xs
xsm
sm
md
lg

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


หัวใจเถื่อน ตอนที่ 10

ในสวนทึบหลังบ้านพิชิตพงษ์ เมื่อสิบห้าปีก่อนหน้านี้ เด็กชายภาคย์กำลังกางเต๊นท์ใหญ่ ใต้ต้นไม้สวยงามร่มครึ้ม เมื่อแล้วเสร็จ เด็กหญิงอมาวสี จึงมุดเข้ามาในเต็นท์ ส่วนเด็กชายภาคย์กำลังผูกเชือกแขวนของสำคัญในการยังชีพ ใต้หลังคาเต็นท์

“ทำอะไรน่ะ” เด็กหญิงถาม
เด็กชายตอบว่า “ฝึกฝนสำหรับการอยู่คนเดียว”
“อยู่คนเดียวทำไม เหงาจะตาย”
“ใครจะรู้...ถึงคราวจำเป็นเราอาจพึ่งพาใครไม่ได้ ก็ต้องพึ่งตัวเอง”
“แล้วพี่ภาคย์ต้องฝึกอะไรบ้าง”
“ฝึกหาที่นอนกลางป่า ฝึกหาของกิน ฝึกหายารักษาโรค”
“สนุกจัง...อ้ออยากฝึกอย่างพี่ภาคย์บ้าง”
“อ้อไม่ต้องฝึกหรอก ถึงตอนนั้น แค่ทำตามที่พี่บอกก็พอ...พี่จะดูแลอ้อเอง”
เหตุการณ์นี้เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับเนื้อชีวิตเขาและเธอ

หมู่มวลลูกน้องของมากวิ่งกระจายกัน พุ่งทะยานตามร่างของอมาวสี ที่กลิ้งตกลงไปตรงขอบหน้าผาชัน หายลับไป พวกมันหยุดการวิ่ง หน้าตาเหวอกันไปทั้งแถบ

ลูกน้อง 1 เจ้าเก่าหันมาบอก “มันตกเขาไปแล้วลูกพี่”
“กูเห็นแล้วว่ามันตกเขา แต่กูอยากรู้ว่าตกลงไปถึงไหน ตกไปแล้วมันเป็นยังไง...ตามไปดู เร็วเข้า”
หมู่ลูกน้องวิ่งออกไปตามคำสั่ง ไอ้มากผู้เป็นลูกพี่วิ่งตามหลังลูกน้องไป

ร่างของอมาวสีกลิ้งไปตามแนว เนินผาชัน ร่างของเธอลอดผ่าน ช่องว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์
หมู่ลูกน้องไอ้มากพยายามวิ่งลงมาตามเนินหน้าผาชัน พวกมันลื่นล้มหัวทิ่มหัวตำไปตามๆกัน

บริเวณป่ารกชัฎ ปรกตีนเขา
ร่างของอมาวสีกลิ้งมาสะดุดหยุดแน่นิ่งที่โคนต้นไม้ใหญ่ หมู่ลูกน้องวิ่งบ้าง กลิ้งบ้าง ตามเข้ามาในบริเวณนี้ ไอ้มากผู้เป็นลูกพี่ วิ่งเหยาะๆเข้ามาหลังสุด
ร่างอมาวสีนั้นนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้าพวกมัน
ลูกน้อง 1 บอก “อุ้ย...ตายแล้วแหงๆ”
ลูกน้อง 2 ไม่แน่ใจ “หรืออาจจะแค่เป็นลม”
ลูกน้อง 3 สงสัย “หรือแกล้งทำเป็นตาย”
มากสั่งขึ้น “จับมันแก้ผ้า”
ลูกน้อง 1 ย้อนแย้ง “ตรงนี้เลยเหรอลูกพี่...ทั้งหิน ทั้งหนาม อื้อเลยนะ...เจ็บเข่าแย่”
มากเซ็ง “กูยังไม่ได้จะทำอะไรมัน...กูแค่อยากรู้ว่ามันตายจริงหรือแกล้งตาย”
อมาวสีลืมตาขึ้นทันที หมู่ลูกน้องของมาก กรูกันเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง อมาวสีรวบรวมเรี่ยวแรงพลิกตัวถีบพวกมันจนกระเด็น แล้วฉวยจังหวะ วิ่งหนีออกจากชายป่า
หมู่ลูกน้องชักปืนยิงปืนสวนเข้าไปหลายนัด มากตะโกนสั่ง ดังลั่น
“อย่าเพิ่งยิง...ตามไปเอาตัวมันมาให้ได้ ก่อนที่มันจะพ้นเขตที่ของพ่อกู”
หมู่ลูกน้องวิ่งออกไปตามคำสั่ง ลูกพี่ตามหลัง อีกคำรบ

อมาวสีวิ่ง กลิ้ง ทะลุจากออกจากป่า สู่ถนนลาดยางที่ตัดเลาะไปตามแนวเขา เธอยืนเคว้งคว้างอยู่กลางถนนนั้น
รถโฟร์วีลล์ของราชพุ่งเข้ามาจอดประชิดเธออย่างรวดเร็ว ประตูรถด้านข้างคนขับถูกเปิดออก ราชชะโงกหน้าออกมาพูดเสียงดัง ชัดเจน
“ขึ้นรถเร็ว”
อมาวสี ยังตกอยู่ในความตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก
“เร็วสิ...อย่าคิดนาน”
“ไม่...ฉันไม่ไปกับนาย ฉันจะกลับบ้าน”
อมาวสีวิ่งอ้อมรถราชลงไปยังเนินเขาอีกด้านหนึ่ง มันยังคงอยู่ในเขตพื้นที่ของกำนันแม้น
ราชหงุดหงิดเอามากๆ “โธ่ เว้ย”
เสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้น ตามมาด้วยหมู่ลูกน้องมากวิ่งถือปืนเข้ามา อมาวสีเสียหลัก กลิ้งตกเนินเขาลูกใหม่อีกครั้ง ราชรีบพุ่งทะยานออกจากรถ ตามอมาวสีไปในทันที ขณะที่มากเพิ่งวิ่งเข้ามาถึง
“มันอยู่ไหน”
ลูกน้อง1 รายงาน “ตกหน้าผาอีกชั้นไปแล้วละครับ”
มาก โมโหยิ่งนัก “กูบอกว่าไม่ให้ยิง มึงเสือกยิงทำไม”
ลูกน้อง 1 แก้ตัว “ไม่ยิงได้ไงลูกพี่ ผัวมันโผล่มาอีกคนแล้ว”

มากโกรธจัด มันตะโกนลั่นป่า “ตามไป...ยิงซ้ำ”

ราชวิ่งลงเนินด้วยความเร็ว เสียงปืนดังตามหลังมามากกว่าสิบนัด ราชคว้ามืออมาวสีไว้ได้ แต่กลับเสียหลักล้มกลิ้งลงไปทั้งคู่ ร่างของราชและอมาวสีจึงกอดกันกลม กลิ้งหลุนๆ จนไปหยุดนิ่งพิงกับหินก้อนใหญ่ ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง

“นายทำอะไรฉัน”
“กอดคุณไง”
“บ้า”
อมาวสีเงื้อมือจะตบหน้า ราชคว้ามือไว้ทัน อมาวสีพยายามดิ้นหนีออกจากอ้อมกอดของเขา แต่ไม่เป็นผล เพราะราชยังคงกอดรัดเธอไว้จนแน่น
“อย่ามาทำบ้าๆกับฉันนะ”
“คุณน่ะแหละหยุดงี่เง่าซะที...คิดว่าผมอยากทำอะไรคุณตอนนี้เหรอ”
“นายก็ปล่อยฉันสิ”
ราชใช้อวัยวะ บริเวณท่อนแขน อุดปากอมาวสีไว้แน่น
“ถ้าคุณไม่หยุดพูด เราจะตายพร้อมกันที่นี่ทั้งคู่...รู้รึเปล่าว่าพวกมันยิงใส่คุณกี่นัดแล้ว”
อมาวสีส่ายหน้า
“ในสิบนัดที่พวกมันยิงมา มันคงโดนเราเข้าซักนัดนึง” ราชว่า
จู่ๆ อมาวสีก็ดิ้น ราชใช้แรง รัด และอุดปากอมาวสีแน่นขึ้น
“แล้วพวกมันมากันห้าหกคนอย่างนั้น คุณคิดว่ามันจะมีกระสุนมาแค่สิบนัดเหรอ”
อมาวสีออกแรงดิ้นมากขึ้น
“คนนึงต้องไม่ต่ำกว่ายี่สิบ...หกคนก็ร้อยยี่สิบนัดเป็นอย่างน้อย...ถ้ามันสาดใส่เราจนหมด คุณว่ามันจะเข้าเป้าซักกี่นัด”
อมาวสีออกแรงดิ้นมากขึ้นอีก เธอสะบัดไปทั้งตัว และดูเหมือนเธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง
“หยุดดิ้นซะทีได้มั้ย...เดี๋ยวพวกมันก็ได้ยินเสียงคุณหรอก”
อมาวสีกัดมือราช ราชร้องลั่น ปล่อยมือที่อุดปากอมาวสีออก
“โน่น”
ราชพลิกหน้าไปมองด้านหลังของตน ปรากฏเป็นร่างของสมุนไอ้มากยืนถือปืนค้ำคออยู่ ราชถึงกับสะดุ้ง
“อุ้ย...มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่เห็นบอกกันบ้างเลย”
อมาวสีโมโหปนหมั่นเขี้ยว “ก็ถ้านายไม่อุดปากฉัน เราก็คงจะหนีทันแล้วละ”
ลูกน้อง 1 สั่ง “ลุกขึ้น ไปหาพี่มากด้วยกันเดี๋ยวนี้”
ราชฉวยจังหวะเตะลูกน้อง 1 ล้มลง เขาพุ่งเข้าไปแย่งปืนจากลูกน้องคนนั้น

อีกมุมหนึ่ง กลางป่านั้น มากและลูกน้องคนอื่นๆ กระจายกันทั่วบริเวณ กวาดตามองหาอมาวสี มีเสียงปืนดังขึ้นสองนัด ทุกคนหันไปตามทิศทางของเสียงปืน
“ทางโน้น” มากชี้ไปทางหนึ่ง
พวกมันทะยานออกไปในทิศทางเดียวกัน

กลางป่าเดิม ลูกน้อง 1 คนนั้น เสียทีให้กับราช มันโดนซัดจนหมอบ ปืนกระบอกนั้นร่วงหล่น ตกเขาไป หมู่ลูกน้องกลุ่มใหม่พุ่งเข้ามาในนี้ เกิดคิวบู๊ระหว่างหมู่มันกับราช อมาวสีพยายามเข้าช่วย แต่ไม่เป็นผลดี มากได้จังหวะคว้าตัวอมาวสีไว้ได้ ราชปราดเข้าไปแย่งคืนมา และฉวยโอกาสพาอมาวสีวิ่งหนีออกจากวงล้อมไปได้
หมู่ลูกน้องสาดกระสุนตามหลังราชไปไม่ยั้งมือ มากโกรธจัด
“โธ่เว้ย...แค่นี้ก็จับมันไม่ได้ ไอ้พวกโง่”

ราชฉุดอมาวสี พาเธอวิ่งหายเข้าไปในป่าลึก

ไอ้มากและหมู่ลูกน้อง วิ่งตามมาจนถึงลำธารกลางป่า
ลูกน้อง 1 บ่น “ทำไมมันไวอย่างนี้วะ”
“พวกมึงช้าเองต่างหาก” มากโมโหไม่หาย
“ลูกพี่มาถึงหลังสุดเลยนะครับ” ลูกน้อง 1 ท้วง
“ก็กูไปคนละทางกับมึง...ถ้าเป็นทางเดียวกันละก้อ กูไม่ปล่อยให้มันวิ่งมาถึงนี่หรอก”
ลูกน้อง 2 แย้ง “แต่พวกเราก็กดไปหลายเม็ดเหมือนกันนะครับ”
“แล้วโดนมันมั้ย...ไม่ต้องพูดมาก แยกกันตามหาให้ทั่ว...หาตัวมันให้เจอก่อนค่ำ”
มากและลูกน้องกระจายกันออกไปรอบๆ พื้นที่
ที่ก้อนหินกลางลำธารน้ำตก ราชและอมาวสีนั่งแช่น้ำหลบนิ่งอยู่หลังหินก้อนนั้นนั่นเอง สองแขนของราช โอบร่างของอมาวสีไว้ทั้งตัวเพื่อปกป้อง คุ้มภัย
อมาวสีค่อยๆ เอ่ยปากพูดเบาๆ
“เราขึ้นจากน้ำได้รึยัง”
“ยัง...พวกมันยังอยู่แถวนี้...เราต้องรอ จนกว่าพวกมันจะไป” ราชเสียงเบาพอกัน

ที่บ้านกลางไร่ น้าป่วน ป๊อด ป้าเอิบ แอ้ม ตลอดจนคนงานอื่นๆ ล้อมวงหารือกัน หน้าตาเคร่งเครียด
“นายกลับมาจะว่ายังไง” ป๊อดเปิดปาก หน้าเครียดเอาการ
“ก็โกรธน่ะสิ” แอ้มบอก
“รู้ว่าต้องโกรธ แต่อยากรู้ว่า โกรธใครมากที่สุด” ไอ้ป๊อดว่า
“ก็โกรธทุกคนนั่นแหละ” ป้าเอิบว่า
“เรารีบกระจายกันตามหาให้เจอ ก่อนนายกลับดีกว่า...วันนี้หยุดงานไร่ไว้ก่อน” น้าป่วนสรุป
“นายหญิงขี่ม้าออกไป ใครจะตามทัน” ป๊อดว่า
“ถ้าหลงเข้าไปเขตไร่ไอ้กำนันจะทำยังไง” ป้าเอิบกังวล
แอ้มมองออกไปนอกวงแล้วสะดุ้ง “ดูนั่นสิ”
ทุกคนมองตามเห็นม้าตัวนั้นวิ่งกลับมาตัวเปล่าๆ ทุกคนพากันสะดุ้ง
ป๊อดตาเหลือกเป็นรายแรกๆ “ตายโหง...อย่างนี้ไม่ตกม้าตาย ก็ต้องถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่แหงๆ”
“ข้าว่าน่าจะเป็นอย่างหลังว่ะ” น้าป่วนว่า
แอ้มคาใจไม่ต่างจากคนอื่น

“แล้วใครล่ะ ที่จับตัวนายหญิงไป”

ตกตอนบ่าย กำนันแม้นก้าวเข้ามากลางลานบ้าน พร้อมหมู่ลูกน้อง พวกมันประจันหน้ากับป่วนและพรรคพวกจากไร่ ที่พากันมาตามหาอมาวสี

