xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 7

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 7

รถของคณินไถลลงข้างทาง ฝูงควายนับสิบตัวเดินขวักไขว่เต็มถนน
 
เด็กเลี้ยงควายคอยต้อนขึ้นมา แพนกอดคณินมุดหน้าซบอกเขาไว้แน่น ปากยังกรีดร้องลั่นรถ เพราะตกใจที่รถเสียหลัก คณินใจเต้นโครมคราม เมื่อเนื้อแนบชิดกับหญิงสาว เขาได้โอกาสแกล้ง จึงแสร้งทำเป็นอาการปางตาย
“แพน ผม คงไม่รอด”
แพนตกใจมองหน้าคณิน พอเห็นเลือดออกจมูกก็ช็อค
“คุณ เลือด คุณบาดเจ็บ”
“สาหัส เจ็บเหลือเกินแพน ภายในของผมคงแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดี”
“ไม่จริง คุณต้องไม่เป็นอะไร เข้มแข็งไว้นะ ฉันจะพาคุณไปส่งโรงพยาบาล”
คณินจับมือแพนแน่น ส่งสายตาอ้อนวอน เหมือนคนใกล้ตาย
“ไม่ทันแน่ๆ ผมคงตายกลางทาง ถ้าคุณจะช่วยผมจริงๆ ผายปอดให้ผมสิ เร็วสิแพน ผายปอด ผายปอดให้ผม”
แพนช็อกกว่าเดิม แต่เพื่อช่วยชีวิตสามี เธอตัดสินใจ ก้มหน้าลงไป ทว่าคณินเผยอปากรอ หลับตาพริ้ม แพนรู้ทันทีว่าถูกหลอก จึงตบหน้าคณิน คณินตื่นจากฝันหวานทันที แพนเป่าลมใส่ฝ่ามือตัวเอง
“ได้ผลแฮะ ตบทีเดียวฟื้น นี่ถ้าซ้ำอีกสักครั้งสองครั้งคงหายห่วง ขับรถมีสติกว่านี้”
“ผมไม่ได้ง่วง แค่จะลองเช็คเบรกว่ามีปัญหารึเปล่า เผื่อใครลอบตัดสายเบรก หวังสังหารเราสองผัวเมีย”
“อย่ามาแก้ตัวหน่อยเลย รถเสียรึเปล่าก็ไม่รู้ รีบลงไปเช็คเถอะ”
“รถน่ะไม่เป็นอะไรหรอกทูนหัว แต่ที่จะเป็น คือไอ้เด็กเลี้ยงควายโน่น”
คณินเลื่อนกระจกรถลงแล้วตะโกนโหวกเหวก
“เฮ้ยไอ้หนู ป๋ารีบครับ ต้อนเพื่อนๆ ออกไปได้แล้ว”
เด็กเลี้ยงควายทำเป็นหูหนวกไม่ได้ยิน
“ท่าทางไม่สนใจเลย เหมือนไม่ได้ยินที่คุณบอก”
“สงสัยต้องจ่ายค่าผ่านทาง”
คณินลงจากรถ เดินไปหาเด็กเลี้ยงควาย
“ไอ้หนู หลีกทางให้ป๋าด้วย ป๋ารีบ”
“แต่ฉันไม่รีบ”
“ป๋าไม่อยากมีเรื่องกับเด็กนะ สงสัยต้องคุยกับพ่อแม่แล้วล่ะ บ้านอยู่ไหน”
“ไม่ ไม่มี ไปก็ได้”
เด็กรีบต้อนควายลงจากถนน คณินส่ายหน้าระอาใจ

บุ๊งยืนต่อหน้ากำนันหน้ายุ้งข้าวขนาดใหญ่ พร้อมลูกน้องสี่คน โดยลูกน้องคนหนึ่งถือถุงใส่ขวดเหล้าไว้
“อั๊วให้ราคาดีกว่าโรงสีเดิมสามเท่า กำนันลองคิดดูแล้วกัน อั๊วไม่ได้บังคับ แค่เสนอทางเลือกให้”
กำนันอึกอักเล็กน้อย บุ๊งเอาถุงจากลูกน้องส่งให้กำนัน
“นี่เป็นของที่ระลึกจากอั๊ว เหล้านอก ให้ไว้ดูต่างหน้า ไม่ได้หวังผลใดๆ แค่อยากทำความรู้จักในฐานะเพื่อนฝูง”
กำนันรับของมา พยักหน้านิดๆ อย่างพึงพอใจ บุ๊งยิ้มใสซื่อ ทั้งที่แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์

เวลาต่อมา คณินก็มาหากำนันคนเดียวกับเสี่ยงบุ๊ง กำนันทำหน้าตาอิหลักอิเหลื่อ แบ่งรับแบ่งสู้
“เสียใจด้วยครับ ปีนี้ผมทำสัญญาขายข้าวให้โรงสีอื่นไปแล้ว”
คณินหน้าเสียเล็กน้อย มองหน้าแพนเพื่อปรึกษา
“แต่กำนันขายให้ทางเรามาตลอด ทำไมถึงเปลี่ยนใจล่ะคะ”
“หรือว่าราคาที่ผมให้ไม่ดีพอ ถ้าอย่างนั้น กำนันอยากได้ราคาไหนก็ว่ามาเลยครับ เผื่อหยวนๆกันได้”
“ผมรับปากเขาไปแล้ว รับเงินมัดจำมาแล้วด้วย ฝากขอโทษเสี่ยเส็งด้วยล่ะกัน”
คณินผิดหวังเล็กน้อย ส่วนแพนกลุ้มใจหน้าเสีย
“อย่าคิดมาก ยังมีคนรอขายข้าวให้เราอีกเพียบ ไปที่อื่นต่อเถอะ”
แพนมองคณิน แอบเห็นใจ

บุ๊งยื่นถุงใส่ของกำนัลให้ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง
“รังนกเพื่อสุขภาพ ของเล็กๆ น้อยสำหรับผู้ใหญ่และลูกบ้านทุกคนที่ทำงานหนักมาหลายเดือน”
ผู้ใหญ่บ้านรับของมา
“อย่าลืมนะ ถ้าไปขายที่โรงสีอั๊วกันทั้งหมด อั๊วจะให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดสามเท่าแน่นอน”
“สามเท่า”
“ใช่ ส่งปุ๊บ จ่ายปั๊บ รวยกันถ้วนหน้า”
บุ๊งยิ้มเจ้าเล่ห์ กลับไป เวลาต่อมาคณินและแพนก็มาหาผู้ใหญ่บ้านคนนี้เช่นกัน เขาฟังผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยความแปลกใจ
“สูงกว่าตลาดสามเท่า ผมคงให้ราคานี้ไม่ได้ และที่อื่นก็คงให้ไม่ได้เหมือนกัน”
“มีโรงสีอื่นมาเสนอสามเท่า ถ้าคุณสู้ไม่ไหว ผมกับลูกบ้านคงขายให้โรงสีอื่น เข้าใจกันด้วยนะคุณ มันเรื่องของปากท้อง”
“โรงสีอื่นคือโรงสีของใครหรือคะ”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมตอบ

บุ๊งโน้มน้าวชาวนาและเมียรายหนึ่ง
“คิดดูให้ดีนะ ราคานี้มีที่ไหน มีที่เดียวเท่านั้น ก็คือโรงสีของอั๊วเอง”
ชาวนาและเมียคิดหนัก แต่เทใจไปทางบุ๊ง ระหว่างนั้นเสียงคณินดังขึ้น
“ยอมขาดทุนว่างั้น”
บุ๊งยังไม่รู้ตัว
“ยอม เพื่อให้ชาวนาทุกคนอยู่ดีกินดี”
“จ่ายจริงตามที่พูดทุกอย่าง”
“แน่นอน”
“สัญญาปากเปล่าแบบนี้ ถ้าเบี้ยวทำไงดี”
“ไม่มีทาง ถ้าจะมีโรงสีขี้โกง เห็นจะมีแต่โรงสีไอ้คิ้ม”
“ขอบคุณที่ช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ครับ”
บุ๊งหันขวับมองคณิน แล้วตกใจ
“เฮ้ย ไอ้ นายน้อยนี่เอง นึกว่าใคร”
“เสี่ยบุ๊งนี่เอง นึกว่าใคร ที่เอาฝันมาขายให้พวกชาวนา หลอกลวงต้มตุ๋นผิดกฎหมายนะเสี่ย”
“ต้มตุ๋นอะไรวะ อั๊วแค่มาเสนอทางเลือกให้ชาวนา”
“แต่เจาะลูกค้าของโรงสีผมหมดเลย ทำแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยรึเสี่ย”
คณินเดินเข้าหาบุ๊ง บุ๊งกวักมือเรียกลูกน้องทั้งสี่เข้าประกบ แพนแตะมือคณิน ส่งสัญญาณให้ใจเย็นๆ
“มันเป็นสิทธิ์ของชาวนา เขาจะขายให้ใครก็ได้ แต่เผอิญพวกเขาขายให้อั๊ว”
“ให้ราคาสูงขนาดนั้น ไม่เอาก็โง่แล้ว แต่เป็นไปไม่ได้หรอกเสี่ย ทำการค้าจะยอมขาดทุนขนาดนั้นเพื่ออะไร เพื่อความสะใจอย่างนั้นเหรอ”
“อั๊วแค่อยากให้ชาวนารวยเหมือนเจ้าของโรงสี”
“ใจกว้างจริง เอางี้ ถ้าเสี่ยจริงใจอย่างที่พูดปาวๆ ช่วยวางเงินทั้งหมดให้ชาวนาไปเลย ทั้งหมดที่เสี่ยตกลงไว้”
บุ๊งตาเหลือก
“ว่าไง”
“ไม่ว่าไง และไม่ทำตามที่ลื้อสั่งด้วย ถึงลื้อจะเป็นหัวหน้าแก๊ง แต่ลื้อไม่ใช่เจ้านายอั๊วนี่หว่า ไปเว้ย”
บุ๊งชักสีหน้าแล้วเดินไป คณินมองตามหลังอย่างเอือมระอา แพนหันมาถาม
“จะเอายังไงต่อคะ”
“ไปต่อ”

ชาวนาและเมียหันหลังกลับเข้าบ้านไป คณินโบกมือลา

ตอนเย็น คณินกับแพนยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งนาและแสงสีทองจากพระอาทิตย์ในห้วงเวลาสุดท้ายของวัน
 
“เงินนี่มันสำคัญจริงๆ มันซื้อคนได้หมด หมดทั้งตำบลเลย”
“มันเป็นเรื่องของปากท้อง ในเมื่อพวกเขามีทางเลือกที่ดีกว่า ลองเป็นคุณ คุณก็ทำเหมือนพวกเขานี่แหละ”
“แต่มันเป็นการหลอกลวงแน่นอน เสี่ยบุ๊งไม่มีทางให้ราคานั้นได้ เจ้าเล่ห์จริงๆ คุณน่ะ ระวังด้วยนะ ส่วนมากพ่อกับลูกสันดานไม่ไกลกัน”
“เหรอคะ แต่ทำไมคุณกับเถ้าแก่ไม่เห็นเหมือนกันเลย เถ้าแก่เป็นคนดี เอาการเอางาน รักเมียคนเดียว”
“ทำไมจะไม่เหมือน ผมนี่ถอดแบบป๊ามาเป๊ะเลยนะ สบายใจได้ อนาคตคุณไม่ลำบากหรอก ตอนนี้ก็ทนๆ ไปก่อน”
“กลับกันเถอะ ใกล้ค่ำแล้ว เดี๋ยวคนที่บ้านเป็นห่วง”
คณินจับมือแพนดึงให้มายืนใกล้กัน
“เราไม่ได้ดูพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันตั้งนานแล้วนะ”
แพนเขิน
“จริงสิ ทำไมคุณชอบดูพระอาทิตย์ตกดิน”
“เพราะผมชอบกลางคืนมากกว่ากลางวัน”
“ทำไมคะ”
“ความฝันมันชัดดี”
“ต่างจากฉัน ฉันชอบดูพระอาทิตย์ขึ้นมากกว่า เพราะมันหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ตราบใดที่เรายังไม่ตาย มันก็ต้องสู้ต่อไป ชีวิตจริงกับความฝัน มักเดินสวนทางกันเสมอ”
“ถ้าอย่างนั้น ต่อไปเราตื่นพร้อมๆ กัน เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันนะ”
แพนยิ้มนิดๆ

รถบุ๊งแล่นมาตามทางถนนใกล้ทุ่งนา บุ๊งหัวเราะร่วน อารมณ์ดี
“คราวนี้ไอ้คิ้มได้เจ๊งแน่ ให้มันรู้ซะบ้างว่าเล่นอยู่กับใคร”
โอชินแต่งตัวมิดชิด ขยับตัวออกจากต้นไม้ใหญ่ริมถนน พร้อมถือปืนอาก้า รถบุ๊งแล่นผ่านมา แล้วจอดตรงที่เด็กเลี้ยงควายรออยู่ บุ๊งยื่นเงินให้
“ทำงานได้ดีมาก เอาส่วนที่เหลือไปไอ้หนู”
เด็กเลี้ยงควายรับเงินแล้ววิ่งกลับไปที่ฝูงควาย บุ๊งหันไปบอกลูกน้อง
“ไปได้”
ระหว่างนั้นโอชินกระหน่ำยิงเข้าใส่ล้อรถบุ๊งไม่ยั้ง เด็กเลี้ยงควายตกใจตาเหลือก รีบหลบหลังควายเพื่อแอบดู บุ๊งและลูกน้องตกใจ ก้มหัวลงหลบลูกกระสุน
“เฮ้ย ไรวะ ใครมาจุดปะทัดแถวนี้”
กระสุนนัดหนึ่งพุ่งผ่านหน้าบุ๊งไปโดนเบาะรถ แบบเส้นยาแดงผ่าแปด บุ๊งตาเหลือก
“กระสุนจริง”
“เอาไงดีครับเสี่ย”
“ไอ้โง่ ก็ยิงตอบโต้ไปสิวะ”
ลูกน้องพยายามยิงตอบโต้ออกไป ในระหว่างการยิงปะทะ ลูกน้องบุ๊งถูกกระสุนเจาะไปหนึ่งคน
“เฮ้ย ป้องกันอั๊ว ป้องกันอั๊วเดี๋ยวนี้”
ลูกน้องยิงปืนออกไป โดนหัวไหล่ของโอชินหนึ่งนัด
“ไอ้คิ้ม ไอ้คิ้มแน่ๆ”
ทันใดนั้น กระสุนเจาะเข้าที่หัวไหล่ของบุ๊ง ก่อนจะเป็นที่ขาอีกหนึ่งนัด
“ทำไมอั๊วรู้สึกชาๆ วะ”
ลูกน้อง 3 คนตกใจเห็นเจ้านายโดนยิง บุ๊งสลบเหมือด ลูกน้องคว้าพวงมาลัยรีบขับรถหนีอย่างเร็ว โอชินวิ่งขึ้นมาบนถนน มองดูท้ายรถบุ๊ง ก่อนปล่อยผมที่พันไว้จนยาวสลวย เด็กเลี้ยงควายมองอย่างหวาดกลัว โอชินหันไปเห็นเด็ก จึงยกปืนขึ้นตั้งใจจะยิง เด็กตกใจ วิ่งหนี โอชินวิ่งไล่ตามเด็กไปอย่างเร็ว เด็กวิ่งขึ้นถนน เป็นจังหวะที่รถของคณินขับมาพอดี เขาเบรกอย่างแรง เด็กล้มกลิ้งบนถนน คณินกับแพนรีบลงจากรถมาดูเด็กด้วยความตกใจ
“อ้าวไอ้หนู”
“ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย”
โอชินยืนมองอยู่หลังต้นไม้ คิดว่าทำอะไรไม่ได้แล้ว จึงกลับไป

กริชตกใจ เมื่อได้ฟังข่าวจากลูกน้อง
“ป๊าถูกยิง”
“ครับ เราโดนถล่มระหว่างทาง คนของเราตายไปหนึ่ง ส่วนเสี่ย ตอนนี้คงถึงโรงพยาบาลแล้ว”
“ใครทำ”
“ไม่แน่ใจครับ แต่ก่อนจะโดนถล่ม เสี่ยมีเรื่องกับคุณคิ้มครับ”
กริชไม่พอใจอย่างมาก

กิตติเข็นรถเข็นของเส็งออกจากห้องตรวจ โดยมีวิภาดาเดินอยู่ใกล้ๆ
“ร่างกายของป๊าดีวันดีคืน แต่ยังไม่แข็งแรง เพราะไม่ยอมทำกายภาพบำบัด คราวหลังต้องไม่ดื้อนะคะ ถ้าอยากกลับมาเดินได้เหมือนเดิม”
“อั๊วหายแน่ ไม่ต้องห่วง เพราะอั๊วจะไม่ยอมตายไปพร้อมกับสภาพคนพิการหรอก อั๊วต้องเดินอย่างสง่าขึ้นสวรรค์”
บุรุษพยาบาลและลูกน้องช่วยเข็นเตียงที่มีร่างของบุ๊งผ่านหน้าเส็ง กิตติและวิภาดาไป
“นั่นเสี่ยบุ๊งนี่ครับ”
“ใช่จริงๆ ด้วย เลือดเต็มเลย เกิดอะไรขึ้น”
กริชและลูกน้องวิ่งตามมา จนถึงหน้ากลุ่มของวิภาดา กริชกับวิภาดามองหน้ากันชั่วอึดใจหนึ่ง ก่อนกริชจะวิ่งต่อไปยังห้องฉุกเฉิน แววตาของกริชทำให้วิภาดารู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก เส็งเปรยลอยๆ
“เรายิงเขา เขายิงเรา เรายิงเขา เขาก็ยิงเรา สัจธรรม”
เส็งปลง

กริชเดินไปเดินมาหน้าห้องผ่าตัด กังวลทุกข์ร้อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน วิภาดาเดินเข้ามาอย่างห่วงใย
“เกิดอะไรขึ้น ป๊านายเป็นอะไร”
“ไปถามพี่ชายวิดูสิ”
“พูดแบบนี้หมายความว่าไง”
“ก็อย่างที่พูดนั่นแหละ เขาคงรู้เรื่องดีที่สุด”
“นายคิดว่าพี่ชายเราทำเหรอ มีหลักฐานรึเปล่า”
“ไม่มี”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเพิ่งด่วนสรุป”
“ได้ เอาไว้เราจะคุยกับพี่ชายวิ ว่าเป็นฝีมือเขารึเปล่า เพราะถ้าใช่ เราจะไม่อยู่เฉยแน่”
กริชหันไปทางอื่น ไม่อยากมองหน้าวิภาดา

