xs
xsm
sm
md
lg

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 11

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 11

ท่ามกลางบรรยากาศอันพลุกพล่านวุ่นวายของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งนี้ กลุ่มนักศึกษาหญิง ชั้นปีที่หนึ่ง 4 คน กำลังซ้อมลีดเดอร์อยู่ตรงหน้าอัฒจันทร์ริมสนามฟุตบอลอย่างแข็งขัน มีกลุ่มรุ่นพี่คอยดูแลและสอนน้องๆ

น้องนักศึกษาหญิงพูดให้จังหวะพร้อมกัน “1-2-…1-2-3-…1-2-…1-2...1-2..-1”
เสียงอริศรา นักศึกษารุ่นพี่ดังขึ้นมาจากกลุ่มรุ่นพี่ที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์
“พอๆ” อริศราเดินลงมาพูดใส่หน้าน้องปี 1ไล่กินหัวไปทีละคน “นี่ตั้งใจซ้อมกันรึเปล่า” ด่า นักศึกษาหญิง 1 แล้วหันมาพูดใส่หน้านักศึกษาหญิง 2 “ตอนกลางวันได้กินข้าวบ้างไหม” นักศึกษาหญิง 3 ก็พลอยโดนด้วย “ถ้าไม่อยากเป็นลีดฯก็ออกไป” นักศึกษาหญิง 4 ก็ไม่รอด “ยังมีคนอื่น อยากเป็นอีกตั้งเยอะ...ไปเล้ย”
นักศึกษาหญิง 1 เถียง “เราก็ทำเต็มที่แล้วนะคะพี่อริศ”
“นี่เรียกว่าเต็มที่แล้วเหรอ ยังไม่ได้เศษเสี้ยวกับที่คณะอื่นซ้อมเลย” อริศราด่ากราด
วีวี่ รุ่นพี่อีกคนเสริมว่า “ใช่ อย่าลืมสิว่าลีดฯคณะนิเทศศาสตร์ เป็นลีดฯที่ครองแชมป์ทุกปีจนเป็นตำนาน พี่ไม่ยอมเสียแชมป์เพราะความขี้เกียจของพวกเธอหรอกนะ”
นักศึกษาหญิง 2 พูดเสียงรำคาญ “พี่พูดเกินไปรึเปล่า พวกหนูตั้งใจซ้อมทุกวัน ยังไงพวกหนูก็ชนะ ไม่มีใครเต้นได้ดีกว่าพวกหนูหรอก พวกหนูน่ะของจริง”

ขณะรุ่นพี่รุ่นน้องลีดเดอร์นิเทศกำลังเถียงกันอยู่นั้น ยินเสียงปานวาดตะโกนนับจังหวะการเต้นลีดเดอร์
“หนึ่ง...สอง”
นศ.ปี1 ต่างหันไปมองตามเสียงของปานวาด
ปานวาดเต้นลีดเดอร์ด้วยท่าทางสง่างาม แข็งแรง พร้อมกับตะโกนนับจังหวะ
“1-2…1-2-3…1-2…1-2 ...1-2…-1”
ปานวาดเต้นท่าจบอย่างสวยสง่า
นักศึกษาหญิงปี 1 ต่างมองปานวาดอย่างอึ้งๆ และชื่นชม
อริศราและวีวี่ พร้อมกลุ่มรุ่นพี่ต่างปรบมือให้ปานวาด อริศราหันมาพูดกับกลุ่มนักศึกษาหญิงปี 1
“นี่ ถึงจะเรียกว่าของจริง”
พวกนักศึกษาชายต่างยืนมองอย่างชื่นชม
นักศึกษาชาย 1 กระซิบถามเพื่อน “นั่นใครวะ”
นักศึกษาชาย 2 อวดภูมิ “นี่แกไปอยู่โลกไหนมาวะ ถึงไม่รู้ ปานวาด นทีพิทักษ์”
“แกเข้าไปขอไลน์เขาให้หน่อยสิวะ” นักศึกษาชาย 1 บอก
นักศึกษาชาย 2 ว่า “ก่อนจะเอาไลน์เขา แกไปดูรถของแกราคาเท่าไร ถ้าไม่ถึง10 ล้าน คุณหนูปานวาดเขาไม่ให้หรอกคร้าบ”
นักศึกษาชาย 1 งง “ขนาดนั้นเลยเหรอวะ”
นักศึกษาชาย 2 บอกเพื่อน “เอ้า! นั่นน่ะทายาทของ P&ST AIRLIENS ใครๆ เขาก็เรียกว่า…นางฟ้าประจำคณะนิเทศ”
ปานวาดยืนมองผู้ชายกลุ่มนั้นสีหน้าเชิดๆ แล้วจะเดินกลับสแตนด์อย่างเริดๆ

จู่ๆ มีลูกบอลลอยมาโดนหัวปานวาดจังๆ จนเซไปนิดๆ เกือบล้ม
อริศราตกใจ “เฮ้ย วาด”
กลุ่มลีดเดอร์น้องปี 1 และพวกนักศึกษาชาย ขำปานวาด
วีวี่รีบเข้าไปจัดทรงผมให้ปานวาด “อุ๊ย ผมเสียทรงเลยอ่ะ วาด”
ปานวาดเห็น นักศึกษาชายขำตัวเอง แล้วรู้สึกเสียงเชิง จนหงุดหงิด
“ผมเสียทรงน่ะไม่เท่าไร แต่เสียหน้านี่สิ”
ปานวาดหันไปมองคนที่เตะบอลมาโดนหัวตัวเอง
“ใครเป็นคนเตะบอลมา”
“ผมเอง”
เป็น ปกรณ์ ในชุดนักศึกษา แต่ชายเสื้อหลุดออกจากกางเกง เหงื่อเต็มหน้า วิ่งเหนื่อยหอบเข้ามาหา มาดอย่างหล่อ
กลุ่มลีดเดอร์ปี 1 มองปกรณ์ตาค้าง ฟินไปกับความหล่อใส พูดพร้อมกัน
“พี่ปกรณ์”
อริศราหันไปดุ น้องลีดเดอร์ ปี 1 “นี่น้องจ้ะ เก็บอาการหน่อย อย่าลืมว่าเราเป็นกุลสตรี” แต่พอดุเสร็จเจ้าตัวก็หันไปทางปกรณ์ แล้วแหกปากกรี๊ดดังกว่าน้องๆ อีก
“แอร๊ย...น้องปกรณ์”
ปกรณ์หันไปยิ้มให้กลุ่มลีดเดอร์น้องปี1 สาวๆ กรี๊ดกร๊าดปลาบปลื้มที่ปกรณ์ยิ้มให้
ปานวาดหมั่นไส้ที่ถูกปกรณ์แย่งซีน จึงเดินเข้าไปดึงแขนปกรณ์มาคุย
“ปกรณ์ นายมานี่เลย”
ปานวาดดึงแขนปกรณ์เดินออกจากสนามฟุตบอลไป

สองพี่น้องมาหยุดที่ก๊อกน้ำล้างหน้าข้างสนามฟุตบอล
“รีบล้างหน้า ล้างตัวเดี๋ยวนี้เลยนะ” ปานวาดกรีดนิ้วจับเสื้อน้องชายที่มีแต่เหงื่ออย่างแขยง “ดูสิ มีแต่เหงื่อ”
“เอ้า คนเตะฟุตบอล มันก็ต้องมีเหงื่อสิ พี่จะให้มีน้ำหมากไหลรึไงพี่วาด”
ปานวาดเขกหัวน้องไปที “พี่หมายถึงใครบอกให้เธอไปเตะฟุตบอล”
ปกรณ์หยอก “แหม ผมทำพี่เสียหน้านิดเดียว ไม่เห็นต้องพ่นไฟใส่น้องเลย”
“เธอทำพี่เสียหน้าก็เรื่องนึง แต่ที่พี่โมโหเพราะเธอกำลังทำให้พี่ซวย เธอก็รู้ว่าตัวเองไม่แข็งแรง ถ้านายแม่รู้ คนที่โดนดุคือพี่ ไม่ใช่เธอ”
ปกรณ์ได้ยินชื่อปานรุ้ง แล้วหน้าจ๋อยสนิท

“แค่เตะบอล นายแม่ไม่ว่าอะไรหรอก”

แต่พอปานรุ้งเดินเข้ามาเห็นสภาพปกรณ์ที่ใบหน้าเนื้อตัวมีเหงื่อโทรมกาย เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ก็ไม่พอใจมาก

“ปกรณ์ ปานวาด”
ปานวาดกับปกรณ์หันไปมองปานรุ้งอย่างชะงัก
“นายแม่”
ปานรุ้งมองปกรณ์ตาเขียวเสียงขุ่น “ทำไมสภาพปกรณ์ถึงเป็นแบบนี้”
“เอ่อ…ผม...”
ปานรุ้งเดินเข้าใกล้ตัวปกรณ์ มองลูกอย่างเข้มงวด แม้จะเป็นห่วง
“นี่ปกรณ์ไปเตะบอลอีกแล้วใช่ไหม แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ปกรณ์ออกกำลังกายหนักๆแบบนี้”
ปกรณ์อึกอัก “คือ ..นายแม่ครับ”
ปานรุ้งไม่ทันฟังลูกรีบพูดต่อ “แล้วลูกหายใจออกรึเปล่า หอบไหม” คุณหญิงนายแม่หันไปทางปานวาด “วาด ทำไมไม่ดูแลน้องเลยล่ะลูก”
ปานวาดมองปกรณ์เซ็งๆ ด้วยสายตาเป็นเชิงตำหนิว่า “เห็นไหม ฉันบอกนายแล้ว!”
ปกรณ์พยายามจะบอกแม่ว่าตัวเองไม่เป็นอะไร “นายแม่ครับ…”
แต่ปานรุ้งรีบพูดสั่งด้วยเสียงเด็ดขาด “ไปโรงพยาบาลกับแม่เดี๋ยวนี้”
ปานรุ้งจูงมือปกรณ์เหมือนลูกชายยังเป็นเด็กๆ ให้เดินตามตัวเองไปทันที

ไม่นานต่อมา น้อยกำลังควบคุมจำปีและกลุ่มคนรับใช้ทำงานอยู่
“นังจำปี ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้วว่าเวลากวาดพื้น ให้ดูใต้ตู้ด้วย เห็นไหมยังมีฝุ่นอยู่เลย เดี๋ยวฉันจะโกยขี้ฝุ่นต้มให้แกกินแทนข้าว”
สาวใช้ชื่อ จำปี มองเซ็ง “นิดๆ หน่อยๆ เองป้าน้อย”
น้อยเท้าสะเอวมองจำปีอย่างเอาเรื่อง “ฉันบอกให้แกเรียกพี่ไง”
จำปีพึมพำ “พี่ของแม่น่ะสิ”
“นังจำปี” น้อยคุมแค้น
รถแวนคันหรูประจำตัวของปานรุ้ง ขับเข้ามาจอดหน้าตึกใหญ่
“เฮ้ย คุณนายกลับมาแล้ว” น้อยร้องบอก
จำปีเสนอหน้าบ้าง “คุณหนูกลับมาแล้ว”
น้อยรีบวิ่งไปรอรับปานรุ้งที่หน้าประตูรถ จำปีรีบวิ่งตามไปยืนเสนอหน้าอยู่ด้านหลังน้อย
ถนอมลงจากรถมาเปิดประตูรอนาย ปานรุ้งประคองตัวปกรณ์ลงจากรถ ปานวาดลงจากรถตามมาด้วยสีหน้าเซ็งๆ
ปานรุ้งหันไปสั่งน้อยทันที
“น้อย เดี๋ยวเอาถุงยาจากถนอมไป แล้วจัดยาตามเวลาให้คุณปกรณ์ด้วย”
น้อยตกใจ “คุณปกรณ์ไม่สบายอีกแล้วเหรอคะ”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”
“ตอนนี้ยังไม่เป็น แต่ถ้าไม่เห็นก่อน ปกรณ์อาจเป็นก็ได้ ทำไมปกรณ์ถึงไม่เชื่อฟังแม่เลย แม่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าเล่นกีฬาหนักอย่างนั้น”
ปกรณ์หน้าจ๋อย “ผมขอโทษครับนายแม่”
ปานรุ้งเห็นปกรณ์หน้าจ๋อยสนิท แล้วใจอ่อน เข้าไปกอดปลอบลูก
“ที่แม่พูด ที่แม่สั่ง ก็เพราะรักและเป็นห่วงลูก เข้าใจไหมลูก”
“เข้าใจครับนายแม่”
ปานรุ้งหันไปทางปานวาด “ปานวาด แม่สั่งซื้อหนังสือภาษฝรั่งเศสมาให้ คืนนี้ปานวาดมาอ่านให้แม่ฟังด้วย”
ปานวาดรับคำ แต่ลอบทำหน้าเซ็ง
“ค่ะ นายแม่”
“ขึ้นห้องไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว เดี๋ยวแม่จะไปทำงานต่อ”
“ค่ะ นายแม่” / “ครับ นายแม่”
ปานวาดกับปกรณ์รับคำพร้อมเพรียง แล้วเดินขึ้นบันไดเวียนไปพร้อมกัน