“ใส่ความเกินไปหน่อยแล้วมั้ง นายป่วน...ฉันเป็นถึงกำนันแหนบทองนะ...ฉันเป็นที่รักใคร่ของชาวบ้านมานานแสนนาน นายป่วนเคยเห็นฉันทำเรื่องผิด เรื่องเลวร้ายอย่างนี้สักครั้งมั้ย”
“ไม่เห็น...แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่เคยทำ” ป่วนเหน็บ
“อ้าว...ดูถูกฉันอย่างนี้ เห็นจะไม่เข้าท่านะนายป่วน” กำนันยั๊ว
“ถ้ากำนันเป็นคนของประชาชนจริง...”
กำนันรีบเอ่ยปากสวนคำออกไป “ฉันเป็นกำนันของมวลมหาประชาชน”
“งั้นกำนันก็ต้องช่วยจัดหาคน ออกตามหานายหญิงของฉันให้ได้”
กำนันยิ้ม หัวเราะเบาๆ
“แน่นอน ไม่มีปัญหา...แต่ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า ถ้าหาไม่เจอ ก็ไม่ใช่ความผิดของฉันนะ...อย่าลืมว่านายหญิงของแก สติไม่ดีอย่างนั้น อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ”
มากและลูกน้องเดินเข้ามา สภาพของพวกมัน เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน จนเข้าใจได้ว่า เพิ่งออกมาจากป่า ป่วนจ้องมองดูพวกมันอย่างพิจารณา
“ฉันอาจจะเชื่อว่ากำนันไม่รู้เรื่องด้วย...แต่ฉันไม่ไว้ใจลูกชายกำนัน”
มากโกรธจัด มันพุ่งเข้าไปหาพ่อมันทันที
“พ่อ...ไอ้แก่นี่มันด่าลูกพ่อนะ”
“ฉันได้ยินแล้ว...ใจเย็นๆ...พวกเขากำลังจะกลับ”
ป่วนเดินไปกระซิบเบาๆ ใกล้หูไอ้มาก
“ไปเดินป่าที่ไหนมาถึงได้เลอะเทอะอย่างนี้”
“ป่าของพ่อฉัน มีสัตว์ตัวเมียหลงเข้ามา สนใจจะไปล่ากับฉันมั้ยล่ะ” มากว่า
ป่วนและพวกค่อยๆ พากันเดินออกไป กำนันเรียกลูกชายของตนทันที
“ไอ้มาก...บอกความจริงมา...เอ็งเป็นคนก่อเรื่องนี้รึเปล่า”
“ก็ไม่เชิง...ฉันอยู่เฉยๆนะพ่อ...มันพรวดพราดเข้ามาในเขตของเราเอง”
“แกก็เลยไล่จับมัน”
มากพยักหน้า “แต่ยังจับไม่ได้ ผัวมันเข้ามาช่วยซะก่อน”
“แล้วตอนนี้พวกมันอยู่ไหน”
“อาจจะยังหลบอยู่ในป่า...ฉันว่ามันน่าจะโดนลูกปืนเข้าไปซักเม็ดสองเม็ด”
กำนันแม้นยั๊วตวาดเสียงดังลั่น
“ไอ้ลูกเวร...แค่คนสองคนเสือกจับไม่ได้ เสียชื่อข้าหมด...เกณฑ์พวกเราออกตามหามันให้เจอเดี๋ยวนี้”

บ่ายเดียวกันนี้ ราชและอมาวสี ทั้งสองยังคงนั่งแช่อยู่ในน้ำ หลังหินก้อนใหญ่
“ฉันว่าเราขึ้นกันได้แล้วมั้ง ตัวฉันซีดไปหมดแล้ว...พวกมันน่าจะไม่อยู่แถวนี้แล้วละ”
อมาวสีค่อยๆ ดันร่างของราชให้ขยับ เธอจึงเห็นว่าราชนั้นนั่งหลับอยู่
“อ้าว นั่งหลับซะงั้น”
อมาวสีดึงร่างของราชให้ลุกขึ้นยืน ดูเหมือนว่าราชยังอยู่ในอาการสะลึมสะลือ
พลันอมาวสีมองเห็นเลือดเปรอะเปื้อนที่มือของเธอ อมาวสีตกใจมาก
“เลือด...เลือดใคร”
ราชค่อยๆ เผยอปากพูด เสียงแหบโหย
“เลือดผมเอง”
อมาวสีตะลึง “นาย...”
“ผมถูกยิง”
อมาวสีตกใจสุดขีดขยับปาก กำลังจะร้องกรี๊ด ราชรีบอุดปากเธอไว้อีกครั้ง
“อย่า...ถ้าไม่อยากให้พวกมันย้อนกลับมาละก้อ อย่าร้อง”

อมาวสีสงบปากลงตามคำขอของราช

ทั้งสองค่อยๆ ก้าวขึ้นจากลำธารน้ำ ราชทรุดตัวล้มลงทันทีที่เขาเหยียบผืนดินริมตลิ่ง พบว่าเลือดท่วมเต็มร่างของราชแล้วเวลานี้

อมาวสีหน้าซีดเผือด “เลือดเต็มไปหมดเลย ทำยังไงดี”
“ห้ามมัน”
อมาวสีเง็ง “ห้ามยังไง”
“ห้ามไม่ให้มันไหล” เขาบอก
“ก็ทำยังไงล่ะ...ฉันทำไม่เป็น”
“ถอดเสื้อผมหน่อย”
“ถอดเสื้อแล้วเลือดจะหยุดเหรอ”
“ผมจะอุดปากแผล”
อมาวสีถอดเสื้อราชออกมา
“เสื้อคุณทั้งเปียกทั้งสกปรก”
ราชเอื้อมมือดึงเสื้ออมาวสีเป็นเชิงบอก อมาวสีมองหน้าราช ตัดสินใจ
“ก็ได้”
อมาวสีถอดเสื้อตัวเองออก เผยให้เห็นริ้วรอยขูดข่วนเต็มร่างของเธอ อันเป็นผลจากการที่ตกจากหลังม้าและกลิ้งไปตามป่านั่นเอง และตอนวิ่งเตลิดเข้าป่าหนีพวกไอ้มากอีกด้วย
อมาวสีส่งเสื้อให้ราช
“เสื้อฉันก็เปียกพอๆกับของนายนั่นแหละ แต่ของฉันสะอาดกว่า”
ราชขยุ้มเสื้อของอมาวสีโปะลงไปที่แผลบริเวณเอวของเขา เขาเงยหน้ามองอมาวสีทั่วทั้งร่าง
“แผลเต็มตัวคุณเลย”
“ไม่เจ็บเท่าแผลของนายหรอก”
“ยังไกลหัวใจ”
“คุ้มมั้ย ที่มาช่วยฉันเนี่ย”
“ยังบอกวันนี้ไม่ได้หรอก”
“วันนี้กับวันหน้าต่างกันยังไง”
ทั้งสองสบตากันนิ่ง สักพัก
“ถึงวันนั้นก็รู้เอง...แต่อย่างน้อยวันนี้ คุณก็หนีผมไปไม่พ้น”
“งั้นคอยดูวันหน้าแล้วกัน”
ราชดึงเสื้อที่อุดแผลออกมาดู มันชุ่มไปด้วยน้ำและเลือด
“ผมต้องการผ้าแห้ง”
ราชมองหน้าอมาวสีอีกครั้ง แล้วจึงกระชากหัวเธอลงมา เขาดึงเอาผ้าผูกผมของอมาวสี มาขยุ้มอุดที่แผล
“มันไม่เล็กไปเหรอ”
“พอดีรูเป๊ะเลย”
“เราไปหาหมอกันมั้ย”
“ไปสิ...ถ้าหาทางออกจากป่าเจอ”
“เราหลงทางด้วยเหรอเนี่ย”
ราชพยักหน้าช้าๆ...เขาอยู่ในอาการสะลึมสะลือ
“ช่วยอะไรผมอีกอย่างได้มั้ย”
“อะไร”
“ทำยังไงก็ได้ อย่าให้ผมหลับ”
อมาวสีนึกถึงงานถนัด เธอตบหน้าราชอย่างแรง จนราชสะดุ้ง
“ขอแบบที่ผมไม่ต้องเจ็บตัวได้มั้ย”

ขณะเดียวกัน ที่บริเวณเรือนพักคนงาน บ้านกลางไร่ กลุ่มของป่วนและคนงาน ล้อมวงกันหารือ หน้าดำคร่ำเครียด
“ร้อยเอาบาทเดียว ไอ้มากต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้” แอ้มว่า
“แต่เราไม่มีหลักฐานเอาผิดกับมันได้” ป๊อดบอก
“เราไม่ได้ต้องการหลักฐาน...เราต้องการตัวนายหญิงกลับมา ฉันเชื่อว่า มันคงตามหาตัวนายหญิงอยู่ แต่ยังไม่เจอ มันถึงได้หงุดหงิดอารมณ์เสียอย่างนั้น” ป่วนตั้งข้อสังเกต
“เราต้องหานายหญิงให้เจอก่อนมัน” แอ้มเสนอ
ป๊อดหนักอก “นั่นละเรื่องยาก”
“อาจจะเกินกำลังของชาวไร่อย่างพวกเรา” ป่วนบอก
“โทร.แจ้งนายเถอะ โดนด่าก็ยอม...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไป” ป้าเอิบเอ่ยขึ้น
ป่วนหยิบโทรศัพท์ที่ซ่อนไว้ใต้โต๊ะขึ้นมา
“ทำเสียงเศร้าๆ นะน้าป่วน นายจะได้เห็นใจและไม่โกรธเรา”

ไอ้ป๊อดบอกบทให้ราวกับตัวเองเป็นผู้กำกับ

อ่านต่อหน้า 2

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 10 (ต่อ)

เทินซึ่งที่ออฟฟิศราชในกรุงเทพฯ เดินพูดโทรศัพท์เสียงดังลั่น

“ว่ายังไงนะน้าป่วน พูดใหม่ซิ...ใจเย็นๆ ไม่ต้องทำเสียงสะอื้น ฉันฟังไม่ถนัด”
ป่วนยืนพูดโทรศัพท์อยู่บริเวณเรือนพักคนงานไร่ สีหน้าไม่สู้ดีนัก
“นายหญิงหายตัวไปครับ น่าจะขี่ม้าออกไปจากไร่ แต่ไม่มีใครเห็น อยู่ๆม้าก็วิ่งตัวเปล่ากลับมา...พวกเราเป็นห่วงเธอมากเลยครับ”
เสียงเทินดังออกมาว่า “แล้วนายราชรู้เรื่องหรือยัง”
“เวรซ้ำกรรมซัดตรงนี้แหละครับ ผมโทร.หานายเท่าไหร่ ก็ไม่มีคนรับ ไม่ทราบว่า นายเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ผมก็เลยตัดสินใจโทรหาคุณเทินนี่แหละครับ ถ้าคุณเทินไม่ว่าอะไร ผมขออนุญาตแจ้งตำรวจนะครับ เพราะมันเกินความสามารถพวกเราจริงๆ”
“เดี๋ยวก่อนน้าป่วน อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งนั้น...ฉันจะตามหา นายราชเอง ห้ามแจ้งตำรวจเด็ดขาดเข้าใจมั้ย เรื่องนี้มันละเอียดอ่อน มันเกี่ยวกับอาการทางประสาทของนายผู้หญิง เข้าใจที่ฉันพูดมั้ย”
เสียงป่วนรับว่า “เข้าใจครับ”
“รับปากกับฉันก่อนว่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด”
“ครับ”
“เอาละ แล้วฉันจะรีบส่งข่าวให้น้าป่วนรู้เป็นระยะๆ ตอนนี้ ทำใจให้สบายไว้ก่อนนะ บอกทุกคนด้วยว่า ยังไม่ต้องอกตกใจมากจนเกินไป อาจจะไม่มีอะไรร้ายแรงก็ได้”
“ผมก็ภาวนาอย่างนั้นครับ”

ตอนเย็นๆ อมาวสีเดินประคองราชวนเวียนอยู่ในป่า เธออ้าปากร้องเพลงไปด้วย เสียงดังลั่น
“when I was just a little girl. I asked my mother What will I be? Will I be pretty, Will I be rich? Here's what she said to me Que sera sera Whatever will be will be, The future's not ours to see Que sera sera What will be will be”
ในระหว่างเสียงเพลงนั้นดังก้องป่า ดูเหมือนราชจะหลับตาพริ้ม จู่ๆ อมาวสีก็ทิ้งตัวราชลงบนพื้น เธอหย่อนก้นนั่งลงไปด้วยอย่างเหนื่อยหน่าย หมดแรง
“ฉันหมดแรงพยุงนายแล้วนะ”
ราชค่อยๆเปรยตาขึ้น “ผมไม่ได้ขอ”
อมาวสีสะบัดตัวเหมือน งอน ซะงั้น
“แค่ขอให้คุณช่วยไม่ให้ผมหลับ”
“ฉันก็พยายามช่วยอยู่นี่ไง”
“แค่แหกปากก็ตื่นกันทั้งป่าแล้วครับ ไม่ต้องเดินก็ได้”
“แล้วจะนั่งเฉยๆอยู่ได้ไง นี่มันจะมืดอยู่แล้ว”
“แล้วที่เดินอยู่นี่ แน่ใจเหรอว่าจะหาทางออกเจอ...อาจจะยิ่งหลงเข้าไปในป่าลึกมากขึ้นก็ได้นะ”
“แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ...ฉันทำอะไรไม่ถูกแล้ว”
“นี่ละ โทษฐานที่ไม่เชื่อผม...ถ้าคุณไม่หนีออกมา ก็จะไม่เกิดเรื่องแบบนี้หรอก”
“ถ้าฉันอยู่เฉยๆ...ก็อาจมีเรื่องหนักกว่านี้ได้...ใครจะรู้”
“เถียงได้ตลอดเวลานะ คุณเนี่ย”
“ทำไมฉันจะเถียงไม่ได้...ฉันมีเหตุผลนะ ฉันไม่ได้เถียงข้างๆคูๆแบบนาย”
ราชหัวเราะเบาๆในลำคอ
“ขอให้ได้เถียงเถอะ”
อมาวสีเหลือบมองแผลที่เอวของราช เธอเอื้อมมือไปแตะที่บริเวณแผลนั้น
“เลือดนายยังไหลอยู่นะ ไม่เห็นมันหยุดเลย”
“ช่างมัน...อยากไหลก็ไหลไป หมดตัวเมื่อไหร่ก็เลิกไหลเอง”
อมาวสีเพิ่งเห็นถนัดตา “เฮ้...นายมีแผลทั้งสองด้านเลยนะ สองรูเลย รู้รึเปล่า”
“โชคดีของผม...กระสุนเข้าแล้วทะลุออก ไม่มีลูกตะกั่วค้างอยู่ในตัว”
“แปลว่านายจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
“ถ้าเลือดไม่ไหลจนหมดตัวซะก่อน”
ราชค่อยๆ หรี่ตาลงคล้ายจะหลับ อมาวสีใช้นิ้วมือดีดหูราชอย่างแรง
“โอ๊ย เจ็บนะ”
อมาวสีแหกปากร้องเพลงขึ้นมาทันที
“Que sera sera Whatever will be will be The future's not ours to see Que sera sera...”
“ชู่ว์...ผมได้กลิ่นสาบเสือ”
อมาวสี สะดุ้ง “สาบเสือ”
“แถวๆ นี้แหละ”
“มีเสือด้วย”
อมาวสีกระโดดกอดราช ด้วยความตกใจ
“ป่านี้มีเสือด้วยเหรอ?”
ราชผลักร่างของอมาวสีออกไป แล้วเดินไปยังต้นทางของกลิ่นนั้น อมาวสีรีบก้าวยาวๆตามราชไปอย่างใกล้ชิด
“นายจะไปไหน...ฉันกลัวนะ ฉันกลัวเสือ”
“เสืออย่างเดียวเหรอ”
“งูก็กลัว...ตุ๊กแกด้วย...ฉันกลัวหมดละ”
“นี่ไง เจอแล้ว”
อมาวสีแหกปากร้องเสียงดังลั่น และกระโดดโผเข้ากอดราชจนล้มลงไปทั้งคู่
“อ๊าย...”
ราชเจ็บแผลอีก “โอ๊ย”
อมาวสีหลับหูหลับตา ตะโกนลั่น
“มันอยู่ไหน มันจะทำอะไรเรารึเปล่า...ฉันกลัวเสือ...ฉันกลัว ไล่มันไปที...อย่าให้มันมาอยู่ใกล้ๆ...ไม่เอานะ ไม่เอา”
“มันอยู่นี่ไง”
ราชดึงต้นสาบเสือขึ้นมาชูให้อมาวสีดู อมาวสีค่อยๆลืมตาดู จึงเห็นเป็นต้นไม้
“อ้าว ไหนว่าเสือ”
“ต้นสาบเสือไง...ไม่รู้จักเหรอ...มันใช้ห้ามเลือดได้”
“ทำไง” อมาวสีเจอความรู้ใหม่อีก
“เคี้ยว”
ราชเด็ดใบสาบเสือใส่ปากเคี้ยว
“ช่วยผมเคี้ยวหน่อยสิ”
ราชส่งสาบเสือให้อมาวสีช่วยเคี้ยว อมาวสีมีสีหน้า เหย เก ระหว่างเคี้ยว
“อี๋ยย”
ราชคายใบสาบเสือที่เคี้ยวแล้วออกจากปาก เขาแบมือตรงหน้าอมาวสี
“ถ้าเคี้ยวละเอียดแล้ว ช่วยคายใส่มือผมหน่อย”
อมาวสีค่อยๆคายมันออกมา ราชเอาใบสาบเสือที่เคี้ยวแล้ว โปะลงไปบนแผลของเขา
“ได้ผลจริงๆเหรอ”
“ดีกว่าอยู่เฉยๆไง”

