xs
xsm
sm
md
lg

เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 5

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 5

บดินลุกเดินปรี่เข้ามาหาทันที เมื่อเห็นวันวิสากลับเข้าบ้านมา

“ลื้อหายไปไหนมา ไม่รู้รึไงว่าทุกคนเขาเป็นห่วง”
“ไม่มีใครทำอะไรอั๊วได้หรอกเฮีย” หมวยเล็กบอกเสียงเนือยๆ
บันลือซึ่งนั่งอยู่แล้วเอ่ยขึ้น “ลื้อไว้ใจใครได้ ไอ้พวกคนชั่ว ผู้หญิงมันก็ไม่ละเว้นหรอกเว้ย”
“หนูดูแลตัวเองได้ ป๊าไม่ต้องห่วงหรอก หนูรู้แล้ว ว่าใครมาดีมาร้าย”
“ฉลาดแล้วก็อย่ากลับไปโง่อีกก็แล้วกัน” ผู้เป็นบิดาไม่วายแดกดัน
“ลื้อไปแต่งตัวให้สวยๆ คอยอาประยูรดีกว่า เดียวอีก็เข้ามารับลื้อแล้ว”
วันวิสาฉงน “รับไปไหน”
“ถามม๊าลื้อเอา”
บันลือเดินออกไปหน้าบ้านพร้อมกับบดิน
“อีจะเข้ามารับลื้อออกไปกินข้าว” วรินที่นั่งไม่พูดไม่จาอยู่นานบอก
“หนูไม่อยากไปไหนทั้นนั้น...ม๊า”
วรินสั่งเสียงแข็ง “แค่ทำมาหากินก็ยุ่งกันพอแล้ว ป๊าอีสั่งอะไรลื้อก็ควรทำตามนั้น”
วันวิสานิ่งงันไป

ฝ่ายทางภรพกลับเข้าบ้านรุ่งเรืองไพศาลศิริ แล้วต้องชะงัก เมื่อมองไปเห็นสุพรรษานั่งคุยกับวารินอยู่ในห้องรับแขก ภรพถอยฉากหลบทันที ตั้งใจจะชิ่งหนีไปทางอื่น โชคร้ายภรีมเข้ามาเห็นภรพพอดี
“อ้าว เฮียกลับมาพอดี”
สุพรรษา กับวารินหันมามอง ภรพเซ็งโคตรๆ ถลึงตาใส่หมวยเล็ก
สุพรรษาเอ่ยขึ้น “น้องมาคอยตั้งนานแล้ว เข้ามาสิภรพ”
วารินบิดเขินอายตัวงอเป็นกุ้งแล้วขณะเอ่ยทักทาย
“พี่ภรพไปไหนมาคะ”
“ไปไล่จับผู้ร้ายมาครับ” ภรพบอกส่งๆ
สุพรรษา และ ภรีม รับรู้ พากันอึกอัก ส่วนวารินไม่รู้หน
“ผู้ร้ายอะไรคะ พี่ภรพไม่ใช่ตำรวจซะหน่อย จะไปไล่จับผู้ร้ายที่ไหนกันค่ะ” เธอยังหัวเราะด้วยท่าทางอันน่ารัก แต่ภรพเห็นแล้วปวดตับ “วาวไม่เชื่อหรอกค่ะ”
ภรีมตัดบท “เฮียไปแต่งตัวใหม่ให้หล่อๆ สมกับวารินเขาดีกว่า”
“ป๊าเขาจองโต๊ะเอาไว้ให้ที่ฉั่วเทียนเหลา ให้ลื้อพาน้องไปกินข้าวด้วยกัน”
วารินบิดอยู่นั่น เธอเขินสุดๆ ส่วนภรพเครียดก็สุดเซ็งก็สุดเช่นกัน

ด้านวันวิสานั่งกินความทุกข์นิ่งไม่ไหวติง อยู่หน้ากระจกแต่งตัว ให้แม่ทำผมให้ วรินเหน็บกิ๊บตัวสุดท้ายเสร็จแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ต่อหน้าอาประยูร ลื้ออย่าไปทำหน้าอมทุกข์อย่างนี้”
“ม๊าก็รู้ ว่าหนูทำไม่ได้”
“หัดไว้ ชีวิตมันก็ยังงี้แหละ จะทุกข์ยังไงลื้อก็ต้องเก็บงำ จะหวังให้คนอื่น อีมาร่วมทุกข์กับลื้อ ไม่มีทางหรอก”
วันวิสาน้อยใจ “ม๊า หนูเป็นภาระของม๊ามากใช่ไหม ม๊าถึงเสือกไสให้หนูแต่งงานกับอี”
“ลื้ออย่าพูดอย่านี้อีก ไม่มีพ่อแม่คนไหน คิดจะเสือกไสลูกสาวตัวเองหรอก แต่พ่อแม่จะสบายใจ ตายตาหลับก็ต่อเมื่อ ลูกสาวได้คนดีๆ ไว้ดูแลให้แน่ใจว่าวันข้างหน้าชีวิตจะมั่นคง”
วันวิสาได้แต่นิ่งซึม
“เสร็จแล้วตามออกไป เดี๋ยวอาประยูรอีก็จะมารับลื้อแล้ว”

วรินเดินออก ทิ้งวันวิสาไว้ลำพัง

ค่ำนั้นภรพลงจากรถ หน้าภัตตาคาร ฉั่วเทียนเหลา แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้วาริน

พนักงานรับรถขับรถภรพออกไปจอด บังเอิญว่าวารินเหยียบชายกระโปรงชุดสวยตัวเอง หัวทิ่มหัวตำพองาม ภรพจึงต้องคว้าแขนประคองไว้
ห้วงจังหวะอันอ้อยอิ่งนั้น รถอีกคันแล่นเข้ามาจอด ประยูรลงจากรถ จะขยับมาเปิดประตูให้วันวิสา แต่วันวิสาเปิดประตูรถออกมาเอง ประยูรเด๋อด๋า มองหาพนักงานรับรถ
ภรพหันไปเห็นวันวิสา ที่คืนนี้ดูเหมือนตั้งใจสวยมาเป็นพิเศษ วันวิสาหันมาเห็นภรพ ที่คืนนี้ดูเหมือนตั้งใจหล่อจัดมาเหมือนกัน
“วาวนึกว่า กระโปรงจะขาดซะแล้ว เข้าไปกันเถอะค่ะพี่ภรพ เดี๋ยวไม่ทันหยกมณีร้องเพลงแรก”
วารินควงแขนภรพ เข้าไปภายใน
พนักงานรับรถวิ่งกลับมา ขณะที่ประยูรกำลังหัวเสีย
“หายหัวไปไหนกันหมดวะ ทิปน่ะไม่เอารึไง”
วันวิสากระอักกระอ่วน
พนักงานขับรถออกไป
ประยูรเข้ามาฉีกยิ้มให้วันวิสา
“ไอ้คนพวกนี้ สันดานมันขี้เกียจครับ”
วันวิสาปั้นยิ้มปรองดอง ประยูรกางแขนให้วันวิสาควง อีกฝ่ายจำใจ แตะแขนประยูรพอเป็นพิธี แล้วเดินเข้าข้างในไปด้วยกัน

ในขณะที่พนักงานพาวันวิสา กับ ประยูร เข้ามายังโต๊ะที่จองไว้ วันวิสาชะงักเพราะโต๊ะอยู่ถัดจากโต๊ะ ภรพ กับ วาริน ชนิดหลังชนกันเลย
“โต๊ะอื่นไม่มีเหรอคะ” วันวิสาหันมาหาพนักงาน
“จองเต็มหมดแล้วครับ”
ประยูรไม่รู้เรื่อง “โต๊ะนี้ก็ดีแล้วนี่ครับ เห็นนักร้องชัดดี”
ประยูรขยับเก้าอี้ให้วันวิสานั่ง ก่อนจะขยับไปนั่งตรงกันข้าม ท่าทางภูมิใจในความเป็นสุภาพบุรุษของตนพนักงานส่งเมนูให้ทั้งคู่

ส่วนที่โต๊ะภรพ วารินเอ่ยถามขึ้นว่า
“พี่ภรพคะ วาวได้ยินเขาลือกันว่า รุ่งเรืองไพศาลอาจจะถูกตัดสิทธิ์ ไม่ให้เข้าประมูลสัมทานรังนกของปีนี้เหรอคะ”
“ข่าวลือ จะลือกันยังไงก็ได้ครับ ยิ่งทำให้คนที่ถูกลือ เสียหายเท่าไหร่ ยิ่งสนุกปากอย่าไปสนใจเลยครับ”
“วาวก็ว่ายังงั้นแหละค่ะ รุ่งเรืองไพศาลของพี่ภรพมั่นคงยังกะอะไรดี ใครก็โค่นไม่ลงหรอก ใช่ไหมคะ”
ภรพปั้นยิ้ม แต่สายตาเหลือบไปมองวันวิสา

ประยูรเห็นภรพแล้วจำได้
“น้องวันครับ นั่นมันนายภรพ รุ่งเรืองไพศาลศิริ นี่ครับ”
วันวิสาแกล้งทำเป็นไม่รู้จัก “ใครคะ ฉันไม่รู้จักค่ะ”
“ลูกชายแก๊งเสือ เจ้าของสัมปทานรังนกรายใหญ่ที่สุดไงครับ น้องวันไม่รู้จักได้ยังไง”
“ไม่มีความจำเป็นอะไร ที่ต้องรู้จักนี่คะ”
“จำเป็นสิครับ เพราะหมอนี่มันคู่แข่งทางธุรกิจของเรา พี่ได้ยินมาว่าไอ้พวกแก๊งเสือกำลังจะหมดอำนาจ มันตุกติกขี้โกงจนเขาตัดสิทธิ์ไม่ให้เข้าประมูลสัมปทานปีนี้แล้วนะ”
“มันเรื่องของเขามังคะ ใครทำกรรมอะไรไว้ ก็ต้องรับกรรมนั้น”
“น้องวันเห็นผู้หญิงที่มากับมันไหมล่ะ นั่นน่ะ ลูกสาวคนเดียวของนายธนาคารใหญ่เชียวนะ พี่ว่าไอ้หมอนี่คงกำลังพยายามดิ้นเฮือกสุดท้าย ให้ตัวเองเป็นหนูตกถังข้าวสาร จะได้อาศัยอนาจบารมีฝ่ายหญิงกอบกู้โคตรเง่าตัวเอง”
“เขาคงไม่มีทางเลือกละมังคะ”
“แต่มันน่าละอายใจนะครับ น้องวัน เลือกทางนี้มันก็ไม่ต่างจากเกาะชายกระโปรงผู้ผู้หญิงกินหรอก ไม่มีศักดิ์ศรีเอาซะเล๊ย แก๊งเสือจะเปลี่ยนเป็นแก๊งหนูซะละมังหนูตกถังข้าวสาร”

ประยูรหัวเราะร่า ส่วนวันวิสาไม่ได้รู้สึกขำไปด้วยเลย

วงดนตรีบรรเลงอินโทรเพลงประจำตัวของหยกมณี สักครู่เดียวหยกมณีเดินออกมายืนหน้าไมค์

“บทเพลงบทนี้หยกมณีขอมอบให้ทุกคู่ที่มีความรักอยู่เต็มหัวใจนะคะ”
หยกมณีเริ่มครวญ “ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้” บทเพลงรักอันแสนตราตรึง
วารินหน้าเปื้อนยิ้มขยับตัวแล้วขยับตัวอีกภรพก็ยังเฉย สุดท้ายวันวิสาหน้าง้ำ แสลงใจกับเพลงที่ได้ยิน
“น้องวันจะให้เกียรติเต้นรำเพลงนี้กับพี่ได้ไหมครับ”
วันวิสา เหลือบมองไปทางภรพ ที่นั่งตัวแข็ง เหมือนไม่รู้สึกรู้สา
“ยินดีค่ะ”
ประยูรกุลีกุจอลุกขึ้น ขยับเก้าอี้ให้ และพาวันวิสาออกไปที่ฟลอร์

วารินยิ้มหวาน “บทเพลงนี้ไพเราะจังเลยนะคะพี่ภรพ”
ภรพมัวแต่มองตามวันวิสา
“พี่ภรพคะ”
“ครับ”
“พี่ภรพไม่อยากเต้นรำเหรอคะ”
“อยากสิครับ ถ้าน้องวาวจะให้เกียรติพี่”
วารินลุกพรวดขึ้นก่อนภรพเสียอีก

หยกมณี ร้องเพลงหวานซึ้งตราตรึง ในอารมณ์และลีลาอ้อยสร้อยอยู่บนเวที วันวิสาเต้นรำกับประยูร รักษาระยะห่าง ไม่ยอมสบตาด้วยซ้ำทั้งที่ประยูรใช้ความพยายามอย่าง
“น้องวันเต้นห่างจัง กลัวพี่เหยียบเท้าเอาเหรอครับ”
“เปล่าค่ะ ฉันไม่ชอบกลิ่นขึ้นฉ่ายจากปากคนอื่น”
“ปากพี่เหม็นขนาดนั้นเลยเหรอครับ”
ประยูรหมดความมั่นใจ หุบปากไปได้ทันที
อีกมุม วารินตกอยู่ในห้วงอารมณ์เคลิ้มคล้อย ทิ่มหัวเข้ามาเหมือนอยากจะซบไหล่ภรพ แต่ภรพหาทางเลี่ยง ทำทีออกสเต็ปให้วารินต้องหมุนตัวอยู่หลายรอบจนมึนไปเอง
หยกมณียังครวญเพลงเจื้อยแจ้วแว่วหวาน
ภรพ เห็นวันวิสาเต้นรำกับประยูรไม่ไกล อารมณ์หมั่นไส้เข้าเกาะกุมเข้าประคองคู่เต้นรำของตัวเองเฉียดเข้าไปใกล้คู่สองคนน็น จนเมื่อได้จังวะเหมาะเหม็ง ภรพแกล้งเอาหลังชนหลังประยูรหวังให้วงแตก
“ซอรี่” ภรพเอ่ยขึ้น
วันวิสามองภรพ หน้าตึง ไม่พอใจ เพราะรู้ดีว่าเขาจงใจหาเรื่อง
ภรพเหลือบมองวันวิสาแว่บเดียว สายตากวนโทสะ
“อะไรของลื้อวะ” ประยูรยัวะ
“ก็บอกแล้วไงว่า ซอรี่”
วันวิสาบอก “อย่าไปสนใจเลยค่ะ”
“ไปเถอะค่ะพี่ภรพ” วารินดึงภรพออกไป เต้นรำต่อ
ประยูรฮึดฮัด “ไอ้หมอนี่ หน้าตามันอันธพาลชัดๆ”
วันวิสาอารมณ์เสียจะเดินกลับออกไปที่โต๊ะ แต่ประยูรดึงไว้
“เดี๋ยวสิครับ น้องวัน เพลงยังไม่จบเลย”
วันวิสาจำใจเต้นรำต่อ

ภรพเหล่มองอีกครั้ง ความหมั่นไส้ยิ่งทวีคูณ

ภรพพาวารินเต้นรำวนเฉียดเข้ามาใกล้คู่วันวิสาอีกครั้ง แล้วหาจังหวะเหยียบส้นรองเท้าประยูร จนประยูร รองเท้าหลุดคาเวที และหัวทิ่มหัวตำเสียจังหวะ