ปกรณ์เดินเข้าห้องนอนตัวเองมา โดยมีปานวาดเดินตามเข้ามาพูดล้อน้อง
“สมน้ำหน้า พี่เตือนแล้วไม่เคยฟัง ขอให้กินยาให้อร่อยนะจ๊ะ”
ปกรณ์พูดหยอกกลับ “ผมก็ขอให้พี่วาดอ่านหนังสือภาษาฝรั่งเศสเล่มใหม่ให้สนุกเหมือนกัน ฮ่าๆๆๆ”
ปานวาดหมั่นไส้ เดินเข้าไปผลักน้องเล็กล้มลงบนเตียง
จังหวะนี้ปรกซึ่งแอบนอนรอน้องอยู่ใต้โปงผ้าห่มโผล่พรวดออกมาจากผ้าห่ม ทำผีหลอก
“แฮ่”
ปานวาดกับปกรณ์สะดุ้งตกใจสุดขีด “เฮ้ย”
ปรกขำแกล้งพูดหยอกน้อง “แหม เห็นคนหล่อแค่นี้ ทำเป็นตกใจ”
ปานวาดกะปกรณ์มองปรกอย่างดีใจ “พี่ปรก”
ปานวาดกับปกรณ์เข้าไปกอดปรกอย่างคิดถึง
ปานวาดแซวทันที “พี่ปรกไปเทปูนสร้างถนนที่เชียงใหม่เสร็จแล้วเหรอ”
“แหมะ คำถามของวาด ทำให้พี่รู้สึกเหมือนเป็นเครื่องผสมปูนซีเมนต์ ยังไงไม่รู้ เรียกว่าไปคุมงานสร้างถนนดีกว่า ให้เกียรติวิศวกรสุดหล่อแห่ง กรมทางนิสนึง”
“พี่ปรกมาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่” ปกรณ์แปลกใจ
“เมื่อกี้”
ปานวาดแบมือตรงหน้าปรก “ของฝากน้องล่ะ”
“อือหือ เห็นหน้าปุ๊บ ทวงของฝากปั๊บเลยนะ อยากได้อะไรล่ะ”
ปานวาดพูดยียวน “หลินปิง”
“คิดแล้วว่าต้องอยากได้หลินปิง พี่ลักพาตัวจากสวนสัตว์มาให้แล้ว”
“ขี้โม้”
“ถ้าไม่เชื่อ ตามไปดูที่ห้องพี่”
ปรกเดินนำออกจากห้องไป ปกรณ์กับปานวาดมองหน้ากันงงๆ

ปานวาดกับปกรณ์เข้าห้องนอนปรกมา แล้วมองหาพี่ชายไม่เจอ
ปานวาดตะโกนหาไปทางห้องน้ำ หยอกๆ
“พี่ปรก ไหนหลินปิงของวาดล่ะ”
ปรกค่อยๆ เดินหันหลังออกมาจากห้องน้ำ
“หลินปิงมาแล้ว”
พอปรกหันหน้ามา เผยให้เห็นใบหน้าที่ใช้แป้งพม่าทาจนหน้าขาว และใช้โคลนพอกหน้าสีดำทารอบตาตัวเอง ปานวาดกับปกรณ์หัวเราะขำก๊าก
ปรกยื่นกระปุกแป้งพม่าให้ปานวาด “อ่ะ แป้งพม่า ราคาไม่แพงเท่าครีมแบรนด์เนมของวาด แต่คุณภาพคับกระปุก อย่างน้อยๆ” เขาตบไหล่ปกรณ์เป็นเชิงปลอบ “ก็ทำให้น้องพี่หัวเราะได้”
“พูดอย่างนี้ แปลว่าพี่วาดแอบโทร.เล่าให้พี่ปรกฟังแล้วใช่ไหมว่า แม่เพิ่งพากรณ์ไปหาหมอมา”
“เอาน่า ปกรณ์อ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก นายแม่ก็เลยห่วงปกรณ์มากอย่าคิดมาก เอาเวลาคิดเรื่องสนุกๆ ดีกว่า อย่างเช่น งานปาร์ตี้คืนพรุ่งนี้”
ปานวาดมองพี่ชายต่างบิดาอย่างประหลาดใจ “งานปาร์ตี้ อย่างพี่ปรกเนี่ยนะจะจัดปาร์ตี้” เด็กสาวแกล้งมองปรกทำหน้าสยอง กลัวๆ “ผีเข้าปะเนี่ย”
ปรกเซ็ง “ถึงพี่จะไม่ชอบเข้าสังคม แต่ก็ไม่ใช่จะจัดปาร์ตี้ไม่เป็นนะ”
“แล้วพี่คิดยังไงถึงอยากจัดปาร์ตี้” ปกรณ์แปลกใจไม่หาย
“เอ้า ก็จัดต้อนรับพี่ชายเรากลับจากเมืองนอกไง” ปรกบอก
ปานวาด และปกรณ์ ชะงัก มองปรกอย่างงงๆ

“นี่อย่าบอกนะว่าเราสองคนลืมไปแล้ว ว่าพรุ่งนี้พี่ปานเทพจะกลับมา”

สามพี่น้องไม่มีใครรู้ว่า ปานเทพกลับมาถึงเมืองไทยก่อนกำหนดโดยไม่บอกใคร และเวลานี้เขากำลังว่ายน้ำอยู่ในสระว่ายน้ำส่วนตัว บนตึกสูงโรงแรมหรูกลางกรุงอย่างดุดัน

ปานเทพว่ายจากฝั่งหนึ่งไปจบที่ขอบสระอีกฝั่งหนึ่ง แล้วหันหน้ามากางแขนพาดขอบสระหอบหายใจ นิ้วมือเรียวของสาวสวยยื่นขวดน้ำแร่มาให้ตรงหน้าปานเทพ
“น้ำแร่ค่ะทิกกี้”
ปานเทพรับขวดน้ำมาดื่มอย่างเท่ห์
“ผมบอกแล้วไง ว่ากลับมาเมืองไทย ให้เรียกผมว่าปานเทพนายแม่ไม่ชอบให้ผมใช้ชื่อฝรั่ง”
เรียวขางามในชุดว่ายน้ำสีสดสวย พาผู้เป็นเจ้าของมาทรุดลงนั่งตรงขอบสระด้านหลังของปานเทพที่พิงขอบสระอยู่ นั่นทำให้ปานเทพพิงอยู่ตรงหว่างขาของวิภาวีแทน เจ้าของเรียวขาคู่งาม โน้มใบหน้ามาพูดคลอเคลียที่ข้างหูปานเทพ
“ทำไมล่ะคะ วิชอบชื่อฝรั่งคุณจะตาย ทิกกี้ ฟังแล้วน่ารักเซ็กซี่ดีออก”
ปานเทพเคลิ้มไปกับกิริยายั่วยวนนั้นของวิภาวี แต่น้ำเสียงกลับดูว่าเซ็ง “ก็นายแม่ท่านรักชื่อปานเทพไง ไม่รู้จะรักอะไรนักหนา ฟังแล้วไม่เห็นจะดูยิ่งใหญ่ตรงไหนเลย”
“ก็ยิ่งใหญ่ตรงที่เป็นชื่อของนายแม่คุณรวมกับชื่อท่าน Army general พ่อคุณไงคะ” วิภาวีแซว
ปานเทพเหลียวขวับมามองวิภาวีอย่างไม่พอใจ “นายทหารนั่นไม่ใช่พ่อผม”
วิภาวีจูบแก้มหยอก “วิบอกแล้วไงคะว่าอย่าพูดอย่างนั้น คุณเกลียดเขาก็ไม่ต้องสนใจ คุณแคร์แค่นายแม่ของคุณ กับบริษัทที่ควรเป็นของคุณก็พอ”
คราวนี้ปานเทพพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดคนรัก “นั่นสิ นี่ถ้าผมไม่กลับมาก่อนผมคงไม่รู้ว่าตอนนี้ พีแอนด์เอสที ของนายแม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้”
วิภาวีตำหนิ “วิก็พยายามบอกให้คุณตามข่าวบริษัทของนายแม่ แต่คุณก็เอาแต่ไปคาสิโน”
ปานเทพพูดขัดด้วยเสียงจริงจัง “เราตกลงกันแล้วไง ว่าเราจะไม่พูดเรื่องที่โน้นกันที่นี่”
วิภาวีกอดประจบปานเทพ “ก็ได้ค่ะ วิจะเก็บทุกอย่างเป็นความลับ จะไม่มีใครเอาเรื่องของคุณที่โน้น มาขัดขวางอนาคตว่าที่ประธานสายการบินของคุณ โดยเฉพาะพ่อเลี้ยงของคุณ”
ปานเทพอุ้มวิภาวีลงน้ำ คลอเคลียเอาใจคนรัก
“ผมรู้ว่าคุณต้องอยู่ข้างผม นอกจากนายแม่แล้ว คุณคือผู้หญิงอีกคน ที่ผมรักที่สุด”
“วิก็รักคุณค่ะ”
ปานเทพเคลื่อนหน้าเข้าไปจูบวิภาวีอย่างดื่มด่ำลึกซึ้ง วิภาวีโอบคอปานเทพมาจูบตอบ ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ ปานเทพมองวิภาวี ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์เหมือนกัน!

ขณะเดียวกัน ที่ห้องทำงานของปานรุ้งภายในบ้านสมุทรเทวา สามคนหารือกันอยู่ในนั้น
ปานรุ้งมองหน้าจอไอแพดดูรายงานการประชุมที่ธันวาทำสรุปมาให้ พร้อมกับคุยงาน กับวาสุเทพ มีธันวายืนจดการนัดหมายอยู่ข้างๆ
“ตามที่พี่เทพประชุม Conference กับทางลอนดอน รุ้งว่าเราควรแก้ไขสัญญา”
“อ้าว แต่พี่ว่าสัญญามันโอเคแล้วนะ”
“แต่รุ้งยังไม่โอเคค่ะ” ปานรุ้งหันไปสั่งธันวาน้ำเสียงเด็ดขาด “พรุ่งนี้เอาสัญญามาให้ ฉันตรวจใหม่อีกรอบ”
ธันวามองวาสุเทพท่าทีกระอึกกระอัก แม้นปานรุ้งจะสั่ง แต่เขายังเกรงใจเพราะนี่เป็นโปรเจ็กต์ของวาสุเทพ จนวาสุเทพต้องพยักหน้าเป็นเชิงให้ทำตามที่ปานรุ้งสั่ง
“ครับคุณหญิง”
ปานรุ้งเลื่อนดูแผนงานฉบับต่อไป
“แล้วเรื่องเฟอร์นิเจอร์ที่ฉันสั่งให้มาตกแต่งห้องทำงานของผู้จัดการคนใหม่ เธอเร่งตามเขามาส่งให้ครบภายในพรุ่งนี้”
“ผมเกรงว่าจะไม่ทันครับคุณหญิง”
“ถ้าไม่ทัน ก็เปลี่ยนไปสั่งบริษัทอื่น ฉันต้องการตกแต่งห้องให้เสร็จภายใน 2 วัน”
“ครับคุณหญิง” ธันวารับคำแล้วออกไป
วาสุเทพมองปานรุ้งอย่างสงสัยมากขึ้น
“ดูรุ้งตื่นเต้นกับผู้จัดการคนใหม่นะ ตกลงผู้จัดการคนใหม่เป็นใครกันแน่”
ปานรุ้งมองสามีนายพลเรือโทยิ้มๆ
“เป็นนักเรียนนอกค่ะ เพิ่งจบ MBA เกียรตินิยมอันดับ 1จากอเมริกา เป็นคนเก่ง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าคิด กล้าตัดสินใจ เหมาะที่ จะเป็นนักบริหารรุ่นใหม่ของสมุทรเทวาแอร์ไลน์”
วาสุเทพมองฉงน “รุ้งรู้จักเขาขนาดนี้เลยเหรอ”
ปานรุ้งยิ้ม “ค่ะ ..รุ้งรู้จักเขาดี เพราะรุ้งเลี้ยงเขา 18 ปี แล้วเราก็ห่างกันตอนเขาไปเรียนเมืองนอก พรุ่งนี้เขากำลังจะกลับมาหารุ้งแล้ว”
วาสุเทพยิ้มนึกรู้ “ที่แท้ รุ้งหมายถึงลูกปานเทพนี่เอง เวลาผ่านไปเร็วนะ ไม่ทันไรก็ผ่านไป 6 ปีแล้ว”
“ใช่ค่ะ 6 ปีอาจเร็วสำหรับเรา แต่มันคงนานสำหรับปานเทพ เขาแบกรับความหวังของรุ้งไปเรียนเมืองนอกคนเดียวถึง 6 ปี รุ้งรู้ว่าลูกคงเหงา แต่รุ้งก็เชื่อว่าปานเทพต้องเข้าใจว่าที่รุ้งไม่ได้ บินไปหาเขา เพราะรุ้งสร้างความสุขให้เขาที่นี่ ในบรรดาลูกทั้ง 4 คน ปานเทพเป็นลูกที่รุ้งเชื่อว่าเขาจะไม่มีวันทำให้รุ้งผิดหวัง”