แพนทายาที่หัวเข่าให้เด็กเลี้ยงควาย โดยมีคณินกับแม่เด็กยืนมองอยู่
“ขอบคุณคุณทั้งสองมากที่ช่วยมันไว้ เกือบตายแล้วมั้ยล่ะ ไปยุ่งกับพวกมาเฟีย”
“ตอนแรกก็ไม่อยากทำหรอก แต่เขาให้เงินตั้งเยอะ งานไม่ยาก แค่ต้อนควายขึ้นถนนตอนที่รถมาถึง ใครจะไปรู้ อยู่ดีๆ ยิงกันปุ้งปั้ง”
“เอ็งนี่มันแย่จริงๆ ขอโทษคุณเขาซะ”
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไร แต่คราวหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ เพราะเงินที่ได้มาอย่างสกปรก ใช้ไปก็ไม่มีความสุขหรอก”
“แล้วคนที่ว่างจ้างหนูเป็นอะไรมากรึเปล่า” แพนถาม
“ไม่รู้ครับ ยิงกันสักพัก ก็ขับรถหนีไป”
“แน่ใจนะว่าคนที่ไล่ยิงหนูเป็นผู้หญิง”
“แน่ใจครับ”
คณินนึกถึงตอนที่เขาต่อสู้กับผู้หญิงที่โรงน้ำชา อดนึกถึงสาวญี่ปุ่นคนนั้นไม่ได้
“แล้วนี่ อยู่กันแค่สองแม่ลูกเหรอครับ สามีคุณน้าล่ะ”
“ตายแล้วจ๊ะ ฉันอยู่กับลูกสองคนเท่านั้น”
“มีญาติอยู่ที่อื่นมั้ยครับ”
“ทำไมเหรอคุณ”
“ผมกลัวว่ามือปืนมันจะกลับมา เพราะเด็กเห็นหน้ามันแล้ว ทางที่ดี หนีไปอยู่ที่อื่นจะดีกว่า ไปคืนนี้ได้เลยยิ่งดี ว่าไงครับ มีญาติอยู่ที่ไหนบ้าง”
“พี่สาวฉันอยู่ที่พยุหะ ทำนาที่นั่นหลายร้อยไร่ ฉันจะไปขอพึ่งแกดู”
“ผมไปส่งเอง”
“ไม่เป็นไร ฉันกับลูกจะไปกันเอง เราจะเอาควายไปด้วย”
คณินค่อยโล่งใจ

ตอนค่ำ คณินกับแพนนั่งอยู่ด้วยกันบนเถียงนา ใต้แสงจันทร์
“ขอโทษนะ ที่ทำให้ลำบากไปด้วย”
“ไม่เป็นไรหรอก ลำบากจนชินแล้ว ดวงฉันไม่ดีเอง”
“ใครบอกคุณ ดวงคุณมันลำบากตอนเด็ก แต่หลังแต่งงาน ดวงจะดีมาก วาสนาส่ง ผัวรักผัวหลง”
“ผัวคนไหน”
“อ้าว ดูพูดเข้า นั่งหัวโด่อยู่ตรงหน้าแท้ๆ”
“รักหลงเหรอ ฉันถามคุณจริงๆ เหอะ ทำไมคุณถึงแต่งานกับฉัน”
“พรหมลิขิตมั้ง”
“ตอบจริงๆ ได้มั้ย”
“แล้วคุณล่ะ ดื้อจะตาย ถ้าไม่ยอมซะอย่าง คุณก็ไม่แต่งหรอก ทำไมถึงยอมแต่งกับผมล่ะ”
“ฉันแค่อยากหนีความวุ่นวายของที่บ้าน”
“ส่วนผม”
“คุณก็แค่อยากได้ฉันไว้เป็นตัวประกัน เพราะคุณคิดเสมอว่าฉันเป็นหนอนบ่อนไส้ เป็นคนทรยศ ทำให้โรงสีคุณเจ๊ง”
“เปล่า ที่ผมแต่งงานกับคุณ เพราะผมอยากทำให้คุณรักผมให้ได้ต่างหาก”
“ทำให้ฉันรักคุณ”
“ใช่ ถึงตอนนี้ คุณอาจจะยังรักคนอื่นอยู่ แต่สักวัน คุณต้องรักผม รักผมคนเดียว”
“แล้วถ้าคุณเปลี่ยนใจฉันไม่ได้ล่ะ”
“แล้วถ้าเปลี่ยนได้ล่ะ”
“มันก็คงจะเป็นกรรมของฉัน”
“เพราะงั้น ชดใช้กรรมสักหน่อยมั้ยจ๊ะเมีย บรรยากาศเป็นใจขนาดนี้”
คณินถือวิสาสะจับมือแพนแล้วลูบไล้ โน้มหน้าเข้าใกล้
“คุณสัญญาแล้วนะ ว่าจะไม่แตะต้อง ถ้าฉันไม่ยินยอม”
คณินชะงัก ผละหน้าออก

“กรรมของกู งั้นคุณก็นอนกอดมีดกอดไม้หน้าสามไว้ด้วยแล้วกัน เผื่อดึกๆ ผมย่องเข้าหา กันไว้ก่อน”

แพนตาเหลือกรีบหยิบไม้ใกล้มือมากอดไว้แน่น
 
ทันใดนั้น เสียงปืนดังรัวขึ้น แพนจะกรีดร้อง แต่คณินปิดปากเธอไว้ แล้วขยับตัวเข้าไปอยู่ด้านในด้วยกัน
“มันย้อนกลับมาจริงๆ ด้วย”
แพนหวาดกลัว กอดคณินไว้แน่น ส่วนคณินแอบมองตามช่องของเถียงนา เพื่อดูคนร้าย เห็นเพียงผู้หญิง สักพักเธอวิ่งหนีไปในความมืด
เวลาต่อมา คณินจุดตะเกียงภายในบ้านชาวนาหลังหนึ่ง ก่อนสาดไปยังหุ่นไล่กาสองตัวที่นอนอยู่ สภาพกระจุยกระจายเพราะถูกยิง
“นี่ถ้าสองแม่ลูกนั่นยังอยู่”
“สภาพก็คงไม่ต่างจากหุ่นไล่กาสองตัวนี้”
คณินกังวล

เส็งนอนอยู่บนเตียง แสร้งทำเป็นหลับ วิภาดานั่งเฝ้าอยู่ด้วยความเศร้า กังวล ถอนหายใจซ้ำๆ
“ไม่จริง เฮียไม่ได้ทำ”
ซกเค็งเปิดประตู เห็นลูกสาวยังอยู่ในห้องพ่อ
“ลื้อไปนอนได้แล้วอาวิ เดี๋ยวอั๊วเฝ้าต่อเอง”
“ม้า ม้าว่าเฮียเป็นคนทำรึเปล่า”
“ไม่มีทาง พี่ชายลื้อนิสัยเป็นยังไงลื้อก็รู้ มดสักตัวยังไม่กล้า นับประสาอะไรกะคน ถึงคนๆ นั้นมันจะเป็นคนไม่ดีก็เถอะ”
“แต่ท่าทางฝ่ายนั้นจะปักใจนะคะ”
“เพราะมันเห็นเราเป็นศัตรู มันถึงได้คิดยังงั้น”
“แล้วถ้าเสี่ยบุ๊งตายล่ะคะ”
“ลูกชายอีจะลุกขึ้นมาสู้แทนพ่อทันที”
“แต่เขาเป็นคนจิตใจดีมากนะคะ ถ้าเกิดเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันจะเป็นยังไง วินึกภาพไม่ออกเลย”
“ภาวนาอย่าให้อาบุ๊งตายแล้วกัน”
เส็งนอนลืมตาฟังสองแม่ลูกคุยกัน ถอนใจนิดๆ ว่าเรื่องคงจะวุ่นวาย

กริชนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน พร้อมลูกน้อง มนชิตเดินเข้ามาด้วยความสะใจ ก่อนปั้นหน้าเคร่งขรึม มานั่งลงข้างๆ กริช
“เสี่ยบุ๊งปลอดภัยแล้วใช่มั้ยครับ”
“อือ”
“เขาไม่น่าจะทำถึงขนาดนี้นะครับ อยู่แก๊งเดียวกันแท้ๆ ถ้าเสี่ยบุ๊งเป็นอะไรไป ผมไม่ปล่อยเขาไว้แน่”
“ขอบใจมากนะที่เดือดร้อนแทน”
“ถึงยังไง เสี่ยบุ๊งก็เป็นเจ้านายผม ที่ผมมีกินมีใช้เพราะเงินจากบ่อนทั้งนั้น คุณไม่ต้องกังวล ผมจะช่วยคุณเต็มที่”
“ขอบใจ”

ตอนเช้า กิตติรายงานคณินอยู่ที่หน้าบ้าน
“โดนยิงไปสองนัด ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลยครับ”
คณินกับแพนไม่ตกใจมากนัก
“ฉันควรจะไปเยี่ยมรองหัวหน้าซะหน่อย”
“อย่าเพิ่งเลยครับ ตอนนี้ทางนั้นเขาคิดว่าคุณคิมเป็นคนทำนะครับ”
วิภาดาออกมาจากในบ้าน พอเห็นพี่ชายก็ปรี่มาหาด้วยความร้อนใจ
“เฮีย เฮียไม่ได้ทำใช่มั้ย ไปบอกเขาสิ ว่าเฮียไม่เกี่ยว เฮียไม่ได้เป็นคนสั่งการ เฮียไม่รู้เรื่องด้วย เฮียไม่”
“ใจเย็นๆ อาวิ”
“ไม่เย็นแล้วเฮีย ฉันไม่อยากให้ใครเข้าใจผิด”
“ใครจะเข้าใจยังไงก็ช่างเขาเถอะ ไม่ต้องไปสนใจ”
“ไม่ได้ วิเป็นห่วงเขา”
“เขาไหน”
แพนรู้ว่าวิภาดาเป็นห่วงความรู้สึกของกริชมากที่สุดในตอนนี้
“วิ ไปทำอาหารกันเถอะ”
แพนดึงมือวิภาดาเดินเข้าบ้านไปด้วยกัน คณินพยักเพยิดให้กิตติเดินตามไปที่รถ พลางถาม
“นายไทเคลื่อนไหวอะไรบ้างมั้ย”
“ไม่เลยครับ มันทำงานตามปกติ ดูไม่มีพิรุธอะไร”
“จับตามองมันต่อไป อย่าให้มันรู้ตัว”
เป้งเดินเข้ามา แสดงสีหน้าว่ามีจุดประสงค์จะคุยกับลูกเขย คณินจึงหันมาบอกกิตติ
“ไปส่งข่าวให้ทุกคนรู้เรื่องงานเลี้ยงที่ภัตตาคารคืนนี้ เสร็จเรื่องแล้ว เราไปเจอกันที่โรงสี”
กิตติเดินออกไป คณินจึงไปหาเป้ง
“เชิญเข้าข้างในครับ แพนอยู่ในบ้าน”
“ไม่ต้องหรอกคุณคิ้ม ผมไม่ได้จะมาพบแพน แต่ผมมาพบคุณ”
“พบผม มีอะไรครับ”
“ไม่อ้อมค้อมนะครับ ผมคุยกับแพนแล้วว่าจะขยายร้าน แต่ยังขาดเงินทุน แพนแนะนำว่าให้ผมมาลองคุยกับคุณคิมดู”
คณินนึกรู้ว่าแพนไม่เกี่ยวแน่
“อยากได้เท่าไหร่ครับ”
เป้งยิ้มกริ่ม คณินยิ้มรู้ทัน

วิภาดาสีหน้าไม่ดี ขณะหั่นผักเตรียมต้มซุปไก่ แพนปอกกระเทียมอยู่เหลือบมอง
“เป็นอะไรวิ”
“เปล่าจ๊ะ แค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“เป็นห่วงกริชเหรอ”
“ซ้อก็ ฉันจะไปห่วงเขาทำไม”
“ทำไมจะห่วงไม่ได้ ยังไงก็เป็นเพื่อนกัน ตอนที่เถ้าแก่ไม่สบาย กริชก็เป็นห่วงมากเหมือนกัน”“อือ วิเห็น แต่แกล้งทำเป็นไม่เห็น เหมือนตอนนี้ที่นายนั่นแกล้งทำเป็นไม่รับรู้”
“วิไม่ต้องกังวลหรอกนะ พี่ชายวิไม่ได้ทำ ฉันเป็นพยานได้”
“งั้นแพนไปพูดกับกริชให้หน่อยสิ ถ้าแพนพูด เขาน่าจะเชื่อแพน”
แพนพยักหน้าให้ วิภาดาดีใจมาก

คณินเดินนำเป้งเข้ามาในโกดัง ไทกำลังคุมคนงานอย่างขะมักเขม้น
“ไหนล่ะคุณคิ้ม เงินที่คุณพาผมมาดู คุณพาผมเดินไปทั่วโรงสีแล้วนะ”
“นี่ไงครับ เงินทั้งนั้น”
“ไหนครับ ไม่เห็นมี”
“ข้าวทั้งหมดนี่คือเงิน และกว่าจะได้เงินสักสตางค์ ทุกคนต้องทำงาน”
“นี่คุณต้องการให้ผมทำงานแลกเงินยังงั้นเหรอ ผมเป็นพ่อตาคุณนะ”
“ผมยังไม่ได้พูดสักคำ”
“ไม่ให้ก็บอกตั้งแต่แรกสิ จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ผู้ชายที่ทั้งงก เขี้ยว ไร้น้ำใจอย่างคุณ สักวันจะถูกเมียทิ้ง”
เป้งเดินหัวเสียออกไป สวนกันกิตติ กิตติหันมาถามคณิน
“ท่าทางจะอารมณ์ไม่ดีนะครับ”
“อืม เรียบร้อยมั้ย”
“ครับ เริ่มประชุมเลยมั้ยครับ ผมจะได้ไปเรียกนายไท”
คณินพยักหน้า ทั้งเขา กิตติ และไท จึงเข้ามาคุยกันที่ห้องทำงานคณิน คณินเริ่มถามไท
“งานที่โรงสีเรียบร้อยดีนะ”
“ครับคุณคิ้ม”
“ดี ที่ฉันเรียกประชุมก็เพราะต้องการจะบอกว่าฉันได้แหล่งข้าวใหม่ที่ทั้งใหญ่และคุณภาพดี”
“อยู่ที่ไหนเหรอครับ” กิตติถาม
“บ้านทุ่งโตนด ฉันจะไปรับซื้อข้าวถึงที่ เราน่าจะได้ข้าวหลายร้อยเกวียนเลยล่ะ เตรียมคนงานให้พร้อม ถ้าเป็นไปได้ อีกสามวัน เรือส่งข้าวเราต้องออกจากท่า ส่วนนายเตรียมรถให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าไปบ้านทุ่งโตนดด้วยกัน”
คณินสั่งงานไทและกิตติ ไทยิ้มนิดๆ ที่รู้แผนของคณิน เขาออกจากห้องทำงานของคณินยิ้มเยาะ
“คิดจะให้กูเป็นหมาเฝ้าโรงสีสินะ ฝันเถอะมึง”

แพนมาที่โรงพยาบาล ยื่นปิ่นโตให้กริช วิภาดาตามแพนมาด้วย
“ไม่เป็นไรแพน”
“ถึงไม่หิวก็กินซะหน่อย ได้ข่าวว่าไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน”
“เรากินอะไรไม่ลงหรอก ตราบใดที่ป๊ายังไม่ฟื้น”
“ป๊านายไม่เป็นอะไรหรอก เขาเป็นคนเข้มแข็ง และเขาจะสู้เพื่อนาย”
“เราภาวนาให้เป็นอย่างนั้น”
“ฉันจะช่วยนายภาวนาด้วย”
วิภาดาบอกอย่างจริงใจ แพนจับมือกริชให้กำลังใจ วิภาดาเห็นแล้วเจ็บจี๊ด
“ไม่เป็นไร วิภาวนาให้ป๊าวิเถอะ ส่วนป๊าของเรา เราดูแลเอง”

วิภาดาไม่สบายใจอย่างมาก

ที่โรงน้ำชา โอชินเช็ดแผลที่หัวไหล่ แผลที่ถูกยิงแบบถากๆ
 
เลือดยังไหลไม่หยุดตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนใส่ยาลงไปอย่างลวกๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเดินไปที่ประตูอย่างระมัดระวัง ก่อนมองที่ช่องประตู เห็นคนที่เคาะประตูเป็นคณินก็ตกใจ คณินยืนรออยู่ ไม่เห็นเจ้าของห้องเปิด เลยเคาะอีก โอชินร้อนใจ
“ทำไงดี”
มนชิตเดินมา พอเห็นคณินเคาะประตูห้องโอชินก็ตกใจ จะหันกลับ
“อ้าว พี่เมีย”
มนชิตจำต้องหันกลับมา
“คุณมาทำอะไรที่นี่”
“มาหาสาวๆ คุณล่ะ”
“ตอนนี้ผมคุมที่นี่ด้วย เลยมาตรวจความเรียบร้อย ว่าแต่ คุณมาหาสาวคนไหน แล้วน้องสาวผมรู้รึเปล่า”
“ถ้ารู้ก็ตามมาแหกอกกันพอดี เมียผมทั้งรักทั้งหวงผัวยิ่งกว่าอะไร เจอพี่เมียก็ดีแล้ว ไปดื่มกันหน่อย”
คณินเดินนำมนชิตไป มนชิตเดินตามไม่พอใจ ในขณะที่โอชินโล่งอก

