xs
xsm
sm
md
lg

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 16 จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หัวใจเถื่อน ตอนที่ 16 อวสาน

เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ ในตอนเช้าวันนี้ อมาวสีรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาล เวลานี้เธอเดินเข้าไปยืนชิดเตียงคุณหญิงอำภาในห้องไอซียู บอกกล่าวเรื่องที่ไปพบ ราช รัชภูมิ มา

“อ้อไปเจอเขามาแล้วคะ...อ้อบอกข่าวคุณอากับเขาด้วย เขาเป็นห่วงคุณอามากเลยนะคะ...เขาจะรีบมาให้เร็วที่สุดค่ะคุณอา คุณอารอเจอเขานะคะ”

ส่วนทางด้านราชนั่งนิ่งๆ อยู่ที่ริมชายหาด คล้ายจมอยู่ในความคิดตัวเอง คำพูดของอมาวสียังดังก้องอยู่ในหูของเขา
“สถานการณ์ที่บ้านพิชิตพงษ์วิกฤติถึงที่สุดแล้ว...คุณอากวีหายตัวไป ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร คุณหญิงอำภาทรุดลงไปด้วยโรคหัวใจ...พูดให้ถูกคือหัวใจขาดเลือดจนเต้นผิดจังหวะ ซึ่งมันไม่ใช่อาการปกติ อาจถึงตายได้...”

ขณะเดียวกันวารินพาเพื่อนๆ อมาวสีทั้งสาม เข้ามาเยี่ยมคุณหญิงอำภาด้วยความห่วงใย ทุกคนต่างทักทาย โอบกอด ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน

ราชยังคงเดินอยู่ริมหาดเพียงลำพัง เสียงคำพูดของอมาวสีดังเข้ามากระตุ้นเขาอีก
“นี่คือโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ไปกราบแม่ผู้ให้กำเนิดคุณ....ฉันกลัวว่าถ้าคุณอาเป็นอะไรไป ตัวลูกชายนั่นแหละที่จะต้องเสียใจ ที่ไม่อาจทดแทน หรือไม่แม้แต่จะกราบเท้าผู้เป็นแม่ซักครั้ง...ฉันเพียงแต่ทำหน้าที่ เด็กหญิงอ้อที่ห่วงใยพี่ภาคย์เสมอ ถ้าเขาไม่สนใจในสิ่งที่ฉันพูด ฉันก็จะกลับเดี๋ยวนี้ และเราคงตัดขาดกันนับจากนี้เป็นต้นไป”

ฝ่ายภากรพาสีไพรมาเยี่ยมคุณหญิงอำภา เจอกับ วาริน อมาวสี และเพื่อนๆ สีไพรยกมือไหว้ทุกคนในห้องอย่างอ่อนน้อม

อีกวันหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจคนสนิทของบ้านพิชิตพงษ์คนเดิม เดินตรงเข้าไปในโรงพยาบาลนี้
พยาบาลเดินพาตำรวจเข้ามายังห้องไอซียู นายตำรวจท่านนั้นตรงไปที่อมาวสี
“คุณอมาวสีครับ...ผมขออนุญาตคุยด้วยสักครู่ได้มั้ยครับ”
“คะ” อมาวสีมองหน้าตำรวจด้วยความสงสัย
“เรื่องความคืบหน้าของท่านกวีครับ...เชิญทางนี้ครับ”
อมาวสีเดินตามตำรวจออกไป

ตอนสาย คุณหญิงอำภายังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง
โดยไม่มีใครเห็น ราชเดินเข้ามาในห้องไอซียูนี้ เขาตรงไปหยุดยืนข้างๆ เตียง มองคุณหญิงอำภา นิ่ง แววตาของเขามีความอ่อนโยน ต่างไปจากทุกครั้งที่เคยเห็น
จู่ๆ คุณหญิงอำภาก็น้ำตาเอ่อล้น เหมือนจะรับรู้การมาของลูกชาย
ราชค่อยๆ ทรุดกายนั่งลงข้างๆ เตียงนั้น เขาดึงมือคุณหญิงอำภามากุมไว้ใกล้หน้าอก แล้วจึงเอ่ยปากพูดขอโทษผู้เป็นมารดาออกมา
“ผมขอโทษ...ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำผิดพลาดล่วงเกินท่านไป ผมขอโทษ...ขอโทษครับแม่”
ราชก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นมารดา น้ำตาลูกผู้ชายของเขาร่วงหล่นรดรินลงบนเท้าตรงหน้า

คุณหญิงอำภาฟื้นตื่นขึ้นมา เหลือบตามามองทางลูกชาย น้ำตาเอ่อไหลออกมาเป็นทางด้วยความตื้นตันใจ

ราชลุกขึ้น ละตัวออกจากเตียง เขาเดินออกมาบริเวณหน้าประตูห้องไอซียู อมาวสียืนมองภาพนี้อยู่ตรงนั้นนานแล้ว แววตาของเธอเต็มตื้นปีติล้น ไปกับภาพที่ได้เห็น

“ขอบคุณนะคะที่กรุณามา”
ราชยิ้มเพียงน้อยนิดก่อนเอ่ยปาก
“คุณหญิงอำภาอาการดีขึ้นแล้ว...งานแต่งงานของคุณก็คงไม่เลื่อนสินะ”
อมาวสีไม่เอ่ยปากตอบ ราชจึงเดินออกไปเงียบๆ

อมาวสีเดินเข้าไปใกล้ขอบเตียง มองหน้าคุณหญิงอำภา ซึ่งหลับไปอีกครั้ง แต่บัดนี้คุณหญิงมีสีหน้าที่ดีขึ้น รอยยิ้มสดใสปรากฏให้ได้เห็นแล้ว
“คุณอาคะ วันนี้มีเรื่องดีๆ ดีเกิดขึ้นกับเรามากมายเลยค่ะ...นอกจากพี่ภาคย์มาเยี่ยมคุณอาแล้ว เรายังได้ข่าวดีเกี่ยวกับคุณอากวีด้วย...ท่านไม่ได้เป็นอะไรค่ะมีคนยืนยันว่า พบท่าน นั่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดป่าค่ะ...ตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบไปที่วัดนั้นค่ะ...คุณอาสบายใจได้...หายป่วยไวๆนคะ...ครอบครัวพิชิตพงษ์ กำลังจะกลับมาเป็นสุขเหมือนเดิมแล้วนะคะ”

ราชเดินมาตามทางเดินในโรงพยาบาล จนเห็นภากรซึ่งเดินเข้ามากับสีไพร สองหนุ่มร่วมมารดาเดียวกัน ต่างค่อยๆ หยุดเดิน และต่างจ้องมองหน้าซึ่งกันและกันนิ่งนาน แลเห็นความเข้าใจปรากฏขึ้นในแววตาของทั้งคู่ สุดท้ายภากรเป็นผู้เอ่ยปากทักก่อน
“ภาคย์”
“ภากร”
“นี่สีไพร เมียฉัน”
ราชยิ้มทักสีไพร “ดีใจด้วยนะ...ห้าเดือนแล้วใช่มั้ย”
สีไพรยิ้มตอบ “ค่ะ”
“ขอให้สุขภาพแข็งแรงทั้งแม่และลูกนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายว่ะ ภาคย์”

ไม่นานนัก ภากรก้าวมาเข้ามา ในมุมสงบของโรงพยาบาล ราชนั่งสบายๆ อยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว
“ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะจำนายไม่ได้”
“ไม่แปลก คนอื่นก็จำฉันไม่ได้ อีกตั้งหลายคน”
“ยกเว้นยายอ้อ”
“ก็แค่เดาๆ”
ภากรนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนเอ่ยปากบอกสิ่งที่อยากพูดมากที่สุด
“ฉันขอโทษนะ...”
ราชมองหน้าภากรนิ่ง
“ฉันอยากขอโทษ” ภากรเอ่ยย้ำ
“เรื่องอะไรบ้าง”
“ทุกเรื่องที่ฉันแกล้วนาย แกล้งให้โดนแม่ดุ พ่อตี”
“พวกเขาอยากทำอย่างนั้นกับฉันอยู่แล้ว”
“เพราะนายเป็น ทวยไทงั้นเหรอ”
“นายรู้เรื่องนี้ด้วย” ราชแปลกใจ
“แม่เล่าทั้งหมดให้ฟัง ตั้งแต่วันที่พ่อหายไป”
ราชนิ่งไป
“แต่ก็มีเรื่องที่ฉันต้องขอโทษนายอีกตั้งเยอะ...ทั้งเรื่องที่ชอบแกล้งอ้อ และก็เรื่องชาลินี”
ราชบอก “นายคงต้องไปขอโทษชาลินีเอาเอง ฉันให้อภัยนายแทนชาลินีไม่ได้”
“นายจะยังโกรธแค้น อาฆาตฉันมั้ย”
“ไม่มีประโยชน์ วันนี้ฉันคือ ราช รัชภูมิ และฉันพร้อมให้อภัยทุกคน”

