xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 4

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


หนึ่งในทรวง ตอนที่ 4

บริเวณหน้าเดือนประดับ ทิพย์ถามอนวัชด้วยความเป็นห่วง
 
“หนึ่ง คุณหญิงอาการเป็นยังไงบ้าง”
“ยังไม่ดีขึ้นครับ เพราะคุณหญิงไม่ยอมทานยา งอแงร้องหาแต่คุณครูหทัยรัตน์”
อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์
“ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าคุณครูจะมียาดีทำให้คุณหญิงอาการดีขึ้นหรือเปล่า”
หทัยรัตน์ชะงัก จะอ้าปากเถียง สุดาเห็นท่าไม่ดี รีบแทรก
“ถ้างั้นพี่หนึ่งรีบพาปุ้มไปดีกว่าค่ะ ช้ากว่านี้คุณหญิงจะยิ่งอาการทรุด ไม่ต้องรีบกลับนะปุ้ม คุณแม่บอกเองว่าให้อยู่นานๆ”
“ดูแลน้องด้วยนะหนึ่ง”
“ไม่ต้องห่วงครับคุณอา ถ้าหลานสาวคุณอาไม่ดื้อมากเกินไป ผมก็คงจะดูแลได้ เชิญครับน้องปุ้ม”
“ขอบคุณค่ะพี่หนึ่ง”
หทัยรัตน์ประชดกลับ แล้วเข้าไปนั่งหน้านิ่ง อนวัชมองด้วยความไม่พอใจ และปิดประตูใส่ หทัยรัตน์สะดุ้ง
“ขอโทษที พอดีประตูรถไม่ค่อยดี ต้องปิดแรงๆ ผมขอตัวก่อนนะครับสวัสดีครับคุณอา”
อนวัชเดินมานั่งและขับรถออกไป พลางหันมามองหทัยรัตน์ซึ่งนั่งห่างๆ
“นี่ไม่ต้องนั่งห่างแบบนี้ก็ได้ ฉันไม่ได้ป่วยเป็นโรคติดต่อร้ายแรงนั่งแบบนั้นมันสบายซะที่ไหน”
“ดิฉันนั่งแบบนี้สบายดีแล้วค่ะ”
อนวัชขับรถไป หันมามองหทัยรัตน์ไป และอดหมั่นไส้ไม่ได้ เลยเริ่มต้นประชดประชัน
“เธอนี่แปลกนะ พินิจป่วยไม่ยอมไปเยี่ยม เขาจะมาหาเธอก็ไม่อนุญาต คุณชายไปต่างประเทศก็ไม่ยอมไปส่ง แต่พอคุณหญิงป่วยกลับรีบมาหาทันที หรือว่าเธอจะเล่นตัวกับคนบางคนเท่านั้น”
หทัยรัตน์เหลือบมอง แต่ไม่โต้ตอบ นั่งนิ่งเงียบ อนวัชหันมามองด้วยความสงสัย
“เงียบทำไม ปกติต้องต่อปากต่อคำเถียงฉันคอเป็นเอ็นไม่ใช่เหรอ ทำไมคราวนี้นิ่ง หรือยอมรับในสิ่งที่ฉันพูด”
“คุณจะพูดอะไรจะคิดอะไรก็เรื่องของคุณดิฉันไม่สนใจ สิ่งที่ดิฉันสนใจตอนนี้ก็คือ อยากให้ถึงเพชรลดาไวๆ ดิฉันเป็นห่วงคุณหญิงจนไม่มีกะจิตกะใจจะต่อล้อต่อเถียงกับเรื่องไร้สาระ”
หทัยรัตน์นั่งนิ่งวางท่าเป็นผู้ใหญ่ อนวัชยิ่งเห็นยิ่งหมั่นเขี้ยว ทนไม่ได้ เหยียบคันเร่งมิด หทัยรัตน์ตกใจ อนวัชเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาปาดหน้าอย่างเร็ว หทัยรัตน์นั่งตัวเกร็งทั้งตกใจทั้งกลัว
“นี่คุณอนวัช ขับช้าๆ กว่านี้ไม่ได้หรือไงคะ ขับแบบนี้เดี๋ยวก็ไม่ถึงกันพอดี”
“เอ๊ะ เธอนี่ยังไงนะ เมื่อกี๊บอกว่าจะรีบไปให้ถึงไวๆ พอฉันขับเร็วก็มาบอกให้ขับช้าๆ ตกลงจะเอายังไงกันแน่ เดาใจยากจริง”
หทัยรัตน์รู้ตัวว่าโดนกระแนะกระแหน สะบัดหน้าหนีไม่พูดต่อ อนวัชยิ้มนิดๆ แล้วเหยียบคันเร่งมิด หทัยรัตน์ทั้งตกใจ ทั้งกลัว แต่ก็ต้องนิ่ง อนวัชโยกรถหลบ หทัยรัตน์เซจะมาทางอนวัช เธอต้องขืนตัวไว้ไม่ให้ใกล้ชายหนุ่มมากเกินไป อนวัชยิ้มพอใจ หทัยรัตน์นิ่งเครียดไม่พอใจ

รถของอนวัชมาจอดหน้าบ้านอย่างเร็ว หทัยรัตน์ตัวโก่งแทบล้ม
“หวังว่าจะเร็วทันใจเธอนะ”
หทัยรัตน์ไม่โต้ตอบ รีบเปิดประตูจะลงจากรถ อนวัชเอื้อมมือมาจะเปิดพอดี มือสองคนโดนกัน หทัยรัตน์รีบดึงมือออก
“ขอโทษ”
หทัยรัตน์ไม่สนใจรีบลงไปเลย และจ้ำอ้าวๆ ไม่สนใจอนวัชแม้แต่น้อย อนวัชอมยิ้ม มองตามด้วยความสะใจ หทัยรัตน์เดินเข้ามาในเรือนสีฟ้า เห็นแม่โอนั่งร้องไห้อยู่
“แม่โอเป็นอะไรไปจ้ะ”
“คุณหญิงเกลียดแม่โอแล้วค่ะ คุณครูช่วยแม่โอด้วย ช่วยแม่โอด้วยนะคะ”
หทัยรัตน์มองแม่โอด้วยความเห็นใจ

กรกนกงอแง ไม่ยอมรับฟังหทัยรัตน์อธิบาย
“คุณครูอย่าช่วยแม่โอเลยค่ะ แม่โอทำให้หญิงเสียใจ หญิงปวดหัว หญิงอยากดื่มน้ำ หญิงเรียกแม่โอ แม่โอก็ไม่ได้ยิน มัวแต่ฟังวิทยุอยู่ข้างล่าง แม่โอรักวิทยุมากกว่าหญิง แม่โอไม่รักหญิง”
หทัยรัตน์ลูบผมกรกนก
“แล้วคุณหญิงล่ะคะ รักแม่โอหรือเปล่า”
“เมื่อก่อนรัก แต่ตอนนี้ไม่รักแล้วค่ะ”
กรกนกพูดงอนๆ พร้อมสะบัดหน้าหนีแม่โอ หทัยรัตน์เห็นแม่โอหน้าจ๋อย จึงพยายามพูดเกลี้ยกล่อมกรกนก
“คุณหญิงคะ คุณหญิงจำตอนที่สัมภาษณ์คุณครูได้มั้ยคะ ที่คุณหญิงถามว่า ถ้าคุณหญิงทำผิดแล้วจะตีหรือเปล่า จำได้มั้ยคะว่าครูตอบว่าอะไร”
อนวัชเดินมา แอบฟังอยู่หน้าห้อง
“จำได้ค่ะ คุณครูตอบว่าจะเตือนก่อน แล้วถ้าทำผิดซ้ำอีกก็จะตีค่ะ”
“แล้วคุณหญิงล่ะคะ ถ้ามีคนทำผิดในครั้งแรกคุณหญิงจะโกรธและลงโทษเขาหรือเปล่าคะ”
“ไม่หรอกค่ะ หญิงก็จะทำเหมือนคุณครู หญิงจะบอกเขาก่อนค่ะ”
“แล้วแม่โอเคยทำผิดแบบนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ”
กรกนกอึ้งไป เริ่มเข้าใจและส่ายหน้า
“แสดงว่า ครั้งนี้ก็เป็นแค่ครั้งแรก แล้วคุณหญิงจะให้อภัยแม่โอได้มั้ยคะ”
กรกนกลังเลมองแม่โออีกครั้ง แม่โอนั่งหน้าจ๋อย หทัยรัตน์หันมาพูดกับแม่โอ
“แม่โอ ถ้าคุณหญิงยกโทษให้ แม่โอจะไม่ทำผิดอีกใช่มั้ยคะ”
“ใช่ค่ะ แม่โอจะไม่ทิ้งคุณหญิงอีกแล้วค่ะ จะอยู่ดูแลตลอดเวลาไม่ให้คลาดสายตาเลยค่ะ นะคะคุณหญิง”
อนวัชแอบดูและคอยฟังคำตอบของกรกนก
“ก็ได้ค่ะ หญิงจะยกโทษให้แม่โอหนึ่งครั้ง แต่ถ้าแม่โอทำอีก หญิงจะไม่ให้อภัยแล้วนะคะ”
“ขอบคุณค่ะคุณหญิง”
“แม่โอไปเอาน้ำมาให้คุณหญิงทานยาไป”
“ค่ะๆ”
แม่โอกุลีกุจอรีบไปหยิบน้ำและยาที่วางอยู่บนโต๊ะ หทัยรัตน์หันมายิ้มกับกรกนก
“เดี๋ยวคุณหญิงทานยาแล้วนอนนะคะ พักผ่อนให้มากๆ จะได้หายเร็วๆ แล้วพรุ่งนี้คุณครูจะมาแต่เช้า จะอยู่เป็นเพื่อนคุณหญิงถึงตอนเย็น”
“ขอบคุณค่ะ”
“น้ำกับยามาแล้วค่ะ”

หทัยรัตน์รับยามาส่งให้กรกนก กรกนกรับไปกินอย่างว่าง่าย อนวัชมองด้วยความสงสัยและประหลาดใจ

เวลาต่อมา หทัยรัตน์นั่งคุยกับวิทย์และอนวัช ที่เรือนสีฟ้า
 
“ลุงต้องขอบคุณปุ้มมากนะที่มาเยี่ยมหลานหญิง”
“ด้วยความยินดีค่ะคุณลุง สำหรับคุณหญิงยิ่งกว่านี้ปุ้มก็ยินดีค่ะ”
“นี่ก็ดึกแล้ว เดี๋ยวลุงให้หนึ่งเขาไปส่งที่เดือนประดับนะ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปุ้มกลับรถรับจ้างเองค่ะ”
“จะไปได้ยังไง นี่ก็ดึกแล้ว รถรับจ้างก็ไม่มีแล้ว เดินกลับก็คงไม่งาม ถ้าปุ้มเป็นอะไรไป คุณอาทิพย์จะว่าพี่ได้ ท่านกำชับให้พี่ดูแลปุ้มอย่างดี พี่ไปรับแล้ว ก็ต้องไปส่ง ไม่อย่างนั้นคงมองหน้าคุณอาไม่ติด จริงมั้ยครับคุณพ่อ”
หทัยรัตน์ค้อนใส่หนึ่งอย่างรู้ทัน
“จริง หนึ่งพูดถูก ให้พี่เขาไปส่งเถอะ ไม่อย่างนั้นผู้ใหญ่จะผิดใจกันเปล่าๆ”
อนวัชยิ้ม หทัยรัตน์มองด้วยความขัดใจ
“ค่ะ”
“หนึ่งรีบไปส่งน้องเขาไป จะได้ไม่ดึกมากไปกว่านี้”
“ครับ เชิญครับน้องปุ้ม”
อนวัชยิ้มอบอุ่นอย่างเสแสร้ง หทัยรัตน์จำต้องยกมือไหว้ลาวิทย์แล้วเดินออกไป อนวัชยิ้มพอใจ

ภายในรถ อนวัชมองหทัยรัตน์ที่ยังนั่งห่างอยู่เหมือนเดิม
“เธอนี่พูดเกลี้ยกล่อมคุณหญิงเก่งเหมือนกันนะ พูดไม่กี่คำคุณหญิงก็ยอมทำตามแต่โดยดี”
“ดิฉันก็ไม่ได้เกลี้ยกล่อมอะไรนี่คะ แค่พูดด้วยเหตุผล ถึงคุณหญิงจะยังเป็นเด็ก แต่เธอก็มีเหตุผลมากพอที่จะรับฟังดิฉันด้วยความเข้าใจ ดิฉันจึงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก”
“จะบอกว่าคนที่ไม่เข้าใจเธอ ก็เป็นพวกไม่มีเหตุผลงั้นสิ”
“ดิฉันไม่ได้คิดแบบนั้นนะคะ แต่ถ้าคุณจะสรุปเอาเองก็ตามใจ”
“ถ้าเธอไม่คิด แล้วยิ้มทำไม”
“อ้าว ฉันก็ยิ้มให้กับต้นไม้ ใบหญ้าริมทาง ไม่ได้เหรอคะ”
หทัยรัตน์ลอยหน้ากวนประสาท อนวัชไม่พอใจ หันไปเห็นป้ายร้านอาหาร จึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าร้านอาหารที่อยู่ข้างหน้า
“คุณอนวัช คุณจะไปไหน”
“ฉันหิวข้าว จะแวะหาอะไรรับประทานสักหน่อย”
“แต่ดิฉันไม่หิว กรุณาจอดส่งฉันลงข้างทางตรงนี้ ดิฉันจะกลับเอง”
“ไม่ได้หรอก ตอนนี้ดึกมากแล้ว ถ้าฉันปล่อยให้เธอกลับคนเดียว คุณอาจะว่าฉันได้ และจะพาลต่อว่ามาถึงคุณพ่อด้วย กินข้าวกับฉันแค่แป๊บเดียวไม่เสียเวลาเธอนักหรอก อยู่ในร้านเธอก็นั่งยิ้มกับโต๊ะ กับเก้าอี้ไปพลางๆ ก็ได้นี่ ชอบนั่งยิ้มให้กับสิ่งของรอบข้างไม่ใช่เหรอ”
อนวัชสวนยิ้มๆ หทัยรัตน์หันขวับรู้ทัน อนวัชมองหน้าหญิงสาว ไม่ยอมแพ้

รถอนวัชจอดหน้าร้าน เขาเดินลงจากรถ แต่หทัยรัตน์ไม่ยอมลง อนวัชชะงักเดินมาหา
“ถึงแล้วทำไมไม่ลง”
“ฉันจะนั่งรออยู่ในรถ”
“ไม่ได้ คนอื่นเห็นเข้าจะนึกว่าฉันใจร้าย ขังเธอไว้ในรถ ลงมาเถอะน่า ฉันกินไม่นานหรอก”
อนวัชเปิดประตูให้ หทัยรัตน์ยังนั่งอยู่ ไม่ต่อปากต่อคำ อนวัชขัดใจ ขยับยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“จะลงมาดีๆ หรือจะให้อุ้ม”
หทัยรัตน์หันขวับ
“เธอก็รู้ว่าฉันกล้าทำตามที่พูดเสมอ หนึ่ง สอง สาม”
อนวัชขยับเข้ามาจะอุ้ม หทัยรัตน์รีบพูดขึ้น
“ไม่ต้องค่ะ ดิฉันเดินเองได้”
หทัยรัตน์สะบัดหางเสียง ลงจากรถด้วยความไม่พอใจ เดินเข้าไปในร้านอาหารหรู มีคนนั่งเป็นคู่ๆ บรรยากาศโรแมนติก อนวัชหยิบรายการอาหารมาสั่ง
“เธอจะกินอะไร”
“ดิฉันไม่หิว”
“งั้นเธอเอาข้าวต้มกุ้งแล้วกัน”
หทัยรัตน์มองหน้า อนวัชยิ้ม พนักงานเดินมาหา
“ผมรับข้าวต้มทะเล ส่วนคุณผู้หญิงข้าวต้มกุ้ง”
“ครับ”
พนักงานเดินไป อนวัชหันมาทางหทัยรัตน์ ที่นั่งเชิดอยู่
“นี่เธอนั่งแบบนี้ไม่เมื่อยคอบ้างหรือไง อยู่กับฉันไม่ต้องเชิดมากขนาดนี้ก็ได้นะ คอจะเคล็ดเปล่าๆ”
หทัยรัตน์ไม่โต้ตอบ ยังนั่งท่าเดิม และเชิดมากขึ้นกว่าเดิม อนวัชยิ้มขำ

