
“อย่าห้ามผม ผมจะโขกหัวจนกว่าเถ้าแก่จะฟื้น”
“เออ จะได้เผาพร้อมกันเลย”
กิตติตกใจ
“เถ้าแก่ซี้แล้ว”
ทรง พล จิ๋น เดินเข้ามา ตั้งใจจะเยี่ยมนาย ได้ยินเข้า อุทานลั่น
“เฮียซี้แล้ว”
ไทโผล่หัวออกมาดูเหตุการณ์จากหลังเสา ยิ้มร้าย เมื่อได้ยินว่าเส็งตายแล้ว เขารีบไปรายงานมนชิตอย่างสะใจ
“มันลงนรกแล้วครับ”
“เห็นศพมันรึยัง”
“ยังครับ”
มนชิตส่ายหน้าระอาใจ
“ถ้าไม่อยากลงนรกซะเอง ไปดูให้แน่ใจก่อน เพราะอั๊วะเบื่อจะตบหน้าลื้อแล้วว่ะ”
“ครับ แต่ไอ้คณินมันกลับมาแล้วนะครับ”
“อั๊วะรู้แล้ว”
“ให้ผมจัดการมันเลยมั้ย”
“ไว้ส่งศพไอ้แก่ขึ้นเมรุก่อน เดี๋ยวไอ้แก่ไม่มีน้ำตาลูกชายส่ง สงสารมัน”

มนชิตยิ้มเหี้ยม สะใจ

แพนเดินหนีคณินมาบริเวณตลาด ด้วยอารมณ์โกรธเป็นไฟ คณินเดินตาม
 
“ใครสมควรโกรธใครเนี่ย เดี๋ยวสิแพน คุยกันก่อน”
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกันคุณ”
คณินเข้ามาขวางหน้า คว้าข้อมือแพนไว้ ผิดหวัง โกรธ น้อยใจ
“อยากด่าอยากว่าอะไรก็เชิญ”
“ไม่ด่าหรอก แต่จะฆ่า”
“ก็ฆ่าสิ”
คณินขยับใบหน้าเข้าใกล้แพน
“แก้ตัวหน่อยสิ บอกมาว่าไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ทำ”
แพนโกรธและน้อยใจ
“ฉันมันเลวในสายตาคุณอยู่แล้ว พูดไปก็เท่านั้น เปลืองน้ำลาย”
“ถ้าไม่แก้ตัว โดนแก้ผ้าแน่”
“เลว”
คณินผลักแพนจนหลังชิดกำแพง วางฝ่ามือทั้งสองข้างเหนือศีรษะแพน แล้วก้มหน้าเข้าไป แพนเบี่ยงหน้าหลบด้วยความกลัว มนสิชาเดินถือถุงใส่เสื้อผ้าสบายอารมณ์เข้ามา ชะงักกึก เห็นแพนพลอดรักกับผู้ชาย เลยนั่งลงหลังถังขยะ แอบดูอยากรู้อยากเห็น
“เธอร่วมมือกับไอ้กริช เอาโฉนดไปให้เสี่ยบุ๊งใช่มั้ย”
“ใช่ ฉันทำทุกอย่างที่ว่ามา”
“เธอต้องชดใช้ ด้วย”
คณินส่งสายตาหื่น แพนกลัวตัวสั่น
“ไม่นะ”
คณินเหมือนจะจูบแพน แต่กลับกระซิบ แพนตกใจ
“หา”
คณินปล่อยแพนอย่างไม่ไยดีแล้วเดินออกไป มนสิชาไม่เห็นหน้าคณิน แพนโล่งใจ มนสิชาเดินเข้ามา ชะโงกตามหลังคณิน
“อี๋ จูบกับผู้ชายกลางวันแสกๆ หน้าไม่อาย”
แพนไม่สนใจ เดินไปอีกทาง มนสิชาตะโกนตามหลัง
“ฉันจะฟ้องป๊า โดนเฆี่ยนหลังลายแน่”
มนสิชากลับมาบ้าน เล่าให้เป้งกับหลินฟังอย่างเมามันบนโต๊ะกินข้าว
“จริงๆ นะป๊า หนูเห็นกับตาเลย พลอดรักกันเสร็จก็จูงมือออเซาะกันเข้าโรงแรม”
“นังลูกไม่รักดี”
หลิยยิ้มเยาะ
“สงสัยลื้อจะได้กุ๊ยมาเป็นเขยซะละมั้ง”
เป้งกระแทกถ้วยข้าวต้มจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ข้าวต้มกระเด็นไปโดนหน้าลูกเมีย หลินกับมนสิชากรีดร้อง
“ไอ้กุ๊ยตัวไหนอยากลองดีกะอั๊วะ ได้เละเหมือนข้าวต้มกุ๊ยแน่”
เป้งคำราม