ราชลุกเดินออกไปในทันที

ราชเดินตรงไปที่หน้าลิฟท์ นมพริ้งเดินสวนมาจากอีกทาง แม่นมสูงวัยชะงักหันกลับไปมองหน้าชายร่างสูงใหญ่นั้น ราชเดินเข้าไปในลิฟท์ และหันมายิ้มให้
นมพริ้งอุทานออกมาว่า
“คุณภาคย์...คุณภาคย์ของนม”
ราชยิ้มให้ ประตูลิฟท์ปิด ก่อนที่ใครจะมีโอกาสพูดอะไรต่อ
นมพริ้งวิ่งตรงมายังภากร เอ่ยปากละล่ำละลักด้วยความตื่นเต้น
“คุณภากรคะ...นั่นคุณภาคย์ค่ะ...คุณภาคย์เดินเข้าลิฟท์ไปเมื่อกี้นี้”
แต่ภากรกลับบอกว่า “ป้าตาฝาดแล้ว...นั่น ราช รัชภูมิ”

ตอนกลางวัน ที่วัดป่าสวยสงบร่มรื่นแห่งนี้ มีชายวัยกลางคน กำลังกวาดลานวัดอยู่ หากใครเดินเข้าไปใกล้ จนเห็นโครงหน้าชัดเจนว่า จะรู้เขาคือ กวี พิชิตพงษ์ อดีตรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่
ท่านกวีทำตัวเยี่ยงชาวบ้านทั่วๆ ไป ที่มาปฏิบัติตัวเป็นจิตอาสาช่วยงานวัดนี้ ท่านกวีขยับตัวลงนั่งพักโคนต้นไม้ใหญ่ โดยไม่ทันดูว่าข้างๆ เขามีชายหนุ่มร่างใหญ่คนนั่งอยู่ก่อน ชายคนนั้นหันหลังให้ท่านกวี
จนเมื่อชายผู้นั้นเอ่ยปาก น้ำเสียงที่เปล่งออกมาบอกให้รู้ในทันทีว่า เขาคือราช นั่นเอง
“คนเราก็อย่างนี้แหละนะ...ไม่เดือดร้อน ไม่จนแต้ม ไม่มีทางหันหน้าเข้าวัด”
“ตั้งใจพูดจาดูถูกกันเหรอ หลานชาย”
“ผมพูดลอยๆ อาอยากรับไปก็ช่วยไม่ได้”
ท่านกวีเอ่ยปากตอบอย่างภาคภูมิใจ
“ถ้าหลานรู้ว่าอาเป็นใคร หลานจะทึ่ง”
“ท่านมีอะไรแปลกกว่าคนอื่นจนผมต้องทึ่งงั้นเหรอครับ”
“รู้จักนักการเมือง ระดับรัฐมนตรีบ้างมั้ย...เอ่ยชื่อคนที่หลานรู้จัก ที่พอจะนึกออกได้เดี๋ยวนี้ มาซักคนนึงสิ”
ราชบอกชื่อนี้ “กวี พิชิตพงษ์”
ท่านกวียิ้ม
“อดีต...นั่นมันอดีตรัฐมนตรี”
“ผมนึกถึงคนนี้ขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
“ก็ดี ทีนี้หลานคิดว่าคนอย่างท่านกวีจะละทุกอย่าง แล้วหันมากวาดลานวัดอย่างนี้มั้ย”
“ก็เป็นไปได้ ถ้าเขารู้สึกตัวว่าทำความผิดมาเยอะ เป็นต้นว่า...แย่งคนรักมาจากชายอื่น...บีบบังคับจนเด็กคนนึงที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องหนีออกจากบ้านไป...ใช้อำนาจของนักการเมืองผู้ยิ่งใหญ่บังคับให้ลูกให้หลานแต่งงานตามใจชอบ โดยไม่สนใจว่าเขารู้สึกยังไง...และก็อาจจะมีผลประโยชน์ทางการเมืองที่ผมเดาไม่ถูก”
ท่านกวีนั่งฟังนิ่ง อึ้งไปนาน

“เธอเป็นใครกันแน่”

ราช รัชภูมิ หันหน้ามาหาท่านกวี ชายสองคนประจันหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี

“ผมคือคนที่มีเวรมีกรรมผูกพันกับท่านมาตั้งแต่เกิด”
“ภาคย์” คือคำที่หลุดออกจากปากท่านกวี
“การทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แล้วหนีเอาตัวรอดมาคนเดียว ไม่ใช่การสร้างบุญนะครับท่าน”
ท่านกวีถามย้ำคำเดิม “เธอคือ ภาคย์ ใช่มั้ย”
“ท่านไม่ต้องห่วงเรื่องบ้านพิชิตพงษ์นะครับ...ผมจะไม่เอาบ้านหลังนั้นไปทำประโยชน์อะไร และจะไม่เก็บเรื่องนี้เอามาเหยียดหยามท่านแม้แต่น้อย”
ท่านกวีอึ้งไปอีกครั้ง ตะลึงจ้องอย่างคาดไม่ถึง
“พ่อ...เอ้อ...อา”
ราชนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าท่านกวี
“ถ้าท่านคิดว่าทำอะไรผิดไว้กับผมบ้าง ผมให้อภัย ส่วนอะไรทั้งหมด ที่ผมทำผิดกับท่าน...ผมกราบขอโทษ”
ราชกราบเท้าขอขมา กวี พิชิตพงษ์
น้ำเสียงท่านกวีสั่นสะท้าน “ภาคย์ ลูกพ่อ”
“กลับไปหาภรรยาของท่านเถอะครับ...ท่านไม่มีทางได้บุญครบถ้วนดังปรารถนา หากท่านยังสร้างความทุกข์ให้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังท่านอย่างนี้”
ราชลุกเดินออกไปเงียบๆ
ท่านกวีพูดอะไรไม่ออก นั่งนิ่งงัน จุกอก

บ่ายวันเดียวกันนั้น
นายตำรวจคนเดิม เดินตามพยาบาลตรงเข้าไปในห้องไอซียูอีกครั้ง มีนมพริ้งยืนอยู่ในนั้น นายตำรวจพูดกับนมพริ้งอย่างสุภาพ
“ขออนุญาตครับ...เราพบตัวท่านกวีแล้ว”
นมพริ้งตื่นเต้น ดีใจ “พบแล้ว...พบที่ไหนค่ะ ตอนนี้ท่านอยู่ไหน”
“ท่านเดินทางมาที่นี่แล้วครับ”
นายตำรวจหันไปด้านหลัง เห็นท่านกวีก้าวเข้ามา นมพริ้งปราดเข้าไปหา
“คุณท่าน...คุณท่านปลอดภัยดีใช่มั้ยคะ”
“พาฉันไปหาคุณหญิงที”
นมพริ้งเดินนำท่านกวีตรงไปยังเตียงนอนคนไข้ ท่านกวีเดินไปยืนชิดร่างของภริยา น้ำตาของเขาเอ่อขึ้นมาทันที
“อำภา...ผมกลับมาแล้วนะ ผมจะไม่ทิ้งคุณไปไหน เราจะกลับมาเป็นครอบครัวดังเดิมนะอำภา...คุณได้ยินผมมั้ย...อำภา”
ท่านกวีบีบมือคุณหญิงแน่น

คุณหญิงอำภา ค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกตัว ทุกคน ณ ที่นั้น ยิ้ม ดีใจ ปลื้มปีติไปตามๆ กัน

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

รุ่งเช้าวันนี้ ราชขับรถไปบนถนนเลียบหาดภูเก็ต ท่ามกลางแสงแดดสวย สายตาของเขาทอดยาวไปไกลลิบตา ราวกับคนปลดปล่อยทุกข์โศกไปสิ้นได้ เสียงความคิดของราชดังกระหึ่มขึ้น
“ผมเคยถามตัวเองว่าเกิดมาทำไม...ผมไม่เคยหาคำตอบให้ตัวเองได้...แม้จนทุกวันนี้ บางคนเรียกสิ่งที่ไม่รู้นี้ว่าโชคชะตา และเชื่อกันว่าโชคชะตาเป็นตัวกำหนดจังหวะแต่ละก้าวของชีวิตทุกชีวิต...”

