xs
xsm
sm
md
lg

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 15

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 15

มัศยาฟังน่านฟ้าเล่าแล้วโมโหมาก
 
“ที่แท้ก็สินธุนี่เอง คอยดูนะเจอหน้าจะด่าให้เข็ด”
“อย่าไปด่าเขาเลย ผมเป็นคนถามเขาเอง เพราะผมเป็นห่วงหยีมากเลยนะ”
มัศยาค้อนขวับ
“จะมาห่วงฉันทำไม ฉันดูแลตัวเองได้ ดูแลได้ดีกว่าคนอย่างคุณด้วยซ้ำ”
น่านฟ้าหน้าเจื่อน
“โถๆๆ ผมผิดไปแล้ว นี่ผมตั้งใจมารับหยีกลับกรุงเทพเลยนะ หยีไปกับผมนะ นะๆๆ”
“ไม่ กลับไปซะ ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ”
มัศยาเดินเข้าห้องจะดึงประตูปิด น่านฟ้ารีบดึงประตูไว้
“ไม่เอาน่าหยี มีอะไรคุยกันดีๆ นะ”
“ปล่อย”
“ผมไม่ปล่อย จนกว่าหยีจะหายโกรธผม แล้วยอมกลับกรุงเทพกับผม”
“ตกลงไม่ปล่อยใช่มั้ย”
น่านฟ้านิ่ง ยืนยันเจตนารมณ์
“ได้ งั้นฉันไปเอง”
มัศยาเดินพรวดพราดออกไป น่านฟ้ามองตามเซ็งๆ รีบเรียกไว้
“จะไปไหนเหรอหยี”
น่านฟ้ารีบวิ่งตามไปทันที มัศยาเดินพรวดๆ ไปตามชายหาด
“เดี๋ยวก่อนสิหยี คุยกันให้รู้เรื่องก่อนเถอะนะ”
น่านฟ้าคว้าแขนมัศยา มัศยาสะบัดแขนออกทันทีอย่างไม่พอใจ
“ปล่อยนะ”
“โถ่ ยาหยีจ๋า หายโกรธเขานะ เขาขอโทษ เขาผิดไปแล้ว ต่อไปเขาจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว เขาสัญญา สาบานเลยก็ได้เอ้า”
“ฉันไม่เชื่อลมปากคนอย่างคุณอีกแล้วคุณน่าน”
มัศยาจะเดินออกไป แต่ต้องชะงักทันที เมื่อเห็นชาย 2 คนที่บาร์เหล้า เดินเข้ามากับเพื่อนอีก 2-3 คน
“เล่นมันเลย เอาคืนมันให้เข็ด”
น่านฟ้าตกใจ นึกได้ก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษเข้าไปบังมัศยา
“พวกแกเป็นใคร ต้องการอะไร”

“จัดการเลย”

เพื่อน 2-3 คน กรูกันจะเข้ามาทำร้ายมัศยา แต่น่านฟ้ายืนขวางไว้ ทำให้โดนเตะเข้ากลางชายโครง
 
แล้วโดนต่อยซ้ำจนล้มลงกับพื้นทราย มัศยาเดือดขึ้นมาทันที เดินเข้ามาจ้องหน้าเอาเรื่อง
“ทำร้ายแฟนฉันเหรอ พวกแก ตาย”
มัศยาเงื้อหมัดเตรียมเล่นงาน
ปารณและนิรชานั่งอยู่ที่ล็อบบี้ มองนาฬิกาชักร้อนใจ
“ทำไมหายไปนานจังนะ”
“หรือว่าทะเลาะกันอยู่รึเปล่าคะ”
“เราไปดูหน่อยมั้ย เผื่อจะเป็นกรรมการห้ามได้”
“ไปสิคะ”
ทั้งสองลุกออกไป

มัศยาต่อยคนร้ายเต็มแรง ก่อนจะหันไปถีบข้างหลังอีกคนอย่างคล่องแคล่ว น่านฟ้ายืนเชียร์สะใจมาก
“เอิ้ว เอิ้ว อย่านั้นแหละยาหยี”
คนร้ายผละถอยมามองหน้ากัน
“ไหนแกว่าแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่น่ากลัวหรอกไงวะ”
“นั่นสิ ตีนหนักอย่างกับหมี”
มัศยาตวาดใส่ทันที
“ไง อยากมีเรื่องอีกมั้ย”
ชาย 4 คน หันมามองหน้ากัน ชายคนหนึ่ง ควักมีดออกมา
“ปากดีนัก งั้นเจอนี่หน่อยเป็นไง”
มัศยาและน่านฟ้าชะงักทันที น่านฟ้ารีบดึงมัศยามาหลบหลังตัวเอง
“ระวังนะหยี”

ปารณยืนอยู่หน้าห้องพักมัศยา นิรชาเดินออกมาแปลกใจ
“ข้างในไม่มีใครอยู่เลยค่ะ สงสัยคงออกไปคุยกันที่ไหนสักแห่ง”
“งั้นเอาไงดี เราควรจะยุ่งหรือไม่ยุ่งดีเนี่ย”

นิรชายักไหล่ คิดไม่ออกเหมือนกัน

น่านฟ้าและมัศยาเดินผละถอยออกมาห่างจากชายที่ถือมีด มัศยาพยายามพูดกล่อม
 
“ถ้าพวกแกทำอะไรฉัน พวกแกจะต้องติดคุกนะ”
“ชะ ใช่ พอแกโดนจับ ถึงตอนทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จะต้องมีมวลชนมารุมประชาทัณฑ์ แกจะต้องโดนรุมกระทืบ นักข่าวจะต้องทำข่าวประจานแก แล้วก็”
“หยุด หนวกหูจริงๆ เลย”
น่านฟ้าหน้าเจื่อน
“พวกแกจะเอาไง”
“ไม่เอาไง แค่อยากเอาคืนแกไง นังโหด”
น่านฟ้าหันขวับไปทางมัศยา
“เอาคืน นี่หยีไปทำอะไรเขาไว้เหรอ”
มัศยาพยักหน้า น่านฟ้าเหนื่อยใจ
“งะ งั้น ผมยอมชดใช้ค่าเสียหาย ค่าทำขวัญให้ แล้วจบๆ กันไป ตกลงมั้ย”
ชายทั้งสองคนหันมามองหน้ากันชั่งใจ
“เสียใจ ฉันไม่อยากได้เงิน แต่จะทำให้อีโหดนี่เสียโฉมให้ได้”
ชายคนหนึ่งจับมีดกระชับแน่น เดินเข้ามาหามัศยา และน่านฟ้า มัศยาตัดสินใจเงื้อหมัดขึ้น
“เข้ามาสิ ฉันสู้จริงๆ นะ”
ชายคนนั้นไม่สนใจเตรียมจะฟันหน้ามัศยา แต่แล้วเสียงปารณก็ดังขึ้น
“หยุดนะ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ”
ชายทั้งสี่ตกใจหันมามองหน้ากันเลิ่กลั่กแล้ววิ่งหนีทันที มัศยาและน่านฟ้าเป่าปากโล่งอก ปารณกับนิรชาวิ่งเข้ามาหา

