xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 9 อวสาน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 9 อวสาน

เช้าวันนี้ โชคทวีเข้ามาหาเถ้าแก่ไพศาลในห้องทำงานที่บ้าน ทำทีเป็นตัดพ้ออย่างน้อยเนื้อต่ำใจ

“ผมทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ทำไมเจ็กไม่ให้ผมทำ”
“แล้วลื้อคิดว่าลื้อควรจะได้ทำอะไร”
“คุมแผนกบัญชีก็ได้ หัวหน้าฝ่ายบุคคลก็ได้ ไม่ใช่จับฉ่ายยังงี้”
ภรพเข้ามาพอดี “มีอะไรกันป๊า”
“อาโชคอีเข้ามาถามว่าเปิดบริษัทใหม่แล้วจะให้อีทำอะไรบ้าง”
“ก็ทำอย่างเดิมก็ดีแล้วไงโชค”
“นายไม่คิดจะให้ฉันรับผิดชอบอะไรซักอย่างชัดๆไปเลยรึไง”
“ฉันเพิ่งรู้ว่านาย อึดอัดกับการเป็น ผู้ช่วยฉันผู้ช่วยป๊า”
“ไม่ได้อึดอัด แต่...แต่ฉันก็อยากเจริญก้าวหน้าบ้าง ไม่ใช่สิบปีที่แล้ว ทำอะไร ปีนี้ก็ยังทำอยู่แบบเดิม”
“เราอยู่กันอย่างเป็นครอบครัวนะอาโชค” ไพศาลบอก
โชคทวีนิ่ง
ภรพตัดบท “เอาละ ฉันจะลองคิดดู ตอนนี้นายก็ช่วยรุ่งเรืองไพศาลไปพลางๆ ทีวีไทยแลนด์ ฉันกำลังฟอร์มทีมงาน ยังไงก็ไม่ลืมนายหรอก ไปกันรึยังครับป๊า”
“ไป” ไพศาลลุก
ภรพบอกโชคทวีที่ขยับตาม “นายอยู่นี่แหละ ฉันกับป๊าต้องไปเข้าพบท่านรัฐมนตรี”
ไพศาล และ ภรพ เดินออกไปด้วยกัน ทิ้งภาพโชคทวี ที่ยิ่งรู้สึกถูกกดดันไม่มีตัวตน ไม่มีความสำคัญอะไรขึ้นทุกที

เสียงแก้วแตกกระจายมาจากมุมหลังบ้าน มันจากการเขวี้ยงระบายอารมณ์ ของโชคทวีที่อยู่ในกิริยาคุมแค้นกดดันสุดจะประมาณ
ภรีมวิ่งเข้ามาดูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เสียงอะไรน่ะเฮีย”
โชคทวีเปลี่ยนท่าทีได้ทันที “แก้วมันหลุดมือน่ะ”
ภรีมเห็นแก้วแตก รีบกุลีกุจอหาไม้กวาดมากวาดเก็บรวบรวม
“เฮียอยู่เฉยๆ อย่าเดินเข้ามานะเดี๋ยวแก้วบาดเอา”
โชคทวีมองภรีมนิ่ง ยังไงก็ต้องเกาะภรีมไว้ให้มั่น
“หมวยเล็ก อีกหน่อยเราแต่งงานกัน เราไปหาบ้านอยู่ของเราเองนะ”
“อยู่ที่นี่ก็ดีแล้วนี่เฮีย ทำไมต้องแยกออกไปด้วย”
“เฮียเป็นหัวหน้าครอบครัวนะ ยังไงเฮียต้องสร้างครอบครัวของเราเอง จะมาอยู่กับกงสีได้ยังไง”
“เอาไว้ดูก่อนเหอะ ยังไงก็ต้องแล้วแต่ป๊านะเฮียนะ”
โชคทวีฝืนยิ้ม ภรีมหันไปเก็บกวาดเศษแก้วต่อ จึงไม่ทันได้เห็นรอยยิ้มที่ค่อยๆ หายไปจากหน้าโชคทวี

ที่บ้านจิตวรบรรจง เย็นนั้น วันวิสาบอกกับบดินว่าไม่ขอไปที่ฉั่วเทียนเหลาด้วย
“เฮียไปกับป๊ากับม๊าเถอะอั๊วไม่อยากไป”
“ลื้อจะมามัวขังตัวเองอยู่ทำไม ออกไปเปิดหูเปิดตาให้มันสบายใจดีกว่า”
“ป๊ากับม๊าจะอึดอัดสายตาคนอื่นเปล่าๆ”
“คนอื่นก็คนอื่น ช่างมันสิไม่เห็นจะต้องไปสนใจ ใครมันนินทาเฮียจะจัดการกับมันเอง ลื้อไปแต่งตัวให้สวยๆ ไป ไอ้เรื่องบ้าบอทิ้งมันไปไกลๆ เลย มันจบไปแล้วลื้อจะมามัวนั่งอมทุกข์ให้ป๊ากับม๊าทุกข์ไปด้วยทำไม หาความสุขใส่ตัวให้เต็มที่ ไม่ดีกว่าเหรอ”
วันวิสาคิดหนัก

ตกตอนค่ำ ขณะที่ภรพเข็นรถพาสุพรรษา จะเข้าห้องน้ำ มีพราวตาตามมาดูแล ครอบครัววันวิสาเพิ่งมาถึงฉั่วเทียนเหลา วันวิสา และ บดิน เดินตามหลัง พ่อ แม่
“ไม่คิดว่าจะได้เจอ” สุพรรษาทักทุกคน หยุดสายตาที่บันลือ
“ลื้อสบายดีนะ” บันลือทักตอบ
“หัดเดินอยู่ อีกหน่อยคงไม่ต้องลำบากลูกเต้า”
ภรพมองวันวิสาแวบเดียวแล้วทำเป็นไม่เห็น วันวิสาเองก็เมินหน้าหนี สายตาภรพเหมือนกัน
“ลำบากอะไรกันม๊า” ภรพว่า
“อีกหน่อยลื้อก็ต้องมีลูกมีเมีย” สุพรรษาว่า
วันวิสาแข็งใจไม่มอง
“ลูกเมียจะมาสำคัญกว่าม๊าได้ยังไง”
เสียงวารินแหลมขึ้นมา “พี่ภรพขา” ก่อนจะเห็นวารินแถเข้ามาหา
“ดีใจจังเลยที่ได้เจอพี่ภรพ”
“เช่นกันครับ”
“สวัสดีค่ะคุณแม่ สวัสดีค่ะพี่พราว”
วารินทักทายแต่ฝั่งภรพ
“วาวได้ยินเขาพูดถึงเรื่องพี่ภรพแล้วโลดโผนยิ่งกว่าหนังฝรั่งอีกนะคะ วาวดีใจจังเลยที่พี่กลับมาอีกครั้ง”
วันวิสาอดไม่ได้ต้องดึงสายกลับมามอง
“พี่ไม่ตายง่ายๆ หรอกครับ หนังเหนียว” ภรพหัวเราะ
“เราเข้าไปข้างในกันก่อนดีไหม ขอตัวก่อนนะ” วรินบอกกับสุพรรษา
ครอบครัววันวิสาพากันแยกไป พราวตาบอก “เดี๋ยวเจ้พาม๊าไปห้องน้ำเอง”
พราวตาเข็นรถพาสุพรรษาออกไปอีกทาง
วันวิสาอดหันกลับมามองภรพ และ วาริน ไม่ได้
พบว่าทั้งคู่ดูสดชื่น พูดคุยกันอย่างสนิทสนม และเขาไม่สนใจมองเธอเลย ราวกับเธอไม่มีตัวตน เป็นอากาศธาตุกระนั้น

ลูกค้านั่งกินดื่มตามโต๊ะต่างๆ ในฉั่วเทียนเหลา คับคั่ง ไม่มีโต๊ะว่าง
ถึงเวลาหยกมณีขึ้นร้องเพลงบนเวที เธอเปิดตัวด้วยเพลงจังหวะสนุก และมีคู่เต้นรำพอประมาณ วันวิสาทำเป็นสนใจบนเทวี แต่สายตาอดแอบหันไปมองอีกมุมหนึ่งไม่ได้
ภรพยังคุยสนุกเป็นกันเองและดูเป็นสุภาพบุรุษกับวารินมาก
“ไปเต้นรำกันดีกว่า”
เสียงบดิน วันวิสาดึงสติกลับมาแทบไม่ทัน ทำอะไรก็ได้ ที่ช่วยให้เธอเลิกใส่ใจผู้ชายใจร้ายปากมอมคนนี้

หยกมณีร้องเพลงต่อเนื่อง ยังคงเป็นเพลงจังหวะสนุกชวนคึก วันวิสาออกมาเต้นรำกับบดิน
“ความจริงเขาก็เป็นคนดี คนนึงนะ” จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นลอยๆ
วันวิสาฉงน “เฮียพูดถึงใคร”
“ก็นายภรพนะสิ”
ภรพเต้นรำกับวารินถัดออกไป
วันวิสาอารมณ์ขุ่น “พูดถึงเขาทำไม”
“เสียดาย เขาเป็นคนจริงคนนึงเชียวละ ป๊าเราป๊าเขาไม่น่าผิดใจกันมาก่อน ลื้อไม่ได้เห็นวันที่เขาจัดการกับเสี่ยเฮ้ง”
บดินชื่นชมภรพไม่ขาดปาก จนวันวิสาชักรำคาญ
“เลิกพูดถึงคนอื่นซะที ที่เห็นว่าดีน่ะ มันแค่ฉาบฉวย จริงๆ แล้วไม่ได้ดีอย่างที่คิดก็ได้”
เพลงสนุกจบลง และขึ้นเพลงใหม่ต่อทันที เหมือนแกล้งกันชัดๆ เพราะหยดมณีครวญเพลงรักของสองคน
“วันอยากกลับบ้านแล้ว ไม่เห็นสนุกเลย”
จู่ๆ ภรพก็พาวารินเข้ามา
“ขอโทษนะครับ ขออนุญาตเปลี่ยนคู่ได้ไหมครับ”
“ยินดี คุณภรพ” บดินตอบโดยไม่ต้องคิด
ภรพส่งมือวารินให้เต้นรำกับบดิน ตัวเขาเองเข้าประกบเผชิญหน้าวันวิสาทันที ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝากอิดออดขัดขืน พาเธอเต้นรำออกไปเลย

แม่หยกมณีก็ครวญเพลงรัก “ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้” อย่างดื่มด่ำลึกซึ้ง ลีลารัญจวนเหลือแสน ภรพพาวันวิสาเต้นรำเข้ามาหน้าเวที
“ใครเขาบังคับให้มา หน้าตาไม่มีความสุขเลย”
“ความสุขของฉันมันหมดไปทันทีที่เห็นหน้านายน่ะแหละ”
“ป๊าเธอ ป๊าฉัน เขาเข้าใจกันดีแล้วนะ”
“นั่นมันเรื่องของผู้ใหญ่”
“ต่อไปก็เป็นเรื่องของเรา”
“ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีวันยกโทษให้นาย”
“โกรธอะไรนักหนา โกรธนานไม่ดีนะ” พลางกระชับร่างวันวิสาเหมือนจะดึงเข้ามาใกล้ ทว่าวันวิสาขืนตัวไว้
“อย่ามาทำรุ่มร่ามกับฉันอีก รู้จักให้เกียรติกันบ้าง อย่างน้อยนายก็ควรจะเกรงใจผู้หญิงของนาย”
“ผู้หญิงของฉัน”
“โน่นไง...หยกมณี” วันวิสาบุ้ยใบ้ไปบนเวที
หยกมณีร้องเพลงออดอ้อน ยิ้มหวานฉ่ำ
“แล้วยังลูกสาวนายธนาคารนั่นอีก” วันวิสาเล็งแลไปยัง วารินที่เต้นรำอยู่กับบดิน วารินมองมายิ้มให้
ภรพหัวเราะขัน
“หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“ถ้าจะต้องเกรงใจ ก็คงขยับทำอะไรไม่ได้เลย เพราะผู้หญิงของฉันมีอยู่ทั่วกรุงเทพฯ ฉันว่าเธอหึงมากกว่า”
“ไม่จำเป็น เข้าใจผิดแล้ว ฉันทำใจ ตั้งแต่เดินออกมาจากบ้านหลังนั้นแล้ว นายไม่ได้มีความหมายอะไรต่อฉันอีกแล้ว ที่ผ่านมามันก็แค่ฝันร้ายของฉันเท่านั้นเอง”
วันวิสาจะสะบัดออก แต่ภรพยื้อไว้อีก
“ถ้าฉันไม่มีความหมายต่อเธอแล้วจริงๆ ก็เต้นให้จบเพลงนี้สิ สบตาด้วย จ้องแต่จะหลบหน้าทำไม”
ภรพยิ้มยั่วไม่รู้สึกรู้สา วันวิสาแค้นเคือง