เด็กเสิร์ฟรินเหล้าให้ทั้งถ้วยของคณินและมนชิต
“มีเรื่องอยากจะปรึกษา เห็นว่าเฮียทั้งฉลาดและมีประสบการณ์เยอะ ถึงจะเป็นคนรุ่นสองของแก๊งเหมือนกันก็เถอะ”
“ชมกันเกินไป ฉันก็แค่คนที่ต้องทำตามคำสั่ง คงให้คำปรึกษาอะไรไม่ได้มากหรอก”
“ไม่เอาน่าเฮีย อย่าถ่อมตัวสิ ผมเป็นคนตาถึงนะ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเฮียไม่ธรรมดา”
-สายตาของคณิน ทำให้มนชิตหวาดหวั่นเล็กน้อย
“มีอะไรจะปรึกษางั้นเหรอ”
“เฮียไม่สงสัยเหรอว่า ทำไมช่วงนี้ พื้นที่ของเราถึงมีคนถูกฆ่าบ่อยๆ โดยเฉพาะคนจากสี่แก๊ง”
“ดงมาเฟียมันก็ต้องมีเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ออกจากโรงสี แล้วไปเฝ้าบ่อนสักวันสิ แล้วจะรู้ว่าคนมันตายง่ายจะตายไป”
“แต่มันต่างกันก็ตรงที่ สามศพเป็นอย่างน้อย ที่เกิดจากฝีมือนักฆ่า เฮียไม่คิดหรือว่าสี่แก๊งของเรากำลังถูกแทรกแซงโดยผู้มีอิทธิพล หรือแก๊งไหนสักแก๊งที่”
“แก๊งเหยี่ยวแดงของเราเป็นแก๊งใหญ่ ไม่มีใครกล้าเข้ามาแหยมหรอก เรื่องที่มีคนตายเพราะนักฆ่า อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือขัดผลประโยชน์”
“งั้นที่เสี่ยบุ๊งโดนถล่ม เฮียคิดว่าเป็นฝีมือของใคร”
“เฮียบุ๊งแกเป็นคนปากไม่ดี อาจไปเหยียบเงาใครเข้า เดาไม่ถูกหรอก”
“แต่ไม่ได้ตั้งใจให้ตาย เพราะเป็นการยิงต่ำ เน้นที่ล้อ เหมือนข่มขู่”
“อาจเป็นคำเตือน”
“เป็นคำเตือนที่โหดมาก ตั้งแต่ป๊าลงจากตำแหน่ง ดูเหมือนใครสักคนจะเหิมเกริมหนักขึ้นเรื่อยๆ เฮียมีคำแนะนำอะไรมั้ย ถ้าเฮียเป็นหัวหน้าแก๊ง เฮียจะทำยังไง”
“ก็คง”
โอชินในชุดสวยงาม เดินเข้ามามานั่งลงข้างๆ คณิน
“เสี่ยคิ้มขา นึกว่าจะลืมโมจิซะแล้ว ไม่ยอมมาหากันเลย”
โอชินจัดการรินเหล้าให้
“คืนนี้อยู่ด้วยกันนะคะ”
“อย่าเลย เกรงใจพี่เมีย”
“เอาเป็นว่า เข้าใจและเคารพการตัดสินใจของหัวหน้าก็แล้วกัน ไม่อยู่เป็นก้างขวางคอดีกว่า ขอตัวก่อน”
มนชิตได้ทีลุกออกไป โอชินส่งยิ้มหวาน เอาใจคณินเต็มที่
“เคาะประตูตั้งนาน ทำไมไม่ยอมเปิด”
“ก็ตอนนั้นเปลือยอยู่นี่คะ เปลือยล่อนจ้อน”
“ไม่ถือ คราวหลังเปิดเลยนะ เปิดให้หมดเลย”
คณินเอื้อมมือไปจะจับหน้าอก โอชินไหวตัวทัน ผลักมือคณินออกแบบคนมีวิทยายุทธ คณินรู้ทันทีว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา แต่แกล้งทำไม่รู้ เลยเลื่อนลงไปจะจับก้นแทน โอชินตีมือคณินจนเจ็บ คณินร้องออกมา โอชินรู้ว่าพลาดเลยแกล้งทำยิ้มแย้ม เอียงอาย
“คนเยอะนี่คะ”
คณินได้ทีกอดโอชินแล้วลูบไล้เนื้อตัวทันที เพื่อค้นหาอาวุธ แต่ไม่เจอ โอชินตกใจและเจ็บแผล แต่เก็บกลั้น ฝืนยิ้มให้คณิน มนชิตแอบอยู่ขยับมอง
“หึ ไอ้เลว แพนน่าจะได้เห็นนะ”
คณินเริ่มถามโอชิน
“ขึ้นห้องกันมั้ย”
“เอ่อ ตายจริง ลืมไปเลยค่ะ ว่าวันนี้ไม่ค่อยสะดวก วันนั้นของเดือนน่ะค่ะ”
คณินยิ้ม รู้อยู่แล้วว่าต้องถูกปฏิเสธ

คณินเดินออกจากโรงน้ำชามาขึ้นรถที่จอดรออยู่ กิตติประจำตำแหน่งคนขับ ถามนายทันที
“เป็นไงครับ”
“ผู้หญิงคนนี้ ไม่ธรรมดาแน่ ถึงไม่เจออาวุธในตัว แต่ก็มีวิชาป้องกันตัวที่ร้ายกาจ แถมยังมีร่องรอยบาดเจ็บด้วย เสี่ยบุ๊ง น่าจะเป็นฝีมือเธอ”
“แสดงว่าคนพวกนี้คิดจะฆ่าทั้งคุณคิ้มและเสี่ยบุ๊งเหรอครับ พวกมันเป็นใครกันแน่ครับ”
“ฉันก็อยากรู้เหมือนกัน ขอให้จับได้คาหนังคาเขาเถอะ จะเค้นให้เปิดปากให้ได้”
“ผมขอแนะนำ จับเป็นเมียก่อนครับ ผู้หญิงยังไงก็ผู้หญิง พออ่อนระทวย เดี๋ยวก็ยอมเปิดปากเอง”
“น่าสนใจ”
“มีกุนซือดี ก็มีชัยไปกว่าครึ่งครับ ไปไหนต่อครับ”
“ภัตตาคาร ไปฟังน้องหยกร้องเพลงซะหน่อย คืนสุดท้ายแล้วนี่”

บุ๊งยังนอนสลบอยู่บนเตียง กริชสบตากับวิภาดา แต่เฉยชา
“ขอบใจทั้งสองคนมากที่อุตส่าห์มาเยี่ยม นี่ก็ค่ำแล้ว เราว่า”
“ไล่เหรอ”
“ฉันไปรอข้างนอกนะซ้อ”
วิภาดางอน เดินออกไปยืนรอที่ประตู
“งั้นฉันไปก่อน แล้วจะมาเยี่ยมใหม่”
“ไม่ต้องหรอกแพน หลังจากวันนี้ เรากับเขา จะเป็นศัตรูกัน เพราะฉะนั้น แพนต้องยืนอยู่ข้างเขา”
วิภาดาหันกลับมาสบตากับกริช
“พูดอะไรออกมา นายจะตัดขาดเราเหรอ”
“แล้วแพนจะเลือกเราเหรอ”
“ทำไมต้องเลือก นายเป็นเพื่อนเรานะ”
“ก็แค่เพื่อน แต่เขาคือ สามี และพี่ชาย”
บุ๊งลืมตาขึ้น แล้วร้องตะโกนลั่นทันที
“ไอ้คิ้ม ไอ้คิ้ม อย่ายิงอั๊ว”
ทุกคนตกใจ รีบมาดูบุ๊งที่เตียง กริชจับมือพ่อไว้
“ป๊า”
“ไอ้คิ้ม มันจะฆ่าอั๊ว”

บุ๊งล่ะล่ำละลักแล้วสลบไปอีกครั้ง ทุกคนสีหน้าไม่ดี

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 7 (ต่อ)

หยกมณีร้องเพลงอย่างไพเราะสะกดคนฟัง บรรยากาศในร้านคึกคัก ที่โต๊ะสมาชิกแก๊งเหยี่ยวแดง หลายคนนั่งคุยกัน
 
“นายน้อยเรียกประชุมด่วนที่นี่ มันไม่อึกทึกไปเหรอ”
“คุยกันไม่รู้เรื่องแน่”
“ตาอั๊วคงมองแต่เวที”
“หรือว่าจะประชุมเรื่องที่พี่บุ๊งโดนยิง พอจะเดาได้มั้ยว่าเป็นฝีมือใคร”
“มันชักยุ่งเหยิงขึ้นทุกวัน เมื่อไหร่นายน้อยคิ้มจะจัดการปัญหาได้ซะที พี่เส็งก็กลายเป็นคนบ้าๆบอๆ ไป เวรกรรมจริงๆ”
“เราควรจะสนับสนุนคุณคิ้ม ทำให้คนนอกรู้ว่า แก๊งของเราสามัคคี เป็นปึกแผ่น ไม่มีใครกล้าหยามได้”
หยกมณีร้องเพลงแรกจบ ก็ประกาศบนเวที
“คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่หยกร้องเพลงที่นี่ ความจริงแล้วหยกได้รับการว่าจ้างให้มาร้องเพลง อวยพรวันเกิดให้แก่เสี่ยชาญ ไม่ทราบว่าเป็นท่านไหนคะ”
ที่โต๊ะแก๊งเหยี่ยวแดง ชาญแปลกใจ แต่ชอบใจ
“อั๊วเอง ใครช่างมอบของขวัญถูกใจอย่างนี้”
“ขอให้เสี่ยชาญรวยๆ เฮงๆ นะคะ”
คณินกับกิตติเดินเข้ามา หยกมณีผายมือไป
“นั่นไงคะ นายจ้างที่จ้างหยกมา”
ทุกคนหันมองแล้วปรบมือเกลียว
“เชิญทุกคนตามสบาย ดื่มกินเต็มที่”
จังหวะนั้นเอง กริชเดินตรงรี่เข้ามาหาคณินแล้วต่อยทันที คณินเซไป กิตติจะเข้าขวาง แต่คณินกันไว้ สมาชิกแก๊งเหยี่ยวแดงแตกฮือ หยกมณีตกใจ รีบลงจากเวที แพนกับวิภาดาตามกริชเข้ามาด้วยความร้อนใจ แพนเดินไปดึงกริชออก แต่เขาไม่ยอม
“ไม่คิดเลยว่านายจะชั่วช้าขนาดนี้ คิดว่าฆ่าป๊าฉันได้ โรงสีนายจะดีขึ้นรึไง”
“เข้าใจผิดแล้ว”
“ถ้าขึ้นอยู่ที่สูงด้วยการเหยียบศพคนอื่นขึ้นไป มันคงน่าภูมิใจหรอกนะ”
“กริช ใจเย็นๆ กลับก่อนเถอะ”
แพนช่วยพูด คณินเช็ดเลือดมุมปาก มองแพนอย่างน้อยใจ ห่วงใยกริชมากเหลือเกิน หยกมณีเข้ามาหาคณิน จับแขนจับมือ
“เฮีย เป็นไงบ้าง เลือดไหลเลยอ่ะ”
“เค็มนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ยังไกลหัวใจอีกเยอะ”
แพนมองคณินกับหยกมณีอย่างไม่พอใจ คณินเอ่ยถามกริช
“นายจะสู้กับฉันเหรอ”
“มาสู้กันตัวต่อตัว วันนี้ระหว่างเรา ต้องมีใครสักคนตาย”
ทุกคนตกใจ โดยเฉพาะวิภาดา
“นายกริช จะบ้ารึไง”
“ฉันพร้อมแล้ว”
“นายได้ตายสมใจแน่” คณินย้ำ
“พอเถอะ หยุดซะที ดีแต่แก้ปัญหาด้วยกำลัง ทำไมไม่ใช้สมองกันบ้าง นายจะตายได้ไง ป๊านายล่ะ ถึงคุณจะฆ่าเขาตาย คุณก็ไม่ชนะหรอก คุณจะเป็นคนแพ้”
แพนเตือนทั้งกริชและคณิน มนชิตยิ้มนิดๆ ที่กริชกับคณินทะเลาะกัน
“ได้ เพื่อความสบายใจของเมีย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเปรียบ เอาที่นายถนัดก็แล้วกัน เรามาแข่งเชิดสิงโตกัน”
ทุกคนฮือฮา
“ใครปีนเสาขึ้นไปเอาถุงเงินบนยอดเสาได้ก่อน ถือว่าชนะ ว่าไง”
“ได้ ถ้านายแพ้ นายต้องกราบขอขมาป๊าฉัน”
“ถ้าฉันชนะ ห้ามเสี่ยบุ๊งทำโรงสีอีก”
ทุกคนตกใจ กริชหน้าเสีย
“แต่ให้นายมาบริหารแทน”
กริชอึ้ง
“ได้ ฉันให้เวลานายสิบห้าวัน ซ้อมให้เก่งเท่าฉัน แล้วมาเจอกัน”
กริชจะหันหลังกลับ
“เดี๋ยว”
กริชหันมา คณินต่อยเปรี้ยงเข้าปาก จนกริชล้ม แพนเข้าไปช่วยประคองกริชทันที
“นี่คุณ”
“ไม่ต้องด่า แค่เอาคืน จะได้ไม่ติดค้างกันไง”
แพนโกรธ พากริชออกไป แต่วิภาดาไม่ตามออกไป
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครเหรอเฮีย ท่าทางเอาเรื่อง”
หยกมณีถาม คณินหนักใจที่แพนไปกับผู้ชายอีกคน ในขณะที่กริชกับแพนออกมาหน้าภัตตาคาร กริชหันไปบอกแพน
“แพนกลับไปหานายคิ้มเถอะ เราไม่เป็นอะไร”
“ไม่ได้หรอก เดี๋ยวเราทายาให้”
“เดี๋ยวเขาโกรธเอานะ”
“โกรธก็ช่าง ทำตัวเป็นอันธพาล”
“เราต่างหาก ทำตัวเป็นอันธพาล เราวู่วาม ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เราไม่อยากให้แพนเดือดร้อนด้วย แพนกลับไปหาเขาเถอะ”
กริชเดินออกไป มนชิตเดินเข้ามาหาแพน
“เป็นไงครับนายหญิง”
แพนตกใจ
“ถูกสวมเขาตั้งแต่หม้อข้าวไม่ทันดำ น่าสงสารจริงๆ”
“ไม่จำเป็นต้องสงสาร เพราะฉันสบายดี ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”
“ไม่เดือดร้อนก็ดีแล้ว เพราะคืนนี้มันคงไม่กลับไปนอนที่บ้านหรอกนะ คงไปกับนักร้องสาวสวยคนนั้น แหม อิจฉาน้องเขยโว้ย มีเมียใจกว้างนี่มันดีจริงๆ”

มนชิตเดินหัวเราะออกไป แพนขัดใจ

หยกมณีพาคณินมาที่โรงแรมปากน้ำโพ จะทายาให้เขาซึ่งมีรอยช้ำเลือดตรงมุมปาก
“ไม่ต้อง”
“ทำไมล่ะ”
“ไว้ให้เมียทาให้”
หยกมณียิ้มขำ
“หมั่นไส้ ท่าทางจะรักเมียมาก ชักอยากเห็นหน้า”
“ยังไงก็ขอบใจหยกมากนะ ที่อุตส่าห์มาช่วยเฮีย ตอนนี้เฮียกับมาเฟียเฒ่าพวกนั้นเข้าใจกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าเสี่ยบุ๊งจะไม่”
“เสียบุ๊งคนนั้นเอะอะเสียงดังไปอย่างนั้นเอง แต่ลูกชายของเขา ช่างแตกต่าง”
คณินยิ้มเยาะ

แพนยืนอยู่หน้าโรงแรม หยิบกระดาษแผ่นเดิมที่จดห้องพักของหยกมณีไว้ขึ้นมาดูเพื่อความแน่ใจ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อสองวันก่อน ที่เธอแอบฟังคณินกับกิตติคุยกัน
“ตอนนี้คุณหยกมณีอยู่ที่ภัตตาคารแล้วครับ กำลังจะขึ้นร้องเพลง นี่เป็นเบอร์ห้องพักที่โรงแรมของเธอ”
คณินรับกระดาษมาอ่าน ก่อนขยำใส่ถังขยะข้างประตู
“ดี หวังว่าจะได้เรื่องนะ”
คณินเดินไป แพนเปิดประตูออกมา เพื่อดูคณิน แล้วเท้าไปเตะถังขยะใบเล็ก ขยะหล่นเกลื่อน
เธอเจอกระดาษที่เป็นที่อยู่ของหยกมณี ก็โกรธคณินมาก
แพนเก็บกระดาษไว้ในเสื้อ เงยหน้าขึ้นมองโรงแรม
“ไม่จริงใช่มั้ย”
แพนข่มใจเดินเข้าไปในโรงแรม กิตตินอนฟังเพลงสบายใจอยู่ในรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงแรม หันไปเห็นแพนเดินเข้าโรงแรมก็ตกใจ
“ฉิบ”
กิตติรีบลงจากรถ
แพนเดินมองหาห้องที่หยกมณีพักอย่างใจเย็น เดินมาเรื่อยๆ ก็เจอหมายเลขห้องที่ตามหา กิตติโผล่มาทางด้านหลัง เห็นแพนกำลังจะเคาะประตู ตกใจ วิ่งปรี่เข้ามา ตะโกนลั่น
“คุณแพน”
แพนชะงัก กิตติวิ่งมาถึงตัวแพนอย่างเร็ว แล้วส่งเสียดังเพื่อจะบอกนายที่อยู่ในห้องให้รู้ตัว
“คุณแพนมาทำไมครับ”
“ไม่ต้องพูดเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวคนได้ตื่นกันทั้งโรงแรม”
คณินอยู่ในห้อง ตกใจ
“เมียมา”
“เมียมา”
หยกมณีตกใจไปด้วย คณินเดินไปที่ประตู
“เมียเฮียนะเหรอ ดีจัง กำลังอยากเจอ เปิดประตูสิเฮีย เร็วๆ”
“เปิดได้ แต่ต้องหลังจากที่เฮียออกไปจากห้องแล้ว”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“เพื่อความปลอดภัย”
“เฮียกลัวเมีย”
“ไม่ใช่ รุ่นนี้แล้ว คืองี้ ประวัติเฮียไม่ค่อยดี พูดอะไรไป เมียก็ไม่เชื่อ ตัดปัญหา เฮียไปก่อน พรุ่งนี้ เจอกันตามนัดนะ”
หยกมณีพยักหน้างงๆ

