xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 9

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


หนึ่งในทรวง ตอนที่ 9

สุดากำลังจัดแจกัน แหววเดินเข้ามาในบ้านพร้อมซองจดหมายสี่ห้าซอง
 
“มีจดหมายมาส่งค่ะคุณแป้น”
“ไหนดูสิมีของใครบ้าง”
สุดาดูหน้าซองจดหมายแล้วชะงักไป ก่อนนำซองจดหมายไปให้หทัยรัตน์
“จดหมายจากคุณชายจ้ะปุ้ม”
“ขอบคุณค่ะ”
“ปุ้ม เอ่อ ปุ้มได้เล่าเรื่องงานหมั้นให้คุณชายทราบหรือยังจ๊ะ”
“ยังค่ะ ก่อนหน้านี้ก็มัวแต่คิดเรื่องงานหมั้นจนลืมเรื่องนี้ไปเลย”
“พี่คิดว่า ปุ้มควรจะบอกคุณชาย ให้คุณชายรู้จากปุ้มเอง ดีกว่าให้รู้จากข่าวหรือคนอื่นตอนที่มาถึงประเทศไทย อย่างน้อย คุณชายจะได้เตรียมใจไว้บ้าง”
สุดาพูดด้วยความเป็นห่วง หทัยรัตน์ครุ่นคิด จากนั้นจึงนำจดหมายของประสาทพรเข้าไปอ่านในห้อง
“สวัสดีครับคุณหทัยรัตน์ ผมได้รับจดหมายที่คุณเขียนมารายงานการเรียนการสอนของคุณหญิงแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ เนื้อความเกือบทั้งหมดของจดหมายมีแต่เรื่องงาน แต่ยังดีที่คุณยังถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของผมบ้าง ถึงจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ตอนนี้งานที่ผมได้รับมอบหมาย ใกล้จะสำเร็จลงในอีกไม่กี่วัน นั่นหมายถึงกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทยก็ใกล้เข้ามาเต็มที ผมส่งของบางส่วนมาทางเรือแล้ว ตื่นเต้นทุกครั้งที่คิดถึงประเทศไทย ภายในเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์นี้ เราคงจะได้พบกัน คิดถึง ประสาทพร จรูญลักษณ์”
หทัยรัตน์ปิดจดหมายประสาทพรลงด้วยแววตาครุ่นคิด แล้วหยิบกระดาษเขียนจดหมายขึ้นมา คิดว่าจะเขียนอะไรกลับไปดี เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“คุณปุ้มคะ แหววเองค่ะ”
“เข้ามาจ้ะ”
“คุณอนวัชให้มาเรียนคุณปุ้มว่าจะพาไปทำธุระสำคัญ คุณอนวัชรออยู่ที่หน้าบ้านค่ะ”
หทัยรัตน์แปลกใจ

อนวัชพาหทัยรัตน์มาที่ร้านเพชร
“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”
“เข้าไปเถอะน่า”
อนวัชลากหทัยรัตน์เข้ามาในร้าน
“ผมขอดูสร้อยและตุ้มหูคู่นั้นหน่อยครับ”
พนักงานหยิบมาให้ดู อนวัชหยิบมาและส่งให้หทัยรัตน์
“เธอชอบมั้ย”
“ดิฉันไม่ชอบค่ะ”
อนวัชชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แล้วไปยืนด้านหลังหทัยรัตน์ เพื่อเอื้อมมือจะสวมสร้อยให้ หญิงสาวอึ้ง
“คุณ”
“อยู่เฉยๆ ยังไม่ได้ลองจะรู้ได้ไงว่าไม่ชอบ”
อนวัชสวมสร้อยให้เสร็จ หทัยรัตน์เขินๆ แต่ไม่แสดงออก อนวัชหยิบตุ้มหูมาเทียบใกล้หูหทัยรัตน์ แล้วดูกระจกว่าเหมาะกับหญิงสาวหรือไม่
“เหมาะกับเธอนะ”
หทัยรัตน์ค่อยๆ ถอดสร้อยออกมาวางลง
“ไม่เหมาะหรอกค่ะ”
“ทำไม”
“มันเกินฐานะของดิฉันค่ะ”
“ฉันซื้อให้เอง”
หทัยรัตน์ตกใจนิดๆ อนวัชหันไปบอกพนักงาน
“ผมรับเครื่องเพชรชุดนี้นะครับ”
“คุณไม่จำเป็นต้องซื้อให้ดิฉันก็ได้ค่ะ”
“ฉันอยากซื้อให้ เพราะเครื่องเพชรชุดนี้คล้ายกับแหวนหมั้นที่ฉันหมั้นเธอ เธอจะได้ใส่คู่กัน” “ทำไมคุณต้องมาซื้อของพวกนี้ให้ฉัน”
“เพราะฉันเป็นคู่หมั้นเธอ”
“แล้วทำไมฉันต้องรับของของคุณ”
“เพราะเธอเป็นคู่หมั้นฉัน”
หทัยรัตน์อึ้ง
“ไม่ต้องขอบคุณฉันก็ได้นะ ฉันไม่ได้คาดหวัง และคิดว่าเธอเองก็คงไม่คิดจะพูดคำนี้เหมือนกัน ฉันเข้าใจ”
อนวัชทำเป็นไม่สนใจ หันไปมองทางอื่น หทัยรัตน์ยืนสักพักก็พูดออกมาอย่างแผ่วเบา
“ขอบคุณค่ะ”
อนวัชทำเป็นชะงัก เงี่ยหูฟังอะไรที่ลอยมาแผ่วๆ
“เมื่อกี๊เธอพูดอะไรหรือเปล่า ฉันได้ยินไม่ชัด”
“พูดได้แค่ครั้งเดียวค่ะ เสียใจด้วยถ้าไม่ได้ยิน”
อนวัชขำ
“ฉันได้ยิน แต่แค่อยากจะแกล้งด้วยความแปลกใจ ทำไมเวลาขอบคุณฉันพูดเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน แต่เวลาเถียงไม่รู้ไปเอาเสียงมาจากไหน ชัดเจนทุกถ้อยทุกคำเลย”
“ก็คุณชอบหาเรื่องฉันก่อน ฉันไม่ใช่คนยอมใคร และฉันก็ไม่ยอมคุณ”
“เห็นมั้ย เสียงดังขึ้นมาทันที คราวนี้เชื่อหรือยัง”
อนวัชมองหทัยรัตน์อมยิ้มกรุ้มกริ่มมีความสุข หญิงสาวปรายตามาเห็นแววตาชายหนุ่ม รู้สึกเขินๆ ไม่พูดต่อ พยายามทำหน้านิ่ง
ที่หน้าร้านเพชร ชุลียืนแอบดูอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นหทัยรัตน์กับอนวัชยืนอยู่ด้วยกัน อนวัชยิ้มมีความสุข
 
ชุลีคันปากยิบๆ

ชุลีรีบไปหาส่องแสงที่บ้าน เล่าสิ่งที่ไปเห็นมา
 
“จริงๆ นะส่อง ฉันน่ะเห็นกับตา พี่หนึ่งกับนังปุ้มหัวร่อต่อกระซิกกันในร้านขายเครื่องเพชร”
ส่องแสงอิจฉาอย่างแรง แต่แสร้งทำเป็นไม่สนใจ
“พี่หนึ่งเขาก็คงจะบังเอิญมีธุระที่ร้านนั้นล่ะสิ ถึงได้พามันไปด้วย”
“เปล่าเลย ฉันแอบถามคนขาย เขาบอกว่าพี่หนึ่งซื้อสร้อยกับตุ้มหูให้เข้าชุดกับแหวนหมั้นที่เขาให้นังเด็กปุ้ม อู้ย ฟังแล้วหวานจนน้ำตาลปึกยังเรียกพี่เลยนะส่อง”
ส่องแสงอิจฉามาก
“นี่ส่อง เห็นทีที่เธอบอกว่าพี่หนึ่งจะถอนหมั้นเด็กปุ้มในเร็วๆ นี้ คงจะไม่จริงซะล่ะมั้ง เพราะดูท่าทางเขาสองคน รักกันจะตาย”
ส่องแสงยิ่งฟังยิ่งแค้น คิดหาทางแก้แค้น

หทัยรัตน์เดินเข้ามาในบ้านผ่านห้องรับแขก ส่องแสงเดินออกมาหา หทัยรัตน์ชะงัก แปลกใจ
“เป็นยังไงจ้ะปุ้ม สร้อยคอกับตุ้มหูที่พี่หนึ่งซื้อให้ถูกใจเธอหรือเปล่า”
“คุณรู้ได้ยังไง”
“ที่ฉันรู้ก็เพราะ ฉันเป็นคนบอกให้พี่หนึ่งซื้อให้เธอเอง”
หทัยรัตน์ชะงัก ส่องแสงโกหกต่อหน้าตาเฉย
“พี่หนึ่งเขาพูดกับฉันว่าเขาสงสารเธอ เห็นเธอไม่ค่อยจะมีสมบัติติดตัว เวลาจะพาออกงานก็ต้องลำบากยืมของคนอื่น ฉันก็เลยบอกพี่หนึ่งให้ซื้อเครื่องเพชรให้เธอสักชิ้นสองชิ้น เลือกที่เข้ากับแหวนหมั้น เธอจะได้เอาไว้ใส่ออกงานไม่อายใคร”
หทัยรัตน์นิ่งไป
“ทำไมเงียบไปล่ะปุ้ม ดูท่าทางเหมือนผิดหวัง เอ๊ะ นี่เธอคงไม่คิดว่าพี่หนึ่งเขาซื้อของให้เธอเพราะเขารักเธอหรอกนะ”
“ดิฉันไม่เคยคิดแบบนั้นหรอกค่ะ”
“ไม่คิดก็ดีแล้ว ฉันกลัวเธอจะลืมว่าการหมั้นของเธอกับพี่หนึ่งมันเป็นเพียงการจัดฉาก และที่พี่หนึ่งดีกับเธอก็เพราะเขากำลังเล่นบทเป็นคู่หมั้นที่แสนดีให้ชาวบ้านดู มันก็เท่านั้นเอง”
“ดิฉันทราบดีค่ะว่าทุกอย่างไม่ใช่ความจริง เพราะดิฉันเองก็กำลังเล่นบทคู่หมั้นที่แสนดีเช่นเดียวกับคุณอนวัช”
ส่องแสงยิ้มเหยียด
“คุณส่องแสงล่ะคะกำลังเล่นบทอะไรอยู่ หวังว่าคงจะไม่ใช่บทนางอิจฉานะคะ”
ส่องแสงชะงักไป รอยยิ้มหายสนิท จะกรีดร้อง แต่หทัยรัตน์ชิงตัดบท
“ขอบคุณที่มาเตือนดิฉันนะคะ สวัสดีค่ะ”
หทัยรัตน์เดินเลี่ยงเข้าบ้านไป ส่องแสงแทบกรี๊ด
“นังปุ้ม นี่แกว่าฉันอิจฉาแกเหรอ หะ นังปุ้ม นังลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่ นังบ้า”

หทัยรัตน์เข้ามาในห้องนอนด้วยความสับสน เหลือบไปเห็นกล่องเครื่องเพชรที่อนวัชซื้อให้
เปิดออกดู คำพูดของชายหนุ่มลอยเข้ามา
“ฉันอยากซื้อให้ เพราะเครื่องเพชรชุดนี้คล้ายกับแหวนหมั้นที่ฉันหมั้นเธอ เธอจะได้ใส่คู่กัน”
หทัยรัตน์คิดหนัก คำพูดของส่องแสงผุดขึ้นมาว่าอนวัชซื้อของให้เธอตามคำแนะนำของส่องแสง หทัยรัตน์สะเทือนใจ ปิดกล่องเครื่องเพชรลง และพยายามระงับสติอารมณ์ ดึงความเข้มแข็งกลับมา เธอเริ่มไม่มั่นใจกับการที่อนวัชทำดีด้วย

ส่องแสงเดินออกมาจากบ้านเดือนประดับ กระฟัดกระเฟียดฉุนเฉียว ชนเข้ากับแหววอย่างแรง จดหมายในมือแหววหล่นกระเด็น
“โอ๊ย นังแหวว นี่แกกำลังไถนาอยู่เหรอยะถึงได้หลับหูหลับตาเดินดุ่ยๆ ไม่ดูคนแบบนี้”
“อุ้ย คุณส่องแสง แหววขอโทษค่ะ พอดีแหววจะรีบไปส่งจดหมายให้คุณปุ้มน่ะค่ะ เธอสั่งไว้ตั้งแต่เช้า กลัวว่าจะไปไม่ทัน เดี๋ยวไปรษณีย์จะปิดซะก่อน”
“จดหมายปุ้มเหรอ ขอฉันดูหน่อยสิ”
ส่องแสงดึงจดหมายจากมือแหววไปดูเลย
“หม่อมราชวงศ์ประสาทพร จรูญลักษณ์”
ส่องแสงยิ้ม ก่อนจะปั้นหน้าแสนดีกับแหวว
“ฉันจะผ่านไปแถวนั้นพอดี เดี๋ยวฉันไปส่งให้แล้วกันนะ”
“เอ่อ แต่ว่า”
ส่องแสงรีบเดินไปเลย แหววยืนอึ้ง ส่องแสงเดินหลบมายืนหลบมุม แล้วรีบเปิดจดหมายอ่าน

อนวัชกับส่องแสงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ภายในร้านแห่งหนึ่ง ที่สามารถมองเห็นได้จากหน้าถนน ส่องแสงทำหน้าเศร้า
“วันนี้ส่องขออนุญาตเลี้ยงอาหารพี่หนึ่งเองนะคะ เป็นการขอโทษที่ไม่ได้ไปงานหมั้นของพี่หนึ่ง”
“ส่องไม่ต้องขอโทษ เพราะพี่ไม่ได้ถือโทษอะไร นานๆ เราจะได้รับประทานอาหารด้วยกัน ให้พี่เป็นเจ้ามือดีกว่าครับ”
“งั้นก็ ตามใจพี่หนึ่งค่ะ”
อนวัชยิ้มๆ แล้วเงียบไป ส่องแสงเริ่มคิด หาทางเข้าเรื่อง
"พี่หนึ่งว่ามั้ยคะ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ นะคะ ชั่วกระพริบตาคุณชายประสาทพรก็จะกลับมาประเทศไทยแล้ว"
 