ประยูรร้องลั่น “เฮ้ย”
ภรพบอก “ซอรี่” ตามเคย
ประยูรไม่ยอม “ลื้อตั้งใจ แกล้งอั๊วนี่หว่า”
“มันเป็นอุบัติเหตุ”
“สองครั้งแล้ว ไม่ใช่อุบัติเหตุแล้วโว้ยลื้อจะเอายังไงกะอั๊ว มาชกกันเลยดีกว่ามั้ง”
ประยูรเลือดขึ้นหน้า กลับเข้าหาภรพ แต่วันวิสายื้อดึงเอาไว้ ภรพยิ้มนิ่งเฉย
“จะไปมีเรื่องกับคนพรรค์นี้ทำไม”
“น้องวันอย่ามาห้ามพี่ อย่า”
วันวิสารำคาญเดินออกจากฟลอร์ไปทันที ประยูรถลำพรวดเข้าไปเผชิญหน้าภรพอย่างแนบชิด ได้แค่ขู่ว่า
“ลื้อโชคดีนะ ที่คนรักของอั๊วเธอขอไว้ ไม่งั้นลื้อได้ร้องเอ๋งอย่างชื่อแก๊งของลื้อแน่”
ประยูรก้มเก็บรองเท้าบนพื้น เดินขายาวไม่เท่ากันออกไปจากฟลอร์ แลดูน่าขัน
เห็นวารินยังช็อกตาค้าง ภรพจึงถามว่า
“จะเต้นต่อไหมครับ”
“วาวแล้วแต่พี่ภรพค่ะ จะให้วาวเต้นทั้งคืน วาวก็เต้นได้ เพื่อพี่ภรพ”

กลับมาที่โต๊ะแล้วประยูรหัวเสียไม่หาย พล่ามอยู่คนเดียว
“ไอ้บ้านี่มันหาเรื่องชัดๆ เห็นสายตามันพี่ก็รู้แล้ว สันดานพวกมันอันธพาล น้องวันไม่น่าห้ามพี่เอาไว้เลยไม่งั้นป่านนี้พี่ได้สั่งสอนมันให้หลาบจำไปแล้ว ไอ้คนพวกนี้มันไม่ใช่ของจริงหรอก มันดีแต่เห่ายิ่งเราทำเป็นกลัวมัน มันยิ่งวางอำนาจ เสียดายพี่น่าจะชกมันไปซักหมัดนึง มันจะได้รู้ว่าหมัดพี่หนักขนาดไหน”
“งั้นก็ลองดูสิคะ เขายืนอยู่ข้างหลังแน่ะ”
ประยูรทะลึ่งพรวดแต่ออกแนวหัวซุกหัวซุน ตั้งการ์ดมั่ว แต่ข้างหลังไม่มีใคร วันวิสาลุกขึ้นจากเก้าอี้
“น้องวันจะไปไหนครับ”
“เยี่ยวค่ะ” วันวิสาเดินออกไปเลย

นักเที่ยวนักกินเดินเข้าน้ำไป ส่วนวันวิสายืนเซ็ง สงบอารมณ์อยู่มุมหนึ่งหน้าห้องน้ำหญิง ดูออกว่า อึดอัดและอยากกลับบ้านเต็มทน วันวิสาทำใจ หันกลับมาแล้วต้องชะงัก เมื่อพบว่าภรพยืนเผชิญหน้าอยู่ไม่ไกล
“เป็นคนรักกันยังไง ไม่คอยมาดูแล”
“แล้วนายล่ะ ทิ้งคนรักของนายมาได้ยังไง”
“คนรักกัน เขาเข้าใจกันดีว่าเวลาไหนเป็นเวลาส่วนตัว ไม่ใช่แม่ลิงลูกลิง ถึงต้อง เกาะติดกันแจ”
“แต่คู่ของนายฉันว่ายิ่งกว่าลูกลิงเกาะแม่ลิงอีกนะ เหมือนเห็บเกาะหมา”
วันวิสามองเหยียดอย่างสาแก่ใจ แล้วจะเดินออก ภรพหัวเราะเย้ย
วันวิสาหยุดเดิน “หัวเราะอะไรไม่ทราบ”
“หาได้ดีที่สุดแค่นี้เองน่ะเหรอ”
“โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยฉันก็ยังโชคดีที่มีคนมารัก คนเราโชคลาภอะไรก็ไม่ประเสริฐเท่ามีนัยน์ตามองเห็นความจริงก่อนหายนะมาเยือนหรอก”
วันวิสาเดินหนีออกมา
ภรพคาใจในน้ำคำ จึงตามติด

ภรพตามตอแย เพราะคาใจคำพูด วันวิสา
“อีเจ๊ พูดให้มันชัดๆ หน่อย อย่ามาทิ้งคำคม ให้คนฟังเขางงๆ แล้วจากไปยังงี้”
“จะเอาชัดขนาดไหน นายมันเป็นคนเลวที่คบไม่ได้ ชัดพอไหม”
ภรพกระชากตัววันวิสารั้งเข้ามาในระยะประชิด ใครมาเห็นคงจะเตรียมจิ้นแน่ๆ
แต่วันวิสาขู่ “ขืนนาย ทำอะไรฉัน นายโดนดีแน่”
“แล้วผู้หญิงอย่างเธอล่ะ แค่เปลี่ยนวันก็เปลี่ยนผู้ชาย ได้อย่างหน้าระรื่น มีค่าควรคบมากเลยใช่ไหม”
“แน่นอน อย่างน้อย ฉันก็เต็มใจ ไม่เหมือนใครบางคน จนตรอก จนยอมได้แม้กระทั่งเป็นหนูตกถังข้าวสาร”
ภรพชักจะโกรธ “พูดใหม่ ซิ”
“ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น นายเตรียมจะเกาะชายกระโปรงผู้หญิงกิน ศักดิ์ศรีสมเป็นชาติเสือจริงๆ เลยนะ”
ภรพโกรธจนจบไม่ลง วันวิสาสะบัดหลุดจากภรพแล้วเดินลิ่วออกไป

ภรพยังคาใจตามติดอีก

อ่านต่อหน้า 2

เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 5 (ต่อ)

ภรพโลดลิ่วสาวเท้ากะรวบตัววันวิสา

“อีเจ๊ มันจะมากเกินไปแล้ว”
“อย่ามาแตะต้องตัว ฉันนะ คนอย่างนายมันน่ารังเกียจ สกปรก แม้แต่ความคิด”
“ต่างกันเหรองั้นมันก็สกปรก พอกัน”
ภรพคว้าแขนวันวิสา กระชากเข้ามาประชิด วันวิสาผละออก อย่างแรง
จังหวะผละแยกออกจากกันนั้นเอง กระสุนพิฆาตพุ่งแหวกอากาศ ผ่านช่องว่างระหว่าง สองคนไป
กระสุนปะทะเข้ากำแพง เสียงดังเปรี้ยง จนทำให้ทั้งคู่ชะงัก
“เลิกมายุ่งกับฉัน ไหนๆ เราก็เป็นศัตรูกันแล้ว ถ้านายเป็นลูกผู้ชายพอ ก็มาสู้กันอย่างซึ่งหน้าไม่ใช่ลอบกัดอย่างที่ทำมา”
กระสุนอีกนัด แหวกอากาศเข้าหาทั้งคู่ ภรพปฏิภาณดีเลิศ ผลักรวบตัววันวิสาจนล้มลงไปทั้งคู่
คราวนี้กระสุน เจาะเข้าถังน้ำใบใหญ่ จนน้ำแตกพุ่งออกมา สร้างความแน่ใจให้ภรพว่า สิ่งที่คิดไม่ผิดแน่
วันวิสาถูกร่างภรพทับอยู่ร้องโวยวาย แถมด้วยการทุบตีพัลวัน “นายทำบ้าอะไร”
ระเบิดน้อยหน่าที่ถูกดึกสลักแล้ว หลุ่นตุ้บลงไม่ห่างทั้งคู่ แต่ดันด้านไม่ระเบิด
“แหกตาดูเอาเอง”
วันวิสางงอยู่ “อะไร น่ะ”
“ยังเสือก ถามอีก”
ภรพฉุดวันวิสากระชากตัวออกไปจากที่นั้นทันควัน ระเบิดลูกที่สองถูกเขวี้ยงเข้ามาพอดิบพอดี เสียงดังวินาศสันตโร
กลบเสียงวันวิสาที่ร้องวี้ดไม่มิด

ภรพฉุดดึงวันวิสาวิ่งหนีตายสุดแรงเกิด ออกมาด้านนอก จู่ๆ ห่ากระสุนที่ไม่รู้ที่มาสาดเข้าใส่ทั้งคู่อย่างไม่ยั้ง
ข้าวของกระจุยกระจาย

ฉาก 15 : ในฉั่วเทียนเหลา (ต่อ)
ฝ่ายประยูรเริ่มกระสับกระส่ายเพราะคอยวันวิสานานแล้ว
ส่วนวารินก็ชะเง้อหาภรพที่ไม่กลับมาเสียที
ดนตรีบนเวทียังบรรเลง เสียงดังกลบความเป็นไปภายนอก
นักเที่ยวคนหนึ่งวิ่งหน้าตื่นเข้ามา แหกปากตะโกนลั่น “ข้างนอกมียิงกัน”
วงแตกทั้งภัตตาคารละทีนี้ ทุกคนหนีเอาตัวรอด ไม่รู้ใครเป็นใคร
ประยูรหมุนคว้างหน้าซีดตัวสั่น แล้วมุดลงใต้โต๊ะทันที คลานผ่านโต๊ะ เก้าอี้ไปโผล่อีกโต๊ะที่วารินมุดสติแตกอยู่
ทั้งคู่แจกวี้ดว้ายให้กัน
สมาชิกวงดนตรีหอบเครื่องดนตรีหนีตายกันอลหม่าน
ระหว่างนี้หยกมณีหลบออกไปทางหนึ่ง

ภรพลากวันวิสาเข้ามาหลบยังมุมหนึ่งข้างภัตตาคาร แผงแขวนกุญแจรถลูกค้าที่เรียงเป็นตับ อยู่ไม่ไกล
ภรพเห็นกุญแจรถจะพุ่งไปเอา แต่ถูกยิงสกัดเลยต้องกลับเข้าที่กำบัง
“พวกมันเป็นใคร”
“จะใครล่ะ คนของเจ๊น่ะแหละ”
“จะบ้าเหรอ คนของนายต่างหากเลี้ยงไว้แต่ละคน อันธพาลทั้งนั้น แอร๊ย...”
ห่ากระสุนอีกชุดสาดเข้าที่กำบังใกล้ทั้งคู่

วันวิสาซุกหลบเข้าซอกจั๊กแร้ภรพ สภาพขวัญหนีดีฝ่อ

ระหว่างนั้นเสียงหยกมณีดังขึ้น

“คุณภรพ”
หยกมณีโผล่ออกมาใกล้แผงแขวนกุญแจ
“คุณภรพ”
“หยกมณี กุญแจ ส่งกุญแจรถให้ที”
“ดอกไหนคะ”
ภรพจนปัญญา “เหมามันมาเลย”
ตามคำขอ หยกมณีสอยแผงกุญแจรถทั้งแผงเหวี่ยงมาให้ ภรพควานหากุญแจรถตัวเองจนได้
“ขอบใจมาก หยกมณี”
หยกมณีแจกยิ้มหวานหยด “อย่าลืมมาอุดหนุนอีกนะคะ”
“มาแน่ ถ้าไม่ตายซะก่อน”
หยกมณีโยนปืนกระบอกหนึ่งให้ ภรพรับมาแล้วฉุดวันวิสาวิ่งหลบออกไปตามแนวกำบัง โดยมีห่ากระสุนสาดไล่ตาม ภรพยิงสกัดป้องกันตัวเองออกไป
วันวิสากรี๊ดแล้วกรี๊ดอีก

ภรพฉุดวันวิสาวิ่งลัดเลาะมาตามแนวกำบังจนถึงที่จอดรถ ไขกุญแจเปิดรถ
“ขึ้นรถ”
“ไม่”
“บอกให้ขึ้นรถ”
“บอกว่าไม่ ฉันไม่มีวันทำตามคำสั่งคนเลวๆ อย่างนายอีกแล้ว”
ขาดคำภรพดึงกระชากแล้วถีบตูดวันวิสาหัวทิ่มหายไปในรถ

รถภรพพุ่งทะยานออกมา ผู้ร้ายซึ่งเป็นชายชุดดำไม่ทราบสังกัดแน่ชัด กรูไล่ตามหลังรถภรพมา สาดกระสุนใส่
ภรพกดหัววันวิสาให้หมอบหลบ
วันวิสาวี้ด “นายมาตบหัวฉันทำไม”
ภรพยื่นปืนออกไปยิงสกัด แล้วตัดสินใจเบรก ตบเกียร์ถอยหลังแล้วถอยรถอย่างแรงเสี่ยงพุ่งเข้าชนฝูงผู้ร้าย
ผู้ร้ายกระโดดหลบกันระนาว รถพุ่งทะยานหนีรอดไปได้
วันวิสาหัวทิ่มหัวตำสะบักสะบอมอยู่ในรถที่แทบจะบินออกไป

เถ้าแก่ไพศาลรู้เรื่องจากโชคทวีที่รีบมารายงาน ในเวลาไม่นานต่อมา
“ฉั่วเทียนเหลาน่ะเหรอ”
“ครับเจ็ก ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงมานี่เอง ผมรู้ข่าวก็รีบมาที่นี่เลย”
“แล้วอาภรพกับหนูวาวล่ะ” สุพรรษาใจหายวาบ
“นี่ภรพไปฉั่วเทียนเหลาเหรอครับ ผมเพิ่งรู้” โชคทวีดูงงๆ
สุพรรษาหน้ามืดเป็นลม พราวตา และ ภรีมต้องรีบเข้าประคอง
“ม๊า”
ไพศาลเองก็แทบล้มร่างซวนเซ มงคลรีบเร่งเข้ามาพอดี
“นายครับ ฉั่วเทียนเหลาถูกถล่มอีกแล้วครับ”
“อาภรพอยู่ที่นั่น อั๊วจะไปดูลูกชายอั๊ว”
“ผมเข้าไปดูแล้วครับนาย ไม่มีวี่แววคุณภรพเลย”
สุพรรษาใจหายใจคว่ำ แทบจะกรีดร้องออกมา

“อาภรพ”

เวลาเดียวกัน ที่โถงบ้านจิตวรบรรจง ทุกคนกำลังมองจ้องประยูรที่ละล่ำละลักฟูมฟายขี้มูกย้อย ขวัญหนีดีฝ่อลิ้นพันฟังแทบไม่รู้เรื่อง เป็นตาเดียวกัน

“ผมนึกว่าน้องวันกลับมาเองแล้ว ผมถึงได้ออกมาจากฉั่วเทียนเหลา ผมไม่น่าปล่อยน้องวันไปเยี่ยวคนเดียวเลย ตอนได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิด ผมไม่นึกกลัวอะไรเลย ผมนึกแต่ว่าต้องหาตัวน้องวันให้พบให้ได้”
บันลือหันไปทางเมีย “อาวริน ลื้อไปหาน้ำชาร้อนๆ มาให้อาประยูรอีซดหน่อย อีจะได้พูดรู้เรื่องขึ้นมาบ้าง”
วรินห่วงลูกสาวไม่ยอมขยับออก
“แล้วอาวันล่ะ ลื้อไม่คิดจะออกไปตามหาลูกลื้อรึไง”
“เดี๋ยวอีก็กลับมาเอง”
บดินแปลกใจ “ป๊าคิดว่ามันถล่มฉั่วเทียนเหลาคืนนี้ไม่เกี่ยวกับเราเหรอ”
บันลือเองก็อื้ออึงในกมล คิดอะไรไม่ออกเหมือนกัน