สัทธาวางเครื่องแบบไว้บนโต๊ะในห้องรับแขก ถามสุดาด้วยความเป็นห่วง
“ปุ้มยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“ค่ะ เมื่อครู่คุณลุงวิทย์โทรศัพท์มาบอกว่า พี่หนึ่งกำลังขับรถมาส่ง แต่นี่ก็เกือบชั่วโมงแล้ว ยังไม่ถึงเลยค่ะ”
“นานไปนะ ปกติแค่สี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว เอ จะมีอุบัติเหตุหรือเปล่า”
“แป้นไม่กลัวอุบัติเหตุหรอกค่ะ กลัวว่าจะไปทะเลาะกันระหว่างทางซะมากกว่า”
“เออจริง”
สัทธากับสุดาสรุปด้วยความเป็นห่วงทั้งอนวัชและหทัยรัตน์

ชามข้าวต้มของอนวัชเกือบหมดแล้ว เขามองไปที่ชามของหทัยรัตน์ที่ยังเหลืออยู่เต็ม หทัยรัตน์นั่งนิ่ง
อนวัชเอาดอกไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะมาเขี่ยที่หน้าหญิงสาว
“คุณทำอะไร”
“พูดได้ด้วยเหรอ ฉันนึกว่าเธอกลายเป็นหินไปแล้ว เห็นนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกอยู่ตั้งนาน”
หทัยรัตน์สะบัดหน้าหนี
“ไม่กินเหรอ”
“ดิฉันบอกคุณไปแล้วนี่คะ ว่าไม่ แต่คุณอยากเอาชนะด้วยการสั่งมันมา ตอนนี้ดิฉันไม่กิน คุณจะเอาข้าวต้มกรอกปาก เพื่อเอาชนะดิฉันหรือเปล่าคะ”
“ถ้าเธอเป็นเด็กเหมือนเมื่อก่อนฉันคงทำ แต่ไม่สิ ถ้าเธอเป็นยัยกระปุกตั้งฉ่ายฉันคงจะไม่ต้องทำอะไรเพราะเธอคงจะกินมันหมดไปนานแล้ว เผลอๆ ป่านนี้คงจะตะกรุมตะกรามกินชามที่สอง สาม สี่ อยู่ก็ได้”
อนวัชพูดจบก็ขำ หทัยรัตน์เชิดหน้าขึ้น
“ฉันอยากรู้จริงๆ ถ้าหนุ่มๆ ที่หลงชอบเธอ ได้เห็นเธอตอนเด็กๆ อ้วนๆ มอมแมม ไม่ชอบอาบน้ำ วิ่งหัวกระเซิง ตัวเหม็น พวกเขายังจะชอบเธออยู่หรือเปล่า”
อนวัชพูดจบก็หันไปกินต่อ หทัยรัตน์พูดสวนขึ้น
“ดิฉันก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าสาวๆ ที่ชอบคุณอนวัชมารู้ว่าจริงๆ แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโต เขาเป็นคนที่ชอบเอาชนะ เอาแต่ใจตัวเอง และชอบดูถูกคนอื่น พวกเธอยังจะชอบกันอยู่หรือเปล่า”
อนวัชชะงักไป เงยหน้ามองหทัยรัตน์ หญิงสาวเชิดนิ่ง อมยิ้มอย่างได้ใจ
“คนอย่าง หนึ่ง อนวัช ไม่ว่าจะนิสัยเป็นยังไง ก็มีสาวๆ พร้อมจะรักอยู่แล้ว เธอเองก็คงจะรู้ดี”
อนวัชยิ้มมั่นใจในตัวเอง แล้วก็หยิบเงินมาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนจะลุกและเดินออกไป หทัยรัตน์สุดจะแค้น แกมหมั่นไส้ สะกดอารมณ์แล้วลุกตามไป ทั้งสองคนเดินผ่านโต๊ะของชุลี ชุลีเห็นเข้า

“คุณอนวัช มากินข้าวกับเด็กในอุปการะของลุงยัยส่อง”

ชุลีถึงกับอึ้ง
 
วันต่อมาชุลีไปหาส่องแสงที่บ้าน และเล่าเรื่องที่เจอหนึ่งกับหทัยรัตน์ให้ฟัง ส่องแสงโพล่งขึ้นอย่างลืมตัว
“นังปุ้มมันไปกินข้าวกับพี่หนึ่ง”
“ใช่ ฉันเห็นกับตา เมื่อคืนนี้เอง คุณอนวัชเข้ามาในร้านกับเด็กนั่นตอนประมาณสามทุ่ม พอกินข้าวเสร็จก็เดินออกไปพร้อมกัน อู้ย คนเห็นกันทั้งร้าน”
“แต่อาว่าเป็นไปไม่ได้ อาไม่เชื่อ คุณหนึ่งจะไปกับเด็กนั่นดึกๆ ดื่นๆ แบบนั้นได้ยังไง ตาฝาดแน่ๆ”
“ใช่ แล้วร้านนั่นน่ะ มืดก็มืด เธอบอกเองว่านั่งห่างออกไปตั้งหลายโต๊ะ ฉันว่าเธอมองคนผิดแล้วล่ะ ยังไงๆ มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้”
ส่องแสงกับสีสุกยืนกรานเสียงแข็ง ไม่เชื่อ ชุลีจนใจ
“ส่องกับคุณอาไม่เชื่อก็เป็นไปไรนะคะ ที่ชุลีรีบมาบอกก็เพราะเป็นห่วง ไม่อยากให้เด็กนั่นทำอะไรข้ามหน้าข้ามตาหรือทำอะไรลับหลัง แต่ถ้าทั้งสองคนยืนยันว่ามันเป็นไปไม่ได้ ชุลีก็จนปัญญาจะอธิบายค่ะ”
ชุลีทำเชิดหน้าอย่างไม่แยแส ส่องแสงกับสีสุกมองหน้ากันถึงปากจะบอกว่าไม่ แต่ใจก็แอบคิดหนัก

สุดานั่งร้อยมาลัย สัทธาเดินเข้ามาเตรียมไปทำงาน
“แป้น ตกลงเมื่อคืนทำไมหนึ่งมาส่งปุ้มช้า ได้ถามปุ้มหรือเปล่า”
“พี่หนึ่งพาปุ้มไปกินข้าวค่ะ”
“หนึ่งพายัยปุ้มไปกินข้าว ตอนสองสามทุ่มเนี่ยนะ”
“ใช่ค่ะ แปลกใช่มั้ยคะ แป้นก็ว่ามันแปลกๆ”
“แปลกมาก คนระมัดระวังตัวอย่างหนึ่ง ไม่มีทางจะออกไปกินข้าวตอนดึกขนาดนั้นกับผู้หญิง ถ้าไม่คิดว่าคนนั้นเป็นคนพิเศษจริงๆ หนึ่งไม่ทำเด็ดขาด”
“พี่ปุ๊ หมายความว่า ปุ้มเป็นคนพิเศษของพี่หนึ่งเหรอคะ”
สัทธาเริ่มจะไม่วางใจในความสัมพันธ์ของอนวัชกับหทัยรัตน์

ประสงค์ วิทย์ และอนวัช นั่งคุยกันอยู่ภายในเพชรลดา
“ผมมีเรื่องสำคัญจะเรียนให้คุณท่านและคุณอนวัชทราบ เมื่อครู่ผมตรวจอาการของคุณหญิง พบโรคหัวใจอ่อนๆ และโรคเครียด ทำให้มีอารมณ์เกรี้ยวกราด หงุดหงิด เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย ไม่ทราบว่าคุณหญิงมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจหรือเรื่องที่ทำให้ต้องคิดมากหรือเปล่าครับ”
วิทย์มองหน้าอนวัช อนวัชคิดแล้วก็นึกออก
“แม่โอเล่าให้ผมฟังว่าช่วงนี้คุณหญิงจะบ่นน้อยใจท่านลุงที่ไม่มาเยี่ยม และบ่นคิดถึงคุณชาย ผมคิดว่าอาจจะมาจากสาเหตุนี้ก็ได้”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีครับหมอ”
“ผมจะให้ยาบำรุงและยาคลายเครียด แต่ถ้าจะให้ดี ควรจะให้คุณหญิงได้พักผ่อนมากๆ ได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ หรือถ้าได้เปลี่ยนที่อยู่เปลี่ยนจากความจำเจไปสักระยะ จะทำให้หายเร็วขึ้น”
“พูดแบบนี้แล้วทำให้พ่อคิดถึงบ้านตากอากาศของเราที่หัวหินเหมือนกันนะ ถ้าหลานหญิงได้ไปพักคงจะอาการดีขึ้น หนึ่ง สุดสัปดาห์นี้เราไปพักที่ชิดชายชลกันดีมั้ย”
“แต่ผมต้องไปเชียงใหม่กับเพื่อนนักเรียนเก่าฝรั่งเศสน่ะครับ”
“อ้าว เหรอ น่าเสียดายจัง แล้วคุณหมอล่ะครับ สะดวกไปด้วยกันหรือเปล่า”
“ได้ครับ ผมก็อยากจะตามไปดูแลคุณหญิงเหมือนกัน”
“งั้นพ่อจะลองชวนปุ้มอีกคน ไม่รู้ว่าปุ้มเขาจะสนใจไปหรือเปล่า”
อนวัชชะงัก

วิทย์มาหาหทัยรัตน์ที่เรือนสีฟ้า และชวนไปเที่ยวทะเลด้วยกัน หทัยรัตน์อึกอัก
“ปุ้มต้องขออนุญาตคุณป้าก่อนค่ะ”
“ลุงถามทิพย์แล้ว เขาบอกว่าแล้วแต่ปุ้ม”
“เอ่อ แล้วมีใครไปบ้างคะ”
อนวัชปรายตามามอง คิดในใจว่าหทัยรัตน์เรื่องมาก
“ตอนนี้ก็มีลุง หลานหญิง แม่โอ แล้วก็หมอประจำตัวของหญิง หนึ่งเขาติดธุระที่เชียงใหม่เลยไม่ได้ไปด้วยกัน”
“งั้นปุ้มไปกับคุณหญิงก็ได้ค่ะ”
อนวัชชะงักมองหทัยรัตน์
“ดี ลุงจะได้จัดที่พักไว้ให้ เราก็เดินทางกันวันศุกร์แล้วอยู่จนถึงวันจันทร์แล้วกันนะ”
“ค่ะ”
อนวัชเห็นหทัยรัตน์ยิ้มหน้าบานก็ทนไม่ได้
“คุณพ่อครับ ผมเปลี่ยนใจแล้วครับ ฟังดูแล้วหัวหินน่าสนุกกว่าที่เชียงใหม่ ผมจะยกเลิกเพื่อนๆ แล้วไปชิดชายชลกับคุณหญิงดีกว่า”
อนวัชพูดจบ ปรายตามามองหทัยรัตน์ หทัยรัตน์ชะงัก นั่งนิ่ง รอยยิ้มหายไป
“ดีลูก ไปกันเยอะๆ สนุกดี”
“เอ่อ คุณลุงคะ”
อนวัชรีบดักคอ
“ปุ้มอย่าบอกนะว่าพอพี่หนึ่งไปด้วย ปุ้มเลยจะเปลี่ยนใจไม่ไป เพราะถ้าปุ้มไม่ไปคุณหญิงคงจะเสียใจมากๆ”
หทัยรัตน์อึ้งไป
“มีอะไรเหรอปุ้ม”
“ปุ้มชวนพี่ปุ๊กับพี่แป้นได้ด้วยได้หรือเปล่าคะ”
“เอาสิ ลุงไม่มีปัญหา ชวนทิพย์กับสุทธิ์ไปด้วยก็ได้ จะได้สนุกๆ เออ แล้วปุ้มมีชุดว่ายน้ำหรือเปล่า”
“ไม่มีค่ะ”
“เย็นนี้หนึ่งพาน้องไปซื้อชุดว่ายน้ำนะ ถ้าจะเอาอะไรเพิ่มก็ซื้อไปเลย”
“ได้ครับคุณพ่อ ผมพาน้องปุ้มไปซื้อเอง”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง ไม่ต้องซื้อก็ได้ค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจนะปุ้ม ถือว่าเป็นของขวัญจากลุงก็แล้วกัน”
หทัยรัตน์ยังอึกอัก ไม่อยากรับ อนวัชแอบทำเป็นกระซิบ
“ผู้ใหญ่ให้ของ แล้วปฏิเสธไม่รับ ถือว่าเป็นการเสียมารยาทมาก หรือว่า ที่เดือนประดับไม่เคยสอน”
หทัยรัตน์ปรายตามามองอนวัชด้วยความแค้น แล้วก็จำใจต้องรับ
“ขอบคุณค่ะ”
อนวัชมองหน้าหทัยรัตน์ หญิงสาวไม่สบตา เชิดหน้าอย่างอึดอัด

วิทย์คุยกับส่องแสงและสีสุกอยู่ในห้องรับแขก สีสุกโพล่งออกมา
“คุณหนึ่งพาปุ้มไปซื้อชุดว่ายน้ำ”
“ละ แล้ว ทำไมคุณลุงต้องให้พี่หนึ่งพาปุ้มไปซื้อด้วยล่ะคะ”
“อ๋อ ก็สุดสัปดาห์นี้ลุงชวนปุ้มเขาไปเที่ยวชิดชายชลที่หัวหินกับลุง หนึ่ง แล้วก็คุณหญิง แต่ปุ้มเขายังไม่มีชุดว่ายน้ำ ลุงเลยซื้อให้เป็นของขวัญตอบแทนปุ้มเขาน่ะ”
สองแม่ลูกยิ่งงงหนัก
“ตอบแทนเนื่องในอะไรเหรอคะคุณพี่”
“ก็เมื่อคืนนี้หลานหญิงป่วยหนัก อาการไม่ค่อยดี ร้องหาแต่ปุ้ม ปุ้มเขามีน้ำใจออกมาเยี่ยมแล้วก็อยู่จนหญิงหลับไป ลุงก็เลยตอบแทนปุ้มเขานิดๆ หน่อยๆ น่ะ”
ส่องแสงอึ้งไปด้วยความริษยา สีสุกคิดและรีบตีหน้าเศร้า
“โถ น่าสงสารคุณหญิงนะคะ นี่ถ้าดิฉันกับแม่ส่องรู้ก็คงจะมาเยี่ยมเธอเหมือนกัน เอ่อ ว่าแต่คุณพี่คะ แล้วเมื่อคืนนี้ปุ้มเขาอยู่จนถึงกี่โมงคะ แล้วมืดค่ำแบบนั้นปุ้มเขากลับบ้านยังไงล่ะคะ”
“ปุ้มเขาอยู่จนถึงประมาณสองทุ่มกว่าๆ เห็นจะได้ แล้วลุงก็ให้หนึ่งไปส่งปุ้มเขาที่เดือนประดับน่ะ”
“สามทุ่ม พี่หนึ่งไปส่ง”
ส่องแสงกับสีสุกมองหน้ากัน นึกถึงคำพูดของชุลีเมื่อคืนทันที ส่องแสงนั่งตัวแข็งด้วยความโกรธและริษยาจับขั้วหัวใจ
สีสุกถึงกับร้อนกระพือพัดออกมา หวังจะให้ใจเย็นลง