ราชก้มหน้าก้มตาเด็ดใบสาบเสือเก็บตุนไว้ อมาวสีค่อยๆ ทำตามอย่างราช

ป่วนเดินเข้ามาในบ้านกลางไร่ พร้อมกับโทรศัพท์แนบอยู่ที่หู หน้าตาป่วนมีอาการตกใจเมื่อได้ฟัง

“นายผู้ชายถูกจับตัวไปเหมือนกันเหรอครับ”
เทิน พูดโทรศัพท์อยู่กลางออฟฟิศราชที่กรุงเทพ
“ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้น ฉันบอกว่า เราติดต่อนายราชไม่ได้เหมือนกัน แต่เช็ค GPS แล้ว เราพอจะรู้ว่าตำแหน่งของรถ และโทรศัพท์อยู่ที่เดียวกัน ตรงหลักกิโลที่ 7”
“นั่นมั่นถนนตะเข็บรอยต่อไร่ของนายกับที่ของกำนันแม้นพอดีเลยครับ”
“นั่นแหละ น้าป่วนลองไปดูหน่อยได้มั้ย ได้ความยังไงแล้วรีบส่งข่าวมาที่ผมนะ”
เสียงป่วนรับว่า “ครับ จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยครับ”
เทินวางโทรศัพท์ลง ไอ้ทินผู้เป็นลูก ขยับเข้าไปหาผู้เป็นพ่อ สีหน้าตื่นเต้น
“มีคนลักพาตัวบอสแบบเดียวกับที่บอสจับตัวคุณอมาวสีเหรอพ่อ”
เทินถอนใจแรงๆ ดูเหมือนว่า เขาจะไม่อยากพูดรายละเอียดอะไรกับไอ้ทินมากนัก
“ไม่รู้”
“นี่แหละหนา เขาถึงว่า เวรกรรมมีจริง”
“ถ้าเป็นเวรกรรมจริง...เราสองคนก็ต้องถูกลักพาตัวด้วยกันทั้งคู่สิวะ”
“เออจริง...ถึงวันนั้น แม่คงจะดีใจ”
เทินยั๊ว “อ้าว ไอ้นี่”
“อ๋อ...ผมลูกแม่ครับ”
เทินบรรจงวางแข้งแนบไปที่บั้นเอวไอ้ทิน อย่างแรงและแม่นยำ

ตกตอนกลางคืน ราชนั่งสงบนิ่งที่เดิม กลางป่า ท่ามกลางความมืด อมาวสีเดินวนเวียนไปรอบๆราช เธอนั่งลงเอ่ยปากใส่ราช
“นายจะนั่งมืดๆอย่างนี้ทั้งคืนเหรอ”
“เดี๋ยวก็เช้าแล้ว”
“ฉันไม่รอจนถึงเช้าหรอก”
อมาวสีขยับตัวจะเดินออกไป
“คุณจะไปไหน”
“หาทางออกไปจากป่านี้น่ะสิ”
“หายังไง...เรียกแท๊กซี่มารับมั้ย”
อมาวสีฉุนปนหมั่นไส้ “ไม่พูดกวนกันบ้างก็ได้นะ...ถึงยังไงฉันก็จะไม่งอมืองอเท้าอยู่เฉยๆ แบบนาย ถ้าฉันเดินไปเรื่อยๆ ยังมีโอกาสเจอทางออก มากกว่านั่งอยู่เฉยๆ”
“ใครสอนวิชาการใช้ชีวิตในป่าให้คุณเนี่ย”
“ไม่มีใครสอน และไม่เคยคิดจะเรียน เพราะไม่คิดว่าจะโดนคนบ้าจับมาอยู่กลางป่าอย่างนี้”
“ผมจับคุณมาอยู่บ้านสบายๆนะ คุณนั่นแหละหาเรื่องเอง ถ้าไม่ดิ้นรนหนี ก็ไม่ต้องมาเสี่ยงชีวิตกับนักเลงพวกนี้หรอก” ราชไม่วายแขวะ
“ฉันดิ้นรนหนี เพื่อจะกลับบ้านฉัน มันผิดตรงไหน”
ราชมองหน้าอมาวสี ยักไหล่ ไม่ตอบ
“เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นที่นาย...นายเป็นผู้ก่อเรื่องทั้งหมดนี้ อย่ามาเบี่ยงเบนประเด็นเป็นอื่นไปหน่อยเลยน่า”
“ถ้าผมผิด ผมเลว คุณก็ควรจะทิ้งผมไว้ที่ริมลำธาร จูงผมเดินมาด้วยทำไม”
“เพราะฉันไม่อยากอยู่คนเดียวในป่าน่ะสิ”
ราชยิ้ม “อย่างน้อยผมก็มีดี ที่เป็นเพื่อนคุณได้”
“แค่เฉพาะหน้า เท่านั้นแหละ”
จังหวะนี้อมาวสี มองไปทางหนึ่งเห็นแสงไฟวับๆแวมๆอยู่ไกลออกไป
“โน่นไง แสงไฟ...ต้องเป็นทางออกแน่ๆ”
อมาวสียิ้ม ดีใจ ขยับตัวจะมุ่งไปทางนั้น ราชรีบฉุดรั้งเธอไว้
“เดี๋ยวก่อน...อยู่นิ่งๆแป๊ปนึง”
“ทำไม”
ราชเพ่งมองแสงไฟ “นั่นไม่ใช่ไฟเมือง...นั่นมันไฟของพวกตามล่าเรามากกว่า”
อมาวสีตาเหลือก “ห๊ะ”
“ลงน้ำเร็ว”
“ลงน้ำอีกแล้ว”
“ถ้ายังอยากมีผมเป็นเพื่อนก็ ตามมาทางนี้”
ราชรีบก้าวเดินตรงไปยังลำธารเล็กๆ อมาวสีขยับตัวตามไปติดๆ

ฟากป่วนและพวกเดินเข้ามาตรงชายป่า ริมถนนลาดยาง ตามพิกัดที่เทินแจ้ง เบื้องหน้าของพวกเขา เราจะเห็นรถของราชจอดอยู่ตรงนั้น
แอ้มร้องขึ้น “รถนายผู้ชาย”
“แอบมาซุ่มหนีเที่ยวอยู่ตรงนี้เอง” ป๊อดว่า
“หรือว่าพานายหญิงมาฮันนีมูนกลางป่า” แอ้มคิดไปโน่น
“ฮันนีมูนแบบไหนวะถึงได้มีปลอกกระสุนตกอยู่แถวนี้ด้วย”
ป่วนก้มลงเก็บปลอกกระสุนปืนที่ตกอยู่ ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงเรื่องราวอันไม่สู้จะดีนัก
“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อ” แอ้มเริ่มกังวล
“หาสิวะ...กระจายกันหารอบๆ บริเวณ ในรัศมี พันเมตร อย่าให้ไกลกว่านั้น” ป่วนบอก
“ถ้าเกินนั้นล่ะ” ป๊อดสงสัย
“ก็เข้าไปอยู่ในที่ของกำนันแม้นน่ะสิ...เดี๋ยวมันยิงไส้แตก จะว่ายังไง”

กลุ่มของไอ้มาก พวกมันเดินส่องไฟหาไปทั่วบริเวณริมลำธาร ลูกน้องคนหนึ่งส่งเสียงร้องบอกลูกพี่
ลูกน้อง 1 บอก “ผมเจอเลือดครับลูกพี่...เลือดมันแน่ๆ”
ลูกน้อง 2 เสริม “บอกแล้วว่ามันต้องโดนสักเม็ดสองเม็ดน่า”
“รอยเลือดหายไปในน้ำครับ” ลูกน้อง 1 บอก
“เดินลุยน้ำตามไป ก่อนที่มันจะพ้นเขตของพ่อกู”
ลูกน้องเดินลุยน้ำตามคำสั่งลูกพี่

ราชและอมาวสีเดินขึ้นจากลำธาร เบื้องหน้าของพวกเขามีกระท่อมร้างตั้งอยู่
“มีบ้านคนอยู่นั่นค่ะ...ไปกันเร็ว ไปขอความช่วยเหลือเขาดีกว่า...เผื่อเขาจะนำทางออกไปจากป่านี้ได้”
ราชไม่วางใจฉุดแขนอมาวสีไว้
“เดี๋ยวก่อน...สัญญากับผมก่อนว่า ถ้าเจอใคร หรืออะไรที่ไม่น่าไว้ใจ คุณต้องอยู่ข้างๆ ผมนะ...และคุณต้องบอกเขาว่าคุณคือเมียผม...เข้าใจมั้ย”
“ทำไมล่ะ”
“เราไม่มีทางรู้เลยว่า คนในบ้านนั้นเป็นใคร และคิดยังไงกับเรา...เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัย”
อมาวสีรู้ทัน “ฉันจึงต้องเป็นเมียคุณ”
“ใช่...รับปากสิ”
อมาวสี นิ่ง มองหน้าราช เหมือนครุ่นคิด
ราชถามย้ำ “ว่าไง”
“ก็ได้”
“ไป”

ราชโอบไหล่อมาวสีเดินเข้าไปในบ้าน ราวกับเป็นผัวเมียกันกระนั้น

ส่วนพวกของมากและลูกน้องเดินลุยมาตามลำธาร ไม่ไกลจากกระท่อมร้างนัก พวกมันเดินมาจนพบกับแนวหลักเขตรั้ว ขวางกั้น

ลูกน้อง 1 ตาดีอีก “นี่ไงลูกพี่...รอยเลือดมัน โผล่ขึ้นมาจากน้ำตรงนี้”
มากยืนนิ่ง...ท่าทางครุ่นคิด
ลูกน้อง 2 ถาม “ลุยเลยมั้ยลูกพี่”
“ให้กูถามพ่อกูก่อน”
ลูกน้อง2 ปากดี “ทำเป็นเด็กไปได้ลูกพี่ เรื่องแค่นี้ต้องขออนุญาตพ่อก่อน”
“ก็นั่นมันที่ของไอ้พินัย...พ่อเคยสั่งห้ามเข้าไปยุ่งในที่ของมัน มึงรู้เรื่องมั้ย ไอ้โง่”
หมู่ลูกน้อง ก้มหน้า จ๋อย

กำนันแม้น ยืนพูดโทรศัพท์กับลูกชายกลางบ้าน
“ออกมาจากที่นั่นเดี๋ยวนี้...ข้ายังไม่อยากมีเรื่องตอนที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ รอให้เราเตรียมกำลังไพร่พลให้พร้อม...แล้วค่อยคิดบัญชีกับมันทีหลัง...เอาแบบรวบทั้งต้นและดอกเลยทีเดียว”

ฝ่ายราชและอมาวสีค่อยๆก้าวเข้ามาในกระท่อมหลังนี้ อมาวสีตะโกนส่งเสียงทักทายนำหน้ามาก่อน
“สวัสดีค่า...มีใครอยู่มั้ยคะ...เราหลงทางมา ขอแวะพักซักคืนได้มั้ยคะ...มีใครอยู่มั้ยเอ่ย”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบใดๆ
“คงเป็นกระท่อมร้างจริงๆด้วย...หรือไม่ก็ เจ้าของไม่อยู่ ไปทำงาน ยังไม่กลับ”
“หรือไม่ก็เป็นกระท่อมของพวกมัน”
บรรยากาศของความตึงเครียดผุดขึ้นมาอีกครั้ง
“แล้วเราควรจะทำยังไง”
“อยู่นิ่งๆ เงียบๆ...รอ”
“รออะไร”
“รอพระอาทิตย์ขึ้น...แสงสว่างตอนกลางวันจะทำให้เราตัดสินใจอะไรๆง่ายกว่า” ราชสรุป

กลุ่มของป่วนและหมู่คนงานค่อยๆ คืบคลานออกจากป่า เดินขึ้นสู่ผิวถนน ตรงจุดที่รถของราชจอดอยู่ สีหน้าของทุกคนไม่สู้จะดีนัก ด้วยเหตุที่ ไม่มีผู้ใดพบนายทั้งสองของมัน คนงานหนึ่งคนเดินเข้าไปหาป่วน และพูดตรงๆ
“สถานการณ์อย่างนี้ เราน่าจะแจ้งตำรวจนะน้าป่วน”
“ใช่ ให้เขาเอา ฮ. บินหา” ป๊อดเห็นด้วย
“รอดูพรุ่งนี้อีกวัน”
“ทำไมต้องรอ” แอ้มงง
“ฉันรับปากกับคนของนายไว้ แกไม่อยากให้เรื่องกระโตกกระตาก แกว่านายจะกลับมาเอง พร้อมกับนายผู้หญิง”
“งั้นก็ช่วยกันภาวนาเถอะนะ พวกเรา” แอ้มว่า
“ขอแค่อย่าหลงเข้าไปในที่กำนันเท่านั้นก็พอ”
ป่วนได้แต่กังวลอยู่อย่างนั้น