แพนเคาะประตูสองสามครั้ง
“ไม่ยอมเปิด เขาอยู่ในห้องใช่มั้ย”
“เปล่านะครับ คุณคิ้มไม่ได้อยู่ในห้องนี้ครับ”
แพนไม่เชื่อ เคาะประตูซ้ำอีกหลายครั้ง หยกมณีเปิดประตูออกมา สองสาวเผชิญหน้ากัน หยกมณียิ้มๆ ขณะที่แพนหน้าบึ้ง
“ฉันจะคุยกับเขาค่ะ เรียกเขาออกมาหน่อย”
“ใครคะ”
“หัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดงค่ะ”
“เขาไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะคะ เขามาส่งฉันในฐานะเพื่อนที่หน้าโรงแรม แล้วก็รีบไป เพราะคิดถึงเมียมาก”
หยกมณีส่งซิกให้กิตติรู้ว่าคณินออกไปแล้ว
“จริงครับ ตอนนี้คุณคิ้มรออยู่ในรถครับ ไม่เชื่อคุณแพนไปดูได้เลยครับ”
แพนไม่เชื่อ เดินเข้าไปสำรวจด้านใน เมื่อไม่เจอใครก็เดินออกมา
“ขอโทษด้วยนะคะที่รบกวน”
แพนเดินกลับไป หยกมณีกับกิตติโล่งใจ แพนเดินออกมาหน้าโรงแรม มองหารถ ด้านหลังแพน คณินไต่อาคารลงมา กระทั่งกระโดดลงบนพื้นได้สำเร็จ แพนเห็นรถ กำลังจะเดินข้ามถนน แต่รถวิ่งมาอย่างเร็ว คณินเข้ามาคว้าตัวแพนไว้ได้ แล้วกอดแน่น เมื่อได้สติ แพนสลัดตัวออกจากอ้อมกอดของเขา มองตาขวาง
“เดินไม่ระวังอีกแล้วนะ มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะ”
“แล้วคุณล่ะ มาทำอะไรแถวนี้”
“มาธุระจ๊ะ”
“มาธุระกับนักร้องคนนั้นสินะ ถ้ารักกันมาก ทำไมไม่อยู่ด้วยกันเลยล่ะ”
“หึงล่ะสิ ไปๆ ไปทะเลาะกันในห้องนอนดีกว่า”
คณินจะกอดไหล่แพนพาเดิน แต่แพนขยับตัวหนี แล้วเดินไป
“อ้าว จะไปไหนล่ะ รถจอดอยู่ทางโน้น”
คณินรีบเดินตามไป กิตติเดินออกมาจากโรงแรม เห็นเจ้านายเดินตามหลังแพนไป
“ดูเจ้านายกู เดินตามผู้หญิงต้อยๆ”
แพนเดินหนีคณินไม่หยุด
“ผมไม่มีอะไรกับหยกมณีจริงๆ นะ”
“ไม่ต้องพูด เพราะถึงคุณจะมีหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”
“ไม่เกี่ยวได้ไง คนนอนอยู่ห้องเดียวกันทุกคืน อย่างอนเลยน่า หยกมีคู่รักแล้ว”
“อ้อ ถ้าไม่มี คุณก็คงจะ”
คณินเข้าขวางหน้าแพนไว้
“ชอบจัง คุณหึงผมแบบนี้ มันทำให้หัวใจชุ่มชื่นขึ้นเยอะเลย”
“บอกแล้วไงว่าไม่ได้หึง ถอยไป ฉันจะกลับบ้าน”
“บ้านไหน”
“บ้านฉัน คืนนี้ฉันจะกลับไปนอนที่บ้าน”
“ได้ แต่ผมไปด้วยนะ”
“ไม่ได้ บ้านฉันเล็กเกินไปสำหรับคุณ”
“สำหรับผม ที่ไหนที่มีคุณอยู่ด้วย ที่นั่นคือที่ๆ ดีที่สุด”
แพนมองหน้าคณิน เริ่มใจอ่อน เสียงโอชินดังเข้ามา
“เสี่ยคิ้มขา ไหนว่าจะไปหาโมจิไงคะ”
โอชินเดินเข้ามาควงแขนคณินไว้ข้างหนึ่ง คณินใจหายวาบ
“ไปกันเถอะค่ะ โมจิจะบริการเสี่ยคิ้มอย่างดี รับรองคืนนี้สบายตัวทั้งคืน”
แพนโกรธควันออกหู เดินไปทันที คณินปลดมือโอชินออก แล้วตามแพนไป โอชินยิ้มสะใจ

มุมหนึ่งในตลาด ไทยืนรออยู่อย่างกระวนกระวายใจ พอเห็นโอชินเดินเข้ามา แทนที่จะเป็นมนชิตก็ไม่พอใจ
 
“คุณมนชิตล่ะ”
“เขาให้ฉันมาแทน”
“โกหก ตอนนี้เขาอยู่ไหน ฉันมีเรื่องด่วนจะคุยกับเขา”
“นายมีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
ไทไม่พอใจ จะเดินไป
“ฉันรู้นะว่านายคิดอะไรกับผู้หญิงคนนั้น”
“ผู้หญิงคนนั้น เธอหมายถึงใคร”
“รู้อยู่แก่ใจน่า”
“เธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม”
“ก็แค่เป็นห่วง เพราะถ้าคุณมนชิตรู้ว่านายคิดอะไรกับผู้หญิงของเขาล่ะก็”
“แพนไม่ใช่ผู้หญิงของเขา”
“เกิดเป็นนักฆ่า ไม่ควรรักใคร รู้รึเปล่า”
“แล้วเธอล่ะ รักไอ้เคนจิมากจนยอมทำทุกอย่างเพื่อจะได้แก้แค้นให้มัน เธอมาที่นี่เพราะเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อนายใหญ่”
“ที่พูดเพราะหวังดีนะ”
“ถ้าหวังดีจริง ก็ปิดปากซะ”
“สงสัยจะมีแต่ผู้หญิงคนนั้นคนเดียว ที่นายอ่อนโยนด้วย”
“ไปรายงานคุณมนชิตว่าพรุ่งนี้เช้า เป้าหมายจะเดินทางไปบ้านทุ่งโตนด ฉันจะรอคำสั่ง”
ไทเดินออกไปอย่างหัวเสีย โอชินยิ้มเย้ยหยัน เลือดเย็น

แพนยืนอยู่หน้าบ้านตัวเอง มองหน้าคณิน
“ไปได้แล้ว”
“ไม่ไป คุณอยู่ไหน ผมอยู่นั่น”
“เดี๋ยวสาวๆ ก็รอคุณแย่หรอก”
“บอกแล้วไง ว่าคนมีเสน่ห์ ผู้หญิงมาติดเอง แต่สาบานเลย ไม่เคยยุ่งกับใครเลย”
รถขับเข้ามาจอด กิตติลงจากรถ
“คุณคิ้ม คุณแพน จะกลับกันรึยังครับ”
มนสิชาเปิดประตูบ้านออกมา
“ใครมาพูดเสียงดังโวยวายหน้าบ้านฉันเนี่ย อุ๊ยตาย คุณพี่เขย”
มนสิชาตรงเข้ามาควงแขนคณินแล้วซบ
“เบื่อเมียแล้วใช่มั้ยคะ เลยมาหาน้องเมีย”
คณิณยิ้มไม่เต็มปาก กิตติส่ายหน้าระอาใจ แพนหน้าบึ้งกว่าเดิม
“กลับบ้านของเราเถอะแพน”
“อะไรนะ นี่ทะเลาะกันหรือคะ แล้วจะเลิกกันเมื่อไหร่คะ”
“คุณกลับไปก่อน พรุ่งนี้ฉันจะกลับ”
“อย่าทำอย่างนี้เลยแพน ผมขี้เกียจตอบคำถามม้า ไป”
“ก็แค่บอกม้าของคุณว่าฉันกลับมาเยี่ยมบ้าน มันจะยากอะไร”
“เดี๋ยวผู้ใหญ่จะสงสัยว่าเราทะเลาะกัน”
“ทะเลาะกันจริงๆ ด้วย แบบนี้มนสิก็มีสิทธิ์แล้วสิคะ“
“ไปก็ได้ แต่คืนนี้ฉันไม่รับรองความปลอดภัยของคุณนะ”
“ทำไม คุณจะปล้ำผมเหรอ”
“ฉันจะตัด ตัดแล้วสับๆๆๆ”
คณินกลืนน้ำลาย กิตติเข้ามากระซิบ
“แววตาของคุณแพน บอกว่า เอาจริงครับ”
“ตายแล้ว ถ้าเลิกกันจริงๆ นี่ฉันต้องไล่แก้บนตั้งหลายที่ เริ่มจากวัดไหนก่อนดีนะW
กิตติพูดเบาๆ
“ไร้ยางอาย”
แพนเดินเข้าบ้าน คณินกับกิตติไปขึ้นรถขับออกไป มนสิชาดีใจ

ภายในรถ คณินยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้กิตติ
“พรุ่งนี้เช้า นายไปพยุหะ ไปซื้อข้าวจากชาวนาตามรายชื่อที่ฉันจดให้ เสร็จแล้วรีบขนกลับมา”
“แล้วคุณล่ะ”
“ฉันจะไปบ้านโตนด”
“อะไรนะ นี่คุณคิดจะเป็นเหยื่อล่อเหรอครับ”
“ใครเป็นเหยื่อ อย่างฉันเป็นนายพรานเท่านั้นโว้ย”
“ไม่รู้ล่ะ ผมไม่ปล่อยให้คุณไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นแน่ ผมไปบ้านโตนดเอง ส่วนคุณไปพยุหะ”
“ใครเป็นเจ้านาย ลูกน้อง กันแน่เนี่ย สั่งให้ทำอะไรก็ทำเหอะ”
“ก็ถ้าไอ้ไทมันเป็นหนอนบ่อนไส้ขึ้นมาจริงๆ คุณถูกเล่นงานแน่ ถ้าคุณเป็นอะไรไป ทุกอย่างจบ ให้คนอื่นไปซื้อข้าว ส่วนผมไปกับคุณ”
“ฉันต้องไปคนเดียว ต้องทำให้มันรู้ว่าฉันไปคนเดียว เข้าใจรึเปล่า”
“ครับ”
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะกลับมาในสภาพร้อยเปอร์เซ็นต์”
คณินหันไปมองตัวบ้าน เห็นห้องนอนเส็งยังเปิดไฟอยู่

“ฉันจะไม่ทิ้งทุกคนไปไหนอีกแล้ว”

เมื่อแพนเข้าไปในบ้าน เป้งก็ชี้หน้าด่าเป็นชุด
 
“ลื้อมันอกตัญญู ไม่มีน้ำใจ เห็นผัวดีกว่าพ่อ”
“ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นนะ อย่าดูถูกกันนักเลยพ่อ”
“ชิชะ คำพูดกับการกระทำของแกมันสวนทางกันจริงๆ ตั้งแต่แต่งงานไป แกเคยหยิบยื่นให้ที่บ้านสักแดงมั้ย พ่อมันจะลำบากยังไงไม่เคยสน”
“ถ้าฉันมีปัญญาช่วย ฉันช่วยเต็มที่ แต่ตอนนี้มันจนปัญญาจริงๆ พ่อก็รู้ ว่าบ้านนั้นไม่ได้รวยเหมือนเมื่อก่อน กิจการก็เพิ่งจะเริ่มทำ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาให้พ่อผลาญ พ่อใช้”
“ขี้ตืดมากกว่า”
“เอาเป็นว่า สิ้นเดือนนี้ ฉันจะยกเงินเดือนทั้งหมดให้พ่อแล้วกัน ส่วนคืนนี้ ขอค้างที่บ้านด้วย”
หลินตกใจ
“ทำไมต้องค้าง เปลืองค่าน้ำค่าไฟ ไหนจะข้าวเช้า”
มนชิตเดินเข้ามา
“ถูกไล่ออกจากบ้านนั้นแล้วใช่มั้ย ถึงได้กลับมา”
“นี่ลื้อถูกเฉดหัวแล้วเหรอ” เป้งตกใจ
“ต๊าย แต่งไปเป็นเมียได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกถีบส่งแล้วหรือยะ ทำไม เขารู้ธาตุแท้แกเร็วนักนังแพน”
หลินเยาะเย้ย มนสิชาหัวเราะ
“แบบนี้ใช่ม้า ที่เขาบอกว่าหม้อข้าวไม่ทันดำ”
“ไม่ต้องห่วงนะน้า ฉันจะจ่ายค่าห้องให้ ขอตัวก่อนนะพ่อ พรุ่งนี้ฉันจะออกไปแต่เช้า”
แพนเดินเข้าไปในบ้าน มนชิตมองสะใจ

แพนนั่งบนเตียงนอน เศร้าและเซ็งเรื่องคณิน เสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอรู้ได้ทันทีว่าเป็นมนชิต
“กะแล้วเชียว”
แพนเดินไปเปิดประตู มนชิตยืนตรงหน้า มองแพนด้วยสายตาหวานฉ่ำ
“เฮียบอกแล้วไง ว่าไม่มีใครรักแพนเท่าเฮีย ตอนนี้มันเบื่อแพนแล้วสิ มันถึงถีบหัวส่ง”
“ถ้าฉันเลิกกับเขาจริงๆ คงจะมีหลายคนดีใจสินะ”
“คงงั้น กลับมาอยู่ด้วยกันเถอะ ที่บ้านของเรา”
“เสียใจด้วยนะ เพราะถึงฉันจะเลิกกับเขา ฉันก็จะไม่กลับมาอยู่ที่นี่อีกแล้ว”
“แพนจะไปไหน”
“ไปให้ไกลจากที่นี่ แล้วจะไม่กลับมาอีก”
“ไม่ เฮียจะไม่ยอมให้แพนไปไหนทั้งนั้น แพนคือชีวิตของเฮีย เฮียอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแพน”
หลินเดินผ่านมา เห็นมนชิตจับมือแพนก็ตกใจ
“อามนชิต”
มนชิตรีบปล่อยมือแพน
“พวกลื้อทำอะไรกัน”
“เปล่าม้า แค่จะมาถามดูว่าไอ้คิ้มมันทำร้ายแพนรึเปล่า”
“แล้วมันเรื่องอะไรของลื้อ ไปเลยนะ”
มนชิตเดินออกไป หลินจ้องหน้าแพนอย่างเดือดดาล
“อ้อนผู้ชายให้ถูกคนนะ ไม่อย่างนั้น จะหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้”
หลินชี้หน้าแพนแล้วเดินออกไป แพนถอนหายใจเอือมระอา
“รู้แล้ว ก็ช่วยเฝ้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนให้ดีล่ะ อย่าให้มายุ่งกับฉันอีก”

หลินไปหามนชิตที่ห้อง ทำหน้าถมึงทึงใส่
“นานรึยัง”
“นานอะไรม้า”
“ที่ลื้อกับนังแพน”
“เปล่านะม้า อั๊วกับแพนไม่ได้มีอะไรกัน อั๊วรู้หรอกน่าว่าเราเป็นพี่น้องกัน ถึงจะคนละพ่อคนละแม่ก็เหอะ”
“รู้ก็ดีแล้ว อย่าให้มีครั้งต่อไปนะ เพราะถ้าป๊ารู้เรื่องนี้เข้า มันจะซวยกันไปหมด”
“ป๊าไหนม้า ป๊าจริงๆ หรือว่าผัวม้า”
หลินตบหน้ามนชิต มองลูกชาย น้ำตาคลอ
“ผัวอั๊วมันรักลื้อมาก รักยิ่งกว่าลูกในไส้อีก เพราะฉะนั้น ลื้อมีป๊าคนเดียวเท่านั้น คือไอ้เป้ง จำไว้ด้วย”
“ป๊าก็แค่อยากได้อั๊วไว้สืบสกุล บอกมาเถอะม้า ว่าป๊าแท้ๆ ของอั๊วเป็นใคร”
หลินจะตบหน้ามนชิตซ้ำ แต่คราวนี้มนชิตหลบทัน
“อย่าให้อั๊วรู้อีกนะ ว่าลื้อลอบเข้าห้องมันอีก”
“ทำไมม้าเกลียดแพนขนาดนั้น”
“เกลียดก็คือเกลียด อย่ามาถามหาเหตุผล ตัวลื้อเองก็ควรจะเกลียดมันด้วยเหมือนกัน”
“ของแบบนี้สั่งกันได้หรือม้า”
“เออสิวะ อั๊วเป็นแม่ลื้อนะ สงสัยอั๊วต้องหาเมียให้ลื้อซะแล้ว”
“ไม่ต้องหรอกม้า เรื่องอั๊ว อั๊วจัดการเองได้”
“เมื่อไหร่ ว่ามาเลย ไม่งั้นอั๊วนอนไม่หลับแน่ ถ้าขืนลื้อไปยุ่งกับนังแพน”
“ใครยุ่งกับนังแพนนะ”
เป้งยืนอยู่ที่ประตูห้อง หลินหุบปากทันที มนชิตทำหน้าแทบไม่ถูก
“เปล่านี่ ใครจะไปยุ่งกับมันให้เสนียดติดตัว จริงมั้ยลูก”
“มั้ง ครับ”
“แต่อั๊วได้ยินเหมือนมีใครไปยุ่งกับอาแพน ว่าไงอามนชิต”
“เปล่านะ ไม่มีอะไรเลย อามนชิตไม่ได้ไปยุ่งกะนังแพนเลย ไม่ได้จับมือถือแขนด้วย เอ่อ”
“ไม่ง่วงเหรอม้า เห็นตะกี้บ่นว่าง่วง ทำไมไม่รีบไปนอนล่ะ ป๊ามาพาม้าไปนอนได้แล้ว”
เป้งมองสองแม่ลูกอย่างงงๆ ทำไมทำท่าตื่นเต้นขนาดนั้น

ตอนเช้า ไทคุมคนงานนับสิบแบกข้าวสารส่วนหนึ่งลงเรือ คณินเดินเข้ามาหา
“เป็นไง”
“ล็อตแรกเรียบร้อยดีครับ เที่ยงคืนนี้น่าจะพร้อมเดินทาง”
“ดีมาก ขอบใจนะ ถ้าโรงสีฉันมีคนแบบนายสักสิบคนคงแจ๋วเลย”
“ครับ ว่าแต่ส่วนที่เหลือล่ะครับ ไหนคุณว่าจะไปขนมาวันนี้”
“แน่นอน ทำไมยังไม่มานะ”
กิตติหน้าซีดเซียว อิดโรยเดินเข้ามา
“อ้าวกิตติ ฉันรอตั้งนาน จะไปกันได้รึยัง”
“ครับ ไปกันเถอะครับ”
กิตติกลับฟุบลงบนหน้าอกของคณิน คณินรีบประคองไว้
“ไม่สบายเหรอ”
“ไม่เป็นไรครับ ผมไหว”
“ไหวอะไร ไม่สบายก็พักสิวะ เดี๋ยวฉันไปบ้านโตนดคนเดียวเอง”
กิตติแอบกระซิบคณิน
“เป็นไงครับ การแสดงผมผ่านมั้ยครับ”
“เยอะไปนิดนึง”

ไทมอง ยิ้มเยาะ

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 7 (ต่อ)

เป้งกับหลินยื้อแย่งโฉนดบ้านกัน
 
“อั๊วขอไปจำนองก่อน”
“ไม่ได้”
แพนเดินผ่านทั้งสองคนออกจากบ้านไป
“นี่ นังแพน จ่ายค่าห้องรึยัง”
หลินเผลอ เป้งได้จังหวะ คว้าโฉนดวิ่งออกไปอย่างเร็ว
“ไอ้เป้ง”

แพนเดินออกมาจนถึงกลางซอย เห็นหลังมนชิตไวๆ เดินเข้าไปที่มุมหนึ่ง เธอสงสัยท่าทางลับๆล่อๆ ของมนชิตจึงย่องตามไปดู เห็นมนชิตคุยกับลูกน้อง
“วันนี้แล้วสินะ ที่ไอ้คิ้มมันจะตายเหมือนหมาข้างถนน”
แพนแอบฟังอยู่ตกใจ
“แกไปช่วยมันทำงาน”
“ครับ”
“ส่วนฉันจะไปรับศพหัวหน้าแก๊งทีหลัง”
แพนขยับตัวออกไปอย่างเงียบๆ