เช้าวันถัดมาปานรุ้งเดินออกจากบ้าน โดยมีน้อยเดินถือกระเป๋าปานรุ้งตามมา
“น้อยตรวจดูทุกอย่างให้เรียบร้อยนะ อาหาร อย่าลืมที่บอกนะให้เชฟฝรั่งที่โรงแรมเค้ามาดูแล ขาดเหลืออะไรก็หาให้เค้าด้วย”
“ค่ะคุณนาย”
ปานรุ้งมองเข้าไปในบ้านอย่างร้อนใจ
“เอ้า ยังไม่มีใครออกมาอีกเหรอ ใกล้เวลาเครื่องลงแล้วนะ” คุณหญิงตะโกนเข้าไปในบ้าน “พี่เทพคะ ปกรณ์ ปานวาด ปรก เสร็จกันรึยังลูก”
ปรก ปานวาด ปกรณ์ วิ่งออกมาจากในบ้าน
“มาแล้วค่ะ” ปานวาดขานคนแรก
ตามด้วยปกรณ์ “พร้อมแล้วครับ
และปรก “ผมมาแล้วครับนายแม่”
ปานรุ้งมองเสื้อผ้าของปกรณ์ ที่ใส่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสแลคเท่านั้น อย่างไม่พอใจ
“ทำไมปกรณ์ไม่ใส่สูทที่แม่เตรียมไว้ให้ล่ะ”
“เอ่อ มันร้อนน่ะครับนายแม่ ใส่แบบนี้ก็ดูดีนะครับ”
“ไม่ได้ พี่ปานเทพไม่ใช่พวกไก่กา ที่เราจะใส่ชุดอะไรไปรับก็ได้ เขาเรียนเกียรตินิยมมาเชียวนะ เราต้องให้เกียรติกับปริญญาของเขา ไป แม่พาไปเปลี่ยนชุด”
ปานรุ้งจูงมือปกรณ์เข้าบ้านไป ปานวาดมองตามน้องแล้วหัวเราะเยาะใส่
“สมน้ำหน้า”
วาสุเทพเขกหัวหยอกลูกสาว
“ไปล้อน้องทำไม เราเองก็เหมือนกัน พ่อว่ากระโปรงของวาดสั้นไป ไปเปลี่ยนดีกว่า”
ปานวาดมองตัวเอง “ไม่เห็นจะสั้นเลยค่ะคุณพ่อ”
“แต่พ่อว่าสั้น ไปเปลี่ยนให้พ่อสบายใจเถอะลูก”
“ก็ได้ค่ะ”
ปานวาดจำใจเดินเข้าบ้าน วาสุเทพเดินเข้าบ้านตามลูกสาวไป

ปรกมองทุกคนอย่างขำๆ แล้วมองไปทางหน้าบ้าน เห็นบางอย่างที่ริมรั้ว
 
อ่านต่อหน้า 2

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 11 (ต่อ)

รถโรงแรมแล่นเข้ามาจอดริมรั้วบ้านสมุทรเทวา ปานเทพกับวิภาวีลงรถมา โดยปานเทพถือกระเป๋าเดินทางออกมาด้วย ทำทีเหมือนกับว่าเพิ่งมาจากสนามบิน วิภาวีมองเข้าไปในบ้านสมุทรเทวาอย่างตื่นเต้น

“OH MY GODS. บ้านแม่คุณเหมือน Castle จริงๆ เลยนะคะปานเทพ ให้วิเข้าไปส่งคุณข้างในเถอะนะคะ”
ปานเทพปลอบโยน “เราตกลงกันแล้วไงจ๊ะว่าวิต้องรอหน่อย ผมอยากกลับมาให้นายแม่ภูมิใจและไว้ใจในตัวผม จนท่านให้ผมดูแลบริษัทก่อน แล้วผมค่อยบอกเรื่องคุณ”
“แต่จะช้าจะเร็ว นายแม่ก็ต้องเจอวิอยู่ดี”
“แต่ถ้าคุณเจอท่านตอนนี้ พ่อเลี้ยงผมก็จะเอาเรื่องคุณ ไปเป่าหูนายแม่ให้โกรธผม เพื่อไม่ให้ผมดูแลบริษัท จะได้เก็บเก้าอี้ประธานไว้ให้ลูกแท้ๆ ของมัน คุณอยากให้เป็นอย่างนั้นเหรอ”
วิภาวีถอนใจฟึดฟัดอย่างขัดใจ พูดตัดพ้อ “นั่นสินะคะ คุณเป็นลูกชายคนโตของวงศ์ตระกูลใหญ่ นายแม่คงอยากได้ลูกสะใภ้เป็นลูกผู้ดีด้วยกัน มากกว่าเด็กกำพร้า ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเบอร์เกอร์”
ปานเทพประจบเอาใจคนรัก “แต่เด็กเสิร์ฟคนนี้ ก็เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ผมรัก ผู้หญิงคนไหนก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจผมได้”
“แน่ใจนะคะ”
“ถ้าผมไม่รักคุณ” ปานเทพจับมือวิภาวีข้างซ้ายที่มีแหวนเพชรเม็ดเล็กบนนิ้วนาง “ถ้าผมไม่รัก ผมจะหมั้นวิอย่างนี้เหรอ”
ปานเทพกล่อมพลางกอดวิภาวีราวกับรักใคร่เต็มประดา แต่สีหน้าเต็มเขากลับดูหงุดหงิดนิดๆ ด้วยกังวลว่าวิภาวีจะไม่ยอมดีๆ
“รอหน่อยนะคนดี เพื่ออนาคตของเรา”
วิภาวีกอดปานเทพ สายตามองไปทางคฤหาสน์สมุทรเทวาอย่างมุ่งมาดวาดหวัง

ระหว่างนี้ ปรกเดินมาเห็นคนตรงหน้ารั้วบ้าน เขาหยุดมองปานเทพกับวิภาวีกอดกันโดยไม่รู้ว่าเป็นใคร และปานเทพเองก็ยังไม่เห็นปรก
วิภาวีหันมาเห็นว่าปรกมองอยู่ ตอนแรกหล่อนตกใจ จะผงะออกจากอ้อมกอดปานเทพ แต่คิดได้ว่า ควรปล่อยกลิ่น ให้คนในบ้านสมุทรเทวา รับรู้ความสัมพันธ์ของเธอกับปานเทพไว้บ้าง ก็คงจะดี
วิภาวียิ้มให้ปรกนิดหนึ่ง แล้วค่อยๆ ละตัวออกจากอ้อมกอดของปานเทพ ส่วนปรกยังคงไม่รู้ว่าคนที่กอดกันคือปานเทพกับวิภาวี
“ก็ได้ค่ะ” สาวสวยจงใจจูบแก้มปานเทพให้ปรกเห็น “แล้วเจอกันที่โรงแรมนะคะ”
วิภาวีขึ้นรถของโรงแรมไป ปานเทพมองตามรถที่แล่นออกไป
ด้านปรกยังพยายามเพ่งมองมาที่ปานเทพ
“ใครมายืนอยู่หน้าบ้าน”
ปรกตัดสินใจเดินไปที่ประตูรั้วตะโกนถาม
“มาหาใครครับ”
ปานเทพหันหน้ามามองปรก ปานเทพมองปรกให้แน่ใจว่าใคร แล้วยิ้มอย่างดีใจ
“ว่ายังไง ปรก”
ปรกได้ยินปานเทพเรียกชื่อแล้วถึงกับชะงัก รีบเดินไปดูหน้าให้ชัดๆ พอเห็นว่าเป็นใครก็ร้องลั่น
“พี่ปานเทพ”
ปรกเปิดประตูรั้วบ้านโดยเร็ว แล้ววิ่งออกไปกอดปานเทพอย่างดีใจ
“ทำไมพี่อยู่ที่นี่ล่ะ ไหนนายแม่บอกว่าเครื่องพี่ลงตอนเก้าโมงครึ่งไง”
“ฉันกลับมาก่อน”
“อ้าว แล้วทำไมพี่ไม่บอกนายแม่ล่ะ ดีนะที่นายแม่กับคุณพ่อกำลังพาน้องๆ ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ ไม่อย่างนั้นคงไปรับพี่เก้อแน่ๆ เดี๋ยวผมไปบอกนายแม่ก่อนนะ”
ปรกจะวิ่งไป ปานเทพรีบดึงแขนไว้
“อย่าเพิ่งบอก”
“ทำไมล่ะ”
“ฉันอยากเซอร์ไพรส์นายแม่”

ปานรุ้งจูงมือปกรณ์ที่เปลี่ยนชุดใส่สูทหล่อเนี้ยบเป็นคุณหนูลงบันไดมา
“แต่งแบบนี้สิ ดูดีกว่าตั้งเยอะ แม่ชอบ”
“ครับนายแม่”
วาสุเทพและปานวาดซึ่งเปลี่ยนกระโปรงสวย มานั่งรออยู่ที่โซฟาแล้ว
ปานรุ้งมองความเรียบร้อยลูกๆ “ทุกคนเรียบร้อยกันแล้วนะคะ งั้นไปกันเลย”
ปานรุ้งนำทุกคนจะเดินออกประตู ทว่าปรกเดินเข้ามายืนขวางทางไว้ ปานรุ้งมองหงุดหงิด
“ปรกมายืนขวางทำไม เห็นไหมว่าแม่รีบอยู่”
“นายแม่ไม่ต้องไปแล้วล่ะครับ” ปรกบอก
“ทำไมล่ะ”
สิ้นคำถามของปานรุ้ง ปานเทพเดินเข้าประตูมาอย่างเท่ห์
“เพราะผมกลับมาแล้วครับนายแม่”
ปานรุ้งชะงักคาดไม่ถึง ดีใจมากกว่าตกใจ

“ปานเทพ”

ปานรุ้งเดินไปสวมกอดปานเทพด้วยความรักและความคิดถึง จูงพาลูกมาลงนั่งที่โซฟาห้องโถงอันหรูหรานั้น ปานเทพกอดหอมปานรุ้งด้วยความคิดถึงเช่นกัน โดยที่ไม่ได้มองไปทางวาสุเทพเลย ปานวาด ปกรณ์ ปรก มองปานเทพอย่างดีใจ

“พี่ปานเทพตัวจริง หล่อกว่าในรูปที่วาดเห็นในเฟซบุ๊กตั้งเยอะ” ปานวาดยิ้มเอาใจ
“ปากหวานอย่างนี้ คิดไม่ผิดที่พี่ซื้อกระเป๋าชาแนลรุ่นใหม่ล่าสุดมาฝาก”
ปานวาดดีใจ “จริงเหรอคะ” พลางเข้าไปกอดประจบพี่ชาย “ขอบคุณค่ะพี่เทพ”
“ผมปากไม่หวานอย่างพี่วาด แต่ผมจริงใจ พี่ปานเทพเท่ห์มากเลยครับ”
“พูดจริงใจอย่างนี้ คิดไม่ผิดที่พี่ซื้อตุ๊กตาหมีมาฝาก”
ปกรณ์งง ชะงักไป “ตุ๊กตาหมี”
“อ้าว ก็พี่เห็นรูปห้องของปกรณ์บนเฟซบุ๊ก มีแต่ตุ๊กตาหมี”
ปกรณ์พูดหน้าจ๋อยๆ “นายแม่จัดห้องให้น่ะครับ จริงๆ ผมอยากได้เกมมากกว่า”
“แต่การเล่นเกมทำให้ปกรณ์เสียสมาธินะลูก แม่เห็นเด็กตั้งหลายคนเสียการเรียนเพราะเล่นเกม แม่ไม่อยากให้ปกรณ์เป็นอย่างนั้น”
ปานเทพเดินเข้าไปกอดไหล่ปกรณ์ “เอาน่า นายแม่พูดถูกนะ” แล้วกระซิบบอกน้อง “ตุ๊กตาหมีแค่ตัวหลอก เกมใหม่ล่าสุดอยู่ในกระเป๋า”
ปกรณ์มองปานเทพด้วยสายตาดีใจ เกือบจะร้องโชโยออกมา แต่ปานเทพขยิบตาให้ ท่าทางแอบกะล่อนเหมือนชูนามเป๊ะ ปกรณ์จึงรีบทำหน้าจ๋อยเหมือนเดิม
“แล้วของฝากผมล่ะ” ปรกถาม
“เอามือถือนายมาสิ”
ปรกยื่นมือถือของตัวเองให้ปานเทพด้วยหน้างงๆ ปานเทพรับมือถือปรกไปเมมเบอร์โทร. แล้วยื่นมือถือคืน
“นี่เบอร์โทร.ของเซลลี่ ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน สาวมั่นชอบลุยป่า แอดเวนเจอร์”
“แล้วพี่ให้เบอร์เขากับผมทำไม”
“ก็เพราะถึงไม่บอก ฉันก็รู้ว่าอย่างนายคงยังไม่มีแฟน”
ปานวาด ปกรณ์หัวเราะเยาะพร้อมกัน ทำเอาปรกเซ็ง
“คือพี่จะบอกว่าผมหล่อเกินไป จนผู้หญิงไม่กล้ามาเป็นแฟนใช่ป่ะ”
ปานวาด กะ ปกรณ์หมั่นไส้ ร้อง “หรา” ออกมาพร้อมกัน
ปานรุ้งมองลูกๆ จากสามบิดาที่คุยกันอย่างสนิทสนมรักใคร่ ก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“พอๆ ให้แม่คุยกับพี่เขาบ้าง ไหนๆ แม่ขอดูให้เต็มตาสิลูก ลูกชายแม่โตเป็นหนุ่มขึ้นเยอะเลย”
“นายแม่ไม่ทวงของฝากบ้างเหรอ” ปานเทพถาม
“แค่ลูกกลับมาหาแม่ ก็ดีใจกว่าของฝากอะไรแล้ว”
“นายแม่ไม่ขอ แต่ผมอยากให้”
จบคำพูดนั้น ปานเทพจับปานรุ้งนั่งบนโซฟา เขาลุกเดินไปเปิดกระเป๋าเดินทางหยิบกล่องรองเท้าแบรนด์ดังออกมา แล้วนั่งคุกเข่าตรงหน้ามารดา พูดไปพร้อมถอดรองเท้าคู่เก่าของปานรุ้งออก ทุกคนในที่นั้นมองเป็นตาเดียว
“ผมจำได้ แม่ไม่เคยให้ผมลำบาก แม้แต่ให้เดินบนพื้นดิน พื้นหญ้า แม่ยังถอดรองเท้าของแม่ให้ผมใส่เดิน ตอนผมไม่สบาย แม่ก็รีบอุ้มพาผมไปหาหมอ จนแม่ไม่ได้ใส่รองเท้า แม่ยอมใช้สองเท้าของแม่เดินบนพื้นกรวด พื้นซีเมนต์ร้อนๆ เพื่อรักษาชีวิตลูกคนนี้ไว้” ถึงตอนนี้เขาเปิดกล่อง หยิบรองเท้าคู่ใหม่ออกมาเตรียมสวม “วันนี้ผมมีแรงพอจะหารองเท้าให้ตัวเองแล้วครับ ผมมีแรงจะเป็นคนแบกแม่ไปหาหมอ” แล้วสวมรองเท้าใหม่ให้ “ผมกลับมาแล้วครับแม่ ถึงเวลาที่เท้าของแม่จะได้เดินอย่างสบายสักที”
ปานรุ้งซาบซึ้งจนน้ำตารื้น กอดปานเทพเต็มรัก
“ขอบใจมากลูก การทำเพื่อลูก แม่ไม่เคยเหนื่อยเลย”
ปานเทพกอดตอบปานรุ้ง
“แล้วของฝากคุณพ่อล่ะลูก”
ปานเทพมองวาสุเทพด้วยหางตานิดๆ ท่าเดียวกับชูนามเวลาแสดงอาการเกลียดขี้หน้าคน แล้วปั้นหน้าพูดปกติ
“ขอโทษครับ ผมลืม”
วาสุเทพชะงัก ปานรุ้ง ปานวาด ปรก และปกรณ์ต่างก็ชะงัก
วาสุเทพฝืนยิ้ม “ไม่เป็นไร พ่อลืมซื้อของให้คนโน้นคนนี้บ่อย”
“ขอโทษนะครับคุณลุง” ปานเทพไม่ยอมเรียกเขาว่าคุณพ่อ “ขอผมเรียกแบบนี้นะครับ ผมไม่ชินเรียกคุณพ่อจริงๆ”
วาสุเทพหน้าเสียนิดหน่อย แต่ยังยิ้มให้ปานเทพ
“ทำไมล่ะปานเทพ” ปานรุ้งชักไม่พอใจ
“ไม่เป็นไรหรอกรุ้ง ปานเทพเรียกอะไรสบายใจ ก็เรียกไปเถอะ ยังไงเขาก็เป็นลูกพี่เหมือนเดิม”
ปานเทพชักสีหน้า ไม่ชอบใจกับคำพูดของวาสุเทพ แล้วแสร้งทำเป็นมองรอบๆ บ้าน
“แต่สำหรับผม เวลา 6 ปี อะไรๆ ก็ เปลี่ยนไปนะครับ”
ปานรุ้งมองอาการลูก อย่างเคลือบแคลง วาสุเทพมองปานเทพนิ่งๆ พยายามจะไม่คิดอะไรมากกับคำพูดของเขา
ปรกรับรู้ถึงบรรยากาศอึมครึม จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูด
“นายแม่เตรียมอาหารจากโรงแรมห้าดาวไว้ให้พี่ปานเทพด้วย”
ปานรุ้งพยายามพูดให้สดใส “จริงด้วย แม่สั่งทุกอย่างที่ปานเทพชอบไว้ทั้งนั้นเลยนะลูก ไปทานข้าวฉลองที่เราได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา กันดีกว่า”
ปานรุ้งโอบเอวจะพาลูกชายคนโตให้เดินไป ทว่าปานเทพไม่ยอมเดิน
“แต่ผมจองร้านไว้ฉลองกับน้องๆ แล้วน่ะครับ”
ปานรุ้งชะงักมอง “อะไรนะ”
“ผมรู้ว่านายแม่ไม่ชอบให้พวกเราออกไปเที่ยวข้างนอกตอนกลางคืน แต่วันนี้ผมขอนะครับ ผมไม่ได้เจอน้องนาน ขอให้เราได้เที่ยวตาม ประสาพี่ๆ น้องๆ นะครับ”