กริชค้นหาโฉนดทั่วห้องทำงานของบุ๊ง แต่หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
“ป๊าเอาไว้ไหนวะ”
เสียงเคลื่อนไหวที่ประตูดังขึ้น กริชหาที่หลบไม่ได้ เลยสอดตัวเข้าใต้โต๊ะทำงานบุ๊ง บุ๊งเดินนำเข้ามา ตามด้วยมนชิต บุ๊งหัวเราะลั่น
“อั๊วดีใจซะอีก ที่ไอ้เส็งยังไม่ตาย มันจะได้อยู่ดูความพินาศย่อยยับของตัวเอง ทีละนิด ทีละน้อย จนมันขาดใจตายในที่สุด”
“แต่นอนเป็นผัก ขยับทำไรไม่ได้ ก็ไม่ต่างจากซากศพดีๆ นี่เอง ตำแหน่งหัวหน้าแก๊งคนใหม่ เราสนับสนุนเสี่ยให้ขึ้นแทน”
กริชอยากรู้ว่าใครคุยกับบุ๊ง พยายามจะมอง แต่ไม่เห็น
“มันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ ลื้อก็รู้ว่าเพราะอะไร”
“ถ้าเสี่ยหมายถึงไอ้คิม มันหมดวาสนาแล้วล่ะครับ”
มนชิตขยับเข้ายืนใกล้โต๊ะทำงานบุ๊ง จนเท้าอยู่ใกล้จมูกกริช กริชอุดจมูก เหม็นเท้ามนชิตมาก
“หมดตูด หมดทุกอย่าง ไม่แน่ จะหมดอายุไขเร็วๆ นี้ด้วย”
“หา ไม่ได้ๆ ถ้าอีตาย อั๊วะก็ซวยดิ มันเล่นประกาศต่อหน้าคนทั้งปากน้ำโพว่า ถ้ามันตายภายในปีนี้ เป็นฝีมืออั๊ว”
“คนไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจบารมี ตายไปก็เหมือนหมาข้างถนนตัวหนึ่ง ไม่มีใครสนใจหรอกเสี่ย ดีไม่ดี คนจะถุยน้ำลายใส่ด้วย”
“แต่พวกที่เยาวราช”
“ก็ตามใจเสี่ยนะ สวรรค์เปิดทางให้ขนาดนี้แล้ว”
“เอาว่า ถ้าอั๊วะได้ขึ้นเป็นหัวหน้าจริงๆ เมื่อไหร่ ลื้อเป็นรองหัวหน้า”
บุ๊งหัวเราะชอบใจ มนชิตแค่ยิ้มๆ ทั้งคู่เดินออกจากห้องทำงานไป กริชคลานออกมาจากใต้โต๊ะ พะอึดพะอม
“ใครวะ เท้าเหม็นฉิบหาย จะอ้วก มีคนจะฆ่า ว่าที่พี่เมีย ทำไงดี”

กริชนึกเป็นห่วงวิภาดามากกว่าคณิน

คณินขอบคุณทุกคนที่มาเยี่ยมพ่อ โดยมีวิภาดายืนเคียงข้าง ผงกศีรษะอย่างนอบน้อม
 
“ขอบคุณที่มาเยี่ยมอาป๊าครับ”
“เฮียยังอยู่ พวกเราก็สบายใจ”
“ขอให้เฮียหายไวๆ นะ”
“ยังไง ระหว่างนี้ หัวหน้าคิมก็ต้องทำหน้าที่ดูแลแก๊งไปก่อน”
ไทแอบมองอยู่หน้าห้อง สายตาเหี้ยมโหดเจ็บใจมาก คณินหันไปเห็นเหมือนมีคนแอบมองที่ประตู เขาเดินไปดูทันที ไทเห็นคณินจะเปิดประตู เขาผละออก รีบหนี แพนเดินเข้ามา พร้อมกระเป๋าเอกสารที่กลับไปเอาที่โรงสีตามคำสั่งคณิน ไทเดินก้มหน้าชนเข้ากับแพนอย่างจัง จนยาพ่นที่แอบสับเปลี่ยนตกลงจากตัว แล้วกลิ้งไป ไทรีบหนีไป แพนตามไปหยิบยาพ่น แล้วรีบเรียกไท แต่ไม่ทัน
“คุณ ทำของตกไว้ค่ะ จะรีบไปไหน”
คณินเดินเข้ามา เห็นแพนยืนถือยาพ่น ก็นึกว่าแพนคือคนที่แอบมองเมื่อสักครู่
“เธอเองเหรอ”
แพนยื่นกระเป๋าเอกสารให้
“นี่กระเป๋าเอกสารที่คุณให้ฉันไปเอามาให้จากโรงสี”
คณินเห็นยาพ่นในมือแพน
“นั่นอะไร”
แพนยกขึ้นดู คณินตกใจ ว่าเหมือนอันที่เขาเก็บไว้ เลยแย่งมาดู
“เหมือนของป๊าเลย ได้มาจากไหน”
“มีคนทำตกไว้”
“ใคร”
“ไม่รู้ แต่เป็นผู้ชาย สงสัยจะรีบ เลยไม่ทันระวัง ฉันว่าจะเอาไปฝากไว้ที่เคาน์เตอร์ เผื่อเขาจะกลับมาถามหา”
“ไอ้ยาเนี่ย มันของแพง ต้องสั่งมาจากกรุงเทพฯเท่านั้น”
“งั้นเหรอ ฉันเคยเห็นเถ้าแก่ใช้ด้วยนะ”
คณินหรี่ตามองจับผิด
“ใช่ ในปากน้ำโพ อาจจะมีแค่ป๊าฉันคนเดียวก็ได้ที่ใช้ยานี่”
แพนไม่รู้ตัวว่าถูกจับผิด
“เรื่องโฉนดบ้านคุณ ฉันจะเป็นคนเอากลับมาคืนคุณเอง”
“ไม่ต้องลำบากหรอก ไปซะ”
คณินหันหลังเดินกลับไป แพนมองอย่างกังวล