ภายในร้านเสื้อผ้า ชุดว่ายน้ำ 5 ชุด สีสันสดใสวางอยู่หน้าหทัยรัตน์
 
อนวัชยังคงเลือกต่อ คนขายเป็นชายจีนท่าทางพูดมากคอยยืนเชียร์อยู่ข้างๆ
“คุงผู้ชายตาแหลมจิงๆ เลือกแต่ชุกสวยๆ เหมาะกับคุงผู้หญิงทุกชุกเลย รับรองว่าใส่แล้วต้องสวยแน่ๆ”
“ชุดนี้ชอบมั้ย”
“ไม่ชอบค่ะ ห้าชุดพอแล้ว”
“แต่ฉันชอบ”
“คุณชอบก็ซื้อไปใส่เองสิคะ”
“ไม่ ฉันจะซื้อไปให้เธอใส่”
อนวัชวางชุดนั้นรวมกับ 5 ชุด ที่วางอยู่ หทัยรัตน์มองด้วยความขัดใจ
“ถ้าซื้อครบ 7 ชุก จะแถมหมวกว่ายน้ำให้ 2 ใบ ตอนนี้ได้ 6 ชุกแล้ว คุงผู้ชายเลือกอีกชุกสิครับจะได้ครบ 7”
“พอแล้วค่ะ ไปทะเลแค่ 4 วันไม่จำเป็นต้องซื้อถึง 7 ชุด”
“แต่ฉันจะซื้อ เผื่อว่าวันไหนเธออยากจะใส่สองสามชุดสลับกันเช้ากลางวันเย็นหรือบางวันจะใส่เล่นน้ำก่อนนอนด้วยก็ได้”
อนวัชหันไปหยิบอีกชุดที่วางอยู่มารวมกับที่กองไว้ หทัยรัตน์มองชุดว่ายน้ำ 7 ชุดที่วางอยู่ตรงหน้าด้วยความเซ็ง อนวัชเดินไปดูหมวกเดินเล่นชายหาดที่แขวนโชว์อยู่
“หทัยรัตน์ มาเลือกหมวกไว้ใส่เดินเล่นชายหาดสิ ฉันจะซื้อให้ สีขาวใบนี้ชอบมั้ย ลองมาสวมดูสิ”
“ไม่ค่ะ ดิฉันไม่ชอบใส่หมวก”
อนวัชหันไปคว้าหมวกมาสามใบแล้วเดินมาหาหทัยรัตน์
“เอาหมวกสามใบนี้นะครับ แล้วก็เอากระเป๋าใบนั้น เอาผ้าเช็ดตัวผืนนี้ แล้วก็เอาครีมขวดโน้นด้วย อ้อ แล้วก็เอาผ้าคลุมผมผืนนั้นอีกผืนหนึ่ง ทั้งหมดใส่ถุงรวมกับชุดว่ายน้ำนะครับ”
หทัยรัตน์ชะงักหันมามองชายหนุ่ม
“แต่ดิฉันไม่ต้องการของที่คุณซื้อนะคะ”
“ก็ฉันอยากจะซื้อ เธอมีหน้าที่ใช้ก็ใช้ไป”
“ทำเป็นอวดเศรษฐี”
อนวัชชะงักหันมา หทัยรัตน์ทำเป็นหันหนีไปทางอื่น
“บ่นอะไร”
“ไม่มีอะไรนี่คะ คุณอยากจะซื้อก็ซื้อไป ดิฉันจะใช้หรือไม่ใช้ก็เรื่องของดิฉัน”
อนวัชมองหทัยรัตน์อย่างหมั่นเขี้ยว
“นี่ครับ ขอบคุณครับ แหม คุณผู้ชายเป็นคนใจดี แถมยังรสนิยมดีอีกต่างหาก คุณผู้หญิงนี่โชคดีจริงๆนะครับ”
หทัยรัตน์อาย รีบเดินหนีออกไป อนวัชยิ้มหันไปรับถุงของและรีบเดินตามออกไป หทัยรัตน์เดินนำมาที่รถ
“นี่เธอ อยากได้อะไรอีกมั้ย ฉันจะได้ซื้อให้”
“นี่คุณอนวัช มีความสุขนักหรือไงกับการกวนใจกวนประสาทคนอื่นแบบนี้”
“ใช่ โดยเฉพาะผู้หญิงอวดดีอย่างเธอ ฉันยิ่งชอบ”
“ตามใจ คุณจะทำอะไรก็ทำไป เพราะฉันไม่สนใจ”
หทัยรัตน์สะบัดหน้าอย่างแรงแต่ไม่ทันระวังเลยไปชนป้ายร้านค้าที่แขวนอยู่ หัวโขกอย่างแรง อนวัชขำแบบไม่ไว้หน้า ไม่มีฟอร์มใดๆ ของความเป็นอนวัชหลงเหลืออยู่เลย
“สมน้ำหน้า ทีหลังจะเชิดใส่ก็หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้างนะ”
หทัยรัตน์ทั้งอายและเจ็บ รีบก้มหน้าเดินหนีไป อนวัชขำไม่หยุด มองหทัยรัตน์ด้วยความเอ็นดูโดยไม่รู้ตัว

รถของอนวัชมาจอดอยู่หน้าเดือนประดับ หทัยรัตน์ลงจากรถ อนวัชถือถุงของลงมาให้ ทันใดนั้นเสียงส่องก็ดังขึ้น
“แหม ซื้ออะไรกันมาคะ หอบพะรุงพะรังเชียว”
หทัยรัตน์ชะงัก เซ็งขึ้นมาทันที เธอหันมาทางอนวัช หาทางหนี
“ดิฉันถือเองก็ได้ค่ะ ขอบคุณมาก”
อนวัชกำลังจะส่งของให้หทัยรัตน์ แต่สีสุกขัดขึ้น
“นี่ของของเธอหมดเลยเหรอแม่ปุ้ม ทำไมเยอะแยะขนาดนี้ หรือเห็นว่าคุณพี่ออกปากซื้อให้ เลยซื้อแบบไม่เกรงใจ”
หทัยรัตน์อึ้ง อนวัชออกรับแทน
“ของพวกนี้ผมเป็นคนเลือกให้ปุ้มเองครับ เขาไม่ได้เรียกร้องอะไร”
หทัยรัตน์มองหน้าอนวัชด้วยความแปลกใจ สีสุกไม่ค่อยพอใจที่อนวัชรับแทน ส่องแสงรีบช่วย
“คุณแม่ไม่ได้ว่าปุ้มเรียกร้องอะไรหรอกค่ะ เพียงแต่เกรงใจพี่หนึ่ง นอกจากดูแลคุณหญิงแล้วยังต้องลำบากอุปการะ คุณครูของคุณหญิงอีกหนึ่งคน แต่ส่องก็เข้าใจนะคะ ปุ้มเขาเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ สมบัติอะไรก็ไม่มี ทะเลก็คงจะไม่เคยไป สิ่งของเครื่องใช้สำหรับไปทะเลก็เลยไม่มี โชคดีของเธอจริงๆ นะปุ้มที่คุณลุงและพี่หนึ่งเมตตา ถึงได้มีปัญญาใช้ของดีๆ พวกนี้”
หทัยรัตน์สะอึกไป อนวัชเหลือบมองด้วยความสงสาร จึงชวนส่องแสงเปลี่ยนเรื่อง
“ส่องกับคุณอาทราบได้ยังไงครับว่าคุณพ่อเป็นคนให้ผมพาปุ้มไปซื้อของ”
“ส่องแวะไปหาพี่หนึ่งที่เพชรลดาแต่คลาดกัน คุณลุงเลยบอก ส่องก็เดาว่าหลังจากซื้อของแล้ว ปุ้มคงจะขอให้พี่หนึ่งมาส่งที่เดือนประดับ ส่องเลยมาดักรอที่นี่”
“คุณส่องแสงกับคุณสีสุกคงจะมีธุระกับคุณ พี่หนึ่ง ถึงได้ตามมาที่นี่ ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอตัวก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์จะเดินไป แล้วนึกได้ อยากจะแกล้งส่องแสงกับสีสุก เลยหันกลับมาหาอนวัช และยิ้มหวาน
ให้พร้อมกับพูดอย่างอ่อนหวาน
“ปุ้มต้องขอบคุณพี่หนึ่งมากนะคะ ที่กรุณาพาปุ้มไปเลือกซื้อของ ของที่พี่หนึ่งเลือกให้ ถูกใจปุ้มมากๆเลยค่ะ ปุ้มขอตัวก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์ทิ้งระเบิดแล้วเดินเข้าบ้านไป อนวัชแปลกใจกับท่าทีอันแสนดีของหญิงสาว ส่องแสงกับสีสุกแทบกรี๊ด สองคนมองหน้ากัน แล้วเริ่มดำเนินแผนต่อไป
“อุ้ยตาย ส่องลืมไปว่ามีธุระต้องคุยกับปุ้ม คุณแม่คุยกับพี่หนึ่งไปก่อนะคะ เดี๋ยวส่องมาค่ะ”
“จ้ะ”
ส่องแสงกับสีสุกมองหน้ารู้กัน

หทัยรัตน์เดินเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์คุกรุ่น ส่องแสงเดินตามมา
“แกโง่ไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกับคุณแม่พูด หรือแกคิดจะแข่งกับฉันจริงๆ”
“ดิฉันไม่เคยคิดจะแข่งกับคุณ”
“แล้วของพวกนี้ มันคืออะไร ถ้าแกไม่ใช้มารยา คุณลุงกับพี่หนึ่งจะหลงกลแกได้ยังไง ดูสิประเคนให้กันขนาดนี้ ใช้มารยาไปกี่เล่มเกวียน หะ”
“ของที่คุณเห็น ดิฉันไม่ได้เรียกร้อง”
“แกไม่เรียกร้อง แต่หลอกลวงเอามาล่ะสิ ถ้าแกไม่คิดจะแข่งกับฉันจริงๆ อยู่ห่างจากพี่หนึ่งให้มากที่สุด แต่ถ้าคิดจะแข่งวาสนากับฉัน เตรียมตัวแพ้ได้เลย เพราะพี่หนึ่งเขาต้องเลือกเพชรแท้อย่างฉัน ไม่ใช่กากเพชรอย่างแก”
ส่องแสงปัดถุงของที่วางอยู่ตกลงพื้น แล้วก็เชิดใส่อย่างสะใจ หทัยรัตน์มองของที่ตกอยู่ที่พื้นแล้วหน่ายใจ

สีสุกคุยกับอนวัชตามลำพัง พลางต่อว่า
“คุณหนึ่งเนี่ยใจร้ายจังนะคะ ไปเที่ยวชิดชายชลทั้งที ไม่เห็นชวนอากับแม่ส่องสักคำ”
“ผมไม่ได้ไปเที่ยวครับคุณอา แต่ผมพาคุณหญิงไปพักผ่อน แล้วผมก็เพิ่งรู้เรื่องเมื่อกลางวันนี้เอง”
“พูดแบบนี้แสดงว่า ถ้าคุณหนึ่งรู้ก่อนหน้านี้ คงจะชวนเราสองคนแม่ลูกใช่มั้ยคะ”
“ครับ ที่ชิดชายชลกว้างขวาง ถ้าคุณอากับส่องสนใจ เชิญไปด้วยกันนะครับ”
“ที่จริงอาก็อยากไปหัวหินอยู่พอดีเลยค่ะ เออ แล้วจะเดินทางกันวันไหนคะ”
“วันศุกร์นี้ครับ แล้วกลับวันจันทร์”
“แต่น้ากับแม่ส่องไม่รู้จักทาง คงต้องรบกวนติดรถคุณหนึ่งไปนะคะ”
“ได้ครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ”
อนวัชเดินไปที่รถ และขับออกไป ส่องแสงเดินออกมาหาสีสุก
“เป็นยังไงบ้างลูก เรียบร้อยมั้ย”
“เรียบร้อยสิคะ ส่องสั่งสอนมันไปแล้ว แล้วคุณแม่ล่ะคะ เรียบร้อยมั้ย”
“แน่นอนค่ะ เราสองคนรีบกลับบ้านไปเก็บกระเป๋าเตรียมไปหัวหินกันดีกว่าค่ะ”

ส่องแสงกับสีสุกหัวเราะกันอย่างมีความสุข

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 4 (ต่อ)

หทัยรัตน์คุยกับสุดาและสัทธาด้วยความร้อนใจ
 
“ตกลงพี่แป้นกับพี่ปุ๊ไปหัวหินกับปุ้มได้มั้ยคะ”
“พี่ไปวันศุกร์ไม่ได้ เพราะติดประชุม คงต้องตามไปวันเสาร์ พี่ปุ๊ล่ะคะ”
“พี่มีเข้าเวร ตามไปวันเสาร์เหมือนกัน เดี๋ยวพี่จะไปกำชับให้หนึ่งดูแลปุ้มอย่างใกล้ชิด”
“ไม่ต้องนะคะพี่ปุ๊ ปุ้มโตแล้ว ปุ้มดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องฝากปุ้มไว้กับคุณอนวัชหรอกค่ะ ยิ่งฝากปุ้มจะยิ่งลำบากเป็นเท่าตัว”
หทัยรัตน์นึกถึงอนวัชด้วยความขัดเคืองอารมณ์

อนวัชนั่งจิบน้ำชาอยู่ที่ระเบียงบ้าน คิดถึงหทัยรัตน์แล้วอมยิ้มนิดๆ โดยไม่รู้ตัว สัทธาเดินเข้ามาเห็นพอดี
“หนึ่ง”
“อ้าวปุ๊ มาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“มาทันเห็นแกยิ้มคนเดียวก็แล้วกัน คิดถึงใครหะ ถึงได้ยิ้มหวานจนมดจะขึ้นปากอยู่แล้ว”
อนวัชสะอึก เขินๆ รีบกลบเกลื่อน
“บ้า ฉันไม่ได้คิดถึงใครสักหน่อย ฉันยิ้มเพราะคิดถึงเรื่องตลกๆ น่ะ แล้วแกมาหาฉันมีอะไร”
“แน่ะๆๆ แน้ รีบเปลี่ยนเรื่องเลยนะ ที่ฉันมาเนี่ย ก็จะมาบอกเรื่องที่จะไปหัวหิน ฉันกับแป้นจะตามไปวันเสาร์ ยังไงๆ ตอนที่ฉันยังไปไม่ถึง แกก็ดูแลยัยปุ้มด้วยแล้วกัน”
“ไม่ต้องห่วง คุณอาสีสุกกับน้องส่องก็ไปด้วยกัน”
“หะ อาสีสุกกับส่องไปด้วยเหรอ”
“ใช่ เขาเพิ่งขอฉันเมื่อวันก่อน ฉันเห็นว่าที่บ้านพักยังมีห้องเหลือก็เลยอนุญาต”
“เหลือเกินจริงๆ เอาเป็นว่า ถึงสองคนนี้ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร หนำซ้ำยิ่งต้องฝากแกดูแลยัยปุ้มมากกว่าเดิม”
“จริงๆ ฉันก็ไม่อยากจับตาดูน้องสาวแกสักเท่าไหร่ แต่ฉันก็จะพยายามดูแลให้ แกก็ไปบอกให้เขาเข้าใจด้วยแล้วกัน ไม่งั้นเขาจะเข้าใจผิดคิดว่าฉันเฝ้าดูเขาด้วยความสนใจ”
“ขอให้ปากตรงกับใจก็แล้วกัน”
“คนอย่างอนวัช พูดอะไรออกไป ตรงใจเสมอ ไม่ต้องห่วง”
“แล้วถ้าแกไม่รู้ใจตัวเอง จะรู้ได้ยังไงว่ามันตรงใจหรือเปล่า”
อนวัชสะอึก

หทัยรัตน์จัดกระเป๋า ชุดว่ายน้ำที่หนึ่งซื้อให้วางอยู่เต็มไปหมด สุดาเดินเข้ามาในห้อง เห็นชุดว่ายน้ำ
“นี่ชุดที่พี่หนึ่งซื้อให้เหรอปุ้ม”
“ค่ะ”
“สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะเนี่ย พี่หนึ่งนี่ตาถึงจริงๆ แล้วปุ้มชอบมั้ย”
“ปุ้มคงตาไม่ถึงมั้งคะ เลยดูไม่ออกว่าของที่คุณอนวัชเลือกให้ จะสวยตรงไหน”
“จริงสินะ คนอย่างคุณหทัยรัตน์จะพอใจของที่คุณอนวัชเลือกให้ได้ยังไง เสียศักดิ์ศรีหมด ใช่มั้ยจ้ะ”
“ปุ้มไม่ได้ไม่ชอบเพราะทิฐินะคะ แต่ปุ้มไม่ชอบเพราะไม่ชอบจริงๆ”
“ขอให้คำพูดที่ออกจากปากมันตรงกับใจก็แล้วกัน แล้วพี่จะเชื่อ”
สุดาอมยิ้ม
“งั้นพี่แป้นก็เชื่อได้เลยค่ะ เพราะปุ้มพูดอะไรออกไปตรงกับใจเสมอค่ะ ไม่ต้องห่วง”
หทัยรัตน์ทำเป็นยืนยัน