คณินขึ้นรถบรรทุกข้าว ไทเดินเข้ามา
“คุณจะไปคนเดียวเหรอ”
“ใช่ กิตติไม่สบายน่ะ”
“ให้ผมไปช่วยมั้ย”
“ไม่ต้องหรอก นายอยู่ดูแลโรงสีเถอะ”
คณินขับรถออกไป ไทมองยิ้มเยาะ

มนชิตเดินเป่าปากอารมณ์ดีจะเข้าบ่อน โอชินโผล่ออกมา
“มาที่นี่ทำไม”
มนชิตคว้าแขนลากโอชินเข้าไปในมุมอับ
“ฉันบอกเธอแล้วใช่มั้ยว่าให้อยู่แต่ที่โรงน้ำชา”
“ฉันแค่มาเตือนคุณ เรื่องนายไท”
“ไอ้ไททำไม”
“มันรักผู้หญิงคนนั้น เมียไอ้คณิน และมันยังขัดขวางการทำงานของฉันหลายครั้ง คนใจอ่อนอย่างมัน ไม่ควรทำงานใหญ่ ให้ฉันไปแทนมัน”
มนชิตนิ่งไปครู่หนึ่ง กัดฟันกรอด
“เธอไม่ต้อง ฉันไปเอง”
โอชินขัดใจ

คณินขับรถอย่างอารมณ์ดี เพื่อมุ่งหน้าออกนอกเมือง สายตาคอยมองตลอดว่ามีใครตามมาหรือไม่ แพนโผล่จากซอยมายืนขวางหน้ารถ แล้วกางปีกหรา เพื่อให้รถหยุด คณินเห็นแพนขวางหน้ารถ ก็เบรกรถทันที
“แพน”
แพนไม่รอช้ารีบขึ้นมานั่งในรถ
“โผล่มาได้ไงเนี่ย”
“กลับโรงสีเถอะ”
“อะไรของคุณ ผมจะไปซื้อข้าว”
“อย่าไป คุณไปไม่ได้ กลับไปคุยกันก่อน”
“เป็นอะไรของคุณ อยู่ๆ ก็มาดักหน้ารถ แล้วบอกให้กลับ”
“มันอันตราย”
“คุณรู้ได้ไง”
“ไปคุยกันที่บ้าน”
“เอาไว้ผมกลับมาแล้วกัน คุณลงจากรถไปก่อน เร็วสิ ผมรีบ”
“นี่คุณฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ ฉันบอกให้กลับไง”
อยู่ๆ ปืนก็ยิงเปรี้ยงเข้ามาที่รถหนึ่งนัด แพนกรีดร้อง คณินดันหัวแพนให้ก้มต่ำ ก่อนขับรถหนีออกไป รถกระบะเก่าขับตามหลังรถคณิน ไทสวมไอ้โม่ง ขับรถคันนั้น ไล่จี้ตามประกบ แล้วยิงใส่รถของคณินไม่ยั้ง คณินขับรถไปยังจุดเตรียมการกับลูกน้อง แล้วจอดรถ หยิบปืนขึ้นมา
“คุณหลบอยู่ในรถนะ อย่าออกไปเด็ดขาด”
คณินจะออก แพนคว้าแขนไว้
“คุณต้องกลับมานะ”
“แน่นอน”
คณินกระโดดลงจากรถแล้ววิ่งเข้าป่าข้างทาง ไทจอดรถ พร้อมอาวุธครบมือ ลงจากรถ แพนเห็นคนร้ายวิ่งตามคณินเข้าป่าข้างทางไป

คณินกับไทยิงตอบโต้กันไปมาอยู่นาน กระทั่งคณินกระสุนหมด จึงกระโดดหลบหลังต้นไม้แล้วตะโกนออกมา
“เฮ้ย กระสุนกูหมด”
ไทเดินย่างสามขุมเข้ามา
“มาหมดอะไรตอนนี้วะเนี่ย”
ไทยืนเผชิญหน้ากับคณิน จ่อปืนไปตรงหน้าผาก
“เสียใจด้วยนะ ได้เวลาตายแล้ว”
“ทำไมเสียงแกคุ้นๆ วะ เรารู้จักกันรึเปล่า”
“ไม่ต้องพูดมาก มีอะไรจะสั่งเสียมั้ย”
“ไม่สั่งอ่ะ แต่จะขอ ก่อนตาย ขออะไรสักอย่างสิ”
“ว่ามา”
“ขอดูหน้าแกก่อนได้มั้ย ไม่งั้นตายตาไม่หลับว่ะ”
“ถ้าแกตายตาไม่หลับ ฉันปิดตาให้แกเอง ไม่ต้องห่วง”
“ใจดีจริงๆ แกคือไอ้แป๊ะยิ้มที่แทงฉันที่เยาวราชใช่มั้ย”
“ใช่”
“แกทำงานให้ใคร”
“รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ ฉันสัญญาว่าจะส่งป๊า ม้าและน้องสาวแกไปอยู่ด้วยกัน แกจะได้ไม่เหงา”
“เหี้ยม เหี้ยมจริงๆ กะล้างตระกูลเลยเหรอ”
“ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าแกไม่ตาย ฉันตาย”
“แพน”
คณินแกล้งร้องเสียงดัง ไทหันไปมอง คณินได้จังหวะเตะข้อมือไทจนปืนกระเด็นหลุดไป ไทดึงมีดออกมาเตรียมต่อสู้ ลูกน้อง 4 คนของคณินเข้ามาล้อม จ่อปืนตรงมายังไท
“แก”
“ช่วยไม่ได้ ที่ฉันฉลาดกว่าแก และรู้จุดอ่อนของแก”
ไทจะขว้างมีดใส่คณิน คณินหลบทัน มีดไปปักที่ต้นไม้ แพนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้นั้น แล้วแอบดูด้วยใจระทึก ลูกน้องยิงขาไทหนึ่งนัด จนไททรุดลงนั่ง
“ล็อคตัวมันไว้”
ลูกน้องทั้งสี่ เข้าจับตัวจนไทดิ้นไม่หลุด คณินเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วดึงหมวกไอ้โม่งออก เห็นหน้าไท แพนตกใจอึ้ง ด้านหลังแพน มนชิตเดินเข้ามา ยืนหลังต้นไม้ถัดออกไป พร้อมปืนในมือ
“เป็นแกจริงๆ สินะ ไอ้ไท”
“ฆ่าฉันเลย”
“ฆ่าแกแล้วได้ประโยชน์อะไร บอกมาว่านายแกคือใคร”
ไทปิดปากแน่น ไม่ยอมตอบ คณินคว้าปืนจากลูกน้องมาจ่อหัวไท
“ใครสั่งแกมา”
“บอกรึไม่บอก ฉันก็ตายอยู่ดี ลงมือเลยดีกว่า”
คณินเหนี่ยวไกปืน หวังจะขู่
“อย่าค่ะ”
แพนวิ่งออกจากที่ซ่อน คณินตกใจมองแพนตาขวาง
“อย่า”
ไทไม่กล้าสู้สายตาแพน
“ผมบอกให้คุณรออยู่ในรถไง”
“ถ้าฉันรออยู่ในรถ คุณก็คงได้ทำบาป อย่าฆ่าคนนะคุณ”
แพนมองไทอย่างผิดหวัง
“จับเขาส่งตำรวจเถอะ”
“ส่งไปมันก็โดนปิดปากตายในคุก นายมันจัดอาหารชุดใหญ่ให้แน่”
“แต่ถึงยังไงคุณก็ฆ่าเขาไม่ได้ คุณไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น”
มนชิตพยายามจะยิงคณิน แต่แพนบังไว้
“ตอนมันเอาปืนจ่อหัวผม ทำไมไม่เข้ามาห้ามบ้าง ลำเอียงนี่หว่า”
“แต่คุณก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่ เรื่องโรงสีก็เป็นฝีมือนายใช่มั้ย”
“ขอโทษนะแพน”
“ที่ผ่านมา คือเรื่องโกหกทั้งหมดเลยใช่มั้ย”
“ไม่ สิ่งที่ผมพูดกับแพนคือเรื่องจริงทั้งหมด แพนคือเพื่อนคนเดียวในชีวิต ที่ผมจะไม่มีวันลืมเลย”
“นี่ไม่ใช่เวลาจะมาสารภาพรักนะโว้ย มีอะไรจะสั่งเสียก็เอาเลย เต็มที่”
“กลับตัวกลับใจเถอะไท คุณคิ้มเขาไม่ใช่คนใจร้ายหรอก มาอยู่ข้างคุณคิ้ม”
“ไม่ได้หรอก นายใหญ่เลี้ยงผมมา ผมต้องตอบแทนบุญคุณเขา”
“นายใหญ่แกคือใคร”
“ฉันไม่มีวันบอกแกหรอก”
“ไม่บอกก็ซ้อมสิวะ เฮ้ย ซ้อม”
ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด จากฝีมือของมนชิตที่ยิงปืนขึ้นฟ้า คณินคว้าตัวแพนแล้วก้มต่ำลง เพื่อหลบกระสุน ไทได้จังหวะ แย่งปืนจากลูกน้องคณินแล้วหลบหนีออกไป
“เฮ้ย มันหนีไปแล้ว ตามไป จับเป็นนะโว้ย”
ลูกน้องทั้งสี่ตามไทออกไป มนชิตขยับออกไปเช่นกัน
 
ไทหนีการไล่ล่าลูกน้องทั้งสี่ของคณิน อย่างทุลักทุเล เพราะขาข้างหนึ่งถูกยิง

คณินลากแพนให้เดินตามเขาไป
 
“จะตามเข้ามาทำไมก็ไม่รู้”
“ก็ฉันเป็นห่วง”
“อะไรนะ เป็นห่วงเหรอ”
“เปล่า ฉันแค่กลัว ไม่อยากนั่งอยู่ในรถคนเดียว”
“อย่าปากแข็งเลย เป็นห่วงก็พูดตรงๆ เถอะ แต่ทีหลัง อย่าทำแบบนี้อีก มันอันตราย”
“ถ้าจับไทได้ คุณจะทำไงกับเขา จะฆ่าเขารึเปล่า”
“เป็นห่วงมันเหลือเกินนะ”
“ใช่ เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นเพื่อนฉัน ปล่อยเขาไปได้มั้ย”
“ขอร้องแทนมันด้วย แล้วถ้ามันย้อนกลับมาฆ่าผมล่ะ”
“ถ้าเขากลับมา ฉันจะไม่ห้ามคุณอีก นะคะ เพราะถ้าคุณฆ่าเขา ก็เท่ากับฉันฆ่าเขาด้วย เพราะฉันอยู่ในเหตุการณ์ มันเหมือนฉันมีส่วนรู้เห็น”
“แล้วถ้าไม่ตกลงล่ะ”
“ฉันจะไม่อยู่กับฆาตกร ฉันจะไปจากคุณ”
แพนโกรธสะบัดแขนแล้วเดินหนี คณินเดินตาม
“อย่าเดินเร็วสิเมียจ๋า เดี๋ยวก็หลงป่าหรอก”

ไทหนีการไล่ล่าจนพลาดพลั้งถูกยิงที่ไหล่อีกนัด เขาลากตัวเข้าหลบหลังต้นไม้ใหญ่ ขณะลูกน้องคณินยังคงกระหน่ำยิงใส่ไม่ยั้ง ไทเลือดอาบ แต่ยังยิงต่อสู้จนกระสุนหมด มนชิตเข้ามายืนต่อหน้าไท ไทเห็นก็ดีใจ
“คุณมนชิต”
“แกช่างเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์จริงๆ”
“ผมต้องหนี ผมต้องไปอยู่ที่อื่น”
“ได้ ฉันจะส่งแกไปอยู่กับคนๆ หนึ่ง”
“ใครครับ”
“ไอ้คัง”
ไทตาเหลือก รู้ทันทีว่ามนชิตจะส่งตัวเองไปลงนรก มนชิตยิงแสกหน้าไท ไทจ้องมนชิตนิ่ง ก่อนจะล้มตัวลงตายใกล้เท้าของมนชิต มนชิตยิ้มเลือดเย็น แล้วเดินออกไป ลูกน้องคณินหยุดยิง วิ่งเข้ามา เห็นศพของไทนอนตายตาเหลือก

แพนเดินลิ่วนำคณินมา คณินเร่งฝีเท้าตามหลัง
“เมียจ๋า นี่ไม่ใช่เวลาจะมางอนนะ”
“ฉันไม่ได้งอนคุณ”
“ไม่งอนก็หยุดสิ”
แพนหยุดเดิน เพราะดาบซามูไรวาดลงมาต่อหน้า ก่อนโอชินในชุดกิโมโนแต่งหน้าจัดจะขยับออกมา
“สงสัยผีนางเอกหนังอินเดียออกจากร่างแล้ว"
คณินพูดพลาง เห็นโอชินก็ตกใจจะเข้าไปกระชากแพนออกมา แต่ไม่ทัน โอชินเร็วกว่า จ่อดาบไปที่คอแพน แพนตกใจยืนตัวแข็ง คณินชะงัก
“ใจเย็นๆ คนสวย อย่าผลีผลาม อย่าวู่วาม คุยกันก่อน”
“การได้เห็นคนที่ตัวเองรัก ตายต่อหน้า ย่อมโชคดีกว่า ไม่เห็นแม้แต่ลมหายใจเฮือกสุดท้าย”
“เฉียบแหลมมาก ไพเราะบาดใจ มีพรสวรรค์ทางกาพย์กลอนนะเนี่ย”
“อยากจะร้องขอชีวิตคนรักของแกมั้ย”
คณินมองหน้าแพน ส่งสัญญาณให้แพนใจเย็นและวางใจในตัวเขา
“คนที่เธออยากฆ่าคือฉัน ผู้หญิงคนนี้ไม่เกี่ยว ปล่อยเธอไปเถอะ”
“ไม่เกี่ยวได้ไง นังนี่เป็นเมียแก”
“ถึงจะเป็นเมีย แต่ฉันไม่ได้รักหรอกนะ”
แพนจ้องหน้าคณินตาขวางปนงอน
“โกหก”
“ไม่ได้โกหก ไม่รักเลยสักนิด ถ้าเธอฆ่าผู้หญิงคนนี้ตาย ฉันก็แค่หาเมียใหม่”
“ใช่ ขนาดฉันยังอยู่ เขายังมีผู้หญิงอื่นอีกเยอะแยะ”
“ถูกต้อง ตู้มกว่าด้วย”
“ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ แกรักผู้หญิงคนนี้”
“บอกว่าไม่รักก็ไม่รักสิ”
“งั้นแกรักใคร บอกมาเดี๋ยวนี้”
“ฉันรักผู้หญิงที่โรงน้ำชา”
โอชินตกใจแปลกใจที่เขารักเธอ เป็นจังหวะให้คณิน ดีดก้อนหินไปโดนดาบของโอชิน ทำให้เธอเสียหลัก แพนรีบวิ่งเข้ามาหาคณินทันที คณินผลักแพนให้หลบไปอยู่ด้านหลังตน แล้วเผชิญหน้ากับโอชิน
“แกโกหก”
โอชินเงื้อดาบวิ่งเข้าหาคณิน คณินเข้าต่อสู้โดยจูงมือแพนไว้ด้วย สักพักเขาทำให้โอชินเสียหลักล้มลง คณินปล่อยมือแพน ย่างสามขุมเข้าไปหาโอชิน แต่ยังไม่ทันถึงตัว โอชินเตะดินใส่หน้าคณิน ก่อนหนีหายไปอย่างรวดเร็ว แพนวิ่งมาหาคณินแล้วเผลอกอดเอวเขาไว้แน่น
“เป็นไงบ้าง”
“ไม่เป็นไร มันหนีไปแล้ว”
“ฉันว่าก่อนที่จะมีตัวอะไรออกมาอีก เรารีบไปกันดีกว่า”
“กอดแน่นๆ อย่างนี้แหละ ผมจะได้ดูแลคุณง่ายๆ ไง”
แพนรู้ตัวว่ากอดเขาอยู่จึงรีบปล่อย
“แค่เดินไปด้วยกันก็คงพอแล้วมั้ง”
แพนเดินหนีไป คณินยิ้มก่อนเดินตามไปคว้ามือแพนแล้วพาเดินไปด้วยกัน

ที่โรงสี คณินเปิดผ้าดูศพไท แพนรู้สึกเวทนา ลูกน้อง 4 คน ยืนล้อมอยู่
“ไม่ใช่ฝีมือของพวกเรานะครับ”
“น่าจะเป็นนายมันเอง”
“อำมหิตจริงๆ”
“ใครทำอะไรไว้ ก็ได้อย่างนั้น ไอ้ไทมันรับกรรมของมันเอง เพราะมันเข้าข้างคนชั่ว ค้นตัวมันรึยัง เจออะไรบ้างมั้ย”
“เจอครับ นี่ครับ”
ลูกน้องยื่นตลับยาที่แพนเคยให้ไท คณินรับตลับยามา แพนจ้องมองตลับยาแล้วเศร้าใจ คณินเหลือบมองแพน
“ขนาดใช้หมดแล้ว มันยังเก็บไว้ คนให้ต้องซึ้งใจแน่ๆ”
กิตติเข้ามา ท่าทางขึงขัง
“ได้ตัวแล้วหรือครับ ไอ้หนอนบ่อนไส้ มันอยู่ไหนครับ ขอกระทืบมันหน่อย เอาน้ำมาสาดมันให้มันตื่น”
“คงตื่นหรอก มันตายแล้ว”
“อ้าว ไหนบอกจะจับเป็น”
“ไม่ทัน มันชิงตายก่อน”
“ไอ้ไทนะไอ้ไท กินข้าวที่โรงสีเป็นปี ยังทำกันได้”
“แล้วงานที่ให้ไปทำล่ะ เรียบร้อยดีมั้ย”
“มือชั้นนี้แล้ว กวาดเรียบครับ”
“กวาดเรียบ นี่คุณสั่งให้กิตติไปฆ่าใคร”

แพนสงสัย คณินทำหน้าโหด หัวเราะหึๆ

คนงานขนกระสอบข้าวเปลือกลงจากรถบรรทุกคันใหญ่ นำเข้าโรงสี คณินยืนมองด้วยความพอใจ แพนทึ่ง
 