“เป็นไงบ้างคะพี่หยี”

น่านฟ้า มัศยา ปารณและนิรชานั่งกินข้าวกันอยู่ที่ร้านอาหารริมชายหาด บรรยากาศยังตึงเครียด เพราะมัศยายังงอนๆ น่านฟ้าอยู่
 
“เอ่อ หยีจ๋า”
“เดี๋ยวพอกินข้าวเสร็จ คุณกลับไปได้แล้วนะคุณน่าน”
“กลับได้ไง ในเมื่อหยียังอยู่ที่นี่ ใครจะยอมทิ้งแฟนไว้ล่ะจ๊ะ”
“ก็บอกแล้วไงว่าไม่อยากเห็นหน้า”
น่านฟ้าถอนหายใจ พยักเพยิดไปทางปารณและนิรชาให้ช่วยพูด
“เอ่อ คุณหยีครับ อย่าโกรธไอ้น่านมันเลยนะครับ เพื่อนผมมันนิสัยไม่ดี ปากก็ไม่ดี แถมชอบทำอะไรโง่ๆ ไม่รู้จักคิด”
“นี่แกจะมาด่าฉันทำไม ไอ้เป้”
“ฉันยังพูดไม่จบ. แต่ถึงยังไง มันก็รักและเป็นห่วงคุณหยีมากกว่าใครในโลกเลยนะครับ”
น่านฟ้าพยักหน้าเห็นด้วย มัศยายังนิ่งไม่ตอบ น่านฟ้าและปารณหันไปทางนิรชาบ้าง
“พี่หยีคะ คุณน่านเขาเป็นห่วงพี่หยีจริงๆ นะคะ เขาพยายามทำทุกอย่างกว่าจะรู้ว่าพี่หยีมาที่นี่ พี่หยีกลับกรุงเทพฯกับคุณน่านเถอะนะคะ”
มัศยายังนิ่ง
“ขอโทษนะคะ นิจะบอกว่า นิพอรู้เรื่องนั้นแล้ว และนิก็มั่นใจด้วยว่า เรื่องทั้งหมดเป็นแผนของผู้หญิงคนนั้น เขาจงใจจะแกล้งทำให้พี่หยีกับคุณน่านทะเลาะกัน ถ้าพี่หยียอมทำตามเขา ก็เท่ากับว่า พี่หยีแพ้เขานะคะ”
ปารณและน่านฟ้ายกนิ้วโป้งให้นิรชาทันที มัศยาสีหน้าอ่อนลง
“เธอคิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอนิ”
“ค่ะ สิ่งที่เขาทำกับคุณน่าน นิเคยทำมาแล้วทั้งนั้น ทั้งวางยาปลดทรัพย์ เล่นละครตบตา หรือทำทุกอย่างเพื่อให้ผู้ชายหลงกล”
น่านฟ้าและปารณยกนิ้วโป้ง
“พี่หยีอย่าไปยอมให้ใครมาทำลายความรักของพี่หยีง่ายๆ นะคะ”
มัศยาหันไปทางน่านฟ้า หน้านิ่งๆ
“คุณน่าน ฉันมีเรื่องอยากคุยกับคุณ”
มัศยาลุกพรวดออกไป น่านฟ้าหน้าตาเหรอหรา
“รีบตามไปสิวะ”
น่านฟ้ารีบลุกตามมัศยาไปทันที ปารณหันมายิ้มให้นิรชา

“สุดยอดเลยนิ คิดถูกจริงๆ ที่ชวนเธอมาด้วย”

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 15 (ต่อ)

น่านฟ้าและมัศยายืนคุยกัน น่านฟ้าลุ้นมาก
 
“ที่นิรชาพูด มันจริงรึเปล่า”
“จริงสิจ๊ะยาหยี แอนเขาจงใจล่อลวงผมไปหาที่คอนโด เพื่อจะให้คุณมาเห็นแล้วทำให้เราทะเลาะกัน”
“แล้วทำไมคุณถึงได้โง่เชื่อเขา”
“เอ๊า ก็ผมเป็นคนดี มีเมตตา กรุณา มุฑิตา แต่ไม่มีอุเบกขา ถึงได้เชื่อ เลยสาระแนขับรถไปให้เขาหลอกไง แต่ตอนนี้ผมตาสว่างแล้ว เหลือแต่ใจที่ยังมืดมน เพราะต้องทนรับสภาพแฟนโกรธอยู่เนี่ย”
น่านฟ้าแกล้งตีหน้าเศร้า ซึมๆ มัศยาถอนหายใจ
“ทีหน้าทีหลังอย่าไปเชื่อใครง่ายๆ อีกล่ะ”
“จ้ะ นี่หมายความว่า หยีหายโกรธผมแล้วใช่มั้ย”
มัศยาพยักหน้ายิ้มๆ น่านฟ้าลิงโลดขึ้นมาทันที
“ไชโย”
น่านฟ้าเข้าไปอุ้มมัศยาตัวลอย มัศยาตีน่านฟ้าด้วยความหมั่นไส้
“นี่แน่ะ เยอะไปแล้วนะคุณน่าน”
น่านฟ้ากุมแขน เจ็บ
“แล้วนี่ จะกลับกันดึกๆ แบบนี้เลยเหรอคะ”
น่านฟ้าชะงักคิดตาม

นิรชายืนอยู่กับมัศยาในห้อง ขณะเดียวกัน น่านฟ้าและปารณยืนคุยด้วยที่หน้าประตู
“นิโทรบอกเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณเป้ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
น่านฟ้ารีบสวนขึ้นทันที
“บอกแม่ไม่เท่าไหร่ บอกยายรึยัง”
“อย่าเพิ่งบอกยายนะนิ อุตส่าห์ทำคะแนนแทบตาย เดี๋ยวเสียคะแนนกันพอดี”
น่านฟ้าหัวเราะชอบใจ ปารณหันมาค้อนเพื่อน
“ยังจะมีหน้ามาขำอีก เพราะแกเลยนะ ยังไม่รู้ตัวอีก”
“โอเคๆ งั้นรีบนอนกันเถอะสาวๆ พรุ่งนี้เช้าเจอกันนะจ๊ะ”
น่านฟ้าขยิบตาให้มัศยา
“ค่ะ ไป นิ รีบเข้านอนดีกว่า แถวนี้เสือสิงห์กระทิงแรดมันเยอะ”