ภายในห้องพักฟื้นผู้ป่วย คณินเห็นซกเค็งนอนหลับที่โซฟา วิภาดานั่งหลับบนพื้น โดยจับมือแม่ไว้ด้วย เส็งนอนนิ่งไม่ยอมฟื้น คณินล้วงยาพ่นที่เก็บไว้ ส่งให้กิตติ
“ยาพ่นของเถ้าแก่นี่ครับ”
“ลองพ่นดู”
กิตติลองพ่นดูก็ผงะ
“ยาอะไรครับ เหม็นมาก”
“อย่าสูดเยอะ มันเป็นยาสลบ”
“หา”
“มีคนสับเปลี่ยนยา ป๊าถูกใครบางคนปองร้าย และคนๆ นั้นต้องเป็นคนใกล้ตัว”
“คนที่น่าสงสัยที่สุดคือผมใช่มั้ยครับ”
“ก่อนหน้านี้ ใช่ แต่ตอนนี้ ไม่ใช่แล้วละ”
“ใครมันบังอาจทำร้ายเถ้าแก่ ผมจะถลกหนังหัวมัน”
“ใครสักคนที่แฝงตัวอยู่ในโรงสี คนที่เลือดเย็นและไร้หัวใจ”

คณินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 3 (ต่อ)

แพนเดินเข้ามาหลังโรงน้ำชา หันมองไปทั่ว เพราะกลัวใครจะเห็น
 
“ขอโทษด้วยนะพ่อ ที่ขัดคำสั่ง ฉันจำเป็นต้องหาเงินจริงๆ”
แพนเดินเข้าประตูโรงน้ำชาไป ขณะนั้นบุ๊งเฮฮาบนโต๊ะ ท่ามกลางสมาชิกแก๊งเหยี่ยวแดงที่กำลังดื่มกินกันอย่างมีความสุข
“อั๊วะจะเปิดบ่อนที่บ้านพี่เส็ง พรุ่งนี้ใครว่าง ขอเรียนเชิญไปร่วมพิธีเปิดบ่อนอย่างเป็นทางการ”
บริเวณหลังเวที แพนแต่งตัวสวย แต่งหน้าจัด เดินเข้ามา ลังเล กลัว
“เราต้องทำ”
แพนก้าวเท้าจะออกมา แต่ต้องชะงัก เพราะเป้ง มนชิตเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับบุ๊ง
“ดีใจด้วยนะเสี่ยบุ๊ง ลื้อจะได้เป็นใหญ่เป็นโตซะที”
มนชิตหันไปเห็นแพนแว่บๆ จึงกระซิบบุ๊ง
“ป๊า ผมขอตัวนะ”
“อือ”
มนชิตลุกออกไป บุ๊งหันมาคุยกับเป้งต่อ
“แต่ลื้อจะดองกับบ้านนั้นไม่ใช่เหรอ”
“ดองจนเหม็นเปรี้ยวหมดแล้ว”
“ถ้าเหม็นเปรี้ยวแล้ว ก็เอามาใส่ตะกร้าล้างน้ำสิ”
บุ๊งทำหน้ากะลิ้มกะเหลี่ย เป้งไม่พอใจ แต่ยังฝืนยิ้มเฮฮา
“แล้วถ้าปากเหม็น เอาอะไรล้วงคอดี”
บุ๊งหุบยิ้มทันที