"ส่องว่าวันที่คุณชายมาถึงจะมีผู้หญิง 2 คนที่ดีใจมากๆ คนแรกก็คุณหญิงกรกนก ส่วนอีกคนก็คงจะเป็นปุ้ม"

อนวัชชะงักไป ส่องแสงได้ทีพูดต่อ
 
“ส่องได้ยินเด็กในเดือนประดับพูดว่า ปุ้มเขาเขียนจดหมายถึงคุณชายบ่อยมากนะคะ เดือนหนึ่งก็หลายฉบับ เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ยังส่งไปอยู่เลยนะคะ ปุ้มนี่ก็แปลก เป็นคู่หมั้นพี่หนึ่งแต่ยังให้ความหวังคุณชาย เอ หรือว่าปุ้มเขาคิดจะจับปลาสองมือ”
“ปุ้มเขาอาจจะเขียนจดหมายรายงานเรื่องการเรียนการสอนของคุณหญิงน่ะ ไม่มีอะไรมากหรอก”
“ส่องก็หวังว่าคงจะเป็นอย่างนั้นนะคะ ตอนนี้ปุ้มเขาอาจจะเลิกนิสัยชอบหว่านเสน่ห์แล้วก็ได้”
อนวัชชะงักไป ส่องแสงยื่นมือมาจับมือชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา
“ที่ส่องพูดแบบนี้ เพราะส่องเป็นห่วงพี่หนึ่งนะคะ ส่องไม่อยากให้พี่หนึ่งต้องเจ็บปวดเพราะปุ้ม เหมือนกับคุณพินิจ”
ส่องแสงทำตาละห้อยเพราะสงสารอนวัช
“พี่ขอบใจมากที่เป็นห่วง แต่ส่องสบายใจได้ พี่ไม่มีวันเป็นเหมือนพินิจแน่นอน”
อนวัชยิ้มให้ส่องแสง ขณะนั้นหทัยรัตน์เดินผ่านหน้าร้านอาหาร ชะงักที่เห็นอนวัชกับส่องแสง เธอยืนนิ่ง มองทั้งคู่คุยกันด้วยความชื่นมื่น หทัยรัตน์หน้าซีด เสียงผ่องฉวีดังขึ้น
“ปุ้ม”
หทัยรัตน์สะดุ้ง
“มองอะไรอยู่เหรอ”
“เปล่า ไม่มีอะไร เรารีบไปกันเถอะ”
หทัยรัตน์เดินนำไปเลย ผ่องฉวียังสงสัย

ในร้านเสื้อ หทัยรัตน์เหม่อ คิดถึงภาพส่องแสงกับอนวัช ช่างตัดเสื้อถามขึ้น
“ตกลงคุณจะเอาผ้าแบบไหนคะ”
หทัยรัตน์นิ่ง
“คุณคะ”
ผ่องฉวีย้ำเรียก
“ปุ้ม”
“หะ”
“ช่างเขาถามว่าจะเอาผ้าแบบไหน ผ้าลายหรือผ้าเรียบจ๊ะ”
“เอ่อ ผ้าเรียบสีนี้ก็ได้ค่ะ”
หทัยรัตน์ชี้ไปอย่างไม่ค่อยมีสมาธิ ผ่องฉวีหันหลังไปคุยกับช่าง หทัยรัตน์นั่งเงียบ มองแหวนหมั้นที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างครุ่นคิด แล้วค่อยๆ ถอดแหวนออก มองอีกครั้งอย่างผิดหวังก่อนจะเอาแหวนใส่ในกระเป๋าถือ พยายามทำใจเข้มแข็ง

อนวัชมาที่เดือนประดับ และนั่งคุยกับทิพย์
“ปุ้มไม่อยู่จ้ะ นัดเพื่อนไปร้านเสื้อ เห็นบอกว่าจะตัดชุดที่จะใส่ไปรับคุณชายน่ะ”
อนวัชอึ้งไปนิดๆ
“ตัดชุด เพื่อไปรับคุณชาย”
อนวัชเจ็บจี๊ดในใจ
ตอนเย็น หทัยรัตน์กำลังจะเข้าบ้าน นึกถึงภาพเมื่อกลางวันด้วยความเศร้า ทันใดนั้นเสียงอนวัชดังขึ้น
“หทัยรัตน์”
หทัยรัตน์สะดุ้งหันไปเห็นอนวัชยืนอยู่ อารมณ์ขุ่นที่ค้าง กรุ่นขึ้นมาทันที
“ได้ข่าวว่าเธอตัดชุดสำหรับใส่ไปรับคุณชาย”
“ใช่ค่ะ”
“คุณชายสำคัญกับเธอมากขนาดนี้เลยเหรอ”
หทัยรัตน์ปรายตามามองอนวัช แล้วก็ตวัดหางตาใส่ ตอบประชด
“ค่ะ”
“สำคัญมากกว่าฉันหรือเปล่า”
“คุณน่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เพราะคุณเองก็มีผู้หญิงอื่นที่สำคัญมากกว่าฉันเช่นกัน การที่ฉันจะเห็นว่าคุณชายสำคัญกว่าคุณก็คงไม่แปลก”
“ดี ยิ่งคุณชายสำคัญฉันยิ่งมีความสุข เพราะการที่เธอหมั้นกับฉัน ทำให้เธอไม่สามารถทำตามอำเภอใจได้ เพราะคำว่า คู่หมั้น มันค้ำคอ ต่อให้เธอพยายามแค่ไหน คุณชายก็คงจะไม่สมยอมได้ เพราะฉะนั้น ยิ่งคุณชายสำคัญมาก เธอก็ยิ่งทุกข์มาก ฉันก็ยิ่งมีความสุข”
หทัยรัตน์แค้นใจ
“วันที่คุณชายกลับ ฉันจะมารับเธอไปสนามบินพร้อมฉัน”
“ถ้าคุณต้องมารับดิฉันเพราะมันเป็นหน้าที่คู่หมั้นที่แสนดีก็ไม่ต้องนะคะ เพราะดิฉันไปเองได้”
“ฉันจะมารับเธอเพราะเหตุผลอะไรมันเรื่องของฉัน แต่เธอต้องไปกับฉันในฐานะคู่หมั้น”
“คู่หมั้นไม่ใช่ขี้ข้านะคะ จะได้ทำทุกอย่างตามที่คุณต้องการ”
“ถึงไม่ใช่แต่ก็ต้องทำ เพราะมันเป็นคำสั่งของคุณพ่อ ท่านให้เราสองคนไปเป็นตัวแทนท่าน เธอก็เลือกเอาแล้วกัน ระหว่างขัดใจตัวเองกับขัดคำสั่งคุณพ่อ จะเลือกอะไร”
“ก็ได้ค่ะ ถ้าเป็นความต้องการของคุณลุง ฉันจะไปกับคุณ”
อนวัชยิ้มพอใจ แล้วเห็นว่าหทัยรัตน์ไม่ได้ใส่แหวน
“วันนั้นอย่าลืมสวมแหวนหมั้นไปด้วย ฉันขี้เกียจตอบคำถามคนอื่น”
หทัยรัตน์ก้มดูนิ้วนางที่ว่างเปล่าอย่างขัดใจ เธอกลับเข้ามาในห้อง กระแทกตัวนั่งด้วยความโกรธ ภาพหวานชื่นของส่องแสงและอนวัชแว่บเข้ามา หทัยรัตน์อึดอัดใจ หึงโดยไม่รู้ตัว
 
ในขณะที่อนวัชนั่งอยู่ในรถ คิดเครียด ไม่พอใจ ทั้งสองต่างเข้าใจผิด คิดกันไปคนละทาง

สุดามองจดหมายมากมายที่วางอยู่ในกล่องอย่างปลื้มใจ เพราะเป็นจดหมายที่ประสาทพรส่งมาให้
 
เธอหยิบจดหมายฉบับเก่าๆ มาเปิดอ่านอย่างตื่นเต้นดีใจที่ประสาทพรจะกลับมา สุดาคิดแล้วก็นึกอะไรบางอย่างออก เธอนำกล่องขนมสวย ข้างในมีฝอยทองวางไว้อย่างสวยงาม มาให้หทัยรัตน์ซึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน
“พี่ฝากขนมไปให้คุณชายด้วยนะปุ้ม ฝอยทองของหม่อมเกษราวังเทวพรหม คุณหญิงบอกว่าเป็นร้านโปรดของคุณชาย”
“แล้วทำไมพี่แป้นไม่ไปด้วยกันล่ะคะ”
“พี่มีนัดสัมภาษณ์งานที่ใหม่ กลัวจะกลับมาไม่ทัน ปุ้มไปกับพี่หนึ่งดีแล้ว เอ้อ แล้วปุ้มได้บอกคุณชายหรือยัง เรื่องพี่หนึ่งกับปุ้ม”
“ปุ้มเขียนจดหมายบอกแล้วค่ะ ให้แหววเป็นคนไปส่ง”
“ดีแล้ว อย่างน้อยได้รู้ จะได้เตรียมใจไว้บ้าง ดีกว่าไม่รู้เลย”
หทัยรัตน์หนักใจอยู่ลึกๆ เสียงรถอนวัชแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน
“พี่หนึ่งมาแล้ว รีบไปเถอะจ้ะ”
หทัยรัตน์อึดอัดใจนิดๆ ที่ต้องไปกับอนวัช อนวัชยืนรออยู่หน้าบ้าน หทัยรัตน์เดินลงมาในชุดสวย ถือขนมของสุดามาด้วย อนวัชตะลึงเล็กน้อย และประชดด้วยความหวง
“นี่เหรอชุดที่ลงทุนตัดเพื่อต้อนรับคุณชาย มีของฝากอีกด้วย เธอนี่ใจป้ำเหมือนกันนะ”
หทัยรัตน์ค้อน
“ก็ดิฉันคิดแล้วว่ามันคุ้มนี่คะ ก็ต้องลงทุนกันหน่อย”
อนวัชไม่พอใจ ดึงมือซ้ายหทัยรัตน์มาดูว่าใส่แหวนหรือไม่ หทัยรัตน์ตกใจดึงมือกลับรู้ทัน
“ดิฉันไม่ลืมหรอกค่ะ ว่าวันนี้ต้องเล่นบทอะไร”
“ดี รู้หน้าที่แบบนี้ก็ดี ใส่แหวนหมั้น แต่ทำไมไม่ใส่สร้อยกับต่างหูที่ฉันซื้อให้”
หทัยรัตน์ฉุกคิดถึงคำพูดส่องแสงขึ้นมาทันที น้ำเสียงแข็งกระด้างสวนกลับไป
“ถ้าคุณอายชาวบ้านที่คู่หมั้นไม่มีสมบัติเอาไว้ใส่อวดคนอื่น เราแยกกันไปก็ได้นะคะ”
“อย่าเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้าง ฉันไม่หลงกล และฉันไม่มีทางปล่อยให้เธอไปคนเดียว ถึงเธอไม่ใส่สร้อยกับต่างหู เธอก็ต้องไปกับฉัน”
อนวัชเปิดประตูรถให้ หทัยรัตน์ค้อนนิดๆ จำใจไปนั่งด้วยความขัดใจ อนวัชปิดประตูอย่างแรง หทัยรัตน์สะดุ้ง

ภายในสนามบิน วิทย์ อนวัช หทัยรัตน์ กรกนก แม่โอ และประสานสุข ยืนรอรับประสาทพรอยู่
ประสาทพรเดินออกมาด้วยความตื่นเต้น กรกนกเห็นพี่ชายก็เรียกขึ้นด้วยความดีใจ
“พี่ชาย”
ประสาทพรเห็นกรกนกก็ยิ้มพร้อมโบกมือทักทายและเดินมาหา ทุกคนยิ้มรับด้วยความยินดี
“สวัสดีครับท่านพ่อ สวัสดีครับคุณลุง”
“กลับมาสักทีนะลูกนะ”
“เป็นไงบ้างครับน้องหญิง คิดถึงพี่ชายหรือเปล่า”
“คิดถึงสิคะ หญิงคิดถึงพี่ชายที่สุดในโลกเลย”
“พี่ชายก็คิดถึงน้องหญิงครับ”
ประสาทพรยิ้มให้กรกนก และหันมาทางอนวัชกับหทัยรัตน์
“สวัสดีหนึ่ง”
“สวัสดีครับคุณชาย”
“ผมนึกว่าคุณหทัยรัตน์จะไม่มาซะแล้ว”
หทัยรัตน์จะตอบ แต่อนวัชชิงตอบก่อน
“ปุ้มเขาต้องมาสิครับ เขาตื่นเต้นมากนะครับ ถึงกับตัดชุดใหม่เพื่อใส่มารับคุณชาย”
หทัยรัตน์หมั่นไส้ที่อนวัชตอบแทนเสียยาว ประสาทพรยิ้ม หทัยรัตน์ส่งกล่องขนมให้
“พี่แป้นฝากขนมมาให้คุณชายค่ะ”
อนวัชชะงักนิดๆ ที่หทัยรัตน์ไม่ยอมบอกว่าขนมเป็นของสุดา
“ฝากขอบคุณคุณสุดาด้วย”
อนวัชมองค้อนหทัยรัตน์แอบหมั่นเขี้ยว
“การเดินทางเป็นยังไงบ้างครับ เรียบร้อยดีหรือเปล่าครับ”
“เรียบร้อยดี มีอาการเหนื่อยบ้าง แต่พอได้เห็นหน้าทุกๆ แล้วก็ หายเหนื่อย”
ประสาทพรมาหยุดสายตาที่หทัยรัตน์
“คิดแล้วก็น่าเสียดายนะครับ คุณชายน่าจะกลับมาเร็วกว่านี้ จะได้มาทันงานหมั้นของเราสองคน”
“งานหมั้น ของเรา”
หทัยรัตน์แปลกใจ ที่ประสาทพรทำเหมือนไม่รู้เรื่อง
“ครับ งานหมั้นของผมกับปุ้ม เราเพิ่งหมั้นกันไปเมื่อไม่นานนี้เองครับ”