ปานรุ้งมองปานเทพอย่างอึดอัดใจและลังเล

สุดท้าย ค่ำคืนนั้น ปานรุ้งต้องแบกความกังวลเดินไปเดินมาอย่างไม่เป็นสุข หลังต้องยอมให้ลูกๆ ไปเที่ยวกลางคืนกัน วาสุเทพนั่งอ่านแฟ้มงานอยู่

“รุ้งว่าเราน่าจะไปกับพวกลูกๆ ด้วยนะ”
“อย่าห่วงลูกเลย ทุกคนก็โตๆ กันหมดแล้ว อีกอย่าง ก็มีคนของพี่ไปดูแลไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอก” วาสุเทพจับมือปานรุ้งมานั่ง “มาตรวจสัญญาดีกว่า”
ปานรุ้งยอมลงนั่งอ่านสัญญา แต่ใจยังคิดกังวลเรื่องปานเทพไม่คลาย
“พี่เทพว่าปานเทพดูเปลี่ยนไปไหมคะ”
วาสุเทพชะงักนิดๆ เพราะเขาเองก็รู้สึก แต่พยายามไม่คิดมาก
“ไม่เจอหลายปี ลูกก็ต้องเปลี่ยนบ้าง เป็นทำธรรมดา”
“ความจริง รุ้งรู้สึกว่าลูกเปลี่ยนก่อนที่จะไปเรียนเมืองนอกอีกนะคะ”
วาสุเทพมองปานรุ้ง “ปานเทพเป็นยังไงเหรอ”
“ไม่รู้สิคะ รุ้งว่าเขาเหมือนมีอะไรในใจ”
วาสุเทพมองปานรุ้งด้วยสีหน้าครุ่นคิด เขารู้สึกเช่นกัน แต่ไม่พูด

ในแสงไฟมืดสลัว บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก สมกับเป็นร้านอาหารกึ่งผับอันหรูหราชื่อดังย่านทองหล่อ ผู้คน ดื่ม กิน เต้น อย่างครึกครื้น
ปานเทพเดินนำปรก ปานวาดและปกรณ์เข้ามาในร้าน ปรกมองรอบๆ อย่างไม่ค่อยชอบความอึกทึกนี้นัก ปกรณ์กับปานวาดมองอย่างตื่นตา
ทั้งสี่พี่น้องจาก 3 บิดา มารดาเดียวกัน ต้องตะโกนพูดกันแข่งกับเสียงเพลงตลอดเวลา
“ผมว่าเราเปลี่ยนที่ดีกว่าไหมพี่ปานเทพ” ปรกบอก
“ทำไมล่ะ”
“นั่นสิพี่ปรก ที่นี่เปิดเพลงสนุกดีออก” ปานวาดว่า
ปกรณ์ตะโกนแข่งกับเสียงเพลง “เรานั่งที่นี่แหละพี่ปรก ถ้าไม่ใช่พี่ปานเทพขอนายแม่มา ผมคงไม่ได้มาเที่ยวแบบนี้”
ปรกตะโกนแข่งกับเสียงเพลง “แต่เสียงมันดัง เราจะคุยกันรู้เรื่องได้ยังไง”
“ก็ไม่ต้องคุย แค่ดื่มกับเต้นก็พอ” ปานเทพหันไปทางปกรณ์และปานวาด “ไปกันเถอะ พี่จองโต๊ะหน้าเวที ไว้ให้แล้ว”
“ทุกคนไปที่โต๊ะก่อนเลยนะคะ เดี๋ยววาดขอไปเปลี่ยนชุดก่อน” ปานวาดขอตัว
ปรกงง “เปลี่ยนชุดอะไร”
“เปลี่ยนชุดให้เข้ากับสถานที่ไงคะ”
ปานวาดเดินไปทางห้องน้ำทันที ปรกมองตามปานวาดอย่างเซ็งๆ

ปานวาดเดินก้มหน้ากดไลน์ชวนเพื่อนมาเที่ยวด้วยกัน โดยไม่มองทางเดิน จังหวะนั้นปานวาดเดินชนกับคนที่เดินสวนออกมาจากห้องน้ำชาย แรงกระแทกทำให้มือถือหลุดมือลอยไป ปานวาดตกใจ
“เฮ้ย”
มือถือปานวาดลอยละลิ่วจนเกือบจะตกพื้นรอมร่อ จู่ๆ มือของชายคนหนึ่งยื่นออกมารับไว้ทัน ปานวาดชะงักมองมือถือ แล้วค่อยๆ เงยหน้ามองคนที่รับมือถือเธอไว้ได้
ชายหนุ่มรูปงามชื่อ โดม มองจ้องแล้วยื่นมือถือให้ ปานวาดกำลังจะอ้าปากพูดขอบคุณ แต่เขาชิงพูดออกมาก่อนเป็นเชิงตำหนิว่า
“วันหลังเดินมองทางบ้าง ไม่ใช่เอาแต่กดไลน์”
ปานวาดชะงัก มองโดมนิ่งขึง เพราะไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าพูดกับเธออย่างนี้ ไม่เท่านั้นโดมยังวางมือถือใส่มือปานวาดแล้วเดินผ่านไปเฉยเลย ปานวาดยืนข่มความโกรธไว้
พอโดมเดินห่างออกมาสักหน่อย เขาหยุดมองปานวาดจากหางตา แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์เพทุบายออกมาอย่างสมใจ

ราวกับว่า เมื่อครู่ล้วนเป็นแผนการของเขากระนั้น

อ่านต่อหน้า 3

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 11 (ต่อ)

โดมเดินเข้าไปหลังเคาน์เตอร์บาร์เครื่องดื่ม ตรวจดูความเรียบร้อย ปานวาดเดินตามมาเพื่อจะดูว่าโดมเป็นใคร กล้าดียังไงถึงปากเสียมาต่อว่าเธอ โดมคุยกับบาร์เทนเดอร์โดยไม่รู้ว่าปานวาดตามมายืนจ้องอยู่

บาร์เทนเดอร์คุยใกล้กับหูโดมเพราะเสียงเพลงดังมาก
“พี่โดมครับ มีลูกค้าสั่งค็อกเทล Blue sky ที่พี่คิดสูตรเสิร์ฟลูกค้าเมื่อคืน ผมขอส่วนผสมอีกทีได้ไหมครับ”
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ทำเอง”
โดมหันไปหยิบขวดเครื่องดื่มมาเทลงขวดผสมเหล้าอย่างคล่องแคล่ว พร้อมโชว์ลีลาการเขย่ามาดอย่างเท่
ปานวาดเห็นก็เหยียดยิ้มเยาะ คิดว่าโดมเป็นแค่พนักงานของร้าน
โดมเทเครื่องดื่มใส่แก้ว วางบนเคาน์เตอร์รอให้พนักงานนำไปเสิร์ฟลูกค้า ปานวาดเดินเข้ามาคว้าแก้วเครื่องดื่ม ก่อนพนักงานจะมาหยิบ โดมมองไม่พอใจ
“นั่นของลูกค้าคนอื่นนะครับ”
ปานวาดหันมาพูดกับบาร์เทนเดอร์ หน้าเชิดๆ “ก็ทำใหม่สิ แก้วนี้ฉันจะเอา”
ไม่เท่านั้น ปานวาดเทเครื่องดื่มทิ้งตรงหน้าโดม บาร์เทนเดอร์และพนักงานอื่นชะงัก มองปานวาดอย่างอึ้งๆ
ปานวาดพูดเชิดๆ “คิดเงินมาเลย บวกเพิ่มอีกสิบเท่าก็ได้ หึ ก็แค่พนักงาน วันหลังก่อนจะว่าใคร ดูซะก่อนว่าเขาเป็นใคร นายเป็นใคร”
ปานวาดวางแก้วตรงหน้าโดม แล้วเดินเชิดออกไป
โดมมองปานวาดด้วยอารมณ์แบบ “ผู้หญิงคนนี้เป็นบ้าอะไร แต่ก็แปลกและขำดี”

บอดี้การ์ด 2 คน ที่วาสุเทพส่งมาดูแลลูกๆ ทั้ง 4 คน เดินถือถาดเครื่องดื่ม ซึ่งมีแก้วค็อกเทล 2 แก้วของปรกและปกรณ์ แก้ววิสกี้ของปานเทพ และแก้วน้ำเปล่า มาส่งที่โต๊ะซึ่งอยู่ติดหน้าเวทีบูธดีเจกลางร้าน
ปานเทพหันไปรับแก้วเครื่องดื่มค็อกเทลจากบอดี้การ์ด ยื่นให้ปกรณ์
“ค็อกเทลสูตรนี้ไม่แรง น่าจะเหมาะกับเด็กอย่างนาย”
ปกรณ์มองแก้วค็อกเทลอย่างตื่นเต้น
“ขอบคุณครับพี่ปานเทพ”
ปกรณ์รับแก้วมาจะดื่ม แต่ปรกกลับดึงแก้วนั้นมาดื่มเอง
“อืม อร่อยดีนะ” พลางบอกกับปกรณ์ว่า “แต่ยังไงก็ยังแรงไปสำหรับปกรณ์” แล้วยื่นแก้วน้ำอัดลมให้น้องแทน “นายดื่มน้ำอัดลมนี่แหละ ดีแล้ว”
ปกรณ์เซ็ง “แต่ผมอยากดื่มค็อกเทลมากกว่าอ่า”
“ถ้ากลับบ้านไป นายแม่ถือเครื่องวัดแอลกอฮอล์ อย่าหาว่าพี่ไม่เตือนนะ”
ปานเทพขำคำพูดปรก “ขู่น้องเป็นเด็กๆ ไปได้ปรก”
“ผมไม่ได้ขู่ พี่ก็รู้ว่าเรื่องเหล้า บุหรี่ การพนัน อบายมุขทั้งหลาย นายแม่เกลียดขนาดไหน วันนี้ที่มาได้ เพราะโอกาสพิเศษพี่กลับมา ถ้าเป็นวันอื่น ขอให้ตาย นายแม่ก็ไม่มีวันให้พวกน้องมาที่แบบนี้หรอก” ปรกหันไปมองหาปานวาด “ทำไมวาดยังไม่มาอีก”