บริเวณห้องแต่งตัวหลังเวที โรงน้ำชา มนชิตจับคอเสื้อเจ้าของโรงน้ำชาไว้แน่น
“อั๊วะบอกแล้วใช่ไหม อย่าให้แพนเข้ามาที่นี่”
แพนหลบหลังผ้าม่าน ทั้งกลัวทั้งเป็นห่วงเจ้าของโรงน้ำชา
“อาแพนเข้ามาเหรอ ไหน อยู่ตรงไหน”
“อย่ากวน อั๊วะได้กลิ่นแพนแถวนี้”
“จมูกลื้อดมกลิ่นได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
“เตือนแล้วไม่ฟังใช่มั้ย”
มนชิตลากกระชากเจ้าของโรงน้ำชาออกไปด้านนอก
“โอ๊ย อย่าทำอั๊วๆ”
แพนเปิดม่านออกมา ตกใจ
“ทำไงดี”
มนชิตลากเจ้าของโรงน้ำชาออกมากระทืบอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปราณี แพนตามมาอย่างร้อนใจ
“หยุดนะเฮีย”
มนชิตไม่หยุด กระทืบอย่างบ้าคลั่ง เจ้าของโรงน้ำชาร้องขอชีวิต
“ไส้อั๊วไหลแล้ว”
แพนเข้าไปผลักมนชิตจนกระเด็น ก่อนช่วยประคองเจ้าของโรงน้ำชาขึ้น
“เลิกเป็นหมาบ้าเที่ยวไล่กัดคนนั้นคนนี้ซะที”
“ที่เฮียเป็นแบบนี้เพราะใคร”
“เพราะสันดานไงล่ะ เลิกยุ่งกับชีวิตของคนอื่นซะที”
“คนอื่นเหรอ เสียใจด้วย ไม่มีวันเลิกยุ่ง รอให้เฮียตายก่อนเหอะ”
มนชิตเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว
“บ้าขึ้นทุกวันแล้ว เป็นไงบ้างคะ”
เจ้าของโรงน้ำชาสภาพสะบักสะบอม
“ยังจะถามอีก ดูสภาพอั๊วสิ คราวหลังลื้ออย่าโผล่มานี่อีกนะ พี่ชายลื้อ หวงลื้ออย่างกะหึงเมีย”
เจ้าของโรงน้ำชาสะบัดแขนจากแพน แล้วเดินกระเผลกออกไป แพนกังวลและหนักใจ
ตอนเช้า โรงน้ำชามีสภาพเละไม่เหลือชิ้นดี เพราะถูกมนชิตและพรรคพวกเข้ามาพังร้านหลังเที่ยงคืน เจ้าของโรงน้ำชานั่งร้องไห้เจียนจะขาดใจ คว้าโต๊ะเก้าอี้ที่หักพังมากอด
“หมดแล้ว หมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ไม่เหลือแล้ว”
แพนกำลังจะไปทำงานเดินผ่านมา พอเห็นก็หยุดมอง ตกใจช็อก รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร
“เฮีย”
เจ้าของโรงน้ำชาหันมาเห็นแพน ก็ตาลุกเป็นไฟ
“ตัวซวย ลื้อมันตัวซวยอาแพน”
ชาวบ้านพากันหันมองแพน และซุบซิบนินทา แพนรู้สึกไม่ดี เหมือนตัวเองเป็นตัวซวยจริงๆ

คณินเปิดกระเป๋าใบที่แพนเอาไปให้ออกดู เผยความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เศษกระดาษ แพนแปลกใจ ตกใจ ทำไมเอกสารหายไปหมด
“อธิบายได้มั้ย”
“เอกสารไปไหนหมด ทำไมเป็นอย่างนี้”
“จะไปรู้เหรอ ตอนมาเอาไป ไม่ได้เปิดดูเหรอ ว่ามีรึเปล่า”
“ไม่ แต่วันนั้นคุณก็เห็นว่ามันอยู่ในนี้จริงๆ”
“แต่วันนี้ไม่มีไง”
“เป็นไปได้ยังไง”
“เป็นไปแล้ว รายชื่อยี่ปั๊ว รายชื่อลูกค้า สัญญาหนี้ หายเกลี้ยง บรรลัยมั้ยครับแบบนี้”
“คุณไม่ได้เอาออกไปก่อนหน้านี้ใช่มั้ย”
“ฉันจะขโมยเอกสารตัวเองไปทำไม บอกมาตามตรงเหอะ เอาไปซ่อนไว้ไหน”
“ฉันเปล่านะ สาบานได้”
“งั้นใครทำ”

แพนอยากจะร้องไห้ เธอเองก็จนปัญญาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

บุ๊งกำลังจะขึ้นรถอย่างอารมณ์ดี เพื่อไปเปิดบ่อนใหม่ที่บ้านคณิน ลูกน้องเดินเข้ามาพร้อมซองเอกสารหนาๆ
 