ส่วนที่หน้าฉั่วเทียนเหลาตอนนี้ ภรีมชะเง้อคอยโชคทวี เพราะบอกว่าจะตามมา แต่จนดึกแล้วก็ยังไม่โผล่หัว บดินเดินออกมาเห็น ขยับเข้ามาหา
“ออกมาคอยแฟนรึไง”
ภรีมหันมาเห็นบดิน กลอกตาเซ็ง “แส่เรื่องชาวบ้าน”
“ไม่มีคนเต้นรำด้วยละสิ แปลกนะ ผู้ชายข้างในก็มีตั้งเยอะ ทำไมไม่ออกปากขอให้เขาเต้นด้วยล่ะ”
“นี่นาย เป็นสุภาพบุรุษหน่อย” ภรีมฉุน
“เป็นอยู่แล้ว แต่กับเด็กแก่แดดบางคนไม่จำเป็นก็ได้มั้ง”
ภรีมฉุนจัด จะหนีกลับเข้าข้างใน ผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บเอวอยู่ร่วงลงพื้น
“เอ้า ทิ้งผ้าเช็ดหน้าให้ผู้ชายเก็บคืน นี่ผู้หญิงแบบไหนกันหว่า”
ภรีมหันกลับมา บดินเก็บผ้าเช็ดหน้าที่พื้นขึ้นมา แต่แกล้งไม่ส่งคืนให้
“เอาคืนมา” ภรีมพยายามจะแย่งคืน “บอกให้เอาคืนมา”
“ขอบคุณคนอื่นเป็นไหม”
“เป็น แต่ไม่ใช่นาย”
ภรีมเข้าลุยจะแย่งผ้าเช็ดหน้าคืนให้ได้ โชคทวีมาพอดียัวะจัด ผลักบดินและตามด้วยหมัดทันที ภรีมตกใจ
บดินตอบโต้ทันทีด้วยสัญชาติญาณ โชคทวีต่อยกันนัวกับบดิน ภรีมห้ามก็ไม่ฟัง
“เฮีย อย่า...อย่า”
“ลื้อมายุ่งกะแฟนอั๊วทำไม”
ภรพที่เดินตามวันวิสาออกมา รีบเข้าขวางทันที บดินส่งหมัดสุดท้ายสวนกลับ โชคทวีเมาหมัดเซล้มกับพื้น
“อะไรกันวะโชค”
“เฮีย”
ภรีมรีบเข้าไปประคองโชคทวี แต่โชคทวีเลือดขึ้นหน้า ลุกขึ้นแล้วชักปืนออกมาทันที
ภรพร้องเสียงหลง “เฮ้ย อย่า”
โชคทวีแผดเสียงขึ้น “มันลวนลามหมวยเล็ก”
ภรพสั่ง “เก็บปืน”
วันวิสาประกบบดิน ไม่สะทกสะท้าน
“แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดเดียวเฮีย”
ภรพจ้อง โชคทวีแข็งขืน “อั๊วบอกให้เก็บปืน”
โชคทวีจำใจเก็บปืน
“ต้องขอโทษแทนคนของผมด้วย” ภรพบอกบดิน
“ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก”
“ถ้าพี่ฉันเป็นอะไรไป พวกนายต้องได้ชดใช้คืนด้วยชีวิตแน่”
วันวิสาบอกแล้วพาบดินกลับเข้าข้างใน
“ลื้อทำอะไร อย่าวู่วาม”
ภรพตำหนิแล้วเดินกลับเข้าข้างใน โชคทวีเจ็บใจที่เจ็บตัวฟรี

หยกมณียังคงร้องเพลงบนเวที เล้งปรากฏตัวพร้อมลูกน้องฝูงใหญ่ที่ตามเป็นพรวน หยกมณีเห็นเล้ง ก็อ้อล้อใส่
เล้งเดินเข้ามาจนถึงขอบเวที ควักทองหลายเส้นออกมาทั้งกำโยนให้หยกมณี ผู้คนฮือฮาปรบมือให้กับความรวยความใจถึงของเล้ง
เสี่ยเล้งเหมือนจะเดินกลับไปห้องวีไอพีของตัวเอง แต่หันมาเห็นไพศาลและครอบครัว และเดินเข้ามาหา
“เสือออกจากถ้ำแล้วเหรอวะอาเซี้ย”
ไพศาล และ ภรพยืนขึ้นเสมอเล้ง
“แล้วลื้อล่ะ ขึ้นมาจากนรกชั่วคราวรึไง”
เล้งหัวเราะ “อั๊วได้ข่าวเรื่องไอ้เฮ้งแล้ว ดีใจกับลื้อด้วยนะที่ฟอกขาวตัวเองได้ซะที”
“คนทำมาหากินสุจริต ยึดมั่นคุณธรรมสวรรค์คุ้มครองเสมอ เสียดายที่กว่าอาเฮ้งอีจะเข้าใจมันก็สายเกินไป” ไพศาลว่า
“งั้นก็ขอให้สวรรค์คุ้มครองพวกลื้อให้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน คุณธรรมมันกินเข้าไปไม่ได้หรอกอาเซี้ย มันทำให้อิ่มท้องได้ที่ไหน”
เล้งจะเดินกลับออกไป
ภรพเอ่ยขึ้น “คุณธรรมกินเข้าไปไม่ได้จริงๆ เถ้าแก่ แต่คุณธรรมทำให้เราเดินไปที่ไหนก็ได้ในโลกนี้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นคน ไม่ต้องเอาแต่ก้มหน้าอายใคร”
ตอนท้ายภรพยิ้มยั่ว เสี่ยเล้งเหมือนโดนตบหน้าแต่ก็ฝืนยิ้มออกมาได้
“ไอ้เด็กเมื่อวานซืน อีกไม่กี่วันลื้อก็จะได้เห็นเองว่าคนหมู่มากเขาเลือกที่จะอยู่ข้างใคร”
เล้งเดินกร่างออกไปกับลูกน้องเป็นฝูง
ไพศาลและภรพสบตากัน

กลับจากฉั่วเทียนเหลา วรินตามเข้ามาหาลูกสาวในห้อง วันวิสาหันมาเห็นแม่ ทำทีเป็นขยับจะเปลี่ยนเสื้อผ้า
“ม๊าสนุกไหมคืนนี้”
“ม๊าอยากถามลื้อมากกว่า”
“เห็นม๊ากับป๊าสนุก หนูก็สนุกจ้ะ”
“ปรับความเข้าใจกันรึยัง”
วันวิสางง “ม๊าพูดถึงใคร”
“ลื้อก็รู้ว่าม๊าหมายถึงใคร เรื่องระหว่างบ้านเรากับบ้านเขาก็คลี่คลายแล้ว ถ้าเริ่มต้นคุยกันใหม่ได้มันก็น่าจะดีไม่ใช่เหรอ ม๊ารู้ว่าลื้อยังฝังใจ ความรักครั้งแรกไม่มีใครลือมันได้ง่ายๆ หรอก”
“แต่หนูกำลังพยายามลืมมันให้ได้ม๊า ความรักก็ส่วนความรัก ความจริงก็คือความจริงว่าหนูไม่ได้มีค่าอะไรในความรู้สึกเขาเลย หนูก็แค่ของเล่นอย่างนึงของเขาเท่านั้นเอง”

ที่บ่อนเถื่อนของเสี่ยเล้ง คืนนั้น โชคทวีกำลังถูกลูกน้องเล้งรุมอัดอย่างหมดทางสู้
“หนี้เก่ายังใช้ไม่หมด ลื้อเสือกโผล่หน้ามาขอของใหม่อีก ที่นี่ไม่ใช่โรงทานโว้ย”
สมุนรุมเตะโชคทวีไม่เลี้ยง จนเล้งเข้ามา
“เฮ้ย เบาหน่อย พวกลื้อทำยังงี้กับลูกค้าได้ยังไง”
“มันอ้างชื่อเสี่ย มันว่ามันเป็นมือขวาเสี่ย”
เล้งส่งสัญญาณให้จิกหัวขึ้นมาดูหน้า
“นึกว่าใคร อาโชค พวกลื้อไปไกลๆ เลยไป อั๊วดูแลเอง”
สมุนถอยออกไป
เล้งพูดเหมือนใจดีเหลือเกิน “ลูกน้องอั๊วมันหนักมือไปหน่อย ไงล่ะอาโชค วันนี้โชคไม่เข้าข้างรึไง”
“ยิ่งเล่นยิ่งเสีย”
“ใจเย็นๆ วันนี้มือไม่ขึ้น พรุ่งนี้ค่อยมาแก้ตัวใหม่ หนี้เก่าอั๊วยกให้ลื้อ”
“ถ้าเสี่ยพูดความจริง ก็เรียกลูกน้องเสี่ยมาฟังด้วย”
“คนอย่างอั๊วพูดคำไหนคำนั้น ยิ่งถ้าลื้อทำงานสำคัญให้อั๊วสำเร็จ อั๊วมีรางวัลให้ลื้ออย่างงาม”
โชคทวีคับแค้นระบดระบาย
“อั๊วทุ่มเทให้พวกมัน ตระกูลมันมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็เป็นได้แค่หมารับใช้ ตามไปโน่นนี่ เดินตามพ่อมันเหมือนขี้ข้า เดินตามลูกมันเหมือนคนใช้แก๊งเสือระยะหลังเติบโตได้ อั๊วก็มีส่วนช่วย งานดี ๆ แทนที่จะให้อั๊วทำ ตำแหน่งหน้าที่ให้เชิดหน้าชูตา อยู่ไหน แล้วอั๊วจะทำไปทำไมวะ”
“ก็ทำเพื่อตัวลื้อไง”
โชคทวีอึ้ง
“แก๊งเสือควรเป็นของลื้อ ทำงานหนักขนาดนี้ต้องได้สิ่งตอบแทน แต่ถ้าทำอย่างเดิม ลื้อก็ได้แค่นี้ล่ะ”
“อั๊วควรทำยังไงดีอาเจ็ก”
“จะโค่นเจ้าพ่อต้องกล้า ลื้อจำไว้ คิดเป็นใหญ่ใจต้องกล้า กล้ามั้ยล่ะ”
สองคนไม่รู้ว่ามงคลลอบเข้ามา แอบฟังอยู่
ถัดจากนั้น มงคลโทรศัพท์หาใครบางคนรายงานเรื่องที่เห็นเล้งกับโชคทวี

ตอนกลางวัน ในวันถัดมา รถแล่นเข้ามาจอดกลางทุ่งนา ไกลๆ ด้านหนึ่งเห็นโรงสีร้าง
ภรีมลงรถมามองรอบตัว ท่าทางสดชื่น “นานๆ ได้ออกมานอกเมืองที แถวนี้ลมพัดดีจัง
โชคทวีลงตาม “หมวยเล็กชอบแถวนี้ไหม”
“ชอบ เฮียมาบ่อยเหรอ”
“บ่อย เฮียมาดูที่ เจ้าของเขาจะขายถูกเฮียกะว่าจะซื้อไว้ แต่งงานกันแล้วจะได้ปลูกบ้านอยู่กัน”
“ไกลจะตาย เปลี่ยวก็เปลี่ยว หมวยเล็กไม่มาอยู่ด้วยหรอกนะ”
“หมวยเล็กไม่รักเฮียรึไง”
“รัก แต่ถ้าคิดจะแยกมาอยู่ยังงี้ป๊ากับม๊าไม่มีวันยอมหรอกเชื่อหมวยเล็กสิ”
ภรีมเดินออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ โดยไม่รู้ว่ามัจจุราชค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาด้านหลัง มือโชคทวีปิดปากล็อกคอภรีมเอาไว้แน่น
ภรีมตกใจตาเหลือก

ที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ วุ่นวาย ยกใหญ่ เพราะหมวยเล็กหายตัวไปโดยไม่มีใครรู้ว่าไปไหน
“จะไปไหน แทนที่จะบอกกันไว้บ้าง อาหมวยเล็กนี่ชักเหลวไหลใหญ่” สุพรรษาบ่นขึ้น
“อีอาจจะไปหาเพื่อนอีก็ได้ม๊าโชค หมวยเล็กอีไปไหนรู้ไหม”
โชคทวีตีมึน ไม่รู้ไม่เห็น “ไม่รู้ครับเจ้ ผมเข้ามาก็ไม่เห็นแล้ว”
“เหลวไหลจริงๆ”
ภรพเดินเข้ามาพอดี โชคทวีหันมาเห็น
“ภรพ นายมาพอดีเลย คนที่โกดังโทร.มาบอกว่าของที่จะลงเรือไม่ครบ”
ภรพงง “อ้าว”
“ให้นายรีบไปดูเดี๋ยวนี้เลย” โชคทวีบอก
“มีแต่ปัญหา”
ภรพบ่น แล้วเดินออกบ้านจะไปที่รถ โชคทวีตามติด
“อ้าว...นายจะไปด้วยทำไม”
“เผื่อมีอะไรที่ฉันช่วยได้ไง”
ทั้งคู่ออกไปด้วยกัน

ที่แท้โชคทวีหลอกภรพออกมาเพื่อยิงทิ้งตามคำสั่งเสี่ยเล้ง เขาทำเป็นเดินตามภรพเข้ามาในโกดัง รอจังหวะที่เหมาะสม
“ไหนบอกว่ามีปัญหา แล้วมันหายหัวไปไหนกันหมด”
โชคทวีเสียจังหวะจะชักปืน เพราะภรพหันกลับมาพอดี
“วันนี้นายเป็นอะไร”
“เปล่านี่”
“มีอะไรอยากพูดกับฉันรึเปล่า” ภรพพูดเป็นนัย
โชคทวีงง “ถามอะไรยังงั้นวะ”
“ฉันเห็นนายเป็นเพื่อนเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
“ขอบใจ”
ภรพมองจ้องตาโชคทวีนิ่งนาน จนโชคทวีเป็นฝ่ายทนสายตาภรพไม่ได้
“ลองไปดูทางโน้นเถอะ”
ภรพพยักหน้า โชคทวีเดินนำไป ภรพตาม