มัศยาเบ้หน้าใส่น่านฟ้า แล้วปิดประตูทันที

ตอนเช้า น่านฟ้าและมัศยาเดินจูงมือกันที่ชายหาด
 
“เมื่อคืนนี้ผมลุ้นแทบตายเลยนะ นึกว่าหยีจะปล่อยให้ผมโดนไอ้พวกนั้นเล่นงานซะแล้ว”
“บ้าเหรอ ใครจะยอมให้แฟนตัวเองโดนรังแก”
“แหม จะมีใครโชคดีอย่างผมบ้าง ได้แฟนมาคนหนึ่ง พ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ดส่วนตัวอีกต่างหาก นี่ถ้าหยีไม่เอาดีทางงานการตลาด จะยุให้ไปแย่งงานโค้ชเชเลยนะ”
“ทำไงได้ล่ะ มีแฟนไม่ได้เรื่องอย่างคุณ มันก็ต้องทำหน้าที่ปกป้องเองน่ะสิ”
“จ้า หยีจะเป็นอะไร น่านก็รักทั้งนั้นแหละจ้ะ”
มัศยายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์น่านฟ้าดังขึ้น เขารีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
“แม่ใหญ่”
วิภาคุยโทรศัพท์ด้วยความหงุดหงิด
“ไอ้น่าน แกหายหัวไปไหน นี่ฉันให้ไอ้ต๋องตามจิกแกไปทำงาน แต่แม่แกบอกแกหายไปตั้งแต่เมื่อคืน คิดจะอู้งานรึไง”
น่านฟ้าเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหู ก่อนจะคุยตอบกลับไป
“โห แม่ใหญ่ครับ แค่รับสายยังไม่ทันจะอะไรก็ชิงด่าผมจะแล้วเหรอ”
“จะไปรู้เหรอ แค่แฟนคนเดียวยังรักษาไว้ไม่ได้ นับประสาอะไรกับบริษัท ฉันก็ต้องคิดเผื่อไว้ก่อนสิ”
“อ่ะๆ งั้นผมบอกให้ก็ได้ ตอนนี้ผมอยู่กับหยีครับ มารับหยีกลับกรุงเทพ”
วิภาชะงักทันที ตื่นเต้น หันไปส่งสัญญาณกับสุกัญญาและต๋องที่ลุ้นอยู่ข้างๆ
“แล้วแกไปเจอมัศยาได้ไง”
“อ้าว ผมเป็นใครครับแม่ใหญ่ ประธานน่านฟ้าแห่งมีโชค กับเรื่องแค่นี้จิ๊บจ๊อยจะตายไปคร้าบ”
“ไอ้ขี้คุย แล้วนี่มัศยาเขายอมกลับกับแกเหรอ”
น่านฟ้าลำพองกว่าเดิม
“แหงสิครับ ตอนนี้หยีเขาหายโกรธผมแล้ว และตอนนี้เราก็กำลังสวีทกันท่ามกลาง หาดทราย สายลม เสียงคลื่น เรียกว่าหวานจนน้ำทะเลจืดไปเลยล่ะครับ”
น่านฟ้ายักคิ้วให้มัศยาที่อยู่ใกล้ๆ ไปด้วย วิภาขำอย่างพอใจ แล้วแกล้งทำเสียงดุ
“เออๆๆ งั้นก็แค่นี้นะ ฉันจะได้ไปทำงานซะที แกนี่มันยุ่งจริงๆ”
วิภาวางสาย ยิ้มออกมาทันที
“สำเร็จ”
ต๋องพลอยตื่นเต้นไปด้วย
“จริงเหรอครับคุณท่าน นี่คุณน่านกับเจ๊หยีคืนดีกันแล้วจริงๆ เหรอครับ”
“ก็เออน่ะสิ ตอนนี้เขาสวีทกันอยู่ที่ทะเล เดี๋ยวคงกลับ”
สุกัญญาถอนหายใจ
“ทะเลาะกันครั้งนี้ หวังว่าจะตาน่านจะจำ ไม่ก่อเรื่องซ้ำอีกนะคะ”

วิภายิ้มอย่างพอใจ

น่านฟ้าและมัศยายืนอยู่ข้างรถมัศยา ขณะที่ปารณและนิรชายืนอยู่ข้างรถน่านฟ้าที่จอดข้างๆ กัน
 
“ขับรถดีๆ ล่ะไอ้น่าน เดี๋ยวฉันเอาไปจอดคืนแกที่ออฟฟิศนะ”
“เออๆ ขอบใจเว้ย แกเองก็รีบไปรายงานตัวกับป้ามะลิล่ะ พาหลานสาวแกหายไป ระวังจะโดนขวานจามกบาล”
ปารณชี้หน้าน่านฟ้า หมั่นไส้มาก นิรชาขำสองคน
“เจอกันที่กรุงเทพนะคะ คุณน่าน พี่หยี”
“จ้ะ ขอบใจนะนิที่อุตส่าห์มาเป็นเพื่อนคุณน่าน”
“ค่ะ”
ปารณเปิดประตูให้นิรชาขึ้นรถ น่านฟ้าหันมายิ้มหวานให้มัศยา
“ไป งั้นเรากลับกันนะจ๊ะยาหยี เดินช้าๆ นะจ๊ะ”
น่านฟ้ากุลีกุจอเปิดประตูให้มัศยา
ภูริชมาเบิกเงินจากธนาคาร ยิ้มมีความสุข เขารีบไปที่บ่อนขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เล่นการพนันอย่างหนัก แต่เสียตลอด
ภูริชกลับมาบ้าน ก็เจอกับยุวรินทร์ รออยู่
“คุณหายหัวไปไหนมา คุณภูริช ฉันโทรหาก็ปิดมือถือ รู้มั้ยว่าฉันห่วงแค่ไหน”
ยุวรินทร์ยิงคำถามทันที
“นี่ผมกลับมาเหนื่อยๆ ขอพักก่อนได้มั้ย ขอน้ำเย็นๆ กินแก้วด้วย”
ภูริชทำหน้าเบื่อๆ ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา ยุวรินทร์ไม่พอใจแต่ก็ยอมเดินไปเอาน้ำมาส่งให้แต่โดยดี ภูริชรับน้ำไปดื่ม สบายใจขึ้น
“คุณยังไม่ได้ตอบฉันเลยว่าหายไปไหนมา”
“บ่อน”
ภูริชตอบแบบเบื่อๆ
“อะไรนะ นี่คุณเข้าบ่อนอีกแล้วเหรอ เสียไปเท่าไหร่ล่ะ ทำหน้าเป็นลิงป่วยแบบนี้”
“ห้า”
“อะไรนะเสียไปตั้งห้าหมื่น”
“ห้าแสน”
“ห้าแสน”
ยุวรินทร์อุทานเสียงหลง
“คุณจะบ้าเหรอ เอาเงินห้าแสนไปละเลงเล่นในบ่อนเนี่ยนะ”
“จะเงินเท่าไหร่ก็เรื่องของผม ผมหาของผมเองไม่เกี่ยวกับคุณ”
“คุณได้เงินมาจากเจ้านายคุณใช่มั้ย ได้มาเท่าไหร่ ไม่คิดจะให้ฉันได้ใช้บ้างเลยหรือไง หรือว่าจะให้ฉันไปถามเจ้านายคุณดีว่าให้เงินคุณมาเท่าไหร่”
ยุวรินทร์พูดอย่างรู้ทันเน้นตรงคำว่า ให้
“เธออย่าทำอะไรบ้าๆ นะ เอ้า แค่นี้คงจะทำให้เงียบได้นะ”
ภูริชหยิบเงินส่งให้ยุวรินทร์ปึกหนึ่ง
“เธอนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ”
“ฉันก็เรียนรู้มาจากคุณนั่นแหละ”