“มีคนฝากมาให้เถ้าแก่ครับ”
บุ๊งแปลกใจ กระชากมาเปิดดูเร็วๆ พอเห็นก็ตาโต แต่อ่านไม่ค่อยออก
“ครุฑ ครุฑเต็มไปหมด”
“เอกสารสัญญาสำคัญๆ ของโรงสีเสี่ยเส็งครับ”
“อ๊ายหยา นี่มันขุมทรัพย์ ใครเอามาให้วะ”
ลูกน้องกระซิบที่หูบุ๊ง บุ๊งพยักหน้า รื่นเริง
“ป๊า”
กริชเดินเข้ามา บุ๊งแอบซองเอกสารไว้ด้านหลัง
“ป๊าทำไม่ถูกนะ ป๊าโกงเขามา คืนเขาไปเถอะ”
“อะไรของลื้อวะ ใครโกง”
“ถ้าป๊าไม่คืนโฉนดให้เขา ผมจะไม่มาให้ป๊าเห็นหน้าอีก”
“ยังกะอั๊วอยากเห็นหน้าลื้อ หล่อไม่เท่าอั๊วก็ผิดเต็มทีแล้ว นี่ยังจะมาก้าวร้าว อวดดี ลื้ออยากไปไหนก็ไปเลย”
กริชโกรธ หันหลังให้พ่อ เดินออกไป
“ถ้าฉลาดได้สักครึ่งของอั๊วนะ ลื้อเจริญกว่านี้แล้ว”
บุ๊งขึ้นรถอย่างอารมณ์ดี

กริชมาที่โรงพยาบาล แอบดูที่หน้าประตูห้องผู้ป่วย เห็นวิภาดากำลังเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้เส็ง ซกเค็งบีบนวดขาให้ เขาสงสารวิภาดาจับใจและเป็นห่วงมาก อยากเข้าไปปลอบ แต่คงทำได้เพียงเอาของเยี่ยมแขวนไว้ที่หน้าประตูห้อง แล้วเดินคอตกจากไป
กิตติเดินถือถุงอาหารเข้ามา เห็นกริชเดินออกไป ก่อนหันมาเห็นถุงอาหารที่แขวนอยู่ จึงหยิบมาถือไว้ วิภาดาเปิดประตูออกมา
“ซื้ออะไรมาบ้าง ของชอบทั้งนั้นเลย ซื้อจากร้านเจ้าเดิมรึเปล่า”
“ไม่รู้สิครับ ผมไม่ได้ซื้อมา”
“อ้าว แล้วใครซื้อมา”
วิภาดางง เดินตามออกไป ยื่นของเยี่ยมคืนให้กริช แต่กริชไม่รับ
“ขอโทษ”
“เลิกพูดคำนี้ซะที”
“ขอโทษร้อยครั้ง พันครั้ง ขอโทษจริงๆ”
“จะกี่ครั้งก็ไม่มีประโยชน์หรอก ในเมื่อไม่ได้ออกมาจากใจ”
“โธ่วิ เราเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ เราไม่ได้อยากให้มันเป็นแบบนี้”
“แต่มันเป็นไปแล้ว ป๊านายทำกับครอบครัวเราอย่างโหดเหี้ยมที่สุด เราจะไม่มีวันให้อภัย”
“ทั้งป๊าทั้งลูกเลยเหรอ”
“โดยเฉพาะนาย กลับไปซะ ไม่ต้องมาให้เห็นหน้าอีก”
วิภาดาโยนถุงของฝากใส่หน้าอกกริช แล้วเดินบึ้งตึงออกไป กริชคอตก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

บริเวณโรงสีเส็ง คณินจับข้อมือทั้งสองข้างของแพนไว้ สายตาดุกร้าว
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นฝีมือเธอใช่มั้ย”
“เปล่า”
“ดีใจด้วยนะ ตอนนี้ เธอเป็นอิสระแล้ว”
คณินปล่อยตัวแพนอย่างแรง จนแพนเซไปติดฝา
“ไป”
“ไม่ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันต้องทำงานใช้หนี้”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย ป่านนี้สัญญาหนี้ถูกเผาเป็นถ่านไปแล้วมั้ง”
“ถึงมันจะเป็นถ่านไปแล้ว แต่ความจริงก็ยังอยู่ ฉันไปทำงานก่อนนะ”
“ไม่จำเป็นแล้ว ไม่เห็นรึไง โรงสีมันใกล้เจ๊งแล้ว”
“แต่คุณยังไม่ปิดนี่”
“อ้อ ต้องให้ปิดก่อนใช่มั้ย ถึงจะไปได้”
“ไม่ว่าคุณจะคิดยังไงกับฉัน ฉันไม่สน ฉันจะทำงานที่นี่”
คณินตั้งใจจะเข้าไปคว้าตัวแพน แต่แล้วกลับได้ยินเสียงลุกฮือจากด้านนอก เป็นเสียงตะโกนไม่พอใจของคนงาน อยู่ๆ ก้อนหินถูกปาเข้ามายังโรงสีมากมาย คณินคว้าตัวแพนไว้ แล้วเอาตัวบังก้อนหินที่ปาเข้ามา จนก้อนหนึ่งโดนหัว เลือดไหลผ่านหน้าผากลงมาตามร่องแก้ม แต่เขายังไม่รู้ตัว