รถภรพแล่นตะบึงมาตามถนนสายเปลี่ยวมุ่งหน้าลงใต้ ภายในรถภรพขับรถเงียบขรึม จมอยู่กับความคิดมาตลอดทาง เสียงแปร๋นแปร๋ของสาวสวยดึงเขากลับมา
“นี่นายจะพาฉันไปไหน”
“เดี๋ยวรู้เอง”
“ฉันไม่ไปกับนาย ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้นะ”
“หุบปาก”
“จอดรถ บอกให้จอด”
ภรพเหลืออดแผดเสียงใส่ “หุบปาก บอกให้หุบปาก”
ดูเหมือนจะไม่เป็นผล “คนอย่างนาย คิดเหรอว่าฉันจะฟังคำสั่ง ไม่จอดฉันจะโดดลงไปเดี๋ยวนี้ละ”
“โดดเลย อยากตายศพเละไอ้คนรักหน้าจืดจำไม่ได้ก็โดดเลย”
“นายมันคนถ่อย จิตใจหยาบกระด้าง ขี้โกง คิดแต่เรื่องชั่วร้ายทำลายล้างคนอื่น นายมันไอ้คนตีสองหน้าไอ้คนไม่มีศักดิ์ศรี ไอ้...”
วันวิสาหัวทิ่มหัวตำ เพราะภรพเบรกรถอย่างแรง รถจอดสนิทนิ่ง วันวิสาหันขวับมา
“ต้องให้ด่าให้แสบไปถึงกึ๋นยังงี้ก่อนใช่ไหม”
ภรพเอื้อมมือไปหยิบบางสิ่งข้างหลัง
“นายจะทำอะไร”
ภรพหยิบเชือกขึ้นมา วันวิสาตะลึงตะไล
“นายจะฆ่าฉัน ช่วยด้วย...”
วันวิสาเปิดประตูรถ จะโกยหนีสุดชีวิต
ภรพตามพรวดออกไป สองหนุ่มสาวเล่นเอาเถิด ไล่จับกันรอบรถ

เสื้อเชิ้ตถูกภรพทอดออกขยำจนเป็นก้อน แล้วเหวี่ยงไปที่เบาะด้านหลัง เพราะชุ่มไปด้วยเหงื่อ ภรพปาดเหงื่อ
“นายมันคนเลว ไอ้คนชั่ว รังแกคนที่อ่อนแอกว่า นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย”
วันวิสาถูกเชือกมัดเท้า มัดมือไพล่หลัง ดิ้นขลุกขลักอยู่เบาะด้านหลัง
“ยังฤทธิ์มากอีกนะ โดนแค่นี้ยังไม่พอใช่ไหม”
ภรพถอดเสื้อกล้ามออกอย่างขัดใจ อกอั๋นของเขาทำให้วันวิสาตกใจกลัว
“นายจะทำอะไรฉัน”
ภรพขยุ้มเสื้อ แล้วเช็ดเหงื่อขี้เต่าทั้งสองข้าง
วันวิสารู้ชะตา “คนเลว อย่านะ อย่า...”
ภรพเหมือนเข้าคล่อมวันวิสา ไม่ถึงอึดใจก็ขยับออก หลังจากวันวิสาเงียบเสียงไปแล้ว
พบว่าเสื้อกล้ามเปี่ยมขี้เต่าที่ถูกภรพขยำเป็นก้อนยัดอยู่เต็มปากวันวิสา สาวเจ้ากลอกตาเหลือกลานไปมา ด่าไม่หยุด แม้ไม่มีเสียง ภรพกลับขึ้นรถ ขับรถออก

สุพรรษา พราวตา และภรีม รีบขยับเข้ามารับหน้า ไพศาล โชคทวี พร้อมมงคลที่กลับเข้ามา
“อาเซี้ย”
“อั๊วพาหนูวารินอีไปส่งที่บ้านอีแล้ว เถ้าแก่วันชัยอีโกรธจนไม่รู้จะโกรธยังไง อีว่าพาลูกสาวอีไปทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่รับผิดชอบ” เถ้าแก่บอก
“แล้วเฮียล่ะป๊า” ภรีมถาม
ไพศาลท้อใจ ได้แต่ส่ายหน้า
“หายไปทั้งคนทั้งรถ” โชคทวีบอก
“อาภรพอีเอาตัวรอดได้ ม๊าอย่าห่วงไปเลย เกิดเรื่องร้ายๆ กี่ครั้งๆ อีก็ปลอดภัยกลับมาทุกที”
“นั่นสิครับ คนดีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องคุ้มครองครับ” โชคทวีว่า

รถภรพวิ่งทะยานฝ่าความมืดไปข้างหน้า อย่างยากจะเดาว่าจุดหมายปลายทางคือที่ใด โดยที่เบาะด้านหลัง วันวิสาที่ถูกมัดอยู่สิ้นฤทธิ์หลับไปแล้ว
ภรพขับรถมา สีหน้าเงียบขรึมเพราะใช้ความคิด เรียบเรียงสิ่งที่เกิดขึ้นให้เป็นระบบระเบียบ อย่างน้อยค่ำนี้ เป้าของการสังหารไม่ได้มีเพียงเขา แต่เป็นทั้งเขาและเธอ
พยัคฆ์หนุ่มครุ่นคิด มันเป็นใครกันแน่

รถแล่นทะยานฝ่าความมืดมุ่งหน้าลงใต้

แสงแดดอ่อนอุ่นยามเช้าสาดท้องทะเลแสนงามตา รถภรพจอดนิ่งอยู่มุมหนึ่งริมชายหาดแห่งนั้น

ภรพนั่งหลับอยู่ที่นั่งคนขับ สักครู่ที่นั่งสะเทือนเหมือนถูกกระแทกถีบจากด้านหลัง จนทำให้ภรพตื่น
เป็นผลงานการถีบ ยัน กระแทก รถไปมา ของวันวิสาที่ถูกมัดมือ มัดเท้า ถูกผ้าอุดปากอยู่ตรงที่นั่งด้านหลัง
ภรพสะดุ้งตื่นขึ้น หันไปดู เหยียดยิ้มเยาะหยัน
“อรุณสวัสดิ์ เป็นยังไง เมื่อคืนหลับสบายดีไหม”
วันวิสาพยายามตะโกนด่าดังอู้อี้ๆ
“อะไรนะ อ๋อ หลับสบายดีมากเลยเหรอ” ภรพยิ้มกวนประสาท
วันวิสาทั้งตะโกนทั้งถีบ
“อะไรนะ พูดอะไร..ฟังไม่รู้เรื่อง”
วันวิสาเดือดดาลสุดๆ
“อ๋อ ปวดท้องเยี่ยว ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งปล่อยออกมานะ”
ภรพเดินใจเย็น ลงจากรถไปเปิดประตูด้านหลัง แก้เชือกที่มัดขา ออกให้
“ดีขึ้นไหม”
วันวิสาตะโกนด่าแต่ไม่มีเสียง
“อะไรนะ พูดให้มันชัดๆ ได้ไหม”
วันวิสาถลึงตาใส่อย่างโกรธแค้น
“อ๋อ เข้าใจแล้ว โธ่ แล้วก็ไม่บอก”
ภรพแก้เชือกที่มัดมือให้วันวิสา ทันทีที่เป็นอิสระวันวิสาดึงเสื้อกล้ามที่อุดปากอยู่ออก ด่าพรวดออกมา
“คนเลว”
“ขอบใจ ตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครชมผมอย่างจริงใจยังงี้เลย ปวดท้องเยี่ยวไม่ใช่เหรอ ไปสิ”
วันวิสามุดออกจากรถ แทบไม่มีโอกาสสำรวจรอบตัวแต่ตระหนักว่านี้เป็นโอกาสเดียวของการหนี
“ความจริงเยี่ยวข้างรถนี่ก็ได้ไม่มีใครเขาอยากแอบดูหรอก”
วันวิสาสะบัดหน้าพรืด เดินออกไป
ภรพบิดขี้เกียจ หาวนอนท่าอุบาทว์โดยไม่เก็บอาการ

บริเวณชายหาด โล่ง และ เวิ้งว้าง วันวิสาเดินห่างออกมาจากรถ เหลือบหันกลับไปมองท่าทีภรพที่ยืดแข้งขาออกกำลังกายอยู่ เธอเห็นโอกาสทอง จึงเริ่มสาวเท้าเร็วขึ้นๆ
ภรพหันมามองวันวิสารู้ดีว่าสาวเจ้าคิดอะไรอยู่ เขาเป่าปากเสียงดังยิ่งกว่านกหวีด วันวิสาชะงักตกใจ แล้วออกวิ่งทันที รวบรวมกำลังทั้งหมดที่มี ต้องหนีไปจากชายชั่วคนนี้ให้ได้
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ฉันถูกลักพาตัวมา ช่วยด้วย”
ภรพเพียงยืนท้าวสะเอวมองดูเฉยๆ ไม่ได้เดือดร้อน

วันวิสาวิ่งหูดับตับไหม้ แต่เท้ายิ่งจมลงไปในทรายนิ่มจนสุดท้ายหมดแรงเอง ทรุดกองล้มกับพื้น

ภรพหัวเราะแล้วเดินผิวปากเหมือนอารมณ์ดี เข้ามาหาอย่างใจเย็น

“ถูกลักพาตัวมาเหรอ สำคัญตัวเองผิดไปรึเปล่าอีเจ๊ คนอย่างเธอมีค่าขนาดนั้นเชียวเหรอ”
วันวิสาหอบเหนื่อย “นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่”
“ลุกขึ้น”
“คนไม่มีแรงจะให้ลุกได้ยังไง”
“จะลุกเองหรือจะต้องให้ช่วย”
วันวิสาเสียงขุ่น “อย่ามาแตะต้องตัวฉันนะ”
ภรพหัวเราะ “โอ้โฮ้ คิดว่าอยากแตะต้องนักเหรอ ลุกขึ้น หรืออยากถูกมัดมือมัดขาอีก”
วันวิสาพยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้น ขาสั่นซวนเซ ภรพเหมือนคนใจดำไม่คิดจะประคอง
“ต่อไปนี้ คำสั่งคือคำสั่ง” วันวิสากัดฟันแน่น “ตามมา”
วันวิสายังดื้อไม่เขยื้อน
“บอกให้ตามมา หูหนวกรึไงอีเจ๊”
วันวิสาจำใจเดินตามภรพกลับไปที่รถ

ที่ท่าเรือในจังหวัดตรัง
ลูกน้องจากเกาะรังนกของภรพโยนห่วงเชือกเข้าคล้องหลักบนโป๊ะท่าเรือ แล้วยกมือไหว้ พูดทักด้วยภาษาใต้เสียงทองแดงคุณภาพดี
“คุณภรพมายังไงครับนี่ ไม่บอกล่วงหน้า”
“ฉันก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมา”
“อ้าว แล้วมีของต้องขนลงเรือไหมครับ”
“มีอย่างเดียว แม่คนนี้แหละ” ภรพบุ้ยใบ้
วันวิสาค้อนวงใหญ่ “ฉันไม่ใช่สิ่งของนะ”
“นาทีนี้ไม่ต่างกันหรอก ลงไป”
“นายจะพาฉันไปไหน”
“ไม่มีหน้าที่ถาม บอกแล้วไง ทำตามคำสั่งอย่างเดียว บอกให้ลงไป”
ลูกน้องยื่นมือมาจะช่วยรับวันวิสา ภรพสั่งห้าม
“ไม่ต้องช่วย แม่คนนี้เขาเก่ง ช่วยตัวเองได้”
วันวิสาคุมแค้น รวบชุดราตรีจากดินเนอร์เมื่อวานลงเรืออย่างทุลักทุเลหัวทิ่มหัวตำ ภรพยิ้มสะใจ วันวิสาค้อนควักใส่
ขณะภรพจะลงเรือตาม ลูกน้องถามว่า “เมียคุณภรพเหรอครับ”
วันวิสาแว้ดใส่เสียงแปร๋น “ไม่ใช่ ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับนายคนนี้”
“ไม่ใช่เมีย อย่าเข้าใจผิด ผู้หญิงคนนี้แค่นางบำเรออั๊วเท่านั้นแหละ”

ภรพก้าวลงเรือ เผชิญหน้าวันวิสาแว่บเดียว ก่อนจะหายเข้าไปในเก๋งเรือ วันวิสาเจ็บจี๊ด

อ่านต่อหน้า 3

เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 5 (ต่อ)

ประยูรแวะมาที่บ้านจิตวรบรรจงในตอนสายๆ แล้วต้องแปลกใจ เมื่อรู้ว่าวันวิสายังไม่กลับมาบ้านจนวันนี้

“ยังไม่กลับมาเลยเหรอครับ เป็นไปได้ยังไง แล้วทั้งคืนน้องวันไปอยู่ที่ไหนครับ”
ทุกคนกระอักกระอ่วนลำบากใจ ที่จะพูดความจริง ด้วยกลัวความเสื่อมเสียจะมาเยือนเรือนชีวิตหมวยเล็ก
“อีไปค้างที่บ้านเพื่อนอี” บันลือบอก
“เหรอครับ เพื่อนที่ไหนครับ ผมจะได้ไปรับกลับมา”
“เพื่อนแถวนี้แหละ อีตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เลยขอไปอยู่กับเพื่อนซักพัก” บดินว่า
“เหรอ” ประยูรไม่อยากจะเชื่อ “แต่ที่ไหนจะปลอดภัยเท่าที่บ้านไม่มีแล้วนะ”
“อีขอมา ทุกคนเลยไม่อยากขัดอีก” วารินเสริม
“ขอบใจลื้อนะอาประยูร ที่เป็นห่วง อีกลับมาวันไหน เจ๊กจะโทร.ไปบอก อีคงดีใจแหละที่รู้ว่าลื้อห่วงอีขนาดนี้”
ประยูรพยักหน้ารับ

บันลืออยู่ในห้องทำงานแล้ว เครียดคิดไม่ตกเรื่องวันวิสา บดิน และวารินอยู่ด้วย
“ป๊า อั๊วให้คนของเราไปสืบมาแล้ว”
“ได้เรื่องยังไง”
“ไอ้ภรพ มันก็ไปฉั่วเทียนเหลา เมื่อคืนเหมือนกัน ป๊า”
บันลือฉงน “หมายความว่ายังไง”
“หลังระเบิดกับยิงกัน มันก็หายตัวไปเลย อั๊วว่าอาวันหายไปยังงี้ ไอ้ภรพ ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่”
“ลักพาตัว งั้นเหรอ”
บันลือเหมือนค้นพบปริศนาธรรม
“คู่ความของเรา ไม่ใช่มันแล้ว จะเป็นใคร ป๊า”
วารินและบันลือมองหน้ากัน

ไพศาลแปลกใจเมื่ออาเจิ้งมาแจ้งเรื่องแขกไม่ได้เชิญ
“มันกล้ามาถึงที่นี่ ก็ให้มันเข้ามา”
“ จะดีเหรอนาย ท่าทางอีมาร้ายนา”
“นั่นสิครับเจ็ก ผมว่าไล่ไปเถอะ ไม่น่าไว้ใจ” โชคทวีแย้ง
“ให้มันเข้ามา มันจะเอาไปพูดลับหลัง ไม่ได้ว่าคนอย่างอั๊วขี้ขลาด ตัวต่อตัวยัง ไม่สู้หน้ามัน”
“ถ้ามันคิดไม่ซื่อ ผมจะจัดการมันด้วยตัวผมเองครับเจ็ก” โชคทวีบอก
“ลื้อสองคนถอยไป”
โชคทวี และมงคล จำใจถอยออกไปตามนายสั่ง
ระหว่างนี้ บันลือ กับ บดิน ตามอาเจิ้ง เข้ามา
ไพศาลก้าวออกมา เผชิญหน้าบันลือ
“ลูกชายลื้อมันมุดหัวอยู่ไหน” บันลือยิงคำถามทันควัน
“อาภรพ อีไม่เคยต้องหลบซ่อนหน้าใคร ลื้อมีธุระอะไรก็ว่ามาตรงๆ”
“มันเอาตัวลูกสาวอั๊วไป
“ลื้อมีหลักฐานอะไรมาปรับปรำลูกชายอั๊ว”
“พวกลื้อมันหมดหนทางสู้ ไอ้หมาจนตรอก เลยต้องใช้วิธีสกปรกยังงี้”
“ลื้ออย่ามาปรักปรำกัน ไอบันลือ พวกอั๊วไม่สิ้นคิดขนาดลดศักดิ์ศรีตัวเองทำเรื่องทรามอย่างนั้นหรอกโว้ย ลูกสาวลื้ออีหนีไปกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ ลื้อมาโวยวายที่นี่ก็เท่ากับประจานตัวเองแหละวะ”
“ไอ้เซี้ย”
ไพศาลสั่งเสียงดัง “อาเจิ้ง ส่งแขก”