ยุวรินทร์ย้อน มองเงินในมืออย่างมีความสุข

ที่ร้านข้าวเกรียบป้ามะลิ ปารณกำลังสาละวนกับการเตรียมขายข้าวเกรียบ ป้ามะลิเดินเข้ามายืนมอง
 
“แอ้มๆๆ”
ปารณเงยหน้ามอง รีบยกมือไหว้ เดินมาหา ควักเงินใบละพันปึกหนึ่งส่งให้ป้ามะลิ
“อะไรของเอ็ง”
“เงินที่ขายข้าวเกรียบได้ไงครับ ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ผมขายไปได้หมื่นกว่าบาทแล้วครับ”
ปารณยื่นเงินให้ป้ามะลิอีกที ป้ามะลิมองเงินแล้วก็มองหน้าปารณ
“ข้าไม่เอา เงินของเอ็งจะเอามาให้ข้าทำไม”
“อ้าว ก็ผมขายให้ป้านะครับ”
“เงินค่าแป้งเป็นของใคร”
“ผมครับ”
“ใครเป็นคนนึ่งแป้ง”
“ผมครับ”
“ใครเป็นคนทอดข้าวเกรียบขาย”
“ผมครับ”
“ก็เอ็งทั้งนั้นแล้วจะเอาเงินมาให้ข้าทำไม ตามมานี่ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”
ป้ามะลิสั่งแล้วก็เดินออกไป ปารณงง แต่ก็รีบเดินตามไป ลุ้นๆ ว่าป้ามะลิจะว่าอย่างไร
“ต่อไปนี้เอ็งไม่ต้องมาขายข้าวเกรียบแล้วนะ”
“ทำไมล่ะครับ ผมทำอะไรให้ป้าไม่พอใจหรือเปล่าครับ”
ปารณถามอย่างร้อนรน
“ป่าว เอ็งทำได้ดีแล้ว ต่อไปนี้สูตรข้าวเกรียบของข้าก็มีคนสืบทอดแล้ว”
ป้ามะลิชม แต่น้ำเสียงเรียบๆ ดุๆ
“ทำดีแล้วทำไมไม่ให้ทำต่อล่ะครับ หรือว่าป้ายอมรับผมเป็นหลานเขยแล้ว ขอบคุณนะครับป้า”
“เอ็งอย่ามาทะลึ่ง จะเป็นหลานเขยข้าน่ะยังต้องฝ่าอีกหลายด่าน ข้าวเกรียบน่ะแค่ด่านเบสิก”
“แล้วด่านต่อไปคืออะไรครับ”

ป้ามะลิยิ้มเจ้าเล่ห์

ต๋องเดินอยู่ตามทางในออฟฟิศ เห็นมัศยานั่งอยู่ก็ชะงักทันที
 
“เจ๊หยี นี่เจ๊กลับมาทำงานแล้วเหรอ”
มัศยาง่วนกับงานบนโต๊ะ พลางตอบต๋องไปด้วย
“ใช่ ดูซิ ไม่มาทำงานวันเดียว เอกสารมั่วมาก ทำงานกันยังไงนะ”
ต๋องเข้ามาเลียบๆ เคียงๆ แซว
“นั่นแน่ คืนดีกับคุณน่านแล้วใช่ม้า”
มัศยาแกล้งทำหน้านิ่ง
“ใช่”
“งี้อีกหน่อยก็มีข่าวดีแล้วใช่ปะ”
“ไม่รู้”
“แต่ต๋องว่าชัวร์ อีกไม่นานเจ๊ต้องได้แต่งงานลั่นระฆังวิวาห์กับคุณน่านแน่ๆ”
“แกรู้ได้ไง ต๋อง”
ต๋องยิ้มเจ้าเล่ห์ นึกถึงเรื่องเมื่อวันก่อนที่วิภาคุยกับสุกัญญา และต๋องยืนฟังอยู่ด้วย
“รู้มั้ยว่าพี่คิดยังไง กลับมาคราวนี้พี่จะต้องทำให้สองคนนี้หมั้นหมายกันให้ได้ หรือจะให้ดีก็แต่งกันไปเลย”
“โห มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับคุณท่าน”
“มันจะไปเร็วอะไร คนอย่างไอ้น่านนะ ถ้าขืนทิ้งไว้นาน เดี๋ยวมันก็ไปเหลวไหลกับใครอีก โดยเฉพาะยัยนางแบบนั่น ฉันไม่ไว้ใจหรอก”
“แล้วตาน่านจะยอมเหรอคะ”
“ถ้ามันยังเห็นฉันเป็นแม่ใหญ่ มันต้องยอม”
วิภาครุ่นคิด
ต๋องยิ้มแหยๆ กับมัศยา เมื่อนึกถึงเรื่องที่วิภาคุยกับสุกัญญา
”ต๋องก็แค่เดาเอาน่ะเจ๊ แต่เห็นเจ๊กับคุณน่านหายโกรธกันแล้ว ต๋องก็สบายใจ คนกลางทำตัวลำบ๊ากลำบาก”
“อื้อ”
“งั้นต๋องไปทำงานก่อนนะเจ๊”
“อื้อ”
ต๋องเดินออกไป มัศยาสีหน้านิ่งๆ เปลี่ยนเป็นยิ้มออกมา
“แต่งงานเหรอ”
ปารณนั่งคุยกับนิรชาที่ห้องรับแขก ในคอนโดของเขา
“อะไรนะคะ ยายจะให้คุณเป้ไปปลูกผักขาย”
“ใช่ ยายเธอบอกว่าที่บ้านท่านเคยทำสวนผักมาก่อน เป็นอาชีพหลัก แต่แกไม่ถนัดเลยแยกมาขายข้าวเกรียบ ตอนนี้ไม่มีใครดูแลถูกทิ้งไว้เฉยๆ หน้าที่ของผมคือจะต้องทำให้มันงอกเงยเป็นเงินให้ได้”

“แล้วคุณเป้จะเอาเวลาไหนไปทำ งานของคุณล่ะคะ”

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 15 (ต่อ)

นิรชาถามด้วยความเป็นห่วง
 
“ยังไงฉันก็ต้องทำ แล้วก็ทำให้ได้ดีด้วยเพราะฉันรับปากยายเธอไปแล้ว”
ปารณยืนยันหนักแน่น
“แล้วคุณเป้คิดว่าจะทำได้เหรอคะ”
นิรชาหนักใจ