อนวัชจับมือหทัยรัตน์แสดงความเป็นเจ้าของ หทัยรัตน์อึดอัดจะเอามือออก แต่อนวัชไม่ยอมจับรั้งไว้ ประสาทพรเห็นแล้วเศร้า

ประสาทพรกลับมาบ้าน นิ่งเครียด แม่โอเล่าเรื่องให้ฟัง
 
“คุณปุ้มเธอให้จัดงานหมั้นแบบเล็กๆ น่ะค่ะ ไม่ได้เชิญแขกมากนัก นี่คุณปุ้มกับคุณหนึ่งไม่ได้เขียนจดหมายบอกคุณชายเลยเหรอคะ”
ประสาทพรส่ายหน้าช้าๆ
“เขาสองคนอาจจะยุ่งกับการจัดงาน เลยลืมน่ะ”
“หรือไม่คุณหนึ่งกับคุณปุ้มอาจจะกลัวว่าถ้าเขียนจดหมายไปบอกแล้วอาจจะสวนทางกันก็ได้นะคะ”
“ก็คงจะอย่างนั้น”
แม่โอเห็นใจ ประสาทพรเศร้า เด็กรับใช้เดินเข้ามารายงาน
“คุณชายคะ มีแขกมาขอพบค่ะ”
ประสาทพรสงสัย จึงไปที่ห้องรับแขก เห็นสีสุกกับส่องแสงนั่งอยู่
“สวัสดีค่ะคุณชาย ยินดีต้อนรับกลับประเทศไทยนะคะ”
“พอทราบข่าวจากพี่หนึ่งว่าคุณชายกลับวันนี้ ส่องกับคุณแม่ดีใจมากๆ เลยค่ะ รีบมาเพื่อจะแจ้งความจริงให้คุณชายได้ทราบ ก่อนที่คุณชายจะไปรับข้อมูลผิดๆ จากคนอื่น”
“ความจริงอะไรครับ”
ส่องแสงกับสีสุกยิ้มร้าย

สุดาถามแหววด้วยความสงสัยเรื่องจดหมายของหทัยรัตน์
“พี่ส่องอาสาไปส่งจดหมายให้ปุ้มเหรอ”
“ค่ะ วันที่คุณปุ้มให้แหววไปส่งจดหมาย คุณส่องเธอมาที่นี่พอดี เธอขอดูจดหมายแล้วก็บอกว่าจะไปแถวนั้น เลยอาสาเอาไปส่งให้ค่ะ”
“จากน้ำเสียงของคุณชายเมื่อเช้า ปุ้มคิดว่าคุณส่องคงไม่ได้ส่งจดหมายฉบับนั้นแน่ๆ เลยค่ะ”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ คุณชายก็น่าเห็นใจมากๆ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง”
สุดาเป็นห่วงประสาทพร

ประสาทพรยังคงนั่งคุยกับส่องแสงและสีสุกภายในบ้าน ด้วยความงง
“งานหมั้นของหทัยรัตน์กับหนึ่งเป็นเพียงแค่การจัดฉากเล่นละครเหรอครับ”
สีสุกจีบปากจีบคอตอบ
“ใช่ค่ะ นี่คุณชายไม่ทราบเหรอคะเนี่ย”
“ผมทราบแค่ว่าทั้งสองคนหมั้นกันแต่ไม่ทราบเหตุผล”
“เอ๊ะ นี่เราสองคนปากโป้งหรือเปล่าคะ ที่เอาเรื่องนี้มาเล่าให้คุณชายฟัง”
“ผมไม่คิดแบบนั้นหรอกครับ ไม่ต้องกังวล ผมคิดว่าทั้งสองคนหมั้นกันเพราะความรักซะอีก”
“ความร้ง ความรักอะไรกันคะ สองคนนี้เขาถูกลุงวิทย์ ลุงสุทธิ์ และป้าทิพย์ บังคับให้หมั้นกันค่ะ ปุ้มกับพี่หนึ่งก็น้ำท่วมปาก ปฏิเสธไม่ได้ เลยต้องหมั้นกันทั้งที่พี่หนึ่งไม่ได้รักปุ้ม และปุ้มก็ไม่ได้รักพี่หนึ่ง”
“น้าไปงานหมั้นสองคนนั้นมา เขาก็จัดกันแบบส่งๆ แขกเหรื่อมีไม่กี่คน ข่าวก็ไม่ลง คนนอกครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องเลยนะคะ”
“จริงเหรอครับ”
“จริงสิคะ งานหมั้นครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ปุ้มพ้นจากคำครหาของชาวบ้าน พอข่าวซาๆ ก็คงจะถอนหมั้น มันก็เท่านั้นเองค่ะ”
ส่องแสงยุอย่างแยบยล สองแม่ลูกมองหน้ากันสาแก่ใจ ประสาทพรคิด ยังข้องใจ แต่ก็เบาใจขึ้น

วันต่อมา ประสาทพรมาหาหทัยรัตน์ที่บ้าน และเล่าเรื่องที่คุยกับส่องแสงให้ฟัง หทัยรัตน์ย้อนถาม
“คุณส่องแสงเธอพูดแบบนั้นเหรอคะ”
“ครับ แต่ผมไม่ปักใจเชื่อ ขอมาถามคุณด้วยตัวเอง ตกลงว่า คุณสองคนหมั้นกันเพราะความจำเป็นใช่หรือเปล่าครับ”
“ค่ะ ดิฉันกับคุณอนวัชไม่ได้หมั้นกันด้วยความรัก”
ประสาทพรยิ้มดีใจ มีความสุข
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถพูดคุยและติดต่อกับคุณได้เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเกรงใจเพราะกลัวว่าหนึ่งจะเข้าใจผิด”
หทัยรัตน์กำลังจะตอบ แต่เสียงอนวัชก็ดังขึ้น
“คุณชายมาถึงนานแล้วเหรอครับ”
อนวัชยืนอยู่ พยายามยิ้มเหมือนปกติ ทั้งที่ในใจร้อนรนด้วยความหึง
“อ้าวหนึ่ง ผมกำลังพูดถึงหนึ่งอยู่พอดีเลย”
“พูดถึงผมเรื่องอะไรเหรอครับ”
“เรื่องการหมั้นของคุณสองคนน่ะครับ”
อนวัชชะงัก
“ผมเพิ่งทราบเหตุผลของการหมั้นในครั้งนี้ และผมก็เพิ่งเข้าใจคำพูดของหนึ่งที่สนามบินที่พูดว่า ถ้าผมกลับมาเร็วกว่านี้ก็คงดี มันหมายความว่ายังไง”
“หมายความว่ายังไงครับ”
“ก็ถ้าตอนนั้นผมอยู่ที่นี่ ผมจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ผมยินดีที่จะหมั้นกับหทัยรัตน์แทนหนึ่ง เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้ฝืนใจที่จะต้องหมั้นกับเธอ”
ประสาทพรมองหทัยรัตน์ด้วยแววตาอ่อนโยน อนวัชสะอึก หึงมาก รีบเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
“หทัยรัตน์ ฉันซื้อเป็ดพะโล้เจ้าดังมาฝากคุณลุงคุณป้า เธอช่วยเข้าไปดูที่ครัวหน่อยว่าเด็กอุ่นได้ถูกต้องหรือเปล่า รบกวนเวลาไม่นาน คุณชายคงไม่ว่านะครับ”
“เชิญตามสบายเลยครับ ผมรอได้”
“เดี๋ยวดิฉันกลับมานะคะ”
หทัยรัตน์ชะงักคิด รู้สึกแปลกๆ แต่ก็เดินต่อไป อนวัชรอจังหวะสักพักไม่ให้ผิดสังเกตมาก จึงพูดขึ้น
“คุณชายครับ ผมขอตัวไปห้องน้ำสักครู่นะครับ”
“เชิญครับ”
อนวัชเดินตามหทัยรัตน์ออกไป หทัยรัตน์ยืนอยู่ในครัว มีถุงเป็ดวางอยู่ เธอหันซ้ายหันขวาหาหม้อมาใส่เตรียมอุ่น อนวัชเดินเข้ามา หาเรื่อง เสียงแข็ง
“เธอร้อนตัวมากนักหรือไง ถึงต้องรีบบอกคุณชายเรื่องการหมั้นของเรา”
“ดิฉันไม่ได้เป็นคนบอก แต่คงจะเป็นผู้ที่หวังดีกับคุณมั้งคะ ถึงได้บอกให้คุณชายทราบ เพราะต้องการให้คุณเป็นอิสระ”
“นี่เธออย่ามาพาลใส่ฉัน คนของฉันที่ไหน ไม่มีสักหน่อย เธอต่างหากที่ต้องการเป็นอิสระโดยหลอกใช้คุณชายเป็นเครื่องมือ”
“ฉันไม่ได้หลอกใช้ อย่ามาดูถูกกันแบบนี้”
“ฉันไม่ได้ดูถูก ฉันแค่รู้ทัน แต่ฉันจะบอกให้นะ ถึงคุณชายรู้เขาก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ เธอยังต้องเป็นคู่หมั้นของฉัน จนกว่าฉันจะพอใจและเป็นฝ่ายปล่อยเธอไป แต่ถ้าฉันไม่ต้องการปล่อย เธอจะเปลี่ยนสถานะไม่ได้”
“ก็คอยดูแล้วกัน ว่าคุณชายจะช่วยฉันได้หรือเปล่า ไหนๆ คุณก็เดินมาถึงที่นี่แล้ว อุ่นเป็ดเองก็แล้วกัน”

หทัยรัตน์กระแทกหม้อใส่เป็ดไว้ตรงหน้าอนวัช แล้วก็เดินออกไปอย่างไม่สนใจ อนวัชทั้งโกรธทั้งหึง

ตอนค่ำ ส่องแสงคุยโทรศัพท์กับประสาทพร
 
“เป็นยังไงบ้างคะคุณชาย ได้มีโอกาสคุยกับปุ้มเขาหรือยังคะ”
“คุยแล้วครับ คุณหทัยรัตน์เธอก็ตอบเหมือนกับที่คุณส่องแสงบอกผมครับ”
ส่องแสงยิ้มหน้าบานถูกใจ หันไปบอกสีสุกเบาๆ
“คุยแล้วค่ะคุณแม่ คุยแล้ว เห็นมั้ยคะส่องบอกแล้วว่าปุ้มกับพี่หนึ่งน่ะ เขาไม่ได้รักกัน ตอนนี้คุณชายก็สบายใจได้แล้วสิคะ ปุ้มเขายอมรับกับคุณชายแบบนี้แสดงว่าเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับคุณชาย”
“ครับ คุณหทัยรัตน์เธออนุญาตให้ผมติดต่อได้เหมือนเดิมครับ พรุ่งนี้คุณหทัยรัตน์เธอก็รับนัดกินข้าวกับผม”
“หะ นัดปุ้มกินข้าว ที่ไหนเหรอคะ”
ส่องแสงรีบถามด้วยความอยากรู้

ภายในร้านอาหาร สัทธากับพรรณีนั่งกินข้าวอยู่ด้วยกัน สัทธาหยิบกล่องแหวนที่เลือกไว้มากำไว้ และพูดร่ายยาวให้พรรณีฟัง
“ณี พี่มีสิ่งหนึ่งที่อยากให้ดู พี่เลือกไว้นานแล้ว ยังไม่มีโอกาสให้สักที พี่เลือกสิ่งที่สวยที่สุด เหมาะสมที่สุด และดีที่สุด ที่จะให้”
“ปุ้ม”
“ไม่ใช่ พี่จะให้ปุ้มทำไมล่ะ”
“ไม่ใช่ค่ะ ณีไม่ได้หมายความว่าพี่ปุ๊จะให้ปุ้ม แต่ณีหมายถึงนั่นค่ะ”
หทัยรัตน์เดินเข้ามาในร้านกับประสาทพร สัทธาหันไปเห็นประสาทพรกำลังเลื่อนเก้าอี้ให้หทัยรัตน์นั่ง
“นั่นมันยัยปุ้มนี่”
“ปุ้มมากับใครน่ะคะพี่ปุ๊”
“อ๋อ คุณชายประสาทพร พี่ชายของลูกศิษย์ปุ้มน่ะ”
“อ๋อ”
ประสาทพรเดินมานั่งตรงข้ามกับหทัยรัตน์
“ผมดีใจที่คุณหทัยรัตน์ยอมมาทานข้าวกับผม ผมนึกว่าคุณจะไม่ยอมมาเพราะไม่อยากให้หนึ่งเข้าใจผิด”
“คุณชายอย่าลืมสิคะ ดิฉันกับคุณอนวัชไม่ได้เป็นอะไรกัน”
“ครับ ผมจะไม่ลืม”
ประสาทพรยิ้มให้หทัยรัตน์ พรรณีหันไปที่หน้าร้านแล้วก็แปลกใจซ้ำสองสะกิดสัทธาเบาๆ
“พี่ปุ๊คะ พี่ปุ๊”
สัทธาหันมาแล้วก็ตกใจ
“เฮ้ย ฉิบหายแล้ว”
สัทธาเห็นอนวัชเดินเข้ามากับส่องแสง เขาตกใจแล้วรีบเอาเมนูปิดหน้า พรรณีงงๆ แล้วก็ทำตาม