บดิน ตามบันลือที่หัวเสียอย่างหนักออกมาหน้าบ้าน อาเจิ้งวิ่งตามแทบไม่ทัน เพราะต้องออกไปส่งให้ถึงหน้าบ้าน
บันลือ ชะงัก เพราะเผชิญหน้ากับสุพรรษา
“บันลือ” สุพรรษาทัก
“ไม่ได้เจอกันเลย กี่ปีแล้ว”
“ยี่สิบปีได้มั้ง”
บันลือบอกตัวเลขปีที่จดจำแม่น “ยี่สิบสี่ปี”
สุพรรษาอึ้ง นิ่งงันไป
“ลื้อยังสวยเหมือนเดิมนี่นะ” บันลือมองจ้อง
“ลูกเต้าโตๆ กันหมดแล้ว อะไรๆ มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา”
“แต่บางอย่าง อั๊วไม่เคยคิดจะเปลี่ยน ความแค้นมันแน่น อยู่ยังไง มันก็ยังแน่นอยู่ยังงั้น”
สุพรรษาถอนใจ “แล้วจะหาความสุขเจอได้ยังไงกัน”
บันลือบอก “นี่แหละ ความสุขของอั๊ว”
“อะไรก็ไม่สำคัญเท่ายอมรับความจริงให้ได้หรอกนะ” สุพรรษาพูดคล้ายเตือน
“ถ้าความจริงของลื้อมันคือความพ่ายแพ้ของอั๊ว อั๊วก็ไม่ขอยอมรับ”
บันลือเดินจากไป บดินจับต้นชนปลายไม่ถูก
สุพรรษามองตามสีหน้าเครียดและเป็นกังวลชัดแจ้ง

อีกฟาก เรือแล่นเข้าเขตน้ำตื้นใกล้ชายหาดเกาะรังนกมากที่สุดเท่าที่จะเข้าได้ เห็นภาษิต รีบวิ่งออกมาต้อนรับ
ภรพกระโดดลงจากเรือ น้ำสูงเกือบระดับเอวของเขา
“เอ้า ลงมาสิ”
วันวิสาจดๆ จ้อง ๆ
“เกิดเป็นโรคกลัวน้ำขึ้นมากะทันหันรึไง บอกให้ลงมา”
“นายอย่ามาเสียงดังใส่ฉันนะ”
“ลงมา” เสียงภรพดังกว่าเดิม
วันวิสาจำใจ เก้ๆ กังๆ กระโดดลงจากเรืออย่างทุลักทุเล หัวทิ่มหัวตำ ภรพไม่แยแส เดินลุยน้ำจะขึ้นฝั่ง ภาษิตลุยน้ำเข้ามาหา
“มีของต้องขนจากเรือรึเปล่าครับคุณภรพ”
“ไม่มีหรอกภาษิต มีแต่ตัวถ่วงความเจริญนั่นแหละ”
วันวิสาลุยน้ำตามมา ขาไม่แข็งแรง รองเท้าไม่มีใส่ ตั้งแต่วิ่งหนีภรพแล้ว แถมตอนนี้เหยียบเปลือกหอยใต้น้ำ ซวนเซแทบทรุด ภาษิตท่าทางจะขยับเข้าไปช่วย
“ไม่ต้องช่วย ภาษิต” ภรพบอก
ภาษิตชะงัก
“ยัยเจ๊นี่เขาเก่ง เขาไม่ต้องการให้ใครช่วยเขาหรอก”
“ครับ คุณภรพ”
วันวิสาอ้อยสร้อย ภรพปราดเข้ามาฉุดลาก พาลุยน้ำขึ้นชายหาด ภาษิตได้แต่มองด้วยความงงงัน

ภรพฉุดลากวันวิสา ขึ้นมาบนชายหาด
“เอ้า ดูซะให้เต็มตา นี่ไง ที่ที่พวกเธออยากจะแย่งชิงไปจากพวกฉันด้วยวิธีสกปรก”
“นายอย่ามากล่าวหาปรักปรำกันนะ”
“ตั้งแต่นาทีนี้ไป เธอจะได้รู้ซึ้ง ว่าทำไมพวกเธอถึงต้องได้รับการตอบโต้อย่างสาสม”

ภรพฉุดลากวันวิสาขึ้นเกาะไปในสภาพถูลู่ถูกัง ขนาดปูลมบนพื้น ยังรีบมุดหลบลงรูด้วยความตกใจ

ภรพฉุดลากวันวิสามาถึงกระท่อมหลังหนึ่ง แล้วเหวี่ยงโครมเข้าไป

“เข้าไป”
“นายทำอย่างนี้ทำไม”
ภรพไม่ตอบ “แล้วห้ามออกไปไหน จนกว่าฉันจะสั่ง”
“เรื่องอะไรฉันต้องฟังคำสั่งนายด้วย”
“เพราะตอนนี้เธอเป็นเชลยของฉันไง”
“นายคิดจะใช้ฉันเป็นเครื่องมือต่อรองป๊าฉันงั้นสิ”
ภรพยิ้มเยาะ “หัวไวเหมือนกันนี่หว่า”
“นายมันเลวกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีก”
“เลวกว่านี้ก็ทำได้ ถ้าขืนไม่เชื่อฟังคำสั่งฉัน เข้าไป...บอกให้เข้าไป”
ภรพดันตัววันวิสา ผลักให้เข้าไปในกระท่อมแล้วขัดดาลขังวันวิสาไว้ข้างใน
เสียงวันวิสาโวยลั่นอยู่ข้างใน “คนเลว ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ นายภรพ”
ภรพยิ้มสะใจแล้วเดินออกมา

ถัดมา ภรพเดินมาถึงออฟฟิศบนเกาะซึ่งภาษิตรอรับอยู่
“ผมไม่คิดว่าคุณภรพจะมากะทันหันยังงี้”
“ฉันตั้งใจจะมาตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่แต่ทางโน้นวุ่นวายมาก”
“ผมก็กำลังไล่สืบให้อยู่ว่าเราผิดพลาดที่ตรงไหน”
“ฉันแน่ใจว่าพวกมันตั้งใจทำลายความน่าเชื่อถือของรุ่งเรืองไพศาล และฉันก็ยังมั่นใจว่าไม่ใช่ฝีมือของพวกเรากันเอง”
“พวกเราทุกคนที่นี่สำนึกบุญคุณรุ่งเรืองไพศาลครับ ไม่มีใครกล้าคิดทรยศแน่”
“แล้วเราจะได้รู้กัน ภาษิต”
“คุณภรพครับ แล้วผู้ญิงคนนั้น”
“ทำไม”
“เธอเป็นคนเดียวกับที่ติดเกาะกับคุณภรพไม่ใช่เหรอครับ”
“นายจำไม่ผิดคนหรอกภาษิต”
“จะเป็นการละลาบละล้วงเกินไปไหมครับ ถ้าผมจะถามว่า...”
“นายจำไม่ผิด แต่นายกำลังเข้าใจผิด ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอะไรกับฉัน ยัยนี่ละตัวแสบ เป็นผู้ต้องสงสัยเป็นเชลยที่ต้องเอาตัวมากักไว้ก่อนเท่านั้น”

ฝ่ายวันวิสาเดินพล่านในกระท่อมด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตัดสินใจรวบชายกระโปรงที่รุ่มร่าม ปีนหน้าต่างกะจะหนีออกไป
ที่ประตูเหมือนมีใครบางคนกำลังเปิดเข้ามา วันวิสายักแย่ยักยันจะโดดลงไปก็ไม่ทันแล้ว นึกว่าเป็นภรพจึงลนลาน ร้องบอกไป
“ฉันไม่ได้คิดจะปีนออกไป ฉันแค่ลองขึ้นมานั่งเล่นเฉยๆ”
คนที่เปิดประตูเข้ามากลายเป็นเด็กชายคนหนึ่ง นามว่าจู๋
“เชิญคุณตามสบายเถอะครับ จู๋แค่เอาเสื้อผ้ามาให้คุณเผื่อคุณจะอยากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า”
วันวิสาปีนกลับลงมา
“ขอบใจนะ” วันวิสาคลี่เสื้อ ผ้าดู “นี่มันมีแต่เสื้อผ้าผู้ชายนี่ โสร่งนี่ก็โสร่งผู้ชาย”
“ครับ ของนายหัวภรพทั้งนั้นแหละครับ”
“ไม่มีเสื้อผ้าผู้หญิงบ้างเลยรึไง”
เด็กจู๋หัวเราะ “นายหัวภรพจะใส่เสื้อผ้าผู้หญิงได้ยังไงครับ คุณนี่ตลกจัง ขำจังฮู้”
“ฉันไม่ได้หมายความยังงั้น ฉันหมายถึง เสื้อผ้าผู้หญิงของใครก็ได้”
“บนเกาะรังนกนี่ไม่มีผู้หญิงหรอกครับ”
วันวิสาอึ้ง “ไม่มีผู้หญิง”
“เขาไม่ให้ผู้หญิงขึ้นเหยียบบนเกาะครับ จะเป็นเสนียด อัปรีย์ จัญไร ทำมาหากินไม่ขึ้น จะฉิบหายกันทั้งหมดเลยครับ” เด็กชายยิ้ม
วันวิสายิ่งโมโห “ความเชื่อบ้าๆ”
“จู๋ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าแล้วทำไมนายหัวภรพถึงพาคุณมา คุณเป็นผู้หญิงคนแรกเลยนะครับ ที่ได้ขึ้นมาเหยียบที่นี่ ปกตินายหัวภรพจะหวงมาก เคร่งครัดกับกฎข้อนี้มาก จู๋ไม่เข้าใจจริงๆ เชิญคุณตามสบายนะครับ แต่ถ้าอยากอาบน้ำต้องไปทางโน้นครับ ลำธารอยู่ทางโน้น นายหัวภรพให้จู๋มาคอยดูแลคุณ ถ้าคุณอยากได้อะไรก็เรียกใช้จู๋ได้นะครับ”
เดี๋ยวจู๋อย่างโน้น จู๋อย่างนี่ จนวันวิสาสะดุดหู “เดี๋ยว เดี๋ยว นายเรียกแทนตัวเองว่าอะไรนะ”
“จู๋ครับ ผมชื่อจู๋ครับ”
วันวิสา อึ้ง
“พ่อแม่ตั้งให้ตั้งแต่เกิด แต่คุณอย่าคิดมากนะครับ จู๋ แปลว่าหดจนสั้น สั้นจุ๊ดจู๋ไงครับ”
“ขอบใจนะนายจู๋” เธอขอบใจเด็กชายที่ที่ทำให้พบความจริงเรื่องที่มาชื่อนี้
จู๋กลับออกไป
วันวิสาคุมแค้น “ที่แท้ก็เป็นยังงี้นี่เอง”

ชุดราตรีดินเนอร์ของวันวิสาถูกซักแขวนตากไว้มุมหนึ่งริมลำธาร น้ำยังหยดติ๋ง ส่วนในลำธาร วันวิสากระโจมอกด้วยโสร่ง แช่น้ำอยู่ ความบันเทิงอย่างเดียว ที่พอจะหาได้เวลานี้ คือ ตีลมใส่โป่งให้พองเป็นหมาเน่า ลอยไปลอยมา วันวิสาหัวเราะกับตัวเอง
“ใกล้บ้าแล้วมัง หัวเราะคนเดียวก็เป็น”
เสียงนั้น ทำให้วันวิสาสะดุ้งเฮือก หันขวับมา เห็นภรพยืนท้าวเอวอยู่บนโขดหิน ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้
“นายสิบ้า มาแอบดูคนอื่นเขาอยู่ได้ ไม่มีมารยาท”
“ถ้าเข้าใจผิดก็เข้าใจซะใหม่นะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ส่วนตัว ใครๆก็ มาอาบน้ำกันที่นี่ทั้งนั้น อย่าคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของอยู่คนเดียว เย้ยฟ้าท้าดินอล่างฉ่าง ไม่รู้จักอายผีสางเทวดาเจ้าป่าเจ้าเขาซะบ้าง รึว่าจริงๆ แล้วอยากให้ใครมาเห็นเยอะๆ คนงานผู้ชายที่นี่มีเป็นสิบๆ นะจะบอกให้”
วันวิสาความคิดสกปรก...หยาบคายที่สุด.
ภรพถอดเสื้อออก วันวิสาตะกายเข้าฝั่งจะขึ้นจากน้ำ
“จะไปไหน”
“ถามโง่ๆ”
“ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น อยู่ตรงนั้นแหละ ถูหลังให้ฉันก่อน”
“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่งฉัน”
“ถามโง่ๆ สิทธิ์อะไร ก็สิทธ์ของความเป็นผู้คุมเชลยน่ะสิ”
“โรคจิต บ้าอำนาจ...แอร๊ย…”
ภรพถอดกางเกงพรึ่บลงกองกับพื้น วันวิสากรีดร้องพร้อมปิดตา หนีภาพมหัศจรรย์ตรงหน้า

ถัดจากนั้น น้ำในลำธารใสแจ๋ว ไหลเอื่อยๆ ภรพแช่ในน้ำ หันหลังให้วันวิสา ที่รักษาระยะห่าง จำใจถูหลังให้อย่างรังเกียจ
“สาบานนะเนี่ยว่าใช้มือทำ”
“ฉันทำได้ดีที่สุดก็เท่านี้แหละ”
“หยาบมาก”
“รู้ว่าหยาบ แล้วมาให้ฉันทำ ทำไม”
“ตั้งใจทำให้มันดีๆ หน่อย
วันวิสายิ่งประชด ทำแย่กว่าเดิม”
“อยากลองดี รึไง”
วันวิสาวี้ดๆ เมื่อภรพลุกขึ้นยืนหันมาเผชิญหน้าวันวิสาเต็มๆ
“เป็นบ้าอะไร”
ภรพใส่กางเกงเรียบร้อยปกติ
“นายมันคนเลว ชอบกดขี่ข่มเองน้ำใจคนอื่น”
“ขอบใจที่ชม นี่ยังน้อยไปเธอน่าจะขอบใจฉันด้วยซ้ำ”
“อย่าให้ถึงทีฉันบ้างก็แล้วกัน”
“ฝึกๆ เอาไว้ อีกหน่อยมีผัวจะได้ปรนนิบัติผัวให้ถูกใจ ผัวรักผัวหลง...เข้าใจไหม”
ภรพนั่งลงหันหลังให้ถูหลังต่อ วันวิสาเงื้อง่าอยากเขกกะโหลกภรพ
“ทำอะไร” ภรพเหมือนมีตาหลังมองเห็น
“เปล๊า...แค่จะนวดให้”
“สั่งให้ถูหลัง สาระแนจะมานวด สติดีรึเปล่าวะเนี่ย อย่ามาทำเป็นลิงหลอกเจ้า”
“แล้วคนโกหกตลบแตลงอย่างนายล่ะ เรียกว่าอะไรดี นายจู๋”
“มันก็โกหกตลบแตลง รู้ไส้รู้พุงกันดีน่ะแหละยัยจิ๋ม”
ภรพโยนกางเกงที่ถอดใต้น้ำใส่หน้าวันวิสา โปะคลุมหัวนางพอดิบพอดี
“ซักให้สะอาดด้วย อย่ามาทำต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ได้ยินไหม”
วันวิสาจ้องเขม็งอย่างไม่เกรงกลัว ภรพลุกพรวดเปลือยล่อนจ้อน วันวิสาปิดหน้าหันหนีแทบไม่ทัน