ปารณนัดมาคุยกับน่านฟ้าที่ร้านอาหาร
“ต้องได้สิวะมาถึงขนาดนี้แล้ว”
“ฉันไม่ได้หมายถึงแก แกไม่คิดจะถามเลยเหรอว่าฉันจะทำได้เหรอ ทั้งทำงานที่นี่แทนแกแล้วก็เป็นประธานบริษัทมีโชคด้วยแบบที่แกว่า”
“ยังไงแกก็ต้องทำ ฉันทำแทนแกมาแล้วแกก็ต้องทำแทนฉันบ้าง เพราะฉันจะไปทำหน้าที่ว่าที่หลานเขยป้ามะลิโว้ย อันนี้แหละงานเร่งด่วนสำหรับฉัน”
“เออๆ นี่เห็นว่าแกอุตส่าห์ไปช่วยฉันง้อหยีนะถึงได้ยอม”
ปารณตบบ่าน่านฟ้ายิ้มๆ
“ขอบใจมากเพื่อนเลิฟ คอยดูนะ ฉันจะต้องเอาชนะใจป้ามะลิให้ได้ แล้วสอยหัวใจนิรชามาครอบครอง”
“แหวะ น้ำเน่า”
“เลี้ยงด้วยนะ ฉันไปก่อนล่ะ”

ปารณลอยหน้าลอยตาเดินออกไปจากร้านอาหาร อารมณ์ดี น่านฟ้ามองหมั่นไส้มาก

นทีจ้องตัวเลขที่หน้าจอตู้เอทีเอ็ม เห็นว่ามีเงินเหลือ 1,500 บาท เขาตัดใจกดเงินออกมา ครุ่นคิด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น นทีเห็นเบอร์ก็ตกใจ

“ซวยแล้ว มันทวงอีกแล้วเว้ย ทำไงดีวะ”
นทีเครียดจัด เขาตัดสินใจไปหาน่านฟ้าที่บริษัท น่านฟ้าเปิดประตูห้องทำงานเข้ามาก็เจอนทีนั่งรออยู่
“ผมพูดตรงๆ เลยนะครับ ผมกำลังร้อนเงิน เลยว่าจะขอยืมคุณน่านน่ะ”
น่านฟ้าชะงักทันที นึกไม่ถึงกับการมาของนที
“หยีเขารู้เรื่องนี้รึเปล่าครับ”
“อย่าให้มันรู้เด็ดขาดเลยนะครับ ไม่งั้นมันเอาผมตายแน่ ไหนจะแม่อีกคน”
“งั้นผมควรจะเสี่ยงให้คุณยืมดีมั้ยเนี่ย ผมเองก็เพิ่งจะคืนดีกับหยีซะด้วย”
“เสี่ยงเหอะคุณน่าน ผมรับรองว่าถ้าคุณน่านช่วยผมครั้งนี้นะ ต่อไปถ้าหยีมันโกรธหรืองอนคุณน่านอีก ผมจะช่วยคุณน่านเอง นะๆๆ”
น่านฟ้าคิดหนัก ไม่รู้จะทำอย่างไรดี
“คุณอยากได้เท่าไหร่ครับ”

“สองแสน เอ ไม่สิ สองแสนห้าเลยดีกว่า”

นทีถือเช็คเดินยิ้มร่ามาตามทางเดินในบริษัทมีโชค พอนึกได้ก็ชะงักกวาดสายตามองหามัศยาอย่างระแวดระวัง ทันใดนั้น มัศยาก็เดินเข้ามา
 
“พี่ที มาทำอะไรที่นี่”
นทีหน้าเสียตกใจ มัศยาจับได้ รีบถือเช็คไปวางลงตรงหน้าน่านฟ้าอย่างเอาเรื่อง
“นี่ค่ะคุณน่าน เอาคืนไป”
นทียืนคอตก ออกอาการกลัวๆ อยู่ข้างๆ มัศยา น่านฟ้าหน้าเจื่อน ทำตัวไม่ถูก
“คราวหน้าคราวหลัง ถ้าพี่ทีมาขอยืมเงินอีก ห้ามให้ยืมเด็ดขาด”
“เฮ้ยหยี แกมีสิทธิ์อะไรมาห้ามคุณน่านไม่ให้เงินฉันยืมวะ”
“ก็เพราะฉันรู้น่ะสิว่าพี่ทีไม่มีทางหามาคืนคุณน่านได้แน่ๆ”
นทีหน้าเจื่อน เถียงไม่ออก
“เอ่อ ใจเย็นๆ ก่อนดีมั้ยหยี”
“ไม่ คุณเองก็ผิดนะคุณน่าน สปอยล์คนในบ้านฉันไม่เข้าเรื่อง”
“ก็ผมเห็นพี่ชายหยีเดือดร้อน เลยอยากช่วย”
“งั้นคุณก็ยกบริษัทนี้ให้พี่ทีไปเลยเหอะ เพราะเขาเดือดร้อนทั้งปีทั้งชาติอยู่แล้ว”
น่านฟ้าเงียบกริบ เถียงไม่ออก
“เอิ่ม ไม่รู้เว้ย เรื่องของพี่น้อง ผมเองก็ไม่รู้จะทำยังไง”
“คุณไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ”
มัศยาหันขวับไปทางนที
“ส่วนพี่ กลับบ้านไปเลย แล้วห้ามมายุ่งกับคุณน่านอีก”
นทีเซ็งมาก บ่นอุบอิบ
“อะไรวะ ทีไอ้สินธุยังยืมได้ตั้งสามแสน ทีฉันล่ะไม่ได้”
มัศยาหันขวับมาทางนทีทันที

“เมื่อกี้ว่าไงนะ”

ปลาหลงฟ้า ตอนที่ 15 (ต่อ)

ตอนค่ำ นทีและสินธุ นั่งคอตกรับความผิดกันอยู่ที่เก้าอี้ที่บ้านมัศยา ขณะที่มัศยาจ้องหน้าเอาเรื่องทั้งคู่
 
“ไหนบอกมาซิ ว่าไปรบกวนคุณน่านกันคนละเท่าไหร่”
นทีพยักเพยิดให้สินธุ สินธุอึกอัก
“เอ่อ”
“บอกไปสิว่าสามแสน”
สินธุชะงัก หันไปค้อนนที
“สามแสน นี่แสดงว่าที่กลับมาทำดีกับหยีเพราะหวังจะหลอกเอาเงินคุณน่านใช่มั้ย”
“เปล่านะหยี ผมก็แค่เดือดร้อนแล้วไม่รู้จะพึ่งใครดี”
“งั้นเหรอ หยีผิดหวังในตัวสินธุมากเลยนะ คิดว่าสินธุจะกลับตัวกลับใจได้ ส่วนพี่ที หยีปลงแล้ว”
“อ้าว ไอ้นี่”
สมใจลุกพรวดขึ้นทันที
“มา ให้แม่จัดการเองดีกว่าหยี ฉันขอสั่งห้ามแกไปรบกวนคุณน่านอีก แกก็รู้เขาเป็นใคร ฉันไม่อยากให้เขารังเกียจน้องเพราะมีพี่ชายขี้ขออย่างแก ส่วนเธอสินธุ เลิกยุ่งกับหยีดีกว่า เท่าที่ผ่านมาแม่เห็นมาตลอดว่าเธอทำให้ลูกสาวแม่เดือดร้อนแค่ไหน”
“เอ่อ แม่ครับ”
“ไม่ต้องเอ่ออ่าอะไรทั้งนั้น ไปหาเงินมาคืนคุณน่านเขาซะ อย่าให้เรื่องต้องถึงตำรวจ”
สินธุหน้าเจื่อน
“เข้าใจแล้วใช่มั้ย ไปลูก ขึ้นนอน เดี๋ยวแม่หยีพานอนนะ”
มัศยาจูงมือนะดีขึ้นบ้านไป นทีและสินธุหันมามองหน้ากันเซ็งๆ