ก่อนหน้านี้ ส่องแสงไปหาอนวัชที่เพชรลดา แล้วชวนอนวัชทานข้าว อนวัชแปลกใจ
“ส่องอยากไปรับประทานกลางวันกับพี่เหรอจ๊ะ”
“ค่ะ เราสองคนไม่ได้ไปรับประทานข้าวด้วยกันมานานมากแล้วนะคะ ตั้งแต่พี่หนึ่งหมั้นกับปุ้ม หรือว่าพี่หนึ่งไม่กล้าไปกับส่อง”
“ทำไมพี่ต้องไม่กล้าด้วยล่ะ”
“พี่หนึ่งอาจจะกลัวปุ้มเข้าใจผิด และไม่พอใจน่ะสิคะ”
“ส่องก็รู้ว่าพี่ไม่เคยกลัวใคร ถ้าพี่อยากจะไปไหนมันก็เป็นเรื่องของพี่ ส่องจะไปร้านไหน เมื่อไหร่ บอกมาได้เลย”
ส่องแสงยิ้ม เข้าทาง

อนวัชเดินเข้ามาในร้านกับส่องแสง ส่องแสงควงแขนชายหนุ่มแสดงความเป็นเจ้าของ และกวาดสายตามองหาหทัยรัตน์
“ส่องมองหาใครคะ”
“อ๋อ เปล่าค่ะ ส่องมองหาโต๊ะว่างน่ะค่ะ”
ส่องแสงเหลือบไปเห็นประสาทพรพอดี
“อุ้ย โต๊ะโน้นดีกว่าค่ะ”
ส่องแสงชี้ไปที่โต๊ะว่างข้างประสาทพร อนวัชมองตามเห็นประสาทพร ส่วนส่องแสงแกล้งทำเป็นเพิ่งเห็น
“เอ๊ะ นั่นคุณชายประสาทพรนี่คะ แหมบังเอิญจริงที่มาร้านเดียวกัน เอ๊ะ คุณชายมากับผู้หญิงอีกคนนี่นา ใครนะ”
หทัยรัตน์หันข้าง สั่งอาหารพอดี ส่องแสงแกล้งทำเป็นตกใจ
“เอ๊ะนั่น ปุ้มนี่คะพี่หนึ่ง”
อนวัชมองเพ่ง แล้วนิ่งอึ้งไป
“เอ่อ พี่หนึ่งคะ ถ้าพี่หนึ่งไม่อยากทานที่นี่ เราเปลี่ยนร้านก็ได้นะคะ”
“ไม่ต้อง พี่อยากกินที่นี่”
อนวัชกระชับมือส่องแสงแน่นและเดินเข้าไปหาประสาทพรกับหทัยรัตน์ ส่องแสงยิ้มพอใจ พรรณีกับสัทธาหน้าเจื่อน
“พี่ปุ๊ว่าบรรยากาศมันแปลกๆ หรือเปล่าคะ”
“แปลกมากด้วย”
“เราจะเข้าไปทักพวกเขามั้ยคะ”
“ไม่ดีกว่า พี่อยากจะดูต่อว่ามันจะเป็นยังไง”

สัทธาแอบดูหทัยรัตน์กับอนวัชต่อ

ประสาทพรสั่งอาหารเสร็จ เสียงอนวัชดังขึ้น
 
“สวัสดีครับคุณชาย”
หทัยรัตน์ชะงักคุ้นเสียง ประสาทพรหันมา
“อ้าวหนึ่ง”
อนวัชกับส่องแสงเดินมายืนเผชิญหน้า หทัยรัตน์ปรายตามาเห็นส่องแสง และเห็นมือส่องแสงควงที่แขนอนวัช เธอเห็นแล้วก็เมินหนี ทำทีไม่สนใจ
“สวัสดีค่ะคุณชาย สวัสดีจ้ะปุ้ม”
“สวัสดีค่ะ”
“คุณส่องแสงกับหนึ่งมารับประทานอาหารที่นี่เหมือนกันเหรอครับ”
“ครับ บังเอิญมากๆ”
“พี่หนึ่งขา ส่องว่าเราอย่ารบกวนคุณชายกับปุ้มเลยค่ะ คุณชายเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศคงจะมีหลายเรื่องคุยกับปุ้ม เราปล่อยให้เขาอยู่กันสองต่อสองดีกว่านะคะ”
“จ้ะ ผมฝากคุณชายดูแลคู่หมั้นผมด้วยนะครับ”
“ด้วยความเต็มใจครับ”
อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์อีกทีแล้วเดินไป ส่องแสงทิ้งหางตาอย่างผู้ชนะก่อนจะเดินควงอนวัชจากไป หทัยรัตน์ปรายตามองตามนิดๆ รู้สึกร้อนรุ่มในใจ หึงโดยไม่รู้ตัว สัทธาบ่นๆ
“หมั่นไส้ยัยส่องจริงๆ เชิดซะคอแทบหลุด”
พรรณีลูบแขนสัทธาเบาๆ ให้ใจเย็น

ส่องแสงกับอนวัชมานั่งโต๊ะที่ไม่ห่างกันมาก ส่องแสงเริ่มยุ
“ปุ้มเนี่ยเขาใจร้ายจริงๆ นะคะ ไม่ให้เกียรติพี่หนึ่งสักนิด จะทักสักคำก็ไม่มี สงสัยคงจะไม่อยากให้คุณชายเข้าใจผิดมั้งคะ”
อนวัชเครียด ครุ่นคิด แอบปรายตามองหทัยรัตน์ด้วยความหวง
“แต่พี่หนึ่งไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงปุ้มจะไม่สนใจพี่หนึ่ง แต่ส่องสนใจพี่หนึ่งคนเดียวเท่านั้น ส่องสั่งอาหารโปรดของพี่หนึ่งให้นะคะ ทานของอร่อยๆ จะได้อารมณ์ดี”
ส่องแสงยิ้มเอาใจ อนวัชยิ้มตอบ แต่เป็นยิ้มที่แฝงไว้ด้วยความไม่สบายใจ ส่องแสงเอาใจอนวัชตักโน่นตักนี่ให้ อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์ว่าเธอมองอยู่หรือไม่ หทัยรัตน์ปรายตามาเห็นอนวัชกับส่องแสง ก็แกล้งเอาใจประสาทพร ยิ้มแย้มแจ่มใส อนวัชไม่พอใจ แกล้งทำเป็นมีความสุขเวลาอยู่กับส่องแสงบ้าง หทัยรัตน์เห็นก็ไม่พอใจ ส่องแสงยิ้มพอใจ สัทธาส่ายหน้าเครียด

อนวัชกับส่องแสงออกจากร้านอาหารเข้ามานั่งรถรถอนวัช
“ส่องต้องขอโทษพี่หนึ่งด้วยนะคะ ที่ชวนพี่หนึ่งไปทานข้าวที่ร้านนั้น ส่องไม่รู้ว่าปุ้มเขาจะมากับคุณชาย”
“ช่างมันเถอะ พี่ไม่ได้ใส่ใจ”
“นี่พี่หนึ่งไม่รู้สึกอะไรเหรอคะ ที่เห็นคู่หมั้นตัวเองไปนั่งกินข้าวกับผู้ชายอื่น แถมยังระริกระรี้แบบนี้ ปุ้มก็เหลือเกินนะคะ หวานฉ่ำกับคุณชายไม่เกรงใจพี่หนึ่งเลย ตอนจะกลับก็ไม่ยอมแม้แต่จะมาร่ำลา คุณชายต้องเดินมาคนเดียว ส่องน่ะเคืองแทนจริงๆ ทำยังกับคนไม่รู้จักกันยังงั้นแหละ”
อนวัชคิดหนัก ส่องแสงยุซ้ำ
“ส่องว่าปุ้มเขาดูเอาอกเอาใจ แล้วก็สนใจคุณชายมากกว่าพี่หนึ่งอีกนะคะ เขาทำยังกับว่าคุณชายเป็นคู่หมั้นของเขาไม่ใช่พี่หนึ่ง”
อนวัชหน้าบึ้ง นิ่งเงียบ ส่องแสงยิ้มพอใจ

พรรณีกับสัทธาเดินออกมาจากร้านอาหาร
“ดีนะคะที่ 4 คนนั้นไม่เห็นเรา ไม่อย่างนั้น เราคงทำหน้าไม่ถูก อ้อ แล้วก่อนหน้านี้พี่ปุ๊พูดอะไรค้างไว้นะคะ ณีก็มัวแต่ห่วงเรื่องชาวบ้าน ลืมเรื่องตัวเองไปเลย พี่ปุ๊จะพูดอะไรกับณีหรือเปล่าคะ”
“เอ่อ คือ ไม่เป็นไรจ้ะ บรรยากาศตอนนี้มันไม่ชวนคุยแล้ว”
“ต้องพิถีพิถันขนาดนั้นเลยเหรอคะ”
“ใช่ เรื่องสำคัญต้องพูดในวัน และ เวลา และ สถานที่ที่เหมาะสม เอาไว้คราวหน้านะ”
“ได้เลยค่ะ ณีจะรอ ณีกลับก่อนนะคะ แล้วเจอกันใหม่นะคะพี่ปุ๊”
“ครับ นอนหลับฝันดีนะณี อย่าลืมฝันถึงพี่นะ”
พรรณีหัวเราะ แล้วก็ยิ้มแทนคำตอบ แล้วเดินจากไป สัทธามองตามตาละห้อย ค่อยๆ ล้วงกล่องแหวนออกมาดูด้วยความเสียดาย

ตอนค่ำ ประสาทพรส่งหทัยรัตน์ที่เดือนประดับแล้วขับรถออกไป หทัยรัตน์ยืนส่งจนรถประสาทพรลับตา หันหลังจะเดินเข้าบ้านก็ต้องตกใจที่เห็นอนวัชยืนอยู่
“คุณ”
“เธอกำลังทำอะไรน่ะหทัยรัตน์”
“ดิฉันไม่ได้ทำอะไรนี่คะ ก็แค่ไปทานข้าวกับคุณชาย เหมือนกับที่คุณก็ไปทานข้าวกับคุณส่องแสง”
“เธอไม่ต้องมาตีฝีปากกับฉัน เธอคิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะยอมปล่อยเธองั้นเหรอ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกนะ เธอเป็นของฉัน ฉันไม่ปล่อยเธอไปเป็นของคนอื่น”
“คุณเลิกพูดแสดงความเป็นเจ้าของฉันได้แล้ว คุณจะพูดแบบนี้ทำไมในเมื่อคุณก็รู้ว่าทุกอย่างมันเป็นเพียงการเล่นละครเท่านั้น”
“ถึงแม้จะเป็นเพียงละครแต่มันยังไม่จบ ฉันก็ไม่ปล่อย ยังไงๆ เธอก็ต้องแต่งงานกับฉันเท่านั้น”
“แค่หมั้นกันก็มากเกินไปแล้ว ฉันไม่มีวันแต่งงานกับคุณ ฉันจะไม่แต่งงานกับคนที่ฉันไม่ได้รัก”
อนวัชทนไม่ได้ จับแขนทั้งสองข้างและจับตัวหทัยรัตน์ไว้
“เธอไม่ได้รักฉันงั้นเหรอ”
“ใช่ ฉันไม่รักคุณ”
“แล้วเธอรักใคร บอกมาสิ เธอไม่ได้รักฉันแล้วเธอรักใคร”
หทัยรัตน์หวั่นไหว ตอบไปไม่ตรงกับใจ
“ฉันรักใครก็ได้ ที่ไม่ใช่คุณ”
อนวัชสุดทนดึงหทัยรัตน์มาจูบ หญิงสาวตกใจรีบผลักออก อนวัชยิ้มพอใจ หทัยรัตน์โกรธ
“โกรธเหรอ คราวนี้จะร้องไห้แล้ววิ่งหนีขึ้นบ้านหรือจะตบฉันดีล่ะ”
“ฉันไม่ตบคุณให้เปลืองแรงฉันหรอก และฉันจะไม่มีวันเสียน้ำตาแม้แต่หยดเดียวให้กับผู้ชายป่าเถื่อนอย่างคุณ คุณก็ดีแต่ใช้กำลังบังคับและดูถูกฉัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้จากฉัน ถือซะว่าเป็นเวรกรรมที่ฉันต้องชดใช้ เราหมดเวรหมดกรรมกันเมื่อไหร่ ก็อย่าหวังเลยว่าเราจะได้เจอกันอีก”
อนวัชอึ้งไป
“คุณอาจจะได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ แต่จำไว้นะว่าคุณไม่มีวันได้หัวใจของฉัน”

หทัยรัตน์เดินขึ้นบ้านไป อนวัชนิ่งอึ้ง รู้สึกโหวงเหวงในใจ

หทัยรัตน์เข้ามาในบ้าน เจอสุดาพอดี
 
“ปุ้ม พี่หนึ่งมาหาแน่ะ เจอกันหรือยัง”
“เจอแล้วค่ะ คุยกันแล้ว แล้วก็กลับไปแล้วค่ะ”
“อ้าว เห็นพี่หนึ่งมาก่อนปุ้มกลับมาแป๊บเดียวเอง ทำไมกลับไวจัง”
“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ปุ้มขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์เดินไปเลย สุดางงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น

คืนนั้น สัทธากลับมาบ้าน เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านอาหารให้สุดาฟัง
“พี่หนึ่งไปกับพี่ส่อง แล้วปุ้มไปกับคุณชายเหรอคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ นี่ยังไม่พอนะ ยัยปุ้มทำตัวหวานแหววกับคุณชาย แล้วไอ้หนึ่งก็ทำจี๋จ๋ากับยัยส่อง นี่ถ้าคนอื่นเห็นคงมีเรื่องนินทากันอีกเรื่อง”
“เฮ่อ แป้นนึกว่าหมั้นกันแล้วสถานการณ์จะดีขึ้นซะอีก นี่กลายเป็นว่าแย่ลงนะคะเนี่ย”
“เรื่องนี้ยัยส่องต้องเป็นมือที่สามเข้ามาแน่ๆ เพราะดูหน้าตาสดชื่นรื่นเริงเหลือเกิน แถมยังทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของไอ้หนึ่งจนน่าเกลียด”
“ถึงว่า ปุ้มกลับเข้ามาอารมณ์ไม่ค่อยดี มาถึงก็เก็บตัวไม่ยอมลงมากินข้าวเย็น เฮ่อ แล้วเนี่ยไม่รู้ว่าพี่หนึ่งจะเป็นยังไงบ้าง”
สุดาเป็นห่วงอนวัช