โชคทวีเดินนำภรพมาอีกมุม สีหน้าสับสน ดี ชั่ว ต่อสู้กันในใจตัวเองอย่างหนัก ในหัวนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อนที่บ่อนเถื่อนของเสี่ยเล้ง
“ลื้อทำยังไงก็ได้ให้ไอ้ภรพถูกลบชื่อออกไปจากโลกนี้จริงๆ”
“นอกจากยกหนี้ให้ อั๊วได้อะไรเป็นรางวัล”
“แล้วลื้ออยากได้อะไร”
“อั๊วต้องการเป็นมือขวาของเสี่ย”
“ลื้อได้อย่างที่ลื้อหวังแน่ ถ้าลื้อทำสำเร็จ”

เสียงภรพดึงโชคทวีออกจากความคิดนั้น
“อากาศก็ไม่ร้อนนี่ ทำไมนายเหงื่อแตก”
โชคทวีหันกลับมาช้าๆ
“ในนี้มันอบอ้าว นายไม่รู้สึกรึไง”
“ฉันว่าเรากลับกันเถอะ ที่นี่ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก ใครซักคนมันคงล้อนายเล่น”
ภรพหมุนตัวกลับออกเดินนำ โชคทวีตัดสินใจใช้โอกาสนี้เป็นโอกาสสุดท้าย
มือโชคทวีกระชับปืนที่เหน็บตรงเอว ชักออกมาเล็งไปที่ภรพ
ภรพหยุดเดินทันทีเหมือนมีตาหลัง โชคทวีจะลั่นไกอยู่แล้ว กลับชะงัก
“ฉันว่านายไม่กล้ายิงหรอก” ภรพว่า
โชคทวีกำปืนแน่นเพราะมือสั่น ภรพทำท่าจะหันกลับมา
โชคทวีร้องขึ้น “อย่าหันมา”
ภรพหันกลับมาอย่างไม่สะทกสะท้าน “เพราะถ้านายยิงฉัน นายเองก็ไม่รอดเหมือนกัน นายไม่รู้รึไงว่าข้างหลังนายตอนนี้ก็มีปืนจ่อนายอยู่”
“ฉันไม่เชื่อ”
เสียงมงคลดังขึ้น “วางปืนลงเหอะโชค”
โชคทวีขนหัวลุก เมื่อหันกลับมาพบว่ามงคลถือปืนจ่อเล็งระยะไกลถัดจากเขาอีกต่อ
โชคทวีผละตัว หันมาเผชิญหน้าทั้งสองคน ปืนเปลี่ยนเป้าหมายเล็งไปที่มงคล
ภรพยังไม่คิดจะชักปืนออกมา ทั้งที่ปืนเหน็บอยู่ที่เอว
“ตกใจมากเหรอ นายคงคิดไม่ถึงว่าฉันรู้ทันนายทุกอย่างโชค เมื่อชั่วโมงที่แล้วฉันก็อยู่ที่นี่ อยู่ทั้งวัน แล้วมันจะมีปัญหาอะไรได้ยังไง นายรีบร้อนเกินไปจนฉันสงสัย ส่วนมงคล จริง แล้วป๊ากับฉันก็ไม่ได้ไล่ออกไปไหน มงคลยังทำงานให้ป๊ากับฉันเหมือนเดิมเพียงแต่งานหลักคือตามสะกดรอยดูความเคลื่อนไหวของนายทุกฝีก้าว นายประมาทเองโชค ประมาทเพราะเชื่อมั่นในตัวเอง คิดแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไป นายสารภาพมาเถอะว่าใครเป็นคนบงการนายให้มาทำงานนี้”
โชคทวีแค่นหัวเราะ “รู้จริงทุกอย่างแล้วจะมาถามทำไมวะ”
ขาดคำโชคทวีเลือกยิงใส่มงคลก่อนเพื่อหนีเอาตัวรอด มงคลม้วนตัวหลบกระสุนได้ทัน
โชคทวีวิ่งหนีไปทางหนึ่ง ยิงสกัดกะไม่ให้สองคนติดตาม
ภรพชักปืนออกมาแล้ว ตามไป

โชคทวีหนีออกมาที่รถ แผนต่อไปที่เตรียมไว้สำรองคือใช้ภรีมเป็นตัวประกันให้ตัวเองหนีรอด โชคทวีชะงักเพราะไพศาลยืนดักทางอยู่แล้ว ไพศาลนิ่งไม่สะทกสะท้าน
“เจ๊ก”
“ลื้อเผชิญหน้ากับความจริงซะเถอะอาโชค อย่าหนีไปไหนเลยเพราะยังไงลื้อก็หนีไม่พ้น”
โชคทวีหันไปยิงใส่ภรพและมงคลที่ตามมา และอีกนัดยิงใส่ไพศาลที่ไม่ยอมขยับไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว กระสุนลงพื้นไม่ห่างจากไพศาล
“ลื้อไม่มีวันยิงถูกใครหรอกอาโชค เพราะจิตใจลื้อมันว้าวุ่น”
โชคทวีเครียดจัด รู้ตัวว่าจนมุมแล้ว

เสียงภรีมดังขึ้นในวินาทีถัดมา “เฮีย”
โชคทวีชะงัก หันไปมองอีกทาง เห็นภรีมยืนอยู่
“เฮีย” ภรีมร้องไห้ เด็กสาวหัวใจสลาย
โชคทวีตะลึงตะไล “หมวยเล็ก”
“ทำไมเฮียทำยังงี้”
โชคทวีมึนตึ้บ มันเกิดขึ้นได้ยังไง
บดินก้าวออกมาจากหลังภรีม
“อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น นายคาดไม่ถึงเอง เพราะนายมัวแต่คิดเรื่องชั่วๆ นายเร่งร้อนเกินไป”
ที่แท้บดินเป็นคนไปช่วยหมวยเล็ก โดยที่เขาเองก็ไม่คาดคิด

โดยก่อนหน้านี้ บดินขับรถมาตามถนน ย่านในเมือง จู่ๆ รถโชคทวีที่จอดอยู่ข้างทาง ก็ออกตัวมาอย่างไม่สนใจใคร บดินเหยียบเบรกกะทันหัน เกือบชนท้ายรถโชคทวี
“โอ้โฮ้ ขับรถยังงี้มันนึกว่ามันเป็นใครวะเนี่ย”
บดินหัวเสียขับรถตาม หวังจะด่าสั่งสอน

รถบดินแซงด้านซ้ายขึ้นมาตีขนานรถโชคทวี บดินเหลียวมองมา เห็นโชคทวีขับรถนิ่งไม่รู้สึกรู้สา ไม่รู้สึกตัวถึงความผิดปกติที่มีรถแซงซ้าย ข้างๆ เป็นภรีมคุยฉอเลาะอยู่ฝ่ายเดียว
“นึกว่าใคร”
บดินลดความเร็วลง แล้วกลายเป็นตามไปห่างๆ อย่างนึกสงสัย

เล่าถึงตรงนี้บดินเอ่ยขึ้นว่า
“จะว่าฉันสอดรู้สอดเห็นเรื่องของนายก็ได้ ฉันเลยตามนายไปห่างๆ”

บดินจอดรถห่างออกมา ลงรถมาแอบซุ่มมองอยู่ไกลๆ เห็นโชคทวีปิดปากล็อคคอภรีม ก็แปลกใจมากขึ้น เพราะแม้จะดูไกลๆ ยังไงก็ไม่ใช่การกอดรัดแสดงความรัก เพราะภรีมพยายามดิ้นรน โชคทวีพาภรีมมุ่งหน้าไปที่โรงสีร้าง
บดินสงสัยอย่างหนัก

ไม่นานนัก บดินเห็นโชคทวีกลับออกมาจากโรงสีร้างคนเดียว ตรงไปยังรถ ด้วยท่าทีรีบเร่ง แล้วขับทะยานออกไป
บดินที่ซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่ง รอจนโชคทวีไปไกลแล้ว จึงรีบเข้าไปในโรงสีร้าง
ตี๋ใหญ่แห่งบ้านจิตวรบรรจง กวาดตามองไปทั่ว จนมาหยุดตรงมุมรกเรื้อและสกปรก เห็นภรีมถูกมัดมือ มัดเท้า และมัดปาก ร่างถูกมัดไว้กับเสาอีกที หมวยเล็กพยายามดิ้นรนเต็มที่เมื่อเห็นบดิน

หลังบดินเล่าจบ ภรพเดินออกมาเผชิญหน้าโชคทวี
“ฉันได้รับโทรศัพท์จากบดินว่าช่วยหมวยเล็กเอาไว้แล้ว ทีแรกฉันก็เดาไม่ออกว่านายทำยังงี้กับหมวยเล็กทำไม แต่พอนายลวงฉันให้มากับนายที่นี่ ฉันถึงนึกออกว่านายวางแผนว่าถ้านายพลาด ฆ่าฉันไม่สำเร็จ นายก็จะใช้หมวยเล็กเป็นตัวประกันเพื่อหนี”
โชคทวีไม่สลด แต่กลับยิ้มเยาะออกมา
“เฮียทำยังงี้ทำไม ไอ้ที่เฮียเคยบอกว่ารักน่ะ มันเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้นใช่ไหม”
โชคทวีค่อยๆ ระเบิดหัวเราะออกมา
“นายแค่หาหลักประกันให้ตัวเอง นายดีกับทุกคนในบ้านฉันจนฉันเองก็ไม่กล้าคิดว่า คนที่มันคิดร้ายกับรุ่งเรืองไพศาลศิริที่แท้มันก็เป็นคนใกล้ตัวนี่เอง”
ภรพเล่าว่าหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ ทำให้เขาฉุกคิด

นับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นเรือครั้งแรก ตอนเขาเดินทางไปที่เกาะ จู่ๆ คนขับเรือเปลี่ยนสถานภาพเป็นโจรและต้องการชีวิตภรพ เหตุการณ์ชุลมุนภรพต้องถีบวันวิสาลงน้ำก่อนกระโจนตาม และหลังจากนั้นเรือก็ระเบิดเป็นจุล เพราะลูกระเบิดถูกยิงเข้าใส่
ไม่เท่านั้นโจรยังตามไล่ล่าภรพ และ วันวิสาขึ้นไปบนเกาะร้าง
อีกเหตุการณ์เป็นตอนที่เขาขึ้นฝั่งมากับภาษิต แวะซื้อเสื้อผ้าให้วันวิสา แต่ถูกดักยิง

ภรพเล่าถึงตอนนี้ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“นายร่วมมือกับเสี่ยเฮ้งยุให้ป๊าฉันเถ้าแก่บันลือผิดใจกันให้ได้ เท่านั้นไม่พอ นายคิดว่าถ้านายเก็บฉันได้ซักคนนายก็จะได้ครอบครองทุกอย่างแทนฉันในฐานะลูกเขย”
ภรพเล่าอีกว่า ตอนเขาถูกโจมตีระหว่างเดินกลับเกาะ ถูกยิงจนตกน้ำ นั่นทำให้เขามั่นใจว่า ต้องเป็นฝีมือคนใกล้ตัวที่รู้ความเคลื่อนไหวเขาทุกอย่าง
จนเขาต้องออกข่าวลวงว่าตัวเองตาย

โชคทวียิ่งฟังก็ยิ่งแค้น “แล้วทำไมนายไม่ตายไปเลยจริงๆ นายกลับมาทำไม”
ไพศาลฟังอยู่นานเอ่ยขึ้น “โชค ในฐานะที่ลื้อเป็นเพื่อนอาภรพ อั๊วเคยคิดว่าจะส่งเสริมลื้อให้ถึงที่สุด เพราะลื้อเป็นคนขยัน อั๊วคิดแม้กระทั่งถ้าลื้อมาเป็นลูกเขยอั๊ว อั๊วจะเปิดบริษัทให้ วันที่ภรพส่งข่าวว่าอย่าไว้ใจใครแม้แต่ลื้อ อั๊วยังไม่เชื่อ อะไรทำให้ลื้อเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เงินกับอำนาจที่ลื้ออยากได้ ทำให้ลื้อลืมแม้กระทั่งบุญคุณคนที่ช่วยเหลือเลี้ยงดูลื้อมางั้นเหรอ”
โชคทวีน้ำตาร่วง
“ฉันคงให้อภัยนายไม่ได้ เพราะจิตใจนายมันอำมหิตเกินไปโชค นายกำจัดฉันไม่ได้ นายก็คิดจะกำจัดป๊าฉันแทน”
ภรพนึกถึงเหตุการณ์เข้าใจผิดที่โชคทวีกับเฮ้งจุดชนวน จนสองครอบครัวเปิดฉากยิงกันที่ฉั่วเทียนเหลา และสุพรรษาโดนลูกหลง จนเดินไม่ได้ทุกวันนี้
“ทำไมฉันสงสัยนายตั้งแต่ตอนนั้นรู้ไหม เพราะปกตินายจะต้องเสนอหน้าให้ฉันหรือป๊าเห็นหน้านายอยู่ตลอดเวลาแต่วันนั้น นายหายไปไหน”
โชคทวีนึกถึงวันนั้น เขาแอบดูเหตุการณ์อยู่ที่มุมหนึ่ง มองสองครอบครัวเผชิญหน้ากันในฉั่วเทียนเหลาอย่างสะใจ