เช้าวันเดินทางไปหัวหิน หทัยรัตน์ยืนรอที่หน้าบ้าน สุดายืนอยู่เป็นเพื่อน อนวัชขับรถมาจอด หทัยรัตน์มองเข้าไปในรถด้วยความแปลกใจที่ไม่เห็นคนอื่น
“คุณอนวัชคะ แล้วคุณหญิงกับคุณลุงล่ะคะ”
“คุณหญิง คุณพ่อ แม่โอ กับคุณหมอไปรถอีกคัน ส่วนเธอไปกับฉัน แล้วไปเจอกันที่บ้านพัก”
หทัยรัตน์อึกอัก อนวัชสังเกตเห็นเลยดักคอ
“แต่เธอไม่ต้องกลัวว่าจะต้องนั่งรถไปกับฉันแค่ 2 คนหรอกนะ เพราะฉันจะต้องไปรับส่องแสงกับอาสีสุกไปด้วยกัน”
สุดาหันมามองหทัยรัตน์ด้วยความเป็นห่วง
“แป้นฝากปุ้มกับพี่หนึ่งด้วยนะคะ”
“พี่แป้นคะ ปุ้มโตแล้ว ดูแลตัวเองได้ พี่แป้นไม่ต้องฝากคนอื่นหรอกค่ะ”
“นั่นสิ น้องสาวแป้นน่ะเก่งจะตาย คงไม่มีใครกล้าทำอะไรหรอก นอกจากจะเที่ยวไปทำร้ายคนอื่นมากกว่า โดยเฉพาะ ทำร้ายจิตใจพวกหนุ่มๆ”
อนวัชยิ้มเยาะ หทัยรัตน์ค้อนใส่
“สงสัยพี่แป้นจะฝากปุ้มกับคนผิดแล้วมั้งคะ เพราะคนที่รับฝากดูเหมือนจะชอบทำตัวเป็นเด็กๆ เจอหน้าเป็นต้องหาเรื่องชวนตีอยู่เรื่อย”
อนวัชอ้าปากจะทะเลาะอีก สุดารีบตัดบท
“เอาละค่ะ อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลยนะคะ ต้องอยู่ด้วยกันอีกหลายวัน เก็บแรงไว้บ้างเถอะค่ะ แป้นว่านี่ก็สายมากแล้ว ถ้าไม่รีบไปแดดจะร้อนนะคะ แหวว ยกกระเป๋าคุณปุ้มขึ้นรถไป”
แหววยกกระเป๋าไป หทัยรัตน์จะเดินไปขึ้นเบาะหลัง อนวัชดักคอ
“นี่เธอ รถฉันไม่ใช่แท็กซี่ แล้วฉันก็ไม่ใช่คนขับรถ เชิญมานั่งด้านหน้า”
อนวัชเปิดประตูให้ หทัยรัตน์จำต้องมานั่งหน้า
“พี่ไปนะแป้น แล้วเจอกันพรุ่งนี้”
“ค่ะ”
อนวัชขับออกไป สุดามองกังวล
“จะรอดมั้ยเนี่ย”

ส่องแสงและสีสุกยืนรออยู่ รถอนวัชแล่นเข้ามา สองแม่ลูกเห็นหทัยรัตน์นั่งอยู่ข้างหน้า
“ดู๊ดู นังปุ้มมันนั่งเชิดจนคอแทบหัก นี่คงจะภูมิใจมากสิท่าที่ได้นั่งคู่กับคุณหนึ่ง”
ส่องแสงไม่พอใจ พอรถจอด อนวัชเดินลงมา
“สวัสดีค่ะพี่หนึ่ง”
“สวัสดีครับคุณอา”
หทัยรัตน์ลงจากรถยกมือไหว้สีสุกและส่องแสง สีสุกไม่รับไหว้ พูดสวนกลับ
“อ้าว แม่ปุ้มทำไมมารถคุณหนึ่งล่ะ เธอเป็นคุณครูคุณหญิงไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่ไปคันเดียวกับคุณหญิงล่ะ”
หทัยรัตน์มองกลับด้วยความไม่พอใจ และรู้ว่าศึกเริ่มเปิดฉาก เธอสวนกลับแบบไม่กลัว
“นั่นน่ะสิคะ ปุ้มก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไม แต่พี่หนึ่งมารับ ปุ้มก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง”
หทัยรัตน์ยิ้มนิดๆ แกล้งสองแม่ลูก อนวัชเหล่ๆ อย่างรู้ทัน
“เรารีบไปกันเถอะค่ะคุณแม่ อย่ามัวซักไซ้ให้เสียเวลาเลยค่ะ เดี๋ยวจะสายไปมากกว่านี้ ปุ้ม ช่วยยกกระเป๋าของฉันกับคุณแม่ขึ้นรถด้วยสิ พอดีคนรับใช้คนอื่นกำลังยุ่งอยู่ในครัว”
ส่องแสงพูดจบก็ควงแขนอนวัชขึ้นรถไป
“ไปกันเถอะค่ะพี่หนึ่ง เดี๋ยวส่องจะนั่งหน้าไปกับพี่หนึ่งนะคะ จะได้จำทางไปด้วย คราวหลังส่องกับคุณแม่จะได้ขับรถไปกันเอง ไม่ต้องลำบากพี่หนึ่งแบบนี้”
สีสุกทองหทัยรัตน์
“รีบๆ ขนขึ้นรถสิยะ มัวยืนบื้ออยู่ได้ เสียเวลา”
สีสุกเดินขึ้นรถไป ส่องแสงเดินควงอนวัชมาไม่ให้สนใจหทัยรัตน์ แต่อนวัชแอบดูว่าหทัยรัตน์จะทำอย่างไร
 
หทัยรัตน์ยอมยกกระเป๋าขึ้นรถไปเพื่อตัดปัญหา

ชุลีเข้ามาที่บ้านส่องแสง มองหาคนในบ้านแต่ไม่เจอใคร
 
“ส่อง ส่อง คุณอาคะ”
คนรับใช้เดินเข้ามา
“คุณส่องแสงกับคุณสีสุกไม่อยู่ค่ะ ไปหัวหิน คุณอนวัชมารับเมื่อเช้านี้ค่ะ”
“หะ ไปหัวหินกับคุณอนวัช ไปนานหรือยัง”
ชุลีตาโตวาว

วิทย์ แม่โอ และกรกนกนั่งชมวิวอยู่ที่ระเบียงชิดชายชล
“หลานหญิงชอบที่นี่มั้ยลูก”
“ชอบค่ะ ที่นี่สวย สงบ แล้วก็มองเห็นทะเลด้วย หญิงชอบทะเลที่สุดเลยค่ะ ถ้าพี่ชายมาด้วยก็ดีนะคะ”
“ถึงพี่ชายไม่ได้มาด้วย แต่หญิงก็มีลุง มีพี่หนึ่ง มีคุณครู แล้วก็ยังมีอีกหลายต่อหลายคนที่จะมาอยู่กับหญิงนะลูก”
“ค่ะ หญิงจะพยายามไม่คิดถึงพี่ชาย และมีความสุขกับทุกๆ คนที่นี่ค่ะ”
“ดีมากลูก”
เสียงรถของอนวัชแล่นเข้ามา
“คุณหนึ่งกับคุณครูมาแล้วค่ะ”
แม่โอร้องบอก กรกนกหันไปมองด้วยความดีใจ

เมื่อทุกคนลงมาจากรถของอนวัช ส่องแสงรีบหันมาบอกหทัยรัตน์เสียงหวาน
“ปุ้มจ๊ะ เดี๋ยวช่วยยกกระเป๋าของพี่กับของคุณแม่ขึ้นไปบนบ้านให้ด้วยนะจ้ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกส่อง ที่นี่มีเด็กรับใช้เยอะแยะ เดี๋ยวให้เขามายกก็ได้ครับ”
“พี่หนึ่งไม่ต้องห่วงปุ้มหรอกค่ะ งานใช้แรงแบบนี้ปุ้มเขาถนัดค่ะ เรารีบเข้าไปในบ้านพักกันดีกว่านะคะ คุณหญิงคงจะรอแย่แล้ว”
ส่องแสงรีบควงแขนอนวัชไปแกมบังคับ อนวัชยังห่วงหทัยรัตน์ สีสุกเดินมาหาหทัยรัตน์
“นี่ยกของขึ้นไปแล้ว ก็ไปเตรียมหาน้ำหาท่ามาให้ฉันกับลูกส่องด้วย หัดทำงานให้คุ้มข้าวสุกที่พี่ชายฉันเลี้ยงดูเธอหน่อยนะยะ ไม่ใช่เอาแต่แต่งตัวอวดผู้ชาย”
สีสุกสะบัดหน้าใส่และเดินหนีไป หทัยรัตน์เซ็ง วิทย์ถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นหทัยรัตน์ยกกระเป๋า
“อ้าว ทำไมต้องยกเอง เด็กรับใช้ที่นี่มีตั้งเยอะแยะ หนึ่งไปบอกให้เด็กๆ ไปยกกระเป๋าขึ้นมาบนบ้านไป”
“ครับคุณพ่อ”
อนวัชรีบเดินไป ส่องแสงกับสีสุกห้ามไม่ทัน

หทัยรัตน์กำลังยกกระเป๋าลงจากรถ เสียงประสงค์ดังขึ้น
“ปุ้ม”
“อ้าวคุณประสงค์”
“มาทำอะไรที่นี่ครับ”
“มาทำอะไรที่นี่คะ”
ทั้งสองคนพูดพร้อมกันแล้วก็หัวเราะ อนวัชเดินมาถึงพอดี เห็นสองคนหัวร่อต่อกระซิกกันก็เคืองขึ้นมาทันที
“เชิญปุ้มตอบก่อนครับ”
“ปุ้มเป็นคุณครูของคุณหญิงกรกนกหลานของคุณลุงวิทย์เจ้าของบ้านนี้ค่ะ”
“อ้าวบังเอิญจริง ผมเป็นคุณหมอของคุณหญิงครับ”
“เหรอคะ แหม โลกมันกลมจริงๆ นะคะ”
“นี่กระเป๋าของปุ้มเหรอ”
“บางส่วนของปุ้ม บางส่วนของน้องสาวและหลานสาวของคุณลุงน่ะค่ะ พอดีเดินทางมาด้วยกัน ปุ้มกำลังจะยกขึ้นบ้านน่ะค่ะ”
“ผมช่วย”
อนวัชเดินมาขัดจังหวะ
“ขอโทษนะครับที่ต้องมาขัดจังหวะ พอดีคุณพ่อให้ฉันเรียกเด็กมาช่วยเธอยกกระเป๋าขึ้นไปบนบ้าน แต่สงสัยว่าคงจะไม่ต้องแล้ว ดูท่าทางเธอคงจะมีคนช่วย”
“ครับ เดี๋ยวผมช่วยคุณหทัยรัตน์ยกกระเป๋าขึ้นไปเองก็ได้ครับ คุณอนวัชไม่ต้องห่วง”
“ที่จริงผมก็ไม่ห่วงอะไรหรอกครับ เพราะมั่นใจว่าผู้หญิงอย่างปุ้มคงจะมีผู้ชายคอยช่วยตลอดเวลาอยู่แล้ว”
ประสงค์งงๆ
“เชิญคุณหมอตามสบายนะครับ ผมไม่ขัดจังหวะ”
อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์แล้วเดินไป ประสงค์งง
“คุณอนวัชพูดแปลกๆ นะครับ”
“ก็เขาเป็นคนแปลกนี่คะ เลยชอบพูดแปลกๆ เราอย่าไปสนใจเลยค่ะ”
หทัยรัตน์ยกกระเป๋าแล้วเดินนำเข้าบ้านไป ประสงค์เดินตามต้อยๆ อนวัชแอบดูอยู่ด้วยความไม่พอใจ

สุดาอ่านจดหมายประสาทพร แล้วนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุข ทิพย์กับสุทธิ์ เดินเข้ามา ทิพย์ถามด้วยความแปลกใจ
“นั่งอ่านจดหมายใครลูก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่คนเดียว”
“จดหมายของคุณชายประสาทพรค่ะ”
“หือ จดหมายคุณชาย”
“ค่ะ ตลกมากเลยค่ะ คุณชายเพิ่งจะตอบแป้นมาฉบับแรก แล้วก็ถามคำถามมากมาย ซึ่งแป้นเขียนตอบไปในจดหมายฉบับที่สองแล้ว ถ้าคุณชายได้จดหมาย อาจจะแปลกใจที่แป้นตอบไปโดยยังไม่ได้อ่านคำถาม ใจตรงกันโดยไม่ได้นัดหมาย”
“พ่อเพิ่งรู้ว่าแป้นสนิทกับคุณชายขนาดเขียนจดหมายคุยกันเป็นคุ้งเป็นแคว”
“คือ แป้นได้รับมอบหมายให้ทำธุระให้คุณชายน่ะค่ะ”
สุดาเผลอพูด ลืมว่าประสาทพรไม่ให้บอก
“ธุระอะไร”
“เอ่อ คือ ธุระเรื่องคุณหญิงน่ะค่ะ คือ คุณชายให้แป้นรายงานความคืบหน้าการเรียนการสอนของคุณหญิงน่ะค่ะ แหะๆ แป้นเก็บกระเป๋าเตรียมไปหัวหินค้างอยู่ แป้นขอขึ้นไปเก็บต่อก่อนนะคะ”
สุดารีบออกไป

ประสงค์จุดเตาบาร์บีคิว หทัยรัตน์ยืนอยู่ข้างๆ เป็นลูกมือ
“ติดหรือยังครับคุณหทัยรัตน์”
“เกือบแล้วค่ะ ต้องพัดอีกหน่อย มาค่ะเดี๋ยวปุ้มพัดเอง”
หทัยรัตน์เอาพัดมาพัด แต่ไม่ทันระวัง ขี้เถ้าปลิวขึ้นมาโดนหน้าประสงค์
“โอ้ย”
“อุ้ย”
หทัยรัตน์ตกใจรีบเอาผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดให้
“ขอโทษนะค”
อนวัช ส่องแสง สีสุก เดินมาเห็นพอดี อนวัชชักสีหน้า หมั่นไส้
“แม่ปุ้มทำอะไรน่ะ ที่นี่กลางแจ้งนะจ๊ะ คนเดินผ่านไปผ่านมาตั้งมากมาย หัดอายคนอื่นเขาบ้าง”
“ดิฉันแค่เช็ดฝุ่นให้คุณหมอประสงค์ มีอะไรน่าอายเหรอคะ”
“คุณแม่ปล่อยปุ้มเขาไปเถอะค่ะ เขาโตแล้ว ทำอะไรก็คงจะคิดเองได้ เราพูดมากไปเขาจะหาว่าเรายุ่งไม่เข้าเรื่องนะคะ พี่หนึ่งคะ เราไปนั่งทานด้านโน้นกับคุณหญิงดีกว่านะคะ”
ส่องแสงลากอนวัชไป สีสุกพูดกับหทัยรัตน์
“นี่ทำอะไรให้มันเร็วๆ หน่อยนะแม่ปุ้ม ฉันหิวแล้ว อย่ามัวแต่หัวร่อต่อกระซิกนักเลย ทำอะไรก็เกรงใจเจ้าของบ้านเขาบ้าง หรือไม่ก็เกรงใจฉันบ้าง หน้าฉันบาง ฉันอาย”
สีสุกพูดจบก็สะบัดหน้าเดินไป หทัยรัตน์อึ้ง
“คุณหทัยรัตน์ครับ ทำไมคุณสีสุกพูดแบบนี้ล่ะครับ ไม่ให้เกียรติคุณเลย”
“ช่างเขาเถอะค่ะ คุณอาสีสุกคงจะพูดเพราะความหิวน่ะค่ะ อย่าไปใส่ใจเลย คุณประสงค์ไปนั่งรอที่โต๊ะเถอะค่ะ ปุ้มจัดการเอง”
“ผมช่วยดีกว่าครับ”
“อย่าเลยค่ะ ปุ้มไม่อยากมีปัญหานะคะ ปุ้มทำเอง”

ประสงค์จำใจต้องไปนั่งที่โต๊ะ หทัยรัตน์ยืนปิ้งอยู่คนเดียวด้วยความเซ็ง อนวัชนั่งอยู่ที่โต๊ะทำเป็นไม่สนใจ แต่ปรายตามองตลอดเวลา

อาหารทะเลปิ้งแล้วมาวางไว้บนโต๊ะ กรกนก วิทย์ ประสงค์ สีสุก อนวัช ส่องแสง นั่งอยู่ สีสุกมองดูอาหารแล้วโวย
 
“ตายแล้วแม่ปุ้ม นี่เธอทำอะไรมาน่ะ ทำไมกุ้งถึงได้ดำแบบนี้ แล้วดูสิ ปูนี่ก็ยังไม่สุกดีเลย ทำอะไรให้มันเรียบร้อยหน่อยสิ เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าป้าเธอไม่ยอมสั่งสอนเรื่องงานบ้านงานครัว”
ประสงค์เหลือบมองอาหารที่หทัยรัตน์ยกมา
“แต่ผมว่ามันก็ทานได้นะครับ กุ้งนี่ก็ไม่ได้ไหม้ แค่เกรียมตรงหางนิดหน่อย ปูนี่ก็สุกแล้วนะครับ”
ประสงค์ออกรับแทน อนวัชมองประสงค์
“นั่นสิ ลุงว่ามันก็พอทานได้นะ ปุ้มไม่ต้องไปทำแล้วล่ะ ยังไม่ได้ทานเลยนี่ มานั่งทานด้วยกันเถอะ เดี๋ยวให้เด็กๆ ไปจัดการกันเอง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ปุ้มยังไม่ค่อยหิว แล้วก็ยังไม่อยากทานอะไร เดี๋ยวปุ้มไปทำมาให้ใหม่ก็แล้วกันนะคะ”
หทัยรัตน์ยกจานอาหารไป
“ผมไปช่วยคุณหทัยรัตน์นะครับ”
ประสงค์ลุกไป อนวัชมองตาม ส่องแสงมองด้วยความหมั่นไส้
“แหมปุ้มเนี่ย เป็นขวัญใจหนุ่มๆ จริงๆ เลยนะคะ”
ส่องแสงหยอดย้ำให้อนวัชไม่พอใจ สีสุกกระซิบใส่ไฟต่อ
“อุ้ยแม่เห็นคุยกับคุณหมอประสงค์กระหนุงกระหนิงกันตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว หัวร่อต่อกระซิกกันดังไปทั้งหาด”
“เหรอคะคุณแม่ สงสัยแม่ปุ้มคงจะเริ่มหว่านเสน่ห์อีกแล้วมั้งคะ แต่ปุ้มก็เก่งนะคะ แค่ไม่กี่ชั่วโมงคุณหมอติดแจเลย ดูสิคะ”
อนวัชชายตาไปมองแบบมีฟอร์ม ประสงค์ช่วยหทัยรัตน์อย่างขมีขมัน ดูสนิทสนมกันอย่างมาก อนวัชเริ่มเคือง