“ได้ข้าวพวกนี้มาจากที่ไหน”
“คุณคิ้มสั่งให้ผมไปขนข้าวมาจากพยุหะครับ”
“คนละทางกับบ้านโตนดเลยนี่”
“ล็อตแรกออกเที่ยงคืน ส่วนล็อตที่สองให้ออกตามไปอีกสองวัน เป็นอันว่า โรงสีของเราสินค้าส่งครบตามออเดอร์”
“ผมจะคุมล็อตที่สองตามไปเองครับ ไม่ต้องห่วง”
“ดีมาก”
คณินทำเนียนกอดไหล่แพน
“อีกไม่นาน เราจะรวยแล้วแพน”
“แล้วไง”
“มีลูกสักกี่คนดี”
“ไปถามแม่นักร้องนั่นสิ มาถามฉันทำไม”
“ฮัลโหล”
หยกมณีเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเดินทางโบกมือมาแต่ไกล
“เฮียคิ้มขา หยกมาแล้วค่า”
แพนปลดมือคณินออก สะบัดหน้าอย่างงอนๆ เดินออกไป กิตติเป็นห่วง
“ไม่ตามไปเหรอครับ ไปอธิบายให้แพนรู้ว่าเข้าใจผิด”
“ไม่จำเป็นหรอก”
“คุณคิ้มนี่สุดยอดจริงๆ ชายชาตรีที่ไม่ยอมก้มหัวให้เมีย”
“แน่นอนอยู่แล้ว คนอย่างฉัน เมียหือ ตบลูกเดียว”
“โห เจ๋งจริงๆ”
“แน่นอน”
คณินเดินออกไป หยกมณีเดินมาถึง
“เฮียคิ้มรีบไปไหน”
“สงสัยจะไปตบเมียครับ”
หยกมณีตกใจ ไม่อยากจะเชื่อ

แพนจัดเอกสารบนโต๊ะทำงานอย่างเซ็งๆ หายใจฟึดฟัด คณินเดินเข้ามา
“ได้แผลมาเยอะเลย จะมีใครเมตตาทายาให้บ้างนะ”
แพนไม่สนใจ
“มีมั้ยนะ”
แพนหยิบๆ เอกสารจะเดินออกไป
“ไม่มีอะไรจริงๆ นะ หยกเขามีแฟนแล้ว”
“ไม่ต้องบอกฉันหรอก ฉันไม่ได้สนใจ”
“ไม่สนใจ แต่หึง”
“ฉันไม่ได้หึง”
“จ้ะ ไม่หึงก็ได้ งั้นเรามาคุยกันเรื่องที่คุณตามผมไปเมื่อเช้าดีกว่า ไหนว่ามาสิ คุณรู้ได้ไงว่าผมจะมีอันตราย”
แพนอึกอัก เพราะยังไม่แน่ใจว่าพ่อร่วมด้วยหรือไม่
“ฉัน ฉันฝันร้ายน่ะ แล้วก็รู้สึกมีลางสังหรณ์แปลกๆ”
“คุณฝันถึงผมเหรอ”
“บอกแล้วไงว่าฝันร้าย”
คณินจับมือแพน
“คงจะคิดถึงผมมากล่ะสิ ผมก็เหมือนกัน คิดถึงคุณสุดๆ คราวหลังคุณห้ามไปนอนที่อื่นอีกนะ”
คณินอาศัยจังหวะที่แพนเขิน ขโมยหอมแก้มไปฟอดใหญ่ แพนตกใจตบคณินอย่างแรงจนหน้าหัน เป็นจังหวะเดียวกับที่กิตติและหยกมณีเข้ามาพอดี ทั้งคู่ตาค้าง คณินหันมาเห็นทั้งสองก็ตกใจ
“โน่น เธอมาทายาให้คุณแล้ว ฝากทายาที่แก้มให้ด้วยนะคะ”
แพนบอกหยกมณีแล้วเดินหน้ามุ่ยออกไป
“ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ เมื่อกี้ผมตาฝาด คุณคิ้มไม่ได้โดนเมียตบ”
“เป็นริ้วแดงครบห้านิ้วเลยนะคะเฮีย”
“ลมหึงน่ะ กลัวผัวจะทิ้งไปมีเมียน้อย”
“อย่าบอกนะว่าหึงหยก”
คณินหยักหน้า

หยกมณีตามมาคุยกับแพน จับมือแพนไว้
“ถ้าเฮียคิ้มจะมีเมียน้อย ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่หยกแน่นอนค่ะ”
“ขอโทษนะคะ แต่เขาเคยไปค้างกับคุณที่โรงแรมไม่ใช่เหรอ”
“เราแค่คุยธุระกัน คืนนั้น นายกิตติก็อยู่ด้วยนะคะ ไม่ได้อยู่กันสองต่อสอง พอคุยธุระเสร็จก็แยกย้ายกลับ”
“เหรอคะ ความจริงฉันก็ไม่ได้สนใจหรอก แต่เห็นว่าคุณหยกอยากอธิบาย”
“ค่ะ หยกกับเฮียคิ้มรู้จักกันมาหลายปีดีดัก คบหาเป็นเพื่อนกันมานาน ไม่เคยมีอะไรกันอย่างที่คุณแพนเข้าใจหรอกนะคะ คุณแพนสบายใจได้”
“ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย ฉันก็แค่”
“หึงล่ะสิคะ ไม่แปลกหรอกค่ะ คนเป็นผัวเป็นเมียกัน”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ”
“แหม ไม่ต้องอายหรอกค่ะ เราเป็นผู้หญิงด้วยกัน คุยกันได้”
“งั้น ขอถามหน่อยนะคะ ตอนเขาอยู่กรุงเทพฯ เขาคบกับผู้หญิงเยอะมั้ยคะ”
“ไม่รู้สิคะ ไม่เคยเห็นควงใครจริงจังเลย หยกยังแอบคิดว่าเฮียคิ้มคงจะแต่งงานหลังสุดในกลุ่ม เพราะดูไม่จริงจัง หวงชีวิตโสด แต่ที่ไหนได้ กลับมาสยบให้คุณแพนซะนี่”
“สยบอะไรคะ เขาไม่ได้รักฉันหรอก แต่งเพราะผู้ใหญ่บังคับน่ะค่ะ”
“ไม่จริงหรอกค่ะ หยกมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเฮียคิ้มรักคุณแพนมากแค่ไหน หยกอยู่ในดงผู้ชายค่ะ เจอมาทุกประเภทเลย หยกดูออก อันไหนกะล่อน อันไหนจริง”
“แต่คราวนี้อาจจะดูผิดก็ได้นะคะ คุณหยกจะกลับกรุงเทพฯวันนี้หรือคะ”
“ไปพร้อมกับเฮียคิ้มค่ะ คุณแพนไม่ต้องห่วงนะ ระหว่างที่เฮียอยู่โน่น หยกจะช่วยกันสาวๆ ไม่ให้เข้าใกล้เฮียได้เลยค่ะ”
แพนยิ้มไม่เต็มปาก แต่ก็แอบอุ่นใจ

ตอนเย็น กริชขับรถพาบุ๊งกลับจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นที่บ้าน ช่วยประคองพานั่งรถเข็น
“ไม่คิดไม่ฝัน ว่าอั๊วจะต้องมาตกอยู่ในสภาพเดียวกับไอ้พี่เส็ง โอ๊ย”
“อย่าเพิ่งโกรธ อย่าเพิ่งโมโห ร่างกายยังไม่ปกติดี”
“คอยดู อั๊วแข็งแรงเมื่อไหร่ อั๊วจะไปถล่มบ้านไอ้คิ้มให้ราบคาบ”
กริชเข็นรถเข็นให้บุ๊งเดินไปเรื่อยๆ
“ป๊ามั่นใจใช่มั้ย ว่านายคิ้มเป็นคนทำ”
“ถ้าไม่ใช่มันแล้วหมาที่ไหน ศัตรูของอั๊ว ก็มีแต่มันนี่แหละ”
“แล้วพวกลอบกัดล่ะ”
“พวกลอบกัด ก็ไอ้คิ้มไง โอ๊ย”
“ใจเย็นๆ ป๊า ผมว่าเราอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้กันเลย”
“ถ้าไม่พูดเรื่องนี้ อั๊วนอนไม่หลับแน่”
“งั้นป๊าก็จะหายไม่ทันวันประชันสิงโตระหว่างผมกับนายคิ้มนะ”
“ประชันสิงโต ลื้อกับไอ้คิ้ม นี่ลื้อไม่ได้พูดเล่นใช่มั้ย”
“ในเมื่อเขายิงเราจริง แล้วทำไมผมจะต้องพูดเล่น”
“ให้มันได้อย่างนี้สิวะ ลูกชายของอั๊ว”
กริชสายตาแน่วแน่ เข็นรถพาบุ๊งเข้าบ้าน

มนชิตคุยโทรศัพท์กับเล้ง
“ครับ เราเสียนักฆ่ามือดีไปหนึ่งคน”
“อืม แล้วเมื่อไหร่ แกจะสร้างผลงานที่น่าพอใจให้ฉันเห็นบ้าง”
“คืนนี้มันจะล่องเรือขนข้าวลงกรุงเทพฯ ผมจะทำให้มันไปไม่ถึงกรุงเทพฯ”
“อย่าดีแต่พูดล่ะ ทำให้ป๊าของลื้อเห็น ว่าลื้อเป็นลูกชายที่น่าภูมิใจ”
“ผมจะได้พบกับเขาแล้วใช่มั้ยครับ”
“ในวันที่แกได้เป็นหัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดง วันนั้น ความฝันของแกจะเป็นจริง”
มนชิตวางโทรศัพท์อย่างมีความหวัง โอชินเดินเข้ามา
“ไอ้ไท ฝีมือคุณใช่มั้ย”
“ถ้าเธอไม่อยากมีสภาพเหมือนมัน คราวหลัง อย่าทำอะไรนอกเหนือคำสั่งอีก เพราะฉันจะถือว่าเธอทรยศ ฉันจะไม่เลี้ยงไว้”
ลูกน้องเดินเข้ามา
“คนของเราพร้อมแล้วครับ”
“ดี เรือขนข้าวมันจะออกตอนเที่ยงคืน ตามไปจัดการมัน ทำให้เรือมันล่ม แล้วฆ่ามันให้หมด”
“ฉันล่ะ”
“กลับไปที่โรงน้ำชา ถ้ามีอะไรให้เธอทำ ฉันจะบอกเธอเอง”

โอชินไม่ค่อยพอใจนัก

คนงานช่วยกันแบกกระสอบข้าวสารขึ้นรถไฟบรรทุกสินค้า คณิน กิตติและหยกมณียืนอยู่ด้วยกัน
 
“ทำไมเปลี่ยนใจมาขนส่งทางรถไฟล่ะครับ”
“ไม่ได้เปลี่ยนใจ คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว”
“คุณคิ้มทำแบบนี้ทำไมครับ ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเห็นๆ”
“ค่าใช้จ่ายสูงกว่า แต่ความเสี่ยงน้อยกว่า โอเคมั้ย”
“เสียดาย เฮียน่าจะพาคุณแพนไปด้วย จะได้แนะนำให้เฮียๆ ที่เยาวราชรู้จัก”
“อยากจะพาไปเหมือนกัน แต่ไปทำงานแบบนี้ไม่สนุกหรอก ไม่มีเวลาพาไปเที่ยว เดี๋ยวจะเบื่อซะเปล่าๆ”
“โอ้ย อยู่กับคนที่รัก อยู่ที่ไหนก็ไม่มีวันเบื่อหรอกค่ะ”
“รักอะไร รอยนิ้วมือบนแก้มยังไม่จางเลยเห็นมั้ย”
“รักดอกจึงตบ แล้วจะมีใครมาส่งเราบ้างมั้ยเนี่ย”
วิภาดากับซกเค็งเดินเข้ามา
“อาคิ้ม นึกว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว”
“ไอ้วิ พาม้ามาทำไม มืดๆ ค่ำๆ เดี๋ยวม้าโดนฉุดจะทำไง แล้วมากันกี่คนล่ะ”
คณินมองหาแพน วิภาดามองออก
“ซ้อไม่ได้มาด้วยหรอกเฮีย ซ้อรับอาสาดูแลป๊า”
“อ้อ เหรอ ก็ดีแล้ว เฮียไปแค่ไม่กี่วันไม่ต้องมาส่งหรอก”
“โชคดีๆ นะคิ้ม เดินทางปลอดภัย ค้าขายร่ำรวยน้า”
คณินสวมกอดซกเค็ง
“ขอบคุณครับม้า ผมจะไม่ทำให้ม้าผิดหวังนะ”
คณินหันไปสั่งกิตติ
“ฝากทางนี้ด้วยนะ”
“ไม่ต้องห่วงครับ เดินทางปลอดภัย”
ทุกคนยิ้มมีความสุข คณินยังหันมองหาแพนตาละห้อย

แพนนวดเท้าให้เส็ง สายตาห่วงหา เพราะอยากไปส่งคณิน คอยชะเง้อมองไปทางประตูเป็นระยะ
“ทำไมลื้อไม่ไปส่งผัว”
“หนูจะไปหรือไม่ไปก็คงไม่สำคัญหรอกค่ะ สู้อยู่ดูแลเถ้าแก่น่าจะมีประโยชน์กว่า”
“แบบนี้มันจะไม่ยัวะอั๊วเหรอ อีอาจจะอยากเห็นหน้าลื้อก่อนไปก็ได้ ลื้อน่าจะไปให้กำลังใจมันหน่อย”
“เถ้าแก่เป็นห่วงคุณคิ้มเหรอคะ”
“เปล๊า เรื่องอะไรจะห่วงมัน เหม็นขี้หน้ามันจะตาย ไปหลายวันได้ยิ่งดี”
แพนจ้องหน้าเส็งด้วยความสงสัย
“เถ้าแก่ยังจำอะไรไม่ได้เลยหรือคะ”
“ไม่ได้”
“งั้นพรุ่งนี้หนูพาเถ้าแก่ไปโรงสีดีกว่า เผื่อจะช่วยฟื้นความจำได้บ้าง”
“ไม่ต้องหรอก เสียเวลา ถ้าความจำมันจะมา มันก็มาของมันเอง”
“เถ้าแก่พูดเหมือนไม่อยากจำอะไรได้”
“ทำไมอั๊วจะไม่อยากจำได้ ใครมันอยากจะลืมตัวเองกัน หรือว่าลื้ออยากลืมตัวเอง”
“บางครั้ง หนูก็อยากจะลืมตัวเองเหมือนกัน”
เส็งแอบเห็นใจแพน

เรือที่ลอยลำอยู่กลางน้ำ ถูกยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามจากเรืออีกลำ คนของมนชิตกระโดดขึ้นไปบนเรือทั้งหมด เพื่อตรวจดูสภาพศพ แต่กลับไม่พบใครสักคน เมื่อตรวจข้าวในกระสอบกลายเป็นแค่ฟางข้าวเท่านั้น จนถึงกระสอบหนึ่ง มีระเบิดกลิ้งออกมา
“เฮ้ย ระเบิด”
เรือระเบิดตูม แสงวาบไปทั้งคุ้งน้ำ คนของมนชิตตายเรียบ เวลาต่อมาลูกน้องไปหามนชิตที่บ่อน กระซิบบางอย่าง มนชิตรู้ข่าวโกรธจัด กำหมัดแน่น
“ไอ้คิ้ม”

2 วันต่อมา คณินอยู่กับธามที่โกดังข้าวของธาม เขาหัวเราะมีความสุข จับมือกับธาม
“ขอบคุณนะครับคุณธาม ที่ให้ราคาข้าวเต็มเม็ดเต็มหน่วยขนาดนี้”
“ขอบคุณเช่นกันครับ ที่คุณคิ้มขายข้าวดีๆ ให้เรา หวังว่าเราจะได้ทำธุรกิจกันไปอีกนานๆ นะครับ”
“ยินดีเป็นอย่างยิ่ง บริษัทส่งออกข้าวของนายโตเร็วจริงๆ ความฝันฉันเลยนะเนี่ย”
“โตแต่ตัว ยังมีอะไรต้องพัฒนาอีกเยอะ โดยเฉพาะระบบ เพราะฉะนั้นนายต้องมาทำกับฉัน เพราะนายรู้เรื่องข้าวดีกว่าฉัน”
“เฮ้ย ยัง ประสบการณ์ยังไม่พอ ขอทำแบบค่อยเป็นค่อยไปก่อนดีกว่า แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ฉันจะซื้อหุ้นนายสักแปดสิบเปอร์เซ็นต์ดีมั้ย”
“พูดขนาดนี้ ฮุบกิจการกันเลยดีกว่า”
คณินกับธามเดินหัวเราะกันไป

แพนเข็นรถให้เส็ง แล้วพาเดินไปตามส่วนต่างๆ ของโรงสี
“เป็นไงคะ รู้สึกคุ้นๆ บ้างมั้ยคะ”
“ไม่เห็นจะคุ้นเลย โรงสีกระจอกๆ”
แพนกับกิตติมองหน้ากัน
“สงสัยจะไม่ได้ผล”
“ถ้างั้น เราลองไปสมาคมเหยี่ยวแดงกันดูมั้ยคะ”
“เยี่ยวแดงอะไรอีกวะ”
“เหยี่ยวแดงครับ”
“เออๆ นั่นแหละ มันคืออะไร สวนสัตว์เหรอ”
แพนยิ้ม

กริชฝึกเชิดสิงโตอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่ยอมพัก วิภาดาแอบมองอยู่หลังต้นไม้
“นายคงอยากจะชนะมากล่ะสินะ”
วิภาดาถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย ก่อนตัดสินใจหันหลังเดินออกไป กริชพักดื่มน้ำ หันไปเห็นวิภาดา จึงวิ่งตามออกไป แล้วขวางหน้าหญิงสาวไว้
“มาแอบดูเราเหรอ”
“เปล่า แค่เดินผ่านมา”
“คงกลัวว่าเราจะชนะพี่ชายตัวเองล่ะสิ”
“ไม่เคยกลัว เพราะเรามั่นใจว่าพี่ชายของเราชนะแน่นอน”
“ทำไมมั่นใจขนาดนั้น”
“เพราะพี่ชายของเราจะทำทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องความบริสุทธิ์ของตัวเอง เขาไม่มีวันยอมก้มกราบขอขมาใคร โดยที่เขาไม่ได้ทำผิด”
“ดูเหมือนวิจะเชื่อมั่นในตัวพี่ชายมากเหลือเกิน แต่เราต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยนะ เพราะงานนี้ พี่ชายวิจะแพ้ราบคาบแน่”
กริชเดินกลับไป วิภาดามองตามตาละห้อย ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เสียงหัวเราะของนายไม่เหมือนเดิม รู้ตัวรึเปล่า”

แพนเข็นรถเส็งเข้าไปในสมาคม โดยมีกิตติตามติด เส็งมองทุกอย่างรอบตัว ก่อนหันมองเก้าอี้ประจำตำแหน่งของตัวเองที่วางอยู่สุดทางเดิน
 
เขาภูมิใจอยู่ลึกๆ กับการก่อตั้งแก๊งเหยี่ยวแดงขึ้นมา

เลือดมังกร : แรด ตอนที่ 7 (ต่อ)