รถขอปารณแล่นเข้ามาจอดแถวสวนผักชานเมือง เปิดประตูรถลงมากางแขนบิดขี้เกียจ มองไปรอบๆ แบบสบายใจ
“บรรยากาศดีจัง ไม่ได้เห็นอะไรแบบนี้นานแล้ว”
ปารณหันมาเจอป้ามะลิยืนหน้าดุอยู่
“อุ้ย”
“นี่ข้าพาเอ็งมาปลูกผักนะไม่ใช่พาทัวร์มาเก็บสตรอเบอรี่”
ป้ามะลิว่าเสียงเข้ม ปารณยิ้มแหยๆ ป้ามะลิเดินนำมาหยุดหน้าที่ดินรกๆ ใกล้ๆ กันมีบ้านหลังเล็กๆ แต่ไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่

“ที่ดินตรงนี้ตาของนิเขาซื้อไว้ ตอนแรกก็ปลูกผักขายกันพออยู่พอกิน แต่พอตานิเขาเสียฉันก็เลยไปขายข้าวเกรียบเพราะไม่อยากอยู่คนเดียว”

ป้ามะลิบอกน้ำเสียงอ่อนลง
 
“อยู่คนเดียวมันเหงาใช่มั้ยครับป้า”
“ใช่ เหงาแทบขาดใจ เฮ้ย ไม่ใช่ นี่เอ็งอย่ามาทำเนียนล้วงลับความในใจข้า เดี๋ยวปั๊ดตัดคะแนนปรับแพ้ด่านนี้ซะเลยนี่”
“อย่าถึงกับปรับแพ้เลยครับป้า จะว่าไปก็น่าเสียดายนะครับ ปล่อยให้ที่รกร้างแบบนี้”
“หน้าที่ของเอ็งละที่จะทำให้มันเป็นแปลงผักขึ้นมาอีกครั้ง ตามมาทางนี้”
ป้ามะลิบอกแล้วก็เดินนำหน้าไป ปารณรีบเดินตาม ป้ามะลิหยุดยืนที่บ้านหลังเล็ก ปารณเดินมาหยุดข้างๆ
“ป้าคงไม่ให้ผมมานอนเฝ้าผักที่บ้านนี้นะครับ”
ปารณถามขยาดๆ
“นั่นมันเรื่องของเอ็ง ถ้าเอ็งปลูกผักจนได้ผักสวยๆ แต่จะปล่อยให้ชาวบ้านมาเก็บไปกินฟรีก็ตามใจ แต่ข้าไม่ได้บอกว่าเอ็งต้องมาเฝ้านะ”
ป้ามะลิบอกเป็นนัยๆ
“อ่อ เข้าใจแล้วครับ”
“ข้าเก็บพวกอุปกรณ์ทำสวนไว้ในบ้านหลังนี้ เอ็งค่อยมาเลือกดูเอาว่าจะใช้อะไรบ้าง”
“แล้วป้าจะให้ผมเริ่มเมื่อไหร่ครับ”
“เอ็งจะเริ่มเมื่อไหร่ข้าไม่รู้ แต่สำหรับข้า เริ่มไปเมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว”
ป้ามะลิบอกเสียงเรียบๆ ปารณมองหน้าทึ่งๆ เริ่มชื่นชอบป้ามะลิขึ้นมาเรื่อยๆ
“ป้านี่ร้ายกว่าที่ผมคิดเยอะเลย หมายถึงเจ๋งน่ะครับ ผมขอถ่ายรูปที่ทั้งหมดได้มั้ยครับ”
“เรื่องของเอ็งสิ”
ปารณหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูป

ปารณนัดเจอกับนิรชาที่ร้านกาแฟ นิรชาดูรูปที่ดินในมือถือของปารณที่ถ่ายเอาไว้
“นี่เหรอคะที่ของยายที่คุณเป้ต้องไปปลูกผัก”
“ใช่”
“ดูแล้วน่าจะงานหนักเลยนะคะเนี่ย คุณเป้จะไหวเหรอคะ”
“ต่อให้ต้องไปปลูกป่าสักพันไร่เพื่อเธอ ฉันก็ทำได้”
ปารณพูดทำตาซึ้ง
“นิทำให้คุณเป้ต้องลำบากแย่เลย”
“ไม่ลำบากหรอก ถ้ามีเธอเป็นกำลังใจแบบนี้ฉันสู้ตายอยู่แล้ว”

ปารณกุมมือนิรชายกขึ้นจูบที่หลังมือ นิรชายิ้ม อายมาก

สุกิจนั่งทำงานอยู่ สักพักเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เห็นเป็นเบอร์แปลก ก็ตัดสินใจรับสาย
 
“ฮัลโหล ใช่ผมสุกิจ ว่าไงนะ”
สุกิจรีบไปหาภูริชที่ห้องทำงาน ภูริชกำลังดูตัวเลขในสมุดบัญชีพลางยิ้มอย่างพอใจ ประตูเปิดพรวดเข้ามา สุกิจอารมณ์เสียมาก
“ตอบฉันมาซิว่าทำไมบริษัทเครื่องจักรถึงได้โทรมาทวงเงินฉัน”
ภูริชอึกอักหน้าเจื่อนๆ แอบเปิดลิ้นชักหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดอัดเสียง
“ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณสุกิจ นั่งลงก่อนเถอะครับ”
สุกิจพยายามทำใจเย็น
“มีคนโทรมาบอกคุณสุกิจเหรอครับ”
“เขาไม่ได้บอก เขาโทรมาทวงเงิน บอกว่าทางเรายังไม่ได้จ่ายค่าเครื่องจักรให้เขา เพราะฉะนั้นเขาจะไม่ส่งเครื่องจักรมาให้ อะไรกัน นี่โรงงานจะเปิดอยู่ไม่กี่วันแล้ว ทำไมปล่อยให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น”
ภูริชอึกอักคิดหาคำอธิบาย
“ผมว่าต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆ ครับ เอ หรือว่า”
“หรือว่าอะไร”
“สงสัยต้องถามนายปารณแล้วล่ะครับ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
“อ้าว ก็เรายกเลิกว่าจ้างบริษัทนายปารณไปแล้วไม่ใช่เหรอ”
“มีเรื่องหนึ่งที่คุณสุกิจไม่รู้ครับ ผมเองตั้งใจว่าจะต้องจับให้ได้คาหนังคาเขาก่อนถึงจะบอกคุณสุกิจ”
สุกิจสนใจขึ้นมาทันที ภูริชรีบรายงานว่าเขาเจอน่านฟ้าที่บริษัทของปารณ และน่านฟ้าก็พูดเองว่าเป็นหุ้นส่วนกับปารณ สุกิจฟังแล้วโมโห
“ว่าไงนะ ไอ้น่านน่ะเหรอเป็นหุ้นส่วนกับปารณ”
“ครับ พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นผมเลยคิดว่า เงินค่าเครื่องจักรที่ถูกยักยอกไป ต้องเป็นแผนของนายน่านฟ้า ที่สั่งให้ปารณเป็นคนทำแน่ๆ”
สุกิจกำมือแน่น โมโหมาก เขารีบกลับไปที่รถ
“ไอ้น่านฟ้า ฉันอุตส่าห์เลิกยุ่งกับแกแล้วนะ”
สุกิจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
“ฮัลโหล ฉันมีงานให้แกทำ”