อนวัชนั่งคิดมากอยู่คนเดียว ภาพหทัยรัตน์กับประสาทพรแว่บเข้ามา เด็กรับใช้ยกถาดเหล้ามา ยังไม่ทันวางดี อนวัชคว้ามารินใส่แก้วแล้วยกดื่มรวดเดียวหมด เด็กรับใช้ตกใจนิดๆ และรีบเดินออกไป อนวัชดื่มต่อด้วยความกลุ้มใจ ยิ่งคิดยิ่งดื่มหนัก

ส่องแสงเดินมาที่ห้องรับแขก ฮัมเพลงอารมณ์ดีผิดปกติ จนสีสุกสังเกตเห็น
“ทำไมวันนี้ลูกแม่อารมณ์ดีจัง”
“อารมณ์ดี รับข่าวดีค่ะ”
“ข่าวดีอะไรเหรอลูก”
“ก็ข่าวดี พี่หนึ่งถอนหมั้นนังปุ้มน่ะสิคะ”
“หา ถอนหมั้น จริงเหรอลูก”
“วันนี้ยังไม่จริง แต่อีกไม่นาน จริงแน่นอนค่ะแม่ เจอไปขนาดนั้น ไม่ถอนหมั้นก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ส่องล่ะสะใจจริงๆ”
ส่องแสงยิ้มอย่างมีหวัง

ตอนเช้า อนวัชนั่งหลับอยู่ที่ระเบียง พิมพ์เดินมาเห็นตกใจ
“คุณหนึ่ง คุณหนึ่ง”
อนวัชไม่รู้สึกตัว พิมพ์เข้ามาจับตัว แล้วสะดุ้ง
“ตัวร้อนมากเลย คุณหนึ่งคะ คุณหนึ่ง”
อนวัชสะลึมสะลือ พิมพ์พาเข้ามาในห้องนอน เอาน้ำให้ดื่ม อนวัชดื่มไปนิดแล้วก็ไอ
“เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย ทำไมถึงได้ดื่มหนักแบบนี้ เฮ่อ มีไข้ด้วย ตัวร้อนจนจะทอดไข่ได้อยู่แล้ว แม่พิมพ์ให้คุณหมอประสงค์มาดูอาการให้นะคะ”
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องเรียกหมอมา คุณหนึ่งไม่เป็นอะไรมาก”
“ตัวร้อนยังกะไฟแล้วยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีก ถ้าไม่ยอมให้ตามหมอ พิมพ์เอายาลดไข้ให้นะคะ”
“คุณหนึ่งไม่กินยา คุณหนึ่งจะนอน”
อนวัชหลับไปเลย พิมพ์ถอนใจ
“เฮ่อ ดื้อเป็นเด็กๆ ไปได้ ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”
เวลาผ่านไป อนวัชนอนกระสับกระส่าย เหงื่อออก ตัวร้อนด้วยพิษไข้ จากกลางวันไปกลางคืน เขายังนอนซมเช่นเดิม พิมพ์ยกถาดอาหารและยาเข้ามา พบว่าอนวัชยังไม่กินอาหารและยาของเมื่อกลางวันเลย พิมพ์วางถาดใหม่ลง คิดว่าจะทำอย่างไรดี

หทัยรัตน์ใส่ชุดลำลอง เป็นชุดอยู่บ้านสบายๆ นั่งปักผ้าอยู่ สัทธากับสุดายืนอยู่หน้าห้องนั่งเล่น พยักเพยิด วางแผนกัน แล้วก็เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ทำเป็นพูดเปรยๆ
“สองสามวันมานี้ พี่ปุ๊เจอพี่หนึ่งบ้างหรือเปล่าคะเนี่ย อยู่ๆ ก็หายไปเลยนะคะ”
หทัยรัตน์ชะงัก ฟังแล้วทำเป็นไม่สนใจ ปักผ้าต่อ
“ไม่เจอเลย นี่พี่โทรศัพท์ไปที่ทำงาน เขาบอกว่ามันไม่มาทำงานสองสามวันแล้วนะ ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรหรือเปล่า”
สัทธาพยักเพยิดกับสุดา สุดาทำเป็นหันมาถามหทัยรัตน์
“เออ แล้วปุ้มล่ะจ๊ะ เจอพี่หนึ่งบ้างมั้ย”
“ไม่เจอค่ะ”
“แล้วเราน่ะไปทะเลาะอะไรกับไอ้หนึ่งหรือเปล่า”
“เปล่านี่คะ”
“เอ๊ะแล้วทำไมพี่หนึ่งไม่มาเดือนประดับเลยนะ เมื่อก่อนต้องมาทุกวัน ถ้าไม่มาก็ต้องโทรศัพท์มา แต่นี่อยู่ๆ ก็หายไปเลย”

“ถ้าพี่แป้นอยากรู้ก็ลองไปถามคุณส่องแสงดูสิคะ เธออาจจะรู้ก็ได้”

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 9 (ต่อ)

หทัยรัตน์กระแนะกระแหนส่องแสง สุดากับสัทธามองหน้ากัน ยิ้มๆ
 
“เอ๊ะ ปุ้มนี่พูดแปลกๆ นะ พูดยังกับว่าหึงไอ้หนึ่ง”
“เปล่านะคะ ปุ้มไม่ได้หึงสักหน่อย ปุ้มจะหึงเขาทำไม”
สุดากับสัทธาแอบยิ้มให้กัน ไม่เชื่อ แหววเดินเข้ามาหาอย่างตื่นเต้น
“คุณปุ้มคะ โทรศัพท์จากคุณพิมพ์ที่เพชรลดาค่ะ คุณพิมพ์บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ค่ะ”
หทัยรัตน์ไปรับโทรศัพท์ด้วยความแปลกใจ พิมพ์คุยโทรศัพท์ด้วยความกังวล
“ตอนนี้คุณหนึ่งป่วยหนักค่ะ”
หทัยรัตน์ตกใจ สุดากับสัทธาฟังอยู่ข้างๆ
“นอนซมมา 2 วันแล้วค่ะ ป้าพิมพ์จะขอความกรุณาคุณปุ้มมาดูคุณหนึ่งได้มั้ยคะ”
หทัยรัตน์ฟังแล้วกระวนกระวายใจอยู่ลึกๆ
“เอ่อ ปุ้มขออนุญาตคุณป้าก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์ร้อนใจ แต่พยายามไม่แสดงออก เมื่อทิพย์รู้เรื่องก็ร้อนใจมาก
“ไปเลย ไม่ต้องขออนุญาตป้า หนึ่งกับปุ้มเป็นคู่หมั้นกัน ไม่ใช่คนอื่นไกลกันสักหน่อย”
หทัยรัตน์พยายามทำเป็นไม่ร้อนใจ ทั้งที่แอบเป็นห่วงมาก สัทธารีบสนับสนุน
“ใช่ รีบไปเลย ช้าไปกว่านี้เดี๋ยวไอ้หนึ่งมันจะตายไปซะก่อน”
หทัยรัตน์แอบใจเสีย แต่ยังนิ่งๆ
“พี่ปุ๊ก็พูดเกินไปค่ะ ถ้าอาการหนักขนาดนั้น คุณลุงวิทย์คงไม่ปล่อยให้นอนอยู่บ้าน ป่านนี้คงไปอยู่โรงพยาบาล หรือตามหมอมาแล้ว”
“ป้ารู้มาว่าพี่วิทย์ไปราชการต่างจังหวัด กลับพรุ่งนี้ ตอนนี้ที่บ้านโน้นคงไม่เหลือใคร มีแต่แม่พิมพ์”
“นั่นสิคะ แม่พิมพ์คงไม่รู้ว่าจะทำยังไง ถึงได้โทรศัพท์มาบอกปุ้ม คิดๆ แล้วก็ยิ่งเป็นห่วงพี่หนึ่งนะคะ ไม่รู้ว่าอาการเป็นยังไงบ้าง”
หทัยรัตน์ใจคอไม่ค่อยดี เป็นห่วง แต่ปากยังปิดเงียบ
“อ้าว ปุ้ม แล้วมานั่งทำอะไรอยู่อีก ไม่รีบไปดูไอ้หนึ่ง”
“เอ่อ”
“ไม่ต้องมาเอ่อ มาอ้อ กระบิดกระบวนร่ำไร รีบไปสิ แล้วโทรศัพท์กลับมาบอกป้าด้วยว่าอาการพ่อหนึ่งเป็นยังไงบ้าง”
“ค่ะ งั้นปุ้มไปนะคะ”
“รีบไปเลย”
สุดากับสัทธาพูดพร้อมกัน หทัยรัตน์รีบลุกขึ้น จะเดินไปเลย สุดาทักขึ้น
“ปุ้มเดี๋ยวก่อน”
“คะ”
“จะไปชุดนี้จริงๆ เหรอ พี่ว่าเปลี่ยนชุดหน่อยดีมั้ย”
“อ้อ ค่ะๆ ปุ้มไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์รีบเดินขึ้นบ้านไป สัทธาพูดไล่หลัง
“พี่จะให้รถมารอที่หน้าบ้านนะ”
“ค่ะ”
หทัยรัตน์รีบเดินขึ้นไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนชุด สุดากับสัทธามองหน้ากัน
“น้องสาวเธอ มาดเยอะจริงๆ เป็นห่วงแต่ก็ไม่ยอมแสดงออก”
“เรานี่ก็จับผิดน้อง”
“แต่แป้นก็เห็นด้วยนะคะคุณแม่”
“อ้าว เราก็เป็นไปกับเขาด้วย”
สามแม่ลูกหัวเราะกันเบาๆ กับพฤติกรรมของหทัยรัตน์

หทัยรัตน์มาที่เพชรลดา พิมพ์ออกมารับ
“ใช่ค่ะ ถ้าไม่เป็นหนัก พิมพ์ไม่โทรศัพท์ไปกวน ขอบคุณคุณปุ้มมากนะคะที่แวะมา คุณหนึ่ง
นอนซมอยู่ที่ห้องน่ะค่ะ”
“มีหมอมาตรวจหรือยังคะ”
“ยังเลยค่ะ คุณหนึ่งไม่ยอมให้เรียกหมอ บอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่มึนศีรษะ เฮ้อ เรื่องดื้อเนี่ยต้องยกให้เลยค่ะ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่เปลี่ยนเล้ย อะไรว่าไม่ ก็ต้องไม่ แต่อะไรที่อยากได้ ก็ต้องได้”
“เรื่องนี้ปุ้มทราบดีค่ะ แล้วคุณลุงว่ายังไงล่ะค่ะ คุณอนวัชน่าจะเชื่อฟังคุณลุงบ้าง”
“ถ้าคุณท่านทราบก็คงจะไม่มีปัญหา แต่คุณหนึ่งเธอไม่ให้บอกค่ะ แล้วถ้าป้าแอบบอก บ้านแตกแน่ๆ แต่ถ้าเป็นคุณปุ้ม รับรองว่าบ้านไม่แตกค่ะ”
“ทำไมป้าคิดแบบนั้นคะ”
“ก็คุณหนึ่งน่ะ ยอมคุณปุ้มอยู่คนเดียวน่ะสิคะ”
“ป้าพิมพ์เข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ มันไม่จริงหรอกค่ะ”
“ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิคะ”

พิมพ์ยิ้มเจ้าเล่ห์

อนวัชนอนหลับอยู่บนเตียง หทัยรัตน์เดินเข้ามากับพิมพ์ ยืนอยู่ห่างๆ ปรึกษากันเสียงเบาๆ
 
“ถ้าจะกำลังหลับอยู่ค่ะ”
“งั้นปุ้มลงไปรอข้างล่างนะคะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณปุ้มนั่งรออยู่ในห้องนี้ดีกว่าค่ะ คุณหนึ่งเธอหลับไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ตื่น”
พิมพ์จูงมือหทัยรัตน์มานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ อนวัช
“นั่งตรงนี้นะคะ นี่ค่ะ มีหนังสืออ่านแก้เหงา เดี๋ยวป้าจะลงไปโทรศัพท์หาคุณหมอประสงค์ก่อนนะคะ แล้วจะรีบขึ้นมาคุยเป็นเพื่อน”
พิมพ์ยิ้มให้

หทัยรัตน์นั่งที่เก้าอี้ข้างอนวัช มองรอบๆ ห้องอย่างขัดเขิน และค่อยๆ หันมามองชายหนุ่ม อนวัชนอนสงบอยู่บนเตียง ใบหน้าตอนหลับดูไม่มีพิษมีภัย ใบหน้าคมสันได้รูป ทำให้หทัยรัตน์เขิน
ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เบนสายตาหนี พยายามทำใจแข็งไม่สนใจ เธอเหลือบไปเห็นแดดไล่มาที่เตียงเกือบจะถึงตัวอนวัช ก็ลุกขึ้นไปปิดม่านลง และหันหลังกลับมา สะดุ้งสุดตัว เพราะอนวัชนั่งอยู่
“อุ้ย”
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง”
“นั่งรถมาค่ะ”
“อย่ามายวน ฉันถามดีๆ”
“ฉันทราบว่าคุณไม่สบาย เลยแวะมาดูอาการ”
“ใครบังคับให้เธอมาล่ะ คุณพ่อ คุณอาทิพย์ หรือว่า คุณอาสุทธิ์”
“ไม่ใช่ค่ะ”
อนวัชแปลกใจ แอบคิดอย่างมีหวัง
“ป้าพิมพ์เป็นคนโทรศัพท์ไปตามดิฉันค่ะ”
อนวัชหัวเราะเศร้าๆ
“ถึงจะทายไม่ถูก แต่ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะอย่างน้อยฉันก็รู้ว่าเธอไม่มีวันจะมาเยี่ยมฉันเพราะความตั้งใจของเธอเองเป็นอันขาด”
อนวัชตัดพ้อด้วยความน้อยใจ
“แล้ววันนี้เธอไม่มีนัดกับคุณชายหรือไง”
“จะมีหรือไม่มีก็ไม่ใช่ธุระของคนป่วย”
อนวัชอ้าปากจะเถียง เสียงพิมพ์ดังขึ้นเป็นระฆังช่วยชีวิต
“อ้าวคุณหนึ่ง ตื่นแล้วเหรอคะ อีกครึ่งชั่วโมงคุณหมอประสงค์จะมาถึงเพชรลดาค่ะ”
“หมอประสงค์มาที่นี่ทำไมแม่พิมพ์ ฉันบอกแล้วว่าไม่ต้อง ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย”
“เอ่อ”
พิมพ์มองหทัยรัตน์ขอความช่วยเหลือ
“ดิฉันบอกให้แม่พิมพ์โทรศัพท์เรียกหมอเอง พอคุณหมอมาแล้ว คุณจะเป็นหรือไม่เป็นอะไรเดี๋ยวหมอประสงค์จะเป็นคนบอกเอง”
อนวัชมองหทัยรัตน์ พิมพ์ลุ้น