สองคนอยู่ในกระท่อมร้างกลางป่า ราช สะบัดเสื่อผืนเก่าที่ซุกอยู่ในกระท่อมหลังนี้ มีหมอนและมุ้งวางกองอยู่ข้างๆ กัน ราชค่อยๆ คลี่มุ้งออก อมาวสีก้าวเข้ามายืนมอง
“ทำอะไรน่ะ”
“จัดที่ให้คุณนอนไง”
“ฉันไม่นอน”
“เหอะน่า กว่าจะเช้า ก็เอาซักงีบนึงน่า หลับเอาแรงไว้หน่อยดีกว่า นอนในมุ้งยุงไม่กัด ไม่ต้องกังวลเรื่องไข้มาเลเรียด้วย”
“ไม่ละ ฉันไม่ง่วง”
“ตามใจ”
ราชกางมุ้งเสร็จเรียบร้อย เขาเอนหลังนอนในมุ้งที่เพิ่งกางเสร็จ อมาวสีนั่งพิงผนัง นอกมุ้ง
“ไหนตอนแรกบอกว่าทำยังไงก็ได้ อย่าให้ผมหลับไงล่ะ”
“ก็ตอนนั้นผมกลัวว่า หลับแล้วจะไม่ตื่น”
“แล้วตอนนี้ ไม่กลัวแล้วเหรอ”
“เลือดผมหยุดไหลแล้ว”
อมาวสีชะเง้อมองนิดนึง
“แปลว่า สาบเสือของคุณใช้ได้ผล”
“หรือไม่ก็เพราะน้ำลายเราสองคน”
ราช และอมาวสี ทั้งสองต่างครุ่นคิดเรื่องราวของตนเงียบๆ ในที่สุดราชก็เอ่ยปากออกมา
“ผมได้ยินนะ”
“ได้ยินอะไร”
ราชยิ้ม “ผมได้ยินก็แล้วกัน”
“อะไร”
“เสียงท้องคุณร้อง”
“เปล่านะ...ท้องนายต่างหาก”
“ไม่ต้องอาย...ท้องคุณนั่นแหละ...ท้องผมไม่ร้องเสียงน่าเกลียดอย่างนี้หรอก”
“ท้องใครร้องน่ารักได้ด้วย”
“ชู่ว์” ราชทำสัญญาณให้เงียบ
“อะไร อีก”
ราชนิ่งเงียบอย่างใช้สมาธิ แล้วจึงค่อยๆเอ่ยปาก
“ท้องคุณร้องอีกแล้ว”
“บ้า”
“หิวใช่มั้ย”
“ไม่”
“คุณจะปากแข็งไปทำไม หิวก็บอกว่าหิว ง่วงก็บอกว่าง่วง ไม่เห็นเป็นไร”
“ฉันหิว จนลืมไปแล้ว”
“คุณอยู่นี่นะ ผมจะไปค้นอะไรในบ้านนี้ซักหน่อย”
ราชเปิดมุ้งเดินออกไป อมาวสีนั่งนิ่งๆ สักพัก แล้วจึงตะโกนออกมาดังๆ

“ถ้าเจ้าของบ้านกลับมาตอนนี้ แล้วคิดว่าเราเป็นโจร จะทำยังไง”

ราชเดินเข้าไปในครัว เขาเปิดตู้ค้นหาสัมภาระ พร้อมกับตะโกนตอบอมาวสีไปด้วย

“ไม่เห็นต้องทำยังไง ก็ให้เขาเรียกตำรวจมาจับตัวเรา เราก็จะได้ออกจากป่า คุณก็จะได้กลับบ้านไง ไม่ดีเหรอ”
อมาวสีเดินเข้ามายืนตรงมุมสวยของระเบียง ชานเรือน เธอตะโกนตอบราช
“ส่วนนายก็ติดคุก ข้อหาลักพาตัว”
สองคนตะโกนตอบโต้กันไปมา ระหว่างครัวกับชานเรือน
“ก่อนติดคุก ผมขอไปเล่นงานไอ้พวกที่มันไล่ยิงผมก่อน”
“จะไหวเหรอ...พวกมันเยอะจะตาย”
“ทีคุณยังเอาปืนไม่มีลูกไปขู่มันได้เลย...จะกลัวอะไร”
“กลัวแผลจะไม่ทะลุเหมือนวันนี้น่ะสิ...ถ้ากระสุนฝังใน นายจะเดินเหินสบายแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ”
ราชเดินกลับเข้ามาอมาวสี
“คุณห่วงผมเหรอ”
อมาวสีมองหน้าราชนิ่ง ไม่มีคำตอบ
“คุณห่วงผม” ราชถามย้ำ
“เปล่า...ฉันแค่หาเรื่องคุยเท่านั้น”
“ไม่มีเรื่องอื่นคุยแล้วเหรอ”
“นายคุยได้ทุกเรื่องรึเปล่าล่ะ”
“แน่นอน”
“งั้นเอาเรื่องนี้...นายโกรธแค้นอะไรคนในตระกูลพิชิตพงษ์”
ราชนิ่งไปนิดหนึ่ง “ผมเคยพูดอย่างนั้นเหรอ”
“ความโกรธแค้น เป็นอารมณ์ เป็นความรู้สึก ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูด”
“คุณจับอารมณ์ผมได้ดีขนาดนี้เชียว”
“ไม่เห็นจะยาก”
“แล้วทำไมเลือกจับเฉพาะอารมณ์โกรธล่ะ”
อมาวสีมองหน้าราชนิ่ง ไม่มีคำตอบ
“คุณไม่รู้สึกถึงอารมณ์อื่นๆของผมบ้างเหรอ”
ราชมองจ้องตาอมาวสี อมาวสียังคงนิ่งเงียบ
“หรือเพราะผมไม่ใช่พี่ภาคย์ ของคุณ”
“ฉันเลิกใส่ใจไปนานแล้วว่านายเลือกจะเป็นใคร...เพราะฉันรู้ว่าจริงๆแล้วนายคือใคร...และฉันรู้ด้วยว่า นายเองก็ไม่อาจปฏิเสธสิ่งที่นายเป็นได้...ไม่ว่าจะหนีมันไปไกลแค่ไหน ความจริงนั้นก็จะตามนายไปในทุกๆที่...แล้ววันนึง นายจะต้องเสียใจในสิ่งที่นายเลือกที่จะเป็น”
“แล้วคุณเคยรู้บ้างมั้ยว่า พี่ภาคย์ของคุณผิดหวัง ช้ำใจ ในสิ่งที่คนอื่นทำกับเขาไว้ มากแค่ไหน”
“ฉันอาจจะไม่รู้สึกมากเท่าที่เขารู้สึก แต่ถ้าเขาไม่อธิบายถึงสิ่งที่เขารู้สึก ก็คงไม่มีใครช่วยอะไรเขาได้”
“คุณเพิ่งพูดเมื่อกี้นี้เองว่า อารมณ์ ความรู้สึก ไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยคำพูด”
“เพราะคนอย่างนาย ไม่เคยพูดถึงสิ่งที่นายรู้สึก”
“งั้นก็อย่าคิดเอาเองว่า ผมกำลังมีความรู้สึกแบบไหน”
ทั้งสองต่างนิ่ง เงียบ ไปสักพักหนึ่ง
“อยากจะเปลี่ยนเรื่องคุยก็ได้นะคะ”
“ว่าไป”
“ถ้าเราออกจากป่านี้ไปได้ นายจะส่งฉันกลับบ้านมั้ย”
“เปลี่ยนเรื่อง” ราชเสียงเข้ม
สองคนเลยเงียบกันไปอีกพักหนึ่ง อมาวสีดูมีท่าทีอ่อนเพลียมากๆ เธอค่อยๆเอ่ยปาก
“ถ้าฉันหลับไป นายจะทำอะไรฉันรึเปล่า”
“คุณนอนบนบ้าน...ผมจะลงไปนอนใต้ถุน”
“ไม่ นายนอนด้วยกันบนนี้หละ...ฉันกลัวผี”
ราชหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยปากพูดว่า
“ผมหลงคิดว่า คุณจะเป็นผู้หญิงแกร่ง ผู้หญิงเก่ง...ที่แท้ก็ไม่ต่างจากคุณหนูทั้งหลาย...เหมาะแล้วหละ ที่จะอยู่กับผู้ชายที่คอยเอาอกเอาใจ อย่างเจ้าวาริน ผมจะพาคุณไปส่งให้นายวารินเร็วๆนี้ละ”
ราชหันกลับไปมองอมาวสี พบว่าอมาวสีนั่งหลับไปนานแล้ว
ราชค่อยๆ อุ้มอมาวสีเดินออกไปจากระเบียง

ราชอุ้มอมาวสีเข้าไปนอนในมุ้งที่เขากางไว้ เขาจัดวางร่างกายของอมาวสีให้อยู่ในท่าที่นอนสบายแม้ในยามหลับ และเหนื่อยล้า ก็ยังเห็นถึงความสวยหวาน น่าทะนุถนอมของเธอ ราชอดไม่ได้ที่จะนั่งจ้องใบหน้านั้น
ราชที่จ้องมองอมาวสีนิ่งและนาน นัยน์ตาเป็นประกายเจิดจ้า เขาค่อยๆ เอนตัวลงนอนข้างๆ เธอ

อา...ความรักบังเกิดขึ้นในใจ ราช รัช ภูมิ เป็นแน่แล้ว

อ่านต่อหน้า 3

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 10 (ต่อ)

กระท่อมร้างกลางป่าตกอยู่ในความมืด ท่ามกลางเสียงธรรมชาติร่ำร้องกล่อมสองคนให้หลับใหลไป จวบจนเช้าตรู่

มุ้งหลังนั้นกางเด่นอยู่กลางห้องนอน ในนั้นมีเพียงร่างของอมาวสีนอนนิ่งอยู่ที่นั่นเพียงลำพังคนเดียว ใบหน้าของเธอ ดูมีน้ำมีนวล ต่างจากคืนที่ผ่านมาลิบลับ
อมาวสีพลิกตัว ลืมตาตื่นขึ้น เธอมองสำรวจไปรอบๆ ตัว แล้วจึงเปิดมุ้งเดินออกไปจากห้อง

อมาวสีเดินออกมาจากด้านในกระท่อมลงบันไดมา จนเห็นโต๊ะไม้ตัวใหญ่ บนโต๊ะนั้น มีกับข้าวมากมายวางอยู่ อาทิ ไข่เจียว ไข่ต้ม หมูหยอง ยำกุ้งแห้ง ยำกุนเชียง ยำไข่ดาว อมาวสี งุนงงกับภาพที่เห็นเบื้องหน้า
ราชเดินเข้ามา พร้อมด้วยหม้อใส่ข้าวต้ม ควันฉุย
“ต่อให้คุณสาบานว่าไม่หิว ผมก็ไม่มีวันไม่เชื่อคุณเด็ดขาด”
“นายเอาของพวกนี้มาจากไหน”
“ผมค้นดูตามตู้ ก็เจอทั้งข้าวสาร ไข่ และกุ้งแห้ง กุนเชียง...โชคดีของเราจริงๆ”
“นายทำเองทั้งหมดเหรอ”
“โทร.สั่งเอามั้ง”
อมาวสียังคงยืนอึ้ง ประหลาดใจอยู่ ราชขยับตัวลงนั่ง ตักข้าวต้มใส่ชามพร้อมกิน
“ไม่ต้องมัวยืนเก๊กน่า...มากินด้วยกัน...ช้า ผมไม่รอนะ...รู้มั้ย เมื่อคืนท้องคุณร้องดังสนั่นทั้งคืน จนผมกลัวว่ามันจะระเบิดออกมา”
“เมื่อคืนนายนอนตรงไหน”
“นอนข้างๆคุณ”
“ห๊ะ...”
“ผมเผลอหลับไป...แต่ไม่ต้องกังวลน่า ผมไม่ได้ทำอะไรคุณเลย นอกจาก...”
อมาวสีตกใจมากขึ้น “นอกจาก อะไร”
ราชเล่นลิ้นทิ้งคำชวนคิดลึกอีก “ก็แค่...
“แค่ไหน”
“เช็ดหน้าให้คุณ ด้วยผ้าขนหนูชุบน้ำ...แล้วก็...”
“แล้วก็”
“แล้วก็ล้างแผลถลอกตามแขน ขาให้คุณ เหลือแต่บ้วนปาก แปรงฟันนั่นแหละ ที่คุณคงต้องทำเอง หรืออยากจะอาบน้ำก็ได้นะ นี่สบู่ ยาสีฟัน แชมพู”
“นายรื้อข้าวของเขา ทำยังกะเป็นเจ้าของบ้านซะเองเลยเหรอ”
“อือม...เพราะฉะนั้น คุณก็ช่วยเร่งมือหน่อย เราจะได้รีบไป ก่อนเจ้าของบ้านกลับมา”
“รู้แล้วเหรอว่าไปทางไหน”
“ผมเจอแผนผังเก่าๆ น่าจะตั้งแต่สร้างกระท่อมหลังนี้”
ราชหยิบกระดาษเก่าๆคล้ายเป็นชิ้นส่วนของพิมพ์เขียวส่งให้อมาวสีดู
“มันมีสัญลักษณ์ที่น่าจะหมายถึงถนน อยู่ทางทิศเหนือ...คุณคิดว่าเราควรจะเชื่อแผนผังนี้มั้ย”
“ไม่รู้ ฉันดูไม่เป็น...แต่ฉันจะรีบกินข้าว แล้วเรามุ่งหน้าไปทิศเหนือกัน”
ราชยิ้ม ทั้งสองตักข้าวต้มกินกันอย่างอร่อย

หลังมือเช้าอันแสนอร่อย ราชและอมาวสีเดินออกจากกระท่อม โดยราชเดินนำอมาวสีตาม สองคนตรงไปยังป่าโปร่งหลังกระท่อม
“นายรู้ได้ไงว่าทางนี้คือทิศเหนือ”
“พระอาทิตย์ขึ้นทางไหนล่ะ”
“นี่มัน เหมือนทางที่เราเดินเมื่อคืนนี้เลย”
“ป่าก็คือป่า...ตรงไหนๆก็เหมือนกันหมดนั่นหละ...ถ้าโชคดี ผมว่า เลี้ยวข้างหน้านี้ เราน่าจะเจอถนนแล้วละ”
ราชเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น อมาวสีเดินตามอย่างใกล้ชิด