จู่ๆ มีสาวสวยคนหนึ่งซึ่งใส่ชุดกระโปรงสั้น เปลือยหลังนิดๆ พอให้ดูเซ็กซี่ ปล่อยผมยาว เต้นขยับตามจังหวะเพลง เข้ามายืนข้างหลังปรก แล้วเต้นเฉียดตัวปรกไปมา เหมือนกระแซะอย่างจงใจ
ปรกขยับหนี สาวนางนั้นขยับตามไม่เลิก ปรกขยับหนีมาชิดโต๊ะ สุดท้ายทนไม่ไหว หันมากะจะจัดการ
“เอ่อ…น้องครับ ตรงนั้นยังว่าง เต้นตรงโน้นดีกว่าครับ”
ที่แท้เป็นปานวาดหันหน้ามาหัวเราะขำล้อปรก
“พี่ปรก นี่วาดเอง อุตส่าห์แกล้งมาเต้นข้างๆ นึกว่าจะจีบ กลับไล่อย่างนี้ไง พี่ถึงไม่มีแฟน”
ปรกมองปานวาดแต่งตัวหัวจดเท้า “ทำไมวาดแต่งตัวแบบนี้”
ปานวาดยิ้มอย่างภูมิใจ “สวยชิมิ”
“แก่” ปรกพูดใส่หน้าน้อง เล่นเอาปานวาดเซ็ง “นี่มันชุดสำหรับผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กๆ อย่างวาด ไปเปลี่ยน”
“ไม่ มีพี่ปรกคนเดียวแหละที่เห็นว่าแก่ คนอื่นเขามองว่าเริด”
ขาดคำอริศราและวีวี่เดินเบียดคนเข้ามาหาปานวาด
อริศราเห็นชุดปานวาดแล้วกรี๊ด “แอร๊ย วาด! ชุดเธอเริดมากเลย”
ปานวาดหันมาพูดกับปรก “เห็นมะ”
ปรกเซ็ง ระหว่างนี้เด็กเสิร์ฟของร้านเดินถือแก้วเครื่องดื่มมาที่โต๊ะ บอกปานวาดว่า
“Blue sky ของคุณผู้หญิงครับ”
“ฉันไม่ได้สั่ง”
“มีคนสั่งมาให้ครับ”
ปรกฟังอยู่ รีบถาม “ใครสั่งให้น้องสาวพี่เหรอน้อง”

เด็กเสิร์ฟไม่ตอบ แต่มองไปทางบูธดีเจ ปานวาดมองตาม

จู่ๆ ไฟในผับหรี่มืดลง เปิดแสงไฟเลเซอร์ส่องตามจุดต่างๆ ตามจังหวะเสียงเพลงอันเดอร์กราวน์ ไฟสปอตไลต์ส่องพุ่งไปยังโดม ที่ทำหน้าที่เป็นดีเจอยู่บนบูธ และกำลังโชว์การสแครชเพลงอย่างเมามัน

กลุ่มนักเที่ยวสาวๆ พอเห็นโดมแล้วต่างกรี๊ดสนั่น เต้นลืมตาย
ปานวาดมองไปที่โดมจำได้
อริศรากรี๊ด “แอร๊ย…พี่โดม”
ปานวาดหันมาเอ็ดเอากับอริศรา “แค่พนักงาน กรี๊ดอะไรกันนักหนา”
“พนักงานที่ไหนวาด นั่นน่ะพี่โดม เจ้าของผับนี้”
ปานวาดชะงัก
เด็กเสิร์ฟคนตะกี้กระซิบบอกปานวาด “เครื่องดื่มจากพี่โดมครับ พี่โดมให้ฟรี ไม่คิดเงิน”
ปานวาดมองแก้วเครื่องดื่ม แล้วมองโดมบนบูธ
โดมสแครชแผ่นเพลง พร้อมกับเหลือบตามองตรงมาทางปานวาด ยิ้มมุมปากเหมือนเยาะเอาว่า “ไงล่ะ สาวน้อย”
ปรกจะหยิบแก้วเครื่องดื่มจากพนักงาน “มานี่”
แต่ปานวาดคว้าแก้วเครื่องดื่มไว้ “ไม่ต้องพี่ปรก วาดจัดการเอง”

ขณะที่โดมเดินลงมาจากบูธดีเจ ปานวาดเดินถือเครื่องดื่มแก้วที่โดมสั่งให้ มายื่นตรงหน้าเขา
“ฉันอยากดื่มอะไร ฉันสั่งเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาเสนอ โดยเฉพาะผู้ชายปากเสีย”
โดมยิ้ม ไม่มีท่าทีหวั่นกลัวท่าทางเอาจริงของคุณหนูไฮโซ
“ผมก็ไม่ได้เสนอใครง่ายๆ นอกจากแขกที่พิเศษและถูกใจ”
ปานวาดยิ้มเยาะเป็นเชิงบอก “ฉันรู้ทันนายย่ะ” และถามออกไปว่า
“ฉันเป็นผู้หญิงคนที่เท่าไรของคืนนี้ล่ะ ที่ได้เครื่องดื่มแก้วนี้ของคุณ”
“คนแรกครับ” โดมยิ้ม
“โกหก เมื่อกี้ฉันยังเห็นคุณเอาไปให้ผู้หญิงโต๊ะนั้นอยู่เลย”
โดมยิ้มอีก ที่ปานวาดติดกับดักตัวเองเข้าแล้ว “ขอบคุณนะครับ ที่ตามมองผม”
ปานวาดชะงักที่เสียรู้ บอกไต๋ตัวเองกับโดม เลยไปไม่เป็น
“ฉัน...”
“ข้อดีของผู้ชายปากเสีย คือ ทำให้ผู้หญิงจำไม่ลืม”
“ไม่หลงตัวเองไปหน่อยเหรอ ฉันก็แค่เห็นผู้หญิงกรี๊ดกร๊าด ก็เลย อยากรู้ว่าคุณจะมีดีอะไร”
“แล้วผมมีดีพอจะขอไลน์คุณได้ไหมครับ” เขาหยอด
ปานวาดเสียงแข็งใส่ “ไม่พอ”
“แล้วผมต้องทำยังไง ถึงดีพอจะได้ไลน์คุณ”
ปานวาดวางแก้วเครื่องดื่ม “ถ้าคุณฉลาดพอ คุณคงรู้ว่าจะทำยังไงถึงได้ไลน์ฉัน”
ปานวาดเชิดหน้าอย่างวางท่า แล้วเดินผ่านหน้าโดมไป
โดมมองตามอย่างขำๆ แววตาชายหนุ่มเป็นประกาย มันเป็นอาการเชิดที่น่ารัก ท้าทาย ชวนให้เขายิ้ม มากกว่าหมั่นไส้

ฝ่ายปานรุ้งตัดสินใจมาตามลูกๆ เดินเข้ามาในผับพร้อมวาสุเทพ มีบอดี้การ์ดคอนแหวกทางให้
“พี่ว่ารุ้งกลับบ้านเถอะ”
“ไม่ค่ะ รุ้งจะมาตามลูกกลับ รุ้งเป็นห่วงลูก พี่เทพเห็นไหมคะ ในนี้มีแต่เด็กใจแตกมามั่วสุมกัน รุ้งไม่อยากให้ลูกยุ่ง กับคนพวกนี้”
ปานรุ้งจะเดินตามหาลูกๆ จู่ๆ กติยาเดินโผล่มาจากกลุ่มคน เดินตรงมายืนขวางปานรุ้ง
ปานรุ้งกับวาสุเทพเห็นกติยาแล้วชะงัก
“ยา”
กติยามองปานรุ้งด้วยสีหน้าเยาะหยัน
“ทำไมถึงไม่อยากให้ลูกๆ ของเธออยู่ที่นี่ล่ะรุ้ง เพราะกลัวลูกๆ จะใจแตกเหมือนเธอใช่ไหม”
“ทำไมฉันต้องกลัว ฉันเลี้ยงลูกทุกคนมาดี ทุกคนอยู่ในคำสั่งของฉัน”
กติยาหัวเราะเยาะ “ก็ที่เธอสั่งให้ลูกทำอย่างนั้น ห้ามทำอย่างนี้ ก็เพราะเธอกลัวไง กลัวกรรม”
ปานรุ้งคร้านจะทะเลาะ จึงจะเดินหนี กติยาจับไหล่ปานรุ้งไว้ แล้วมองด้วยสายตาโกรธแค้น จงเกลียด จงชัง
“จำคำที่ฉันเคยแช่งเธอได้ไหม”
ปานรุ้งจำได้ เพราะกติยาบุกเข้ามาด่าทอสาปแช่งในคืนที่เธอมาฉลองการหมั้นกับวาสุเทพ
“เธอมันเห็นแก่ตัว ทำร้ายคนที่รักเธอได้อย่างเลือดเย็น จำไว้นะปานรุ้ง ผลกรรมครั้งนี้จะทำให้ชีวิตเธอต้องเจ็บปวด มากกว่าที่เธอทำไว้กับคนอื่นร้อยเท่าพันเท่า เธอต้องโดนคนที่ เธอรักทำให้เจ็บปวดเหมือนตายทั้งเป็น คอยดู คอยดู”

กติยาจ้องหน้า แล้วหัวเราะใส่ปานรุ้งอย่างบ้าคลั่ง

ที่แท้ปานรุ้งนอนอยู่ข้างวาสุเทพ จู่ๆ สะดุ้งตื่นฝันร้าย ผวาเฮือกขึ้นมาเหงื่อเต็มใบหน้าอันตื่นตระหนกและหวาดกลัวนั้น วาสุเทพพลอยตื่นด้วย หันมาดูปานรุ้งด้วยความเป็นห่วง

“เป็นอะไรรึเปล่ารุ้ง”
ปานรุ้งมองหน้าสามี ยังไม่หายตกใจกับคำสาปแช่งของกติยาในฝัน
“รุ้ง ฝันร้ายค่ะ”
วาสุเทพกอดปลอบปานรุ้ง
“พี่ว่ารุ้งเครียดเรื่องงานมากไป ถึงได้ฝันไม่ดี รุ้งทำใจสบายๆ ปล่อย สมองให้ปลอดโปร่ง ก็แค่ความฝัน ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ”
ปานรุ้งคิดถึงความฝัน มันเหมือนจริงมากจนปานรุ้งหลอน ลุกขึ้นนั่ง และจะลงจากเตียง
“รุ้งจะไปไหนจ๊ะ”
“จะไปดูลูกๆ ค่ะ”
วาสุเทพเหลียวมองนาฬิกา เห็นบอกเวลา ตี 3 แล้ว
“ตี 3 แล้ว ลูกหลับกันหมดแล้วล่ะรุ้ง”
ปานรุ้งไม่ฟัง เดินออกจากห้องไปจนได้

ปานรุ้งเดินหน้าเครียด เพราะคำพูดของกติยาในฝัน ยังดังก้องอยู่ในหัว
ปานรุ้งจะเดินไปทางห้องปานวาด กับ ปกรณ์ แต่ ได้ยินเสียงคนพูดดังมาจากห้องโถงหน้าบันไดเวียน ปานรุ้งชะงัก เดินไประเบียงบันได ชะโงกหน้ามองลงไปดูที่โถงว่ามีใครอยู่