เวลาต่อมา ประสงค์มาตรวจอาการอนวัช
“อาการก็ไม่มีอะไรมากนะครับ มีไข้เล็กน้อย แล้วก็มีอาการเครียดนิดหน่อย ผมจะจ่ายยาลดไข้และยาคลายเครียดไว้ให้นะครับ ทานสัก 2-3 วัน ก็น่าจะหาย แต่คุณอนวัชต้องพักผ่อนและอย่าคิดมากนะครับ”
พิมพ์แอบซุบซิบกับหทัยรัตน์
“เห็นมั้ยคะ พอบอกว่าคุณปุ้มเป็นคนให้ตามหมอ คุณหนึ่งก็ยอม ป้าบอกแล้วว่าคุณหนึ่งยอมคุณปุ้มอยู่คนเดียว”
หทัยรัตน์ชะงัก แอบตื่นเต้น ประสงค์เก็บอุปกรณ์ไปพูดไป
“ช่วงนี้งานยุ่งเหรอครับ ถึงได้เครียดแบบนี้”
“เอ่อ ครับ”
พิมพ์รู้ทันว่าอนวัชโกหก ประสงค์หันมาทางพิมพ์
“ป้าพิมพ์ครับ ถ้ามีอะไรก็โทร.เรียกผมได้ตลอดนะครับ นี่ครับยา”
“ค่ะ ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ”
“ผมไปก่อนนะครับ”
อนวัชยิ้มส่งเพลียๆ ประสงค์เดินออกไป
“อีฉันไปส่งค่ะคุณหมอ”
พิมพ์เดินตามออกไป ในห้องเหลือกันอยู่สองคน หทัยรัตน์หันไปหยิบยา
“รับประทานยานะคะ”
หทัยรัตน์ถือแก้วน้ำไว้และส่งยาให้ อนวัชไม่รับและมองหน้าหญิงสาวด้วยแววตาที่อ่อนล้าจากพิษไข้
“ฉันไม่เข้าใจ ทำไมเธอต้องทำเหมือนเป็นห่วงฉัน ทั้งที่เธอเกลียดฉัน”
“จำไม่ได้เหรอคะ คุณหมอบอกไม่ให้คุณคิดมาก ห้ามเครียด รับประทานยาแล้วพักผ่อนเถอะค่ะ”
“เธอยังไม่ตอบเลย เธอตอบแล้วฉันจะกินยา”
หทัยรัตน์วางยาลงที่โต๊ะหัวเตียง ตอบน้ำเสียงนิ่งๆ
“ดิฉันไม่ได้เป็นห่วงคุณ แต่ดิฉันทำเพราะป้าพิมพ์บอกให้ทำ”
อนวัชแอบใจหายที่หทัยรัตน์ไม่ได้ห่วง แต่ฝืนถาม
“แม่พิมพ์บอกให้ทำอะไร”
“ถ้าคุณอยากรู้ก็ถามป้าพิมพ์เอาเองนะคะ ดิฉันวางยาไว้ตรงนี้ ถ้าคุณอยากจะทานเมื่อไหร่ก็ตามใจคุณ ตอนนี้หมดหน้าที่ของดิฉันแล้ว ดิฉันคงจะต้องขอตัว”
“หทัยรัตน์ เธอมาดูอาการฉันแค่นี้เองเหรอ”
“ค่ะ”

หทัยรัตน์ทำใจแข็ง เดินออกไปเลย อนวัชอยากจะเรียกไว้ แต่ก็ไม่ทำ ได้แต่นั่งเศร้า

ประสาทพรนั่งคุยกับสุดาที่ห้องรับแขกเดือนประดับ
 
“หทัยรัตน์ไปเยี่ยมหนึ่งเหรอครับ”
“ค่ะ ป้าพิมพ์โทรศัพท์มาบอกว่าพี่หนึ่งป่วยหนัก อยากให้ปุ้มช่วยไปดูหน่อย”
“ไปนานหรือยังครับ”
“สักพักแล้วค่ะ”
“เฮ้อ ถ้าผมป่วยบ้าง ไม่รู้หทัยรัตน์จะไปดูแลอย่างนี้บ้างหรือเปล่า”
“คุณชายอย่าพูดเปรียบเทียบแบบนี้สิคะ ถ้าคนอื่นมาได้ยินจะไม่งาม เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน สองคนนั้นเขาอยู่ในฐานะคู่หมั้น ถ้าปุ้มไม่ไปดูแลพี่หนึ่งก็จะถูกคนเขาครหา แป้นต้องขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ แต่ที่พูดเพราะไม่อยากให้คุณชายต้องเสียหาย ถ้าคำพูดนี้ไปเข้าหูพวกชอบนินทาจะกลายเป็นอาหารปากไปซะ”
“ขอบคุณมากครับที่พูดตรงๆ ผมอาจจะห่างสังคมไทยไปนาน หลงลืมไปบ้าง มีคุณเตือนก็ดี จะได้คอยระวัง”
“เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ดิฉันนึกว่าคุณชายจะโกรธเสียอีก ขอบคุณนะคะที่เข้าใจ”
“ผมจะโกรธคุณได้ยังไง ในเมื่อสิ่งที่คุณเตือนคือความหวังดี คุณสุดาทำหน้าที่ได้สมกับเป็นผู้ช่วยพิเศษจริงๆ ช่วยผมได้ทุกเรื่องจริงๆ”
สุดายิ้มรับ
“เฮ้อ ถ้าหทัยรัตน์เข้าใจและเห็นใจผมแบบนี้บ้างก็คงดี”
ประสาทพรรำพึงออกมาแบบซื่อๆ สุดาฟังแล้วชะงักนิดๆ รู้สึกเศร้าแปลกๆ

พิมพ์นั่งจ๋อยอยู่ในห้องอนวัช อนวัชเริ่มต้นซัก
“แม่พิมพ์บอกหทัยรัตน์ให้ทำอะไร”
“ก็คุณหนึ่งดื้อไม่ยอมให้หมอมาตรวจ แล้วก็ไม่ยอมทานยา แม่พิมพ์เลยให้คุณปุ้มเธอมาปราบพยศคุณหนึ่ง”
“ทำไมต้องเป็นเขา”
“ก็ คุณหนึ่งไม่ยอมใคร นอกจากคุณปุ้มนี่คะ”
อนวัชอึ้ง เขินๆ
“ทำไมแม่พิมพ์คิดแบบนั้น แม่พิมพ์ก็รู้ว่าคุณหนึ่งไม่มีวันยอมใคร”
“แล้วทำไมเมื่อกี๊ถึงยอมให้คุณหมอประสงค์ตรวจแล้วก็ยอมรับประทานยาแต่โดยดีล่ะคะ ไม่เห็นต่อว่าโวยวายคุณปุ้มเธอสักคำ แบบนี้ไม่เรียกว่ายอม แล้วเรียกว่าอะไรคะ”
พิมพ์ได้ทีใส่เป็นชุด ตบท้ายด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม อนวัชอึ้งไป เถียงไม่ออก
“ไม่เถียงก็แปลว่ายอมรับใช่มั้ยคะ”
“เอาล่ะ แม่พิมพ์ออกไปได้แล้ว คุณหนึ่งจะพักผ่อน”
“เจ้าค่ะ”
พิมพ์ยิ้มแล้วก็เดินออกไป อนวัชนั่งนิ่งอึ้งอยู่บนเตียง ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี

ตอนค่ำ สุดากับทิพย์ คุยกับหทัยรัตน์อยู่ในห้องรับแขก
“หนึ่งอาการเป็นยังไงบ้าง”
“หมอประสงค์บอกว่าเป็นไข้หวัด ให้ทานยาแล้วก็พักผ่อนมากๆ เดี๋ยวก็หายค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้ปุ้มก็ไปดูอาการหนึ่งเขาอีกวันแล้วกัน”
“เอ่อ”
“ดีค่ะ แป้นจะได้ตุ๋นซุปเยื่อไผ่ไปให้พี่หนึ่งด้วย”
“งั้นพรุ่งนี้ปุ้มก็ไปแต่เช้าเลยแล้วกัน หนึ่งจะได้ทานซุปร้อนๆ”
สุดากับทิพย์เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย หทัยรัตน์เถียงไม่ออก
“เอ่อ ค่ะ”

เช้าวันต่อมา เสียงส่องแสงดังออกมาจากในห้องอนวัช
“พี่หนึ่งขา ส่องขอโทษนะคะที่เพิ่งมาเยี่ยม เพราะส่องเพิ่งจะรู้ข่าวเมื่อเช้านี้เอง นี่ถ้าส่องไม่โทรศัพท์มา เด็กที่บ้านไม่บอก ส่องก็คงไม่ทราบ แล้วนี่พี่หนึ่งเป็นอะไรมากหรือเปล่าคะ”
“พี่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกจ้ะ แค่เป็นไข้นิดหน่อย”
“นิดหน่อยอะไรคะ ดูสิ หน้าซีดไปตั้งเยอะ แล้วพี่หนึ่งป่วยแบบนี้ไม่มีใครมาอยู่ดูแลเหรอคะ แม่คู่หมั้นของพี่หนึ่งล่ะคะ ทำไมไม่มาดูแล หรือมัวแต่ควงผู้ชายอื่นเพลินจนไม่มีเวลาสนใจคู่หมั้นที่นอนป่วยอยู่ที่นี่”
อนวัชนิ่งวูบไป ส่องแสงทำเป็นรู้สึกผิด
“อุ้ย ขอโทษนะคะที่ส่องพูดให้พี่หนึ่งไม่สบายใจ แต่ส่องน้อยใจแทนพี่หนึ่งนะคะ”
อนวัชเศร้า หมดแรงตอบโต้ ส่องแสงยิ้มพอใจ

หทัยรัตน์เดินเข้ามาในครัวของเพชรลดา พร้อมกับปิ่นโตเล็กๆ ที่ใส่ซุปเยื่อไผ่ของสุดา
“สวัสดีค่ะป้าพิมพ์”
“อ้าว คุณปุ้ม มาแต่เช้าเลยนะคะ ถ้าคุณหนึ่งรู้คงจะดีใจจนหายป่วยแน่ๆ ค่ะ”
“พี่แป้นฝากน้ำซุปมาให้คุณอนวัชน่ะค่ะ”
“เดี๋ยวป้าจัดการให้เองค่ะ คุณปุ้มขึ้นไปหาคุณหนึ่งก่อนนะคะ ป้าเพิ่งให้เด็กยกโจ๊กขึ้นไป ป้ารบกวนคุณปุ้มบอกคุณหนึ่งด้วยว่าซุปของคุณแป้นจะรีบตามขึ้นไป อย่าเพิ่งอิ่มซะก่อนนะคะ”
“เอ่อ”
หทัยรัตน์ไม่ค่อยอยากไป พิมพ์รีบดันหลัง
“ไปเถอะค่ะ เดี๋ยวคุณหนึ่งจะอิ่มโจ๊กซะก่อน ไปค่ะ เดี๋ยวป้าตามไปนะคะ”

หทัยรัตน์จำใจต้องไป พิมพ์ยิ้มมีความสุข

จวงยกโจ๊กเข้ามาในห้องนอนอนวัช ส่องแสงเห็นแล้วเสนอตัวทันที
 
“เอาโจ๊กมานี่มา เดี๋ยวฉันป้อนให้พี่หนึ่งเอง”
“ไม่ต้องหรอก พี่ทานเองได้”
“อุ้ย ไม่เป็นไรค่ะ ไม่ต้องเกรงใจนะคะ พี่หนึ่งนอนพักให้สบายเถอะค่ะ เดี๋ยวส่องป้อนให้เองนะคะ เอามานี่มา”
จวงส่งถาดอาหารให้ส่องแสง และเดินออกไป ส่องแสงป้อนโจ๊กให้อนวัชหน้าบาน