“อะไรกันเนี่ย”

แพนตกใจเมื่อเห็นเลือดคณินไหลเป็นทาง คนงานหยิบก้อนหินปาเข้าใส่โรงสีไม่หยุด
 
ไทหลบหลังต้นไม้ ดูเหตุการณ์ด้วยสายตาเย็นชา คณินกอดแพนไว้แน่น แล้วเลื่อนตัวหาที่หลบอย่างทุลักทุเล
“จะอะไรกันนักกันหนาเนี่ย”
“คนโมโหหิว ก็เป็นแบบนี้แหละ”
“ตกลงเธอเป็นศัตรูหรืออยู่ข้างฉัน”
“ฉันบอกได้แค่ ฉันไม่ใช่ศัตรูคุณ”
“แต่ไว้ใจไม่ได้”
“ฉันว่าเรารีบออกไปจากที่นี่กันก่อนดีกว่า ก่อนที่เลือดคุณจะไหล่หมดตัว”
คณินจับที่หน้าผาก
“นึกแล้ว ทำไมตาพร่าๆ”
คณินค่อยๆ พาแพนหลบออกไป

คนงานกำลังจัดสถานที่ในบ้านของคณินให้เป็นบ่อนการพนันย่อมๆ บุ๊งยืนต่อหน้าทุกคน ชูแก้วเหล้าขึ้น
“อ้าวพวกเรา กล่าวขอบคุณพี่เส็งพร้อมกัน”
“ขอบคุณครับ”
บุ๊งหันไปมองรูปถ่ายของเส็งที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“ขอบคุณที่ยกบ้านหลังนี้ให้เป็นบ่อนที่ใหญ่ที่สุดในเขตนี้นะ ร่ำรวยๆ”
ทุกคนชูแก้ว แสดงความยินดี แต่บางคนยังเป็นห่วง
“แต่พี่เส็งต้องการให้เลิกทำบ่อนในเขตเรานะ นี่เล่นเปิดในบ้านแกเลย”
“ถ้าไม่มีบ่อน แล้วเราจะทำมาหากินอะไรกัน”
“นั่นสิ เรื่องปากท้องสำคัญที่สุด พี่บุ๊ง ไม่เชิญหัวหน้าแก๊งมาเปิดบ่อนล่ะ”
“ใครบอกอั๊วไม่เชิญ”
บุ๊งยิ้มเจ้าเล่ห์

ซกเค็งอ่านจดหมายเชิญเปิดบ่อนของบุ๊งแล้วขย้ำทิ้งด้วยความโมโห
“อั๊วทนไม่ไหวแล้ว มันหยามกันเกินไป”
“ใจเย็นๆ ม้า วิเชื่อว่าอีกไม่นาน เฮียต้องเอาบ้านกลับมาจนได้”
“อั๊วกลัวมันจะพินาศย่อยยับไปซะก่อน”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น หลินเดินเข้ามา
“อ้าวอาหลิน เข้ามาสิ ขอบใจมากนะที่อุตส่าห์มาเยี่ยมเฮีย”
“ไม่ได้มาเยี่ยมหรอกจ้ะ มาธุระ”
“ธุระอะไร”
“คือ เรื่องหมั้นหมายน่ะจ้ะ”
“อ้อ ได้ๆ อั๊วกำลังอยากคุยเรื่องนี้พอดี อั๊วอยากให้มีการจัดงานแต่งงานให้เร็วที่สุด”
“จัดให้ใคร”
“ก็ลูกสาวลื้อกับลูกชายอั๊วไง”
“ที่มาเนี่ย ไม่ได้มาเร่ง แต่มายกเลิก อั๊วคงไม่ยกลูกสาวให้คนสิ้นเนื้อประดาตัวหรอก ไม่อยากให้ลูกสาวมันกัดก้อนเกลือกิน”
“อ้าว นังหลิน นี่ลื้อจะเบี้ยวสัญญาเหรอ”
“ช่วยไม่ได้ อั๊วไม่อยากดองกับคนจน”
ซกเค็งโกรธจนตัวสั่น หลินรีบกลับออกไป วิภาดาเข้าประคองแม่
“โชคดีของเฮียที่ไม่ต้องมีแม่เมียแบบนี้”
“เก๊กซิม”
เส็งนอนอยู่บนเตียง นิ้วกระดิกขึ้นนิดๆ