อีกฟากหนึ่ง มีทั้งรถตู้ และรถเก๋งแล่นมาจอดหน้าบ้านพิชิตพงษ์ ท่านกวีประคองคุณหญิงอำภาเข้าบ้าน ไป ตามมาด้วยนมพริ้ง
จันเดินเข้ามายื่นจดหมายให้ท่านกวี

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ผมขอขอบคุณสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา แม้มันจะทำร้ายผมหลายต่อหลายหน...แต่ก็ยังคงให้โอกาสผม ให้ผมได้แก้ไข ความผิดที่ผมสร้างขึ้น...กับทุกๆ คนรอบตัวผม ผมขอสละทั้งหมดที่ผมมีให้กับทุกชีวิตที่มีกรรมผูกพันกับผมมาเนิ่นนาน”

ต่อมาไม่นานนัก ภากรจูงสีไพรเข้าไปกราบบิดามารดา ท่านกวีรับไหว้ให้อภัย คุณหญิงอำภายื่นจดหมายให้ภากรอ่าน

“ขอให้ภากรและสีไพรมีชีวิตครอบครัวที่เป็นสุข ผมได้โอนเงินไปในบัญชีของคุณผ่านทางทนายชอบ...นั่นคือทุนสำหรับสร้างครอบครัว...หวังว่าคงพอสำหรับทำร้านอาหารสวยๆให้สีไพรและพ่อนะ”

อีกมุมหนึ่งในบ้านพิชิตพงษ์ คุณหญิงอำภาอ่านจดหมายข้างๆ ท่านกวี

“ท่านกวีและคุณหญิงอำภา ท่านมีทุกอย่างพร้อมแล้วและคงไม่ต้องการอะไรจากผม ผมจึงขอคืนบ้านพิชิตพงษ์ให้เป็นของท่าน เพราะมันเป็นของท่าน ไม่ใช่ของใครอื่น คุณหญิงอำภา บุญคุณที่ท่านให้กำเนิดบุตรนั้นยิ่งใหญ่ จนผมไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ ผมสัญญาว่าจะไม่มีวันลืมว่าใครคือผู้ให้กำเนิดผม...รักษาสุขภาพให้ดีนะครับ”

อมาวสีอ่านจดหมายกับวาริน อยู่อีกมุมหนึ่งในบ้านพิชิตพงษ์

“อมาวสี ผมขอให้มีความสุขกับชีวิตแต่งงานกับวารินเพื่อนรักของผม เขาเป็นคนดี คุณจะไม่มีวันเสียใจเพราะเขา ผมขอโทษที่ผิดสัญญาที่ว่าจะยกบ้านพิชิตพงษ์ให้ แต่มีบ้านอีกหลังที่เหมาะสำหรับคุณมากกว่า...บ้านแก้ว ผมขอยกบ้านแก้วให้เป็นของคุณ คุณจะใช้เป็นเรือนหอหรือไม่ก็สุดแท้แต่คุณ”

เวลาเดียวกับที่ทุกคนอย่างจดหมายกันอยู่นี้ ราชนั่งเรือประมงออกไปกลางท้องทะเลอันเวิ้งว้าง

“สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณโชคชะตาอีกครั้งที่นำพาให้พวกเรามาเจอกัน...แม้ว่าจะมีสุขบ้างทุกข์บ้างในบางเวลา แต่นั่นก็คือชีวิต ที่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป จนกว่าชีวิตจะหาไม่...เราคงไม่มีโอกาสได้พบกันอีก...ลาก่อนทุกคน”

อมาวสีนั่งนิ่งๆ ริมระเบียง ทอดสายตาเหม่อลอยออกไปไกล ครุ่นคิดเรื่องราวมากมายในใจเธอ

สักครู่ท่านกวีเดินตรงไปหาอมาวสี เขายืนมองหลานสาวนิ่งๆ สักพัก
“อานั่งคุยด้วยคนสิอ้อ”
“ค่ะ”
“อาถามอะไรหน่อยนะ...สั้นๆ”
“ค่ะ”
“แน่ใจแล้วเหรอ”
อมาวสีฉงน “คะ”
ท่านกวีบอกว่า “แน่ใจแล้วเหรอที่จะแต่งงาน”
“ค่ะ”
“ครั้งนี้ อาไม่ได้บังคับอ้อนะ”
“ค่ะ”
“ค่ะ คืออะไร” ท่านกวีมองจ้องหน้า
อมาวสีบอก “แน่ใจค่ะ”
“ตอบอาเร็วไปรึเปล่า...”
“ช้าหรือเร็วก็คำตอบนี้หละค่ะ” เธอว่า
“ตอบด้วยอะไร”
“คะ”
“ใจหรือสมอง”
อมาวสีนิ่งไป เธอไม่มีคำตอบให้ท่านกวี
“อาผ่านความผิดพลาดมาแล้วมากมาย ทุกครั้งล้วนแต่ใช้สมองคิดและตัดสินทั้งนั้น...แต่อาเห็นคนที่ใช้หัวใจในการเลือก ในการตัดสินใจ...พวกเขาแทบจะไม่พบกับความผิดพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว...อย่างน้อยพวกเขาก็มีความสุขกับการตัดสินใจของเขา”
อมาวสีนิ่ง คิดตามคำพูดท่านกวี
“ลองดูอีกทีนะอ้อ...ถามหัวใจตัวเองใหม่แล้วค่อยตอบอา ตอนที่เรายังมีเวลาแก้ไข”
ท่านกวีลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งให้อมาวสีนั่งครุ่นคิดต่อไปโดยลำพัง

ในขณะที่วารินนั่งทานอาหารกลางวัน นิ่งๆ หน้าตาของเขาเรียบเฉย ไม่ทุกข์ ไม่สุข วัชรีเดินเข้ามาหาพี่ชาย
“คุณพี่...เจอตายักษ์บ้างมั้ย”
“ไม่เจออีกเลยนับตั้งแต่ มันส่งจดหมายมาล่ำลาวันนั้น”
วัชรีนั่งถอนใจอยู่สักพัก
“แล้ววันนี้ พี่ไม่ไปหายายอมาเหรอ”
“ไม่ละ...ไปบ่อยๆเดี๋ยวเขาเบื่อ”
“แล้วไม่คิดถึงเขาเหรอ”
“ทนคิดถึงอีกไม่กี่วัน เดี๋ยวก็แต่งงานแล้ว เดี๋ยวก็ได้อยู่ด้วยกันแล้ว”
“แต่น้องว่า หลังๆ นี้ดูยายอมาซึมเศร้าพิกลนะคุณพี่” วัชรีตั้งข้อสังเกต
วารินยิ้มๆ “อาจจะเป็นโรคกลัวการแต่งงานหน่อยๆ ก็ได้นะ”
วัชรีจ้องหน้าวารินถาม “คุณพี่...คุณพี่แน่ใจแล้วเหรอ”
วารินตอบเร็วโดยไม่ทันคิด “แน่ใจซี่...แน่ใจอะไร”
“เรื่องแต่งงานน่ะ”
“คุณน้องนี่...ถามแปลกๆ”
“ก็เพราะมันแปลกๆน่ะสิถึงได้ถาม...คนจะแต่งงานกันไม่เห็นมีท่าทีมีความสุขเลย”
“เฮ้ยสุขซี่...พี่มีความสุขจะตาย” วารินว่า
“น้องหมายถึงยายอมา ท่าทางเหมือนตอนท่านกวีบังคับให้แต่งงานไม่มีผิดหรือพี่จะลองคิดใหม่”
วัชรีบอกวาริน เขาอดคิดตามไม่ได้