เป็นปานเทพที่กำลังนั่งคุยมือถือกับวิภาวีอยู่ตรงโซฟา โดยไม่ได้เปิดไฟ
“นอนซะนะจ๊ะที่รัก พรุ่งนี้ผมจะไปรับ ผมมีเรื่องสำคัญที่อยากทำ เรื่องอะไรเหรอ ก็เรื่อง...”
“ใครน่ะ”
เสียงปานรุ้ง ทำเอาปานเทพสะดุ้ง รีบวางสาย “แค่นี้ก่อนนะวิ”
ปานเทพกดวางสายโดยเร็ว รีบกดสวิตโคมไฟตั้งโต๊ะ “ผมเองครับนายแม่”
“อ้าว ปานเทพนั่งทำอะไรมืดๆ ล่ะลูก แล้วเมื่อกี้คุยกับใคร”
“คุยกับเพื่อนที่อเมริกาน่ะครับ พอดีผมนอนไม่หลับคงเจ็ทแลตแหละครับ ผิดเวลานอน” ปานเทพแก้ตัว แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วนายแม่ล่ะครับ ตื่นมาทำไมตอนนี้”
ปานรุ้งเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ลูกชาย “แม่ตื่นมาดูลูกๆ” พลางลูบหน้าปานเทพอย่างแสนรัก “เป็นยังไงลูก ออกไปเที่ยวกับน้องๆ พี่น้องคุยอะไรกันบ้าง”
“ก็คุยเรื่อยเปื่อยครับ ส่วนใหญ่น้องจะตื่นเต้นกับชีวิตที่เมืองนอกผมมากกว่า”
“ลูกเล่าชีวิตที่โน้นให้แม่ฟังบ้างสิ แม่ไม่ค่อยได้ไปหาลูก คอยแต่สั่งธันวาให้จัดการเรื่องเงินของลูกไม่ให้ขาด ลูกไม่โกรธแม่ใช่ไหม”
ปานเทพยิ้มให้ “ไม่โกรธหรอกครับ”
ปานรุ้งยิ้มชื่น “จริงๆ นะ”
“จริงครับนายแม่”
“แม่แค่กลัว ว่าปานเทพจะรู้สึกอย่างที่แม่เคยรู้จักกับคุณยาย”
“ผมเข้าใจครับว่าที่นายแม่ไม่ไปหาผม เพราะนายแม่ทำงาน ผมมีเพื่อนเยอะแยะ ผมอยู่ได้ครับ”
“เพื่อนผู้หญิงหรือเพื่อนผู้ชาย” ปานรุ้งจ้องหน้า
“ก็มีทั้งเพื่อนผู้หญิงและเพื่อนผู้ชายครับ”
“แล้วปานเทพมีเพื่อนผู้หญิงที่สนิทมากๆ รึเปล่า”
ปานเทพชะงัก มองอย่างเข้าใจว่าแม่หมายถึงอะไร “ไม่มีครับ” เขารีบประจบว่า “ถ้าหาผู้หญิงที่ทั้งเก่ง ฉลาด และสวยอย่างนายแม่ไม่ได้ ผมไม่ยุ่งกับใครหรอกครับ”
ปานรุ้งยิ้มชื่นใจ “ดีจ้ะ ปานเทพจำได้ไหม ทุกครั้งที่แม่โทร.หาลูก แม่จะย้ำอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือให้ปานเทพตั้งใจเรียน เรื่องที่สองคืออย่าเพิ่งมีความรัก ปานเทพจำได้ไหมว่าตอนเด็กๆ เราลำบาก อยู่บ้านเล็กๆ แทนที่จะได้อยู่บ้านคุณยาย ก็เพราะความผิดพลาดเรื่องความรักของแม่”
“ผมจำได้ครับ”
“ที่แม่ห้ามปานเทพไม่ให้ยุ่งเรื่องรัก เพราะแม่ไม่อยากให้ปานเทพเลือกผิดพลาดเหมือนแม่”
“แต่ผมโตแล้วนะครับ บางทีผมอาจจะเลือกไม่พลาด”
“ตอนแม่แต่งงาน แม่ก็เรียนจบแล้ว แม่ก็คิดว่าแม่โตแล้ว แต่แล้วแม่ก็พลาด แต่ไม่ต้องห่วง ความผิดพลาดในชีวิตแม่ แม่จะไม่ยอมให้มัน เกิดกับลูกๆ เด็ดขาด แม่เตรียมทุกอย่างไว้ให้ลูกเรียบร้อยแล้ว”
“เตรียมอะไรเหรอครับ”
ปานรุ้งเพียงยิ้ม “ลูกไปนอนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ลูกจะได้เห็น”

ปานเทพมองตามปานรุ้งด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์

อ่านต่อหน้า 4

บัลลังก์เมฆ ตอนที่ 11 (ต่อ)

เสียงร้องกรี๊ดๆๆ ของน้อยดังแหวกความเงียบในยามเช้าของบ้านสมุทรเทวา มันดังมาจากถนนหน้าตึกใหญ่

“อ๊าย”
ปานวาด ปกรณ์ และปรก ซึ่งนั่งเล่นอยู่ในห้องโถง วิ่งออกมาตามเสียงของน้อย
สามพี่น้องเห็นบางอย่างอยู่หน้าตึกใหญ่แล้วถึงกับชะงัก มองตาโต
ปานวาด กะ ปกรณ์ อุทานลั่น “โอ้โห”
ปรกเองก็อดใจไม่ไหว “แม่เจ้าเว้ย”
ปานเทพเดินตามออกมาพร้อมกับปานรุ้ง มีวาสุเทพเดินรั้งท้าย
“อะไรกันน่ะ”
พอปานเทพเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าบ้านถึงกับชะงัก
ปานรุ้งมองลูกชาย ยิ้มถาม “ชอบรถของลูกไหม ปานเทพ”
แววตาปานเทพเป็นประกายเจิดจ้า จ้องสิ่งที่อยู่ตรงหน้า รถลัมโบร์กินีรุ่นใหม่ล่าสุด ปานเทพหันไปมองปานรุ้งด้วยสายตาดูออกว่าช็อค
“นายแม่ว่ายังไงนะครับ”
ปานรุ้งยื่นกุญแจรถให้ปานเทพ
“แม่บอกว่า รถคันนี้เป็นของลูก”
ปานเทพเนื้อเต้น “จริงเหรอครับนายแม่”
“จริงสิจ๊ะ เมื่อคืนแม่บอกลูกแล้วไงว่าแม่เตรียมสิ่งดีๆไว้ให้ลูก”
ปานเทพโผเข้าไปกอดและหอมปานรุ้งอย่างดีใจ ไหว้กับอกมารดา
“ขอบพระคุณมากครับนายแม่”
“เปลี่ยนจากคำขอบคุณ เป็นพาแม่ไปส่งที่บริษัทแทนได้ไหมจ๊ะ วันนี้แม่มีเรื่องงานบางอย่าง จะคุยกับปานเทพ”
ปานเทพชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วรีบอ้อน ด้วยมีแพลนจะทำบางอย่างในวันนี้แล้ว
“ผมเพิ่งกลับมาเหนื่อยๆ ขอผมแวะไปทำธุระก่อน แล้วผมค่อยทำงานพรุ่งนี้ได้ไหมครับ”
ปานรุ้งมองลูกชายอย่างสงสัย “ทำธุระอะไรลูก”
ปานเทพยิ้มสดใสเหมือนไม่มีความนัยอะไร “ไปหาคนรู้จักเก่าๆ ครับ”
ปานรุ้งมองอย่างสงสัยไม่คลายว่าปานเทพจะไปหาใคร

ปานรุ้งพกความค้างคาใจเดินเข้าห้องทำงานในบ้านสมุทรเทวามา วาสุเทพ พร้อมกับธันวาที่เพิ่งมาถึง เดินตามหลังมา
“รุ้งไม่เห็นจะรู้ว่าปานเทพมีคนรู้จักเก่าๆ อยู่ด้วย”
“ก็คงจะเป็นเพื่อนสมัยเรียนล่ะมั้ง”
“แต่นั่นมันนานมาแล้วนะคะพี่เทพ”
“เขาก็อาจส่งข่าวทางอีเมลถึงกันอยู่ก็ได้”
ปานรุ้งครุ่นคิด
“หรือว่ารุ้งกำลังคิดมากไป”

รถลัมโบร์กินี่ของปานเทพแล่นมาจอดที่หน้าบ้านร้อยกรอง ปานเทพลงรถ แล้วเดินมาเปิดประตูให้สาวสวยที่นั่งคู่กันมา
วิภาวีลงจากรถด้วยท่วงท่าเชิดนิดๆ ตามนิสัยคนอวดผัว และต้องการอวดชาวบ้านละแวกนั้นที่มองมาว่าฉันสวย ผัวฉันรวย
ปานเทพมองไปทางบ้านของร้อยกรอง ที่ตอนนี้มีสภาพเก่า ทรุดโทรม เหมือนไม่เคยมีใคร ดูแลเป็นสิบปี
วิภาวีมองตามด้วยสีหน้าฉงน “บ้านใครเหรอคะ”
ปานเทพไม่ตอบ เขาสอดสายตามองไปในบ้าน จนเห็นยายชื่อ กุ้ง เดินผ่านมา ปานเทพจึงเดินเข้าไปหา
“ขอโทษนะครับ ย่าร้อยกรองยังอยู่บ้านนี้ไหม”
“อยู่ แต่ตอนนี้คงออกไปตกเงินคนอื่นอยู่มั้ง”
“ตกเงิน” ปานเทพอึ้งไป

บริเวณป้ายรถเมล์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเวลานั้น คลาคล่ำ ไปด้วยผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมา
กลุ่มวัยรุ่นหญิง 3 - 4 คนวิ่งออกมาจากหน้าร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า จะขึ้นบันไดสะพานลอยเพื่อไปขึ้นรถไฟฟ้า
ร้อยกรองสภาพยังดูแข็งแรง แต่แต่งตัวทรุดโทรม ซอมซ่อ ไม่มีทองหยองใส่ มาดไม่ใช่คุณนายอย่างสมัยก่อน เดินก้มหน้ามองทางลงบันไดสะพานมา เจอกลุ่มเด็กชนโครม จนหญิงชราล้มลงกับพื้นตีนบันได
ร้อยกรองจงใจโวยวายเสียงดังให้กลุ่มวัยรุ่นอับอาย และให้คนหันมามอง
“เฮ้ย เดินประสาอะไรกัน ไม่เห็นคนเดินมารึไง มัวแต่กดมือถือแชทกับผู้ชายอยู่ล่ะสิ เด็กสมัยนี้ กลัวไม่ได้แพร่พันธุ์กันรึไง อายุ 13-14 ถึงตบแย่งผู้ชายกันแล้ว”
พวกวัยรุ่นมองผู้คนที่เดินผ่านไป ผ่านมา ซึ่งเริ่มหันมามองร้อยกรองและพวกเธอ กลุ่มวัยรุ่นจึงเข้าไปพยุงตัวร้อยกรองให้ลุกขึ้นมา”
“ขอโทษนะคะคุณยาย” วัยรุ่น 1 บอก
ร้อยกรองยิ่งมองวัยรุ่น 1 และพวกอย่างไม่พอใจ
“เรียกป้าก็พอมั้ง วันหลังเดินให้มันดีๆ หน่อย จะไปไหนก็ไป”
กลุ่มวัยรุ่นรีบเดินออกไป ร้อยกรองมองตามเด็กสาวที่เดินไป แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ ก้มมองมือตัวเองที่แอบล้วงกระเป๋าเงินพวกวัยรุ่นตอนมาช่วยกันพยุงให้ลุกขึ้นมา
“ได้ลาภก้อนใหญ่แต่หัววันเลยเว้ย”
จู่ๆ มี นักเลง 2 คน เข้ามาประกบร้อยกรอง แล้วดึงกระเป๋าเงินวัยรุ่นจากมือร้อยกรองไป
ร้อยกรองพูดเสียงเบาใส่ผู้ชาย นักเลง 1 กลัวคนได้ยิน “เฮ้ย ของข้านะเว้ย”
“บอกแล้วไงว่าถ้าจะหากินในถิ่นนี้ ก็ต้องเสียค่าที่” นักเลง 1 จะเดินไป
ร้อยกรองดึงเสื้อนักเลง 1 ไว้อย่างไม่ยอม “เอาของข้าคืนมานะเว้ย”
นักเลงคนนั้นจ้องร้อยกรองอย่างเอาเรื่อง “ถ้าไม่อยากเจ็บตัว ถอยไป” พร้อมกันนั้นนักเลง 1 ดันตัวร้อยกรองออกไปอย่างแรง
ร้อยกรองโกรธสุดขีด “เดี๋ยวเถอะมึง รอลูกชายกูออกจากคุกก่อน กูจะให้ลูกชายกูจัดการพวกมึงให้หมด”
นักเลง 1 หัวเราะเยาะร้อยกรอง “กลัวจังเลยเว้ย พูดขู่อย่างนี้มาเป็นชาติแล้ว ออกมาเจอกันสักทีเถอะ เอาเงินมา”
ปานเทพกับวิภาวีเดินเข้ามาหลังนักเลง 2 คนนั้น
“ให้เงินมันไปเถอะครับย่า”
ร้อยกรองแลเลยไปหลังนักเลง 2 คน เห็นปานเทพก็ชะงัก มองจ้องสีหน้างวยงง เพราะจำไม่ได้ว่าใคร
“แกเป็นใครวะ”
“ผมปานเทพไงครับย่า”
ร้อยกรองมองปานเทพอย่างสำรวจ แล้วร้องลั่นด้วยความดีใจ
“ปานเทพหลานย่า”

ร้อยกรองผลักจนร่าง 2 นักเลงกระเด็น แล้วเข้าไปกอดปานเทพเต็มแรง

ภายในมุมพักผ่อนในเรือนจำ ประสิทธิ์นักโทษชายเข้ามาใหม่วันนี้ อายุประมาณ 20 ต้น สวมแว่นหนามาดเด็กเนิร์ด ถูกผลักมาล้มลงตรงมุมหนึ่ง กลุ่มนักโทษ 4-5 คนเดินเข้ามาล้อมตัวประสิทธิ์ไว้

นักโทษ1 ขู่ “เอาบุหรี่มาให้พวกข้าซะดีๆ”
ประสิทธิ์กลัว แต่ยังปากดี “ของๆ ผม ทำไมผมต้องให้”
นักโทษ 1จ้องหน้า “เป็นเด็กใหม่ กล้าพูดอย่างนี้กับรุ่นพี่เหรอ”
“ต้องสั่งสอนให้รู้จักกฎสักที” นักโทษ 1 ว่า
นักโทษ 1เข้าไปตบหัวประสิทธิ์โป๊ก ประสิทธิ์โมโหผลักหน้าอกนักโทษ 1 ออก
“อย่าตบหัวผมนะ”
นักโทษ 1 ตวาด “สึด! กล้าผลักอกกูเหรอมึง”
นักโทษ 1 เตะประสิทธิ์เต็มตีน กลุ่มนักโทษเข้าไปรุมเตะประสิทธิ์กันอย่างสนุกสนาน
จนได้ยินเสียงแหบโหยแต่ดุดันตะโกนดังลั่นขึ้น
“รำคาญเว้ย”
กลุ่มนักโทษชะงักหยุดรุมเตะประสิทธิ์ แล้วค่อยๆ หันไปมองตามเสียง เห็นชูนามที่ร่วงโรยตามวัยวัน นั่งไขว่ห้างมาดเท่อ่านหนังสือความรู้ทั่วไปอยู่ที่มุมหนึ่ง ไม่ไกลนัก
“พวกมึงเห็นไหม ว่ากูอ่านหนังสืออยู่”
“ขอโทษครับพี่ชูนาม ผมแค่รับน้องใหม่” นักโทษ 1 บอก
“มึงไปรับน้องกันที่อื่นเลยไป๊ อย่ามามีเรื่องแถวนี้” ชูนามเดินเข้ามาเอาหนังสือตบหัวกลุ่มนักโทษสมมาดตัวพ่อ “กูกำลังจะพ้นโทษ อย่ามาทำให้กูซวยกับพวกมึงด้วย”
ผู้คุมเดินเข้ามา เรียกเสียงดัง “นายชูนาม”
“นั่นไง กูว่าแล้ว” ชูนามรีบหันไปปฏิเสธเสียงดัง “ผมไม่รู้เรื่องด้วยนะ พวกมันซ้อมไอ้แว่นกันเอง”
“ฉันไม่ได้ว่าอะไรนาย”
“อ้าว ถ้าไม่ได้ว่า แล้วผู้คุมเรียกผมทำไม”
“ฉันจะบอกว่ามีญาติมาเยี่ยม”
ชูนามมองหน้าผู้คุมชะงัก แปลกใจว่าใครมาเยี่ยม