แพนช่วยประคองคณินมาที่รถ คณินจับแผลที่หน้าผากของตัวเอง ร้องโอดโอยตลอดเวลา กิตติเข้ามาหา อย่างร้อนใจ เป็นห่วงมาก
“เลือด โธ่คุณคิม เจ็บมากมั้ยครับ มาผมช่วยประคอง”
คณินง้างขาจะถีบกิตติ ที่มาผิดจังหวะ กิตติถอยไปอย่างเฉียดฉิว
“ไปบอกพวกคนงาน ว่าฉันจะจ่ายเงินให้ทุกคนครบทุกบาททุกสตางค์ภายในเย็นนี้”
แพนกับกิตติมองหน้ากัน ว่าคณินเอาเงินมาจากไหน แพนรีบค้าน
“อย่าไปให้ความหวังพวกเขาเลย เดี๋ยวเรื่องมันจะไปกันใหญ่”
“ใช่ คราวนี้อาจไม่ใช่ก้อนหิน แต่เป็นก้อนเหลืองๆ แทน”
“ถ้าไม่อยากคางเหลือง ก็รีบไป”
กิตติจะไป แต่กลับหันมาใหม่ ยื่นจดหมายเชิญเปิดบ่อนให้คณิน
“อะไรอีกล่ะ”
“อ่านดูสิครับ”
“แอบอ่านแล้วไม่ใช่เหรอ บอกมา อย่าเสียเวลา”
“เสี่ยบุ๊งเชิญคุณคิมไปเป็นประธานเปิดบ่อนครับ”
“เปิดบ่อน ที่แท้ไอ้เสี่ยบุ๊งมันเปิดโรงสีไว้ฟอกเงินนี่เอง บ่อนที่ถูกปิดไปก็คงจะเป็นของมันด้วยสินะ คราวนี้มันเปิดที่ไหน”
“ที่บ้านคุณครับ”

คณินกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ

บุ๊งกำลังดื่มกินกับทุกคนอย่างมีความสุข คนที่เล่นการพนันก็เล่นกันไป
 
ลูกน้องเดินเข้ามา กระซิบที่หูบุ๊ง ว่าคณินมาแล้ว บุ๊งยิ้มเย้ย
“กล้ามาจริงๆ ด้วยเว้ย”
บริเวณหน้ารั้วบ้านคณิน แพนดึงตัวคณินไว้
“อย่าเข้าไปเลย”
“ทำไม กลัวฉันตายเหรอ”
“คุณยังมีแม่ มีน้องที่ต้องดูแลนะ”
“ไปเตรียมหยูกยาผ้าพันแผลไป เดี๋ยวออกมา”
“ฉันมีวิธีเอาโฉนดคืนให้คุณ คุณไม่ต้องเสี่ยงขนาดนี้”
“วิธีอะไร”
“คุณไม่ต้องรู้หรอก”
“วิธีโง่ๆ ล่ะสิ หยุดคิดเลยนะ”
“ในนั้น มีแต่คนที่เกลียดคุณนะ”
“แค่คนข้างนอกไม่เกลียดก็พอ”
กิตติเอือม
“ใช่เวลาหรือครับ”
“เอาเป็นว่า ฉันจะทำให้คนพวกนั้นก้มหัวให้ฉันให้ได้ พาแพนไปส่งที่บ้าน”
คณินหันไปสั่งกิตติ แล้วปลดมือแพน เดินผ่านประตูรั้วเข้าไปด้านใน
“ไม่ต้องห่วงหรอกแพน คุณคิมของเราไม่ได้โดดเดี่ยวขนาดนั้น”
แพนกลัดกลุ้ม เป็นห่วงคณินมาก

บริเวณกำแพงบ้านคณินอีกด้าน มนชิตกำลังสั่งการไท
“ไอ้คิ้มมันมาแน่ อาศัยจังหวะนี้ ไปจัดการไอ้แก่ที่โรงพยาบาลซะ”
“ครับ”
“จบงานให้เร็วที่สุด แล้วรีบออกมา”
ไทพยักหน้าแล้วเดินออกไป