โชคทวีเล็งปืนไปที่เถ้าแก่ไพศาล แล้วกดลั่นไก
ภรพแทรกขึ้น “นายอาศัยความมั่วเป็นโอกาส แต่ฝีมือยิงปืนนายมันห่วย ม๊าฉันก็เลยต้องรับเคราะห์แทน”
วันนั้นสุพรรษาจึงเป็นฝ่ายถูกกระสุนแทนไพศาล

โชคทวีค่อยๆ หัวเราะออกมาทั้งน้ำตา
“ครั้งที่ฉันแม่น นัดเดียวจอดก็มี”
โชคทวีเล่าเหตุการณ์ตอนเฮ้งกำลังจะหลุดปากสารภาพออกมาแล้วว่าใครอยู่เบื้องหลัง
โดยเขามองจากมุมหนึ่งด้านหลัง และตัดสินใจยิงเสี่ยเฮ้งด้วยปืนเก็บเสียง จนเฮ้งร่วงตายคาที่
โชคทวีหัวเราะอย่างคนใกล้เสียสติ
“เอาเลยสิโว้ย จะทำยังไงกับฉันก็เอา”
“คนอย่างนายมันถลำลึกเกินกว่าใครจะให้อภัยแล้วโชค” ภรพว่า
“ฉันมันไม่ได้เกิดมามีทุกอย่างพร้อมอย่างนาย มีพ่อแม่ ฉันเป็นใครยังไม่รู้เลย นายมันได้ทุกอย่างมาง่ายๆ แต่ละวันได้กินแต่ของดีๆ ใช้ชีวิตหรูหรา นายคงไม่รู้หรอก ตอนเด็กๆ ฉันทนหิวไม่ไหวจนต้องคุ้ยขยะหาของกินที่คนอื่นเขาทิ้งกันแล้วฉันต้องทนนอนข้างถนนสกปรก ดูผู้คนที่ทำตัวหรูหราผ่านไปผ่านมาฉันไม่เคยแบมือขอใครกินอย่างขอทานแต่คนรวยหรูหราอย่างพวกนายก็ถ่มน้ำลายรดฉันอยู่ดี” โชคทวีหาเหตุผลล้นโลกมาอ้าง
ไพศาลเอ่ยขึ้น “อาโชค คนเราเกิดมา ใครว่าไม่เท่ากัน ทุกคนมีเท่ากันหด มันคือคุณค่าและศักดิ์ศรีในความเป็นคนไง ก่อนจะตำหนิโชคชะตาหรือคนอื่น ลื้อต้องถามตัวเองว่าลื้ออดทน ลื้อขยันหมั่นเพียรเท่ากับคนอื่นหรือมากกว่าคนอื่นรึยัง คุณค่าความเป็นคนไม่ได้วัดกันที่จนหรือรวย แต่วัดกันที่คุณธรรมในใจคนคนนั้นมากกว่า ต่อให้ลื้อเป็นคนข้างถนนยากจนข้นแค้น แต่ถ้าลื้อมีแต่ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและคนอื่น คนทั้งโลกก็พร้อมจะแสดงคารวะต่อลื้อ”
โชคทวีน้ำตาร่วง ทุกคำพูดเสียดแทงเข้าไปถึงแก่นกมลสันดาน สำนึกผิดกลับคืนมา เขานึกเจ็บใจกับความโง่เขลาของตัวเอง คว้าปืนขึ้นมาอีกครั้งกำมันแน่น
ภรีมตระหนก ได้บดินกอดปลอบ มงคลกระชับปืนในมือ เล็งระวังพร้อมยิง ภรพก็ไม่ต่างกัน เตรียมป้องกันไพศาลเต็มที่ แต่ไพศาลนิ่งไม่สะทกสะท้าน
“เจ๊ก ผมขอโทษ ยกโทษให้ผมด้วย”
โชคทวียกปืนขึ้น ทุกคนตะลึงคิดว่าเขาต้องยิงเถ้าแก่ไพศาลแหงๆ
ภรีมร้องลั่น “เฮีย...อย่า...”
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ
ภรพ และ มงคล ตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
ภรีมกรี๊ด “เฮีย...”
ไพศาลเบือนหน้าออกจากภาพที่เห็นตรงหน้า
โชคทวีดับชีวิตตัวเอง ยิงเปรี้ยงเข้าขมับ ตาลืมค้าง ร่างทรุดงอลงคุดคู้อยู่ในท่าคารวะและสำนึกผิดตลอดกาล
ทุกคนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น

ไม่นานต่อมา สุพรรษารับฟังเรื่องราวจากลูกและผัวอย่าง อเนจอนาถใจ
“อยู่กันมาจนเหมือนเป็นลูกเป็นหลาน ไม่คิดเล้ยว่าอีจะคิดร้ายกับเราได้ขนาดนี้”
“หัวใจอ่อนแอเกินไป อีถึงต่อสู้กับความชั่วความโลภไม่ไหว แต่ก็นั่นละนะ มาสำนึกผิดเอาตอนนี้ มันก็สายเกินไปแล้ว อีคงละอายใจเกินกว่าจะอยู่มองหน้าใครๆ ได้”
“เสียดายตรงที่เราน่า จะได้รู้กันให้ชัดๆ ว่าคนที่มันชักใยอยู่ข้างหลังมันเป็นใครกันแน่” ภรพว่า
ไพศาลบอก “รู้ๆ กันอยู่ แต่ยังไงลื้อก็ต้องยิ่งระวังตัวให้มาก”
“ถ้าเราต้องก้มหัวให้ความชั่ว เราจะทนมีชีวิต มีลมหายใจไปทำไมป๊า เสียทีที่เกิดมาเป็นคนเปล่าๆ”

พราวตาเข้ามาในห้องน้องสาว เห็นภรีมเอาแต่นั่งซึม หมกตัวเองอยู่แต่ในห้องตั้งแต่กลับมา
“หมวยเล็ก กินข้าว ป๊ากับม๊าให้มาตาม”
ภรีมส่ายหน้าไม่มีแรงแม้แต่จะตอบ
“ป๊ากับม๊าเป็นห่วงลื้อนะ อะไรที่มันผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ”
“อั๊วกลายเป็นคนโง่ ถูกหลอกใช้มาตั้งนาน เจ้ อั๊วอายทุกคนนะ”
“ลื้อแค่หลงไปกับความรักเท่านั้นเอง ไม่มีใคร ถือโทษหรือตำหนิลื้อหรอก ลื้อต้องคิดอีกด้านนึงให้ได้ ความรักจริงๆ ไม่เคยทำร้ายใคร เวลาไหนที่ลื้อทุกข์ใจเพราะความรัก นั่นไม่ใช่ความรักแล้ว ลื้อค่อยๆ คิดดูดีๆ แล้วลื้อจะเห็นจริงอย่างที่เจ้ว่าทุกอย่าง”
ภรีมร้องไห้แล้วขยับเข้ากอดพราวตา อย่างคนสำนึกได้
“หมวยเล็ก ขอโทษเจ้นะที่เคยคิดไม่ดี พูดไม่ดีกับเจ้”
“เรื่องเล็กน่า ยังไงเราก็พี่น้องกัน เจ้ไม่เคยนึกโกรธเคืองลื้อเลย”
“หมวยเล็กอยากขอโทษทุกคน ป๊า ม๊า เฮีย”
“ไม่มีใครรักเราหวังดีกับเราจริงเท่าพ่อแม่พี่น้องหรอก แค่ลื้อกลับมาเป็นหมวยเล็กคนเดิม ไม่ใช่เอาแต่นั่งอมทุกข์ยังงี้ ทุกคนก็พอใจแล้ว”
“ไม่เอาอีกแล้ว ความรัก อั๊วเข็ดแล้ว เข็ดจนตาย”
หมวยเล็กคร่ำครวญอยู่นั่น

อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่วันวิสาเดินลงมาจากชั้นบน เจอวรินกำลังยกถาดชาเหมือนมีการต้อนรับแขกชุดใหญ่
“ม๊ากำลังจะขึ้นไปตาม พอดี จะให้ลงมาช่วยยกน้ำชา รับแขกหน่อย”
“ใครมาจ๊ะม๊า”
“เอาเถอะน่า มาช่วยหน่อย”
วรินพูดเหมือนหักคอ ยื่นถาดชาให้วันวิสา แล้วเดินตามไป
เมื่อวันวิสาเข้าไปในห้องรับแขก พบว่าในนั้น บันลือ บดิน นั่งคุยอยู่กับไพศาล และ สุพรรษา อยู่แล้ว ส่วนภรพนั่งหันหลังให้อยู่
“มาพอดี อาวัน เจ็กเซี้ย อึ้มสา มาเยี่ยมเรา” บันลือยิ้มแย้ม
วันวิสาจำใจทักทายเพราะถอยไม่ได้แล้ว “เจ็กเซียะ อึ้มสา”
บดินบอก “ลื้อทักไม่หมด เฮียภรพอีกคน”
“เฮียภรพ”
ภรพยิ้มหล่อมาให้
ถ้าทำได้วันวิสาอยากเอาถาดทุ่มใส่หัวมากกว่า

ทุกคนพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระต่อ บรรยากาศครื้นเครง ดี งาม และเป็นกันเองมาก วันวิสา คอยรินน้ำชาให้ทุกคน ส่วนถ้วยชาภรพ วันวิสา จงใจรินชาจนเต็มถ้วย อันแปลว่าเธอไม่ต้อนรับ
“อาวัน” วรินปราม
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ถือ”
ภรพทำเป็นปกติ หยิบถ้วยชาร้อนๆ ขึ้นมา ซดอย่างลำบาก เพราะลวกทั้งปากทั้งมือ
วันวิสาแอบสาแก่ใจ

อดีตสองเกลอ ไพศาล กับ บันลือ แยกมาปรับความเข้าใจกัน ตรงหน้ารูปปั้นเทพเจ้ากวนอู ที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งในห้องโถง ทั้งคู่มองรูปปั้นนั้นด้วยกัน จิตถูกหลอมรวมเป็นหนึ่ง เพราะยังไงก็เคารพบูชาในเทพเจ้าองค์เดียวกัน
“ต่อให้มั่นใจขนาดไหน เราสองคนก็ไม่พ้นตกเป็นเหยื่อนะอาบันลือ” ไพศาลเอ่ยขึ้นก่อน
“มันเป็นบทเรียนมีค่า แก่ขนาดไหน ถ้าใจไม่มั่นคง เพื่อนก็ล้างเพื่อนได้ อั๊วขอโทษ นะอาเซี้ย”
“อั๊วก็ต้องขอโทษลื้อเหมือนกัน”
“ที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปนะ”
“แน่นอน เราจะเริ่มต้นกันใหม่ แต่คงไม่เหมือนเดิม เพราะเราคงแน่นแฟ้นกันยิ่งกว่าเดิม
สองเกลอยิ้มให้กัน กอดกันแน่น ความโกลดเกลียดขุ่นข้องหมองใจสลายไปจนสิ้น

ภรพตามเข้ามาหาวันวิสาที่หลังบ้าน วันวิสาหันมาเห็น หน้าหงิกใส่
“เข้ามาทำไม เป็นแขกก็อยู่ส่วนแขก มาเดินเพ่นพ่านบ้านคนอื่นเขาไม่มีมารยาท”
“ตามเข้ามาดู อยากรู้บ้านนี้ชงชายังไง ชาถึงได้รสดีไม่เหมือนที่ไหน”
“รินชาไล่แล้วยังไม่รู้ตัวอีก”
“รู้ แต่ไม่อยากไป มีอะไรไหม”
“จะกวนประสาทกันไปถึงไหน”
“ป๊าเราสองคนเคยเป็นเพื่อนรักกันมา”
“รู้แล้วไม่ต้องบอก”
“วันนี้ป๊าผม มาส่งข่าวสำคัญ ไม่อยากรู้เหรอว่าข่าวอะไร”
“ไม่เกี่ยวกับฉัน”
“ผมจะแต่งงานแล้วนะ”
“ยินดีด้วย แล้วก็หวังว่า เราคงไม่ต้องเจอกันอีก แต่งงานแล้วก็ดูแลแลครอบครัวของนายให้ดีๆ ผู้หญิงของนายเขาจะได้ไม่เสียใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าเขาเลือกคนผิด”
“ไม่อยากรู้เหรอว่าผู้หญิงของผมเป็นใคร”
“ไม่อยากรู้ ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน แต่นายอยากอวดขนาดนี้ เจ้าสาวของนาย ก็คงไม่พ้นลูกสาวนายธนาคารคนนั้น ดีใจด้วย นายกับเขาเหมาะสมกันมาก บ้านเขารวยคงช่วยเรื่องการเงินนายได้ดี โขคดี ขอบใจอีกครั้งที่อุตส่าห์มาส่งข่าว”
วันวิสายกถาดชาออกไปในอาการปั้นปึ่ง
ภรพยิ้มชอบใจ ไม่สลดแม้สักน้อย