กลางคืน กรกนกถามด้วยความตื่นเต้น
“วันพรุ่งนี้พี่หนึ่งจะพาน้องหญิงลงไปเล่นน้ำจริงเหรอคะ”
“จริงครับ”
“แต่ หญิงจะเล่นน้ำยังไงล่ะคะ ในเมื่อขาของหญิง”
“ทำไมจะเล่นไม่ได้ล่ะครับ เดี๋ยวพี่หนึ่งจะอุ้มคุณหญิงลงในน้ำ แล้วก็คอยประคองคุณหญิงอยู่ตลอด เท่านี้คุณหญิงก็ได้เล่นน้ำแล้ว”
หทัยรัตน์เดินมาพร้อมกับแก้วน้ำและยา พอได้ยินเสียงอนวัชก็ชะงักหยุดฟัง กรกนกหน้าเศร้า
“แต่พี่หนึ่งไม่เหนื่อยเหรอคะ ที่ต้องคอยประคองหญิงอยู่อย่างนั้น”
“ไม่หรอกครับ พี่หนึ่งแข็งแรงนะ แล้วก็เคยเป็นแชมเปี้ยนว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยด้วย แค่พาคุณหญิงว่ายน้ำแค่นี้ สบายมาก”
“ขอบคุณมากค่ะพี่หนึ่ง พี่หนึ่งใจดีที่สุดเลย”
อนวัชกับกรกนกยิ้มให้กันอย่างมีความสุข หทัยรัตน์ยืนแอบอยู่ มองอนวัชคุยกับกรกนก เห็นมุมอ่อนโยนของเขาแล้วแปลกใจ เสียงแม่โอดังขึ้นจากด้านหลังหทัยรัตน์
“คุณครูคะ”
หทัยรัตน์สะดุ้ง รีบหลบ และหันมาหาแม่โอ อนวัชก็ชะงักหันมามอง แต่ไม่เห็นหทัยรัตน์ หทัยรัตน์ส่งแก้วน้ำให้แม่โอ
“ปุ้มฝากแม่โอเอาน้ำให้คุณหญิงทานยาด้วยนะคะ”
“อ้าว แล้วคุณครูไม่เข้าไปหาคุณหญิงเหรอคะ”
“ไม่ดีกว่าค่ะ เอาไว้ปุ้มจะแวะมาหาคุณหญิงแต่เช้านะคะ”
หทัยรัตน์รีบเดินไปเลย แม่โอถือแก้วน้ำเข้ามาในห้องกรกนก
“เมื่อกี๊แม่โอคุยกับใคร”
อนวัชถามแปลกใจ

คืนนั้น หทัยรัตน์นอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมา คิดถึงแต่หน้าอนวัชตอนที่คุยกับกรกนก แล้วก็รู้สึกตัวรีบสะบัดหน้าไล่ภาพของชายหนุ่มออกจากหัว
“บ้าจริง จะไปคิดถึงเขาทำไมกัน นอนได้แล้ว”

หทัยรัตน์พยายามหลับตานอน

ตอนเย็น สัทธาแต่งชุดเตรียมไปเข้าเวร สุดานั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่น
 
“แป้น พี่ออกเวรตอนตีสี่ พอออกเวรแล้ว พี่กลับมารับแป้น แล้วก็ไปหัวหินกันเลย น่าจะถึงตอนสายๆ”
“ค่ะ”
“เออ คืนนี้ก่อนเข้าเวรพี่ว่าจะแวะไปพนัสพงษ์”
“ไปพนัสพงษ์ ทำไมคะ”
“พี่ว่าจะชวนพรรณีไปหัวหินกับพวกเราด้วย แป้นว่าดีมั้ย”
“ก็ดีนะคะ ถ้าเขายอมไปด้วย แต่แป้นไม่แน่ใจ”
“ทำไมล่ะ หรือว่าพี่ไปชวนกระทันหันเกินไป หรือจะโทรศัพท์ไปหาก่อน แต่พรรณีบอกว่าโทรศัพท์บ้านเขาเสีย ใช้งานไม่ได้”
สุดาชักสีหน้านิดๆ รู้ว่าพรรณีโกหก
“พี่ปุ๊ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ จะโทรศัพท์ไปชวน หรือไปชวนด้วยตัวเอง ค่าก็เท่ากัน ยังไงก็ไปไม่ได้อยู่ดี”
“หือ ว่าไงนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แป้นก็บ่นไปเรื่อยเปื่อย พี่ปุ๊อยากชวนก็ลองชวนดูนะคะ แต่ก็เผื่อใจสำหรับความผิดหวังไว้ด้วยนะคะ”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง พี่ชินซะแล้ว กับการโดนพรรณีปฎิเสธ แต่พี่ไม่ยอมแพ้ จะลองชวนดูอีกสักครั้ง พี่ไปก่อนนะ เราก็เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าพี่มารับ”
“ค่ะ”
สัทธายิ้มรับแล้วก็รีบเดินออกไป สุดามองตามด้วยความสงสาร

สุดานั่งเขียนจดหมายหาประสาทพรอยู่ในห้องนอน
“คุณชายเคยอยู่ในสถานการณ์ น้ำท่วมปาก มั้ยคะ จะพูดก็พูดไม่ได้ แต่จะไม่สนใจ ไม่เป็นห่วง ไม่แยแส ก็ไม่ได้เหมือนกัน แป้นอยู่ในอาการแบบนี้อยู่ค่ะ การทนเห็นคนที่เรารักกำลังเดินเข้ามากองไฟ แต่เราทำอะไรไม่ได้ เตือนก็ไม่งาม ห้ามก็ไม่ได้ มันช่างน่าอึดอัดจริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะพี่บ่นเรื่องตัวเองเสียยาว .. หวังว่าคงไม่ทำให้คุณชายเบื่อเสียก่อน ก่อนจบก่อนจาก ขอรายงานความคืบหน้าอาการป่วยของคุณหญิงกรกนก ตอนนี้เริ่มดีขึ้นแล้วนะคะ คุณลุงพาคุณหญิงไปพักผ่อนที่หัวหิน แป้นกับพี่ปุ๊จะตามไปในวันพรุ่งนี้ ถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรายงานมาอีกครั้ง ด้วยความเคารพ จ.น.ท.พ.ศ. สุดา เดือนประดับ”
สุดาไม่รู้เลยว่าการเขียนจดหมายหาประสาทพรเป็นการได้ระบายความรู้สึกออกมา ทำให้เธอกับประสาทพรใกล้ชิดกันมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

พรรณีถามคนรับใช้ด้วยความตกใจ พินิจยืนอยู่ข้างๆ ตกใจไม่แพ้กัน
“พี่ปุ๊อยู่ที่หน้าบ้านเหรอ”
“ค่ะ หนูให้ยืนรออยู่ที่นอกรั้ว เพราะจำได้ว่าคุณพรรณีเคยสั่งไว้ ถ้าคนที่ชื่อสัทธามาหา ให้มารายงานก่อนเชิญให้เข้าบ้านค่ะ หนูเลยให้คุณเขายืนรอ แล้วรีบมารายงานค่ะ”
“พี่นิจทำยังไงดีคะ ถ้าคุณแม่ทราบต้องเป็นเรื่องแน่ๆ”
พินิจคิดๆ แล้วถามคนใช้
“คุณแม่อยู่ที่ไหน”
“แม่อยู่นี่ มีอะไร”
พรรณีกับพินิจหน้าเสีย นวลสงสัย
“แม่ถามว่ามีอะไร ก็ตอบมาสิ จะมองหน้าแม่ทำไม หะ”
พินิจ พรรณี เลิ่กลั่กๆ
“ไม่มีอะไรครับ ผมก็แค่ถามหาเฉยๆ ณี พี่หิวแล้ว ณีไปดูเด็กจัดโต๊ะอาหารให้พี่หน่อย พี่จะออกไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสายที่หน้าบ้านสักครู่”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวณีรีบจัดโต๊ะเลยค่ะ เชิญคุณแม่ที่ห้องกินข้าวเลยค่ะ”
พินิจกับพรรณีมองตารู้กัน กำลังจะแยกย้ายกันไป แต่นวลโพล่งออกมา
“ยัง แม่ยังไม่หิว แม่ออกไปเดินเล่นที่หน้าบ้านกับพ่อนิจด้วยดีกว่า อยากยืดเส้นยืดสายอยู่เหมือนกัน”
พินิจกับพรรณีหันขวับมา พร้อมกับโพล่งออกมา
“ไปไม่ได้นะคะ”
“ไม่ได้นะครับ”
นวลชะงัก มองหน้าสองคน
“เดี๋ยว ทำไมแม่ไปด้วยไม่ได้ หรือว่าที่หน้าบ้านมีอะไร หะ ฉันถามว่าที่หน้าบ้านมีอะไร”
นวลตวาดเสียงแข็ง พรรณีกับพินิจหน้าซีด

สัทธายืนอยู่หน้าบ้านพนัสพงษ์ คนใช้ไม่ออกมาสักที
“ทำไมนานจัง”
สัทธามองไปมองมา
“กุญแจไม่ได้ล็อค”
สัทธาคิด

พินิจ พรรณี อึกอัก จะตอบอย่างไรดี นวลคาดคั้น
“จะบอกหรือไม่บอก ไม่บอก แม่ออกไปดูเอง”
นวลจะเดินออกไป พรรณีรีบพุ่งมาจับตัวไว้
“ไม่ได้นะคะคุณแม่ คุณแม่อย่าออกไปเลยนะคะ อย่าไปนะคะคุณแม่”
พรรณีรีบล็อคตัวนวลไว้ ระหว่างนั้นพินิจหันมาสั่งคนใช้ พูดเบาๆ ไม่ให้นวลได้ยิน
“ไปบอกสัทธาว่า พรรณีกับฉันไม่อยู่บ้าน ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย ให้มาวันหลัง”
“ค่ะๆ”
คนรับใช้รีบวิ่งไป พรรณียังล็อคตัวนวล นวลโวยวาย
“นี่ปล่อยฉันนะ ฉันบอกให้ปล่อย”
“ไม่ค่ะ คุณแม่อย่าออกไปเลยนะคะ ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะ”
“ไม่มีแล้วแกจะมาจับตัวฉันไว้ทำไม นี่ ฉันไม่ได้โง่นะ ไอ้สัทธามันมาหาแกใช่มั้ย มันรออยู่ที่หน้าบ้านใช่มั้ย แกถึงไม่อยากให้ฉันออกไปเจอมัน บอกมาเดี๋ยวนี้นะ”
พรรณีหน้าเสีย ทั้งตกใจ เสียใจ ทำอะไรไม่ถูก นวลยิ่งเดือดเพราะรู้ว่าทายถูก

คนรับใช้ออกมาบอกสัทธา ทำให้เขาแปลกใจมาก
“ไม่อยู่ แล้วทำไมเมื่อกี๊ไม่บอก”
“คือ หนูไม่รู้น่ะค่ะ หนูลืม หนูเพิ่งนึกออกค่ะ ไม่มีใครอยู่บ้านเลยค่ะ คุณมาวันหลังเถอะนะคะ สวัสดีค่ะ”

คนรับใช้รีบเดินไปอย่างลนลาน สัทธามองด้วยความแปลกใจ

นวลผลักหัวพรรณีด้วยความโกรธ
 
“แกนัดให้มันมาหาใช่มั้ย หะ”
พรรณีเซด้วยแรงผลัก พินิจเข้ามาจับแม่ไว้
“คุณแม่ครับ ค่อยๆ พูดกันดีกว่าครับ”
“ค่อยๆ พูด แม่ค่อยๆ พูด น้องแกเคยฟังมั้ย ฉันบอกแล้วใช่มั้ยว่าไม่ให้ไปยุ่งกับมัน ทำไมไม่ฟัง ทำไม ทำไม ทำไมไม่ฟังฉัน”
นวลพุ่งเข้าไปตีแขนพรรณี พรรณีร้องไห้
“แม่ ณีเจ็บนะคะ แม่ ณีขอโทษ”
“คุณแม่ครับ คุณแม่อย่าทำน้องเลยครับ”
“ไม่ต้องมาขอโทษ แกไม่เคยรู้สึกผิด จะมาขอโทษทำไม ดูสิ งามหน้าเหลือเกิน นัดให้มันมาหาถึงที่บ้าน รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”
“เปล่านะคะ ณีไม่ได้นัดพี่ปุ๊มานะคะ”
“ไม่ต้องมาโกหก ฉันไม่เชื่อ แกไม่ได้นัด แล้วเมื่อกี๊มาขอโทษฉันทำไม คิดว่าฉันจะไม่รู้ทันแกหรือไง”
“จริงๆ ครับ ณีไม่รู้เรื่อง ปุ๊อาจจะมาหาผมก็ได้ แม่อย่าตีน้องเลยนะครับ ถ้าแม่อยากตี ตีผมเถอะครับ อย่าตีน้องนะครับแม่”
พินิจเอาตัวเข้ามากันไว้ นวลฟาดที่ใบหน้าพินิจอย่างแรง พินิจหน้าหัน พรรณีตกใจ
“พี่นิจ”
นวลตกใจ กอดพินิจด้วยความสงสาร ละมือไว้ แต่ยังไม่หายโกรธ ชี้หน้าพรรณี
“ฉันขอยื่นคำขาดอีกครั้ง เลิกยุ่งกับคนบ้านนั้น ถ้าแกไม่เชื่อ ฉันจะส่งแกไปเป็นเมียคุณหลวง คุณพระ เพื่อนพ่อแกให้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันไปเลย”
“ไม่นะคะ ณีไม่อยากแต่งงานกับคนที่ณีไม่รัก”
“ฉันไม่สนใจ แกจะรักหรือไม่รักก็เรื่องของแก ถ้าแกไม่เลิกยุ่งกับไอ้สัทธา ฉันจับแกแต่งงานแน่”
นวลกระแทกซ้นเดินออกไปด้วยความโมโห พรรณีร้องไห้ พินิจโอบไหล่ปลอบใจ ทั้งสงสารทั้งเครียดตามน้องไปด้วย

ทะเลตอนเช้า ความสงบของทะเลสวยงาม แตกต่างจากบ้านพนัสพงษ์โดยสิ้นเชิง หทัยรัตน์ยืนมองดูทะเลอย่างสบายใจ สูดหายใจเต็มปอด ทันใดนั้นก็ได้เสียงอนวัชพูดขึ้น
“เมื่อคืนเธอแอบดูฉันทำไม”
“ใครแอบดูคุณ”
“แม่โอบอกว่าเธอแอบดูฉันอยู่หน้าห้องคุณหญิง เรียกให้เข้าไปในห้องก็ไม่ยอมเข้า”
“แม่โอเข้าใจผิด ฉันไม่ได้แอบดูคุณสักหน่อย ฉันดูคุณหญิงต่างหาก”
“ปากแข็ง ไม่ยอมรับก็ตามใจ ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนักหนา ฉันชินแล้วกับการโดนผู้หญิงแอบมอง”
หทัยรัตน์เบ้หน้าหนี พึมพำว่าหลงตัวเอง แต่อนวัชไม่ได้ยิน
“แล้วนี่หมอประสงค์ไม่ออกมาเดินกับเธอเหรอ”
“คุณเห็นคุณหมอหรือเปล่าล่ะคะ ถ้าเห็นก็แปลว่า มา ถ้าไม่เห็นก็แปลว่า ไม่มา”
“ไม่ต้องมาตีฝีปาก ที่ฉันถามเพราะสงสัย ปกติตัวติดกันยังกับฝาแฝดอินจัน ตอนนี้ยังไม่เห็นแต่อาจจะนัดกันไว้ก็ได้ เรื่องลับๆ ล่อๆ หลบๆ ซ่อนๆ ถนัดนักไม่ใช่เหรอ”
หทัยรัตน์กัดฟันกรอดแค้นใจโดนด่า พลันมองไปด้านหลังอนวัช เห็นส่องแสงเดินมา ก็ยิ้มเยาะ ก่อนจะสวนกลับ
“ดิฉันไม่ได้นัดคุณหมอหรอกค่ะ เราสองคนไม่ได้ตัวติดกัน แฝดอินจันของจริง น่าจะเป็น คุณกับคุณส่องแสงมากกว่า”
หทัยรัตน์ยิ้มกริ่มแล้วเดินหนีไปเลย อนวัชยังงง ทันใดนั้นเสียงส่องแสงดังมาจากด้านหลัง
“พี่หนึ่งขา พี่หนึ่ง”
อนวัชหันไปเห็นส่องแสงเดินมาหา ยิ้มร่าก็เข้าใจความหมาย อนวัชหันไปทางหทัยรัตน์ เห็นเธอเดินเข้าบ้านไปแล้ว
“พี่หนึ่งคุยอะไรกับปุ้มเหรอคะ ส่องมาขัดจังหวะหรือเปล่า”
“ไม่หรอกครับ พี่ก็ถามเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรสำคัญ แล้วน้องส่องมาหาพี่มีอะไรหรือเปล่าครับ”