ท่านกวีนัดสื่อมวลชน ตั้งโต๊ะแถลงข่าวแต่งงานขึ้นภายในบ้านพิชิตพงษ์ หลายวันถัดมา
“ถ้าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ สื่อมวลชนจะไปค้นภาพข่าวเก่าๆ ก็จะพบว่า ผมแถลงข่าวเรื่องงานแต่งงานอมาวสีหลานผม สองครั้งแล้ว...ครั้งแรกแถลงจัดงาน ครั้งที่สองแถลงเลื่อน แต่ครั้งนี้ครั้งที่สาม แต่งแน่นอน เพราะผมมีคุณหญิงนั่งข้างๆ ด้วย รวมทั้งหลานสาวผม อมาวสี และเจ้าบ่าวของเขา วาริน พิชิตพงษ์ แต่งกันแน่นอนครับ ตามวันเวลาที่แจ้งสื่อมวลชนนั่นแหละครับ”

สองคนอยู่ด้วยกันที่ริมทะเล ราชดูข่าวจากทางไอแพด ส่วนเทินยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า
“สบายใจมั้ย”
“ห๊ะ” ราชงงกับคำถาม
“เห็นเขาจะแต่งงาน สบายใจมั้ย...ไม่ต้องตอบ ผมรู้ว่าคุณราชต้องบอกว่าสบายใจ ดีใจกับเขามั้ย
...ไม่ต้องตอบ ผมรู้ว่าคุณราชต้องบอกว่าดีใจ...อยากไปร่วมงานเขามั้ย...ไม่ต้องตอบ คุณราชต้องบอกว่าไม่อยากไปยุ่งกับเขา”
“รู้แล้วก็หยุดถามซะทีซี่น้าเทิน ไม่ถามก็ได้แล้วก็ไม่ต้องพูดแล้ว” ราชหงุดหงิดนิดๆ
“อันนี้ห้ามไม่ได้ครับ ผมจะพูด คุณราชจะไล่ผมออก ผมก็จะพูดก่อนออก”
“พูดอะไร...แค่เนี้ยเหรอ....”
“อะไรทั้งหมดที่ทำมานักต่อนัก ทั้งวางแผน ซุ่มดู ลงทุนซื้อบ้าน ฉุดเขาไปเข้าป่า โดนยิงแทบตาย...แค่เนี้ยเหรอ สุดท้ายมานั่งนิ่งๆ ริมทะเลอย่างเนี้ยเหรอ...ผมว่าถ้าต้องการแค่นี้ คุณเอาเวลาที่ผ่านมาไปขายปลาหมึกปิ้ง ยังได้กำไรมากกว่า ไม่เหนื่อย ไม่เฉียดตาย...ถามจริงๆ เถอะครับ มันสุดแค่นี้จริงๆเหรอ ความต้องการของหัวใจคุณสุดแต่นี้เหรอ ทำเต็มที่แล้วเหรอ”
“จะให้ผมทำยังไง” ราชย้อนถาม
“อย่าถามผม ถามหัวใจคุณการ์ดแต่งงานวางอยู่นั่น วัน เวลา สถานที่ รู้หมดแล้ว...จะมัวมานั่งตากลมทะเลทำไม”
“ทำยังไงล่ะ”
“ไปซี่ ไปบอกว่ารักเขา ไปแต่เช้าเลย ไปหยุดงานแต่งงานเขา เหมือนในหนังน่ะ...เคยดูมั้ย วิ่งไปให้ทันก่อนเขาสวมแหวนน่ะ...ไปนอนคิดดูนะครับ ผมพูดแค่นี้หละ...แล้วจะไล่ผมออกมั้ยล่ะ”
ราชจ้องหน้าเทิน ไม่มีคำตอบใดๆ หลุดรอดออกมา

ค่ำคืนนี้มันช่างทรมานนักสำหรับคนทั้งสอง ราชเข้านอนนานแล้ว แต่กลับครุ่นคิดด้วยความสับสน ไม่มีทีท่าว่าจะหลับลงได้

อมาวสีก็เช่นเดียวกัน เธอมิอาจข่มตานอนให้หลับลงได้เช่นกัน

เช้าวันนี้ รถตู้คันใหญ่แล่นเข้าจอดหน้าหน้าบ้านพิชิตพงษ์ เจ้าสัววิรัตน์ ภริยา และวารินก้าวลงจากรถ เดินตรงขึ้นบ้านไป
เสียงเจ้าสัววิรัตน์ดังขึ้น
“วันนี้เป็นวันดี เป็นวันมงคล...เหมาะกับการเริ่มต้นลงหลักปักฐาน สร้างครอบครัวใหม่ ด้วยความรัก ความเข้าใจ และการยอมรับกัน ให้เกียรติกัน...คนสองคนจะต้องเปิดใจให้กัน ต้องไม่มีอะไรคลางแคลงใจระหว่างกันแม้ทั้งสองจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง เพื่อความสุขและความมั่นคงของครอบครัว ก็จะต้องทำ”

ระหว่างนี้นมพริ้งจูงอมาวสีออกมาจากห้องแต่งตัว เธออยู่ในชุดเจ้าสาวแสนสวย งามงดหมดจด เสียงเจ้าสัววิรัตน์ยังดังอยู่อย่างนั้น

“ในวันนี้ ผู้เป็นเจ้าสาวจะได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ผู้เป็นเจ้าบ่าวจะเป็นชายผู้โชคดีที่สุดในโลก...ฉะนั้น เมื่อที่สุดของทั้งสองคนมารวมกันจึงเป็นความ ภูมิใจที่สุดของผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย...ในวันนี้”

ท่านกวีและคุณหญิงอำภา เดินลงบันไดบ้าน เข้ามาในห้องโถง ทั้งสองตรงเข้าไปทักทายกับเจ้าสัววิรัตน์ และ วาริน
“ถือเป็นโอกาสดี ที่สองตระกูลจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน หากมีเรื่องราวผิดใจกันมาแต่หนไหน ก็ให้ถอดทิ้งไป ซะตั้งแต่วันนี้วันนี้”

รถยนต์คันใหม่แล่นเข้ามาจอดต่อท้ายรถคันเดิม สามสาว วัชรี นิลรัตน์ พึงใจ ก้าวลงจากรถ ทุกคนเดินตรงเข้าบ้าน หน้าตายิ้มแย้มมีความสุข
เสียงเจ้าสัววิรัตน์ยังคงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง
“ญาติพี่น้อง และเพื่อนสนิทผู้หวังดีกับเรา ก็จะพลอยดีใจไปด้วยเช่นกัน พวกเขาจะดั้นด้นมากล่าวคำอวยพรให้กับเรา เว้นเสียแต่ว่าเราจะปิดข่าวเงียบ ไม่บอกให้ใครรู้...”

ส่วนที่รักษ์เลรีสอร์ท เทินเดินมาเคาะประตูห้องนอนราชในตอนเช้า
“คุณราชครับ...คุณราช...อาหารเช้าพร้อมแล้วครับ”
เมื่อไม่มีเสียงตอบ เทินเปิดประตูห้อง พอเข้าไปในห้อง พบว่า ห้องนอนโล่ง...ไม่มีราชอยู่ในนั้น
กระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งวางอยู่ เทินหยิบมาดู มันมีตัวหนังสือเขียนว่า
“ผมเข้ากรุงเทพฯ อย่าถามว่าไปทำไม...ไม่มีเวลาตอบ...ราช”
เทินยิ้มสมใจ

ราชลงจากเครื่องแล้ว เขาขี่มอเตอร์ไซค์วิ่งไปบนถนนอันกว้างใหญ่ของกรุงเทพมหานคร
“เพื่อนฝูง และแขกเหรื่อจะมากันมากหรือน้อยไม่เป็นปัญหา...เพราะความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่คุณภาพของจิตใจมากกว่า”