ตกค่ำ แขกกลับไปหมดแล้ว วรินเข้ามาในห้องลูกสาว เห็นวันวิสาหันหลังพับเก็บเสื้อผ้าหลายชิ้น รวมทั้งชุดอาหมวยคนจน ที่ภรพเคยหามาให้ใส่ด้วย
“ทำอะไร”
“เสื้อผ้าไม่ใช้แล้ว หนูว่าจะเอาไปบริจาคให้คนจนจ้ะม๊า”
“ก็ดี ของไม่มีประโยชน์สำหรับเราแล้วอาจมีค่าต่อคนอื่นอีกเยอะ บ้านโน้นเขาก็ใจบุญนะ ทำบุญมากเหมือนกัน”
“เจ็กกับอึ้มน่ะใช่ม๊า แต่ลูกชายหนูว่าไม่ใช่” พูดขึ้นมายิ่งโมโห
“จะตัดสินใครต้องใช้เวลา”
“หนูเห็นมาชัดเจนหมดแล้วม๊า หนูถึงได้กล้าตัดสิน”
“บางทีเราก็ตัดสินอย่างเข้าข้างตัวเองนะ”
“ช่างเถอะม๊า ยังไงเขาก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหนู สงสารก็แต่ผู้หญิงที่จะต้องแต่งงานกับเขา คงต้องทำใจอีกนานไม่งั้นชีวิตนี้ทั้งชีวิต หาความสุขไม่ได้แน่ๆ”
วรินอดขำไม่ได้ “ม๊าว่าก็เหมาะกันดี”
“หนูก็ไม่ได้ว่าไม่เหมาะ ผู้หญิงทั้งรวย ทั้งเด่นในสังคม เขาอาจจะไม่คิดมากเรื่องนิสัยแย่ๆ ของผู้ชายก็ได้”
“ลื้อพูดถึงใคร”
“ก็ลูกสาวนายธนาคาร ที่กำลังจะแต่งงานกับเขาไงม๊า”
วรินนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีจึงยิ้มขำออกมา “อ้อ ม๊าเข้าใจแล้ว เพิ่งเข้าใจ” วรินหัวเราะขำเอาๆ
วันวิสางง “ม๊าขำอะไร”
“เปล่า...เปล่า ไม่มีอะไร”

บันลือยังนั่งทำงาน ตรวจบัญชีอยู่ในห้อง วรินยกน้ำชามาวางให้ แล้วหันไปทำงานบ้านต่อไม่หยุดมือ บันลือมองวรินอยู่อึดใจ เหมือนไม่เคยมองไม่เคยเห็นสิ่งนี้มาก่อน
“ลื้อเหนื่อยไหม อาริน เหนื่อยก็พักบ้างเถอะ”
วรินชะงักเหมือนไม่เคยได้ยินสิ่งนี้มาก่อนเลยเหมือนกัน
“พูดอะไรยังงั้น งานบ้านมันต้องทำทั้งวี่ทั้งวันไม่มีเวลาให้มานั่งพักหรอก”
“ยี่สิบกว่าปีมานี่ เฮียทรมานลื้อมามากเหมือนกันนะ ถ้าเฮียทำอะไรให้ลื้อทุกข์ใจ ยกโทษให้เฮียด้วย”
“มันเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำอยู่แล้ว”
“หน้าที่ก็ส่วนหน้าที่ เฮียรู้ เฮียทำร้ายจิตใจลื้อไม่น้อยเหมือนกัน ถึงวันนี้เฮียรู้แล้ว ยิ่งลื้อไม่เคยพูดไม่เคยบ่น เฮียยิ่งรู้สึกผิด เฮียอาจจะไม่เคยบอกว่ารักลื้อ แต่วันนี้เฮียขอพูดได้ไหม เฮียภูมิใจที่มีลื้ออยู่เคียงข้างมาตลอดเวลา ภูมิใจที่ได้ลื้อมาร่วมตระกูล มาเป็นแม่ของลูกๆ ของเรานะอาวริน”
วรินยิ้มปีติ น้ำตาแห่งความสุขทะลักออกมา
“อั๊วก็ภูมิใจที่ได้อยู่เคียงข้างเฮียมาจนถึงวันนี้ ขอบใจนะเฮีย ขอบใจที่เรามีกันและกัน”
บันลือสรวมกอดวรินเอาไว้

วันนี้บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริคึกคักวุ่นวาย ตั้งแต่เช้ามืด มีรถเจ้าบ่าวผูกโบว์สีชมพูจอดรออยู่ที่หน้าบ้าน วันนี้เป็นวันแตงงานของภรพ กับ วันวิสา
ภรีมวิ่งเข้ามาหน้าห้องภรพที่แต่งตัวไม่เสร็จสักที หมวยเล็กเคาะประตูเรียกเสียงดัง
“เฮีย เสร็จรึยัง เฮีย ป๊ากับม๊าให้มาตามแล้ว”
ในห้อง ภรพปลดเนคไทแล้วผูกใหม่ แต่ก็ไม่ถูกใจอยู่ดี
“เสร็จแล้วๆ”
“ชักช้าเดี๋ยวก็เสียฤกษ์กันพอดี”
“ไปแล้วๆ”
ภรพเปลี่ยนใจหยิบหูกระต่ายขึ้นมาสวมแทน วิ่งไปส่องกระจกหวีผมอีกที

มงคลเปิดประตูรถคอย ภรพรีบวิ่งมาที่รถแต่ยังไม่วายจัดหูกระต่ายวุ่นวาย
“นายว่าฉันดูดีพอรึยังมงคล”
“วันนี้คุณภรพหล่อมากครับ” ภรพยิ้มขำ
“หล่อแล้วนายขำอะไรวะ”
“ก็ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา ผมเพิ่งได้เห็น คุณภรพขาดความมั่นใจในตังเองก็วันนี้แหละครับ”
“เจ้าสาวฉันสวย ฉันแค่ห่วงว่าจะดูไม่ดี ไม่สมกับเขาโว้ย”
ภรีมตะโกนมา “ไปได้แล้วเฮีย เดี๋ยวก็เสียฤกษ์หรอก”
“ไปแล้วๆ”
ภรพรีบกระโจนขึ้นรถ ทุกคนขำความลนลานของพยัคฆ์หนุ่ม

บันลือ วริน และ บดิน ออกมาหน้าบ้าน ทุกคนได้แต่มอง พูดไม่ออก
ภรพลงจากรถเจ้าบ่าว เห็นท่าทีทุกคน มงคลประคองถาดหมั้นตามมา
“ผมมาตรงเวลาไม่เสียฤกษ์ใช่ไหมครับ”
“ตรงเวลาเป๊ะเลย” บันลือบอก
“งั้นผมเข้าไปรับเจ้าสาวได้เลยใช่ไหมครับ”
“คงจะไม่ได้”
ภรพงง แต่คิดไปอีกเรื่อง “อ้อ...ประตูเงินประตูทอง”
ภรพเตรียมควักเงินออกมาจ่ายค่าผ่านด่าน
“น้องเขย” บดินเอ่ยขึ้นอย่างยากเย็น
“ครับ”
“น้องเขยมาช้าไปนิด”
ภรพงง “หมายความว่า ผมมาผิดวัน”
“ถูกวันแล้ว แต่ไม่ถูกใจเจ้าสาว...เจ้าสาวลื้อ อีไปแล้ว อีไม่ยอมแต่งกับลื้อ”
คำพูดเถ้าแก่บันลือกระแทกเข้าใส่เหมือนหมัดหนักซัดตรงเข้ากลางแสกหน้าภรพ

ไพศาลกำลังเฉ่งลูกชาย มีสุพรรษานั่งเครียดอยู่ด้วย
“ป๊าไปขอเมียให้ลื้อ แต่ลื้อปล่อยให้เมียลื้อ คิดว่าลื้อกำลังจะแต่งงานกับคนอื่น”
ภรพจ๋อยสนิทหมดสภาพ “ผมก็แค่จะล้อเขาเล่นเท่านั้นเองป๊า”
“ไอ๊หยา ล้อเล่น”
สุพรรษาฉุน “ล้อเล่นยังงี้เป็นม๊า ม๊าก็ไม่อยู่เหมือนกัน”
“แล้วผมจะทำยังไงดีล่ะม๊า”
“ไม่รู้ ที่ตอนลื้อจะแกล้งอีทำไมลื้อไม่มาปรึกษา”
ภรพจ๋อยแล้วจ๋อยอีก
“ไม่มีใครเขาช่วยลื้อได้แล้ว อยากมีเมียลื้อก็ต้องช่วยตัวเองแล้วละ”
ภรพเครียดถึงขีดสุด

หลังจากวันนั้นภรพเอาแต่ซึม เสียใจถูกวันวิสาปฏิเสธแต่งงาน
เช่นเดียวกัน ทางฝ่ายวันวิสาเองก็นั่งซึม หลังจากปฏิเสธที่จะแต่งงานกับภรพ

ภรพนัดเจอเพื่อนๆ ทั้งสาม ทรงกลด ธาม และ คณิน ที่ฉั่วเทียนเหลา เขาปรับทุกข์กับเพื่อนๆ ผิดหวังที่วันวิสาปฏิเสธ และสุดท้ายเขาบอกกับเพื่อนๆ ว่าอาจจะแต่งงานกับวาริน ตามความต้องการของ พ่อและแม่

ส่วนวันวิสาทำเป็นรื่นเริงทั้งที่ในใจหมองไหม้ เดินเข้าครัวมาช่วยวาริน
“ม้า หนูช่วยทำกับข้าว ม้าจะทำอะไรบ้างคะ”
“ไม่ต้องหรอกลูก มานี่”
วรินจูงมือวันวิสามานั่ง
“ม้ามีข่าวมาบอก มันอาจทำให้ลื้อเสียใจ ลื้อจะฟังมั้ย”
“หนูเสียใจมามากพอแล้วค่ะ บอกเถอะม้า”
“อาภรพอีจะแต่งงานกับหนูวาว ลูกสาวคุณวันชัยนายธนาคารใหญ่”
“เค้าหนีกันไม่พ้นหรอกค่ะ เค้าเหมาะสมกัน ถ้าม้าเจอเค้า ฝากบอกเค้าว่าหนูยินดีด้วยนะคะ”
วันวิสาขยับลุกออกไป

วันวิสาหลบมุมมานั่งร้องไห้ บันลือเดินมาเห็น หยุดมอง แล้วลงนั่งข้างๆ โอบปลอบลูกสาว วันวิสาพิงไหล่บันลือ
“ป๊าเคยเจ็บปวดทรมาน แทบจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ แผลในใจป๊ากว่าจะหายเจ็บ เพราะได้ม้าลื้อมารักษาให้ แต่ทั้งป๊าและม้า ก็เจ็บปวดทั้งคู่ และลื้อล่ะ จะทนไหวมั้ย แล้วใครจะรักษาแผลใจให้ลื้อ”
“หนูรักเค้าค่ะป้า หนูรักเค้า” วันวิสาสารภาพ
“แล้วลื้อจะยอมเสียเค้าเหรอ...หือ”

วันหนึ่ง วันวิสาเดินซึมอยู่หน้าฉั่วเทียนเหลา จนเห็นภรพยืนอยู่มุมหนึ่ง ในมือถือการ์ดแต่งงาน

สองคนคุยกันอยู่หน้าฉั่วเทียนเหลา วันวิสามือถือการ์ดแต่งงานอยู่ในมือ
“คุณคงได้ยินข่าวแล้ว”
“ยินดีด้วยนะ”
“ทำไมโชคชะตาให้เรามาเจอกันแล้ว...ทำไม”
“บางทีโชคชะตาก็แค่ให้เรามาเจอกัน แค่มาเจอกันจริงๆ”
“เราหนีโชคชะตาไม่พ้นจริงๆ เหรอ”
“เราหนีโชคชะตาไม่พ้น ลาก่อน”
“อย่าเดินหนีจากผมไปแบบนี้วันวิสา อย่าทิ้งผมไปนะ”
“ได้ ฉันจะไปตามทางของฉัน นายไปตามทางของนาย เราจะเดินจากไปพร้อมๆ กัน ไม่มีใครทิ้งใคร”
สองคนหันหลังให้กัน
ภรพครวญ “เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วใช่มั้ย”
“ไม่มี...ลาก่อน”
“ลาก่อน”
สองคนเดินจากกัน แต่วันวิสาก้าวขาไม่ออก เธอร้องไห้ออกมา
ภรพเดินจากมานิ่งๆ ฝ่ายเดียว ส่วนวันวิสายืนร้องไห้อยู่กับที่

เมื่อกลับถึงบ้าน วันวิสาเอาแต่นั่งเศร้าซึม ร้องไห้อย่างหนัก ในมือถือการ์ดแต่งงานที่ภรพนำมาให้ด้วยตัวเอง สุดท้ายดึงการ์ดออกจากซองสีหวาน
เห็นชื่อเจ้าบ่าว ภรพ และเจ้าสาว วาริน เด่นชัด
ในซองยังมีการ์ดอีกใบอยู่ในนั้น วันวิสาหยิบออกมาดู เห็นเป็นรูปวาด มีคำบรรยายซึ้งๆ ถึงความรักของสองคน
วันวิสาอ่าน แล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