ราชและอมาวสีเดินออกมาจากชายป่า ก็เห็นถนนลาดยางขวางอยู่เบื้องหน้า
“นั่นไง ถนน...ถนนจริงๆ ด้วย”
“ผมมั่นใจว่า เลี้ยวโค้งนี้ไปอีกนิดนึง รถผมต้องจอดอยู่ตรงนั้นแน่ๆ”
ทั้งสองก้าวยาวๆ คล้ายวิ่ง ไปตามถนนเมื่อพ้นโค้งข้างหน้า จึงเห็นรถของราชจอดอยู่ตรงนั้น ที่เดิม สภาพเดิมเปี๊ยบ
“นั่นไง จริงๆด้วย...เราไม่หลงทางแล้ว”
อมาวสีดีใจ กระโดดตัวลอย กอดคอราชอย่างลืมตัว
“ไป...กลับบ้านกัน”
ทั้งคู่วิ่งไปที่รถ
“ที่แท้ กระท่อมร้าง ก็อยู่ใกล้ถนนนิดเดียวเองเนอะ”
“อื่อฮึ”
“รู้งี้ เมื่อคืนเราเดินต่ออีกนิดก็เจอรถแล้ว ขับออกไปหาข้าวกินได้สบายเลยนะเนี่ย”
“แถวนี้ไม่มีร้านอาหาร ต้องขับไปอีกห้าสิบกิโล กว่าจะเจอซุปเปอร์”
ทันใดนั้น เธอก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ อมาวสีหันไปมองที่เบาะหลังรถ พบว่ามันมีถุงข้าวสาร ถาดไข่ ห่อกุ้งแห้ง และกุนเชียงวางอยู่ เธอค่อยๆ เอ่ยปากพูด เพื่อทบทวนความคิดของเธอ
“กระท่อมร้าง อยู่ ใกล้ ถนน นิดเดียว...นายรู้ด้วยว่ามีซุปเปอร์อยู่แถวนี้”
อมาวสีเอามือแตะกระโปรงรถ “เครื่องยังร้อนๆอยู่เลย”
อมาวสีจ้องหน้าราช แล้วจึงเอ่ยปากเสียงเด็ดขาด
“นายรู้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วใช่มั้ยว่า เราอยู่ตรงไหน และจะออกมาได้ยังไง”
ราชวางหน้านิ่งเฉย ไม่ตอบ
“นายแกล้งฉันใช่มั้ย...แกล้งทำเป็นหลงป่าใช่มั้ย”
“ผมถูกยิง ความจำก็เสื่อมไปตามสภาพร่างกายที่บอบช้ำ”
“นายรู้ด้วยใช่มั้ยว่า บ้านหลังนี้เป็นของใคร”

ราชเผยอยิ้มแบบกวนๆ นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้

โดยกลางดึก คืนที่ผ่านมา ราชยืนหลบมุม แอบพูดโทรศัพท์อยู่ที่ใต้ถุนกระท่อม

“ฉันจะหาร้านอาหารใกล้ๆได้ที่ไหน...ฝากบอกน้าป่วนและคนงานที่ไร่ด้วยว่าไม่ต้องห่วง...คืนเดียวเท่านั้น ช่วยหน่อยนะ พินัย...หรือจะแวะเอาอาหารมาส่งให้ก็ดีนะ”

อมาวสีขยับตัวลงนั่งในรถราช หน้าตาของเธอ บึ้งตึงโกรธที่ถูกหลอก จ้องหน้าราช เขม็ง
“ตกลงนายโดนยิงจริงหรือเปล่าเนี่ย บอกความจริงมาเดี๋ยวนี้”
“ดูแผลนี่สิ...หลอกหรือจริงล่ะ”
“ไม่รู้...รู้แต่ว่า นายเป็นคนที่ไม่น่าไว้ใจที่สุด”
“เมื่อคืนยังเห็นผมเป็นเพื่อนอยู่เลย...แหม เปลี่ยนใจง่ายจังนะ”
ราชขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก รถของราชวิ่งตรงเข้าสู่อาณาเขตบ้านไร่หลังนี้ ท่ามกลางแสงสวยงาม ยามเช้า

หมู่มวลคนงาน ตรงเข้าไปรอรับรถผู้เป็นนายที่กำลังแล่นเข้ามาจอด ประตูรถเปิดออก อมาวสีก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว และแน่นอนใบหน้างามๆ ยังคง บึ้งตึง
“นายหญิงเป็นไงบ้างคะ...พวกเราห่วงกันแทบแย่” ป้าเอิบถาม
“ถามนายของป้าเอิบดูแล้วกัน”
ราชเปิดประตู ก้าวลงจากรถ
“ไม่มีอะไรมาก...ฉันพาภรรยาฉันไปปิคนิกกลางป่าเท่านั้นเอง”
“อู๊ย...อย่างนี้ อีกไม่นาน ได้อุ้มหลานแน่ๆ” แอ้มดี๊ด๊า
“ฮึ...ฝันไปเถอะ”
อมาวสีค้อนควัก แล้วรีบเดินตรงเข้าไปในบ้าน
ป่วนเดินเข้าไปใกล้ราช
“คราวหน้าคราวหลัง นายจะแว่บไปนอนไหน บอกล่วงหน้ากันบ้างก็ดีนะครับถ้าคุณพินัยไม่โทร.มาบอก มีหวังพวกเราเป็นบ้าตาย”
“น้าป่วนก็อย่าปล่อยให้เมียฉันขี่ม้าหนีไปง่ายๆแบบนี้สิ”

ส่วนป้าเอิบเดินตามไปใกล้ๆ อมาวสี ตรงเข้าไปจับมืออมาวสี อ้อนวอน
“นายหญิงอย่าหนีอย่างนี้อีกเลยนะคะ...ป้าขอร้อง...พวกเราใจคอไม่ดีเลย”
ป้าเอิบส่งพระให้
“เอาเก็บไว้กับตัวนะคะ จะได้คลาดแคล้วจากภยันตรายทั้งหลาย”
แอ้มและป๊อดปรี่เข้ามาใกล้อมาวสี
“กระท่อมคุณพินัยน่าอยู่มั้ยคะ”
“วันหลังเราขอนายไปอยู่กันซักคืนสองคืนดีมั้ย”
“ทะลึ่ง” แอ้มด่า

ด้านทนายชอบเดินตรงเข้าไปในโรงพักแห่งนั้น นายดาบตำรวจเดินเข้ามา ตะโกนเข้าไปยังผู้ต้องหาในห้องขัง
“นางสาวจูดี้...มีใครชื่อจูดี้มั้ย”
สายบัวบอก “ฉันเอง”
“มีคนมาพบ”
“ใครน่ะ”
“ทนายความ”

ทนายชอบก้าวเข้าหน้าโต๊ะร้อยเวร ในโถงโรงพัก เบื้องหน้าเขาเป็นสายบัวกับดาบตำรวจที่ยืนคุมเชิงอยู่
“ผมมาในฐานะตัวแทนของคุณภากร”
“คุณจะมาประกันตัวจูดี้ใช่มั้ยคะ”
“ครับ...รอร้อยเวรตรวจเอกสาร ไม่นานก็เรียบร้อยครับ”
“พวกเราได้ออกไปทุกคนเลยใช่มั้ย”
“พวกเรา ?...ใครบ้างครับ”
“ก็...อีกตั้งสี่คน”
“เอ ยังไงไม่ทราบครับ...ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณคนเดียวเท่านั้น”
“อ้าว แล้วคนอื่นๆ ล่ะ”
“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปพบคุณภากร...คุณคุยกับเขาเองก็แล้วกัน”

จากนั้นไม่นานนัก สายบัวเดินเข้ามาใน บริษัท เฮ้ลท์ตี้ ฟาร์ม่า เธอโผไปกอดภากรแน่น
“คุณภากร...จูดี้คิดถึงคุณภากรมากเลย รู้มั้ยคะ”
ภากรพยายามดันตัวสายบัวให้ห่างออกมา
“คุณภากรคิดถึงจูดี้บ้างรึเปล่า”
“เอ้อ ครับ”
“ใครก็ไม่รู้ค่ะ มันพาตำรวจไปจับจูดี้ มาแบบไม่รู้ตัวเลยนะคะ วันที่เรานัดกันวันนั้นน่ะค่ะ พี่จอนก็โดนด้วยนะคะ ตอนนี้ยังอยู่ในห้องขังอยู่เลย น่าสงสารที่สุด”
“ใจเย็นๆก่อนครับ จูดี้”
“ใครก็ตามที่มันทำอย่างนี้กับจูดี้ ขอให้มันไม่ตายดี ขอให้มันตกนรกหมกไหม้ไม่ได้ผุดได้เกิด ไปอีกเจ็ดชั่วโคตร”
“แล้วพ่อเลี้ยงล่ะ”
สายบัวเริ่มเล่นบทบาทที่เธอคุ้นเคย
“อ๋อ...ได้ข่าวว่า กำลังส่งมือดีออกตามล่าคุณภากรกับพี่จอนอยู่ มันคิดว่าเรารวมหัวกันโกงมันค่ะ...คุณภากรช่วยประกันตัวพี่จอนออกมาด้วยสิคะ จะได้ช่วยคุณภากรเจรจากับพ่อเลี้ยงอีกแรงนะคะ”
“ผมว่าพี่จอนอยู่ในคุกน่าจะปลอดภัยกว่านะ จะได้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ”
สายบัวอึกอักไปนิดนึง
“เอ้อ...แล้วจูดี้ล่ะคะ...จูดี้จะอยู่ยังไง...ถ้าพ่อเลี้ยงส่งลูกน้องมาเก็บจูดี้ด้วยจูดี้จะทำยังไง”
ภากรตัดสินใจ ส่งเงินปึกใหญ่ให้สายบัว
“เอาเงินนี่ไปหาที่กบดานซะ...ถ้ายังไม่ปลอดภัย อย่าติดต่อมาหาผมอีกนะครับ”
สายบัวรับเงินจากภากร แล้วยกมือไหว้สวยงาม

สายบัวกลับมาที่สถานีตำรวจ และประกันตัวไอ้จอนออกมา โดยมันกำลังออกมาหน้าสถานีตำรวจ ตรงมาหาสายบัวยืนรอรับอยู่มุมหนึ่ง
“ขอบใจมากสายบัว”
“แล้วทีนี้ พี่จะทำอะไรต่อ”
“แก้แค้นสิ ใครก็ตามที่มันทำให้พี่เป็นแบบนี้ มันต้องชดใช้อย่างสาสม”
“พี่ทำตัวพี่เองมากกว่า”
“อย่าเถียงพี่ คนคนนั้นคือ ไอ้ภากร...ไอ้ภากร พิชิตพงษ์ คราวนี้มึงเสร็จกูแน่ๆ”

จอนคำรามในลำคอ

ฟากอมาวสีนั่งเขียนบันทึกลงในไดอารี่ของเธอ เสียงความคิดของเธอดัง ตรงกับตัวหนังสือเหล่านั้น

“ในที่สุด เรื่องราวที่เคยคิดว่าเกือบจะเหมือนนิยาย ก็ชักจะเหมือนมากขึ้นๆ เรื่อยๆ...นางเอกติดอยู่ในป่า ต้องนอนในกระท่อมร้างเก่าๆ ต้องเสี่ยงตายเดินหนีหมู่วายร้าย...นี่มันนิยายน้ำเน่าชัดๆ...แต่ที่ยังน่ากังขาอยู่อย่างเดียวก็คือ ชายหนุ่มที่อยู่กับนางเอกทั้งคืน เขาคือพระเอก หรือผู้ร้ายกันแน่...มันน่าสงสัยไม่น้อย...เพราะหลายครั้งที่สายตาของเขา ดูมีความห่วงใย อ่อนโยน และอบอุ่น...แต่หลายครั้งยิ่งกว่านั้น ดวงตาคู่เดียวกันกลับเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ประชดประชัน แดกดันและกลั่นแกล้ง ตลอดเวลา...เกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ยแล้วทำไมจะต้องมาเกิดตอนนี้ เวลานี้ ในวันก่อนจะถึงวันเกิดของฉัน...อนิจจาวันเกิดปีนี้คงเงียบเหงาวังเวงยิ่งกว่าทุกปี...เพื่อนเท่าที่ฉันมี ก็คงจะไม่ได้เห็นหน้ากันเหมือนอย่างเคย”
เสียงราชดังเข้ามาทางวิทยุสื่อสาร
“ถ้าคุณไม่ได้หลับ และไม่ได้อ่อนเพลียเกินไป...ผมขอเชิญข้างล่างครับ...มีคนรอพบคุณอยู่”
อมาวสีกดวิทยุสื่อสารพูด “ฉันจำเป็นต้องพบเขาด้วยเหรอ”
“เขาเป็นเจ้าของกระท่อมที่เราพักเมื่อคืน...เขาอยากรู้จักคุณครับ”

ไม่นานต่อมา พินัยก้าวเข้ามาหน้าบ้าน หน้าตายิ้มแฉ่ง
“สวัสดีครับ ผม พินัย...พินัย พิบูลย์ทรัพย์ เจ้าของไร่หลังเขาลูกถัดไปนี่แหละครับ และก็เป็นเพื่อนสนิทของนายราชด้วย”
ราชยืนอยู่ข้างๆพินัย และเบื้องหน้าเขาคืออมาวสี โดยมีไอ้แปลกยืนถือปืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ
อมาวสีถาม “คุณพินัยชอบสร้างบ้านทิ้งไว้กลางป่าเหรอคะ”
“ไม่ได้ชอบครับ คือไอ้ตอนสร้างเราก็คิดว่า เผื่อวันไหนเข้ามาเที่ยวป่าก็จะได้มาพัก แต่พอสร้างเสร็จจริงๆ กลับไม่มีเวลามาอยู่ มาพัก แม้แต่หลังเดียว”
“มีหลายหลังด้วยเหรอคะ”
“ก็สี่ห้าหลังครับ เมื่อก่อน เจ้าราชนี่หละ อาสาไปนอนเฝ้าบ้านให้ หมอนี่มันชอบเข้าป่าซะจริงเชียว...ป่าแถวนี้มันหลับตาเดินยังไม่มีหลงเลยครับ”
“อ๋อ เหรอ คะ”
อมาวสีสบตาราชที่ยิ้มให้ อมาวสีเบะหน้าใส่
“แต่มันไม่เคยแอบพาใครไปค้างด้วยอย่างเมื่อคืนหรอกนะครับ ผมรับรองได้”
“ไม่จำเป็นต้องรับรองหรอกค่ะ ดิฉันไม่ได้อยากรู้”
พินัยมองหน้าราช
“เจ้าพินัยมันนัดหมอมาดูแผลให้ผม ผมก็เลยให้เขาพาพยาบาลมาตรวจร่างกายดูรอยฟกช้ำให้คุณด้วยเลย”
อมาวสีบอกทันทีว่า “ไม่”
“ไม่เถียงได้มั้ย และกรุณาอย่าปฏิเสธความปรารถนาดีของผม”
“คุณอมาวสีไม่ต้องกังวลนะครับ หมอที่ผมนัดมา เป็นพรรคพวกกัน สนิทกันมาก และเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดดี...โดยเฉพาะเรื่องอาการทางประสาทของคุณอมาวสี”