ที่โถงกลางบ้านพิชิตพงษ์ อมาวสีขยับตัวลงนั่ง ข้างๆ วาริน
แลเห็นกวีและอำภา นั่งอยู่เบื้องหน้า โดยมีเจ้าสัววิรัตน์ นั่งอยู่ข้างๆ ในระดับเดียวกัน อมาวสีและวารินนั่งพับเพียบเบื้องหน้าผู้ใหญ่เหล่านั้น วัชรี และเพื่อนๆ นั่งให้กำลังใจอยู่ด้านหลัง หมู่พาน สินสอดทองหมั้น วางอยู่เบื้องหน้าเขาและเธอ
“นี่คือการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ ของเธอทั้งสองคน...ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ผลนั้นมันก็จะตกอยู่กับเธอ และมันจะผูกพันกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเธออย่างไม่อาจปฏิเสธได้”
ทางด้านราชขี่มอเตอร์ไซค์เร่งความเร็วมากยิ่งขึ้น ในจังหวะที่ท่านกวีก้มหน้าลงไปถามอมาวสี
“ยังยืนยันการตัดสินใจครั้งนี้ใช่มั้ย”
“ค่ะ”
วารินก็รับว่า “ครับ”
“ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่าง สมดังความปรารถนาของเธอทั้งสองนะ” คุณหญิงระบายยิ้มในสีหน้า

ราชขับรถมาถึงหน้าบ้านพิชิตพงษ์แล้ว

ในโถงบ้านพิชิตพงษ์ วัชรี นิลรัตน์ และพึงใจ ต่างช่วยกันยกชุดรดน้ำสังข์เข้ามาตั้งให้ผู้ใหญ่ดู นมพริ้งถือพวงมาลัยมาส่งให้ท่านกวี
ราชลงจากรถเหลียวมองไปรอบๆ แล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

เจ้าสัววิรัตน์ถือพวงมาลัยในมือ เขาเอ่ยปากพูดกับทุกๆ คน ขึ้นว่า

“เอาละ ได้เวลาเริ่มพิธีการแล้ว เชิญ เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้...”

ราชวิ่งทะยานเข้ามากลางห้องโถง ร้องห้ามด้วยเสียงอันดังว่า
“เดี๋ยวก่อน....”
ราชเหลียวมองไปทั่วทั้งห้อง พบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องโถงนี้เลย ราชยืนชะงักนิ่ง งุนงง สงสัย
จันเดินเข้ามาเบื้องหน้าราช แล้วถามว่า
“มาหาใครคะ”
“มา...งานแต่งงาน”
“อ๋อ...ขอโทษนะคะ”
จันพยักหน้าไปทางด้านนอก ราชเหลียวมองตาม จู่ๆ ถุงดำใบใหญ่ก็ถูกครอบหัวราชทันที

ไม่นานต่อมา ถุงดำใบเดิมนั้นถูกดึงเปิดออก สีหน้าราช เต็มไปด้วยอาการงุนงงกับภาพเบื้องหน้าและจากสภาพรอบๆ ตัว เขาจำได้ทันทีว่ามันคือชั้นบนของบ้านแก้วนั่นเอง
ร่างราชถูกเชือกมัดรอบตัวยึดติดกับเก้าอี้ ที่ตั้งอยู่กลางโถงบ้าน โดยไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆ ที่มุมเพดานห้องมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ และข้างๆ ตัวราชมีวิทยุสื่อสารสีแดงวางอยู่หนึ่งอัน
ราชพยายามคาดเดา และทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขา สุดท้ายดูเหมือนว่าเขาจะแสยะยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วจึงค่อยๆ เอ่ยปากพูดอย่างมีสติ
“ฉันรู้นะ ว่าฉันอยู่ที่ไหน...ไม่ฉลาดเลยนะที่จับฉันมาที่นี่...น้าเทิน? น้าเทินใช่มั้ย? น้าเทินใช่มั้ยที่เล่นตลกอย่างนี้กับผม..ผมรู้ว่าต้องเป็นน้าเทิน...แต่ผมไม่รู้ว่าน้าทำอย่างนี้ ทำไม เพื่ออะไร...”
ราชเงียบ รอฟังเสียงตอบรับ ทว่าไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา ทุกอย่างมันยังตกอยู่ในความเงียบ
“ที่พยายามเหลือเกินจะให้ผมเข้ากรุงเทพฯให้ได้ ก็เพราะอย่างนี้เองเหรอ?...น้าต้องการอะไรกันแน่...หวังสมบัติของผมเหรอ ไม่น่าจะใช่...ถ้าอยากได้สมบัติ ตามพินัยกรรม ก็ต้องฆ่าผมให้ตาย ไม่ใช่เอามาจับมัดไว้ที่บ้านแก้วอย่างนี้...หรือว่าน้าเทินร่วมมือกับใคร...อย่าบอกนะว่าเป็นคนในบ้านพิชิตพงษ์...ทำเพื่ออะไร ?...บอกมาซี่...ทำอย่างนี้ทำไม”
ราชยังคงนั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบ ด้วยยังไม่มีเสียงตอบสนองแต่อย่างใด
“ไม่ว่าต้องการอะไรก็ตาม ขอบอกให้รู้ว่าไม่สำเร็จหรอก เกมแบบนี้ผมถนัดนักผมอยู่อย่างนี้ได้เป็นวันๆ...น้าเทินเอาชนะผมไม่ได้หรอก ผมไม่ได้อ่อนแอแบบอมาวสีนะ”
เสียงเทินดังลอดผ่านวิทยุสื่อสารเข้ามา
“อย่าเพิ่งพูดอะไรมากเลยครับ...คุณราช”
“นั่นไง...น้าเทินจริงๆด้วย โผล่หน้ามาให้เห็นเดี๋ยวนี้เลยน้าเทิน นี่มันคือวิธีการของผม ที่ผมใช้กับอมาวสี...น้าเทินเอาวิธีของผมมาย้อนรอยผม เพื่ออะไรแล้วงานแต่งงานล่ะ งานแต่งงานอยู่ไหน...ปล่อยผมเดี๋ยวนี้นะ ผมจะรีบไปให้ทันงานแต่งงาน”
“ไม่มีงานแต่งงานครับ”
ราชงง “ว่าไงนะ”
เสียงเทินดังออกมาอีกว่า “จนกว่าคุณราชจะตกลง ทำความเข้าใจกับเธอก่อน”
“ใคร”
“ผู้หญิงที่สวยที่สุดในวันนี้...เธอคือเจ้าสาวครับ...อยู่ข้างหลังคุณราชนั่นแหละ”

ราชเหลียวหน้าไปมองดูด้านหลัง เขาเห็นอมาวสีเดินขึ้นบันไดบ้านเข้ามาอย่างสง่างาม ราชจ้องมองอมาวสีนิ่ง
“คุณควรจะขี่ม้าขาวเข้ามาด้วยนะ จะได้เหมือนกับที่ผมทำไว้ทุกอย่าง” ราชประชด
“ฉันไม่ได้ต้องการทำเหมือนคุณ...ฉันทำต่อจากที่คุณทำ...ทำให้มันจบ”
“งั้นเหรอ...คุณเป็นคนวางแผนทั้งหมดเองเหรอ”
“ฉันไม่เก่งขนาดนั้น แต่ฉันได้รับความร่วมมือมากมาย ไม่แพ้ตอนที่คุณทำกับฉัน”
“น่าจะมากกว่าด้วยมั้ง...แต่ผมอยากรู้ว่าคนต้นคิดคือใคร...น้าเทินละสิ”
อมาวสีนิ่งเงียบ ไม่มีคำตอบออกจากปากของเธอ

แววตาของอมาวสีหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

โดยภายหลังจากเดินมาเคาะประตู เดินเข้าไปดูในห้องนอน จนพบว่าราชไม่ได้อยู่ในนั้น และทิ้งจดหมายบอกว่ากำลังเดินทางไปกรุงเทพฯ
น้าเทินยกโทรศัพท์มือถือขึ้นพูดใครคนหนึ่งที่กรุงเทพฯ
“เรียบร้อย เป็นไปตามแผนครับ...คุณราชกำลังเข้ากรุงเทพฯ เตรียมย้ายไปบ้านแก้วได้เลยครับคุณวาริน”
ใครคนนั้นคือวารินนั่นเอง

เมื่อได้ฟัง ราชแทบไม่เชื่อ เขายังคงตั้งคำถามต่อไป
“นายวารินรู้เรื่องนี้ด้วยมั้ย”
“คุณต้องถามเขาเอง...เขาเป็นเพื่อนรักของคุณนี่”