ภรพเดินโทงๆ ขึ้นฝั่งไป ทิ้งวันวิสาให้ยืนคุมแค้นแสนเจ็บใจอยู่ลำพัง

ต่อมาไม่นาน เด็กจู๋ยกสำรับอาหารใส่ถาดเข้ามา

“อาหารกลางวันมาแล้วครับ นายหัว”
ภรพยืนหวีผมอยู่หน้ากระจก “มีอะไรกินวะจู๋”
“จู๋ทำใบเหลียงผัดไข่ ต้มส้มปลากระบอกมาให้นายหัวครับ”
วันวิสาขยับเข้ามานั่งรอข้างสำรับที่จู๋กำลังตักข้าวใส่จานให้ เพราะหิวจัด
วันวิสารับจานข้าวมา “ขอบใจนะ นายหดจนสั้น”
“เรียกง่ายๆ ว่าจู๋ดีกว่าครับคุณ เรียกยาวๆ มันดูดัดจริตไปหน่อย”
วันวิสาตักข้าวจะเข้าปากอยู่แล้วรอมร่อ เสียงทรงอำนาจดังขัดขึ้น
“ใครสั่งให้กิน”
วันวิสาชะงักค้าง จู๋สะดุ้งโหยงเพราะเสียงดังของภรพ
“ก็นายจู๋เขาตักให้”
“ทุกอย่างตรงหน้าเธอมันสมบัติของฉันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นคนที่จะอนุญาตให้เธอกินหรือไม่ให้กิน คือฉัน ไม่ใช่ไอ้จู๋”
วันวิสาโกรธแต่ทำอะไรไม่ได้จำใจวางช้อนลง
“เสร็จธุระลื้อแล้วจะมานั่งเสนอหน้าอยู่ทำไมวะไอ้จู๋ จะไปไหนก็ไป”
“ครับ ๆ ๆ จู๋ไปแล้วครับ” จู๋ลนลาน คลานออกไป
ภรพมานั่งข้างสำรับ “เป็นลูกผู้หญิงน่ะต้องให้ลูกให้ผัวกินให้อิ่มก่อน คนเป็นเมียถึงจะกินได้”
“แล้วฉันไปเป็นเมียนายตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ”
“ไม่ได้เป็น แล้วก็ไม่คิดจะเอามาเป็นด้วย ที่พูดเนี่ยให้เป็นวิทยาทาน อีกหน่อยมีผัว ผัวจะได้รักได้หลง”
วันวิสาแค้น แอบขมุบขมิบปากด่า
ภรพตบพื้นเปรี้ยง “อะไร”
วันวิสาร้อง “แหก”
“ไม่พอใจอะไร”
“พอใจทุกอย่างเลย ขอบใจนะที่อุตส่าห์สั่งสอน” วันวิสาประชด
วันวิสากระถดออกไปนั่งจนห่าง หันหลังให้ ภรพแกล้งซดน้ำแกงเสียงดังโฮก
“ฮ่า คล่องคอดีจริงๆ ไอ้จู๋นี่ฝีมือมันไม่เคยตก หรอย ๆ ๆ หรอยจังฮู้”
ภรพแกล้งเคี้ยวข้าวเสียงดัง วันวิสาแอบกลืนน้ำลายเพราะความหิว
“เอ้า มัวไปนั่งบื้อทำอะไรอยู่ตรงนั้น”
วันวิสาสะบัดหน้าใส่
“มานี่...บอกให้มานี่” ภรพตวาด
วันวิสากระถดกลับมาข้างสำรับ หยิบจานข้าวขึ้น
“ใครบอกให้กิน ที่ให้เข้ามาเนี่ยให้แกะเนื้อปลา”
วันวิสาวางจานข้าวลง
“แกะให้ดีๆ อย่าให้ติดก้างนะ ปลากระบอกก้างมันเล็ก ขวางคอ หัดไว้ อีกหน่อยผัวจะได้รักจะได้หลง อีกไม่นานก็จะได้แต่งงานแล้วนี่ มาอยู่นี่ จบหลักสูตรพอดี”
ภรพแกล้งทำเป็นหันไปดื่มน้ำจากขัน วันวิสาที่แกะเนื้อปลาอยู่ฉวยโอกาสทองเอาเนื้อปลาชิ้นใหญ่ใส่ปาก สะใจ
ภรพกระแอมดัง หันกลับมา วันวิสาไม่ทันเคี้ยวต้องจำใจกลืนเนื้อปลาทั้งชิ้นลงคอ
“หรอยๆ ๆ หรอยจังฮู้” ภรพกินข้าวไป จงใจยั่ว

บ่ายคล้อยจวนเย็น วันวิสาดอกออกมาจากกระท่อม เมียงๆ มองๆ สำรวจตรวจตรา จนจู๋ผ่านมาพอดี เมียงๆ มองๆ วันวิสาเหมือนกัน
“คุณจะไปไหนครับ”
วันวิสาสะดุ้งสุดตัว “แหกสิ”
เด็กจู๋งง “อะไรแหกครับ”
“โธ่ นายจู๋ ฉันตกใจหมดเลย”
“จู๋ว่าคุณออกมาไกลเกินไปแล้วละครับ คุณกลับเข้าไปข้างในดีกว่า”
“อุดอู้จะตาย ฉันอึดอัด เข้าใจไหม”
“นายหัวภรพสั่งจู๋ใว้ให้คอยดูคุณดีๆ อย่าให้ออกไปแรดที่ไหนครับ”
วันวิสาอึ้ง ทวนคำ “แรด”
จู๋พยักหน้าหงึก “ครับ”
“นายหัวของนายจู๋ใช้คำนี้กับฉันจริงๆ น่ะเหรอ”
“ครับ แรดจริงๆ ครับ”
ความโกรธแล่นมาเป็นริ้วๆ วันวิสาสบถด้วยความแค้น “เลว หยาบคาย ป่าเถื่อน ไร้การศึกษา”
“คุณหมายถึงนายหัวภรพเหรอครับ”
“ก็แล้วจะมีใครซะอีกละ”
“จู๋ว่าคุณเข้าใจผิดแล้วละครับ นายหัวภรพเป็นคนดีเป็นสุภาพบุรุษอย่างที่จู๋ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยครับ อีกอย่างนายหัวภรพก็เรียนสูง พูดได้ตั้งหลายภาษาภาษาไทย ภาษาปะกิด ภาษาจีน อ้อแล้วก็แหลงใต้ได้ด้วยครับ” เด็กจู๋สาธยาย
วันวิสาเอือม “งั้นฉันบอกนายให้รู้ไว้เลยที่นายจู๋พูดมา นายจู๋เข้าใจผิดทั้งหมด”
จู๋นิ่งอึ้ง ก่อนจะค่อยๆ หัวเราะออกมา
“มีอะไรน่าขำ”
จู๋หัวเราะพัฒนาไปจนท้องคัดท้องแข็ง ถึงขั้นน้ำตาเล็ดน้ำตาไหลในที่สุด
วันวิสาค้อนควัก “บ้าบอทั้งนายทั้งลูกน้อง”
“จู๋ว่าที่คุณออกมาเนี่ยคุณเป็นห่วงนายหัวภรพใช่ไหมครับ”
วันวิสาโมโหโกรธาขึ้นมาอีก “ห่วงอะไร อย่ามาพูดบ้าๆ นะ”
“นายหัวไปทำงาน เดี๋ยวก็กลับมาครับ คุณกลับเข้าไปรอข้างในดีกว่า ถ้านายหัวรู้ว่าจู๋ปล่อยคุณออกมา จู๋โดนเล่นงานแน่”
วันวิสานิ่งคิด

ภายในกระท่อมของภรพคืนนั้น
วันวิสานั่งสัปหงก ใกล้ตะเกียงน้ำมัน จนทนตัวเองไม่ไหว คลานไปมุดมุ้งเข้านอน หลับตาลงได้ไม่ถึงอึดใจก็ต้องลืมตาพรวดขึ้น ใครคนหนึ่งเป่าตะเกียงน้ำมันดับลง แล้วตรงมามุดมุ้งเข้ามานอน
วันวิสาร้องกรี๊ด “แอร๊ยยยย” ลั่นบ้าน
เกิดการตะลุมบอนหลังจากนั้น ไม่รู้ใครเป็นใครขึ้นทันที สายมุ้งขาดกระเจิง พันทั้งสองคู่ต่อสู้อีลุงตุงนัง กว่าภรพจะคลานออกมาแล้วคว้าไฟฉาย เปิดส่องไปที่วันวิสาที่ยังดิ้นทุรนทุรายในมุ้งพันตัว
“เป็นบ้าอะไรเนี่ยอีเจ๊”
วันวิสาหลุดออกมาจากมุ้งมาได้ “นายน่ะแหละเป็นบ้าอะไร มุดเข้ามาในนี้”
“ทำไม ก็นี่มันห้องนอนฉัน ทำไมฉันจะมุดไม่ได้”
“จะนอน ก็ไปนอนที่อื่น”
“ท่าจะบ้าแล้ว สติดีรึเปล่าเนี่ยมาไล่เจ้าของบ้านเขาเนี่ย”
“ฉันไม่ไว้ใจคนอย่างนาย”
“นี่ อีเจ๊ หัดส่องกระจกดูตัวเองซะมั่ง จะได้ไม่หลงตัวเองเกินไปนัก ผู้หญิงอย่างเธอน่ะยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งหมดอารมณ์”
“ผู้ชายอย่างนายยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งหมดศรัทธาในความเป็นผู้ชายเหมือนกัน”
ภรพหัวเราะเยาะ
“ก็ได้ นายไม่ไปฉันจะเป็นฝ่ายไปเอง เชิญสุภาพบุรุษอย่างนายนอนคนเดียวให้สบายละกัน”
วันวิสาคว้าได้อย่างเดียวคือหมอน หุนหันออกไปจากกระท่อมทันที
“ไปแล้วไปเลย อย่ากลับเข้ามานะอีเจ๊ ไม่งั้นโดนดีแน่”

พอวันวิสาออกมานอกกระท่อมแล้วไปไม่เป็น เพราะรอบตัวมืดตื๋อ จนต้องนั่งกอดเข่าเจ่าจุกสลับตบยุง
“นายมันไม่เป็นสุภาพบุรุษฉันไม่มีวันกลับเข้าไปให้คนเลวอย่างนายหัวเราะเยาะฉันหรอก”

สุดท้ายประตูกระท่อมค่อยๆ ถูกแง้มเปิดไม่ให้มีเสียงดัง วันวิสาค่อยๆ โผล่หน้าเข้ามาดูลาดเลาก่อน มุ้งถูกกางเหมือนเดิม ภรพนอนหลับ ส่งเสียงกรนพองาม
วันวิสาค่อยๆ ย่องมาที่มุ้ง มุดมุ้งเข้ามาขยับตัวลงนอน เสียงกรนภรพดังขึ้น จนวันวิสาต้องหันไปดู เห็นภรพเหมือนสำลักน้ำลาย แถมไออีกโขลก วันวิสาขมุบขมิบปากด่า
จังหวะหนึ่งภรพท่าทางจะพลิกตัวมาหา วันวิสารีบกลิ้งตัวหลบวิถี มือ ตีน จากเขา ภรพฟาดงวงฟาดงาเหมือนแกล้งไม่ให้มีที่นอนเหลือ
วันวิสาต้องซุกตัวชิดมุ้งถอยไปไหนไม่ได้อีกแล้ว ภรพแกล้งละเมอฟังไม่เป็นศัพท์
วันวิสาเหมือนได้รับทุกขเวทนาเป็นอย่างยิ่ง
ภรพพลิกตัวกลับไปตะแคงหันหลังให้วันวิสา แถมดึงผ้าไปห่มคนเดียว วันวิสาขมุบขมิบปากด่า โบกมือไล่ภรพพัลวัน
วันวิสาหลับไปแล้ว ภรพค่อยๆ ลืมตาขึ้นในความมืด

บทเรียนและการทดสอบจากพ่อพยัคฆ์ปากเสียคนนี้ ยังอีกยาวไกลนัก...แม่พระจันทร์วันเพ็ญ!

วันวิสาสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเช้า และพบว่าตัวเองนอนอยู่คนเดียว ไม่มีภรพ ผ้าห่มก็คลุมกายเธออยู่ วันวิสาแปลกใจ พอท้วมๆ มุดมุ้งออกมาแล้วแง้มเปิดประตูกระท่อมดู เห็นเด็กชายจู๋ยกถาดสำรับอาหารเช้าเข้ามาพอดี

“คุณผู้หญิงตื่นพอดี จู๋เอาข้าวเช้ามาส่งครับ”
“เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะนายจู๋”
“ก็เรียกว่าคุณผู้หญิงไงครับ”
“คุณ...เฉยๆ ดีกว่ามั้ง ไม่ต้องคุณผู้หญิง” วันวิสาบอก
“ไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวนายหัวภรพเล่นงานผมตาย โทษฐานไม่รู้สัมมาคารวะ”
“นายจู๋กำลังเข้าใจอะไรๆ ผิด”
“จะผิดได้ยังไงล่ะครับ ก็คุณผู้หญิงเป็นคุณผู้หญิงของนายหัวภรพ ผมก็ต้องเรียกคุณผู้หญิงว่าคุณผู้หญิงสิครับ”
ยิ่งได้ฟังวันวิสายิ่งรู้สึกเสียดแทงจิตใจ
“คุณผู้หญิงอยากได้อะไรก็เรียกใช้จู๋ได้เลยนะครับ จู๋อยู่แถวนี้แหละ”
จู๋กลับออกไปทันที
วันวิสาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว
“นายมันตัวแสบ นายภรพ”
จู๋กลับเข้ามาทันทีเหมือนกัน
“คุณผู้หญิงจะเอาอะไรนะครับ”
“เปล๊า นี่ฉันพูดเบาๆ นายก็ได้ยินด้วยเหรอ”
“คนบนเกาะรังนกต้องหูดีกันทุกคนแหละครับ ไม่งั้นภัยจะมาถึงตัว ยิ่งนายหัวภรพยิ่งหูดีกว่าจู๋อีกครับ แค่คิดในใจนายหัวยังได้ยินเลยครับ”
วันวิสาแดกดัน “เก่งจังเลยนะ นายหัวภรพของนาย”
“ครับ นายหัวเก่งกว่าใคร เก่งที่สุดเลยครับ”
วันวิสาเก็บความหมั่นไส้แทบไม่อยู่

วันวิสาเปลี่ยนโสร่ง ใส่เสื้อตัวใหม่แล้ว เดินลัดเลาะสำรวจทุกสิ่งอย่างมา ในใจเริ่มหาทางหนี
จู๋แบกเสียมหอบผักหญ้าที่หามาได้ในป่าผ่านมาพอดี จึงจู๋เข้ามาทางข้างหลังมองตามไป วันวิสาหันมาเจอจู๋
“แหกสิ”
“คุณผู้หญิงมองหาอะไรครับ”
“เปล๊า...”
“จู๋รู้ คุณผู้หญิงตามหานายหัวภรพแหงๆ เลย คนรักกันก็อย่างงี้แหละนะครับ ห่างกันไม่ได้แม้แต่นาทีเดียว หัวใจมันจะขาดรอน ๆ จู๋เข้าใจครับ แต่คุณผู้หญิงไม่ต้องห่วงนายหัวหรอกครับ เดี๋ยวนายหัวก็กลับมา”
“เขาไปไหน”
“นายหัวออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วครับ ไปจับโจรมันเข้ามาขโมยรังนกของเรา แต่คุณผู้หญิงไปต้องตกใจนะครับ มันแอบเข้ามาประจำ เสียดายงวดนี้ ยิงมันตายแค่สองศพเอง”
“อะไรนะ” วันวิสาตาเหลือก
“ตะก่อนเด็ดหัวมันได้มากกว่านี้ครับ นายหัวภรพเป็นคนยิงมันด้วยตัวเองเลยนะครับ ไม่มีใครยิงปืนแม่นเท่านายหัวภรพแล้ว ได้แรงอ๊ก”
“ป่าเถื่อน เหี้ยมโหดผิดมนุษย์มนา” วันวิสาบ่นบ้า
“จู๋ไปทำงานก่อนนะครับ คุณผู้หญิงอย่าเดินเล่นไปไกลนักนะครับ ถึงเกาะนี้จะเป็นของเรา ก็ไม่ใช่ว่าอันตรายจะไม่มีนะครับ”
วันวิสาพยักหน้าหงึกหงัก “ขอบใจที่เตือน”
จู๋ร้องโนราห์ออกไป วันวิสาสำรวจเกาะต่อ