หทัยรัตน์เดินขึ้นมาถึงหน้าห้องนอนอนวัช แล้วชะงัก เห็นส่องแสงป้อนอาหารให้ชายหนุ่ม
“พี่หนึ่งรับประทานให้หมดนะคะ ถ้าหมด ส่องจะมีรางวัลให้”
“ส่องเห็นพี่หนึ่งเป็นเด็กเหรอครับ ถึงได้เอารางวัลมาหลอกล่อแบบนี้”
“ไม่ใช่นะคะ ส่องแค่เป็นห่วงอยากให้พี่หนึ่งรับประทานให้หมดจะได้หายเร็วๆ ไงคะ.แล้วส่องก็ไม่ได้หลอกนะคะ ถ้าพี่หนึ่งรับประทานหมด ส่องมีรางวัลให้จริงๆ นะ”
“งั้นพี่จะเป็นเด็กดี รับประทานให้หมด จะได้รู้ว่ารางวัลเป็นอะไร”
“ดีค่ะ อ้าคำโตนะคะ”
ส่องแสงหัวเราะคิกคัก หทัยรัตน์อึ้งไป ใจเต้นแรงผิดปกติ หน้าร้อนผ่าว รีบเบือนหน้าหนีและเดินออกไปอย่างเร็วที่สุด พิมพ์ยกถ้วยซุปมา หทัยรัตน์เดินสวนไปอย่างเร็ว
“อ้าวคุณปุ้ม จะไปไหนคะ”
“ปุ้ม เพิ่งนึกได้ว่ามีธุระสำคัญน่ะค่ะ ต้องรีบไป ปุ้มขอตัวก่อนนะคะ”
“อ้าว แต่ซุปนี่”
หทัยรัตน์ไม่สนใจ เดินจ้ำอ้าวออกไป พิมพ์มองตามงงๆ

โจ๊กในชามที่ส่องแสงป้อนเหลือนิดหน่อย
“พี่หนึ่งเก่งจัง อีกนิดหนึ่งก็หมดแล้วค่ะ”
พิมพ์เดินเข้ามา เห็นส่องแสงป้อนโจ๊กให้อนวัช ก็ชักสีหน้า พอจะเข้าใจหทัยรัตน์
“อะแฮ่ม คุณหนึ่งคะ คุณแป้นฝากซุปเยื่อไผ่มาให้คุณหนึ่งค่ะ ไม่ทราบว่าจะรับประทานเลยหรือเปล่าคะ หรืออิ่มโจ๊กไปแล้ว”
“แป้นฝากมาเหรอ แล้วฝากมากับใครล่ะ”
“ก็คู่หมั้นของคุณหนึ่งไงคะ”
“ปุ้มมาเหรอ”
ส่องแสงหันขวับมาทางอนวัชทันทีด้วยความไม่พอใจ
“แล้วอยู่ไหน”
“กลับไปแล้วค่ะ สงสัยคุณปุ้มจะเห็นว่าคุณหนึ่งมีคนดูแลแล้ว ถึงได้รีบกลับไปแบบนี้”
ส่องแสงยิ้มพอใจ แต่แกล้งบีบเสียงเล็กเสียงน้อย
“แหมที่จริงปุ้มไม่น่าคิดมากเลยนะคะ ส่องมาดูแลพี่หนึ่งในฐานะน้องสาวเท่านั้นเอง ทีตัวเองควงกับผู้ชายอื่นไปดูหนัง ฟังเพลง พี่หนึ่งยังไม่เห็นว่าสักคำ”
“ก็เพราะคุณหนึ่งทราบว่าคุณปุ้มไปด้วยความบริสุทธิ์ใจน่ะสิคะ ถึงได้ไม่ว่า แต่กับผู้หญิงบางคนที่ไม่น่าไว้ใจ มาเกาะแกะพัวพันกับคุณหนึ่ง คุณปุ้มก็น่าคิดมากไม่ใช่เหรอคะ”
ส่องแสงชักสีหน้า มองพิมพ์ด้วยความไม่พอใจ
“เธอหมายถึงใคร”
“แม่พิมพ์จ๊ะ เอาซุปมาให้คุณหนึ่ง เดี๋ยวคุณหนึ่งจะกินเลย ส่องไม่ต้องป้อนพี่แล้วล่ะจ้ะ พี่กินเองได้”
ส่องแสงวางถ้วยโจ๊กด้วยความไม่พอใจ และปรายตามองพิมพ์ด้วยความหมั่นไส้ พิมพ์เชิดใส่ไม่สนใจ

พรรณีนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น นวลเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยความร้อนใจ
“แม่ณีรู้เรื่องที่คุณอนวัชเขาหมั้นกับนังปุ้มรึเปล่า เพื่อนแม่เขาลือกัน แต่แม่ไม่เชื่อ”
“เอ่อ ณีก็ไม่เชื่อค่ะ ณีว่าคงไม่จริงมั้งคะ พี่หนึ่งไม่เห็นบอกอะไร”
“นั่นไง ว่าแล้วเชียว คนอย่างคุณอนวัชจะไปหมั้นกับนังเด็กไร้สมบัติอย่างนั้นได้ยังไง คอยดูเถอะ เดี๋ยวแม่จะไปตอกหน้านังคนปล่อยข่าวให้หน้าหงายไปเลย”
พรรณียิ้มแหยๆ ลำบากใจที่โกหกแม่
“เออนี่ แม่รู้วิธีสยบข่าวลือที่ดีที่สุดได้แล้ว เราต้องรีบหมั้นหมายกับคุณอนวัชให้เร็วที่สุด”
พรรณีตกใจ
“พอเราหมั้นกับคุณอนวัช ข่าวลือไร้ความจริงพวกนี้มันก็จะหมดไปเอง ว่าแต่ เรากับคุณหนึ่งก็ควงกันมานานแล้ว เมื่อไหร่จะมีข่าวดีให้แม่ชื่นใจสักที”
“เอ่อ”
“นี่อย่ามาทำเป็นใจเย็น รู้หรือเปล่า สาวๆ จ้องจะตะครุบคุณอนวัชกันทั้งพระนคร เราต้องรีบมัดใจให้เร็วที่สุด แม่พลาดหวังจากตานิจมาคนหนึ่งแล้ว เราอย่าทำให้แม่ผิดหวังอีกคน รู้หรือเปล่า”

พรรณีหนักใจ ยิ่งเครียด ไม่รู้จะบอกความจริงแม่ได้อย่างไร

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 9 (ต่อ)

สัทธานั่งคุยกับทิพย์ สุทธิ์ และ สุดาอยู่ในห้องนั่งเล่น

“คุณพ่อ คุณแม่ครับ ผมมีข่าวจะแจ้งให้ทราบ แต่จะเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณพ่อ คุณแม่อนุญาตหรือเปล่า”
“สำบัดสำนวนเชียวนะ จะขออะไรก็บอกมาเถอะตาปุ๊”
“ผมจะขออนุญาตแต่งงานกับพรรณี พนัสพงษ์ครับ”
ทิพย์ สุทธิ์ สุดา ไม่แปลกใจได้แต่ยิ้มรับ
“หนูณีเป็นเด็กดี กริยามารยาทก็งาม ถ้าเราทำให้เขาตกลงปลงใจได้ แม่ก็ไม่มีปัญหา”
สัทธาหันหน้าไปทางพ่อ เพื่อรอคำตอบ
“ถ้าแม่เห็นด้วย พ่อก็ไม่มีปัญหา”
“หมายความว่าอนุญาตใช่มั้ยครับ”
“ใช่”
“ไชโย งั้นผมจะรีบแจ้งข่าวกับณีเลยนะครับ จะได้รีบดำเนินการขั้นต่อไป”
“จ้ะ”
“ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่มากครับ ขอบคุณครับ”
สัทธารีบลุกพรวดเดินไป สุทธิ์มองตามยิ้มๆ
“ช่วงนี้นี่บ้านเรามีแต่ข่าวมงคล ปุ้มก็หมั้นหมาย ตาปุ๊ก็มีกำลังจะมีคู่ครอง เหลือแต่เราล่ะ แป้น มีใครในใจบ้างหรือเปล่า”
สุดาชะงัก ทิพย์หันมาถาม
“นั่นสิ แม่ไม่เคยเห็นเราจะพาผู้ชายมาแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จักบ้างเลย ตกลงลูกสาวแม่มีใครอยู่ในใจบ้างหรือเปล่า”
“เอ่อ ไม่มีหรอกค่ะ แป้นไม่เคยได้เจอใคร จะมีใครในใจได้ยังไงกันคะ แป้น ไม่มีใครทั้งนั้นค่ะ”
สุดาโกหกไป แอบโกหกใจตัวเองไปด้วย

อนวัชนอนอยู่ พิมพ์เดินเข้ามาด้วยความสงสัย
“อ้าว คุณส่องแสงกลับไปแล้วเหรอคะ”
“เห็นว่าจะออกไปซื้อผลไม้ เย็นๆ จะกลับมาอีก”
“จะกลับมาอีกเหรอคะ”
“ทำไมเหรอ”
“ก็ แปลกใจน่ะค่ะ คุณส่องแสงเธอจะเป็นห่วงคุณหนึ่งทำไมนักหนา ไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย”
“ก็ยังดีกว่าคนที่เป็นอะไรกันแต่ไม่คิดจะเป็นห่วง มีอย่างที่ไหน เอาของมาให้ถึงที่บ้าน แต่ไม่คิดจะมาเจอหน้าทักทายกันสักนิด ใจดำ”
อนวัชตัดพ้อถึงหทัยรัตน์อย่างน้อยใจ พิมพ์เห็นใจ

หทัยรัตน์สับสนว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ เธอนึกถึงภาพที่เห็นส่องแสงป้อนอาหารให้อนวัชแล้วตัวเองก็อึ้งไป รู้สึกใจเต้นแรงผิดปกติ หน้าร้อนผ่าว จนรีบเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง
เวลาเดียวกัน สุดาหยิบจดหมายจากประสาทพรมาจะอ่านเล่น อ่านไปยิ้มไป แต่แล้วก็คิดถึงที่พ่อแม่ถามเรื่องชายที่หมายปอง สุดาคิดถึงประสาทพร แล้วก็เศร้า
อนวัชนอนบนเตียง พลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับ นึกถึงสิ่งที่ส่องแสงเล่าให้ฟัง
“แหมที่จริงปุ้มไม่น่าคิดมากเลยนะคะ ส่องมาดูแลพี่หนึ่งในฐานะน้องสาวเท่านั้นเอง ทีตัวเองควงกับผู้ชายอื่นไปดูหนัง ฟังเพลง พี่หนึ่งยังไม่เห็นว่าสักคำ”
อนวัชนอนก่ายหน้าผาก คิดหนักเรื่องหทัยรัตน์
เวลาเดียวกัน ประสาทพรนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานพลางนึกถึงหทัยรัตน์ที่มีอาการแปลกๆ เขาอยากรู้ใจหทัยรัตน์

หทัยรัตน์ อนวัช ประสาทพร และ สุดาต่างวนเวียนอยู่กับความไม่รู้ ที่ไม่มีคำตอบออกมาจากหัวใจ

ตอนเช้า พิมพ์จัดอาหารเช้าให้วิทย์
 
“ทำไมไม่มีใครบอกฉัน ว่าตาหนึ่งนอนซมอยู่ตั้งสองสามวัน”
“คุณหนึ่งเธอไม่ให้บอกน่ะค่ะ คุณท่านก็ทราบนี่คะว่าถ้าพิมพ์ขัดคำสั่งแล้วจะเป็นยังไง”
“เฮ้อ ฉันเลี้ยงตาหนึ่งตามใจเกินไป เลยเอาแต่ใจเอาแต่อารมณ์แบบนี้ ใครพูดก็ไม่ฟัง”
“แต่ตอนนี้มีคนที่พูดแล้วคุณหนึ่งฟังอยู่คนหนึ่งนะคะ”
“ใคร”
“คุณปุ้มไงคะ วันก่อนคุณปุ้มเธอบอกให้เรียกหมอ ให้ทานยา คุณหนึ่งเธอเงียบกริบไม่โต้แย้งสักคำเลยค่ะ”
“เฮ่อ ไอ้เจ้าหนึ่งนี่มันแพ้ทางหนูปุ้มจริงๆ นะ”
“แพ้ความน่ารักด้วยมั้งคะ คุณหนึ่งเธอโชคดีนะคะที่ได้คุณปุ้มเป็นคู่หมั้น แต่อีฉันไม่แน่ใจว่าจะโชคดีได้มาเป็นภรรยาหรือเปล่า”
“ทำไมแม่พิมพ์คิดแบบนั้นล่ะ”
“คุณท่านก็ทราบดีนี่คะว่ามีผู้ชายมารุมล้อมสนใจคุณปุ้มตั้งมากมาย คุณหนึ่งเธอก็เนื้อหอมมีสาวๆ มาติดใจตั้งหลายคน ถ้าไม่รีบจัดการแต่งงานให้เรียบร้อย อะไรที่มันว่าแน่ก็อาจจะไม่แน่ก็ได้นะคะ”
“สินะ ฉันก็ใจเย็นไป เห็นทีคงจะต้องหาเวลาไปคุยกับคุณสุทธิ์และคุณทิพย์เรื่องงานแต่งงานของหนึ่งกับปุ้มให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที”
พิมพ์ยิ้มเห็นด้วย ส่องแสงยืนแอบฟังอยู่ ตัวสั่นด้วยความโกรธ

ส่องแสงกลับมาบ้าน โยนปิ่นโตและกล่องอาหารลงในถังขยะด้วยความโกรธ
“ไม่ต้องกงไม่ต้องกินมันแล้ว หมั่นไส้”
สีสุกตกใจ รีบวิ่งมาดู
“ส่องเป็นอะไรลูก อ้าวนี่มันอาหารที่จะเอาไปให้คุณหนึ่งนี่ลูก ทำไมเอามาทิ้งแบบนี้ล่ะ หะ ส่องหมั่นไส้ใครลูก”
“ก็นังพิมพ์ขี้ข้าพี่หนึ่งน่ะสิคะ มันยุให้คุณลุงวิทย์รีบจัดงานแต่งงานให้นังปุ้มกับพี่หนึ่ง”
“หะ แล้วมันมีสิทธิ์อะไรมายุ่งเรื่องนี้ หะ”
“ก็นั่นน่ะสิคะ เป็นแค่คนใช้ทำสาระแนไม่เข้าท่า ชูหางนังปุ้มจนน่าหมั่นไส้ คอยดูนะถ้าส่องได้แต่งงานกับพี่หนึ่งเมื่อไหร่ ส่องจะไล่มันออกเป็นคนแรกเลย”
“ตายแล้ว นี่ถ้าคุณพี่จับคุณหนึ่งแต่งงานกับนังปุ้มจริงๆ เราก็จะแย่นะลูก”
“ไม่ ส่องไม่ยอม ส่องต้องหาทางขัดขวางไม่ให้งานแต่งงานเกิดขึ้น มันจะต้องไม่เกิดขึ้น”
ส่องแสงคิด