คณินกระโดดผ่านประตูโถงเข้ามา ลูกน้องประมาณยี่สิบคนของบุ๊งยืนเรียงเป็นแถว รอต้อนรับเขาเต็มที่ เป้งและสมาชิกแก๊งเหยี่ยวแดงยังนั่งดื่มกินกันอยู่มุมด้านข้าง บุ๊งนั่งที่เก้าอี้ประจำของเส็ง ใกล้กันนั้นมีหิ้งวางภาพถ่ายบรรพชน และถุงดินของเส็ง
“ปรบมือต้อนรับนายน้อยหน่อยพวกเรา"
บุ๊งบอก ทุกคนปรบมือให้อย่างเสียมิได้ มนชิตโผล่ออกมาจากมุมลับตา ยิ้มเยาะ มือกอดอกแน่น คณินยังยืนตรงประตู ตาจ้องมองไปยังหิ้งบรรพบุรุษ
“ขอโทษที่มาสายนะครับ พิธีเปิดบ่อนเสร็จรึยัง”
“มาสายเสมอเลยนะคุณคิม”
“ไม่เอาน่า อย่าไปตำหนินายน้อยอย่างนั้นสิ นายน้อยอุตส่าห์ให้เกียรติมาถึงนี่”
“เรียกใหม่สิ เรียกว่าอะไรนะ”
“นายน้อย”
“ต่อไปเรียกให้ถูกด้วย ผมคือหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดง”
บุ๊งหัวเราะลั่น ทุกคนพากันหัวเราะตาม ทรง พล จิ๋น พร้อมด้วยจั๊ว หัวหน้าแก๊งพังพอน และหัวหน้าแก๊งกระต่ายป่า เดินผ่านประตูเข้ามา คณินหันไปพูดกับบุ๊ง
“ยกก้นออกจากเก้าอี้ตัวนั้นซะ”
“ไม่ยก อยากได้เก้าอี้คืนก็เข้ามาเอาสิ”
กริชเข้ามาอีกคน ทุกคนหันมองอย่างมีคำถาม
“เอ่อ ผมเป็นตัวแทนแก๊งกวางสวรรค์”
“มีการประชุมร่วม 4 แก๊งก็ไม่บอก วาระอะไรมิทราบ หรือจะจัดงานศพให้ใคร”
บุ๊งถาม มนชิตหน้าเสีย ไม่คาดคิดว่าคณินจะใช้คนของแก๊งอื่นมาเสริม
“ศพใครเดี๋ยวก็รู้ ผมจะเอาเก้าอี้ตัวนั้นคืนด้วยตัวเอง”
บุ๊งส่งสัญญาณบอกลูกน้อง ให้เข้าขวางและจัดการคณิน
“ฝ่าด่านมาให้ได้ อย่าตายซะก่อนจะถึงเก้าอี้ล่ะ”
“ไม่ต้องห่วง ผมตายหลังเสี่ยแน่”
คณินต่อสู้กับลูกน้องทั้ง 20 คน ของบุ๊ง โดยฝ่าไปทีละคน

ข้างกำแพงบ้านคณิน แพนยืนอยู่กับกิตติ
“ฉันกลับเองได้ นายรีบกลับไปดูแลเสี่ยเส็งเถอะ”
“เอางั้นเหรอ”
แพนเดินไป กิตติเปิดประตูขึ้นรถขับออกไป แพนเดินกลับมา ชะโงกดูท้ายรถที่กิตติขับออกไป แล้วมองหาทางที่สามารถปีนกำแพงได้ เธอกระโดดลงจากกำแพง เข้าสู่ภายในบ้านได้สำเร็จ เดินเรียบๆ เคียงๆ เข้าไปบริเวณส่วนหน้าของบ้าน ผ่านรถบุ๊ง เห็นซองเอกสารวางอยู่บนเบาะด้านหลังรถ เธอสงสัยว่าอาจเป็นโฉนด

คณินแตะต่อยกับคนของบุ๊งอย่างไม่ยอมแพ้ บุ๊งเริ่มนั่งไม่ติด พวกเหยี่ยวแดงที่อยู่ข้างบุ๊งเริ่มร้อนๆ หนาวๆ เป้งทึ่งในฝีมือของคณิน พล ทรง จิ๋น หัวหน้าแก๊งกระต่ายป่า หัวหน้าแก๊งพังพอน ยิ้มชื่นชมคณิน กริชเริ่มรู้ชะตากรรมของพ่อแล้ว แต่เขาคงทำอะไรไม่ได้นอกจากรอเวลา มนชิตยิ้มเย้ยหยัน เพราะระหว่างที่คณินต่อยตีอยู่ที่นี่ หารู้ไม่ว่า คนของเขากำลังจะฆ่าเส็งอยู่
เวลาเดียวกันนั้น ไทปิดปาก สวมเสื้อเหมือนบุรุษพยาบาล เข็นรถขนยาออกมาจากมุมหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ว่องไว อารมณ์ดี
คณินต่อสู้จนตัวเริ่มสะบักสะบอม เมื่อใกล้ถึงตัวบุ๊ง บุ๊งส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่เหลือรุมกระทืบคณินซ้ำ คณินรับมืออย่างไม่เกรงกลัว จนล้มทุกคนสำเร็จ
 
บุ๊งช็อค กลัว เริ่มหาทางหนีทีไล่ คณินขยับจะเข้าหาบุ๊ง กริชเข้ามาขวางหน้าไว้
 
จบตอนที่ 3 
กำลังโหลดความคิดเห็น...