วันวิสามุดป่าฝ่าดงเคลื่อนตัวผ่านพุ่มไม้ต่างๆ นาๆ สุดท้ายคลานไปกับพื้น ผมเผ้าถูกกิ่งไม้เกี่ยววุ่นวาย
วันวิสาชะงักกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
เธอผ่านพุ่มไม้ไปอีกนิดหน่อย มันคือชายหาดสีเขียวมรกต และเรือลำเล็กลำหนึ่งจอดเกยเสยหาดอยู่ วันวิสาดีใจจะมุดออกไปแต่ชายโสร่งเหมือนถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนผ้าผ่อนจะหลุด สาวสวยตะครุบปมผ้าที่เอวไว้หันขวับกลับมา
อา...มันไม่ใช่กิ่งไม้ แต่เป็นชายเคราและหนวดเฟิ้มรกครึ้ม ที่ชื่อภรพ
“แหก” เธอตกใจ
“แหกแน่ เพราะฝ่าฝืนคำสั่ง”
ภรพแกล้งกระตุกชายโสร่ง วันวิสาตะครุบผ้าไว้แน่น
“ปล่อยฉันนะ”
“ใครใช้ให้ออกมาแถวนี้ ฉันสั่งแล้วใช่ไหมว่าให้อยู่แต่ที่กระท่อม”
“นายไม่มีทางกักขังฉันได้หรอก”
“พูดยั้งงี้แปลว่าจะลองดี รู้จักคนอย่างฉันน้อยไปซะแล้วเมื่อเช้ามืดเพิ่งยิงหัวไอ้พวกบุกรุกไปสองศพ เพิ่งฝังมันเสร็จมาหมาด ๆ อยากจะเป็นอีกศพนึงรึไง..แต่บอกไว้เลยนะศพเธอฉันไม่ฝังให้เปลืองแรง โยนทิ้งทะเลให้ปลามันกินง่ายกว่า”
วันวิสาเดือดแต่ทำอะไรไม่ได้
“จะเดินกลับไปเองดีๆ หรืออยากให้ใช้กำลัง”
“ป่าเถื่อน”
ภรพไม่พูดพล่ามทำเพลง รวบตัววันวิสาแบกขึ้นบ่าทันที วันวิสาวี้ดลั่นเกาะ

ร่างวันวิสาถูกโยนลงพื้นกระท่อมอย่างไม่ปรานีปราศรัย
“มันเจ็บนะโว้ย”
“จะเจ็บกว่านี้อีกถ้ายังดื้อด้านไม่ฟังคำสั่ง ผู้หญิงอะไรวันๆ ดีแต่เดินไปเดินมาสอดรู้สอดเห็นไปทุกเรื่อง อีกหน่อยมีผัวแล้วจะรู้สึก ผู้ชายหน้าไหนมันก็ไม่ชอบผู้หญิงสาระแนหรอก เอาไปทำพันธุ์มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง” ภรพตะโกนเรียก “ไอ้จู๋ ไอ้จู๋”
เสียงจู๋ขานรับมาแต่ไกล “คร๊าบนายหัว” ก่อนจะเห็นเด็กชายวิ่งพรวดเข้ามา หอบแฮ่ก
“ลื้อพาแม่คนนี้ไปให้ไกลๆ พ้นหูพ้นตาอั๊วหน่อย”
“ไกลขนาดไหนครับนายหัว” จู๋ถามพาซื่อ
“แล้วแต่ลื้อ ถ้าจะให้ดีลื้อช่วยอบรมสั่งสอนอีให้รู้หน่อยว่า เป็นลูกผู้หญิงต้องทำยังไงบ้างผัวจะได้รักได้หลง”
“อูย อันนี้จู๋คงไม่กล้าหรอกคร๊าบนายหัว” เด็กจู๋ว่า
“อย่าพูดมาก เอาตัวไป”
“เชิญคร๊าบ คุณผู้หญิงคร๊าบ ทางนี้คร๊าบ”
วันวิสาสะบัดหน้าใส่ภรพ ก่อนจะถูกจู๋ต้อนพาไปทางหนึ่ง ภรพมองตาม ดูไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่

ภาษิตกลับเข้ามาในออฟฟิศส่วนกลางบนเกาะ หลังจากขึ้นฝั่งไปส่งข่าว
“เรียบร้อยใช่ไหมภาษิต” ภรพถามทันที
“ครับคุณภรพ ต่อโทรศัพท์ทางไกลอยู่นานสัญญาณไม่ค่อยดี แต่ทางกรุงเทพฯ รับรู้แล้วครับว่าคุณภรพอยู่ที่นี่”
“กำชับไปด้วยใช่ไหมว่ารู้เฉพาะป๊าฉันคนเดียว อย่าให้แพร่งพรายไปที่คนอื่น”
“ครับ คุณภรพ เถ้าแก่ทราบแล้วครับ”
“ขอบใจภาษิต”
“คุณภรพครับ แล้วผู้หญิงคนนั้น”
“นายจะพูดอะไรก็พูดมา”
“คุณภรพจับตัวเธอมายั้งงี้ ผมกลัวว่าจะเป็นปัญหานะครับ”
“ฉันต้องการให้เป็นปัญหา นายไม่ต้องห่วง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นฉันยินดีรับผิดชอบด้วยตัวฉันเอง”

ที่โรงครัว บ้านพักคนงานตอนนี้ วันวิสาช่วยเด็ดขั้วพริกใส่ชาม
“พอแล้วครับคุณผู้หญิง เยอะแล้วครับ”
จู๋เอาพริกที่เด็ดขั้วแล้วเทลงครกส่วนหนึ่ง เหลือไว้ส่วนหนึ่ง
“กินเผ็ดกันขนาดนี้เลยเหรอ”
“ยั้งงี้แหละครับ ได้แรงอ๊ก”
“มิน่า ถึงได้ดุกันนัก” วันวิสานึกหมั่นไส้
“นายหัวมาอยู่เกาะที่ไรต้องให้จู๋แกงไอ้นี่ให้กินทุกที นายหัวบอกว่าอยู่กรุงเทพไม่มีให้กิน” จู๋ยิ้มภาคภูมิใจ “คุณผู้หญิงจะลองตำดูไหมครับ จู๋จะได้ไปสับไก่”
“เอาสิ” วันวิสาขยับเข้าตำพริกแทนจู๋
จู๋หันไปเตรียมทำอย่างอื่น วันวิสาตะบันสากไม่เป็น จนจู๋ต้องหันกลับมามองขำ
“คุณผู้หญิงครับ ลูกสาวบ้านไหนตำครกเสียงยังงี้ รับรองได้เลยครับ”
“อร่อยแน่”
“ไม่มีใครเอาไปทำเมียต่างหากครับ ต้องยังงี้ครับ”
จู๋แย่งสากมาสาธิตให้วันวิสาดูวิธีการตำที่ถูก
“เข้าใจล่ะ ขอบใจนะ”
“ครับ” จู๋หันไปทำอย่างอื่น
“แสบนักนะนายภรพ วานให้คนอื่นมาด่าฉัน”
วันวิสาเหลียวซ้ายแลขวา แล้วคว้าชามใส่พริกที่เหลือ ใส่ลงไปในครกทั้งหมด กะให้แสบตูดกันไปข้าง
“แล้วนายจะได้เห็นดีกัน”
จู๋หันมามอง วันวิสายิ้มเจื้อยให้จู๋แววตาเจ้าเล่ห์เพทุบาย

ภรพเข้ามานั่งลงหน้าสำรับที่จัดไว้คอยแล้ว วันวิสานั่งห่างออกไป ทำทีสงบเสงี่ยมอยู่ในโอวาท ภรพปลายตามองแวบเดียว ก่อนหันไปหยิบช้อน วันวิสาขมุบขมิบปากลุ้น สาปแช่ง
พอภรพตักแกงแล้วหันมา วันวิสาเมินหน้าหนี ภรพตักข้าวคลุกน้ำแกงเข้าปากแล้วชะงักกึก วันวิสาแอบสะใจ
ภรพตะโกนเรียกดังลั่น “ไอ้จู๋...ไอ้จู๋”
จู๋วิ่งเข้ามา “ครับนายหัว”
“แกงนี่ฝี มือใคร”
“จู๋เองครับนายหัว แต่ฝีมือโขลกน้ำพริกแกง คุณผู้หญิงครับ”
“อืม มิน่า หรอย…หรอยจังฮู้”
จู๋ยิ้มปลื้มใจ วันวิสาสาแก่ใจ ภรพพูดไม่ออก ไบกมือไล่จู๋ออกไป
พอจู๋ออกไปแล้ว ภรพกวักมือเรียกวันวิสาเข้ามา
“อะไร”
“ภาษามือง่ายๆ ไม่เข้าใจรึไง ยังงี้แปลว่า ไสหัวไป ยังงี้แปลว่า เข้ามา บอกให้เข้ามา” ตอนหลังภรพตวาด
วันวิสาจำใจเข้ามาใกล้
“ตักข้าวแล้วมานั่งกินด้วยกัน” เขาบอก
“เชิญนายตามสบายเถอะฉันยังไม่หิว”
“ไม่หิวก็ต้องกิน นี่คือคำสั่ง”
“ทีเมื่อวานนายสั่งให้ฉันกินทีหลัง” วันวิสาย้อนแย้ง
“คำสั่งมีเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตักข้าวแล้วมากินด้วยกัน”
วันวิสาจำใจตักข้าวใส่จาน ภรพตักแกงเผ็ดราดใส่จานข้าวให้ วันวิสาตาค้าง
“ชิมดู หรอยจังฮู้ พูดสิ หรอยจังฮู้”
วันวิสาจำใจตักข้าวกิน
“หรอยจังฮู้”

สีหน้าวันวิสาเหยเก ดูออกว่าทุกขเวทนาสาหัสสากรรจ์ อันเนื่องมาจากผลงานของเจ้าหล่อนเอง

อ่านตอนหน้า 4

เลือดมังกร : เสือ ตอนที่ 5 (ต่อ)

เวลานั้นสุพรรษาเพิ่งกลับเข้าบ้านมา เจอไพศาลที่รออยู่ด้วยท่าทีสุขุมดังเคย

“ลื้อไปไหนมา”
“ไปไหว้พระกับอาพราว ไปขอพรพระให้ช่วยคุ้มครองอาภรพ อั๊วนอนไม่หลับทั้งคืนอาเซี้ย”
“ลื้อเลิกห่วงอีได้แล้ว”
“ลูกทั้งคนนะอาเซี้ย”
“อีติดต่ออั๊วมาแล้ว”
สุพรรษาไม่อยากเชื่อ “ลื้ออย่าหลอกให้อั๊วดีใจนะ”
“อีอยู่ใต้ อีข้ามไปที่เกาะรังนกแล้ว”
สุพรรษาถอนใจ “โล่งอกไปที อีไปคนเดียวใช่ไหม ไม่ได้เอาลูกสาวเขาไปด้วยใช่ไหม”
“อีไม่ได้บอกอะไร แต่อั๊วว่าอีคงไม่ทำเรื่องสิ้นคิดยังงั้นหรอก อาภรพอีมีความคิดพอ อีแยกผิดชอบชั่วดีได้ อีเรียนรู้แล้วว่านั่นมันเป็นเรื่องโง่เง่าหลงผิดไป”
สุพรรษาฉงน “แล้วทำไมต้องข้ามไปเกาะด้วย”
“อีไปสืบเรื่องรังนก ที่ถูกตีกลับมา อีต้องการ รู้ให้ได้ว่าเราพลาดที่ตรงไหน ลื้ออย่าบอกใครเรื่องอาภรพอีอยู่ใต้ อีอาจจะไม่ปลอดภัย”
สุพรรษานิ่งคิด

อีกฟาก ที่เกาะรังนก เด็กจู๋ ถู เช็ด ทำความสะอาดกระท่อมอย่างขันแข็งวันวิสายิ้มชม
“นายจู๋นี่ขยันจังเลย ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยเห็นใครขยันเท่านายจู๋เลยจริงๆ นะเนี่ย”
จู๋เขินใหญ่ “คุณผู้หญิงชมจู๋เกินไปแล้วครับ จู๋ก็แค่ทำหน้าที่ของจู๋ บ้านนี่นายหัวภรพมาอย่างเก่งก็เดือนละหน แต่จู๋ต้องเช็ดถูให้เอี่ยมเหมือนนายหัวอยู่ที่นี่ทุกวันแหละครับ”
“ฉันถึงว่าไง ขยั๊นขยัน ทำกับข้าวก็เก๊งเก่ง นิสัยใจคอก็ดี๊ดี ดีจนไม่มีที่ติเลย”
จู๋ยิ่งเขินจนหน้าแดง
“คุณผู้หญิงจะติบ้างก็ได้ครับ นายหัวยังด่าจู๋ประจำว่าจู๋ขี้เซา ปลุกไม่ค่อยตื่น”
“นั่นมันเรื่องเล็กน้อย”
“คุณผู้หญิงนี่ จะว่าไปเข้าใจจู๋มากกว่านายหัวอีกนะครับ”
“ปกครองคนนะ ยังไงก็ต้องเข้าใจคนในปกครองให้มากๆ จะมาใช้แต่อำนาจ กดคนอื่นอยู่ได้ยังไง จริงไหม”
“ความจริง นายหัวก็ไม่ได้…”
วันวิสาชิงพูดขึ้นว่า “เห็นไหม นายจู๋นี่ดี๊ดี ไม่นินทาลับหลังเจ้านายด้วย คนดีๆ อย่างนายจู๋นี่หาไม่ได้อีกแล้ว”
เด็กจู๋ตัวแทบลอย “คุณผู้หญิงอยากกินอะไรเดี๋ยวผมหามาให้กินครับ”
“ไม่ต้องตอบแทนกันถึงขนาดนั้นหรอก แค่นายจู๋เลิกเฝ้า เลิกคุมตัวฉันทุกฝีก้าวก็พอแล้ว”
“ไม่ดีมังครับ”
“ฉันเป็นผู้หญิงนะนายจู๋ บางทีก็ต้องมีเวลาที่เป็นส่วนตัวบ้าง นายจู๋ต้องเข้าใจ”
“อ้อ จู๋ รู้แล้ว ผู้หญิงต้องถอนขนจั๊กแร้ ไม่ให้ใครเห็น ใช่ไหมครับ จู๋เข้าใจแล้ว จู๋เข้าใจ”
วันวิสาขำ สีหน้าใคร่ครวญ

ขณะที่คนงานขนกระสอบใส่รังนกลำเลียงเข้าไปในโรงคัดแยก วันวิสา แอบย่องออกไปทางหนึ่ง เพื่อสังเกตการณ์
ถัดมาวันวิสา ลัดเลาะตามฝามาเพื่อหารูส่อง สอดแนม จนเจอรูโหว่มุมหนึ่งจึงเอาหน้าแนบ แอบดูข้างในอย่างเอาจริงเอาจัง
“ธุรกิจบังหน้า นายต้องแอบค้าขายของเถื่อน ของผิดกฎหมายแหงๆ เลย”
มองผ่านรูโหว่นั้น เห็นคนงานทำงานกันง่วน วันวิสาขยับตัวพยายามมองให้ได้มุมกว้างๆ
เมื่อสอดสายตาแนบมองผ่านรูอีกครั้ง จู่ๆ ใบหน้าภรพก็พรวดเข้ามาจ่อเต็มตา วันวิสาผงะ ถอยออกมา
“สงสัย เกลียดนายนี่จนตาฝาดไป”
วันวิสาบ่นงึม แนบตาแอบดูอีกที ไม่มีหน้าภรพตรงรูนั้นแล้ว วันวิสาถอยออก และหันกลับมา แล้วต้องตะลึงตัวแข็ง
เมื่อพบว่าภรพยืนจ้องเขม็งอยู่ตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
“ผู้หญิง ทุกคนในโลกเป็นเหมือนเธอรึเปล่า สอดรู้สอดเห็นไปทุกเรื่อง”
“ก็ถ้าไม่มีเรื่องให้สอดรู้ก็ไม่มีความจำเป็นต้องสอดเห็นหรอก”
วันวิสาลอยหน้าลอยตาชนะเลิศ ภรพบันดาลโทสะ คว้าแขนเธอหมับ กระชากดึงออกไปทันที