ที่ห้องพักราชตอนนี้ นายแพทย์วัยกลางคน กำลังชำระล้างแผลบริเวณเอวของราช มีพินัยยืนดูอยู่ไม่ห่าง หมอพูดพร้อมกับทำหน้าที่ไปด้วย
“โชคดีนะที่กระสุนแค่ถากๆไป”
“ไม่ได้ทะลุอย่างเจ้าราชมันว่าเหรอหมอ” พินัยบอก
“ไม่ทะลุครับ แค่ถากๆ”
“แต่ทำไมเลือดไหลเยอะนักล่ะ”
“คนหนุ่ม แข็งแรง ก็อย่างนี้แหละครับ”
พินัยขยับตัวไปพูดใส่หน้าราชใกล้ๆ
“นายนี่ก็เว่อร์ไม่เบานะ หาเรื่องอ้อนคุณอมาวสีละซี”
“มันเป็นแผนเว้ย” ราชว่า
“ไอ้ใบสาบเสือที่คุณราชโปะไว้นี่ ก็ค่อนข้างจะเยอะไปหน่อย เยอะเกินจำเป็น” หมอบอก
“เหรอครับ”
“แต่ที่สำคัญคือ มันไม่ใช่ใบสาบเสือ”
ราชร้อง “อ้าว”
“โชคดีที่มันเป็นพืชสมุนไพรที่ไม่มีอันตรายไม่งั้นแผลเน่าละก็จะยุ่งไปใหญ่”
“เกือบซวยแล้วมั้ยล่ะ” พินัยบ่น
หมอล้างและปิดแผลให้ราชเสร็จพอดี เขาหันมาพูดกับราชอย่างตั้งใจ
“หมอขอพูดอะไรนิดนึงได้มั้ยครับ”
“ได้สิครับ”
“หมอรู้ว่าคุณราชเป็นคนดี เหมือนที่ทุกๆ คนแถวนี้รู้ คุณราชช่วยเหลือชาวบ้านมานักต่อนัก พวกเราเคารพการตัดสินใจทุกอย่างของคุณราช และยินดีสนับสนุนเต็มที่...แต่ถ้าถามว่า เข้าใจในสิ่งที่คุณราชกำลังทำอยู่หรือเปล่า ก็ต้องบอกด้วยความสัตย์จริงว่า ไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่พร้อมจะยืนเคียงข้างเสมอ ดังนั้น หากจะมีข้อเตือนสติบางอย่างจากพวกเรา ในฐานะของคนที่มีความปรารถนาดีต่อกัน มันก็เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ คุณราชเข้าใจใช่มั้ยครับ”
“เข้าใจครับ...หมอพูดมาเลยครับ อยากจะเตือนสติผมยังไงก็เชิญเลย”
หมอหายใจลึกๆก่อนเอ่ยปากพูด
“ผมคิดว่าคุณราชน่าจะหาเวลา ทำใจให้นิ่งๆซักชั่วขณะ แล้วลองพิจารณาถึงสิ่งที่ทำไป ว่ามีตรงไหน ไม่ถูกต้องบ้างหรือเปล่า...ผมเชื่อว่าคนมีปัญญาอย่างคุณราชเข้าใจได้ไม่ยากหรอกครับ...ส่วนคนรอบๆตัวมากมายที่มีปัญญาไม่เท่าคุณราชน่ะ เขาก็เป็นห่วงเป็นกังวล และงุนงงไม่น้อย...คุณราชค่อยๆอธิบายความจริงให้พวกเขาได้รู้บ้าง ก็ดีนะครับ”
ราชค่อยๆ ครุ่นคิดตามคำพูดของหมอ

ป่วนยืนอยู่บริเวณระเบียงห้อง คอยชะเง้อมองด้วยความเป็นกังวล

ส่วนที่ห้องอมาวสี นางพยาบาลหน้าสวยกำลังเตรียมวัดความดันอมาวสี มีแอ้มยืนสอพลอสอดรู้สอดเห็นอยู่ใกล้ๆ

“ห้าปีมาแล้วค่ะ ที่พวกเราแถวนี้รู้จักคุณราช...แกเสียสละเพื่อพวกเราทุกคน ใครเดือดร้อนมาจากไหน แกช่วยหมด...ใครถูกไอ้กำนันกับลูกชายกลั่นแกล้ง แกก็ต่อสู้ให้ ยังกะเป็นเรื่องของแกเอง”
“พวกกำนัน เขาทำอะไรชาวบ้านเหรอ”
พยาบาลสาธยาย “โอ๊ย ข่มขู่สารพัด จ้องจะแย่งเอาที่ดินทำกินของชาวบ้านไปให้ได้ มันถือว่ามันมีอิทธิพล ใครก็ต้องกลัวต้องเกรง...แต่คุณราชไม่ แกอาสาเป็นตัวแทนชาวบ้านบุกไปถึงบ้านกำนัน ยื่นคำขาด ห้ามกำนันรังแกชาวบ้าน...โอ๊ย จะยิงกันตาย สุดท้ายกำนันก็ไม่กล้า ชาวบ้านก็เลยรวมหัวกันขายที่ให้คุณราช คุณราชก็ใจดี๊ ใจดี ซื้อแล้วยกให้ชาวบ้านทำไร่ฟรีๆ ไม่คิดค่าเช่า น้ำใจประเสริฐจริงๆ”
“แล้วเขาได้อะไร”
พยาบาลส่ายหน้า เธอเริ่มจับเวลา จับชีพจร จึงไม่เอ่ยปากพูดใดๆ แอ้มอ้าปากพูดแทน
“ได้ความสุขใจไงคะ...แกเกิดมาเพื่อเสียสละจริงๆ...อย่างเรื่องน้องอี๊ฟนี่ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่พวกเราซาบซึ้งใจจนทุกวันนี้” แอ้มว่า
อมาวสีฉงน “น้องอี๊ฟ”
“ลูกสาวพี่เอง โดนงูสามเหลี่ยมกัด ตอนไปเที่ยวน้ำตก...คุณราชอุ้มแกคนเดียว จากในป่ามาถึงมือหมอได้ทันเวลา ระยะทางร่วมยี่สิบกิโลแน่ะ...ทุกวันนี้น้องอี๊ฟ รักและเคารพคุณราชเหมือนพ่อ”
“นายรักเด็กค่ะ”
พยาบาลพูดเบาๆเหมือนกระซิบ
“จะบอกความลับให้นะคะ แกอยากมีลูกค่ะ คุณอมาวสีลองช่วยแกหน่อยสิคะ”
“เอ้อ...คง ช่วยไม่ได้มั้งคะ”
“ใช่ค่ะ...ของอย่างนี้มันต้องช่วยกันทั้งสองคน เนอะ” แอ้มพยักพเยิด
พยาบาลค่อยๆเก็บข้าวของสัมภาระของตน อมาวสีกระเถิบเข้าไปใกล้
“เอ้อ คุณพยาบาลคะ...มีโทรศัพท์มือถือมั้ยคะ”
“มีค่ะ”
“ขอยืมได้มั้ยคะ”
พยาบาลยิ้มหวาน “ไม่ได้ค่ะ”
“ทำไม”
“คุณราชแกห้ามไว้...เดี๋ยวคุณโทรไปพูดอะไรกับใครๆที่มันผิดไปจากความเป็นจริง จะยุ่ง และแก้ไขกันไม่ทันการค่ะ” พยาบาลกระซิบอีกที “ฝากพิจารณาเรื่องลูกด้วยนะคะ แล้วชีวิตจะมีแต่ความสุข พี่รับรอง”

ราชเดินคุยมากับป่วน อยู่ตรงมุมหนึ่งในบ้านกลางไร่
“น้าเทินบอกฉันว่า เมื่อคืนนี้น้าป่วนตกอกตกใจมาก”
“ไม่เป็นอันทำอะไรเลยละครับ กินอะไรก็ไม่ลง นอนยังไงก็ไม่หลับ”
“ออกตามหาฉันในป่าด้วยใช่มั้ย”
“ครับ พอหาไม่เจอก็เลยตัดสินใจโทรหาคุณเทิน ต้องขอโทษนายด้วยนะครับเพราะนายเคยสั่งไว้ว่า ห้ามติดต่อใครที่กรุงเทพฯเด็ดขาด”
“ไม่เป็นไรหรอก น้าป่วนมีเจตนาดี ไม่มีปัญหา ฉันต้องขอบใจน้าป่วนด้วยนะ ที่เชื่อตามที่น้าเทินขอไว้...เรื่องที่ไม่ให้แจ้งตำรวจน่ะ”
“ครับ”
“ฉันก็เลยคิดว่า มาถึงตรงนี้แล้วน้าป่วนน่าจะได้รู้ความจริงทั้งหมดซะที ความจริงระหว่างฉันกับคุณอมาวสี”
“นั่นไง...ผมนึกแล้วเชียว...มันมีอะไรแปลกๆระหว่างนายหญิงกับนาย”
“แปลกยังไง”
“ผมเห็นนายหญิงแอบงอนนายบ่อยๆ”
“งั้นเหรอ...แล้วน้าป่วนนึกว่ายังไง”
“ผมฟันธงเลย จริงก็บอกว่าจริง อย่าโกหกผมนะครับ”
“เออ”
“นายมีเมียน้อยใช่มั้ยครับ” ป่วนคิดไปโน่น
“บ้า...ไม่ใช่ เรื่องจริงก็คือ เขาไม่ใช่เมียฉัน”
“อ้าว...”
“อย่างน้อยก็ตอนนี้”
ป่วนมีท่าทีงุนงงยิ่งนัก

ขณะนั้นไอ้มากเดินเข้ามาหยุดเบื้องหน้าของกำนันแม้น ที่กำลังนั่งส่องพระอยู่
“พ่อ”
“มีอะไร”
“ฉันได้ข่าวว่า ไอ้ราช กับเมียสติไม่ดีของมัน กลับไปอยู่บ้านไร่อย่างมีความสุขแล้ว พ่อรู้รึยัง”
“รู้แล้ว...แกอยากจะส่งจดหมายไปดีใจกับมันรึไง”
“โธ่ ถ้าพ่อไม่ห้ามฉันเมื่อคืนนี้นะ ฉันบุกไปเล่นงานมันแล้ว...เผลอๆป่านนี้ พ่อกับฉันได้นอนกก อีหนูหน้าสวยเมียมันไปแล้ว”
“แกกับฉันเหรอ”
“ก็งั้นสิพ่อ เราพ่อลูกกัน แบ่งกันก็ได้ ผลัดกันไงพ่อ”
กำนันเสียงดัง หน้าแดงขึ้น
“ฉันไม่ถ่อยเถื่อนอย่างนั้นหรอก ฉันจะมีอะไรกับใคร มันต้องสมยอม มีความสุขร่วมกันเว้ย”
“แต่อีนี่มันสติเสีย มันยอมหรือไม่ยอมก็ไม่ต่างกันหรอกพ่อ”
“ไม่ได้โว้ย...ฟังนะไอ้มาก...เมียฉัน ก็หมายถึงแม่เลี้ยงแก ส่วนเมียแกก็คือลูกสะใภ้ฉัน...จะเป็นทั้งสองอย่างในคนเดียวกันไม่ได้”
“ตามใจ...ยังไงก็อดด้วยกันทั้งคู่”
“ใครบอกว่าอด ฉันกำลังวางแผนรวมพลสำหรับการบุกครั้งสุดท้าย เพื่อเผด็จศึก...ไม่ชนะ ไม่เลิกโว้ย”
กำนันแม้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

ที่สำนักงานบริษัทกลอนกวี ทนายชอบเดินเข้ามาในออฟฟิศ ตรงไปเคาะห้องท่านกวี โดยที่ท่านกวีกำลังอ่าน เอกสารบางอย่างอยู่
“ว่าไง คุณชอบ”
“ผมมีเรื่องด่วนมาแจ้งท่านครับ”
“เรื่องดีรึเปล่า”
“เอ้อ...ก็”
ท่านกวีเงยหน้าจากเอกสารนั้น มองหน้าทนายชอบ
“ข่าวร้ายละซี”
“เป็นข่าวที่ไม่ค่อยดีนักครับ”
“ว่ามา”
“คอลัมน์ซุบซิบ ในนิตยสารผู้หญิง เอารูปท่านมาลงครับ”
“ลงรูปผม มันเป็นข่าวไม่ดีตรงไหน...คงไม่ใช่รูปนู้ดนะ”
“รูปท่าน ที่ถ่ายสำหรับใช้ในงานแต่งงานคุณภากรน่ะครับ”
“อ๋อเหรอ...เอามาจากไหน...ผมยังไม่เคยเห็นภาพชุดนี้เลย”
“น่าจะมาจากIG ของพวกช่างแต่งหน้าน่ะครับ”
“ส่งลิ้งค์มาให้ผมดูบ้างสิ”
“ได้ครับ”
“แล้วมันเป็นข่าวร้ายยังไง”
“มันมีคอมเม้นท์ประกอบภาพว่า คุณหญิงอำภาแกล้งป่วย เพื่อเลี่ยงตอบคำถามเรื่องงานแต่งงานลูกชาย”
ท่านกวีครุ่นคิดเล็กน้อย
“ข่าวซุบซิบเล็กๆ คงไม่มีผลอะไรมั้ง”
“คนเข้าไปกดไลค์ แสนกว่าแล้วนะครับ...และเมื่อกี้นี้ เลขาพรรคเพิ่งโทรมาขอนัดพบท่าน เรื่องข่าวนี้หละครับ”
ท่านกวีมีอาการเครียดขึ้นมาในทันใด

ที่บ้านพิชิตพงษ์ จัน เด็กรับใช้เดินถือโทรศัพท์ไปส่งให้คุณหญิงอำภา
“โทรศัพท์คุณหญิงค่ะ จากท่านกวีค่ะ”
คุณหญิงอำภาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพูด “ฮัลโหล”
ท่านกวี เดินพูดโทรศัพท์ในสำนักงาน
“ช่วงนี้คุณต้องงดให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวนะ ถ้าเป็นไปได้ อย่าเพิ่งออกไปไหนและอย่าให้ใครมาเยี่ยมที่บ้านด้วยก็จะดีมาก”
“นี่ฉันถูกจำกัดอิสรภาพแล้วเหรอคะ”
“คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น”
“ทุกวันนี้ใครๆก็รับรู้ว่าดิฉันป่วย และดิฉันก็ไม่ได้ออกไปไหนอยู่แล้ว”
“มันมีคนรู้มากกว่านั้นน่ะสิ...เริ่มมีคนเอาไปซุบซิบในสื่อว่า คุณแกล้งป่วยเพื่อปกปิดความจริงบางอย่าง”
“ฉันถึงบอกว่า เราควรจะยอมรับความจริงแล้วแถลงข่าวไปเลย...จะมีคนช่วยตามหายายอ้อมากขึ้นอีกนะคะ”
“ที่เขาซุบซิบกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องยายอ้อกับภากรน่ะสิ...มันเลยไปถึงเรื่องไอ้ภาคย์ของคุณด้วย...คุณจะให้ผมทำยังไง”