น่านฟ้าเดินผิวปากควงกุญแจออกมาหน้าบ้าน ขึ้นรถขับออกไปอย่างอารมณ์ดี มีรถตู้คันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว พอน่านฟ้าขับรถออกไป ก็ตามไปทันที
ภายในรถ น่านฟ้ากดโทรศัพท์หามัศยา
“ฮัลโหลที่รัก เขากำลังไปทำงานแล้วน้า เดี๋ยวเจอกันนะครับ คิดถึงน้า จุ๊บๆ”
น่านฟ้ากดวางสายทันที รถตู้คันเดิมยังคงขับตามน่านฟ้ามาติดๆ ในขณะที่มัศยากดวางสายยิ้มเขินๆ
“ตาบ้าเอ๊ย เพี้ยนจริงๆ”
มัศยาขับรถไปยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ น่านฟ้ากำลังขับรถไปฮัมเพลงไปด้วย แต่แล้วทันใดนั้นก็มีรถตู้ขับมาชนท้ายโครม น่านฟ้าแทบคะมำ รีบจอดรถทันที
“เฮ้ย อะไรวะเนี่ย”
น่านฟ้ารีบเปิดประตูลงจากรถ เดินมาที่รถตู้ หงุดหงิดมาก เคาะกระจกฝั่งคนขับ
“พี่ๆ ลงมาคุยกันหน่อยซิ ขับรถภาษาอะไรเนี่ย”
ประตูรถตู้เปิดออก คนร้ายที่ปิดหน้าปิดตาเข้ามาจับตัวน่านฟ้าทันที
“เฮ้ย พวกแกเป็นใคร”
คนร้ายปิดปากน่านฟ้าแล้วลากไปขึ้นรถทันที มัศยาขับรถเข้ามาบริเวณเดียวกันพอดี เห็นน่านฟ้ากำลังโดนจับขึ้นรถตู้
“คุณน่าน”
มัศยาเห็นรถตู้แล่นออกไปอย่างรวดเร็ว เธอตกใจพยายามคิดหาทาง ก่อนจะตัดสินใจหยิบโทรศัพท์มากดโทรออก
“เอ่อ แจ้งเหตุร้ายค่ะคุณตำรวจ”
น่านฟ้าถูกจับมัดไว้ในรถ พร้อมผ้าปิดปาก พยายามดิ้นไปดิ้นมา คนร้ายมองน่านฟ้าหัวเราะเยาะ
“อยู่เฉยๆ เถอะน่า ยังไงแกก็หนีไม่รอดหรอก”
น่านฟ้าดิ้นไปดิ้นมา โวยวายทั้งกลัวทั้งโมโห ในขณะที่มัศยาพยายามรีบขับรถไล่ตามรถตู้ แต่แล้วทันใดนั้นเองมีรถคันหนึ่งแล่นตัดหน้ามัศยา มัศยารีบหักหลบทันจนเกือบชน
“เฮ้ย”
มัศยาถอนหายใจโล่งอก หันไปตะโกนด่า
“บ้าเอ๊ย ขับรถอย่างนี้อย่ามีดีกว่าว่ะ ทำคนอื่นเดือดร้อน”
มัศยาหงุดหงิดฮึดฮัดก่อนจะนึกขึ้นได้
“คุณน่าน”
มัศยามองไปด้านหน้าไม่เห็นรถตู้แล้ว

“บ้าจริง”

น่านฟ้าโดนผลักให้ล้มลงที่พงหญ้าข้างทาง เขากลัวมาก คนร้าย 2 คน ปรึกษากัน
 
“เอาไงต่อดี”
“คุณสุกิจบอกให้เล่นให้หนักเลยนี่หว่า”
“เฮ้ย นายสั่งไม่ให้เอ่ยชื่อนาย จำไม่ได้รึไง”
“เออว่ะ ลืมไป”
น่านฟ้าดิ้นไปดิ้นมา ขณะที่คนร้ายเดินเข้ามาจ้องหน้า แล้วรุมเตะ น่านฟ้านอนคุดคู้จุกมาก แต่แล้วทันใดนั้น เสียงมัศยาก็ดังขึ้น
“เฮ้ย เล่นแบบนี้หมาหมู่นี่หว่า”
คนร้ายหันมา ตกใจ
“ใครวะ”
มัศยาเดินเข้ามาอย่างเอาเรื่อง โดยมีตำรวจตามมาด้วย คนร้ายตกใจมาก ทำท่าจะหนี ตำรวจควักปืนขึ้นขู่ทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
คนร้ายยอมยกมือมอบตัวทันที มัศยานึกได้รีบวิ่งเข้าไปหาน่านฟ้า