เส็งยังคงทอดสายตามองเก้าอี้ประจำตำแหน่งที่เคยเป็นของตัวเอง แพนลองเชิงถาม
 
“แก๊งเหยี่ยวแดงมีความหมายว่าอะไรหรือคะ”
“แก๊งเหยี่ยวแดงน่ะเหรอ”
เส็งนึกถึงความหลัง เมื่อครั้งก่อตั้งแก๊งเหยี่ยวแดง วันนั้น เขายืนต่อหน้าทุกคน
“ต่อจากนี้ไป พวกเราจะบินอย่างเหยี่ยวแดง จะล่าเหยื่ออย่างฉลาดและว่องไว ฉลาดในที่นี่ก็คือ เลือกกิน จะไม่แตะของเน่าเหม็นเหมือนพวกอีแร้ง”
“ของเน่าเหม็นคืออะไร” บุ๊งถาม
“ของผิดกฎหมายทุกอย่าง ส่วนว่องไวก็คืออย่างน้อยเราต้องเร็วกว่าศัตรูหนึ่งก้าวเสมอ”
“ศัตรูของเรา” เป้งสงสัย
“คือความขี้เกียจไงล่ะ เอาล่ะ ในฐานะจ่าฝูง ไม่บังคับใครทั้งนั้น ทุกคนมีอิสระที่จะตัดสินใจ”
ทุกคนต่างยกมือขึ้น เพื่อจะเดินตามหลังเส็ง โดยบุ๊งยกมือหลังสุด

เส็งนึกถึงอำนาจบารมีแต่หนหลัง แพนลอบมอง แอบมีความหวังนิดๆ ว่าเส็งอาจจะจำอะไรได้บ้าง
“ว่าไงคะเถ้าแก่ ที่มาของแก๊งเหยี่ยวแดง มีความหมายยังไงคะ”
“ความหมายมันก็คือ ไม่รู้โว้ย ใครจะไปรู้วะ เหยี่ยวดงเหยี่ยวแดงอะไร ชื่อน่ารังเกียจ อยากรู้ก็ไปถามไอ้คิ้มโน่น”
แพนกับกิตติมองหน้ากันแล้วถอนหายใจว่าหมดหวัง ทันใดนั้น เสียงดังอึกทึกของฝูงชนลั่นมาจากด้านหน้าสมาคม

เป้งตั้งโต๊ะรับแทงพนันการประชันสิงโตระหว่างคณินกับกริชอย่างเปิดเผยที่หน้าสมาคม
“โอกาสของความร่ำรวยมาแล้ว ใครกันจะเป็นผู้ชนะในการประชันสิงโตระหว่างนายคิ้ม หัวหน้าแก๊งเหยี่ยวแดง และนายกริช หัวหน้าแก๊งกวางสวรรค์ เข้ามา เร่เข้ามา ช้าอด หมดสิทธิ์รวย”
คนจำนวนมากต่อแถวเป็นแนวยาว
“เอ้าๆ ต่อแถวให้เป็นระเบียบสิวะ ไม่ต้องแย่งกัน แทงได้แทงดี อยากรวยก็แทงเยอะๆ มีบ้านแทงบ้าน มีรถแทงรถ มีทองแทงทอง ตั้งมันให้หมดเลย”
แพนเข็นรถเส็งออกมา กิตติตามหลัง เธอเห็นคนตั้งโต๊ะพนันคือพ่อของตัวเองก็ละเหี่ยใจ อับอาย
“โอ้โห ยิ่งกว่างานทิ้งกระจาดอีกนะครับเนี่ย ไม่รู้ชาวบ้านเขาเล่นข้างไหนนะครับ”
“เจ้าของโต๊ะคือใคร ไม่ต้องเดาก็รู้”
“ใครหรือคะ”
“ก็ไอ้พวกโลภมากที่ไม่เกรงกฎหมายยังไงล่ะ”
“เพราะความโลภมีมากกว่าความกลัวน่ะค่ะ พาเถ้าแก่กลับบ้านก่อนนะ”
“อย่าเพิ่ง อุตส่าห์มาแล้ว จะไม่ร่วมสนุกสักนิดก็กระไรอยู่”
แพนกับกิตติมองหน้ากันด้วยความฉงน

เป้งจดยิกๆ โดยไม่มองหน้าคนที่อยู่ต่อหน้า ขณะที่ชาวบ้านพากันถอยออกไปเพราะกลัวเส็ง
“จะแทงข้างใคร ว่ามาเลย”
“แทงลื้อ”
“เท่าไหร่ เฮ้ย กวนตีนเหรอ”
เป้งยั๊วเงยหน้ามอง พอเห็นว่าเป็นเส็งก็ชะงัก ตกใจ
“เฮีย”
“ชาวบ้านเขาเล่นฝ่ายไหนกันล่ะ”
“ก็ต้องฝ่ายที่ชนะสิ”
เสียงบุ๊งดังขึ้น เขาเดินนำลูกน้อง 2 คนเข้ามา ทำหน้าเย้ยหยัน เส็งหัวเราะร่า
“พูดเหมือนรู้ล่วงหน้า”
“ไม่ใช่แต่อั๊วที่รู้ ชาวบ้านเขารู้กันทั้งปากน้ำโพ งานนี้ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ที่จริง มาขอยอมแพ้ซะ จะได้ไม่เหนื่อยเปล่า”
“ถ้ายอมแพ้ซะก่อน แล้วจะชนะได้ไง ถ้าจะเหนื่อยสักครั้ง ขอเหนื่อยเพราะต้องเหยียบแล้วขยี้คนแพ้ให้จมดินดีกว่า”
“ก่อนจะขยี้ใคร หัดเดินให้ได้ก่อนดีกว่าเฮีย”
“เดิน เดินยังไงวะอั๊วจำไม่ได้”
กิตติเข็นรถเส็งออกไป บุ๊งโกรธ ขณะแพนยังยืนอยู่ มองพ่อด้วยความยุ่งยากใจ
“ไอ้เป้ง บอกลูกสาวลื้อให้ไปคุยกับอั๊ว”
บุ๊งเดินนำลูกน้องสองคนออกไป
“อาแพน ไป”
“ทำไมฉันต้องไป คนที่ฉันจะคุยด้วยคือพ่อ”
“อั๊วยังไม่ตายวันนี้หรอก ไปคุยกับไอ้บุ๊งก่อน เผื่อมันตายวันสองวันนี้”
“พ่อ”
เมื่อเส็งไปแล้ว คนก็กรูกันเข้ามาแย่งแทงพนันกันยกใหญ่
“เฮียเส็งไปแล้ว เข้ามาเลยๆ”
แพนจึงยอมถอยออกมา อย่างไม่สบายใจ เดินตามมาคุยกับบุ๊ง บุ๊งพูดเย้ยหยัน
“ถ้าลื้อไม่อยากเห็นพ่อลื้อไม่มีที่ซุกหัวนอน ลื้อต้องทำให้ผัวลื้อแพ้เท่านั้น ทำยังไงก็ได้ ทำให้มันแพ้ แพ้ แพ้”
“ว่าไงนะ”
“ฟังให้ดีนะ พ่อลื้อเอาโฉนดบ้านมาจำนองกับอั๊วไว้ ด้วยเงินจำนวนมาก พอบวกรวมดอกเบี้ยแล้วนี่ เอาลื้อกับน้องสาวลื้อมาขายรวมกันยังไม่ได้เลย”
“ไม่จริง”
“จริงสิวะ คิดดูเอาเองก็แล้วกัน จะตอบแทนบุญคุณพ่อลื้อ หรือจะใจดำปล่อยให้มันเป็นหมาจรจัดข้างถนน”
บุ๊งเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป แพนอึ้ง เจ็บปวดมาก

คณินกลับมาถึงบ้าน นำผ้าไหมผืนสวยมาให้ซกเค็ง
“ผ้าไหมจากเมืองจีนสำหรับม้า ของเพิ่งโล้สำเภามาถึงสดๆ ร้อนๆ”
“พูดเป็นเล่น นี่อั๊วเชื่อนะเนี่ย ยังได้กลิ่นน้ำทะเลอยู่เลยอ่ะ”
“นี่ของวิ เอาไว้ตัดชุดสวยๆ ใส่วันตรุษจีนหน้า”
“ขอบคุณค่ะเฮีย เฮียน่ารักที่สุดเลย”
คณินหยิบถุงใบเล็กยื่นให้เส็ง
“นี่ของป๊า นาฬิการุ่นนี้ที่ป๊าอยากได้ไง”
เส็งตาโตแต่แกล้งทำเป็นเชิด
“ได้กำไรไม่เท่าไหร่ ก็เอามาถลุงเล่นซะแล้ว เดาอนาคตไม่ยาก”
“โธ่ป๊า ผมหาเงินมาใช้ ไม่ได้หามาเก็บ มีเงินก็ซื้อรางวัลให้ตัวเองบ้าง ตายไปก็ไม่ได้ใช้”
“นี่ลื้อแช่งอั๊วเรอะ”
“หยุด ถ้าไม่อยากให้นาฬิกาพัง”
ซกเค็งเสียงดัง เส็งรีบหยิบกล่องนาฬิกาไปเก็บเพื่อความปลอดภัย คณินหัวเราะ ก่อนหันไปมองแพน ซึ่งทำหน้ากังวลมาตั้งแต่แรก วิภาดาแซวขึ้น
“แล้วของฝากซ้อล่ะ”
“ไม่มี ได้ยังไง ต้องมีอยู่แล้ว”
“ไหนล่ะ อยากเห็น”
“ไม่ได้หรอก ขืนให้กันตรงนี้ เดี๋ยวซ้อเขาเขินแย่”

แพนมองหน้าคณินอย่างหมั่นไส้

คณินอยู่กับแพนสองต่อสองที่มุมหนึ่งของบ้าน
 
“เข้ามาใกล้ๆ สิ จะให้ของฝาก”
“อะไรของคุณ”
“อยากรู้ว่าคืออะไรก็เข้ามาสิ”
“ไม่อ่ะ คนกะล่อนอย่างคุณ คงไม่พ้นฉวยโอกาส”
“แหม รู้ทัน ก็คนเขาคิดถึง อยากกอดอยากหอม”
แพนหน้าแดงก่ำขยับเท้าหนี
“ดูทำเข้า ผมไม่ได้เป็นโรคเรื้อนนะ”
“ไม่ได้เป็นโรคเรื้อน แต่ร้าย น่ากลัวกว่าเยอะ”
คณินคว้ามือแพนมา แพนขัดขืนนิดหน่อยแต่ก็ยอมให้จับโดยดี
“ขอบคุณนะ ที่ช่วยดูแลป๊าและที่บ้านเป็นอย่างดี”
“มันเป็นหน้าที่ฉันอยู่แล้ว”
“หน้าที่สะใภ้ทำได้ดีมาก แต่อย่าลืมทำหน้าที่ภรรยาด้วยนะ ผมไปตั้งหลายวัน ไม่คิดถึงกันบ้างเลยเหรอ”
“จะให้พูดความจริงหรือโกหก”
“พูดจากหัวใจสิจ๊ะเมียจ๋า”
คณินล้วงแหวนทองออกมาแล้วสวมที่นิ้วก้อยข้างซ้ายให้แพนแบบไม่ทันตั้งตัว แพนตกใจหน้าแดง
“คุณ”
“สำหรับเมียที่แสนดี”
“ที่ป๊าคุณพูดก็ถูกของท่านนะ ได้กำไรนิดๆ หน่อยๆ ไม่ควรใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้”
“อีกคนแล้ว ติดโรคขี้บ่นมาจากป๊าเหรอ”
“ดูเหมือนคุณจะลืมเรื่องประชันสิงโตไปเลยนะ”
“ใครบอกลืม ตอนอยู่เยาราช ผมซ้อมแทบทุกวันเลยนะ”
คณินออกท่าเหมือนกำลังเชิดสิงโตให้แพนดู แพนเห็นแล้วอดอนาถใจไม่ได้
“ดูจากท่าแล้ว สงสัยไม่ต้องทำอะไร ก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่แข่ง”
คณินยังทำท่าร่ายรำไปมาสนุกสนาน ไร้ความกังวล

คณินใส่ชุดเตรียมซ้อมเชิดสิงโตเดินคุยมากับแพน
“ได้ข่าวว่ามีการตั้งโต๊ะพนันด้วย คุณเชียร์ใคร”
“ไม่เชียร์ใครทั้งนั้น”
“ไม่ได้ คุณต้องเชียร์ผมสิ ห้ามวางตัวเป็นกลางเด็ดขาด”
กิตติพร้อมลูกน้องช่วยกันหอบตัวสิงโตเข้ามา
“พร้อมรึยังครับคุณคิ้ม”
“จะรออะไรอยู่ล่ะ เดี๋ยวจะเชิดสิงโตโชว์เมียให้อึ้งไปเลย”
“ตามสบาย ฉันขอตัวไปคุมคนงานทางด้านโน้นนะ”
แพนปลีกตัวออกไป
“มาครับคุณคิ้ม เริ่มกันเลย”
“เริ่มอะไร เลิก ไม่ต้องซ้อม”
“อ้าว ทำไมครับ”
“มีเรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำน่ะสิ”
“นาทีนี้ ยังมีเรื่องอะไรสำคัญกว่าซ้อมเชิดสิงโตอีกครับ”
“มีสิ ไปโรงน้ำชากัน”
“หา ไปแต่หัววันนี่นะครับ จะดีหรือครับ”
“ดีรึไม่ดี เดี๋ยวก็รู้”
คณินส่งสัญญาณบอกลูกน้องสองคนให้สวมใส่หัวสิงโตตามที่นัดแนะไว้
“ไม่ต้องท่ายากนะ เน้นเท่ๆ เข้าไว้ ให้สองคนนี้ซ้อมแทนเราไปก่อน เสร็จธุระแล้ว เราจะมาร่วมซ้อมด้วย”
“เอาไงก็เอาครับ แล้วแต่คุณคิ้มจะบัญชา”
คณินเดินออกไป กิตติรีบก้าวตาม ลูกน้องสองคนเริ่มซ้อมเชิดสิงโตตามคำสั่งของเจ้านาย แพนหันมามอง เห็นลูกน้องสองคนที่เข้าใจว่าเป็นคณินและกิตติซ้อมเชิดสิงโตกันอยู่ก็กลุ้มใจ
“จะเป็นไรมั้ย ถ้าคุณต้องแพ้”

กริชซ้อมเชิดสิงโตอย่างหนัก ด้วยท่วงท่าที่แข็งแรงและสวยงาม บุ๊งเดินปรบมือเข้ามา ภูมิใจเหลือเกิน
“ไม่รู้จะซ้อมให้เหนื่อยไปทำไม ยังไงลื้อก็ชนะอยู่แล้ว”
“ไม่ได้หรอกครับ ยังไงก็ต้องซ้อม คนอย่างไอ้คิ้ม ประมาทไม่ได้”
“ใช่ คนขี้โกงหน้าด้านๆ อย่างมัน ไม่รู้แอบไปคิดตุกติกอะไรรึเปล่า”
“มันคิดจะทำอะไรก็ช่าง แต่ผมจะชนะอย่างใสสะอาด”
“แน่นอน เพราะยังไง ลื้อก็เก่งกว่ามันอยู่แล้ว”
“วันนั้นมันจะต้องกราบขอขมาป๊าต่อหน้าคนทั้งปากน้ำโพ”
“ป๊าก็เลยต้องเตรียมตัดชุดสูทสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ”
บุ๊งยิ้มเจ้าเล่ห์

โอชินนั่งโต๊ะเดียวกับมนชิตภายในโรงน้ำชา
“วันประชันสิงโต คุณจะเอายังไง”
“อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร รอดูหมากัดกัน สนุกกว่าเยอะ”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนลูกน้องจะเดินเข้ามา
“คุณคิ้มมาขอพบคุณโมจิครับ บอกว่ารออยู่ด้านหน้าโรงน้ำชา”
โอชินยิ้มเย้ยหยัน
“ท่าทางน้องเขยของคุณจะติดใจสาวโรงน้ำชาเข้าซะแล้ว แต่ฉันขอเล่นตัวหน่อยนะ ปล่อยให้เขารอไปก่อน”
โอชินหยิบน้ำชาขึ้นดื่มอย่างมีความสุข มนชิตหัวเราะ ก่อนหยิบปากกากับกระดาษมาเขียนข้อความถึงแพน “ไอ้คิ้มมาหาผู้หญิงที่โรงน้ำชา” แล้วส่งให้ลูกน้องคนที่มาส่งข่าว
“รีบเอาไปส่งให้คุณแพนที่โรงสีไอ้คิ้ม”
ลูกน้องรับจดหมายแล้วออกไป มนชิตยิ้มสะใจ
“มึงวอนเองนะ”

แพนยังนั่งมองคณินซ้อมเชิดสิงโตอยู่ ไม่นึกเอะใจ วิภาดาเดินหงอยๆ เข้ามา
“เฮียจะชนะใช่มั้ยซ้อ”
“ไม่รู้สิ”
“หมดจากเรื่องนี้ ก็คงมีเรื่องอื่นต่อ สู้กันไป สู้กันมา ไม่มีที่สิ้นสุด”
“เว้นแต่ตายกันไปข้างหนึ่ง”
ลูกน้องของมนชิตเข้ามา แล้วยื่นจดหมายให้แพน
“คุณมนชิตฝากมาครับ”
แพนแปลกใจ แต่ก็รีบเปิดอ่าน พอเห็นข้อความก็นิ่วหน้าไม่พอใจ เธอไม่พูดพร่ำทำเพลงเดินไปที่คนซ้อมเชิดสิงโตทันที ส่วนวิภาดารีบวิ่งตามไป
“มีอะไรซ้อ เกิดอะไรขึ้น”
“หยุดซ้อมได้แล้ว”
“ทำไมล่ะ”
ลูกน้องหยุดซ้อมแต่ไม่ยอมถอดหัวสิงโตออก
“ถอดหัวออกด้วย”
ลูกน้องสองคนถอดหัวสิงโตออก พอเห็นหน้าชัดๆ วิภาดาตกใจตาค้าง
“อ้าว ไม่ใช่เฮียกับกิตติหรอกเหรอ แล้วเฮียอยู่ไหนล่ะ”

แพนไม่ตอบ แต่เดินออกไปเลย

คณินยืนเต๊ะท่าหน้าโรงน้ำชา โอชินเดินออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่ทันที
 