ฝ่ายฟากอมาวสีเดินเล่นอยู่ในสนามหญ้าบริเวณที่สวยงาม มีไอ้แปลกถือปืนเดินตามไม่ห่าง น้าป่วนเดินเข้ามาหาจากอีกทางหนึ่ง
“รู้สึกดีขึ้นบ้างมั้ยครับ”
“กายหรือใจล่ะน้าป่วน”
“ทั้งสองอย่างน่ะครับ”
“สบายกายขึ้นมาหน่อย ที่ปล่อยให้ฉันได้ออกมาเดินเล่นบ้าง แม้จะมีนายแปลกคอยเดินตาม ก็ยังดี”
“แล้วใจล่ะครับ”
“คนสติไม่ดีอย่างฉัน ใจคอเป็นยังไง คงเอาแน่ไม่ได้หรอก”
ป่วนตั้งท่าพูดจริงจัง อย่างเป็นการเป็นงาน
“คุณอมาวสีครับ...ผมรู้ความจริงหมดแล้วนะครับ”
อมาวสีฉงน “ความจริง”
“ครับ...นายบอกผมเอง ว่านายฉุดคุณอมาวสีมา”
อมาวสีแปลกใจเล็กน้อย “แล้วเขาบอกอะไรน้าป่วนอีก”
“บอกว่าคุณอมาวสี ไม่ใช่เมียของนาย...แต่กำลังจะแต่งงานกับคนอื่น”
อมาวสีสูดหายใจลึกๆ ครุ่นคิด
“เขาบอกมั้ยว่า เขาทำทำไม และเมื่อไหร่เขาจะปล่อยฉันกลับไป”
“นายบอกว่า คุณอมาวสีไม่ได้รักคนที่จะแต่งงานด้วยหรอก”
อมาวสีนึกหมั่นไส้ “รู้ดีนักนะ”
“คนที่คุณอมาวสีรักคือ เพื่อนของนาย”
“ใครบอก”
“นายก็เลยจะรอให้ผู้ชายคนนั้น เลิกคิดที่จะแต่งงานกับคุณอมาวสี นายถึงจะปล่อยคุณกลับบ้าน”
“โอ้โฮ แล้วมันจะอีกนานแค่ไหนกันล่ะ”
“ไม่ทราบครับ”
“งั้นน้าป่วนช่วยฉันได้มั้ยล่ะ...น้ารู้ความจริงอย่างนี้แล้ว น้าควรจะปล่อยตัวฉันไปนะ...น้าจะได้ไม่ตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกับนายราช...นะ เห็นใจฉันเถอะ”
“ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ”
“ทำไม”
“ไม่ว่านายจะทำอะไร พวกเราที่นี่ทุกคนเชื่อมั่นว่า นายได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คุณอมาวสีรู้มั้ยครับ นายราช ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองเลยสักครั้งนายเสียสละเพื่อคนอื่นเสมอ”
อมาวสีถอนหายใจดังๆ กึ่งรำคาญ
“เป็นคนดีที่ใครๆ ก็แตะไม่ได้ ว่างั้น”
“ยกเว้นครั้งนี้”
อมาวสีงง “ยังไง”
“ผมว่า นายปากแข็งครับ”

อมาวสีดูจะยัง งงๆ อยู่อย่างนั้น

อ่านต่อหน้า 4

หัวใจเถื่อน ตอนที่ 10 (ต่อ)

รถวิ่งไปตามถนนรอบแนวเขา ภายในรถราชเป็นผู้ขับ มีพินัยนั่งอยู่ข้างๆ ราชขับรถไปพร้อมกับพูดโทรศัพท์มือถือไปด้วย

“ข่าวเขียนแค่นั้นใช่มั้ย มันก็ยังไม่ถึงตัวผมอยู่ดี เข้าใจ น้าเทินฟังนะ ผมจะตัดสินใจทำในสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ลุงรักษ์จะเป็นคนสุดท้ายที่ผมจะขอคำปรึกษา”
ทันทีที่ราชกดปุ่มยกเลิกการสนทนา พินัยก็เอ่ยปากขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสนุก
“นายนี่มันหนึ่งในร้อยจริงๆ ว่ะ”
“อะไร...ชื่อเพลงเหรอ”
“เพลงเพลิงที่ไหน ตัวนายนั่นแหละ ให้หนึ่งในพัน ในหมื่นด้วยเอ้า มีใครที่ไหนบ้าง ลงทุนฉุดสาวมาจากงานแต่งงาน เพื่อเอาไปยกให้เพื่อน”
“ฉันต้องเก็บไว้ใช้เองงั้นสิ”
“ถูกต้อง อุตส่าห์ลงทุนสร้างเรื่องสร้างราว เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เสี่ยงผิดกฎหมายซะขนาดนี้ แถมสวยเช้งอย่างคุณอมาวสีอีกต่างหาก นายปล่อยไปได้ยังไง”
“ฉันไม่ใช่คนบ้ากาม”
“ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องความใคร่ ฉันกำลังหมายถึงความรัก...นายไม่นึกรักเธอบ้างเหรอ”
ราชเปล่งเสียงหัวเราะออกมานิดหนึ่ง
“ฉันเคยบอกนายรึยัง ว่าฉันเป็นคนไม่มีหัวใจ”
“เป็น ทศกัณฐ์ รึไง ถึงได้ถอดหัวใจฝากไว้กับพระฤาษี”
“เปล่า หัวใจฉันมันถูกห่อหุ้มด้วยความแค้นเท่านั้น”
พินัยถอนหายใจดังลั่น
“เฮ้อ...ฉันก็ได้แต่หวังว่า นายคงไม่มีอะไรแค้นเคืองฉันนะ เพราะพูดตรงๆนะ ฉันกลัวการแก้แค้นของนายจริงๆว่ะ”

ที่บ้านกำนันแม้น ลูกน้องก้าวเข้ามาหาขณะกำนัน กำลังยืนให้อาหารปลาอยู่
“กำนันครับ...มีคนมาขอพบ”
“ใคร”
“คนที่กำนันพูดถึงบ่อยๆ”
“คนรักใคร่ชอบพอกันกับฉันละซี”
“น่าจะเป็นคนที่กำนันเกลียดมากกว่า”
“ชื่อ”
“ราช รัชภูมิ กับ พินัย พิบูลย์ทรัพย์”

กำนันแม้นก้าวเข้ามาตรงระเบียงหน้าบ้าน หน้าตาดุดัน น้ำเสียงกร้าวแข็ง
“ปกติบ้านหลังนี้ไม่ต้อนรับคนที่คิดเห็นต่างจากเจ้าของบ้าน”
กำนันและหมู่ลูกน้อง รวมทั้งไอ้มาก ยืนเรียงแถวเต็มระเบียง ราชและพินัย ยืนประจันหน้าพวกมันเพียงลำพัง สองคน
“บังเอิญเราก็ไม่ได้ต้องการการต้อนรับที่พิเศษแต่อย่างใด” ราชว่า
“ฉันถึงยอมให้แกทั้งสองเข้ามาไง”
กำนันพยักหน้าให้ลูกน้องเข้าไปค้นตัวราชและพินัย เพื่อตรวจอาวุธ ลูกน้องปราดเข้าไปทำตามคำสั่ง สักพัก มันจึงหันมาพยักหน้าให้กำนัน
“นับว่ากล้ามากนะ ที่เดินตัวเปล่าเข้ามาในบ้านของฉัน”
“เพราะเรามีเจตนาที่ดีในการมา” พินัยว่า
“พวกมึงต้องการอะไร บอกมาเลย”
“ทำความเข้าใจ” ราชว่า
“งั้นก็คงจะเรื่องยาวสินะ เพราะระหว่างเรามันเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจกันมากมาย เต็มไปหมด”
“แต่วันนี้ ไม่ยาวหรอก สั้นๆ สั้นมาก เพราะเราจะพูดถึงต้นตอของความไม่เข้าใจกัน ซึ่งมีเพียงเรื่องเดียว”
“เรื่อง”
“สันดานของลูกชายกำนัน” พินัยบอก
มากพรวดพราด หุนหันเหมือนจะพุ่งเข้าใส่พินัย กำนันยกมือกันไว้ ราชเสริมว่า
“กำนันควรจะอบรมลูกชายกำนันดีๆหน่อย อย่าบุ่มบ่าม แส่เข้ามายุ่งกับคนของฉัน โดยเฉพาะ เมียฉัน...ไม่งั้น เกิดเรื่องใหญ่แน่ๆ”
กำนันแม้น ค่อยๆเก็บอารมณ์ พยายามพูดจาดีๆอย่างสุภาพ
“นายก็ควรอบรม คนของนาย ไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในเขตที่ของฉัน” กำนันบอก
“เรื่องนี้ขอให้ดูจากเจตนาด้วย ที่ดินเราติดกัน แต่เส้นแบ่งเขตมันไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้ากำนันคิดจะเอาเรื่องล่วงล้ำเขตแดนเพียงนิดเดียวโดยไม่เจตนา มาเป็นสาเหตุของการไล่ล่ากันละก้อ เราคงจะอยู่ร่วมกันไม่ได้...และอย่าคิดว่าการเป็นอดีตกำนัน จะมีอิทธิพลข่มขู่ชาวบ้านได้นะ...เพราะลูกน้องโง่ๆและลูกชายของกำนันอาจพากำนันไปสู่ความหายนะได้”
ไอ้มากและหมู่ลูกน้องทะยานเข้าหาราชและพินัย ทว่า มันช้าเกินไป ราชและพินัย หยิบปืนออกมาจากปลายขากางเกง ทั้งคู่เล็งปากกระบอกปืนไปที่กำนันแม้น
กำนันพยักหน้าให้ลูกน้องถอยหลัง
“ปืนสองกระบอกยังค้นไม่เจอเลย...จะไปสู้ใครเขาได้”
ราชและพินัยใช้ปืนจี้กำนันแม้น ให้เดินตามไป จนทั้งสองก้าวขึ้นรถของตน
“หวังว่าที่พูดทั้งหมดนี้คงเข้าใจดีนะ”
ราชขับรถออกไปจากหน้าบ้านกำนันทันทีที่พูดจบ ลูกน้องรีบเข้าไปประคองกำนัน กำนันแม้นตบกบาลมันจนกระเด็น มากเข้าไปหาพ่อ แบบไม่ใกล้นัก
“เอาไงดีพ่อ...ยกพวกไปถล่มมันเลยดีมั้ย”
“พ่อมีวิธีดีกว่านั้น...ให้ธรรมชาติลงโทษมัน”
มากงง “โอ้โฮ ต้องบนบานศาลกล่าว ขอเทพยาดาฟ้าดินด้วยเหรอพ่อ”
“ไม่...ขอแค่ไฟ...แค่ไฟป่า พวกมันก็ฉิบหาย เข้าทางเราแล้ว”
“แล้วเมื่อไหร่ถึงจะมีไฟป่าล่ะ”
“เมื่อเราทำให้มันมีสิวะ ไอ้โง่”

กำนันแม้นหัวเราะร่า ไอ้มากหัวเราะร่วน ลูกน้องหัวเราะตาม

คืนนั้นอมาวสีนั่งเขียนไดอารี่ในห้องพักของเธอ เธอครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนบ่าย ราวห้าชั่วโมงก่อนหน้านี้ ซึ่งเธอคุยอยู่กับป่วน

“น้าป่วนว่าไงนะ”
“ผมว่า ครั้งนี้นายทำเพื่อตัวเองครับ แต่นายปากแข็ง ไม่ยอมพูดว่าจริงๆแล้วคิดยังไง...ปากไม่ตรงกับใจน่ะครับ”
“น้าป่วนหมายถึงเรื่องอะไร”
“แหม...ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย จะมีเรื่องอะไรล่ะครับ คุณอมาวสี”
“น้าป่วนไม่รู้อะไร นายราชของน้าป่วนน่ะ มีความลับซับซ้อนมาก คือ ฉันรู้ว่าจริงๆเขาคือใคร แต่เขาไม่ยอมรับว่าเขาคือใคร น้าป่วนเข้าใจมั้ย”
“เอ้อ...เรื่องนั้นผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมมั่นใจว่า จริงๆนายแอบชอบใคร แต่ไม่กล้าบอกว่าชอบใคร คุณอมาวสีเข้าใจมั้ยครับ” ป่วนบอก

อมาวสีที่ยังคงนั่งเขียนไดอารี่อยู่ที่เดิมในห้องพัก เสียงอมาวสีดังออกมาจากสมุดบันทึกเล่มนั้น
“บ้า...ต้องบ้าแน่ๆ”
เธอเริ่มครุ่นคิดอีกครั้ง ถึงเหตุการณ์ที่ทางเดินหน้าห้องพัก ราวหกชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยนางพยาบาลเดินคุยกับอมาวสี
“คุณอมาวสีเชื่อมั้ยคะ...พวกเราแถวนี้ ไม่เคยคิดเลยว่า คุณราชจะแต่งงาน”
อมาวสีแปลกใจ “ทำไมคะ”
“แกมักจะพูดกับใครๆว่า แกไม่มีหัวใจ...หัวใจแกถูกขโมยไปสิบกว่าปีมาแล้ว...สาวๆแถวนี้พากันอาสาอยากจะช่วยปลอบ แกไม่ยอมเลยนะคะ...แกบอกว่าคนที่จะอยู่ในหัวใจแกได้มีคนเดียว...เป็นเด็กผู้หญิงที่สนิทกันตั้งแต่เด็กๆ...แกจะอยู่รอคอยเด็กหญิงคนนั้น...แล้วอยู่ๆ แกก็แต่งงานกับคุณอมาวสีซะนี่...เอ๊ หรือว่าคุณอมาวสีคือเด็กคนนั้นเอง”