วิภา สุกัญญา และต๋องเดินมาตามทางเดินของโรงพยาบาลด้วยความตกใจมาก พยาบาลเดินผ่านมาพอดี วิภารีบเข้าไปถาม
“คนไข้ที่ชื่อน่านฟ้าอยู่ห้องไหนคะ”
ฟังพยาบาลบอกแล้วทุกคนก็รีบเดินไปที่ห้องพักน่านฟ้าทันที ขณะนั้นมัศยากำลังป้อนข้าวน่านฟ้าอยู่ สุกัญญารีบโผเข้าไปหา
“ตาน่าน เป็นไงบ้างลูก”
มัศยาหันมายิ้มให้ทุกคน
“ไม่เป็นไรมากค่ะ แค่โดนเตะไปไม่กี่ที แต่พอดีหมอขอเอ็กซเรย์ดูก่อนเลยให้นอนโรงพยาบาล”
น่านฟ้ายิ้มรับกับทุกคน
“คนอย่างผมมันดวงแข็ง แถมมีแฟนเก่งอย่างกับหน่วยเอฟบีไอ ปลอดภัยหายห่วงครับ”
วิภาถอนหายใจโล่งอก
“เฮ้อ โล่งอกไปที รู้มั้ยว่าตอนมัศยาโทรไปบอกว่าแกอยู่โรงพยาบาล ฉันตกใจแค่ไหน”
ต๋องรีบสวนทันที
“แค่ไหนไม่รู้ครับ แต่ต๋องเห็นคุณท่านดมยาดมมาตลอดทางเลย”
“แหงล่ะ ฉันห่วงลูกชายฉันนี่”
ต๋องยิ้มแหยๆ สุกัญญารีบถาม
“แล้วนี่ตกลงรู้ตัวคนร้ายรึเปล่า ว่าเป็นฝีมือใคร”
น่านฟ้าและมัศยาหันมามองหน้ากันชั่งใจ วิภาชะงักทันที
“ทำไม มีอะไรรึเปล่า”
มัศยาและน่านฟ้า เครียด
“คือว่า ดิฉันไม่รู้ว่าสมควรจะเรียนคุณท่านรึเปล่าค่ะ”
“ก็มีอะไรก็ว่ามาเลยสิ ฉันพร้อมจะรับฟังทุกเรื่องอยู่แล้ว”
มัศยากับน่านฟ้าหันมามองหน้ากันอีกครั้ง
“งั้นคุณบอกคุณท่านเองดีกว่ามั้ยคุณน่าน”
น่านฟ้าครุ่นคิด
สุกิจเดินยิ้มร่าอารมณ์ดีมาในออฟฟิศ ทันใดนั้น วิภาก็เดินเข้ามา
“พี่วิภา ทำไมวันนี้มาทำงานสายจังครับ”
“ฉันแวะไปทำธุระมา”
“อ่อเหรอครับ งั้นตามสบายนะครับ ผมขอตัวไปทำงานก่อน”
“เดี๋ยว”
“มีอะไรเหรอครับ”
“ไปคุยกันที่ห้อง ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแก”
สุกิจเห็นความจริงจังของวิภาก็แปลกใจ ทั้งสองไปคุยกันที่ห้องวิภา วิภาแหวใส่สุกิจด้วยความโมโห
“ไหนแกบอกมาซิว่า แกส่งคนไปทำร้ายเจ้าน่านทำไม”
สุกิจหน้าเจื่อน แต่พยายามเก็บอาการ
“พี่วิภาเอาอะไรมาพูดครับ”
“ก็เอาความจริงมาพูดน่ะสิ ฉันถามจริงๆ เถอะ เจ้าน่านมันไปทำอะไรให้แกเหรอ แกถึงต้องทำร้ายมันด้วย นี่ฉันรู้ความจริงหมดแล้ว ส่วนแกเองก็เตรียมตัวเข้าคุกได้เลย เพราะคนของแกถูกตำรวจจับแล้วด้วย”
สุกิจหน้าเสีย ตกใจ
“ว่าไงนะครับ”
“เมื่อเช้าตอนที่คนของแกจับตัวน่านฟ้าไป มัศยาขับรถมาเห็นพอดี เลยโทรแจ้งตำรวจตามมาช่วย ตอนนี้เจ้าน่านปลอดภัยแล้ว แต่คนที่กำลังจะเดือดร้อนคือแก ไอ้คนสิ้นคิด”
สุกิจได้ฟังก็ลนลานด้วยความตกใจ
“จริงเหรอครับพี่วิภา”
“ใช่ แกบอกมาซิว่าทำไมแกถึงทำแบบนี้”
สุกิจทนไม่ไหวเลยระบายออกมา
“ก็เพราะไอ้น่านมันทำผมก่อน ผมถึงต้องสั่งสอนมัน พี่วิภารู้มั้ยว่า มันเป็นใคร มันเป็นซีอีโอบริษัทมาเก็ตติ้งที่ผมจ้าง แล้วมันก็สั่งให้เพื่อนมันยักยอกเงินผม เงินที่ผมกว่าจะหามาได้เลือดตาแทบกระเด็น อย่างนี้มันสมควรจะโดนสั่งสอนมั้ย”
วิภามองสุกิจด้วยความผิดหวัง
“แกนี่มันโง่จริงๆ สุกิจ ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ”
“ใช่ ผมมันโง่ ทำอะไรไม่เคยถูกใจพี่อยู่แล้ว เพราะอย่างนี้ไง ผมถึงต้องทำทุกอย่างเพื่อจะสร้างฐานะให้ตัวเอง”
“แต่แกไม่ควรไปทำร้ายเจ้าน่าน เพราะเจ้าน่านมันไม่เคยทำร้ายแก แถมตลอดมามันยังคอยช่วยแกด้วยซ้ำ”
สุกิจชะงักทันที
“ช่วยเหรอ”
“ใช่ เจ้าน่านมันรู้มาตลอดว่าแกกำลังจะเปิดโรงงานคู่แข่งกับมีโชค แต่มันก็ให้เพื่อนมันช่วยเหลือแกเต็มที่ คนที่มันหักหลังแกคือเจ้าภูริช ลูกน้องหัวแก้วหัวแหวนของแกต่างหาก”
สุกิจอึ้ง
“เจ้าน่านมันเพิ่งเล่าทุกอย่างให้ฉันฟัง แต่ตอนนี้แกหนีไม่รอดแล้วล่ะสุกิจ ไปมอบตัวแล้วสู้คดีซะ เจ้าน่านมันไม่เป็นไรมาก คดีของแกคงไม่ร้ายแรงหรอก”
สุกิจลุกพรวดขึ้นทันที
“เรื่องของผม ผมจัดการเองได้”
สุกิจลุกขึ้นเปิดประตูออกจากห้องไป กำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก
“ฮัลโหล นายอยู่ที่ไหนเหรอ ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วย ได้ ฉันจะไปหานายเดี๋ยวนี้”

สุกิจกดวางสายอย่างอาฆาต
 
จบตอนที่ 15


เงาใจ ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์
เงาใจ ตอนที่ 15 จบบริบูรณ์
ดึกสงัด บ้านพักอังกูรตกอยู่ในความเงียบทั้งหลัง เสียงโทรศัพท์มือถือดังก้องขึ้นในห้องนอนอังกูร กินรีงัวเงียหยิบโทรศัพท์มารับสาย “ว่าไง” คำพูดทางปลายสาทำให้กินรีตะลึง ตกใจมาก “อะไรนะ...ไม่...ม่าย...” กินรีกรีดร้องออกด้วยความเสียใจถึงขีดสุด อังกูรงัวเงียตื่นขึ้นมา มองด้วยท่าทีรำคาญ “มีอะไร” “คนงานบอกว่ามีโจรขึ้นบ้านแล้วพ่อถูกฆ่า” อังกูรได้ฟังก็ลอบยิ้มสมใจ ในขณะที่กินรีร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ รุ่งเช้า รถปอเต็งตึ๊งเก็บศพจอดอยู่หน้าบ้านกิจจา เจ้าหน้าที่กู้ภัย และตำรวจ เดินสำรวจที่เกิดเหตุ กินรีวิ่งร้องไห้ถลันเข้ามากอดร่างไร้วิญญาณของกิจจา “พ่อ...พ่อทำไมพ่อต้องทิ้งนรี แล้วนรีจะอยู่กับใคร” อังกูรเดินตามเข้ามามองร่างกิจจาอย่างสะใจ
กำลังโหลดความคิดเห็น