คืนเดียวกันภรพซึมกระทือ ถือแก้วกาแฟมาวางลงในห้อง แต่ไม่ยอมกิน เอาแต่นั่งซึม มองเครื่องเล่นแผ่นเสียง สุดท้ายเห็นภรพนั่งเศร้าอยู่ที่ปลายเตียง

ในที่สุดวันแต่งงาน ภรพ กับวารินมาถึง
งานจัดขึ้นในสมาคมชาวจีนอย่างใหญ่โต นายแบงค์วันชัย พ่อวาริน เดินแจกยิ้มอยู่ในงาน
แขกที่คุยกันอยู่ หันไปมองทางประตู แลเห็นทรงกลด ธาม และคณิน เดินหล่อเข้ามาในงาน พวกสาวๆ กรี๊ดกร๊าด
แขกเหรื่อคุยกันไปอีกสักระยะ ภรพ และ วาริน ก็เดินออกมาในชุดเจ้าบ่าว และ เจ้าสาว หล่อสวยสมกัน ทุกคนปรบมือยินดี

เวลาเดียวกันวันวิสานั่งซึม พิงหน้าต่างอยู่สักพัก แล้วขยับลุกเหมือนตัดสินใจเด็ดขาด
ชุดที่ใส่อยู่ ถูกโยนลงบนเตียง วันวิสาหยิบชุดใหม่มาสวม

ในงานแต่งเจ้าบ่าวกับเจ้าสาวเดินมาทักแขก ทรงกลด คณิน และ ธาม พูดคุยอยู่กับสาวๆ
ธามกระซิบบางอย่างกับทรงกลด ทรงกลดขยับลุกออกไป

ปืนคู่ 2 กระบอก ถูกวางลงบนถาดใบใหญ่ แล้วเอาผ้าคลุมทับปิดมิดชิด เหมือนรอให้ใครมาหยิบไป

งานแต่งงานดำเนินไป ท่ามกลางบรรยากาศอันชื่นมื่น ภรพกับวารินยิ้มแย้มถ่ายรูปกับแขกอยู่
คณิน และ ธาม ยืนมองภรพ ทรงกลดเดินกลับเข้ามา สามหนุ่มมองหน้ากัน
ธามมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง

เป็นมือวันวิสาหยิบผ้าที่คลุมปืนออก
วันวิสา เดินเข้ามาในงาน มีปืน 2 กระบอกอยู่ในมือ วันวิสาถือปืนเดินมาอย่างองอาจ

งานแต่งดำเนินมาถึงช่วงที่พิธีกรสัมภาษณ์ภรพและวารินอยู่บนเวที
“ดีใจครับที่ผมได้แต่งงานกับผู้หญิงอย่างคุณวาว”
“วาวดีใจที่สุดเลยค่ะ ในกลุ่มเพื่อนๆ วาว เค้าเคยพูดถึงคุณภรพว่า หล่อสมบูรณ์แบบแบบนี้ ใครได้เป็นเจ้าสาวน่ะโชคดี ไม่นึกเลยนะคะว่า...คุณภรพจะเป็น...”
เสียงปืนดังขึ้นเปรี้ยงๆ ติดกัน ทุกคนตกใจ หันไปทางเสียงปืน เห็นวันวิสาถือปืนคู่มาดอย่างเท่ห์
“เค้าเป็นผู้ชายของฉัน”
ภรพ และ วาริน ตกใจ
สี่หนุ่มมองหน้ากันเนียนๆ

ทุกคนแตกกระเจิงหนีตาย วันวิสาใช้ปืนควักเรียกภรพ “มานี่!”
ภรพเดินลงมาทำท่าจ๋อยสุดขีด

วันถัดมา เรือแล่นเข้าเกยน้ำตื้นชายหาดเกาะรังนก ไอ้จู๋วิ่งเสนอหน้าออกมารับที่ชายหาด
ภรพในชุดเจ้าบ่าวที่ถูกคุมตัวมาทั้งคืน กระโดดลงจากเรือไปรอรับวันวิสา ยิ้มประจบ
“เชิญครับ...ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”
“ได้ ได้เลย พาฉันลงไปจากเรืออย่าให้ฉันเปียกน้ำแม้แต่นิดเดียว”
“ก็หย่อนตัวลงมาสิครับจะได้อุ้ม”
“ไม่”
“งั้นขี่หลัง”
วันวิสาบอก “ไม่” อีก
“แล้วจะลงไปยังไง”
“ขี่คอนายไง”
ภรพจำใจหันหลังให้วันวิสาขี่คอ ลุยน้ำมาถึงฝั่ง
จู๋แซว “มางวดนี้นายหัวรักคุณผู้หญิงมากกว่าเดิมอีกนะครับ”
“ลื้อตาแหลมมากไอ้จู๋”
วันวิสาแว้ดใส่นายบ่าว “หุบปากไปเลย”
“ก็มันพูดความจริง”
“แล้วจะได้รู้กัน”
วันวิสาดินลิ่วๆ นำออกไปทางกระท่อม
“ไอ้จู๋ งานนี้อั๊วรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เหมือนจะเป็นไข้ยังไงก็ไม่รู้ว่ะ”
“ต้องกินใบบัวบกนายหัว”
“ไอ้บ้า ใบบัวบกแก้ช้ำในโว้ย”

วันวิสาเดินออกมาจากข้างในกระท่อม ภรพนั่งยิ้มปั้นหน้าประจบอยู่มุมหนึ่ง
“ยิ้มอะไร”
“คุณอยากได้อะไรอีกไหม ขาดเหลืออะไรรึเปล่า”
“อยากได้อย่างเดียว นายช่วยไปไกลๆ หูไกลๆ ตาฉันหน่อย ไม่มีอะไรทำรึไงคนเรามันควรจะรู้หน้าที่ตัวเองบ้านช่องเนี่ยสกปรกรกรุงรังฝุ่นก็หนา กวาดถูเป็นไหม หรือเอาแต่ชี้นิ้วสั่งเขาอย่างเดียว”
“เป็นครับ ทำเป็นครับ”
“เป็นก็ทำเข้าสิ”
ภรพกุลีกุจอรีบหาไม้กวาดมากวาดพื้น
วันวิสาชี้นิ้วสั่งอีก “ผ้าโน่นก็เอาไปซักด้วย อย่ามัวโอ้เอ้ ทำอะไรให้มันทันใจหน่อย”
“ครับคุณผู้หญิง” ไอ้จู๋สาระแน
“ฉันสั่งนายเธอ ไม่ใช่สั่งเธอนายจู๋”
“ครับ”
“เสร็จแล้วจะได้ไปช่วยนายจู๋มันหุงข้าวทำกับข้าว”
ภรพหันมาทางจู๋ “เฮ้ยมันยังไงกันวะ”
“บ่นเหรอ แค่นี้บ่นเหรอ”
“เปล่าครับ ไม่ได้บ่นครับ”
“งั้นก็รีบไปสิ”
ภรพวิ่งหัวซุกหัวซุน

จู๋นั่งมองอย่างมีเครื่องหมายคำถามมากมาย เห็นภรพซักผ้ามือเป็นระวิงอยู่ริมลำธาร
“ให้จู๋ซักให้ก็ได้นายหัว”
“ไม่ได้...เขาสั่งให้อั๊วทำเอง ขืนถูกจับได้ว่าลื้อมาช่วย...มีหวัง...”
“นายหัวกลัวเมียขนาดนี้เลยเหรอ”
พยัคฆ์ภรพยัวะ “ไม่ได้กลัวโว้ย...เขาเรียกว่าเคารพและเกรงใจ”
“แล้วทำไมนายหัวเพิ่งจะมาเคารพและเกรงใจคุณผู้หญิงตอนนี้ล่ะ”
“ขืนไม่ทำยังงั้น เขาจะเชื่อได้ยังไงวะ ว่ารัก”
จู๋พยักหน้า “อืม...จู๋เข้าใจละ..ความรักทำให้เสือกลายเป็นแมวได้ยังงี้นี่เอง”
ภรพโวยวาย “เป็นเสือเชื่องๆ ชั่วคราวโว้ย ไม่ได้เป็นแมว”

ถัดมาวันวิสาเดินออกมาดูสำรับอาหารที่ภรพกำลังจัดวางลง
“ปลาอะไร”
“ปลาแป้นครับ”
“เอามาให้กินหรือเอามาให้ดูเฉยๆ”
“เอามาให้กินสิครับ”
“แล้วทำไมไม่ถอดก้างก่อน ก้างตำคอขึ้นมาจะว่ายังไง”
“ครับ ๆ ๆ”
ภรพกุลีกุจอถอดก้างปลาวางเฉพาะเนื้อปลาใส่จานข้าวให้วันวิสาดูดนิ้วดังจ๊วบจ๊าบ แล้วตักข้าวใส่ปาก
“แล้วใครสั่งให้กิน”
ภรพชะงัก
“เป็นผู้ชายต้องรู้จักอดทน ต้องให้เกียรติผู้หญิงก่อน ที่พูดนี่เข้าใจไหมเนี่ย”
“เข้าใจคร๊าบ” ภรพนั่งคอยน้ำลายไหลยืด
วันวิสาซดน้ำแกง “แล้วนี่แกงอะไร รสชาติเหมือนน้ำล้างจาน ฝีมือใคร”
“ฝีมือผมเองคร๊าบ”
“ไม่ได้ความ”
“ผมจะปรับปรุงตัวเองให้ดีกว่านี้คร๊าบ ขอโทษคร๊าบ”
วันวิสาสะใจแต่ทำมึนชา

ค่ำลง ภรพกุลีกุจอกางมุ้งจนเสร็จ วันวิสาเดินเข้ามาดู
“กางมุ้งเป็นรึเปล่าเนี่ย ทำไมหลังมุ้งมันห้อยยังเงี้ย กางใหม่”
“คร๊าบ...” ภรพปลดมุ้งลงมากางใหม่
“ผู้ชายนี่ทำอะไรมักง่าย”
“ผมจะปรับปรุงตัวเองคร๊าบ”
วันวิสาโยนหมอนกับผ้าห่มชุดนึงออกมาจากที่นอนที่ปูไว้
“ใครให้วางหมอนสองใบ”
“ก็นอนสองคนก็ต้องหมอนสองใบสิครับ หรือว่าคุณผู้หญิงชอบหมุนหมอนใบเดียวกัน”
“อย่ามาทะลึ่งแถวนี้...โน่นที่นอนนายอยู่ตรงโน้น หรือจะไปนอนกับนายจู๋ก็เรื่องของนาย”
ภรพร้องโอดโอย
“ฉันต้องการความเป็นส่วนตัว”
ภรพบ่นงึม “กรนดังแล้วอายมากกว่า”
“นายว่าอะไรนะได้ยินแว่วๆ”
“เปล่าคร๊าบ...ผมบอกว่าก็ดีเหมือนกันคร๊าบ เพราะผมนอนกรนเสียงดังคร๊าบ”
“อย่าหือนะ...อย่าหือ”
“คร๊าบ”

กระท่อมตกอยู่ในความมืดและเงียบสงบ ภรพที่นอนในมุ้งเล็กถัดไป เปิดมุ้งโผล่หน้าออกมาสังเกตการณ์
ภรพเห็นทุกอย่างอยู่ในความสงบ, มุดมุ้งออกมา, ย่องไปมุ้งวันวิสา มุดเข้ามุ้งวันวิสา ความเงียบก่อเกิดไม่ถึงอึดใจ
ก็มีเสียงภรพร้อง จ๊าก ขึ้น
จากนั้นมุ้งก็สั่นสะเทือนเหมือนเกิดคิวบู๊อยู่ภายใน สายมุ้งขาดและคลุมคู่ต่อสู้ ไม่นานจึงเห็นภรพมุดคลานหนีตายออกมาเหมือนแทบเอาชีวิตไม่รอด
วันวิสามุดตามออกมา มือถือมีดข้างหนึ่ง ปืนอีกข้างหนึ่ง
“อยากลองดีใช่ไหม”
“เปล่าคร๊าบ แค่อากาศมันร้อนจะเข้าไปพัดให้เฉยๆ คร๊าบ”
“ใครสั่ง...ถามว่าใครสั่ง”
“ไม่มีใครสั่งคร๊าบ”
“ยังงี้เขาเรียกว่าอะไร”
“เรียกว่า เสือกคร๊าบ”
“ดี...รู้ตัวก็ดี..อย่าให้เกิดเรื่องยังงี้อีกนะ”
“คร๊าบ...เข็ดแล้วคร๊าบ ไม่ทำอีกแล้วคร๊าบ”
“ไปกางมุ้งใหม่”
ภรพลนลานทำตามคำสั่งทุกอย่าง