“คิดถึงจังเลยค่ะ เสี่ยคิ้มหายไปไหนมาตั้งนาน”
“ถึงตัวจะอยู่ไกล แต่หัวใจอยู่ที่นี่เสมอ”
“อุ๊ยตาย ปากหวานจังเลย ไม่รู้อย่างอื่นจะหวานด้วยรึเปล่า”
“อยากพิสูจน์มั้ยล่ะ”
“บนห้องดีกว่าค่ะ”
“อย่าเพิ่ง ไว้ดึกๆ นะ ที่แวะมาเนี่ย แค่จะเอาของมาฝาก”
คณินหยิบปิ่นอันเดิมที่โอชินเคยทำตกไว้แล้วแพนใช้แทงเขา ยื่นให้โอชิน พร้อมรอยยิ้ม โอชินเห็นแล้วตกใจ แต่ระงับใจไว้ แล้วรับมาชื่นชมยินดี
“ปิ่นปักผม สวยจังเลยค่ะ ราคงแพงมาก”
“ไม่แพงหรอก สำหรับคนสวยอย่างเธอ”
“ไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างฉันจะได้ครอบครองของสวยๆ แพงๆ อย่างนี้”
“ของมันมักจะตามหาเจ้าของที่แท้จริงเสมอ”
โอชินเหลือบตามองคณินเพราะเขาพูดแทงใจดำ แพนเดินเข้ามาหน้าตาถมึงทึง
“ซ้อมเหนื่อยมั้ยคะ”
“ไม่เหนื่อยเลย”
“ฉันรู้แล้วว่าควรจะเชียร์ใคร”
คณินตกใจ หันขวับ
“แพน”
“คุณนี่มันเลวจริงๆ เลย”
“เอ่อ คือ”
“ฉันน่าจะฟังคำเตือนคนอื่นบ้าง ผู้ชายอย่างคุณไว้ใจไม่ได้”
“ผู้ชายมันก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่”
“ถ้าอย่างนั้น ฉันเป็นบ้างได้มั้ย ทำอย่างที่คุณทำ”
“แพน”
“คุณทำได้ ฉันก็ทำได้เหมือนกัน”
แพนเดินออกไปด้วยความโมโห
“แพน”
คณินรีบตามแพนออกไป โอชินยิ้มเยาะ มนชิตเดินออกมาแล้วหัวเราะลั่น

กิตตินั่งอยู่ในรถฝั่งตรงข้ามกับโรงน้ำชา หันมาถามเด็กชายที่นั่งซุกตัวอยู่เบาะหลัง
“เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้วใช่มั้ย”
“เห็นครับ เมียคุณคิ้ม ยังสวยเหมือนเดิม”
“ไม่ใช่ อั๊วหมายถึงผู้หญิงอีกคน ใช่คนที่ไล่ตามยิงลื้อรึเปล่า”
“ใช่ครับ ผมจำได้แม่นเลย ผู้หญิงคนนี้แหละ”
“ลื้อรออยู่ในรถก่อนนะ”
กิตติลงจากรถไป

แพนเดินหนีคณินมาบริเวณตลาด
“แพน คุณเข้าใจผิดนะ ฟังก่อนสิ”
“ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวของคนกะล่อนอย่างคุณแล้ว ไปให้ไกลเลย”
“แต่คุณต้องฟัง อย่าเพิ่งตัดสินผมจากภาพที่เห็นสิ”
“ฉันไม่ได้ตัดสินจากภาพที่เห็น แต่ฉันตัดสินจากสันดานของคุณ”
“ไม่ยุติธรรมเลย”
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่เลิกกับคุณแน่ ตอนเป็นลูกฉันทำให้พ่ออับอายได้ ตอนเป็นเมีย ทำไมฉันจะทำให้ผัวอับอายบ้างไม่ได้”
คณินคว้าแขนแพนไว้ แพนพยายามสะบัดออก แต่ไม่เป็นผล
“ปล่อย”
“สิ่งที่เห็น มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดก็ได้นะ มองผม มองให้เห็นหัวใจผม”
“บอกให้ปล่อย”
“ผมไม่มีวันปล่อยคุณหรอกแพน”
กริชเดินเข้ามา แพนหันไปเห็น ก็สะบัดมือแล้วปรี่ไปหากริชทันที
“ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับนายพอดี ไปหาที่เงียบๆ คุยกันเถอะ”
คณินมองหน้ากริช กริชมองตอบ
“ได้สิ”
แพนดึงตัวกริชออกไป
“ต่อหน้าต่อตา แบบนี้ต่อยกันดีกว่า”
คณินฉุน

กิตติเดินเข้ามาในโรงน้ำชาที่เริ่มพลุกพล่าน เห็นโอชินเดินขึ้นชั้นบน ก็เดินตามไป โอชินรู้ตัวถูกกิตติตามติดแบบมีพิรุธ จึงหลบหลังเสา รอกิตติ แต่กิตติไม่ยอมโผล่มาเสียที เธอจึงออกไปเสียเอง เป็นจังหวะที่กิตติเข้ามาพุ่งเข้าต่อสู้กับเธอ หญิงสาวตอบโต้กลับอย่างรวดเร็ว จนกิตติเสียหลัก โอชินกัดฟันกรอด จะทำร้ายกิตติ กิตติจ่อปืนที่หน้าอกของเธอ
“ต้องการอะไร”
“ขอคุยเป็นการส่วนตัว แบบสองต่อสอง ตัวต่อตัว”
โอชินมองกิตติอย่างระแวง กิตติพาโอชินเข้ามาคุยในห้องส่วนตัว สายตาดุดัน
“ไอ้คิ้มรู้แล้วว่าเธอคือนักฆ่า”
โอชินตกใจ แต่ยังนิ่ง
“แล้วนายมาบอกฉันทำไม”
“เพราะฉันอยู่ฝ่ายเดียวกับเธอ”
“โกหก”
“ฉันนึกแล้วว่าเธอต้องไม่เชื่อ แต่ยังไง ฉันก็อยากจะเตือนเธอ ให้เธอระวังตัวไว้ให้ดี เพราะไอ้คิ้มมันไม่เอาเธอไว้แน่”
“แล้วฉันจะแน่ใจได้ยังไง ว่านายอยู่ข้างฉันจริง”
“ฉันจะตัดหัวไอ้คิ้มให้เธอดู”
“ทำไมนายถึงทรยศเขา”
“ฉันอยู่กับเถ้าแก่เส็งมานาน ทำทุกอย่างแทนเขา แต่สุดท้าย ฉันก็ไม่ได้อะไรเลย เหตุผลแค่นี้พอมั้ย”
“จนกว่าฉันจะเห็นนายจัดการไอ้คิ้มตามที่พูด”
“วันประชันสิงโต ฉันจะส่งมันลงนรก”
โอชินยิ้มเยาะ ยังไม่เชื่อกิตติ กิตติยิ้มเหี้ยม

คณินกลับเข้ามาในรถอย่างหัวเสีย
“กิตติล่ะ”
“หายเข้าไปในนั้น ตั้งนานแล้วครับ”
“มัวทำไรอยู่ ทำไมยังไม่ออกมาอีก”
กิตติเดินออกมาจากโรงน้ำชา ข้ามถนนกลับมาถึงรถ เปิดประตูขึ้นนั่ง
“เรียบร้อยครับ”
“ดี กลับบ้านได้แล้ว”

รถแล่นออกไป

แพนคุยกับกริชอย่างเคร่งเครียด บริเวณตลาด
 
“พ่อเราจำนองบ้านไว้กับป๊าของนาย”
“อะไรนะ เมื่อไหร่”
“ไม่รู้เหมือนกัน แต่ป๊านายจะคืนโฉนดบ้านให้ถ้า”
“ถ้าอะไร”
“ถ้าฉันร่วมมือทำให้คิ้มแพ้การแข่งเชิดสิงโต”
“เวร ทำไมป๊าทำแบบนั้น”
“ป๊านายคงอยากให้นายชนะ”
“ชนะแบบนี้เราคงดีใจหรอก เราจะไปคุยกับป๊าให้รู้เรื่อง”
“อย่านะ เรากลัวว่าป๊านายจะยึดบ้านไปทันทีถ้ารู้ว่าเราเล่าให้นายฟัง”
“แต่เราไม่มีทางยอมให้มีการทุจริต เราต้องการชนะอย่างใสสะอาด”
“ที่เรามาพูดกับนาย เพราะเราอยากจะขอให้นายช่วยเก็บโฉนดไว้ให้ เราจะหาเงินมาไถบ้านคืนให้เร็วที่สุด”
“ไม่ต้องห่วงแพน เราจะจัดการเรื่องนี้ให้เอง ขอบใจมากนะ ที่บอกให้เรารู้ก่อน เพราะถ้าเรารู้ทีหลังว่าเราชนะเพราะป๊าเราเล่นตุกติก เราคงรับไม่ได้”
“เราก็ขอบใจเหมือนกัน”
กริชเดินออกไป มนชิตก้าวเข้ามาแทน
“เธอควรจะทำตามที่เสี่ยบุ๊งบอกนะแพน”
“ทำไมฉันต้องทำ”
“เพราะเธอสามารถทำในสิ่งที่เสี่ยบุ๊งต้องการได้ไงล่ะ”
“เฮียล่ะ ทำไมไม่ปกป้องครอบครัว ให้มันสมกับเป็นลูกชายคนโตที่ป๊ารัก”
“เฮียกำลังทำอยู่ แพนรอดูเองละกัน ว่าแต่ ที่ท้ากับไอ้คิ้มว่าจะเล่นชู้ จะทำจริงรึเปล่า”
“ยุ่งอะไรด้วย”
“เฮียแค่อยากจะบอกว่าเฮียสนับสนุนเต็มที่ และก็พร้อมจะเป็นเครื่องมือแก้แค้นไอ้คิ้มให้แพนนะ”
“ประสาท”
แพนเดินหนีไป มนชิตมองตามด้วยสายตาหื่น

ตอนค่ำ คณินให้เด็กเลี้ยงควายมาพักที่ห้องเดียวกับกิตติ
“นอนห้องนี้นะ เฮียกิตติจะดูแลนายเอง”
“ถ้าผมอยู่ที่นี่ ผมจะได้เป็นมาเฟียใช่มั้ยครับ”
“เออ ทำตัวดีๆ เดี๋ยวจะส่งให้เรียน”
“ทำไมต้องเรียน”
“ถ้าจะเป็นมาเฟียก็ต้องเรียนหนังสือ”
“ใช่”
“เรียนจบเมื่อไหร่ จะให้เป็นรองหัวหน้าแก๊งเลย ตอนนี้ก็หัดท่องตำราไปก่อนนะ แล้วก็ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
“เข้าใจครับ”
คณินเดินออกไป กิตติเดินด้วยท่าทางขึงขังอย่างมาเฟียรุ่นพี่ ตามไปคุยกับคณิน
“เล่ามา”
“ตามที่คุณสงสัยไม่มีผิด เธอเป็นนักฆ่าจริงๆ”
“แล้วเธอสงสัยนายมั้ย”
“สงสัยสิครับ ผมเลยบอกว่าจะตัดหัวคุณให้ดู”
“เฮ้ย นี่เล่นหัวกันเลยเหรอ”
“แหม ไอ้ผมก็ไม่ได้เจาะจงซะด้วยสิว่าหัวอะไร”
คณินเดินไปมาอย่างใช้ความคิด
“เริ่มใกล้ความจริงเข้าไปทุกทีแล้ว หลังจากนี้เตรียมตัวไว้ละกัน เพราะฉันจะทำให้พวกนั้นเชื่อว่าเราแตกคอกันจริงๆ”
“คุณจะทำยังไงครับ”
“อาจต้องเสียเลือดบ้าง”
“เวร”
“มันต้องเป็นอย่างนั้น ไม่งั้นใครจะเชื่อวะ”
“ครับ ยังไงผมจะรีบสืบให้รู้ให้ได้ ว่าใครเป็นตัวบงการใหญ่”
“ดี แต่หลังจากประชันสิงโต ฉันจะเคลียร์กับเสี่ยบุ๊งก่อน”
“ทำไมคุณไม่เคลียร์ไปเลย เรื่องจะได้จบๆ ยังไงเราก็มีพยานบุคคลแล้ว”
“กลัวว่าไอ้เสี่ยบุ๊งมันจะคิดว่าเราบังคับเด็กให้พูดน่ะสิ”
แพนกลับเข้ามาในบ้าน เดินผ่านคณินกับกิตติไป คณินละจากกิตติ เดินไปหาแพน
“นึกว่าจะไม่กลับบ้านซะแล้ว”
“ตอนแรกก็ว่าจะไม่กลับ แต่กริชดึงดันจะมาส่ง เลยตามใจซะหน่อย”
แพนเดินเข้าบ้าน คณินหัวเสีย

หลินเท้าสะเอว จ้องเป้งตาถลน
“ไหนโฉนด”
“อะไรของลื้อเนี่ย อั๊วบอกแล้วไงว่าอั๊วเก็บไว้ ไม่ได้เอาไปไหน”
“ถ้าเก็บไว้ก็เอามาดู”
“นี่ลื้อจะหาเรื่องอั๊วไปถึงไหน”
“ใครกันแน่หาเรื่อง ถ้าลื้อไม่เอามาให้อั๊วดูนะ อั๊วจะจุดไฟเผาบ้านนี้ให้วอดเลย”
มนสิชาเดินเข้ามา เซ็งๆ
“เมื่อไหร่จะได้แต่งงาน ออกไปจากบ้านหลังนี้ซะที”
“นี่ไง อาหลิน แทนที่ลื้อจะมาเซ้าซี้อั๊ว ลื้อเอาเวลาไปหาลูกเขยรวยๆ ดีๆ กว่าอาคิ้มให้อามนสิชาดีกว่า”
“หน้าที่อั๊ว อั๊วรู้ดี อั๊วเล็งไว้แล้ว ไม่ต้องยุ่ง”
“ไม่เอา ยังไงหนูก็จะเอาคุณคิ้ม”
“อ้ายหยา อาคุณคิ้มอีเป็นผัวนังแพนนะ ลื้ออยากเป็นเมียน้อยเหรอ”
“อีกไม่นานเขาก็จะเลิกกันแล้ว”
“ถึงจะเลิกกัน ลื้อก็ไปเป็นเมียอาคิ้มไม่ได้”
“เป็นได้รึไม่ได้ ป๊าคอยดูก็แล้วกัน”
มนสิชาเดินเชิดเข้าบ้านไป เป้งกับหลินหันมาทะเลาะกันต่อ
“ไปเอามา”
“ไม่”

แพนเปิดตู้เสื้อผ้าเลือกชุดมาสวมใส่นอน คณินเปิดประตูเข้าห้องมา เห็นแพนกำลังหยิบเสื้อผ้าก็ตกใจ รีบเข้าไปแย่ง
“ไม่นะแพน ผมไม่ให้คุณไป”
แพนผลักคณินออกด้วยความรำคาญ
“ฉันบอกแล้วไง ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ฉันจะไม่เลิกกับคุณ”
“ดีจ้ะ คิดถูกแล้ว ผัวดีไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆ”
“อยู่ใช้เงินคุณให้สนุกไม่ดีกว่าเหรอ”
“ตามสบายเลย”
“แล้วก็ ลองเป็นผู้หญิงสารเลว มีคนอื่นไปเรื่อยๆ เหมือนคุณดู น่าสนุก”
“ผมไม่เชื่อ คุณไม่ทำหรอก คุณน่ะปากดีไปอย่างนั้นเอง”
“ก็คอยดูกันไป”
ทั้งสองมองหน้ากัน เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ม้าเองนะ”
คณินรีบเดินไปเก็บชุดเครื่องนอนบนพื้น ส่วนแพนเดินไปเปิดประตู ซกเค็งยื่นถ้วยยาให้แพน
“ยาบำรุงสุขภาพ ดื่มให้หมดนะ”
แพนรู้ว่าเป็นยาอะไร เลยไม่อยากรับไว้
“เอ่อ”
“ดื่มสิ ดื่มเลย”
คณินเดินเข้ามา แล้วโอบกอดรอบเอวแพนไว้
“โธ่ม้า อย่างเราสองคนไม่ต้องพึ่งยาบำรุงหรอก เพราะตอนนี้”
“ตอนนี้อะไร”
คณินยิ้มเจ้าเล่ห์ให้แพน ขณะแพนแอบเคืองที่คณินกอดแน่น
“แพนท้องแล้ว”
“หา”
ซกเค็งกับแพนอุทานพร้อมกัน แพนจ้องคณินเขม็ง คณินยิ้มหัว ไม่สนใจ ซกเค็งดีใจจนเนื้อเต้น
“อั๊วจะมีหลานแล้ว อั๊วจะได้เห็นอาคิ้มน้อยแล้วอ่า อาแพน ขอบใจมากนะ ต่อไปนี้ ลื้อต้องดูแลสุขภาพให้ดี ลื้อต้องกินให้มากๆ อยากกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกอั๊ว อั๊วจะจัดการให้ทุกอย่าง”
“เอ่อ”
“ม้าเอายากลับไปเลย แล้วก็ไปบอกข่าวดีให้รู้กันให้ทั่วเลยม้า”
“แน่นอน อั๊วไม่มีทางรู้เรื่องนี้คนเดียว”
คณินปิดประตู แพนมองชายหนุ่มตาเขียว

ซกเค็งยืนตาแข็งหน้าประตูห้องคณิน ก่อนจะหันกลับมา เจอวิภาดาเดินมาพอดี
“อาวิ”
“เป็นอะไรม้า หน้าซีดปากสั่น หรือว่ามีใครเป็นอะไร”
“มี”
“เฮียหรือซ้อ”
“ซ้อ”
“ตายจริง ซ้อเป็นอะไรม้า แล้วเป็นอะไรมากรึเปล่า”
“อาแพนอี อีท้องแล้ว”
“ท้อง”
วิภาดากับซกเค็งจับมือกันแน่น ตื่นเต้นดีใจ
“ดีใจจังเลยม้า วิจะได้อุ้มหลานแล้ว”
“หมดห่วงเรื่องพี่ชายลื้อ คราวนี้ก็เหลือแต่ลื้อแล้วอาวิ”
“เอ่อ ง่วงแล้วอ่ะม้า หนูขอตัวไปนอนก่อนนะ”
“อาวิ ม้าจะติดต่อแม่สื่อให้เร็วที่สุดนะ ลื้อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวเลย”

แพนจ้องหน้าคณินเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ
“คุณจะบ้าเหรอ ไปโกหกแม่คุณอย่างนั้นทำไม”
“ก็ตัดปัญหาไง”
“ตัดปัญหาหรือว่าเพิ่มปัญหากันแน่”
“ก็คุณไม่ชอบกินยา ผมช่วยคุณไว้นะเนี่ย”
“ช่วยงั้นเหรอ คุณคิดว่าจะโกหกทุกคนไปได้นานแค่ไหน สามเดือนท้องฉันยังแบน เดี๋ยวก็ถูกจับได้ ไม่ต้องรอให้ถึงเก้าเดือนหรอก”
“ก็ถ้าไม่อยากกลายเป็นคนโกหก ก็ทำให้มันป่องจริงก็สิ้นเรื่อง”
“พูดง่ายนะ”
“ทำง่ายด้วย”
“ทุเรศ”

แพนเดินหนีเข้าห้องน้ำไป คณินมองตามอย่างเสียดาย

จบตอนที่ 7
กำลังโหลดความคิดเห็น...