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องโถงบ้านพิชิตพงษ์ เสียงเจ้าสัววิรัตน์ดังขึ้น
“...ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไร ผลนั้นมันจะตกอยู่กับเธอ และมันจะผูกพันกับการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ อย่างปฏิเสธไม่ได้...ว่าไง จะเปลี่ยนใจมั้ยนายวาริน”
วารินบอกบิดาว่า “ไม่ครับ...คนที่คู่ควรกับน้องอ้อที่สุดคือ ราช ไม่ใช่ผม”
เจ้าสัววิรัตน์ท้วง “แล้วถ้าเจ้าราชมันไม่มาล่ะ”
“มันต้องมาครับ” เขาหันไปหาอมาวสี “เชื่อพี่นะครับอ้อ มันมาแน่ๆ พี่รับรอง”
“แล้วทำไมไม่พูดกันดีๆง่ายๆ ไม่เห็นต้องจัดฉากให้มันเปลืองอย่างนี้เลย” เจ้าสัวเซ็ง
“หนูเป็นคนเลือกวิธีนี้เองค่ะ” อมาวสีบอก
เมื่อรู้ดังนี้ราชนึกฉุน
“คุณทำอย่างนี้ทำไม...คุณต้องการอะไร”
อมาวสีบอก “เชลยไม่มีสิทธ์ถาม...คุณต้องเป็นผู้ตอบเท่านั้น”
“เอา...ว่ามา”
“สัญญาก่อนว่า คุณจะตอบความจริงในทุกคำถาม”
“ผมไม่เคยพูดอะไรไม่จริง”
“แต่คุณพูดไม่หมด...คุณไม่เคยพูดทั้งหมดที่หัวใจคุณรู้สึก...คุณเลือกตัดตอนมาพูดเฉพาะที่อยากพูด...ความจริงที่พูดไม่หมด มันก็มีค่าไม่ต่างจากการโกหกนั่นแหละ”

“ขอคำถามเลยครับ”

อมาวสียิงคำถามแรก

“คุณคิดยังไงกับเด็กหญิงอ้อ”
ราชย้อนเอาว่า “เอาแบบยาวหรือสั้น”
“ตอบคำถาม...ไม่ใช่ย้อนถามฉัน”
“โอเค เราคงมีเวลาเยอะพอนะ” ราชสูดหายใจเต็มปอดก่อนเริ่มพูด “คุณเข้าใจความรู้สึกที่เรียกว่าถูกชะตามั้ย...เมื่อคนเรามีชะตาที่ต้องกัน มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกดีๆ อยากทะนุถนอม อยากปกป้อง อยากอยู่ใกล้ๆ อยากทำอะไรๆให้เธอมีความสุข...มันเป็นความฝันครั้งแรกของเด็กผู้ชายคนนึง...ผมเคยฝันว่า เราคงอยู่ด้วยกันจนถึงวันเติบโตเป็นผู้ใหญ่...แต่แล้วมันก็แค่ความฝัน”
อมาวสีถามคำถามที่สอง “แล้วชาลินีล่ะ”
“เมื่อเขาโตขึ้น เขาก็ได้รับความเข้าอกเข้าใจแบบนั้นจาก ชาลินี”
อมาวสีซัก “คุณรักเธอใช่มั้ย”
“ถ้าถามคำถามนี้กับผมเมื่อสิบปีที่แล้ว คำตอบก็คงจะ “ใช่”...แต่เมื่อมาถามวันนี้ ผมคงต้องแยกแยะความรักแต่ละประเภท ให้คุณฟัง...จะฟังมั้ย”
อมาวสีไม่ตอบ เธอซักต่อ “ถ้าไม่มีภากรโผล่เข้ามาแทรกแซง คุณจะแต่งงานกับชาลินีมั้ย”
“วันนั้นผมยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้...นั่นจึงทำให้ชาลินีตัดสินใจง่ายขึ้นที่จะเลือกนายภากร”
อมาวสีเริ่มคถามที่สาม “แล้วชิดชไมล่ะ”
“เธอหน้าเหมือนชาลินี”
“แค่นั้น”
“และเราไม่มีอะไรผูกมัดกัน...เอางี้นะ...ผมจะเล่าให้ฟังทั้งหมดเลยเอามั้ย ว่าผมรู้สึกอย่างไรกับใครบ้าง เอาเฉพาะทุกคนที่คุณรู้จัก คุณจะได้นั่งฟังไปยาวๆ ไม่ต้องคอยตั้งคำถาม ดีมั้ย”
เสียงเทินดังเข้ามาทางวิทยุสื่อสาร
“ไม่จำเป็นครับ...ข้ามไปคำถามข้อสุดท้ายเลยดีกว่า”
ราชเยาะ “อ๋อ น้าเทินเป็นติวเตอร์ให้นี่เอง”
เสียงเทินตอบมาว่า “อย่าแซวผมครับคุณราช คุณเป็นเชลย กรุณาตอบคำถามเท่านั้น”
“ถามมาเลย...ผมกำลังมัน”

เสียงเทินบอกคำถามสุดท้ายออกมาว่า
“คำถามข้อสุดท้าย...เป็นคำถามสำคัญที่จะมีผลต่ออิสรภาพของคุณ...ถามว่า...คุณคิดยังไงกับผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าคุณ ตอนนี้”
ราชมองหน้าอมาวสีนิ่ง อมาวสีมองหน้าราชเช่นกัน ราชตัดสินใจเอ่ยปาก

“แก้เชือกให้ผมก่อน แล้วผมจะพูดทั้งหมดที่ผมรู้สึกกับคุณ”

เสียงเทินดังขึ้นอีก

“อย่านะครับคุณอ้อ คุณราชแกลูกเล่นเยอะครับ”
อมาวสีจ้องหน้าราชสักพักจึงตัดสินใจ
“ก็ได้...ฉันจะเชื่อใจคุณเป็นครั้งสุดท้าย”
“แล้วคุณจะรู้ว่าคุณเชื่อใจผมได้ตลอดไป” ราชว่า
เทินร้องเสียงหลง “อย่า...คุณอ้อ”
อมาตัดสินใจแกะเชือกที่มัดร่างของราชจนหมดเกลี้ยง ราชหยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมากดปุ่มพูดทันที
“หลังจากวันนี้ ผมไล่น้าเทินออกแน่ๆ ผมสัญญา”
ราชดึงแบตตารี่วิทยุสื่อสารออก เขาเอื้อมมือกระชากกล้องวงจรปิดลงมา
“เวลาที่คุณจะพูดความจริง คุณอายคนอื่นด้วยเหรอคะ”
ราชมองหน้าอมาวสีแล้วค่อยๆ เปล่งเสียงพูดจากหัวใจ
“การถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง มันเป็นความผิดหวังที่ฝังใจผมมานาน แม้มันจะเกิดขึ้นในวัยเด็ก แม้จะไม่ใช่ความผิดของเด็กหญิงอ้อ แต่มันก็ฝังลึกอยู่ในใจจนไม่อยากพบกับความผิดหวังอีก...ทางเดียวที่จะไม่ผิดหวังก็คือ ไม่ตั้งความหวัง ผมบอกตัวเองว่า จะไม่รู้สึกผูกพันลึกซึ้งกับใครอีกเป็นอันขาด...คุณรู้มั้ยว่าผมเฝ้าติดตามดูคุณมานานแค่ไหน ก่อนที่จะโผล่หน้ามาให้คุณเห็น...เพราะอะไรรู้มั้ย...เพราะสุดท้ายแล้ว ผมก็ไม่อาจหักห้ามใจผมได้...แม้จะพยายามผลักดันให้คุณรักกับนายวารินให้ได้ก็ตาม”
อมาวสียืนฟัง นิ่ง เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงแท้ๆจากหัวใจของชายคนนี้
“อมาวสี ผมไม่อยากเสียคุณไปอีกแล้ว...ผม รัก คุณ...อมาวสี”
ทั้งสองจ้องหน้ากันอย่างลึกซึ้งและผูกพัน
“คุณได้ยินเสียงของหัวใจผมแล้วใช่มั้ย...แต่งงานกับผมเถอะนะ อมาวสี”
ความซาบซึ้ง ตื้นตัน และประทับใจปรากฏขึ้นทั่วใบหน้า และเชื่อว่ามันคงฉาบทาทั่วเรือนร่างของอมาวสียามนี้
ในที่สุดทั้งสองต่างก็โผเข้าสวมกอดกันอย่างแนบแน่น เนิ่นนาน เต็มรัก เต็มแรง