ส่วนที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ มงคลเข้ามาหาไพศาลในห้องนั่งเล่น
“นายเรียกผมจะใช้ผมทำอะไรครับ”
“เปล่า แค่อยากคุยกับลื้อ นั่งก่อนสิ”
มงคลนั่งลงอย่างเกรงใจ
“ลื้อเลิกไปเช่าบ้านอยู่ได้แล้ว ห้องที่นี่มีตั้งเยอะ ลื้อย้ายมาอยู่ด้วยกันซะที่นี่ จะมัวไปเสียค่าเช่าอยู่ทำไม”
“นายหญิง”
“แล้วก็เลิกเรียกนายหญิงซะที เรียกม๊าได้แล้ว”
มงคลอึ้ง มึนงง
“ลื้อกับอาพราวรักกันใช่ไหม บอกอั๊วมาตามตรง” ไพศาลถามตรง
มงคลอาย “ครับนาย”
“แล้วทำไมลื้อไม่พูด”
“นายครับ ผมก็แค่ลูกจ้างคนนึงของนาย ผมตัวคนเดียวฐานะก็พอเลี้ยงตัวเองได้เท่านั้น ผมไม่กล้าพอหรอกครับ”
“อั๊วไม่เคยนึกรังเกียจลื้อ อั๊วก็เคยปากกัดตีนถีบ อดมื้อ กินมื้อมาเหมือนกัน ชีวิตคนเรามันเริ่มต้นจากการไม่มีอะไรอยู่แล้ว ลื้อเป็นใครไม่สำคัญเท่าวันนี้พรุ่งนี้ลื้อจะทำอะไรแล้วทำให้สำเร็จได้รึเปล่ามากกว่า ลื้อกับลูกสาวอั๊ว พอกัน ปากหนัก ไม่ยอมพูดแค่บอกว่ารักมันจะยากตรงไหน”
“ลื้อไปหาเถ้าแก่มา ทำให้ถูกต้องตามประเพณีซะ” สุพรรษบอก
มงคลอึกอัก “เอ่อ”
ไพศาลรู้ทัน “ลื้ออย่าบอกนะว่าเถ้าแก่ก็ไม่มี”
มงคลยิ้มแหยๆ “ผมเป็นเถ้าแก่ให้ตัวเองได้ไหมครับนาย”
“ทำไมจะไม่ได้วะ” ไพศาลหัวเราะขำ
“ขอบคุณครับนาย”
“อะไรวะ จนป่านนี้ยังเรียกนายอยู่ได้ เรียกป๊าได้แล้ว”
“ครับป๊า”

คู่อื่นๆ ดูจะสุขสม มีภรีมที่เวลานี้พาตัวเองปรับทุกข์อยู่กับซินแสตรงหน้าองค์พระในศาลเจ้า
“อะไรที่มันผ่านไปแล้ว เราไม่มีทางกลับไปแก้ไขมันได้ แต่เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ลื้ออย่ามัวจมอยู่แต่ในความทุกข์เลย พ่อแม่พี่น้องลื้อจะพลอยทุกข์ไปด้วยเปล่าๆ”
“อั๊วคงไว้ใจใคร รักใครไม่ได้แล้วละซินแส”
ซินแสง้วงอึกอักเพราะข้างหลังภรีมคือบดินที่ส่งภาษามือบุ้ยใบ้ให้ช่วยเชียร์
“ลื้อยังเด็กจะรีบตัดโอกาสตัวเองทำไม”
“ซินแสพูดเหมือนใครบางคนเลย อั๊วไม่ใช่เด็กแล้วนา”
“เรื่องดวงชะตา อั๊วช่วยอ่านได้ด้วยลายมือ แต่เรื่องความรักของลื้อ ลื้อต้องอ่านด้วยหัวใจของลื้อเอง แต่ดูตามสีหน้าลื้อตอนนี้ อั๊วว่าลื้อกำลังจะมีความรักนา”
“ซินแส”
“อั๊วเห็นชัดๆ แค่นี้แหละ”
ซินแสง้วงชิ่งหนีกลับเข้าไปข้างในทันที
ภรีมงง หันกลับไปมองข้างหลัง เห็นบดินยืนยิ้มอยู่ ภรีมอาย ผละหนีออกไปทันที
“อ้าว...เดี๋ยวสิ” บดินตาม

บดินตามภรีมออกมาหน้าศาลเจ้า
“จะรีบไปไหนของเธอ”
“กลับบ้าน”
“บ้านมันไม่หนีไปไหนหรอก ไปดูหนังเป็นเพื่อนหน่อยสิ”
“ไปชวนคนอื่นเถอะไป๊”
“ก็ไม่รู้จะชวนใคร ดูหนังจะสนุกมันต้องดูกับคนรู้ใจนี่นา”
“นายอย่ามาทำรุ่มร่าม”
“ฉันขออนุญาตเจ็กเซี้ยแล้ว”
“อย่ามาอ้างป๊านะ”
“อ้าว ไม่เชื่อก็ไปถามเจ็กดูสิ เจ็กยังบอกให้ฉันเรียกเจ็กว่าป๊า แถมยังบอกเธอให้เรียกฉันว่าเฮียด้วย”
“ไม่มีทาง”
“เรียกเฮียมันยากตรงไหน”
“เรียกคนอื่นน่ะไม่ยากหรอก แต่ให้เรียกนาย ทำใจลำบาก”
“หมวยเล็กของเฮีย ไม่เห็นจะยากเลย หมวยเล็กของเฮีย” บดินลอยหน้าลอยตาเรียก
ภรีมเอามืออุดหู

ภรพตื่นสาย มุดออกมาจากมุ้งแคะขี้ตา แล้วย่องเบาๆ ด้วยความเกรงใจวันวิสา ไปตักน้ำล้างหน้าจนเสร็จ
เขาแปลกใจที่ไม่เห็นเธอ ย่องกลับไปดูวันวิสา จับมุ้งจะเอาหน้าแนบมุ้งดูข้างใน
เสียงไอ้จู๋ดังขึ้นก่อน “นายหัวตื่นแล้วเหรอครับ”
ภรพตกใจผงะ หันมาบุ้ยใบ้ให้จู๋เงียบ
“เดี๋ยวก็หัวขาดกันทั้งคู่หรอกไอ้จู๋”
“คุณผู้หญิงลุกออกไปตั้งนานแล้วครับ”
“โล่งอก สงสัยไปเดินเล่น ต้องรีบเก็บที่นอนสิวะ กวาดบ้าน ถูบ้าน ลื้อหุงข้าวรึยัง”
ภรพกุลีกุจอเก็บที่นอน
“เสร็จหมดแล้วครับ”
ภรพยิ้มย่อง “เออดีๆ เดี๋ยวคุณผู้หญิงกลับมาจะได้กินเลย”
“สงสัยนายหัวจะได้กินคนเดียว”
“พูดอะไรของลื้อวะ”
“ก็คุณผู้หญิงไปแล้ว”
ภรพชะงัก “ไปไหน”
“กลับกรุงเทพฯครับ”
“ไอ้บ้า แล้วทำไมเพิ่งมาบอก”
“ก็นายหัวไม่ได้ถามจู๋ ขืนจู๋บอกนายหัวก็ว่าจู๋สาระแนสิครับ”
ภรพวิ่งหน้าตั้งออกไปทันที

จู๋เดินมาตามชายหาด จนถึงบริเวณภรพที่นอนหมดอาลัยตายอยากอยู่
“นายหัว กินข้าวครับ”
“กินไม่ลงโว้ย”
“นายหัวนี่อาการหนักกว่าคุณผู้หญิงอีก”
“อั๊วคงทำกะเขาไว้มาก”
“ต้องรีบตามกลับไปนะนายหัว”
“เขาคงโกรธอั๊วจนไม่มีทางยกโทษให้หรอกว่ะ”
“อีกสองวัน ถ้าไม่ไปให้เห็นหน้า ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีกเลยตลอดชีวิต
“อั๊วซึ้งแล้ว อั๊วจะไม่ทำยังงี้อีกแล้ว เมื่อกี้ลื้อว่าอะไรนะไอ้จู๋”
“อีกสองวัน ถ้าไม่ไปให้เห็นหน้า ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีกเลยตลอดชีวิต” จู๋พูดคำเดิม
ภรพยัวะ “ลื้อสั่งอั๊วเหรอ”
“เปล่าครับ คุณผู้หญิงต่างหาก คุณผู้หญิงสั่งจู๋ให้บอกนายหัวก่อนขึ้นเรือไป”
ภรพเม้ง “ไอ้บ้า แล้วทำไมเพิ่งมาบอก”
“ก็นายหัวไม่ถามจู๋นี่ครับ”
ภรพวิ่งกลับออกไป กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

วันนี้ขบวนรถเจ้าบ่าวแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านจิตวรบรรจง
ภรพลงจากรถ ตามด้วย ทรงกลด คณิน ธาม และ หงส์ ทุกคนมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าว และขนของหมั้นมากมายตามภรพเข้าบ้าน ซึ่งมีบดินยืนยิ้มคอยต้อนรับอยู่

บันลือ และ วริน รับของหมั้นจากภรพ แล้วคืนบางส่วนให้กลับไป ตามประเพณี เพื่อนเจ้าบ่าว แขกผู้ใหญ่ สักขีพยานอยู่กันพร้อมหน้า
วันวิสาในชุดเจ้าสาวสีชมพู ขยับเข้ามานั่งข้างภรพต่อหน้าบันลือและวริน
“เจ็กแน่ใจว่าลื้อดูแลลูกสาวเจ๊กได้แน่ ยังไงก็ฝากด้วยนะอาภรพ”
“ม๊าขอให้ลื้อสองคนรักกันมั่นคงตลอดไป มีสุขร่วมสุขมีทุกข์ร่วมทุกข์นะลูกนะ”
เจ้าบ่าวเจ้าสาวแสดงคารวะพ่อแม่ฝ่ายหญิง

ถัดจากนั้นที่บ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ มีพิธียกน้ำชา เจ้าบ่าว เจ้าสาว แสดงคารวะพ่อแม่เจ้าบ่าวเริ่มขึ้น
ไพศาล และ สุพรรษา รับน้ำชาจากบ่าว สาว
บ่าว สาว ยกน้ำชาให้กันและกัน
“ม๊าขอให้ลื้อสองคนรักมั่นคงกระทบกระทั่งกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องรู้จักฟังกัน ให้อภัยกัน เวลาคนนึงเป็นไฟอีกคนต้องเป็นน้ำนะลูก” สุพรรษาให้พรบ่าวสาว
“ขอให้ลูกเต็มบ้าน หลานเต็มเมือง ขอให้ความซื่อสัตย์เป็นคุณธรรมที่อยู่ในใจลื้อสองคนตลอดไป คนเรายึดมั่นในความซื่อสัตย์จะยากดีมีจนยังไงเราก็มีความสุขอย่างมีศักดิ์ศรีอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไม่ต้องอายใคร”
ภรพ และ วันวิสา คารวะพ่อแม่

หลายวันต่อมา รุ่งเช้าวันนี้สองคนอยู่ในห้องหอสมรสสมรัก วันวิสาขยับลุกออกจากเตียง ภรพยื้อดึงเอาไว้
“จะไปไหนยังเช้าอยู่เลย”
“ไปช่วยงานในครัว”
“เป็นเจ้าสาว เขาไม่ให้ออกจากห้องหอ”
“นี่มันวันที่สี่แล้ว เขาไม่ให้ออกไปแค่สามวัน”
ภรพอ้อนเมีย “น่า...อยู่ต่อวันที่สี่วันที่ห้าจะได้ขลังๆ”
“อะไรขลัง”
“ก็คำอวยพรของป๊าไง ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง”
วันวิสาเขิน แจกค้อนผัววงใหญ่ “บ้า”
ภรพหอมแก้มซ้ายวันวิสาฟอดใหญ่
“พอแล้ว”
“ขอแก้มขวาอีกที”
วันวิสายอมให้หอมแก้มอีกข้างแต่ภรพยื้อตัวไว้อีก
“อะไรอีก”
“ตรงกลางยังไม่ได้หอมเลย”
ภรพจะจูบปากวันวิสา โทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะ
“เราไม่ควรเอาโทรศัพท์มาไว้ในห้องนอนจริงๆ นะ”
ภรพขยับไปรับโทรศัพท์
“ภรพพูด”

ทรงกลดคุยโทรศัพท์อยู่ในบ้านของเขา
“ไอ้เสือ เข้าห้องหอจนลืมรึเปล่าว่าวันนี้พวกเรามีภารกิจเลือดมังกรต้องทำด้วยกัน”
ภรพคุยสายอยู่ในห้องหอ “ไม่ลืม เดี๋ยวเจอกันเพื่อน” แล้ววางสาย
“ประชุมเลือกตั้งนายกสมาคมใช่ไหม เดี๋ยวฉันเตรียมเสื้อผ้าให้นะ”
ภรพดึงตัววันวันวิสาไว้
“ประชุมสายๆ ตอนนี้ยังเช้าอยู่เลย มีเวลาอีกตั้งเยอะ มานอนคุยกันต่อดีกว่า”
“ไม่มีอะไรจะคุยแล้ว”
“มีเยอะแยะ มาช่วยกันคิดตั้งชื่อลูกเราไง ถ้าได้ลูกชายจะตั้งชื่ออะไรดี”
“อาจจะเป็นลูกสาวก็ได้”
“ก็นั่นสิ ลูกสาวชื่ออะไรดี”
สองคนคุยกันกระหนุงกระหนิง

วันนี้ที่ ภรพ และ วันวิสา นัดสังสรรค์ กับธาม ทรงกลด และ คณิน ฉั่วเทียนเหลา
ภรพกับวันวิสา มาถึงก่อน สองคนเต้นรำกันอยู่ในฟลอร์
สักพัก ธาม ทรงกลด และ คณิน เดินเข้ามา ไปนั่งที่โต๊ะ
พอเพลงจบ ภรพ และ วันวิสาเดินไปหา ธาม ทรงกลด และ คณิน ลุกขึ้นให้เกียรติ ผัวเมียข้าวใหม่ปลามัน
“สวัสดีครับคุณวัน สบายดีมั้ยครับ”
“ยินดีด้วยนะครับ” ทรงกลดยิ้มให้
ธามแซว “ไอ้เสือของผมสิ้นลายแล้วใช่มั้ยครับ”
“ขอบคุณพี่ๆ ทั้งสามคนนะคะ ถ้าไม่ได้คำแนะนะจากพวกพี่ๆ ก็คงไม่มีวันนี้”
ทรงกลดยิ้ม “ยินดีด้วยครับ”
ธามหันมาแซวภรพ “เฮ้ย คุณวันเค้ายังขอบคุณเลย ขอบใจเพื่อนบ้างรึยัง”
คณินเหล่ภรพที่ยืนนิ่ง “เฮ้ย อุตส่าห์ทำให้ทุกอย่าง ไม่ขอบใจสักนิดเลยเหรอวะ”
ธามเอาด้วย “แหม พอได้แฟนคืน ลืมเลยนะเว้ย”
วันวิสาชะงัก “นี่...หมายความว่า...ทั้งหมดนี่...”