วิทย์คุยกับอนวัช ส่องแสง และสีสุกในห้องนั่งเล่น
“พ่อให้ส่องไปตามหนึ่งมาเอง วันนี้พ่อจะไปเล่นกอล์ฟ หนึ่งจะไปกับพ่อมั้ย”
“ไปครับ ผมไม่ได้ตีกอล์ฟกับคุณพ่อมานานแล้ว นึกถึงอยู่เหมือนกัน”
สีสุกรีบสะกิดส่องแสง
“ส่องกับคุณแม่ขอไปด้วยได้มั้ยคะคุณลุง”
“ถ้าหนูส่องกับสีสุกไม่เบื่อ ก็เอาสิลูก ไปด้วยกัน”
“อู้ย ไม่เบื่อหรอกค่ะคุณพี่ น้องกับลูกส่องเป็นคนชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เราจะได้ร่วมสมัย ไม่ตกยุค ลูกส่องเคยบ่นๆ ว่าอยากเล่นกอล์ฟ ได้ไปวันนี้ก็ดีเลยค่ะ จะได้ให้คุณหนึ่งสอนน้องตีกอล์ฟด้วย ได้มั้ยคะคุณหนึ่ง”
“ได้สิครับ ด้วยความยินดี”
สีสุก ส่องแสงยิ้มหน้าบาน
“คุณแม่คะ เรารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันดีกว่านะคะ ส่องเตรียมชุดเตรียมออกกำลังกายมาพอดี เพราะได้ยินมาว่าผู้ดีมาเที่ยวหัวหิน ต้องมาตีกอล์ฟ ตีเทนนิส ส่องก็เลยจัดเตรียมมาทุกชุดเลยค่ะ”
“อุ้ยตายรอบคอบจริงๆ ลูกแม่ เดี๋ยวน้องกับลูกส่องมานะคะ ไปค่ะลูก”
สองแม่ลูกรีบจูงมือกันไป อนวัชคิดขึ้นมาได้
“คุณพ่อครับ ถ้าเราไปกันหมดก็จะเหลือหมอประสงค์เป็นผู้ชายอยู่บ้านคนเดียว ผมว่า คุณหมออาจจะเบื่อ ผมทราบมาว่าคุณหมอก็ชอบตีกอล์ฟอยู่เหมือนกัน เราชวนคุณหมอไปออกรอบด้วยดีมั้ยครับ”
อนวัชเสนอความคิดแบบมีนัยยะสำคัญ

ประสงค์วัดไข้กรกนก แม่โอ กับหทัยรัตน์ยืนอยู่ข้างๆ
“ไข้ลดลงเยอะแล้วนะครับคุณหญิง ถ้าคุณหญิงอยากจะเล่นน้ำเย็นนี้ก็ได้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะคุณอาหมอ”
อนวัชเดินเข้ามาในห้อง
“คุณหมอตรวจอาการคุณหญิงเรียบร้อยหรือยังครับ”
“เรียบร้อยแล้วครับ อาการคุณหญิงดีขึ้นมาก”
“อาการน้องหญิงดีขึ้นแล้ว พี่หนึ่งขอยืมตัวคุณหมอไปสักครู่นะครับ คุณพ่อให้มาเชิญคุณหมอไปออกรอบด้วยกันน่ะครับ อาจจะไปทั้งวัน หวังว่าคงจะไม่มีใครว่าอะไรนะครับ”
หทัยรัตน์ชะงัก รู้สึกตัวว่าโดนแขวะ กรกนกตอบซื่อ
“ใครจะว่าคะ ในเมื่อคุณอาหมอไม่ได้เป็นสมบัติของใครสักหน่อย”
“ก็ไม่แน่นะครับ อาจจะมีใครกำลังจับจองคุณหมออยู่ก็ได้ ถ้าพี่หนึ่งไม่ขออนุญาตก่อน อาจจะทำให้คนบางคนไม่พอใจ”
อนวัชปรายตามาทางหทัยรัตน์และยิ้มเยาะ หทัยรัตน์ยืนนิ่งเซ็งๆ เบื่อจะต่อปากต่อคำ
“ตกลงว่าคุณหมอจะไปกับผมและคุณพ่อหรือเปล่าครับ เรื่องอุปกรณ์ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจัดเตรียมไว้ให้แล้ว”
“ไปครับ ผมคันไม้คันมืออยู่พอดี ผมขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะครับ”
ประสงค์เดินออกไป อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์และเดินเข้ามาหา พูดด้วยเบาๆ
“ระหว่างที่คุณหมอไม่อยู่ ถ้าเธอครั่นเนื้อครั่นตัว จะออกไปบริหารเสน่ห์ที่ริมหาดก็ได้นะ ฉันเห็นว่ามีทั้งชาวประมง ทั้งนักท่องเที่ยว เดินไปมาอยู่หลายคน อาจจะทำให้พอหายเหงาลงไปได้บ้าง”
อนวัชพูดดูถูก แล้วก็เดินออกไปอย่างสะใจ
 
หทัยรัตน์แค้น แต่ไม่อยากต่อปากต่อคำต่อหน้ากรกนกจึงต้องนิ่งด้วยความอึดอัดใจ

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 4 (ต่อ)

ส่องแสงแต่งชุดเตรียมไปสนามกอล์ฟ ยืนหมุนไปมาอยู่หน้ากระจกด้วยความพอใจ
 
สีสุกเดินมาหาด้วยความตื่นเต้น
“ลูกสาวแม่สวยมากเลยค่ะ วันนี้ได้อยู่กับคุณหนึ่งทั้งวัน คุณหนึ่งต้องหลงเสน่ห์ส่องแสงของแม่แน่ๆ ไหน หมุนตัวให้แม่ดูหน่อยสิ หมุนซ้าย ขวา หน้า หลัง แบบนี้เรียกว่าสวยทุกมุม เหมือนแม่ตอนสาวๆ”
“คุณแม่ต้องคอยกันคุณลุงวิทย์ไว้นะคะ ส่องจะได้มีเวลาอยู่กับพี่หนึ่งสองต่อสอง”
“ได้เลยค่ะลูก คุณแม่จะตีกันไว้ให้ ระหว่างที่ลูกอยู่กับคุณหนึ่งก็โปรยเสน่ห์ให้เต็มที่นะคะ โอกาสที่จะได้อยู่กันสองต่อสอง แบบไม่มีมารมาผจญแบบนี้ ไม่ได้จะหาได้ง่ายๆ นาทีทองของลูกมาแล้ว ต้องเต็มที่”
ส่องแสงดีใจมาก ระหว่างนั้นคนใช้เดินเข้ามา
“คนส่องแสงคะ มีแขกมาพบค่ะ”
“ใคร”

ชุลียืนมองเข้าไปในบ้านด้วยความสอดรู้สอดเห็น เสียงส่องแสงดังขึ้น
“ชุลี”
ชุลีสะดุ้งรีบหันมาและปั้นหน้าปลาบปลื้มที่เจอส่อง ส่องแสงกับสีสุกรีบเดินมาหา ไม่พอใจมาก
“สวัสดีค่ะคุณอา”
“สวัสดี”
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง”
“แหม ก็มันบังเอิ๊ญ บังเอิญ ฉันมาพักบ้านคุณลุงอยู่ถัดไป 4-5 หลังนี่เองนะ เมื่อเช้าฉันก็เดินเล่นเตาะแตะๆ ไปมา แล้วก็เห็นที่ชิดชายชลมีคนมาพัก ฉันก็เลยเข้ามาถามเด็กรับใช้ว่ามีใครมาบ้าง พอรู้ว่าเธอมาด้วยฉันก็เลยดีใจ รีบมาหานี่ไงจ้ะ เออนี่ ได้ข่าวว่าคุณอนวัชมาด้วยเหรอ อยู่ที่ไหนล่ะ แนะนำให้ฉันรู้จักหน่อยสิ”
ส่องแสง สีสุก ชักสีหน้า
“อุ๊ยตาย ไม่ได้หรอกจ้ะ คุณหนึ่งแต่งตัวอยู่ เตรียมจะไปตีกอล์ฟกับคุณพี่วิทย์”
“ตีกอล์ฟ อุ้ยตายแล้ว นี่เขาว่าเป็นกีฬาที่พวกฝรั่งกำลังนิยมใช่มั้ยส่อง ฉันน่ะอยากไปดูมาตั้งนานแล้ว เธอไปกับคุณอนวัชด้วยหรือเปล่า ฉันไปด้วยนะ”
ส่องแสงชักสีหน้า สีสุกรีบออกตัว
“ไม่ได้หรอกจ้ะ ลูกส่องไม่ได้ไปกับคุณหนึ่ง”
ส่องแสงหันขวับมาทางสีสุก สีสุกพูดไปขยิบตา สะกิดไป ให้รับมุก
“ลูกส่องกำลังจะ จะออกไปกินข้าวนอกบ้านจ้ะ”
ส่องแสงงงหนักกว่าเดิม สีสุกขยิบตาให้
“เอ่อ ใช่ ใช่ ฉันกำลังจะออกไปกินข้าวนอกบ้านน่ะ”
“ว้า น่าเสียดายจัง แต่เธอแต่งตัวเหมือนจะไปออกกำลังกายมากกว่าไปกินข้าวนะ”
ส่องแสงชะงัก สีสุกรีบช่วยแก้
“อู้ย หนูชุลีนี่เชยจริง นี่เป็นแฟชั่นแบบฝรั่งเขา แต่งตัวเหมือนไปออกกำลังกาย แต่ไม่ได้ไปออกกำลังหาย กำลังเป็นที่นิยมมากๆ ใช่มั้ยคะลูก”
“ใช่ค่ะ แฟชั่นน่ะ แฟชั่น”
สีสุกเหลือบไป เห็นว่าอนวัชกำลังจะออกมาจากบ้าน จึงรีบดันหลังส่องแสงกับชุลีไปทันที
“คุณแม่ว่า ส่องพาชุลีไปกินข้าวนอกบ้านด้วยดีกว่านะลูก ส่องจะได้มีเพื่อน ไม่ต้องกินคนเดียว รีบๆ ไปกันเลยลูก”
“อ้าว แต่ชุลีไม่ได้อยากไป”
“ไปเถอะน่า ร้านนี้อร่อยมาก รับรองว่าจะติดใจ รีบไปจะได้รีบกลับ ไปค่ะไป”
ส่องแสงกับชุลีโดนดันออกไปอย่างร้อนรน สีสุกชะโงกมาดูในบ้านด้วยความร้อนใจ

วิทย์ ประสงค์ อนวัช ยืนอยู่หน้าบ้าน เตรียมไปตีกอล์ฟ วิทย์บ่น
“น่าเสียดายที่ไม่ได้ไปด้วยกัน”
สีสุกปาดเหงื่อ เกือบจะเอาตัวไม่รอด
“น้องก็เสียดายค่ะ แต่สุดวิสัยจริงๆ ลูกส่องมีนัดกับเพื่อนกะทันหัน ใจก็ไม่อยากไปหรอกค่ะ แต่ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ต้องขอโทษคุณพี่กับคุณหนึ่งด้วยนะคะ ที่ทำให้เสียเส้น”
“ไม่เป็นไร ไว้วันหลังค่อยไปก็ได้ งั้นเรารีบไปกันเถอะ ก่อนที่แดดจะร้อนกว่านี้”
ทั้งสามคนขึ้นรถและขับออกไป สีสุกบ่นๆ
“แม่ชุลีนี่หน้าไม่อายจริงๆ กลับไปคราวนี้จะต้องให้ยัยส่องเลิกคบกับเพื่อนแบบนี้ได้แล้ว แต่เอ๊ ลูกเราก็ไม่ค่อยมีเพื่อน เลิกคบไป จะเหลือใครให้คบหรือเปล่าก็ไม่รู้ เฮ่อ”
เสียงรถแล่นดังเข้ามา
“ใครมานะอีกล่ะ”

สัทธาแล่นมาจอดเทียบ สีสุกเดินมาหา
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ”
“สวัสดี มาถึงเร็วเหมือนกันนะ นึกว่าจะมาถึงเย็นๆ ซะอีก”
“เร็วแค่ไหนก็ยังช้ากว่าคุณอากับส่องอยู่ดีล่ะครับ”
สีสุกค้อน สุดามองรอบๆ บ้าน
“ทำไมบ้านเงียบๆ คนอื่นๆ ไปไหนกันหมดเหรอคะ”
“คุณพี่ กับหนึ่งไปตีกอล์ฟ แม่ส่องเขาไปกินข้าวกับเพื่อน”
“ไปกินข้าวกับเพื่อน ไม่ได้ไปตีกอล์ฟกับนายหนึ่ง ไม่น่าเชื่อ”
“ไม่น่าเชื่ออะไร”
“ก็ไม่น่าเชื่อว่ายัยส่องจะ”
สัทธาส่งสายตาให้สุดาช่วย
“จะมีเพื่อนอยู่แถวนี้น่ะสิคะ แหม อุตส่าห์มาตั้งไกล๊ไกล ยังมาเจอเพื่อนที่นี่”
“อ้าว แน่นอน ก็ลูกสาวฉันน่ะเป็นคนน่ารัก ใครๆ เขาก็อยากจะคบหาสมาคมเป็นเรื่องธรรมดา”
สัทธาเบ้หน้า หมั่นไส้
“พี่ปุ๊คะ เรารีบเอาของไปเก็บกันดีกว่าค่ะ ขอตัวนะคะคุณอา”
“เชิญ”