ขณะชูนามเดินเข้ามาในห้องเยี่ยมนักโทษ ร้อยกรองเห็นก่อน รีบพูดอย่างดีใจ
“ชูนาม ดูสิว่าแม่พาใครมาเยี่ยม”
ร้อยกรองผายมือไปทางปานเทพที่ยืนเคียงวิภาวี
ชูนามคิดปราดเดียว มองปานเทพอย่างดีใจ
วิภาวีมองบรรยากาศรอบๆด้วยสายตาแอบไม่ชอบนัก
“ไอ้ลูกชาย ไอ้ลูกชายของพ่อจริงๆ เหรอเนี่ย โตเป็นหนุ่มหล่อเหมือนพ่อไม่มีผิดเลยเว้ย”
“พ่อก็ยังดูหนุ่มเหมือนเดิมเลยนะครับ”
“ไอ้นี่ นอกจากหล่อเหมือนพ่อ ยังปากหวานเหมือนพ่อด้วยเว้ย”
ปานเทพแนะนำคนรัก “นี่วิภาวี แฟนผมครับพ่อ เรากลับมาจากเมืองนอกด้วยกัน” พลางหันมาพูดแนะนำวิภาวี “นี่ไง พ่อแท้ๆ ของผม”
ชูนามหันมาทักทายวิภาวี “Hello. How are you?”
วิภาวีมองชูนามในชุดนักโทษด้วยความรู้สึกกลัวๆ ไม่ชอบนัก แต่ต้องฝืนเล่นละครว่าดีใจที่เจอ เพื่อเอาใจทั้งพ่อผัวและผัว วิภาวีไหว้พูดเสียงฉอเลาะออดอ้อน ตอแหลจากใจ
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ หนูสบายดีค่ะ ปานเทพหล่อเหมือนคุณพ่อจริงๆ ด้วย”
ชูนามมองวิภาวี แล้วเอามือป้องปากพูดกับปานเทพ “ลูกนี่ นอกจากหล่อปากหวานเหมือนพ่อแล้ว ยังตาแหลมเรื่องผู้หญิงเหมือนพ่อเลยว่ะ”
ชูนามกับปานเทพหัวเราะให้กัน วิภาวียิ้มๆ ให้ชูนาม แล้วกระซิบปานเทพ
“วิรู้สึกเวียนหัว สงสัยอากาศในนี้มันร้อน วิขอออกไปสูดอากาศข้างนอกแป๊บนึงได้ไหมคะ”
“งั้นปานเทพอยู่คุยกับพ่อไป ย่าพาหนูวิออกไปข้างนอกเอง ไปกันเถอะหนูวิ”
ร้อยกรองสบตาชูนาม ส่งสัญญาณให้ลูกคุยกับปานเทพไป แล้วพาวิภาวีออกไป ชูนามมองปานเทพอีกครั้ง
“นานมากแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน นานจนพ่อจำไม่ได้ว่าเราเจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
ปานเทพมองชูนาม แล้วคิดถึงภาพในอดีต

เมื่อหลายปีก่อน ปานเทพเล่นฟุตบอลอยู่คนเดียวที่สนามหญ้าหน้าบ้านสมุทรเทวา ระหว่างนี้ร้อยกรองด้อมๆ มองๆ อยู่ที่ริมรั้วด้านนอก จดสายตามองปานเทพที่เล่นฟุตบอลคนเดียว แล้วมองซ้าย มองขวาว่ามีใครในบ้านอยู่ใกล้ๆ ไหม พอไม่เห็นใคร ร้อยกรองคว้าก้อนหิน ปาไปที่ปานเทพ เพื่อให้เด็กชายหันมา
หินปาไปโดนข้างหลังปานเทพจัง
“โอ๊ย” ปานเทพมองหาว่าใครเป็นคนปาหิน “ใครปาหินมา”
ร้อยกรองส่งเสียงให้ปานเทพได้ยิน แต่ไม่ดังนัก “เฮ้ ทางนี้”
ปานเทพหันไปมองทางเสียง ร้อยกรองกวักมือเรียกหย็อยๆ ปานเทพเดินเข้าไปหาช้าๆ
“ย่าปาหินใส่ผมทำไม”
“เอ็งอยากเจอพ่อเอ็งไหม”
ปานเทพมองร้อยกรองเหมือนมองตัวประหลาด
"พ่อผมตายแล้ว จะเจอได้ยังไง"
“พ่อเอ็งยังไม่ตาย ข้าคือย่าแท้ๆ ของเอ็ง ข้าจะพาเอ็งไปหาพ่อเอ็งจะไปไหม”
ปานเทพมองร้อยกรองสีหน้าฉงนฉงาย

สีหน้าปานเทพตอนนี้ยังหวนคิดถึงอดีต
“วันนั้นผมไม่เชื่อย่า จนหลังจากวันนั้น ย่าเอารูปพ่อกับแม่มาให้ผมดูที่โรงเรียน”
ชูนามพูดต่อ “แล้วปานเทพก็มาหาพ่อที่นี่ครั้งแรก”
ปานเทพพูดต่อพ่อ “แล้ววันนั้นผมถึงได้รู้ว่า ผู้ชายที่ผมเคยนับถือว่าเขาดีกับผมดีกับแม่ ที่แท้เขาคือคนที่จับพ่อเข้าคุก”
“ใช่ ไอ้วาสุเทพจับพ่อเข้าคุก มันวางแผนทำให้แม่ปานรุ้งของลูกลำบาก จะได้กลับไปพึ่งมัน มันอยากได้แม่ของลูก จนยอมทำเลว พรากลูก พรากพ่อ โยนความผิดให้พ่อ พ่อไม่มีอำนาจอย่างมัน พ่อถึงต้องทนติดคุกถึงตอนนี้”
ปานเทพหลงเชื่อข้อมูลเท็จที่ชูนามป้อนให้แต่ยังเล็กไว้เต็มหัวใจ จับมือชูนามอย่างให้กำลังใจ
“ย่าบอกว่าพ่อใกล้จะพ้นโทษแล้ว ใช่ไหมครับ”
“ใช่ลูก พ่อจะออกจากที่นี่เดือนหน้า แล้วถ้าพ่อออกไป เราคงได้สนุกกัน”
ปานเทพไม่ทันสังเกตเห็นว่า แววตาชูนามวาววับแข็งกร้าวดูน่ากลัวมาก

ร้อยกรองกำลังกินอาหารอย่างมูมมาม จนคนในร้านต่างหันมามองเป็นตาเดียว วิภาวีนั่งมองร้อยกรองในใจนึกรังเกียจนิดๆ
“ถึงชูนามยังไม่ออกจากคุก ตอนนี้ชีวิตปานรุ้งตอนนี้ก็คงสนุก เพราะปานเทพพาหนูมาสินะ” ร้อยกรองพูดอย่างหมั่นไส้ “เห็นมันให้สัมภาษณ์ลงหนังสือว่าปานเทพเรียนจบ กำลังกลับมาช่วยดูแลธุรกิจ ปานเทพเป็นลูกที่ดี ตั้งใจเรียน ไม่มีแฟน ฮ่าๆๆๆ ใช่ ไม่มีแฟน แต่มีเมียมาเลย นังปานรุ้งเห็นหนู มันคงเงิบเลยสิ”
วิภาวีพูดปนเสียงเซ็ง “ปานเทพยังไม่ได้พาวิไปเจอนายแม่หรอกค่ะ”
“อ้าว ทำไมล่ะ”
“ปานเทพบอกว่าอยากเข้าไปดูแลธุรกิจให้ลงตัวก่อน แล้วค่อยรอจังหวะ คุยเรื่องวิกับนายแม่”
“ย่าจะเตือนให้นะ หนูรอได้ แต่อย่านาน ตอนนี้นังปานรุ้งมันกำลังบ้าเงิน ไม่รู้ป่านนี้นังปานรุ้งมันแอบติดต่อลูกสาวคนรวยให้ปานเทพแล้วรึเปล่า หนูต้องระวัง”
วิภาวีฟังคำพูดร้อยกรองแล้วคิดตาม

ร้อยกรองคาดการณ์แม่นยำมาก เวลานี้นิรมลเจ้าของโรงแรมห้าดาวกลางกรุงเทพฯ เปิดประตูห้องทำงานของตัวเอง เพื่อส่งปานรุ้งที่แวะมาคุยสักพักใหญ่แล้ว นิรมลเดินตาม โดยมีธันวาเดินตามหลังห่างๆ
“ตกลงพรุ่งนี้ดิฉันเรียนเชิญคุณนิรมลกับลูกสาวรับประทานอาหาร กลางวันด้วยกันนะคะ อย่างที่ดิฉันบอกว่าจะให้ปานเทพดูแล โครงการคอนโดริมน้ำ แต่เขาเพิ่งกลับจากเมืองนอก ไม่ค่อยรู้จักใคร ถ้าปานเทพได้รู้จักหนูนิชา คงช่วยได้มาก”
นิรมลฟังปานรุ้ง ยิ้มรู้ทันกันว่า ปานรุ้งอยากนัดปานเทพเจอนิชาไม่ใช่เพราะเรื่องงานแต่อยากดองกันด้วย
นิรมลไว้เชิงนิดๆ “แต่ลูกสาวดิฉันจบวิศวโยธา คงช่วยงานอะไรลูกชายคุณหญิงไม่มาก”
“ช่วยได้สิคะ หนูนิชาก็เป็นวิศวกร คงรู้จักวิศวกรเก่งๆ เยอะ อย่างน้อยก็ช่วยเรื่องคอนเนคชั่นได้ เอาเป็นว่าพรุ่งนี้กลางวัน ลูกสาวสะดวก ไหมคะ”

เย็นนั้น รถแลนด์โรเวอร์คันใหม่ ราคาแพงระยับ ขับมาจอดริมถนน
สาวสวยหน้าหวานคม นิชา ลูกสาวนิรมล ลงจากรถหรูคันนั้น หญิงสาวสวมใส่เสื้อผ้าทะมัดทะแมง แต่ดูดดี เสื้อผ้ากางเกงแมทช์เข้าสีกัน รับกันกับกระเป๋าสะพายเป้ แบรนด์หรูราคาแพง
นิชาเดินเข้ามองคนที่นั่งกินก๋วยจั๊บริมถนนเต็มร้าน แถมมีคนยืนรอคิวสั่งกลับบ้านอยู่หน้าร้านเยอะแยะ
“คนเยอะขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”
นิชามองไปจนเห็นโต๊ะเล็กขนาด 2 ที่นั่งว่างอยู่ จึงรีบเดินไปนั่งที่โต๊ะ จู่ๆ ปรก โผล่มานั่งพร้อมกับนิชา
“เฮ้ย” / “เฮ้ย”
นิชากับปรกร้องลั่น ต่างคนต่างชี้หน้ากัน
“คุณมืด” / “คุณหนู”
“ฉันไม่ใช่คุณหนูนะ”
“ผมก็ไม่ใช่นายมืดเหมือนกัน” ปรกมองผิวที่แขนตัวเอง “แค่เป็นคนมีเม็ดสีจัดเท่านั้นเอง”
“จะไปรู้เหรอ เห็นคนที่กองเรียกคุณอย่างนั้น”
“ผมก็เรียกคุณตามคนที่กองเหมือนกัน” เขานั่งลงที่เก้าอี้ แล้วตะโกนสั่งอาหารอย่างคุ้นเคยแม่ค้า โดยไม่สนใจนิชา “ป้าครับ ขอก๋วยจั๊บพิเศษทุกอย่าง 1”
“นี่คุณ ฉันมานั่งก่อนนะ”
ปรกยกป้ายคิวให้นิชาดู “แต่ผมจองคิวก่อน ไหนบัตรคิวคุณ”
นิชางง “บัตรคิวอะไร”
“อ้าว นี่คุณไม่รู้เหรอว่าร้านนี้ ต้องจองบัตรคิวถึงจะได้กิน”
นิชาชะงัก ปรกมองขำๆ
“เอาล่ะสิ ไม่มีบัตรคิว จะทำยังไงดีน้า”

นิชามองปรกด้วยสายตายิ้มประจบ ปรกมองหญิงสาวด้วยสายตาระแวง

ถัดมาไม่นานแม่ค้ายกชามก๋วยจั๊บมาวางให้ปรกกับนิชา นิชาหยิบตะเกียบมาจะกิน ปรกรีบดึงตะเกียบไว้