สุดานั่งอ่านจดหมายที่ประสาทพรเขียนมาพลางอมยิ้มไปด้วย
“ผมไม่มีคำถามอะไรแล้ว นอกจากจะถามสารทุกข์สุขดิบของเจ้าหน้าที่พิเศษของผมบ้าง หวังว่าปฏิบัติการลับนี้จะไม่ทำให้คุณต้องเสียเวลามากจนเกินไป อย่าหักโหมกับการปฎิบัติหน้าที่จนเกินไปนะครับ รักษาสุขภาพด้วย ด้วยความขอบใจ”
จู่ๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วสัทธาก็เปิดประตูพรวดเข้ามา
“เก็บตัวเป็นนางห้องอยู่ได้ ลงไปกินของว่างได้แล้ว”
สุดาตกใจรีบเก็บจดหมายลงในลิ้นชัก
“ค่ะๆ ไปค่ะ”
สัทธาเห็นอาการน้องสาวแปลกๆ สุดาพยายามทำตัวปกติ
“พี่ปุ๊พรวดพราดเข้ามาแป้นตกใจหมดเลย ทีหลังเรียกเฉยๆ ก็ได้”
สุดาเดินออกจากห้องไป สัทธามองน้องสาวงงๆ รู้สึกแปลกๆ พลันสายตาสะดุดเข้ากับลิ้นชักที่ปิดไม่สนิท เขาแปลกใจ จะเดินไปปิดลิ้นชักให้ แต่ปิดไม่เข้า ดึงลิ้นชักออกเพื่อจะดันเข้าให้สนิท แต่เห็นจดหมายเสียก่อน
 
สัทธาชะงัก ค่อยๆ หยิบจดหมายปึกนั้นขึ้นมาดู หยิบดูทีละฉบับแล้วความแปลกใจก็เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ประสาทพรนั่งคุยกับส่องแสงภายในบ้าน
“คุณส่องแสงมาหาผมแต่เช้า มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
“ส่องมาก็เพราะมีเรื่องอยากจะถามคุณชาย คุณชายทราบเรื่องการแต่งงานของพี่หนึ่งกับปุ้มบ้างหรือยังคะ”
ประสาทพรตกใจ
“ยังครับ ผมไม่ทราบ ไม่มีใครบอกเลยครับ”
“ส่องว่าแล้ว ต้องเป็นการเตรียมการเงียบๆ ของพวกผู้ใหญ่แน่ๆ”
“ผู้ใหญ่ นี่หมายความหทัยรัตน์กับหนึ่งก็ยังไม่รู้เรื่องเหรอครับ”
“ส่องคิดว่าอย่างนั้นนะคะ ที่ส่องรู้เพราะแอบได้ยินคุณลุงวิทย์คุยกับแม่พิมพ์น่ะค่ะ คุณชายคะ แล้วถ้าการแต่งงานมันต้องเกิดขึ้นจริงๆ คุณชายจะยอมมั้ยคะ”
“ผมไม่มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจอะไรหรอกครับ เพราะการแต่งงานมันเป็นเรื่องของคนสองคน ถ้าหนึ่งกับหทัยรัตน์เขายินดี ผมก็ต้องยินยอม”
“อุ๊ย สองคนนั้นเขาไม่ยินดีหรอกค่ะ ก็อย่างว่านะคะ คนไม่ได้รักกัน จะให้แต่งงานกันได้ยังไง คุณชายคะ ส่องคิดว่ามันถึงเวลาแล้วนะคะที่คุณชายต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อยับยั้งการแต่งงานครั้งนี้ ครั้งก่อนที่ปุ้มจำเป็นต้องหมั้นกับพี่หนึ่งเพราะไม่มีคุณชายมารับหน้าแทน แต่ตอนนี้คุณชายอยู่ที่นี่แล้วนะคะ อย่าปล่อยให้ปุ้มต้องจำใจแต่งงานกับผู้ชายที่ตัวเองไม่ได้รักนะคะ ตอนนี้คุณชายยังมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าบ่าวของปุ้ม แต่ถ้าช้าไปกว่านี้ โอกาสดีๆ มันอาจจะหลุดลอยไปก็ได้นะคะ”
ประสาทพรคิดหนัก

ประสาทพรมาที่เพชรลดา นั่งคุยกับพิมพ์อยู่ในห้องรับแขก มีเด็กรับใช้ 4-5 คนกำลังเก็บกวาดห้องรับแขกกันยกใหญ่ รูปของแม่และย่าของอนวัชถูกยกมาแขวนไว้ที่ผนัง
“คุณหนึ่งบอกว่าจะกลับช้าหน่อยค่ะ ต้องสะสางงาน เพราะลาป่วยมาซะหลายวัน งานเลยคั่งค้างไว้เยอะน่ะค่ะ คุณชายมีธุระด่วนหรือเปล่าคะ พิมพ์จะได้โทรศัพท์เรียนคุณหนึ่ง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมแค่แวะมาเยี่ยมเยียน เห็นได้ข่าวว่าป่วย แต่ถ้าตอนนี้สบายดีแล้วก็ไม่มีอะไรครับ”
ประสาทพรมองรอบๆ ด้วยความแปลกใจ
“แล้วนี่มีเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ ทำไมแม่พิมพ์ถึงได้คุมเด็กๆ เก็บกวาดบ้านกันยกใหญ่เลย”
“อ๋อ ก็เตรียมตัวไว้น่ะค่ะ เพราะไม่นานนี้ที่เพชรลดาอาจจะมีงานใหญ่ค่ะ”
พิมพ์ยิ้มและพูดหยอดให้ประสาทพรสนใจ ซึ่งได้ผล
“งานใหญ่ งานอะไรครับ”
“ก็อีกไม่กี่วันนี้ คุณท่านจะไปเจรจาเรื่องงานแต่งงานของคุณปุ้มกับคุณหนึ่งที่เดือนประดับค่ะ และถ้าไม่มีปัญหาอะไรคุณหนึ่งกับคุณปุ้มก็คงจะแต่งงานกันในอีกไม่นานนี้ค่ะ”
ประสาทพรอึ้งไป พิมพ์ได้ทียุต่อ
“พิมพ์ก็เลยจัดบ้านเพื่อเตรียมจัดงานแล้วก็สำหรับต้อนรับคุณปุ้มด้วย เอ่อ แต่ว่าคุณชายทราบแล้วอย่าเพิ่งเอ็ดไปนะคะ เพราะข่าวนี้ยังเป็นข่าวภายในที่ไม่มีใครรู้ คุณหนึ่งกับคุณปุ้มก็ยังไม่รู้นะคะ”
ประสาทพรนิ่งไป เริ่มคิดหนัก

คืนนั้น ประสาทพรครุ่นคิดถึงคำพูดของส่องแสง
 

“ตอนนี้คุณชายยังมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าบ่าวปุ้มนะคะ แต่ถ้าช้าไปกว่านี้ โอกาสดีๆ มันอาจจะหลุดลอยไปก็ได้นะคะ”
ประสาทพรคิด และหยิบแหวนแต่งงานของครอบครัวออกมาจากกล่อง มองดูแหวน คิดหนัก

นวลนั่งทำผมอยู่ร้านทำผมชื่อดัง เสียงช่างทำผมชวนคุยดังขึ้น
“คุณนายคะ ฉันได้ยินข่าวลือเรื่องคุณอนวัชหมั้นกับเด็กที่บ้านเดือนประดับขอมาเลี้ยง เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ ตอนนี้ทั้งตลาดเขาลือกันสนั่นเชียวค่ะ”
นวลอ้าปากกำลังจะตอบ แต่เสียงของสีสุกดังมาจากอีกทาง
“โอ๊ย เรื่องนั้นมีตื้นลึกหนาบาง ถ้าไม่ใช่คนใน ไม่รู้หรอก”
นวลหูผึ่ง มองช่างที่กำลังทำผมตัวเองอยู่ ถึงได้รู้ว่าไม่ได้พูด เสียงช่างคนเดิมถามต่อ
“มันตื้น มันลึก มันหนา ยังไงคะ พูดแบบนี้แสดงว่าคุณนายสีสุกต้องรู้เรื่องวงในแน่ๆ เลย”
นวลชะงัก พยายามจะหันไปมองว่าสีสุกนั่งอยู่ตรงไหน แต่หันไม่ถนัดเพราะช่างยังยีหัวตัวเอง
เตรียมตีฟู นวลเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์ สีสุกกำลังนั่งให้ช่างดัดผม แล้วนินทาต่อแต่หรี่เสียงให้เบาลง เพิ่มความสำคัญ
“รู้แล้วเหยียบไว้เลยนะคะ ที่คุณหนึ่งยอมหมั้นเพราะขัดใจผู้ใหญ่ไม่ได้ค่ะ”
นวลชักสีหน้า นวลเงี่ยหูฟัง จนเก้าอี้เอียง ช่างต้องคอยจับ
“ทั้งคุณพี่วิทย์ พี่สุทธิ์ บังคับให้หมั้น เพราะข่าวลือเสียๆ หายๆ ของนังเด็กปุ้ม คุณหนึ่งเธอเป็นคนดี ไม่อยากให้ผู้ใหญ่สองบ้านต้องมาผิดใจกัน ก็เลยจำใจต้องหมั้นทั้งๆ ที่ไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบอะไรนังเด็กนั่นเลยแม้แต่นิดเดียว”
นวลอึ้งซ้ำสอง คำพูดพรรณีแว่บเข้ามาว่าเธอไม่เห็นอนวัชเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง นวลคิดแล้วของขึ้น สีสุกพูดดังขึ้นอีกระดับ หวังจะอวด
“ทุกวันนี้คุณหนึ่งนับวันรอที่จะถอนหมั้น เปรยๆ ให้ลูกส่องใจเย็นๆ อดทนรอน่ะค่ะ”
นวลโกรธจัด ทนไม่ได้ สวนเสียงดังสนั่น
“ไม่จริง”
นวลลุกพรวดขึ้น สีสุกกับนวลเผชิญหน้ากัน
“คุณอนวัชไม่มีวันทำแบบนั้น เพราะตอนนี้เขากำลังศึกษาดูใจกับพรรณีลูกสาวฉัน”
“ว้าย ศึกษาดูใจ กล้าพูด”
“คุณอนวัชพาพรรณีไปดูหนัง ฟังเพลง กินข้าว เขาจะไปหมั้นกับคนอื่นได้ยังไง และที่สำคัญ คุณอนวัชเขาไม่เคยพูดให้ความหวัง หรือชายตาแลลูกสาวของเธอ”
“ต๊าย ไปอยู่ภพไหนมา ถึงไม่รู้ว่าลูกสาวตัวเองควงตาปุ๊ร่อนไปทั้งพระนคร คุณหนึ่งเขาไม่ได้ไปด้วยสักหน่อย แค่เอาชื่อไปอ้าง ซะมากกว่า”
“มะ ไม่จริง”
“หัดเอาเวลาเก็บค่าแผงไปจับพิรุธลูกสาวตัวเองดีกว่าไป๊ จะได้หูตาสว่างกับเขาบ้าง โดนลูกหลอกถอนหงอกยังไม่รู้ตัว”
“หุบปากไปเลยนะอีดอกกระทือ แกไม่มีดีพอจะมากดหัวด่าใคร ถือว่าเคยเป็นเมียผู้ดี ผัวตายไปตั้งนานแล้ว สมบัติก็ไม่มีเหลือจะให้ผลาญ ที่เดินหน้าบานตามงานสังคมก็เพราะกินบุญเก่า”
สีสุกหน้าชา เหมือนโดนตบด้วยวาจา คนทั้งร้านหันมามองเป็นตาเดียว
“กะ แก อีมะม่วงหมาเลีย ต่ำ สถุน กาก”
“ถึงต่ำ แต่ก็รวยเว้ย เงินฉันก็มีเป็นถุง ทองฉันก็มีเป็นถัง มาซี้ มาด่าแข่งกันดู อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะชนะ อีช้างเขย่ง”
“อ๊าย แก แก”
“คิดๆ คิดไม่ออกล่ะสิ ด่าว่าลูกฉันโกหก ลูกตัวเองดีนักนี่ วันๆ งานการไม่ทำ ลอยไป ลอยมาจับผู้ชาย โถ นังกระเบนกรางหน้าผากไม่อยากเจ็บ”
ช่างกระซิบ
“คุณนายนวลด่าว่าคุณส่องแสง หน้าด้านน่ะค่ะ”
“เออ ฉันรู้แล้ว ไม่ต้องแปล อีปากตลาด ไม่มีหูรูด ฉันไม่เสวนากับหล่อนแล้ว ไม่อยากเอาทองไปถูกระเบื้องให้เปลืองตัว อยากจะโง่ งั่ก ให้ลูกหลอกก็ตามใจ ท้องป่องเพราะตาปุ๊ขึ้นมาเมื่อไหร่จะหัวเราะให้ฟันร่วง”
“อ๊าย อีเวรตะไล ปากอัปรีย์ นักนะมึง”
สีสุกหันไปคว้ากระเป๋าแล้วก็เดินกระแทกออกไป ช่างงง
“คุณนายคะ ดัดยังไม่เสร็จเลยค่ะ”
“ไม่ทง ไม่ทำมันแล้ว”
นวลตะโกนไล่หลัง
“ฉันไม่เชื่อหล่อน ยัยณีไม่มีวันโกหก คุณอนวัชจะต้องแต่งงานกับพรรณี และมันจะต้องเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระนคร”
นวลประกาศก้อง ทั้งที่ในใจแอบหวาดหวั่น ค้างคาใจ

“มันยังไงกันแน่”

จบตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...