สองพี่น้องยกกระเป๋าเข้าบ้านไป

หทัยรัตน์เปิดประตูห้องออกมา เห็นสุดายืนอยู่ก็ดีใจมาก
 
“พี่แป้น พี่แป้นมาแล้ว ดีใจจริงๆ”
“ใจเย็นๆ กอดแน่นจนพี่หายใจไม่ออกหมดแล้ว แล้วนี่กำลังจะไปเล่นน้ำล่ะสิ”
“ค่ะ พี่แป้นจะไปเล่นด้วยกันมั้ยคะ”
หทัยรัตน์ถามด้วยความกระตือรือร้น จากนั้นสองสาวก็ไปชวนสัทธา
“พี่ไม่เล่นหรอก เชิญเราสองคนตามสบาย”
สัทธาปักหลักที่โต๊ะใต้ต้นไม้ มีเบียร์แช่เย็น กระติกน้ำแข็ง และกับแกล้ม 2-3 อย่างมาวางไว้ที่โต๊ะริมระเบียง ร่มเงาไม้ หทัยรัตน์กับสุดายืนอยู่ในชุดเสื้อคลุมเตรียมเล่นน้ำ
“พี่เล่นน้ำทะเลไม่ได้ แพ้ เล่นแล้วผื่นขึ้น พี่ขอออกกำลังกายอยู่ริมหาดนี่แล้วกัน รู้สึกแขนไม่ค่อยมีแรง..ต้องบริหารแขนหน่อย”
สัทธาพูดพลางทำท่ายกแก้ว
“ท่าเนี้ย ถนัด”
“ตามสบายเลยค่ะ แต่ระวังนะคะบริหารท่านี้บ่อยๆ จนลงพุง แป้นไม่รู้ด้วยนะ”
หทัยรัตน์กับสุดาขำ สัทธายักไหล่ไม่สนใจ แม่โอเข็นกรกนกออกมาจากบ้าน
“พี่ปุ๊พี่แป้นคะ เดี๋ยวปุ้มแนะนำให้รู้จักกับคุณหญิงนะคะ คุณหญิงคะ นี่พี่ปุ๊กับพี่แป้นค่ะ พี่ปุ๊พี่แป้นคะ นี่คุณหญิงกรกนกค่ะ”
“สวัสดีค่ะ หญิงได้ยินคุณครูพูดถึงพี่ปุ๊กับพี่แป้นบ๊อยบ่อย เพิ่งได้มีโอกาสเจอตัวจริงวันนี้เอง”
“เรื่องที่ปุ้มพูดถึง ถ้าเป็นเรื่องดีๆ ก็เป็นความจริงนะครับ แต่ถ้าเรื่องที่ไม่ดี คุณหญิงอย่าไปเชื่อนะครับ..ยัยปุ้มโกหก”
“รีบดักคอเลยนะคะ ปุ้มพูดถึงแต่เรื่องดีๆ ค่ะ เพราะถ้าพูดเรื่องไม่ดีน่ะ ชาตินี้ก็ไม่มีวันจบ”
“ขำอะไรยัยแป้น ที่ปุ้มพูดรวมถึงเธอด้วยนะ ยังจะขำ”
“แป้นขำเพราะแน่ใจว่าไม่มีเรื่องไม่ดี ไม่เหมือนพี่ปุ๊หรอก ร้อนตัว”
“แหม เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย คุณหญิงดูสิครับ พี่ปุ๊น่าสงสารขนาดไหน มีน้องสาวสองคนก็รุมว่าแต่พี่ปุ๊ คุณหญิงต้องช่วยพี่ปุ๊นะครับ”
“ได้ค่ะ งั้นหญิงจะช่วยซ้ำ เอ๊ย ช่วยปลอบพี่ปุ๊เองนะคะ”
ทุกคนขำ กรกนกยิ้มร่าเริง หายเครียดขึ้นมาก สีสุกนอนอยู่มุมระเบียง หงุดหงิดที่คนอื่นมีความสุข
“หัวเราะอะไรกันอยู่ได้ หนวกหูจริงๆ คนจะหลับจะนอน”
สีสุกกระฟัดกระเฟียดเดินเข้าบ้านไป ทุกคนเงียบกริบ
“คุณป้าสีสุกแกอยู่ในช่วงวัยทองน่ะครับคุณหญิง เลือดลมเดินไม่ค่อยสะดวก เลยหงุดหงิดง่าย เราอย่าไปสนใจเลยนะครับ”
“ค่ะ”
กรกนกยิ้ม หทัยรัตน์ สัทธา และสุดา มองกรกนกด้วยความเอ็นดู

หนุ่มๆ นั่งจับกลุ่มกันที่ชายหาด หทัยรัตน์กับสุดา ยืนอยู่ในชุดเสื้อคลุมมองหน้ากัน
“ปุ้ม พี่ชักไม่อยากถอดเสื้อคลุมแล้วสิ”
“เอาอย่างนี้ดีมั้ยคะ พอเราถอดเสื้อคลุมปุ๊บ ก็รีบวิ่งลงน้ำไปเลยนะคะ วิ่งไปให้เร็วที่สุด พวกนั้นจะได้มองไม่ทัน”
“เอางั้นเหรอ”
“พร้อมนะคะ หนึ่ง สอง สาม”
พอนับเสร็จ หทัยรัตน์กับสุดาก็รีบถอดเสื้อคลุมและวิ่งลงน้ำแบบไม่คิดชีวิต พอถึงทะเลก็รีบกระโดด
ให้ตัวอยู่ในน้ำให้เร็วที่สุด

ส่องแสงนั่งกินข้าวกับชุลีด้วยความเซ็งทั้งคู่
“ที่จริงเธอไม่ต้องลำบากพาฉันมากินข้าวนอกบ้านก็ได้ นั่งเล่นกันที่ชิดชายชลก็ดีออก”
“ไม่ได้หรอก ฉันเป็นคนมีมารยาท ลำพังฉันกับคุณแม่มาพักด้วยก็มากพอแล้ว ถ้าพาเพื่อนมาอีกคน คุณลุงจะตำหนิได้ว่าไม่มีความเกรงใจ”
ชุลีแอบค้อนอย่างรู้ทัน
“เออส่อง แล้วเรื่องที่คุณอนวัชไปทานข้าวกับผู้หญิงคืนนั้นน่ะ ตกลงเธอรู้หรือยัง ใช่เด็กปุ้มหรือเปล่า”
“ใช่”
“เห็นมั้ย”
“แต่พี่หนึ่งไม่ได้ไปด้วยความเต็มใจ คุณลุงเป็นคนบอกให้พี่หนึ่งไปส่งนังปุ้ม เพราะต้องการตอบแทนที่มันแวะมาเยี่ยมคุณหญิงกลางดึก แล้วมันคงถือโอกาส อ้อนให้พี่หนึ่งพามันไปกินข้าว”
“เอ๊ะ แต่ที่ฉันเห็น คุณอนวัชกินเอาๆ แต่เด็กนั่นกลับนั่งเฉยๆ ไม่แตะอาหาร แม้แต่คำเดียวเลยนะ”
ส่องแสงสะอึก แต่ก็ยังแถไป
“จะยังไงก็เถอะ แต่พี่หนึ่งเป็นคนบอกฉันเองว่าเขารู้ทันมารยาของมัน และไม่มีวันที่จะสนใจนังเด็กปุ้มเป็นอันขาด”

ส่องแสงยืนยันด้วยความโกรธและไม่ต้องการเสียหน้า ชุลีฟังแล้วยังไม่อยากเชื่อ

หนึ่งตีกอล์ฟอย่างเท่ๆ ระยะไกลพอประมาณ ลูกไหลเรื่อยลงหลุมอย่างสวยงาม
 
ประสงค์ วิทย์ แคดดี้ และเพื่อนวิทย์ร่วมก๊วนอีก 2-3 คน ปรบมือให้ด้วยความชื่นชม อนวัชยิ้มรับ
“ขอบคุณครับ”
วิทย์เดินมาหา
“เดี๋ยวพ่อขอตัวไปคุยกับเพื่อนๆ สักครู่นะ เดี๋ยวตามไปเจอที่หน้าสโมสร หนึ่งกับคุณหมอประสงค์ไปรอที่ด้านหน้าก่อนก็ได้”
วิทย์แยกไปคุยกับเพื่อน ประสงค์เก็บอุปกรณ์เตรียมกลับ อนวัชมองประสงค์แล้วก็คิดเจ้าเล่ห์

ภายในสโมสรหรู ประสงค์กับอนวัชนั่งจับเบียร์กันอยู่ อนวัชเลียบๆ เคียงๆ เข้าเรื่อง
“ผมสังเกตว่าคุณหมอดูจะสนิทสนมกับหทัยรัตน์มากเป็นพิเศษนะครับ”
“อ๋อ ก็คงจะอย่างนั้นน่ะครับ ปุ้มเป็นคนอัธยาศัยดี มีน้ำใจ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรู้สึกเป็นมิตรกับเธอในเวลาอันรวดเร็ว”
“คงมีผู้ชายหลายคนที่คิดเหมือนคุณหมอ”
“ครับ ผมว่าอาจจะเป็นผู้ชายทั้งพระนครก็เป็นได้”
อนวัชยิ่งหมั่นไส้
“ข้อนี้คงไม่ใช่แน่ เพราะอย่างน้อยๆ ผมคนหนึ่งที่ไม่ได้คิดเหมือนคุณหมอ ผมยังไม่เคยเห็นความเป็นคนมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ หรือแม้แต่ความเป็นมิตรจากผู้หญิงคนนี้ และผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผม มองคนไม่ผิด”
ประสงค์แปลกใจนิดๆ กับคำพูดของอนวัช
“คุณหมอเองก็อย่าด่วนสรุปว่าสิ่งที่เห็น เป็นความจริง เพราะมันอาจจะทำให้คุณหมอต้องมาเสียใจภายหลัง”
“เอ่อ ครับ”
อนวัชพูดจบก็หยิบเบียร์มาจิบ แววตาขัดเคืองใจ ประสงค์มองอนวัชงงๆ เดาไม่ถูกว่าคิดอะไรอยู่

หทัยรัตน์กับสุดาเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน รถอนวัชขับเข้ามาจอดเทียบในชิดชายชล หทัยรัตน์หันไปเห็น ตกใจนิดๆ รีบหันมาบอกสุดา
“พี่แป้นคะ ปุ้มจะขึ้นแล้วนะคะ”
“อ้าว ทำไมอยู่ๆ ก็จะขึ้นล่ะปุ้ม”
“คือ ปุ้มเริ่มหนาวๆ แล้วค่ะ ปุ้มขึ้นแล้วนะคะ”
หทัยรัตน์รีบวิ่งขึ้นไป สุดารีบวิ่งตามไปงงๆ
“อ้าวปุ้ม”

อนวัช วิทย์ ยืนอยู่กับสัทธา ประสงค์ช่วยเด็กยกกระเป๋ากอล์ฟลงจากรถ วิทย์มองขวดเบียร์เปล่าที่วางเรียงอยู่
“ดูจากจำนวนขวด ท่าทางจะมาถึงนานแล้วล่ะสิ พ่อปุ๊”
“ก็ทำนองนั้นล่ะครับคุณลุง”
“แป้นล่ะ”
“เล่นน้ำอยู่กับยัยปุ้มอยู่ตรงโน้น”
อนวัชหันตามสัทธาไป แต่ที่หาดไม่มีสองสาวแล้ว
“อ้าว หายไปไหนแล้วล่ะ เฮ้ย หรือว่าจะจมน้ำ”
อนวัชเหลือบไปเห็นสองคนใส่เสื้อคลุมวิ่งขึ้นมา แล้วเข้าไปอีกด้านหนึ่งของบ้าน
“น้องสาวแกไม่เป็นไรหรอก วิ่งอยู่โน่นแน่ะ”
อนวัชเดินขึ้นบ้านไป วิทย์แปลกใจ
“ปุ้มกับแป้นจะรีบไปไหนของเขา”
สัทธาหันมาทางอนวัช เห็นเพื่อนเดินเข้าบ้านไป เขาสงสัยว่าอนวัชจะไปไหน

สุดากำลังจะขึ้นบ้าน หทัยรัตน์พูดขึ้น
“พี่แป้นคะ ปุ้มจะไปขึ้นหลังบ้านนะคะ”
“อ้าวทำไมล่ะปุ้ม”
“ห้องปุ้มอยู่ด้านหลังน่ะค่ะ ขึ้นทางนั้นจะใกล้กว่า ปุ้มไปก่อนนะคะ”
หทัยรัตน์ไม่ฟังเสียง วิ่งไปหลังบ้านเลย สุดามองตามงงๆ หทัยรัตน์วิ่งอ้อมมาด้านหลังมองๆ ดูลาดเลาเห็นทางโปร่งก็รีบวิ่งขึ้นไป อนวัชเดินขึ้นอยู่ในบ้านจะตรงไปที่ห้องนอน ได้ยินเสียงฝีเท้าคนวิ่งขึ้นมา สงสัยเดินไปดู หทัยรัตน์รีบวิ่งตรงไปที่ห้องน้ำ ทันใดนั้นอนวัชก็โผล่มา ทั้งสองคนชนกันโครม
“อุ้ย”
“โอ๊ย”
หทัยรัตน์เสียหลัก ด้วยความลื่นและความเร็วที่วิ่งมาจะล้มลง เสื้อคลุมที่ปิดไว้เผยอออกเห็นชุดว่ายน้ำที่ซ่อนอยู่ข้างใน อนวัชรีบคว้าตัวไว้ และดึงเข้ามาประคองกอด หทัยรัตน์ตกอยู่ในอ้อมกอดของอนวัชในระยะประชิด ตกใจทั้งคู่ หทัยรัตน์ไหวตัวทันรีบดันตัวออก และกระชับเสื้อคลุมให้ปิดมิดชิด อนวัช มองหญิงสาวยิ้มๆ
“ฉันได้ยินเสียงคนวิ่งโครมครามนึกว่าเด็กที่ไหนขึ้นมาวิ่งเล่นที่ชิดชายชล ที่แท้ก็เป็นเธอนี่เอง”
“ดิฉันขอตัว”
“คนเราสมัยนี้นี่ไม่มีมารยาทเอาซะเลย วิ่งมาชนคนอื่นจนเกือบจะล้ม ขอโทษสักคำก็ไม่มี”
“ขอโทษ”
“แล้วที่ฉันรับเธอไว้ไม่ให้ล้มหัวฟาดพื้นคิดจะขอบคุณกันบ้างหรือเปล่า”
หทัยรัตน์เซ็ง หันมาอีกที
“ขอบคุณ”
“นี่แล้วที่เธอเดินมาชนฉันจนเสื้อฉันเปียกแบบนี้เธอจะทำยังไง”
หทัยรัตน์ไม่สนใจฟังแล้ว เดินหนีไปเลย
“หะ หทัยรัตน์ นี่จะรีบไปไหนล่ะ คุยกันก่อนสิ จะอายอะไร ไม่ต้องอายหรอก เมื่อกี๊ฉันเห็นหมดแล้ว”
หทัยรัตน์แทบกรี๊ด รีบเดินเข้าห้องไป ปิดประตูดังโครม อนวัชเห็นหทัยรัตน์โกรธแล้วชอบใจ ยิ้มสะใจ ในขณะที่หทัยรัตน์เข้ามาในห้องแทบกรี๊ด ด้วยความโกรธ ภาพตอนอนวัชกอดและเสื้อคลุมเปิดออกแว่บเข้ามา

หทัยรัตน์รีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ พยายามเอาสบู่ถูแขนและคอบริเวณที่โดนอนวัชกอดด้วยความแค้น

หนึ่งในทรวง ตอนที่ 4 (ต่อ)

อนวัชเดินอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส พอใจที่แกล้งหทัยรัตน์ได้ สัทธายืนพิงผนังรออยู่ที่ทางเดิน รู้ทัน
 
“นี่เดินยิ้มมาแต่ไกลเลยนะนายหนึ่ง หาเรื่องแกล้งน้องสาวฉันมาอีกล่ะสิ”
“เฮ้ย อะไรกันนายปุ๊ แกคิดว่าฉันเป็นพวกโรคจิตชอบแกล้งน้องแกหรือไง”
“ก็ไอ้อาการดีใจแบบนี้ ฉันเห็นมีอยู่อย่างเดียวคือเอาชนะยัยปุ้มได้ หรือแกว่าไม่จริง”
อนวัชเถียงไม่ออก เลยเฉไฉไป
“ฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วพาคุณหญิงไปเล่นน้ำดีกว่า คุยกับคนเมาคุยยังไงก็ไม่รู้เรื่อง”
อนวัชเดินไปเลย
“ใครมาว ฉันยังไม่มาวนะเว้ย จับได้ทำเขิน”
สัทธาขำ

อนวัชอุ้มกรกนกลงจากรถเข็นอย่างระมัดระวังมาที่ทะเล
“คุณหญิงไม่ต้องกลัวนะครับ พี่หนึ่งจะคอยประคองคุณหญิงเอง”
กรกนกพยักหน้า อนวัชค่อยๆ คลายตัวกรกนกและปล่อยลงน้ำ เด็กน้อยยังอยู่ในอาการกล้าๆ กลัวๆ มือจับแขนอนวัชไว้แน่น
หทัยรัตน์เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกมาหน้าที่พักมองหากรกนก แต่ไม่เห็น จึงเดินออกไปที่ระเบียงแล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นอนวัชอยู่ในน้ำกับกรกนก
อนวัชค่อยๆ ปล่อยกรกนก กรกนกลอยตัว แต่มือยังจับแขนเขาอยู่ อนวัชค่อยๆ เลื่อนมือกรกนกจากจับ
แขนมาจับมือของตัวเอง กรกนกลอยตัวได้อย่างมั่นใจขึ้น
“คุณหญิงเก่งมากครับ”
กรกนกยิ้มสดใส อนวัชคอยประคองกรกนกลอยตัวอยู่ในน้ำอย่างมีความสุข หทัยรัตน์มองอนวัชอยู่ เหมือนถูกสะกดไปชั่วขณะ รู้สึกแปลกๆ กับชายหนุ่มในมุมอบอุ่นที่ไม่เคยเห็น แล้วเสียงสุดาก็ดังขึ้น
“อะแฮ่ม”
หทัยรัตน์ตกใจ รีบเปลี่ยนสายตาจากอนวัชมามองฟ้ามองดิน ด้วยอาการเก้อเขิน
“มองอะไรอยู่จ้ะปุ้ม เอ๊ะ นั่น พี่หนึ่งนี่ ปุ้มกำลังมองพี่หนึ่งอยู่เหรอจ้ะ”
“อ้าว นั่นคุณอนวัชเหรอคะ ปุ้มไม่ทราบหรอกค่ะ เห็นแต่คุณหญิงกำลังเล่นน้ำกับใครสักคน แต่มองไม่ถนัด ปุ้มยังคิดว่าเป็นคุณหมอประสงค์ซะอีก”
“จะเป็นหมอประสงค์ได้ยังไง คุณหมอน่ะออกจะขาวตี๋ตัวก็ผอมแห้งแถมใส่แว่นอีกต่างหาก แต่คนนั้นน่ะ หน้าออกจะคมหวาน รูปร่างก็ล่ำสัน ดูยังไงๆ ก็ไม่เหมือนคุณหมอสักนิด”
“แหม ก็ แดดมันแรงนี่คะ งั้นก็ถือซะว่าปุ้มตาถั่วก็แล้วกัน หลงยืนมองอยู่ได้ตั้งนาน”
สุดายิ้มไม่เชื่อ หทัยรัตน์รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอ ไม่รู้ว่าพี่ปุ๊จะเลิกดื่มเบียร์หรือยังนะคะ ปุ้มไปเรียกพี่ปุ๊อาบน้ำดีกว่า เห็นคุณลุงบอกว่าจะพาไปเที่ยวสโมสร งั้นปุ้ม ไปหาพี่ปุ๊นะคะ”
หทัยรัตน์รีบไปด้วยความเขิน สุดายิ้มเจ้าเล่ห์ รู้สึกแปลกๆ