ภรพลากวันวิสาเข้ามาด้านในโรงเก็บรังนก
“เอ้า ดูให้เต็มตา มีอะไรที่อยากเห็น จะได้ไม่ต้องทำลับๆ ล่อๆ แอบดูช่องโน้นช่องนี้อีก”
พวกคนงานหันมามองเป็นตาเดียวกัน ภรพหันไปหา
“พวกเรา เวลาอาบน้ำอาบท่า ก็ระวังๆ กันด้วย บนเกาะรังนกนี่มีแขกเป็นพวกถ้ำมอง”
พวกคนงานหัวเราะครืน
วันวิสาเม้ง “มันจะมากเกินไปแล้ว นายภรพฉันเป็นสุภาพสตรีนะ หัดให้เกียรติกันบ้าง”
ภรพหัวเราะ “สุภาพสตรีเหรอ เสียใจนะบนเกาะนี้ จะผู้หญิง ผู้ชาย มันไม่ต่างกันหรอก ใครทำผิดกฎก็ต้องถูกประจาน”
วันวิสาโมโห สะบัดมือออก
“อยากดูอีกไหมล่ะ ที่เธออยากเห็นยังมีอีกนะ”
ภรพลากวันวิสาออกไป

ถัดมาภรพลากวันวิสาเข้ามาในถ้ำรังนก
“ปล่อย ฉันเจ็บนะ”
วันวิสาขัดขืนโวยลั่น สะบัดแขนออกอย่างแรง ในจังหวะที่ภรพปล่อยพอดี วันวิสาล้มลงเสียหลัก
ไต้ที่ใช้จุดมองหารังนกบนผนังถ้ำ ร่วงลงมาจากข้างบนกระทบพื้น ไม่ไกลจากวันวิสานัก วันวิสาแหงนขึ้นไปดู
เห็นคนงานหลายคนที่ต่อพะอง หรือโรยตัวลงเก็บรังนกบนที่สูงมาก ดูเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
“ดูซะให้เต็มตา ผู้คนที่นี่เขาต้องลำบาก เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายขนาดไหนกว่าจะได้รังนกมาซักรัง ปากท้องลูกเมียเขา อนาคตของพวกเขาฝากไว้ที่รังนกอย่างเดียว”
วันวิสาพาล “มาบอกฉันทำไม”
“บอกให้มันเข้าในสมองทะลุเข้าไปถึงหัวใจ พวกจิตวรบรรจงอย่างพวกเธอไง ว่าสิ่งที่ป๊าเธอทำกับพวกฉันมันเลวทรามยิ่งกว่าโจรปล้นกันซะอีก”
“นายอย่ามากล่าวหาป๊าฉันนะ พวกนายน่ะแหละ เลือดเย็นบ้าอำนาจ ทนเห็นใครจะยิ่งใหญ่กว่าตัวเองไม่ได้ต้องทำลายล้างมันให้หมดรึไง คิดว่าตัวเองจะอยู่ค้ำฟ้าไปคนเดียวรึไง”
วันวิสาเดินหนีออกไปนอกถ้ำ ภรพยืนนิ่งครู่หนึ่ง จึงตามออกไป

ร่างวันวิสาถูกผลักหัวทิ่มหัวตำเข้ามาในกระท่อม วันวิสาเดือด ปราดเข้ามาเผชิญหน้า
“ทารุณ ป่าเถื่อน”
“แต่ชอบใช่ไหมล่ะ ถ้าไม่ชอบก็คงไม่ท้าทายฉันยังงี้”
“คนเลว นายต้องการอะไรกันแน่”
“แล้วเธอคิดว่าฉันต้องการอะไรล่ะ”
“จับฉันมาเป็นตัวประกัน บีบบังคับป๊าฉันให้หมดทางสู้” เธอว่า
ภรพนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะยิ้มออกมา “ฉลาดมาก สมกับเป็นนักเรียนจากปีนัง ทีแรกฉันก็แค่คิดเล่นๆ ว่าไอ้หน้าจืดคู่เต้นรำใหม่ของเธอคืนนั้น มันจะคิดยังไงถ้าเธอหายตัวไปไม่ส่งข่าว ขอบใจนะ เธอทำให้ฉันคิดได้อีกเยอะไหนๆ ก็ลงทุนขนาดนี้แล้ว ทำกำไรอย่างที่เธอว่าก็เข้าท่าดี ขอบใจนะ สำหรับความคิดดีๆ เห็นไหม ฉันเป็นสุภาพบุรุษขนาดไหนขอบใจศัตรูอย่างเธอ ฉันก็ทำได้”
ภรพเดินออกไป มีเสียงวันวิสาตะโกนด่าไล่หลังตามมา

“เลว เลวที่สุด นายไม่มีวันทำร้ายครอบครัวฉันได้หรอก นายภรพ”

จู๋ขูดมะพร้าวอย่างชำนิชำนาญ เตรียมทำกับข้าวอยู่ที่โรงครัวคนงาน ส่วนวันวิสาปอกกล้วยดิบ จะแกงกล้วยป่า

“ที่นี่อยู่ไกลฝั่งจังเลยนะนายจู๋”
“ครับ คุณผู้หญิง”
“ยังงี้จะซื้อหาอะไรทีก็ลำบากน่าดูเลยนะ”
“ครับ คุณผู้หญิง”
“ไม่มีใครหรือเรือลำไหนผ่านมาแวะแถวนี้ด้วย”
จู๋บอก “ครับ คุณผู้หญิง” อีก
“นายจู๋”
“ครับ คุณผู้หญิง”
“วันนี้พูดคำอื่นนอกจาก ครับ คุณผู้หญิง ไม่เป็นรึไง”
“ครับ คุณผู้หญิง”
“กวนประสาททั้งนายทั้งลูกน้อง”
“นายหัวสั่งไม่ให้จู๋พูดมากครับ ไม่งั้นนายหัวจะตัดเงินเดือนจู๋”
“แล้วสมมุติจะติดต่อใครต่อใครทำยังไงล่ะ”
“คุณผู้หญิงจะติดต่อใครล่ะครับ”
“เปล๊า...สมมุติ เฉยๆ น่ะ ติดต่อคนไกลๆ อย่างทางกรุงเทพฯ น่ะ”
“อ๋อ ก็ต้องโทรเลขหรือโทรศัพท์ทางไกลบนฝั่งสิครับ อูย...จู๋พูดเยอะเกินไปแล้วครับ”
“แล้วคนที่นี่ขึ้นฝั่งกันบ่อยไหม”
จู๋หุบปากแน่น
“เผื่อบางที ฉันจะฝากซื้อของใช้บางอย่างนะ”
“คุณผู้หญิงจะซื้ออะไรครับ”
“ของใช้ผู้หญิงๆ น่ะ” เธอว่า
“เรือจากที่นี่มีไปฝั่งทุกอาทิตย์ละครับ คุณผู้หญิงโชคดีนะครับพรุ่งนี้เช้ามืด เรือจะออกไปซื้อข้าวสารพอดี น้ำมันก็ใกล้หมดแล้วครับ เอ จู๋พูดมากไปรึเปล่า คุณผู้หญิงอย่าบอกนายหัวนะครับ ว่ารู้มาจากจู๋ เดี๋ยวนายหัวเล่นงานจู๋ตายเลย”
“ฮือ ไม่บอกหรอกน่า ไม่ต้องกลัว” วันวิสายิ้มเจ้าเล่ห์

ภรพเดินวนไปเวียนมาหลายรอบ วันวิสา กางมุ้ง เหน็บมุ้ง แล้วถอยออกมานั่งสงบ ภรพแกล้งเดินผ่าน เกาตูดไปมา
วันวิสาเมินหน้าหนี
“วันนี้ไม่ค่อยมียุง นายนอนในมุ้งคนเดียวเถอะ ฉันนอนข้างนอกได้”
“ใครอนุญาตให้ออกความเห็น”
“ฉันแค่อยากให้นายนอนสบายๆ ไม่ต้องอุดอู้เบียดกะใคร”
“ฉันชอบนอนที่แคบๆ เบียดๆ”
วันวิสาแอบขมุบขมิบ ปากด่า
ภรพตวาดทั้งที่หันหลัง “มีปัญหาอะไร”
“ไม่มี”
ภรพเดินไปไขลานแผ่นเสียงหลังจากวางแผ่นลงจาน
“มานี่”
“จะให้ทำอะไร”
เพลงรักของสองคนดังขึ้น
ภรพบอก “เต้นรำ”
วันวิสาตอแหลว่า “ฉันปวดขา”
“ปวดขาก็ต้องเต้น ในเมื่อฉันสั่ง”
“นายจะบังคับกันไปถึงไหน”
“ได้เชลยมาทั้งทีมันก็ต้องใช้ให้คุ้ม ลงทุนมันต้องมีกำไรสิ ลุกมา”
วันวิสาจำใจลุกออกมา

มองจากนอกกระท่อม ผ่านหน้าต่างเข้ามา เห็นวันวิสาจำใจเต้นรำกับภรพ เธอหันหน้าหนีเขาตลอด ภรพรั้งตัววันวิสาเข้ามาแต่วันวิสาก็ขืนตัวแข็งไว้
“ทำไม ทีเต้นรำกับไอ้หน้าจืดนั่นเห็นท่าทางมีความสุขยังกะอะไรดี”
“นายนี่เก่งนะ ดูอะไรๆ ทะลุปรุโปร่งไปหมด”
“งั้นก็ช่วยเสแสร้งว่าตอนนี้กำลังมีความสุขหน่อย”
“ฉันฝืนความรู้สึกตัวเองไม่เป็น”
ภรพรั้งตัววันวิสาเข้ามาอีก วันวิสาขืนจนตัวแข็ง หันมาจ้องหน้าภรพเขม็ง
“อย่างน้อยเพลงนี้ก็เคยเป็นเพลงโปรดไม่ใช่เหรอ”
“อดีตก็คืออดีต มันเป็นแค่ภาพหลวงตา ปัจจุบันต่างหากที่มันคือความจริง”
ทั้งคู่มองกันด้วยแววตาเจ็บลึก ชั่วขณะ
ภรพเป็นฝ่ายค่อยๆ ผละออก เดินออกไปสงบอารมณ์มุมหนึ่ง ส่วนวันวิสาเดินออกไปด้านนอก

วันวิสาเดินออกมาข้างนอกแล้ว เครื่องเล่นจานเสียงหมดแผ่น เสียงเพลงจบลง แต่เสียงลานเครื่องเล่นยังดังก่อกวนความเงียบ เนิ่นนาน จนภรพยื่นมือเข้ามายกก้านเข็มเครื่องเล่นออก แล้วเดินออกมา
“เข้านอนได้แล้ว”
“ฉันยังไม่ง่วง”
“แต่ฉันง่วง”
“ก็เชิญนายสิ ตัวไม่ได้ติดกันซะหน่อย”
“อยากลองดีใช่ไหม บอกให้เข้านอน”
วันวิสาจำใจไม่ต่อปากต่อคำ เดินกลับเข้าข้างใน มีภรพตาม

วันวิสามุดเข้ามาในมุ้ง ภรพเดินไปหยิบโซ่แล้วมุดมุ้งตามเข้ามา
“นายจะทำอะไรของนาย”
ภรพเอาโซ่คล้องขาสองข้างของวันวิสาไว้ด้วยกันแถมคล้องกุญแจล็อก ดึงลูกกุญแจออกมา
“คล้องไว้ จะได้ไม่เพ่นพ่าน”
“ฉันไม่ใช่หมานะ”
“ไม่ใช่แน่นอน หมาน่ะมีแต่ความซื่อสัตย์ แต่คนไว้ใจไม่ได้อย่างเธอเป็นอะไรดีล่ะ”
“นายมันบ้า แล้วดึกๆ เกิดฉันจะเข้าห้องน้ำจะให้ทำยังไง”
“จะขี้จะเยี่ยวยังไงก็ต้องอั้นไว้”
“เข้าขั้นโรคจิตแล้วนายน่ะ”
“หุบปากแล้วก็นอนได้แล้ว”
ภรพทำเป็นมองหาที่เก็บลูกกุญแจ สุดท้ายตัดสินใจเหน็บไว้กับชายพกโสร่ง วันวิสาจับจ้องทุกอิริยาบถ แล้วสะดุ้งเมื่อเจอสายตาภรพจังๆ
“เอ หรือจะต้องมัดแขนไพล่หลังไว้ด้วยดีหว่า”
“ก็เอาซี๊ เรื่องเลวๆ คนอย่างนายทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่”
“นอนได้แล้ว บอกให้นอน”
วันวิสาจำใจล้มตัวลงนอนทุลักทุเล หันหลังหนีตะแคงข้างให้อีกฝ่าย
ภรพแกล้งทำหาวนอนเสียงดัง ก่อนจะล้มตัวลงนอน

ดึกสงัด กระท่อมทั้งหลังตกอยู่ในความมืดทั้งนอกและใน ทุกอย่างเหมือนสงบเงียบเป็นปกติ
ภายในกระท่อมวันวิสายันตัวขึ้นแอบชะโงกดูภรพเขม้นมอง ภรพกรนเสียงดัง แล้วพลิกตัวมาเผชิญหน้าวันวิสา
วันวิสารีบลงนอน แกล้งหลับตา สักครู่จึงค่อยๆ หรี่ตาขึ้นมอง ลูกกุญแจที่เหน็บเอวภรพไว้ร่วงลงพื้นที่นอน
วันวิสาตาลุก ดีใจเป็นล้นพ้น โอกาสทองมาถึง! เธอค่อยๆ เอื้อมมือไปจะหยิบลูกกุญแจ และหยิบมาได้
ทว่าภรพฟาดงวงฟาดงาเปะปะแขนมาทับมือวันวิสาที่กุมลูกกุญแจอยู่ วันวิสาขมุบขมิบปากด่า
ภรพละเมอออกมาว่า “ลองดีเหรอ”
วันวิสาตัวแข็ง มันจริงหรือลวงวะ พอภรพกรนต่อ วันวิสาวางใจ รอคอยจนภรพพลิกตัวกลับไป

วันวิสากำลูกกุญแจในมือแน่น ใจเต้นโครมคราม

วันวิสาวิ่งโกยอ้าวฝ่าแนวป่าหนีมาจนถึงราวป่าตรงชายหาด เธอเห็นเรือจอดเกยหาดอยู่

“นายรู้จักคนอย่างฉันน้อยไปซะแล้วนายภรพ”
วันวิสาดูลาดเลาจนแน่ใจ แล้ววิ่งออกไปที่เรืออย่างหมายมาด

เมื่อปีนขึ้นเรือมาแล้ว วันวิสามองหาที่ซ่อนตัว ใต้ท้องเรือเป็นที่ซ่อนเดียว เธอใช้ผ้าใบคลุมปิดตัวเอง รอคอยเวลาเท่านั้น

ในความมืดสลัวยามรุ่งสาง เห็นหน้าไม่ชัดว่าใครเป็นใคร คนงาน 2-3 คน ขนของมาใส่เรือ เครื่องยนต์ถูกสตาร์ต เสียงดังกระหึ่มขึ้น วันวิสาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าใบลุ้นระทึก เรือแล่นออกจากหาดสู่ท้องทะเล

เรือแล่นอยู่กลางทะเล วันวิสาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผ้าใบแทบหายใจไม่ออก เธอแหวกผ้าใบออก โผล่หน้าออกมาฮุบอากาศ ผลุบๆ โผล่ๆ ดูใช้ความอดทนและความพยายามสูง
มองจากมุมสูงลงมาเห็นท้องทะเลเวิ้งว้าง และเห็นเรือที่กำลังแล่นวนตีวงกลับ