แล้วความจริงก็ถูกเฉลยออกมาเป็นฉากๆ ว่าทั้งหมดล้วนแผนการของภรพที่วางแผนกับเพื่อนๆ

เริ่มจาก ภรพ นัด ทรงกลด ธาม และ คณิน มาวางแผนที่ฉั่วเทียนเหลา
ทรงกลด ธาม และคณิน มาถึงพร้อมกัน และพูดขึ้นพร้อมกันว่า
“มีแผนอะไรอีกไอ้เสือ”
“ฉันรู้ว่าคุณวันต้องการอะไร แต่พวกนายต้องช่วยฉัน ฉันจะขอให้คุณวาว...แกล้งแต่งงานกับอั๊ว”
ทรงกลดถามทันที “คุณวาวจะยอมเหรอ”
ธามหันมาทางคณิน “หน้าที่ไอ้คิ้ม”

สามหนุ่มมาหาวารินที่บ้าน ปล่อยให้คณินเจรจากับวาริน ดูเหมือนจะบรรลุข้อตกลงด้วยดี
“ถ้าวาวไม่ได้แต่งกับพี่ภรพ แล้ววาวจะแต่งกับใครล่ะคะ วาวเลือกไม่ถูก”
“เอาไว้ตัดสินใจได้ ค่อยบอก แต่ตอนนี้ ตกลงตามแผนนะครับ” คณินว่า
“ค่ะ เพื่อพี่ภรพ แลกกับหอมทีนึง กับทุกคนเลยนะคะ”
วารินหอมแก้มหนุ่มๆ ทีละคน

ภรพเล่าแผนการต่อว่า
“หลังจากนั้นพวกลื้อก็ไปเอาการ์ดแต่งงานให้คุณวัน แต่เป็นการ์ดแต่งงานแบบนี้”
ภรพยื่นการ์ด เป็นการ์ดที่ 4 หนุ่มช่วยกันออกแบบ

โดยก่อนหน้านี้ ภรพอ่านการ์ดแต่งงานที่เพื่อนๆ ช่วยกันเขียนและออกแบบแล้วเซ็ง
“ไอ้ธาม แกบอกรักผู้หญิงแบบนี้เหรอวะ แข็งทื่อเชียว”
“ก็ได้แค่นี้ งั้นไปเอาของไอ้ทรงกลดโน่น”
“เขียนอะไรวะ วกไปวนมา” ภรพบ่นอีก
คณินบอก “เอานี่...พอได้มั้ย”
“เออ...เข้าท่าดี”
คณินยิ้มเผล่ “เรื่องผู้หญิงต้องคณิน”
ภรพสรุปในที่ประชุมว่า “แล้วก็ช่วยพูดให้เธอตัดสินใจให้ได้”

เหตุการณ์ในวันที่ภรพเดินนิ่งอยู่หน้าฉั่วเทียนเหลา จู่ ๆ ก็เห็นภรพพยักพเยิดหน้าไปทางหนึ่ง
พบว่า เป็นทรงกลด ธาม และ คณิน ที่เดินออกมาจากมุมที่หลบอยู่ มาหาวันวิสา
“อ้าว คุณวันวิสา บังเอิญจริงๆ ผมเอาการ์ดแต่งงานของภรพมาให้คุณน่ะครับ”
วันวิสางง “ภรพเค้าเอามาให้แล้วน่ะค่ะ”
“อ้าวเหรอครับ ตอนนี้พวกผมวันๆ ไม่ต้องทำอะไรแล้วครับ แจกการ์ดแต่งงานให้เพื่อนรัก มันอยากแต่งงานเล็กๆ แต่ป๊ามันใหญ่ขนาดนั้น จะเล็กได้ยังไงครับ” คณินนึกขึ้นได้ไม่ควรพูด “อุ๊ย”
ทรงกลดมองหน้าวันวิสา “คุณวันเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
วันวิสานิ่ง
ธามหันมาทางเพื่อนๆ “พวกแกก็รู้” แล้วหันกลับมาพูดกับวันวิสา “คุณวันรักไอ้เสือมันใช่มั้ย”
ทรงกลดเสริม “รักแล้วปล่อยมันไปทำไมล่ะครับ”
คณินทำเป็นแย้ง “แต่มันทำคุณวันเจ็บปวดไว้เยอะนะโว้ย”
“ถึงจะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ก็รักไม่ใช่เหรอวะ จะปล่อยไปทำไม ถ้าเป็นฉัน ฉันก็ไม่ปล่อย” ทรงกลดว่า
คณินเล่นบทค้าน “แล้วที่ผ่านมาล่ะ ช่างมันอย่างนั้นเหรอวะ”
ธามเอ่ยขึ้น “เอาคืน มันทำอะไรกับเราไว้ ก็เอาคืนแบบนั้นสิ แต่เอาคืน 3 เท่าเลย”
คณินทำเป็นเห็นด้วย “จะได้เข็ดไง ทีหลังจะได้ไม่ทำอีก”
ทรงกลดย้ำ “แต่ยังไง ก็ต้องเอาไว้ ไม่ปล่อยไปหรอก”
คณินเอ่ยขึ้น “ความรักหายาก”
ทรงกลดเสริม “แต่ก็สวยงาม”
ธาม ปิดท้ายสวย “ถึงแม้บางครั้งจะเจ็บปวดก็เถอะ”
คณินทำเป็นคิดหนัก “เฮ้ยว่าแต่เอาคืน 3 เท่า มันจะเยอะไปมั้ย 2 เท่าก็พอ”
ทรงกลดบอกว่า “เท่าเดียวก็พอแล้ว”
ธามยืนยัน “3 เท่า”
“เอ๊า! เท่ามึงก็แล้วกัน” คณินบอก
ทรงกลดหันมาทางวันวิสา “คุณวันเอาอย่างนี้นะครับ ถ้าคุณวันเห็นด้วยกับพวกเรา คุณวันลองทำอย่างนี้นะครับ”

พอฟังจบ วันวิสาถึงบางอ้อ รู้ความจริงทั้งหมด
“นี่หมายความว่า ทั้งหมดนี่...”
ธาม คณิน และ ทรงกลดพูดพร้อมกัน “เพราะรักครับ”
จู่ๆ คณินดันจุดชนวน “แต่ว่ามันมากไปรึเปล่า”
ภรพร้อง “เฮ้ย”
ทรงกลดบอก “ใช่ ลงทุนโกหกขนาดนี้”
“เฮ้ย อะไรวะ”
“คิดได้ไงวะ แกล้งแต่งงาน เพื่อให้แฟนมาตามหึง” ธามส่ายหัว
ทรงกลดบอก “เป็นฉัน ฉันไม่ยอมหรอก”
ภรพแค้น ถูกเพื่อนโยนขี้ใส่ “ไอ้ทรงกลด”
คณินไม่หยุด “โกหกได้ ครั้งหน้าเดี๋ยวก็ทำอีก”
ภรพยัวะ “เฮ้ย ไอ้คิ้ม”
ธามทำหน้าตาจริงจัง “แกมากไปว่ะ ทำอย่างนี้ ไม่ดี ถือว่าแย่”
ภรพเซ็งร้องอีก “เฮ้ย”
วันวิสาฟังอยู่นานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “พอแล้วค่ะ วันไม่หลงกลพวกคุณอีกแล้วล่ะค่ะ เพราะวันไม่อยากโกรธพวกคุณ และที่สำคัญที่สุด วันรักผู้ชายคนนี้ค่ะ”
คณินกระซิบกับทรงกลดและธาม “เสือตัวเมียดุกว่าเสือตัวผู้อีก”
ทรงกลดยิ้มยกเลิกแผนลองใจ “แค่นี้ละ”
ธามยิ้มร่า “ยินดีด้วยไอ้เสือ”
“อย่างนี้ต้องประกาศล่ะ”
คณินขึ้นไปบนเวทีทันควัน
“สวัสดีครับ ผมขออนุญาตขัดความสุขของเพื่อนๆ หน่อยนะครับ คุณเชื่อเรื่องโชคชะตามั้ยครับ ถ้ามีคนบอกว่า คุณ 2 คนเป็นเนื้อคู่กัน คุณจะเชื่อมั้ยครับ ในเรื่องของความรัก ผมมีความเชื่อว่าโชคชะตาแค่พาเราให้มาเจอกัน และหลังจากนั้น โชคชะตาก็จากไป ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเรา 2 คน ที่จะทำให้เกิดความรัก หรือ...ไม่รัก...เพียงแค่รัก เราก็ได้กอดกัน ความเกลียดชังทำให้เราห่างไกลกัน เราเลือกหรือโชคชะตาเลือก เพื่อนผมเลือกแล้ว เค้า 2 คนเลือกที่จะกอดกัน เค้า 2 คนเลือกที่จะรักกัน พระจันทร์เคียงคู่พยัคฆ์ ฟรีทุกโต๊ะครับ”
คณินเดินลงมา ชี้ไปทางธาม “แกจ่ายนะ”
ธามเซ็ง โครต “ไอ้เวร”
คณิน ธาม และทรงกลดเดินเข้าไปหาภรพกับวันวิสา
“ยินดีต้อนรับสู่แก๊งกระทิงครับ” ธามว่า
“ยินดีต้อนรับสู่แก๊งเขี้ยวสิงห์ครับ” ทรงกลดบอก
“ยินดีต้อนรับสู่แก๊งเหยี่ยวแดงครับ” คณินปิดท้าย พลางจับมือวันวิสา ทำท่าจะจูบ
ภรพร้องลั่น “เฮ้ย! ไอ้คิ้ม”
คณินเห็นสายตาพิฆาต จึงยอมปล่อยมือวันวิสา
“เฮ้ย ขอบใจนะโว้ยเพื่อน ขอบใจที่ทำให้เรารักกัน”
ภรพกับวันวิสาจับมือกันมั่น
บนเวทียามนี้ หยกมณี กำลังครวญเพลง ‘ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้’ ช่างเข้ากับบรรยากาศนี้ยิ่งนัก
คณิน ธาม และทรงกลดมองหน้ากันยิ้มๆ
แต่ จู่ๆ ทรงกลดก็จามอีก คณินเหลียวมามอง ทรงกลดยังจามไม่หยุด คราวนี้ธามเหลียวมามอง
ธาม และ คณิน ฉุกคิด สองหนุ่มอุทานออกมาพร้อมๆ กันว่า

“งานเข้าล่ะไอ้สิงห์”

เลือดมังกร ตอน “เสือ” จบแล้วจ้ะ
โปรดติดตาม ตอน “สิงห์” เร็วๆ นี้
เงาใจ ตอนที่ 9
เงาใจ ตอนที่ 9
ในบรรยากาศสดใสยามเช้าตรู่ พระอาทิตย์ลอยพ้นเหลี่ยมเขาสูงสาดแสงแรกของวัน ทั่วทั้งไร่ธนาทรถูกถูกปกคลุมด้วยแสงอ่อนอุ่นงามตานั้น รุทรหลับสบายอยู่ในห้องนอน สักครู่หนึ่งจึงรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา มองไปที่เตียงฝั่งเมทินีก็พบว่าผ้าห่มหมอนถูกพับเก็บเรียบร้อย วาทิตตัวปลอมลุกขึ้นมองไปรอบๆ ห้องแต่ก็ไม่เห็น เมื่อมองเลยไปที่ห้องน้ำ เขานึกว่าเมทินีอยู่ในห้องน้ำ จึงเดินไปแกล้งเคาะประตูรัวแรง “เม ผมปวดท้อง เร็วๆหน่อยนะ” รุทรอมยิ้มขำที่ได้แกล้งเมทินี แล้วจะเดินไป แต่รู้สึกผิดสังเกตว่าทำไมเงียบเลยเดินกลับไปเคาะประตูอีกครั้ง “เม...เม” รุทรตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป มองจนทั่วแต่ไม่เห็น ชายหนุ่มขมวดคิ้วสงสัย
กำลังโหลดความคิดเห็น...