ชุลีเดินมาส่งส่องแสงที่หน้าบ้าน ชิดชายชล ใกล้ๆ กันมีคนสวนยืนรดน้ำต้นไม้อยู่
“ขอบใจมากนะชุลีที่อุตส่าห์มาส่ง เธอส่งฉันแค่นี้ก็พอแล้วจ้ะ ขอบใจมาก”
“ไม่เป็นไร ไหนๆ ก็มาแล้ว ฉันไปส่งเธอถึงข้างในเลยก็ได้จ้ะ”
“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ส่งแค่นี้ก็พอ เธอรีบกลับไปเถอะจ้ะ ดึกแล้วนะ เป็นผู้หญิงเดินกลับคนเดียวอันตรายนะ”
ส่องแสงทำเป็นเห็นใจแล้วหันไปบอกคนรับใช้
“ลุง ส่งแขก”
ชุลีเซ็ง ลุงจะเดินมา
“ไม่ต้อง ฉันกลับเองได้ ส่อง พรุ่งนี้ฉันจะมาหาเธอแต่เช้าเลยนะจ๊ะ”
ส่องแสงอึ้งไป หันมายิ้มให้เป็นมารยาท แล้วก็สะบัดหน้าใส่เดินเข้าบ้าน แล้วตกใจ เพราะทุกคนนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกพร้อมหน้า

“อุ้ยตายแล้ว อยู่กันพร้อมหน้าเลย มีอะไรหรือเปล่าคะ”

ที่ร้านอาหาร ริมทะเล โต๊ะของวิทย์เป็นโต๊ะยาว วิทย์นั่งหัวโต๊ะ อาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ
 
“เต็มที่นะทุกคน ตามสบายไม่ต้องเกรงใจ”
วิทย์ยิ้มแย้มแจ่มใส ส่องแสงตักอาหารให้อนวัช
“พี่หนึ่งคะ นี่ค่ะกุ้งผัดพริกไทยดำ ของขึ้นชื่อของที่นี่นะคะ”
“ขอบคุณครับ”
สัทธาเหล่ๆ ส่องแสงอย่างเอือมระอา
“ยัยส่องนี่เหลือเกินจริงๆ คนอื่นรออยู่ตั้งนาน ขอโทษสักคำก็ไม่มี พอมาถึง ยังมีหน้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เสียเวลาไปอีกตั้งหลายนาที ไม่มีมารยาทเลย สงสัยอาสีสุกจะยุ่งจนไม่มีเวลาอบรมสั่งสอน”
“เอาเถอะค่ะพี่ปุ๊ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่เสียบ้าง ใส่ใจไปทุกเรื่อง เสียอารมณ์เปล่าๆ”
สุดาปลอบ สีสุกหันมาทางประสงค์
“คุณหมอ ตักกระเพาะปลาให้ปุ้มสิคะ เนี่ยของโปรดแม่ปุ้มเขานะคะ”
ประสงค์พาซื่อ ตักให้จริงๆ
“คุณปุ้มครับ กระเพาะปลาผัดแห้งครับ”
“เอ่อ ขอบคุณค่ะ”
อนวัชเหลือบมอง สีสุกกับส่องแสงยิ้มพอใจ สีสุกยุต่อ
“หน่อไม้นั่นหนูปุ้มเขาก็ชอบนะคะ”
“เอ่อ ครับ หน่อไม้ครับคุณปุ้ม”
หทัยรัตน์งงๆ แต่ก็รับไว้ตามมารยาท
“ขอบคุณค่ะ”
อนวัชมองไม่พอใจ ส่องแสงกับสีสุกยิ้มพอใจ ทำไม่รู้ไม่ชี้ สัทธากับสุดานั่งมองอย่างรู้ทัน
“พี่ว่า บรรยากาศชักจะชอบกล ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ไม่ดีแน่”

บนเวทีในร้านอาหาร พิธีกรของร้านขึ้นประกาศอย่างอารมณ์ดี
“เรียนแขกท่านผู้มีเกียรติ์ทุกท่าน ค่ำคืนนี้ทางร้านรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการอาหารรสเลิศ ภายใต้บรรยากาศอันสวยงาม เพื่อเป็นการเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร ทางร้านมีเกมสนุกๆ มาให้ท่านที่ชื่นชอบความตื่นเต้นได้ร่วมสนุกกันครับ เกมที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เก้บอกวิทย์
“คุณลุงครับ ผมขออนุญาตชวนหนึ่งกับน้องๆ ไปเล่นเกมกับทางร้านนะครับ”
“เอาสิ น่าสนุกดีนะ”
“ไปหนึ่ง ไปเล่นเก้าอี้ดนตรีกัน”
“เอ่อ”
“แป้น ปุ้ม สู้ไม่สู้”
สุดายิ้มรับทันที
“แป้นสู้อยู่แล้วค่ะ ไปปุ้ม ไปเล่นกัน”
“เอ่อ จะเล่นจริงๆ เหรอคะ”
อนวัชเห็นหทัยรัตน์อึกอัก เลยข่มใส่
“ใครที่ กลัวแพ้ ก็ไม่ต้องเล่น”
อนวัชยักคิ้วให้หญิงสาวอย่างกวนๆ แล้วเดินไป ส่องแสงรีบลุกตาม
“พี่หนึ่งรอส่องด้วยค่ะ”
ส่องแสงรีบเดินตามไป หทัยรัตน์หมั่นไส้อนวัช ไม่ยอมแพ้ ลุกตามไป
“ปุ้มพร้อมแล้วค่ะ”
-สุดากับสัทธามองหน้ากัน แล้วก็ขำ
“สนุกแน่ๆ เชิญครับคุณหมอ ไปร่วมสนุกกัน”
“ครับ”
“คุณหมอ พี่ปุ๊ พี่แป้น สู้ให้เต็มที่นะคะ หญิงจะเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยค่ะ”
กรกนก วิทย์ มองป็นกำลังใจให้ทุกคน

หนุ่มสาวจำนวน 20 คน ยืนล้อมเป็นวง ตามเส้นที่ทางร้านทำไว้ กลางวงมีเก้าอี้จำนวน 10 ตัว วางเป็นวงรอให้ช่วงชิง อนวัชปรายตามองหทัยรัตน์ หญิงสาวเชิดใส่ ส่องแสงปรายตามองรอบๆ คิดว่าต้องเอาชนะให้ได้

“มีแต่หนุ่มๆ สาวๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ คึกคักกันน่าดู ตอนนี้เรามีผู้เข้าแข่งขัน 20 ท่าน เก้าอี้ 10 ตัว แย่งกันเอาเองนะครับ เตรียมตัวให้พร้อม เริ่มครับ”

ดนตรีบรรเลงอย่างสนุกสนาน คนทั้ง 20 คน เริ่มเดิน บางคนเต้นไปด้วย
 
พอเพลงหยุด ทุกคนพุ่งไปที่เก้าอี้ หทัยรัตน์ อนวัช ส่องแสง สัทธา สุดา ลงนั่งได้ เหลือประสงค์ และคนอื่นๆ อีก 9 คนที่ไม่ได้ ประสงค์
เสียดาย อนวัชเดินมาจับไหล่ประสงค์
“เสียใจด้วยนะครับคุณหมอ”
ประสงค์เดินออกจากวง มานั่งที่โต๊ะ กรกนกปรบมือให้ และชูนิ้วโป้งให้กำลังใจ แม้จะแพ้ สีสุกหันมาพูดกับประสงค์
“เสียใจด้วยนะคะคุณหมอ เมื่อกี๊เกือบแล้วเชียว น้าเห็นยัยผู้หญิงกระโปรงชมพูมาปาดหน้าคุณหมอเอาแบบดื้อๆ เลย ถ้าเป็นน้า น้าไม่ยอมนะคะ มาแทรกตรงหน้าจะผลักให้กระเด็นไปเลย”
สีสุกหัวเราะอย่างสาแก่ใจ กรกนกกับวิทย์ มองหน้ากัน สีสุกต้องรีบหยุด
“น้าพูดเล่นน่ะค่ะ มันก็แค่เกม ไม่รุนแรงขนาดนั้น อุ๊ยตาย รอบใหม่เริ่มแล้ว ตื่นเต้นจัง”
สีสุกรีบเฉไฉหันไปทางฟลอร์

เพลงที่สองบรรเลงอย่างสนุกสนาน ผู้เข้าแข่งขันเดินรอบเก้าอี้ วงเล็กลง เก้าอี้น้อยลง พิธีกรประกาศเสียงตื่นเต้น
“ตอนนี้เราเหลือเก้าอี้ 5 ตัว ผู้แย่งชิง 10 คน สู้กันให้เต็มที่ อย่ากระพริบตานะครับ”
ดนตรีบรรเลงอย่างสนุกสนาน อนวัชขรึมๆ นิ่งๆ แต่เอาจริง ส่องแสงจ้องเก้าอี้ คอยดัน คอยกัน คน
ข้างๆ สุดฤทธิ์ แอบขี้โกงและรุนแรง หทัยรัตน์ขรึมๆ นิ่งๆ แต่แหลมคมไม่ต่างจากอนวัช สองคน
แอบมองกันเป็นระยะๆ
พอดนตรีหยุดสนิท ผู้เข้าแข่งขันพุ่งไปที่เก้าอี้ทันที สุดาโดนหญิงร่างใหญ่มากเบียดออกไปอย่างแรง สัทธากำลังจะได้นั่ง แต่ส่องแสงกระชากออกไปอย่างแรง หทัยรัตน์นั่งได้อย่างสวยงาม และอนวัชก็นั่งได้อย่างเท่ๆ พอกัน สัทธากับสุดาเดินมานั่งหน้าเซ็งๆ แต่กรกนกหันมาปรบมือและชูนิ้วให้อย่างภูมิใจ

การแข่งขัน เข้มข้นมากๆ ส่องแสง อนวัช หทัยรัตน์ มองที่เก้าอี้ไม่วางตา ชายล่ำกับหญิงร่างใหญ่ก็หน้าตาดุดัน พอดนตรีหยุดลง ชายล่ำกระแทกและกันหญิงร่างใหญ่จนกระเด็นออกนอกวงไป อนวัชพุ่งไปนั่งเก้าอี้ตัว ส่องแสงกับหทัยรัตน์พุ่งไปที่เก้าอี้ตัวเดียวกัน และส่องแสงก็กระแทกหทัยรัตน์จนกระเด็นเซไปทางชายล่ำที่กำลังจะนั่งเก้าอี้ ด้วยความสวยของเธอก็สะกดให้ชายล่ำชะงักหยุดกึก สองคนมองตากัน แล้วชายล่ำก็ถอยให้หทัยรัตน์แต่โดยดี .
หทัยรัตน์นั่งลง ชายล่ำอายหน้าแดง คนในร้านปรบมือ ขำกันใหญ่ หทัยรัตน์เขิน อนวัชมองด้วยความไม่พอใจ เคือง ส่องแสงมองตาขวางเบ้หน้า หมั่นไส้ สัทธาขำ
“แบบนี้เขาเรียกว่า สวยสยบคู่แข่ง”

สุดา กรกนก วิทย์ หัวเราะเห็นด้วย

พิธีกรประกาศ ในขณะที่ฟลอร์เอาเก้าอี้ออก เหลือเพียง 2 ตัว ส่องแสง หทัยรัตน์ และอนวัช ยืนล้อมอยู่
 
“รอบนี้จะเป็นรอบรองสุดท้าย จาก 3 คนจะเหลือเพียง 2 และ จาก 2 จะเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ทั้งสามคน ถ้าพร้อมแล้ว ดนตรีเริ่ม”
ดนตรีบรรเลงอย่างสนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ และเมื่อดนตรีจบ ทั้งสามพุ่งไปที่เก้าอี้อย่างรวดเร็ว ส่องแสงนั่งลงที่เก้าอี้อย่างง่ายดาย หทัยรัตน์กับอนวัชพุ่งที่เก้าอี้ตัวเดียวกัน และทั้งสองคนก็หย่อนก้นลงนั่งพร้อมกัน แต่กลายเป็นว่า หทัยรัตน์นั่งซ้อนอยู่บนตักของอนวัช สัทธากับสุดาอึ้ง
ส่องแสงดีใจ หน้าบาน ยิ้มร่า ที่ตัวเองได้เก้าอี้ แต่แล้วก็เริ่มสังเกตเห็นว่าคนในร้านไม่ได้มองเธอ แต่มองที่เก้าอี้อีกตัว
“พี่หนึ่ง นังปุ้ม”
หทัยรัตน์ยังนั่งตักอนวัชอยู่ เธอจะลุก แต่อนวัชกดตัวไว้
“อย่าเพิ่งไปสิ ต้องให้กรรมการตัดสินก่อนว่าแบบนี้ ใครจะชนะ”
“นี่ปล่อย คนมองกันใหญ่แล้ว ไม่เห็นหรือไง”
“เห็น แต่ฉันไม่สนใจสายตาคนอื่น ฉันสนใจผลการตัดสินมากกว่า หรือว่า เธอจะยอมแพ้”
สองคนประสานสายตาอย่างไม่ยอมกัน แล้วหทัยรัตน์ก็กัดฟันพูด
“ฉันไม่ยอมแพ้”
“ไม่ยอมแพ้ ก็อยู่นิ่งๆ กรรมการกำลังเดินมาแล้ว”
หทัยรัตน์จำต้องนั่งอยู่แบบนั้น ส่องแสงหน้าแดงด้วยความโกรธ แค้น หมั่นไส้ สีสุกก็แค้นใจไม่ต่างกัน กรกนกสงสัย
“แม่โอ แบบนี้ พี่หนึ่งกับคุณครู ใครจะเป็นคนได้เข้ารอบล่ะคะ”
“ก็ต้องแล้วแต่กรรมการมั้งคะ”
อนวัชกับหทัยรัตน์นั่งตักกันอยู่กลางร้าน เธออาย แต่ก็ไม่อยากแพ้ อนวัชยิ้มกริ่ม สะใจ พิธีกรเดินมาดู เล็งมาเล็งไป แล้วประกาศว่า
“จากสภาพที่การครอบครองเก้าอี้ที่เห็นด้วยตาเปล่า ทำให้เห็นว่าไม่มีใครได้เก้าอี้ตัวนี้อย่างแท้จริง ผมขอตัดสินให้ ตกรอบทั้งคู่ และผู้ชนะก็คือคุณผู้หญิงที่ได้ครอบครองเก้าอี้แต่เพียงผู้เดียวครับ”
พิธีกรเดินไปหาส่องแสง เสียงปรบมือดังกึกก้อง หทัยรัตน์รีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที อนวัชยอมปล่อยแต่โดยดี
“พอได้แล้ว เห็นมั้ย แพ้ทั้งคู่เลย”
“ใครบอก ฉันไม่สนใจเก้าอี้ดนตรีหรอก แต่สนใจแค่ว่า ฉันบังคับให้เธอนั่งตักฉันต่อหน้าผู้คนมากมายแบบนี้ได้ ฉันถือว่า ฉันชนะ”

อนวัชยิ้มสะใจ เย้ยหยัน แล้วก็เดินกลับโต๊ะไป หทัยรัตน์ยืนอึ้ง แค้น
 
จบตอนที่ 4 
กำลังโหลดความคิดเห็น...