“ใจคอจะไม่ขอบคุณกันสักคำเหรอที่ผมให้คุณนั่งด้วยเนี่ย”
“แหม คนทำงานร่วมกองเดียวกัน ขอนั่งด้วยแค่นี้จะอะไรนักหนา” นิชาดึงตะเกียบจากมือปรกมา แต่อีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย นิชามองปรก อย่างจำยอม “ขอบคุณ”
ปรกยอมปล่อยตะเกียบให้ นิชาหยิบมือถือมาถ่ายรูป แต่แสงมุมที่นั่งดันมืด ทำให้รูปออกมาไม่สวยถูกใจนัก
“กว่าจะได้กิน เส้นจะขึ้นอืดก่อนไหมนั่น ถ้าไม่รังเกียจ เอารูปจากเพจแนะนำอาหารของผมได้นะ ผมไม่หวง”
นิชามองปรกด้วยสีหน้าทึ่งๆ “คุณมีเพจแนะนำอาหารด้วยเหรอ”
ปรกรีบกดมือถือเปิดหน้าเพจตัวเอง แล้วส่งให้นิชาดูเป็นกระตั๊ก
“ก๋วยเตี๋ยวหมู 100ปี ชิมรึยัง…ก๋วยเตี๋ยว “ต๋ามา” รู้จักรึเปล่า...แป๊ะก๋วยเตี๋ยวปู เคยเห็นไหม! ติ๋มเนื้อฝอย!..เลือดหมูต้มนายไปร้ท์...เจ๊กุ่ย ข้าวผัดซอสแดง...นี่ส่วนน้อยนะ...ผมยังมีใน IG อีก” ปรกเปิดโชว์หน้า IG ให้ดู “ถ้าไม่เคยไป เข้าไป Follow ได้นะ”
นิชามองหน้าปรกอย่างอึ้งๆ
“คุณไปมาหมดแล้วเหรอ”
ปรกสบโอกาส คุยโวสาวซะเลย “แต่ละที่ไปมากกว่าหนึ่งครั้งด้วย”
นิชาตื่นเต้น “แล้วแต่ละที่อร่อยไหม”
“ที่สุด นี่พรุ่งนี้ผมว่าจะไปลองบุฟเฟต์ที่โรงแรมแถวสาทร เขาว่าของทะเล สดมาก”
นิชาเนื้อเต้น “ฉันก็ได้ยินๆๆๆ ฉันว่าตอนเที่ยงจะไปเหมือนกัน”
“ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะชอบเสาะแสวงหาของกินเหมือนกัน”
นิชาหยิบกระดาษทิชชูเปียกมาเช็ดตะเกียบและช้อน และเช็ดที่ปลายหลอดดูดน้ำด้วย
“ฉันชอบหาของกินอร่อยๆ แต่ไม่ค่อยมีเพื่อนไปกับฉัน”
ปรกมองนิชาอย่างขำๆ
“ไม่แปลกใจ ดูจากท่าทางคุณ คงมีแต่เพื่อนไฮโซ”
นิชาออกอาการเซ็งชัดแจ้ง “ทำไมคนถึงชอบคิดว่าการที่ฉันมีแม่เป็นเจ้าของโรงแรม แล้วฉันจะต้องเป็นไฮโซ คือที่ทุกคนเห็นว่าบ้านฉันรวย มันเป็นเงินของแม่ฉัน ไม่ใช่ของฉัน ฉันมีแค่เงินเดือน ฉันไม่ได้ไฮโซ เข้าใจ๋”
ปรกแซวขำๆ “อืม ดูจากการพกทิชชูเปียกไว้เช็ดช้อน ตะเกียบ หลอด ก็รู้ว่าไม่ไฮโซ ไม่ใช่คนอนามัยเล้ย”
นิชาเซ็ง “ก็แค่พกทิชชูเช็ดนิดๆ หน่อยๆ ไม่เห็นจะอนามัยตรงไหนเลย”
ขณะนิชาหยิบมือถือมาถ่ายรูปก๋วยจั๊บอีกรอบ ลูกค้าคนอื่นเดินมาชนโต๊ะของนิชากับปรก จนทำให้ก๋วยจั๊บหกใส่เสื้อนิชา
“เฮ้ย”
นิชารีบหยิบทิชชูจะมาเช็ดเสื้อตัวเอง แต่ทิชชูดันหมด
“เอ้า”
ปรกหยิบห่อทิชชูเปียกจากในกระเป๋าตัวเองส่งให้ นิชามองทิชชูในมือปรก แล้วแกล้งล้อ
“ผู้ชายพกทิชชู”
ปรกพูดล้อเลียนนิชา “ก็แค่พกทิชชูเช็ดนิดๆ หน่อยๆ ไม่เห็นจะอนามัยตรงไหนเลย”
นิชายิ้มขัน ปรกเห็นนิชายิ้มขำตัวเอง ต้องก้มหน้ากินก๋วยจั๊บแก้เขิน จนมือถือปรกดังขึ้น
ปรกกำลังเขินจึงลนลาน เกือบทำมือถือตก นิชาขำใหญ่ ปรกพยายามทำตัวปกติรับสาย
“ว่ายังไงพี่ปานเทพ”

ปานเทพนั่งอยู่ข้างสระว่ายน้ำส่วนตัวในโรงแรมหรู คุยมือถือกับปรกอยู่ วิภาวีว่ายน้ำมาถึงฝั่ง แล้วเดินขึ้นจากสระ มานั่งคลอเคลียยั่วยวนปานเทพที่คุยสายอยู่
“ฉันจะถามว่านายกลับบ้านรึยัง ฉันจะกลับบ้านพร้อมนาย นายแม่จะได้ไม่บ่นมาก” พอดีมีสายซ้อน ปานเทพดูหน้าจอแล้วพูดกับปรกเสียงเซ็งๆ “ไม่ทันแล้ว นายแม่โทร.หาฉันแล้ว แค่นี้นะ”
กดวางสายจากปรก ปานเทพรีบรับสายปานรุ้ง “ครับนายแม่ ผมกำลังจะกลับบ้านแล้วครับนายแม่ ครับ ผมเจอเพื่อนเก่าเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ นายแม่จะให้ผมไปเจอใครนะครับ”
วิภาวีมองปานเทพคุยมือถือกับปานรุ้งอย่างแอบสงสัย
ปานเทพเหลือบมองวิภาวีแวบหนึ่ง ไม่อยากให้แฟนสาวรู้เรื่อง แล้วคุยมือถือต่อ
“เดี๋ยวกลับไปคุยที่บ้านนะครับ” ปานเทพกดวางสาย
“พรุ่งนี้นายแม่คุณให้ไปไหนเหรอคะ”
“ไปคุยโปรเจ็กต์งานใหญ่ที่นายแม่เตรียมไว้ให้ผมดูแลจ้ะ”
วิภาวีอยากรู้ “โปรเจ็กต์งานอะไรเหรอคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน เดี๋ยวผมไปอาบน้ำก่อนนะ นายแม่ตามกลับบ้านแล้ว”
ปานเทพลุกเดินเข้าห้องไป วิภาวีมองตาม

ยินเสียงปานเทพอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ โดยวางมือถือไว้บนโต๊ะมุมโซฟา วิภาวีหยิบมือถือนั้นมา มองมือถือของปานเทพนิ่ง คิดถึงคำพูดของร้อยกรอง
“ตอนนี้นังปานรุ้งมันกำลังบ้าเงิน ยิ่งปานเทพกลับมาอย่างนี้ ไม่รู้นังปานรุ้งมันแอบติดต่อลูกสาวคนรวยให้ปานเทพแล้วรึเปล่า หนูต้องระวัง”
วิภาวีมองไปทางปานเทพที่อยู่ในห้องน้ำอีกครั้ง
“บางที การรอคอย อาจไม่ใช่ทางที่ดีของวิอีกแล้ว”
วิภาวีแอบกดเซ็ตระบบ GPS ไว้ตรวจดูโลเคชั่นว่าปานเทพอยู่ที่ไหน

วันนี้ นิรมลเดินจูงนิชาเข้ามาในโรงแรมหรู สถานที่นัด โดยมีบอดี้การ์ดติดตาม 1 คน ท่าทางนิชาดูออกไม่ค่อยเต็มใจมา
“ทำหน้าให้ดีๆ หน่อยสิลูก”
“นิชาบอกนายแม่แล้วไงคะ นิชาจบวิศวโยธา มาช่วยเรื่องก่อสร้างคอนโด ให้ลูกชายเพื่อนนายแม่ไม่ได้หรอก”
“ถึงนิชาช่วยเขาไม่ได้ แต่นิชาช่วยสถานการณ์บริษัทของแม่ได้”
นิชามองมารดาอย่างสงสัย “นายแม่หมายความว่ายังไงคะ”
นิรมลชะงักเมื่อหันไปเห็นแขกของโรงแรมเดินผ่านไป ผ่านมา ไม่สะดวกจะพูดเรื่องปัญหาครอบครัวตอนนี้
“เอาไว้แม่จะบอก แต่ตอนนี้ นิชาทำตัวดีๆ ยิ้มแย้มให้แม่หน่อย แม่ขอร้อง”
นิชามองหน้านิรมลอย่างไม่เข้าใจ แต่พยายามยิ้มตามที่มารดาบอก
ธันวาออกจากลิฟท์ เดินตรงมาหาสองแม่ลูก ท่าทีนอบน้อม
“สวัสดีครับ คุณนิรมล คุณนิชา คุณหญิงรออยู่ที่ห้องอาหารแล้วครับ”
ธันวาเดินนำนิรมลกับนิชาไปทางลิฟท์

ปานเทพเดินคุยมือถือออกมาจากห้องอาหาร สถานที่นัดดูตัว
“ตอนนี้ผมประชุมอยู่กับนายแม่ เดี๋ยวผมโทร.กลับนะวิ”
วิภาวีกดวางสายจากปานเทพ วิภาวีมองหน้าจอมือถือที่บอกพิกัดตำแหน่งของ ปานเทพ
“ประชุมงั้นเหรอคะปานเทพ” วิภาวีมองหน้าโรงแรมนัยน์ตาวาววับ

บริกรเริ่มเสิร์ฟเครื่องดื่มแล้ว ปานรุ้งกับนิรมลมองสองหนุ่มสาวที่สวยหล่อเหมาะสมกันยิ่ง แล้วหันมายิ้มให้กัน วาสุเทพนั่งนิ่งไม่ออกความเห็น ปานเทพเยื้อนยิ้ม แต่ใจอึดอัดเต็มประดา นิชาหันหน้าไปมองทางโน้น ทางนี้ ดูออกว่าจิตใจไม่อยู่ที่โต๊ะอาหารหรูแห่งนี้
ปานรุ้งชวนปานเทพคุย “ปานเทพ จำน้องนิชาได้ไหม แม่เคยส่งรูปตอนแม่ไปเมืองจีนกับคุณนิรมลและหนูนิชาให้ลูกดู ตอนที่ลูกไปเรียนอเมริกาใหม่ๆ น่ะ”
ปานเทพมองนิชาจำไม่ได้ แต่บอกคุณหญิงไปว่า “เอ่อ จำได้ครับ”
ปานรุ้งหันมายิ้มกับนิชา “ได้ข่าวว่าหนูนิชาเป็นวิศวกรอยู่ที่กรมทางเหรอจ๊ะ”
“ใช่ค่ะ” นิชาตอบท่าทีเรียบร้อย
ปานเทพสะดุดหู “กรมทาง น้องชายผมก็ทำงานอยู่กรมทางเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่านิชารู้จักรึเปล่า”
“นิชาก็ไม่แน่ใจ เพราะคนในกรมทางเยอะแยะ น้องชายคุณปานเทพชื่ออะไรเหรอคะ”
ปานเทพยังไม่ทันพูดชื่อปรก มือถือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะดังขึ้น เห็นชื่อวิภาวี โทร.มา ปานเทพชะงัก
ปานรุ้งมงอยู่ “ใครโทร.มาเหรอลูก”
“เอ่อ เพื่อนน่ะครับ ขอตัวสักครู่นะครับ”
ปานเทพลุกออกไป ปานรุ้งมองตามด้วยสีหน้าคาใจ

ปานเทพเดินคุยมือถือออกมาหยุดหน้าห้องอาหาร
“ว่ายังไงวิ”
“ทานข้าวอร่อยไหมคะ” เสียงวิภาวีดังลอดออกมา
ปานเทพชะงัก ฉงน “อะไรนะ”
วิภาวีเดินคุยมือถือเข้ามาหยุดยืนตรงหน้าปานเทพ
“ได้ข่าวว่าสเต็กของโรงแรมนี้อร่อย คุณลองรึยังคะ”
ปานเทพมองวิภาวีอย่างชะงักงัน
“คุณมาที่นี่ได้ยังไงวิ”
“แล้วคุณล่ะคะ มาที่นี่ได้ยังไง ไหนบอกว่าประชุมกับนายแม่คุณไม่ใช่เหรอคะ”
ปานเทพมองไปทางประตูห้องอาหาร สีหน้าระแวงกลัวปานรุ้งจะมาเห็น เขารีบโอบเอววิภาวีพาเดินออกไป
“กลับไปก่อนนะวิ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟัง”
ปานเทพโอบเอววิภาวีออกไป

ปานรุ้งเดินออกมาจากห้องอาหาร โดยมีธันวาตามหลังมา ปานรุ้งทันเห็นปานเทพโอบเอววิภาวีออกไปพอดี
“ธันวา ไปสืบมา ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
“ครับคุณหญิง”

ปานรุ้งจดสายตามองไปยังปานเทพที่โอบเอววิภาวีออกไปท่าทีชิดเชื้อ ด้วยแววตาอันแข็งกร้าว
 
อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น