เรือแล่นเข้าจอดเสยชายหาดเกาะรังนก แล้วดับเครื่องลง วันวิสาเงี่ยหูฟังและมั่นใจ เปิดผ้าใบที่คลุมตัวออกลุกพรวดจะกระโจนหนีจากเรือ แต่ต้องเบรกหัวทิ่มเพราะภรพยืนขวางเต็ม ๆ
“แหก...ก”
“แหกแน่ แหกหมอไม่รับเย็บเชียวละอีเจ๊”
วันวิสาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม เหลียวมองรอบตัวแล้วยิ่งซีด นี่มันเกาะเดิมไม่มีผิด ภรพมองมาหน้าเหี้ยม

ร่างวันวิสาถูกเหวี่ยงลงพื้นชายหาด รอบที่เท่าไหร่อย่าไปนับเลย
“ฉันเจ็บนะ” เธอเหลียวขวับมามอง
“ความจริงฉันควรจะโยนเธอทิ้งกลางทะเลมากกว่า ไม่น่าพากลับมาเลย”
“ก็แล้วทำไมไม่โยนล่ะ”
“คนคิดไม่ซื่ออย่างเธอ สมควรเจอบทเรียนที่ต้องจำไปจนวันตายมากกว่า”
“ใครกันแน่ที่คิดไม่ซื่อ นายมันคนลวงโลก ต่อหน้ากล้าบอกทุกคนว่าทำมาหากินอย่างซื่อสัตย์แต่จริงๆ แล้วนายมันขี้โกงเห็นแก่ตัวแถมยังโหดเหี้ยมด้วย”
ภรพกระชากดึงตัววันวิสาขึ้นมา
“ถ้ายังไม่หยุดประณามครอบครัวฉัน เธอจะหาว่าฉันไม่เตือนไม่ได้”
ภรพจะลากวันวิสาออกไป สาวเจ้ารั้งแข็งตัวขืน ภรพแบกวันวิสาขึ้นบ่าไปทันที

ภรพแบกวันวิสามาถึงกระท่อมแล้วโยนโครมลงพื้น ก้นกอยสะท้านสะเทือน
“ฉันเจ็บนะ”
“ถ้าเดินมาเองมันก็ไม่เจ็บตัวยั้งงี้หรอก”
“ฆ่าฉันให้ตายไปเลยซะสิ” วันวิสาคับแค้นเหลือที่
“อย่าท้านะอีเจ๊”
“นายไม่มีวันกักขังฉันได้ตลอดไปหรอก ยังไงฉันก็ต้องหนีไปจากเกาะบ้าๆ นี่ให้ได้ ถึงจะต้องว่ายน้ำข้ามไปให้ฉลามกินฉันก็ไม่กลัวฉันยอมตายซะดีกว่าเป็นตัวประกันให้นายใช้เป็นเครื่องมือทำลายครอบครัวฉันยังงี้”
“อยากกลับไปแต่งงานกับไอ้หน้าจืดนั่นมากกว่ามั้ง”
“ใช่ นายฉลาดจังเลย ทายถูกเผงฉันอยากแต่งงานกับเฮียประยูรมากเพราะโลกนี้ไม่มีผู้ชายคนไหนดีไปกว่าเขาแล้วเขาเป็นสุภาพบุรุษทุกอย่างไม่เหมือน...”
พูดไม่ทันจบ ภรพที่บันดาลโทสะ กระชากดึงวันวิสาเข้ามาปะทะอกอั๋น เขาทำโทษเธออย่างสาสมกับความผิดที่เธอก่อขึ้น โดยไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมาจากปากอิ่มของวันวิสาได้อีกแม้แต่คำเดียว เธอตาค้างกับสัมผัสที่ริมฝีปากของเธอ แต่รสชาติของมัน...ยากจะปฏิเสธ!
จู๋ผ่านมาพอดี ตะลึงตัวแข็งตาค้าง จะถอยออกไปก็ไม่ได้ขามันแข็ง มือวันวิสาที่ทุบๆ ๆ ภรพ ค่อยๆ อ่อนแรงลงจนกลายเป็นแน่นิ่ง
เนิ่นนานชั่วกัปชั่วกัลป์ วันวิสาจึงรวบรวมกำลังผละหลุดออกมาจากภร เสียงดังจ๊วบ
“เลวที่สุด” วันวิสาเงื้อง่าจะตอบโต้
“เอาสิ อยากโดนดีอีกก็ตบเลย”
วันวิสาผละหนีเข้าภายในไปทันที จู๋ได้สติจะถอยทัพออกไป
“ไอ้จู๋”
“ครับ นายหัว”
“จะไปไหน”
“จู๋...จู๋...จะไป...ไป” จู๋ติดอ่างไปเลย
“ลื้อรู้ตัวรึเปล่าว่าวันนี้ลื้อทำผิดอะไร”
“จู๋ไม่รู้ครับ ทีหลังจู๋จะไม่มาแอบดูนายหัวกับคุณผู้หญิงจูบกันอีกแล้วครับ”
“ถ้ามีหนหน้าอีกไม่ใช่แค่ตัดเงินเดือน แต่อั๊วจะไล่ลื้อออก”
“ครับๆ ๆ นายหัว”
“ไป๊”
จู๋ลนลาน หนีบาทาภรพ

วันวิสาอยู่ในกระท่อม เช็ด ป้าย ถู ปากที่ถูกย่ำยีมาด้วยความเจ็บแค้น น้ำตาแทบร่วง ภรพตามเข้ามา
“ว่างมากเกินไปมันก็เป็นยังงี้แหละ ฟุ้งซ่าน หรือเป็นเพราะฉันใจดีเกินไป เธอถึงไม่กลัว”
“จะเอายังไงก็เอา จะฆ่าแกงกันให้หายแค้นก็ฆ่าซะเลย”
“ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอก วันนี้ฉันมีธุระที่ต้องไปทำนิดหน่อย กว่าจะกลับมาก็คงเย็นๆ ค่ำๆ ทันที่ที่ฉันมาถึงที่นี่ฉันหวังว่าจะได้เห็นผลงานของเธอบ้าง ข้าวที่กินเข้าไปตั้งหลายมื้อแล้วหัดตอบแทนบ้างไม่ใช่เอาแต่นั่งๆ นอนๆ ทุกคนที่นี่ต้องทำงานกันทั้งนั้นฝึกเอาไว้ แล้วถึงวันที่ได้ไอ้หน้าจืดนั่นเป็นผัว เธอจะรู้สำนึกบุญคุณฉันเองว่าไม่เสียแรงที่ได้มาฝึกการเป็นเมียที่นี่”

ภรพเดินออกไป วันวิสาเจ็บใจเหลือคณา น้ำตาร่วงหยดรินรดแก้มนวล

ภรพเดินกลับมาที่เรือตรงชายหาด ภาษิตถามขึ้นว่า

“คุณภรพครับ หรือเราจะเข้าเมืองกันพรุ่งนี้ดี”
“มีปัญหาอะไร”
“วันนี้ก็สายไปหน่อยแล้ว กว่าจะไปถึงท่าเรือ ผมกลัวว่าแค่ซื้อของก็หมดเวลาแล้วครับ”
“ยังไงก็ต้องไป ฉันต้องการสืบเรื่องรังนกที่มีปัญหาคราวที่แล้ว”
พูดจบภรพก็ขึ้นเรือไป

ด้านวันวิสานั่งร้องไห้อยู่มุมหนึ่ง จู๋ยกสำรับอาหารใส่ถาดเข้ามา
“คุณผู้หญิงครับ กินข้าวเถอะครับ”
“ขอบใจนายจู๋ ยกไปเก็บเหอะ ฉันไม่กินหรอก”
“เดี๋ยวนายหัวเล่นงานจู๋”
“ใครจะกินเข้าไปลง นายจู๋ไม่ได้ยินที่เขาว่าฉันหรอก ดีแต่นั่งๆ นอนๆ ไม่คิดจะทำอะไรตอบแทนข้าวของเขาที่กินเข้าไปเลย เขาว่าฉันอกตัญญูเชียวนะนายจู๋” พูดแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็ร่วงริน
“นายหัวก็พูดไปยังงั้นแหละครับ จู๋ไม่เคยเห็นนายหัวใจร้ายกับใครจริงๆ ซะที”
“งั้นฉันก็คงเป็นคนแรกละมัง ที่เขาเกลียดชังได้มากขนาดนี้”
วันวิสาป้ายน้ำตาทิ้ง หยาดแล้วหยดเล่าทั้งน้อยใจ และเจ็บใจ

ถัดมา เห็นวันวิสากวาดถูกระท่อม ทำงานบ้านต่าง ๆ อย่างกดดัน ต้องการลบคำสบประมาท ไม่ใช่ประชดประชัน
ภาพอดีตของการร่วมทุกข์ตอนติดเกาะด้วยกันครั้งแรกผุดขึ้นมาในห้วงคิด

มุมหนึ่งริมลำธาร วันวิสาซักผ้าอยู่ ใช้มือขยี้คราบบนหินเรียบ
การผจญภัยของทั้งคู่ในอดีตผุดขึ้นมาอีกครา วันวิสาซักผ้าไปน้ำตาไหลไปอย่างไม่รู้ตัว
ยิ่งอยากจะลืม ก็ดูเหมือนเธอยิ่งโถมแรงลงไปในการทำงานมากขึ้นเท่านั้น

ฝ่ายภรพ กับภาษิต เดินกลับมาที่รถ ตรงลานจอดรถสถานีรถไฟ เพื่อเข้าไปสืบเรื่องการขนส่งรังนก
“ถ้าเป็นอย่างที่นายสถานีบอกหมายความว่าวันนั้น รังนกของเราตกค้างอยู่ที่นี่สองวันเต็มๆ”
“ถ้าจะมีการสลับสับเปลี่ยนเอารังนกที่ย้อมไนเตรตมาสวมแทน ก็ต้องเป็นที่นี่แหละ ใช่ไหมครับคุณภรพ”
“เจ้าอื่นใช้สถานีนี้ขนส่งรังนกเหมือนเรารึเปล่าภาษิต”
“บางเจ้าก็ใช้สถานีชุมพรบางเจ้าก็ใช้จังหวัดอื่นแล้วแต่ครับแต่เจ้าที่ใช้ที่นี่เหมือนกันคือรังนกจิตวรบรรจงครับ”
ภรพครุ่นคิด สีหน้าของเขาค่อนข้างมั่นใจ

ที่ตลาดกลางเมืองตรัง คนงานขนกระสอบข้าวมาใส่ท้ายรถ เพื่อจะขนต่อไปท่าเรือ หลัวใส่ผักเอย ปีบน้ำมันถูกขนมารอ ภรพยืนรออยู่มุมหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะยกนาฬิกาเปิดดู
“คุณภรพจะไปรอที่ร้านกาแฟก็ได้นะครับ คงงานขนของเสร็จเมื่อไหร่ผมจะไปตาม” ภาษิตบอก
“ก็ดีเหมือนกัน ฉันกะจะซื้อของใช้บางอย่างด้วย เดี๋ยวฉันมาละกัน”
“ครับ คุณภรพ”
ภรพเดินไปทางร้านกาแฟ ภาษิตดูลิสต์รายการซื้อของทวนดูอีกครั้ง

กลางร้านรวงขายข้าวของ สินค้ามากมายที่บ่งบอกภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตคนใต้ ภรพเดินดูข้าวของเหล่านั้นท่าทางเพลิดเพลินประมาณหนึ่ง หญิงชาวบ้านคลี่ดูโสร่งปาเต๊ะ ลองทาบถับตัวก่อนตัดสินใจซื้อ
ภรพสะดุดตาก่อนสะดุดใจ เขาอดนึกถึงใครบางคนบนเกาะไม่ได้
ลูกค้าจ่ายเงิน ออกไปแล้ว ภรพเดินเข้าไปดูโสร่งปาเต๊ะ และเสื้อผ้าผู้หญิงหลายแบบที่แขวนโชว์เรียงราย
“โสร่งกับเสื้อผู้ชายอยู่ทางโน้นครับเฮีย” คนขายยิ้มแย้มต้อนรับ
“ผมจะดูปาเต๊ะกับเสื้อผู้หญิง”
“อ้อ ครับๆ ๆ ชมเลยครับเฮีย”
คนขายคลี่ปาเต๊ะออกให้ดูลวดลาย กุลีกุจอนำเสนออยากขายเต็มที่
“เฮียซื้อไปฝากเมียเหรอครับ”
“ก็...ทำนองนั้น”
“แหมเฮียนี่เป็นคนรักเมียจริงๆ เลยนะครับ”
ภรพสะดุดใจกับคำพูดคนขาย...รักแล้วทำกับเธอแบบนี้เหรอมึง?

ตรงซอกเล็กๆ ท้ายตลาด ผู้คนบางตา
ถุงกระดาษหลายใบพิมพ์ลายตารางหมากรุก และ คำว่าโชคดีบอกยี่ห้อ ภรพเดินหิ้วถุงท่าทางสบายใจขึ้น ตั้งใจจะกลับไปที่จุดนัดพบ เหมือนมีสายตาจากใครคนหนึ่งมองมา และเคลื่อนเข้าหาด้านหลังภรพ
ร่างภรพถูกชน จนถุงในมือหูขาดร่วงพื้น เห็นเด็ก 2 คน วิ่งไล่จับกันผ่านไป ภรพเซ็งเล็กน้อยแต่ให้อภัยเพราะเป็นเด็กขณะก้มลงเก็บถุงที่พื้น เสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้น ชายหนุ่มชะงัก กระสุนพลาดเป้าหัวภรพเฉียดฉิว พุ่งเข้าปะทะจัดหนึ่งที่ทำให้ภรพแน่ใจว่าเขาถูกปองร้าย พยัคฆ์หนุ่มกระโจนหลบเข้าที่กำบังที่ใกล้ที่สุดและทันได้เห็น ชายชุดดำปิดหน้าตามิดชิดสมกับเป็นโจรชั่ว มันปรากฏตัวเล็งปืนมาที่ภรพ
ภรพม้วนตัวโผไปที่กำบังอื่น ไม่ยอมเป็นเป้านิ่ง กระสุนไล่หลังภรพหลายนัดติดกัน
ถุงโสร่งปาเต๊ะร่วงลงกับพื้น ปาเต๊ะลายสวยปลิ้นออกมานอกถุง

อา...เขาจะรอดชีวิตกลับไปพบเธอคนนั้นไหมหนอ?

อ่านตอนตอนที่ 6
เงาใจ ตอนที่ 14
เงาใจ ตอนที่ 14
ขณะที่กินรีนั่งกินของว่าง อ่านหนังสืออยู่ในห้องนั่งเล่นนั้น แล้วจู่ๆ หล่อนก็รู้สึกเหม็นขนมขึ้นมาจนทนไม่ไหว ต้องวางลงบนจานแล้วผลักไปไกลๆ กิจจาเดินเข้ามาพอดี “นรี วันนี้พ่อจะไปประชุมงานที่เชียงใหม่ ไปกับพ่อไหม เผื่อนรีจะไปเดินเล่นระหว่างรอพ่อ” “ก็ดีค่ะ งั้นนรีขอไปแต่งตัวก่อน” ระหว่างที่กินรีลุกขึ้น จู่ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวจนเซ ดีที่กิจจารับไว้ทัน “นรี เป็นอะไรลูก” กิจจาพาลูกลงนั่ง “เอ่อ นรีเวียนหัว” “ไปหาหมอไหม” “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ พ่อไปประชุมเถอะ นรีคงไม่ไปไหนวันนี้” “พ่อไม่ไปแล้ว นรีไม่สบายพ่ออยู่บ้านดีกว่า” กินรีฝืนยิ้ม “นรีเป็นพยาบาลนะพ่อ นรีดูแลตัวเองได้ พ่ออย่าให้งานเสียเลย”
กำลังโหลดความคิดเห็น...