จังหวะนี้เทินโผล่หน้าขึ้นมาดูตรงบันได หน้าตาชายกลางคนอิ่มเอิบ พลอยมีความสุขไปด้วย เทินกดวิทยุสื่อสารพูดบอกไปยังหมู่มวลที่ลุ้นเหตุการณ์อยู่
“เรียบร้อยครับผม จบบริบูรณ์ แฮบปี้เอนดิ้งครับ”

อมาวสีถอนหน้าออกมาจากอ้อมกอดของราช เธอเอ่ยปากพูดเสียงสดใส
“มีคนรอพบคุณอีกหลายคน พวกเขารออยู่ข้างล่างค่ะ”
“คนที่ร่วมวางแผนกับคุณครั้งนี้ใช่มั้ย”
อมาวสียิ้มชื่น “เราลงไปหาพวกเขาหน่อยนะคะ”
“ผมพ้นสถานะเชลยแล้วใช่มั้ย” ราชยิ้มเย้า
“ค่ะ”
“งั้นผมถามคุณได้บ้างแล้วซี”
“คุณจะถามว่าอะไร”
“คุณรักผมมั้ย”
“คุณเป็นคนที่ขาดความรักไม่ได้จริงๆ”
“แล้วมีใครขาดได้บ้างล่ะ”
อมาวสีสูดลมหายใจเต็มปอด ก่อนเอ่ยปากเสียงชัดเจนว่า
“ฉัน รัก คุณ...และจะไม่ทิ้งให้คุณต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป ฉันสัญญา”

ราชค่อยๆ โน้มหน้าก้มลงจูบอมาวสีอย่างอบอุ่นและนุ่มนวล

มองผ่านหน้าต่างบ้านชั้นสองลงไป พบว่าทั่วบริเวณภายนอกบ้านแก้วเวลานี้ ได้ถูกประดับประดาตกแต่งเป็นงานแต่งงานไว้แล้วอย่างสวยงาม

ตัวละคร บุคคลสำคัญในแวดล้อมชีวิตทั้งของ ราช และ อมาวสี พากันเดินยิ้ม หัวเราะอย่างเบิกบานอยู่ในงานนี้ พร้อมเพรียง

ราชจูงมืออมาวสีเดินนำออกมาจากภายในบ้าน จนมาพบกับเทินยืนถือวิทยุสื่อสารอยู่ตรงหน้า เทินยืนก้มหน้าราวกับเหนียมอาย ราชตรงเข้าไปหาน้าเทินทันที
“ไม่ต้องมาทำเป็นอายหรอกน้าเทิน...ร้ายไม่ใช่เล่นนะเรา”
“แล้ว คุณราชจะไล่ผมออกจริงๆเหรอครับ”
“จริง...ไล่ออก เพื่อให้ไปรับตำแหน่งใหม่...เป็น ผู้จัดการไร่อมาวสี”
“ที่สีคิ้ว”
“ผมจะสร้างบ้านให้น้าเทินหลังนึง เอาให้สวยกว่าหลังเดิมของผมเลย...เอามั้ย”
เทินยิ้มภาคภูมิใจ “ก็ไม่เลวครับ”

ราชเดินมาอีกมุมหนึ่งของงาน จนเจอนายวารินยืนอยู่กับวัชรี
“ขอบใจเพื่อน”
“ฉันอยากชกหน้านายซักทีว่ะ” วารินบอก
“ให้สองทีเลยเพื่อน”
“งั้นขอสามแล้วกัน จะได้สาสมกับที่นายทำให้ฉันเสียเวลา”
“เสียเวลาอะไร”
“อ้าว ไม่งั้นฉันก็เอาเวลาห้าเดือนกว่าๆ นี่ไปจีบคนอื่นแล้ว”
“วัชด้วยค่ะ...เพื่อนๆ คนอื่นเขามีแฟนกันหมดแล้ว เหลือแต่ฉัน...”

ราชผินหน้ามองไปทางหนึ่ง เขาเห็นภากร จึงขอตัวแยกเดินออกไป

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 16 อวสาน (ต่อ)

พึงใจและนิลรัตน์วิ่งตรงเข้ามากอดอมาวสี

นิลรัตน์บอกก่อนใครว่า “ดีใจด้วยนะยายอมา...สมหวังซะที”
ตามด้วยพึงใจ “ฉันอยากมีงานแต่งงานอย่างนี้บ้างจัง”
วัชรีปิดท้าย “คงต้องหาใครซักคน มาจับฉันเข้าป่าบ้างแล้วละ”

ราชเดินเข้ามาคุยกับภากร สีไพรยืนท้องโย้อยู่ข้างๆ ภากรด้วย
“นายร่วมวางแผนกับเขาด้วยรึเปล่า ภากร”
“เปล่า ฉันมันไม่ค่อยฉลาด...แต่รับรองว่าลูกฉัน ไม่โง่แน่ๆ...เพราะมีแม่ดี”
“เราเปิดร้านอาหารของเราเองแล้วนะคะ...จากเงินทุนที่คุณราชให้เรามา...พ่อฝากขอบคุณ คุณราชด้วยค่ะ” สีไพรยิ้มแย้ม
“ด้วยความยินดีครับ”
นมพริ้งวิ่งตรงเข้ามาหาราช ยืนจ้องหน้าราชนิ่ง น้ำตาไหลเอ่อออกมา
“นมพริ้ง”
ราชโผเข้ากอดแม่นมแสนดีทันที ทั้งสองกอดกันกลม
“เกือบยี่สิบปีแล้ว ที่พริ้งเฝ้ารอวันนี้”
“ฉันคิดถึงนมพริ้งเสมอเลยนะ”
“แล้วทีนี้ จะให้นมพริ้งเรียกคุณว่ายังไงคะ...คุณภาคย์ หรือ คุณราช”
“แล้วแต่นมก็แล้วกัน สลับกันวันละชื่อก็ได้”
ทุกคนต่างหัวเราะกันเบาๆอย่างมีความสุข นมพริ้งชี้ให้ราชมองไปที่อีกมุมหนึ่งของงาน
“คุณท่านอยู่ทางโน้นค่ะ...”
ราชมองตามไป

ราชเดินตรงไปที่ท่านกวีและอำภาที่อีกมุมหนึ่งของงาน เมื่อยืนประจันหน้ากันจังๆ ต่างฝ่ายต่างพูดอะไรกันไม่ออก ท่านกวีค่อยๆ เปิดวงแขนตัวเองออก แล้วจึงดึงร่างของราชเข้ามาโอบกอดอย่างมีเมตตา
“ผมไม่มีอะไรจะพูดครับ” ราชเอ่ยขึ้น
“ฉันเข้าใจ...ขอบใจนะ...สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในวันนี้”
“ยายอ้อรักลูกมากนะ” คุณหญิงยิ้ม
“ผมทราบครับ”
“เราเตรียมพิธีการรดน้ำสังข์ไว้ให้พร้อมแล้ว และเจ้าหน้าที่เขตก็พร้อมจดทะเบียนสมรสให้ที่นี่เลย ถ้าเธอต้องการ”
“ครับ”
“ขอให้มีความสุขมากๆ มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นตลอดไปนะลูก”

“ขอบคุณครับ...แม่”

ไอ้ทินเดินเข้ามาขัดจังหวะ ท่าทีสงบเสงี่ยมกว๋าทุกครา มันตรงมากระซิบใกล้ๆหูราช

“บอสครับ มีคนมาหา”
“อย่าบอกนะว่าผู้หญิง ส๊วย สวย” ราชกระเซ้า
“ผู้ชายครับ...คนที่ชกหน้าผมวันนั้น...มันอยากคุยกับบอส...จะให้ผมเรียกตำรวจมั้ยครับ”
ราชรู้ทันทีว่าเป็นใคร “ไม่ต้อง”
ราชเดินออกไปด้านหลังบ้านแก้ว

ราชเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มคนนั้น เมื่อมันหันมา จึงเห็นชัดว่า มันคือ ไอ้จอน คนชั่ว มันพ่นออกมาคำแรกโดยไม่สำนึกผิดว่า
“ฉันไม่ได้ฆ่าลุงรักษ์นะเว้ย...มันเป็นอุบัติเหตุ เราแค่ทะเลาะกัน แล้วอยู่ๆ เขาก็ไม่หายใจ”
“เขายังหายใจอีกชั่วขณะหนึ่ง พอที่จะเขียนตัวหนังสือใส่บนกระดาษ”
จอนงง “เขียนว่าอะไร”
ราชบอกเน้นๆ “อภัย...”
จอนฟังนิ่งๆ ไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำๆนี้
“แกรู้ได้ไงว่าฉันอยู่ที่นี่”
“ฉันมากบดานอยู่แถวนี้นานแล้ว จนได้ข่าวงานแต่งของแก ก็เลยดักรอเจอแกนี่ละ”
“เมื่อเจอแล้วก็ไปได้แล้ว...จะไปไหนก็ไป หนีตำรวจให้ได้ก็แล้วกัน”
“ฉันคงหนีไม่รอดแน่ ถ้าแกไม่ช่วย”
“ช่วยยังไง”
“ฉันไม่มีเงิน”
“เท่าไหร่ถึงจะพอ”
“จริงรึเปล่าที่เขาลือกันว่า แกเขียนพินัยกรรมยกสมบัติบางส่วนให้ฉันด้วย”
“จริง...หนึ่งในห้าส่วน...ไม่พอเหรอ”
“พอ”
“แต่ต้องรอให้ฉันตายก่อน แกถึงจะได้ทรัพย์สมบัติก้อนนี้”

จอนยิ้มเยาะร้ายกาจ “ปัญหาคือ ฉันไม่อยากรอว่ะ”

ขาดคำนั้นเอง ไอ้จอนเงื้อมีดแทงราชเต็มแรง ราชเอี้ยวหลบได้ทันด้วยสัญชาติญาณ คมมีดถากไปที่บริเวณเอวเท่านั้น ราชออกหมัดสวนกลับ
สองคนเปิดคิวบู๊ในงานแต่ง ผัดกันรุกผัดกันรับ ผู้คนในงานรีบวิ่งเข้ามาดู
อมาวสีวิ่งตรงมาที่ราช ในจังหวะที่ราชเสียทีให้จอนพอดี ราชถลาล้ม ร่างร่วงลงไปกองกับพื้น จอนชักปืนออกมา เล็งไปที่ราช วินาทีที่จอนเหนี่ยวไก ร่างของอมาวสีก็ทะยานออกมาขวางคมกระสุนนั้นไว้
เสียง เปรี้ยง แผดดังขึ้น พร้อมๆ กับที่ร่างของอมาวสีลอย ละลิ่ว รวงลงสู่พื้นหญ้า ท่ามกลางความโกลาหลของผู้คนในงาน
ในสำนึกของอมาวสียามนี้ ปรากฏภาพในอดีตของเธอตั้งแต่เล็กจนโต ซึ่งถูกเรียงร้อย ผุดซ้อนเข้ามาครบครันทุกช่วงเวลา
ร่างอมาวสียังนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น เสียงราชตะโกนก้อง มันดังสะท้อนไปทั่วบริเวณบ้านแก้ว
“อมาวสี อย่าทิ้งผมไปนะ...ผมไม่อยากเสียคุณไปอีกแล้ว อมาวสีได้ยินมั้ย ผมรักคุณ ผมรักคุณได้ยินมั้ย...อยู่กับผมนะ อยู่กับผมตลอดไปนะ...อมาวสี...อมาวสี”

วันเวลาผ่านไป
ท่ามกลางสีขาวนวลของเตียงนอนและผ้าห่ม เสียงราชดังแว่วๆ เข้ามา
“อมาวสี...อมาวสี”
อมาวสีนอนหลับตานิ่งอยู่บนเตียงนอนนุ่ม ราชก้มหน้าลงไปเรียกใกล้ๆ หน้าเธอ
อมาวสีค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“ปลุกทำไมคะ...กำลังฝันดีเลย”
“มันก็แค่ฝัน มันไม่มีทางดีกว่าความเป็นจริงหรอก”
“รู้ได้ไง”
“ในฝันไม่มีสิ่งนี้แน่”
ราชยิ้ม เขายกถาดของหวานยื่นเข้ามาตรงหน้าอมาวสี
“ของหวานอีกแล้วเหรอ”
“อื่อฮึ”
ราชค่อยๆ ยกฝาครอบเปิดออก เผยให้เห็นว่ามีแหวนเพชรวงงามวางอยู่ในนั้น อมาวสีหยิบมันขึ้นมาดู
“แหวนของท่านชายคฑาเทพ พ่อผม ท่านเตรียมไว้สวมให้กับคุณหญิงอำภา แม่ผม...ว่ากันว่าท่านตั้งใจเก็บไว้ให้ผมสวมให้กับผู้หญิงที่ผมรักมากที่สุด...ในฝันของคุณไม่มีภาพนี้ใช่มั้ยล่ะ”
อมาวสียิ้ม
ราชบรรจงสวมแหวนนั้นให้เธอ ทั้งสองค่อยๆ ลุกขึ้นเดินออกจากห้องนี้ไป
หากสังเกตก็จะเห็นแผ่นไม้แกะสลักอันนั้น มันวางอยู่ข้างๆ เตียงนอน มีรอยกระสุนฝังอยู่กลางแผ่นพอดิบพอดี

อา...แผ่นไม้ที่ ภาคย์ มอบให้ ได้ช่วยชีวิตอมาวสีไว้ ราวกับปาฏิหาริย์!

ราชและอมาวสีเดินเล่นอยู่ริมหาด

“ถ้าไม่ใช่เพราะของขวัญวันเกิดชิ้นนั้น ฉันคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้แล้วละ”
“ผมก็คงจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยเช่นกัน”
“ทำไมคุณจะไม่อยู่...คุณไม่ได้โดนกระสุนปืนซักหน่อย”
“ผมจะคว้าปืนมันมายิงตัวตายตาม”
อมาวสีค้อน “บ้า...เกินไปแล้ว”
“ไม่มีอะไรเกินไปสำหรับผม...ผมทำได้ทุกอย่างที่คุณนึกไม่ถึง”
“ฉันคงต้องบอกว่า เห็นด้วยค่ะ”
ราชยิ้มรับ
“แต่ฉันก็มีสิ่งที่คุณนึกไม่ถึงอยู่เหมือนกัน”
ราชจ้องหน้า “ถามจริง...อะไร”
“เด็กตัวน้อยๆ ในท้องของฉัน”
ราชตะโกนลั่น เขาดีใจถึงขีดสุด “อมาวสี”
อมาวสียิ้มกว้าง
ราชถามย้ำ สีหน้าเปื้อนยิ้ม “จริงเหรอ”
อมาวสีเล่นแง่ “ไม่บอก”
จากนั้นอมาวสีก็วิ่งหนีไปบนหาดทรายกว้าง ราชรีบวิ่งตาม
“อย่าวิ่ง อมาวสี เดี๋ยวมีผลกับเด็กในท้อง”
“มีผลให้เด็กแข็งแรงน่ะซี” อมาวสียั่ว
“บอกว่าอย่าวิ่ง”
“จะไม่ให้ฉันวิ่ง ก็ตามฉันให้ทันซี่”
ราชออกแรงวิ่งจนทัน เขาอุ้มอมาวสีไว้แนบอก
“ผมจะไม่ให้คุณทำอะไรทั้งนั้น นอกจากนอนนิ่งๆ”
“เป็นอัมพาตกันพอดี”
“ผมจะดูแลคุณเองครับ”
ราชก้มลงจูบอมาวสีอย่างนุ่มนวลละมุนละไม

หนุ่มสาวที่รักและผูกพันกันมาตั้งแต่ยังเล็กคู่นี้ ประคองกอด และถ่ายทอดความรักให้กันและกันอย่างดื่มด่ำ ท่ามกลางท้องฟ้าสวย ทะเลใส

จบบริบูรณ์

ขอบคุณ และ โปรดติดตาม "คุณผีที่รัก" เร็วๆ นี้
กำลังโหลดความคิดเห็น...