ในห้องพักยามนี้ อมาวสีพรั่งพรูความรู้สึกตัวเองลงบนสมุดไดอารี่ ความรู้สึกเหล่านั้นดังก้องในความคิดของเธอ
“บ้ากันไปใหญ่แล้ว ทั้งหมดต้องเป็นเรื่องหลอกลวง เป็นแผนการที่เขาวางไว้ เพื่อทำร้าย ทำลายจิตใจกันต่อไปอีก แน่ๆ คนแบบนี้เหรอจะมีหัวใจ ไม่มีทาง ขนาดแม่แท้ๆของตัว ยังใจร้ายได้ลงคอ ฉันไม่มีวันหลงเชื่อนายหรอก เอ...แต่นายก็คงจะยังไม่รู้สินะ ว่าพ่อแท้ๆ ของนายคือใคร”
ทันใดนั้น เสียงราช ดังขึ้นมาทางวิทยุสื่อสาร
“เขียนบันทึกอยู่เหรอ ผมรู้นะว่าคุณยังไม่นอน”
อมาวสีมองวิทยุนิ่ง ไม่ตอบ
“ไม่ตอบก็ได้ งั้นก็ฟังอย่างเดียว หรือจะแง้มม่านหน้าต่างดูซักนิดก็ได้ ถ้าอยากเห็นหน้าผม”
อมาวสีนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วจึงตัดสินใจ แง้มม่านหน้าต่าง นิดเดียว
อมาวสี เห็นราชยืนยิ้มอยู่ตรงระเบียงห้องนอนของเขา และราชกดวิทยุพูด
“แค่จะบอกว่า ราตรีสวัสดิ์ และหวังว่าคืนนี้ ท้องคุณจะไม่ร้องเหมือนเมื่อคืนนะครับ”
อมาวสี แสยะยิ้มอยู่หลังม่าน
“อ้อ พรุ่งนี้ผมไม่อยู่ทั้งวัน คุณอยากจะเดินเล่นให้ทั่วไร่ก็เชิญ ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะไม่กักขังคุณไว้อีกแล้ว ผมสัญญาว่าจะรีบพาตัวคุณไปส่งบ้านโดยเร็ว”
อมาวสีรีบเปิดม่านเดินออกมายังระเบียงในทันใด
“เมื่อไหร่?”
ราชยิ้มกว้างให้
“ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ คุณคงไม่โผล่หน้ามาให้ผมเห็นใช่มั้ย”
“นายหลอกฉันอีกตามเคย”
“ไม่หลอกครับ ผมตัดสินใจอย่างนั้นจริงๆแต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไร”
“ผมขอทานข้าวเย็นกับคุณมื้อนึง คืนพรุ่งนี้...หลังจากนั้น คุณกลับกรุงเทพฯได้เลย ผมสัญญา”
อมาวสีถ้านายผิดสัญญาล่ะ
ราชเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมไม่เคยผิดสัญญา...ไม่เหมือนคนในบ้านพิชิตพงษ์อย่างคุณ และป้าพริ้งของคุณ”
ราชเดินกลับเข้าไปในห้องของเขา ส่วนอมาวสีจมอยู่กับความคิดตัวเอง

ภาพในอดีตผุดซ้อนขึ้นมาในห้วงคิดของอมาวสี เด็กชายภาคย์ส่งกระดาษโน้ตให้เด็กหญิงอมาวสี มันเป็นโน้ตบอกเวลานัดหมาย
ต่อมา เด็กชายภาคย์ยืนร้องไห้รอนมพริ้ง รออมาวสี แต่ทั้งสองต่างผิดสัญญา

คิดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้ว อมาวสียืนนิ่งอึ้งเพียงลำพังบนระเบียงนั้น

พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เหนือผืนฟ้ากรุงเทพมหานคร

ที่บริษัทเฮ้ลท์ตี้ ฟาร์ม่า ภากรนั่งซึมๆ เซ็งๆ อยู่กลางออฟฟิศ ตอนเช้าตรู่ เลขาสาวเดินเข้ามาหาเขา
“คุณภากรจะรับอะไรมั้ยคะ”
“ว่าไงนะ”
“จะรับอะไรมั้ยคะ กาแฟ หรืออาหารเช้า”
“ไม่...จะไปไหนก็ไปเหอะ”
เลขาสาวเดินสวยออกไป ภากรหยิบโทรศัพท์ออฟฟิศขึ้นมากดหมายเลขตามนามบัตรที่ถืออยู่
“ฮัลโหล”
เสียงสัญญาณอัตโนมัติจากปลายสาย ดังออกมาให้เราได้ยิน
“บริษัท DSF moving ค่ะ ขณะนี้พนักงานของเราติดภารกิจขนย้ายพัสดุต่อเนื่องในต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องหยุดให้บริการลูกค้าในประเทศเป็นเวลาสามเดือน...หากมีธุระสำคัญที่ท่านต้องการติดต่อกับบริษัท หรือกับคุณราช รัชภูมิ กรุณาฝากข้อความไว้ หลังสัญญาณเสียงนี้”
ภากรตะโกนใส่โทรศัพท์ด้วยอารมณ์รุนแรง
“ฉันรู้นะว่าต้องเป็นแก...ไปตายซะ”
ภากรวางโทรศัพท์ลงอย่างฉุนเฉียว
มิสเตอร์หว่องเดินเข้ามาหาภากร
“สวัสดีครับ MD วันนี้หน้าตาดูไม่ค่อยดีเลยนะครับ ทะเลาะกับใครมารึเปล่า”
ภากรส่ายหน้า “มีอะไรเหรอครับ คุณหว่อง”
มิสเตอร์หว่องยิ้มกว้างก่อนพูด
“มีข่าวดีของบริษัทเรา แต่ถ้าMD ยังไม่มีอารมณ์ ผมก็ยังจะอุบไว้ก่อน เอาไว้เล่าให้ฟังตอนอารมณ์ดีๆ ดีกว่า”
“เอาเถอะ...เล่ามาตอนนี้เลยแล้วกัน”
“บริษัทเรากำลังจะรวยครับ รวยอย่างคาดไม่ถึง แม้กระทั่งท่านกวี พ่อของคุณก็จะนึกไม่ถึงเช่นกัน”
“ไม่มั้งครับ พ่อผมพูดอยู่แทบทุกวันว่านี่คือธุรกิจที่จะทำเงินอย่างมหาศาล”
“ในอีกห้าปีข้างหน้า”
“ใช่”
“นั่นคือสิ่งที่พ่อคุณรู้ แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่ต้องรอนานขนาดนั้นอีกแล้ว”
ภากรฉงน “ยังไง”
มิสเตอร์หว่องเอ่ยปากพูดอย่างภาคภูมิใจ
“วันนี้ มีออร์เดอร์เข้ามาถึงเราแล้วครับ”
ภากรยัง งงๆ อยู่ “เราผลิตยาเสร็จแล้วเหรอ”
“ยังครับ แต่เป็นการสั่งจองล่วงหน้า”
“มีอย่างนี้ด้วย”
มิสเตอร์หว่องสาธยาย “มันเป็นกลยุทธ์ทางการค้าครับ ผมเสนอโปรโมชั่นกับกลุ่มลูกค้าว่า ถ้าสั่งซื้อตั้งแต่ตอนนี้ โดยไม่ต้องรอให้ผ่าน FDA เราจะมีส่วนลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ แค่นี้ ลูกค้าหลายประเทศทั่วโลก ขอใบสั่งจองกันใหญ่เลย”
“เหรอ”
“คุณภากร เพียงแค่เซ็นรับรอง เอกสารการสั่งจองเท่านั้นเอง เราก็จะได้เงินล่วงหน้าถึง 50% เข้าแบงค์เราสบาย”
“เยี่ยมเลย”
“และนี่ก็จะเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง ที่ท่านกวี คุณพ่อของคุณต้องภูมิใจ...เซ็นชื่อตรงนี้ครับ”
มิสเตอร์หว่องส่งเอกสารดังกล่าวให้ภากรพร้อมปากกาสำหรับเซ็น ภากรเซ็นเอกสารนั้นทันที โดยไม่อ่านทบทวน เลขาสาวคนนั้นเดินเข้ามาหาภากรอีกครั้ง
“คุณภากรคะ มีหนังสือนิตยสารรายสัปดาห์ขอสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ค่ะ”
“ได้เลย...เรื่องผลิตภัณฑ์ของเราใช่มั้ย”
“เรื่อง ข่าวซุบซิบที่ว่า คุณหญิงอำภาแกล้งป่วยเพื่อปกปิดเหตุผลที่แท้จริงของการเลื่อนงานแต่งงานของคุณภากรค่ะ”
ภากรโกรธ “บอกมันไปว่า ไม่ให้สัมภาษณ์โว้ย...แล้วถ้ามีใครติดต่อเรื่องแบบนี้อีก ไม่ต้องมาบอกผมนะ ผมไม่คุย และไม่อยากฟัง เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ”
ภากรขยับตัวลุกขึ้น
เลขาถามทันที “คุณจะไปไหนคะ”
“เรื่องของฉัน อย่ายุ่ง”
ภากรเดินออกจากบริษัท อย่างหงุดหงิด

ภากรพาตัวเองเดินเข้ามา แล้วตรงไปกดออดหน้าห้องพักสีไพร ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้น ภากรยืนรอเงียบๆ สักพัก จึงกดออดอีกครั้ง บรรยากาศรอบๆยังคงนิ่งเงียบ เหมือนเดิม
ภากรเหลือบตาไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งติดไว้ที่ประตูเหล็ก กระดาษแผ่นนั้น มันมีข้อความ เขียนว่า “มีห้องว่างให้เช่า" ภากรแปลกใจ ชาวบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมา ภากรตรงเข้าไปถามชาวบ้านคนนั้น
“น้า...คนที่เช่าตึกแถวนี้...เขาไปไหนแล้ว”
“ใคร”
“พ่อลูกสองคนที่อยู่ชั้นสามน่ะ”
“อ๋อ นายสุด กับ สีไพร”
“ใช่”
“ย้ายไปแล้ว ไปได้หลายวันแล้ว” ชาวบ้านบอก
“ห๊ะ!...ย้ายไปไหน”
“ไม่รู้สิ เห็นตาสุดแกบ่นๆ ว่า อยู่ที่นี่ มันมีผู้ชายชอบแอบมาเกาะแกะลูกสาว แกก็เลยย้าย ลูกสาวสวยก็อย่างนี้แหละเนอะ เสียดาย ผัวมันไม่น่าทิ้งไปเลย”
ภากรอึ้งเดินคอตกกลับออกไป

เทินถือแก้วน้ำและกาแฟ เดินตรงไปวางให้ราชที่นั่งนิ่งอยู่กลางออฟฟิศ
“ถ้าอีกเจ็ดวันคุณยังไม่กลับมา ผมจะยึดบริษัทนี้แล้ว ถือเป็นการครอบครองปรปักษ์”
“ไม่ต้องยึด บอกแล้วไงว่าผมยกให้น้าเลย”
“ผมล้อเล่น”
“ผมก็ล้อเล่น...มา เรามาอัพเดทเรื่องราวกันหน่อยน้าเทิน”
เทินนั่งลงรายงานเรื่องราวอย่างจริงจัง
“เริ่มมีการซุบซิบถึงเบื้องหลังการยกเลิกงานแต่งงานกันมากขึ้น มีการถามหาตัวเจ้าสาวกันแล้วด้วย”
“แต่ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องการลักพาตัวใช่มั้ย”
“ยัง แต่อีกสักพัก ก็ไม่แน่ ผมว่า คุณราชต้องจบเรื่องนี้ได้แล้วนะครับ คุณรักษ์ท่านไม่ค่อยสบายใจกับเรื่องนี้เท่าไหร่”
ราชอึ้งไปนิด “ลุงรักษ์รู้เรื่องนี้แล้ว”
“ผมขอโทษ ผมจำเป็นต้องบอกท่าน”
ราชหายใจยาวๆ และเปลี่ยนอิริยาบถตัวเอง
“ผมก็กำลังหาทางลงอยู่”
“มันหาไม่ยากนี่ครับ”
“แต่มันก็ไม่ง่ายนัก”
“ที่มันหาไม่ง่าย เพราะใจตัวเองหรือเปล่าครับ”
ราชหันมามองจ้องหน้าเทิน
“น้า ว่าไงนะ”
“ทุกคนที่ไร่ พากันเชื่อสนิทใจว่า คุณกับคุณอมาวสีคือสามีภรรยากัน ลองเล่นดี เล่นได้แนบเนียนอย่างนี้ ผมว่า มันต้องมีอะไรคิดอยู่ในใจเยอะแน่ๆ อินเนอร์น่ะครับ พวกนักแสดงเขาชอบพูดว่า มันมีอินเนอร์...อินเนอร์มันเยอะ” เทินว่า

“อย่าเดาดีกว่าน้าเทิน เสียเวลา ทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อ วาริน เพื่อนรักของฉันเท่านั้น”

ไม่นานต่อมา วารินขยับตัวลงนั่งเบื้องหน้าราช ตรงโต๊ะเด่นกลางร้านอาหาร หน้าตาของวารินแสนสดใส

“จริงเหรอ?...นายได้ข่าวน้องอ้อแล้ว จริงเหรอ”
“จริง”
หน้าตาวาริน ตื่นเต้นดีใจ ราวกับเด็กได้ของขวัญ
“น้องเขาอยู่ที่ไหน ใครลักพาตัวไป ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง”
“เรายังรู้รายละเอียดไม่ชัดนัก รู้แต่ว่า ปลอดภัยดี...ไม่มีใครลักพาตัวไป น้องเขาตั้งใจหนีงานแต่งงานเอง”
“เย้...สุดยอดเลย แปลว่า เรายังมีหวัง ใช่มั้ย”
“อื่อฮึ น่าจะเป็นอย่างนั้น...ถ้าน้องเขากลับมา นายก็ต้องรีบทำแต้ม โกยคะแนนไว้เยอะๆนะเว้ย”
“มีนายเป็นกุนซือให้อย่างนี้ เราไม่พลาดแน่ๆ”
ราชหัวเราะเบาๆ
“ยืมจมูกคนอื่นหายใจนี่หว่า”
“แล้วน้องเขาจะกลับมาเมื่อไหร่ กลับยังไง เราจะได้ไปรับ”
“โธ่...อยู่ที่ไหน เรายังไม่รู้เลย ที่ได้ข่าวมานี่ก็มาจากพวกแรงงานต่างด้าวแถวแม่สอดโน่น”
“โห...ไปไกลขนาดนั้นเชียวเหรอ”
“นั่นสิ ดูเหมือนว่ามีหญิงชราคนนึงให้การอุปถัมภ์ไว้ และเพื่อความปลอดภัย น้องเขาจึงเก็บตัวเงียบ ไม่ยอมติดต่อใครแม้แต่คนเดียว”
“ยังไงก็ช่างเถอะ...ขอให้น้องกลับมาเร็วๆอย่างปลอดภัยเท่านั้นพอ”
“นายจะฝากอะไรไปให้น้องมั้ย”
“ฝาก...อะไร” วารินงุนงง
“พรุ่งนี้ วันเกิดน้องเขาไง นายไม่รู้เหรอ”
“เหรอ...แล้วฝากของไปได้ด้วยเหรอ”
“เออสิ ฉันนัด พวกแรงงานต่างด้าวไว้ ให้ช่วยส่งของไปให้คืนนี้”
“งั้นเราขอปรึกษาวัชรีก่อนนะ ว่าจะฝากอะไรไปดี”

ตอนเย็นๆ แสงสีส้มของพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกลับเหลี่ยมเขา ฉาบไปทั่วทั้งห้องพักอมาวสี ลมเย็นโชยผ่านหน้าต่างเข้ามา พอให้ผ้าม่านไหวปลิวเพียงเล็กน้อย
เจ้าของห้องยืนพิงหน้าต่างนิ่ง ในอารมณ์ กึ่งเหงากึ่งโรแมนติก อมาวสีค่อยๆ ย่างก้าวเดินไปรอบๆห้องอย่างช้า เสียงของอมาวสีดังก้องกังวานในห้วงคิด
“แปลกแฮะ อยู่ๆ ก็เกิดนึกถึงเขาขึ้นมา...ไม่ได้แปลกที่นึกถึง เพราะเรานึกถึงเขามานานนับสิบปีแล้ว แปลกที่การนึกถึงวันนี้ ไม่เหมือนเมื่อก่อนต่างหาก”

ในห้องเดิม เวลาก่อนหน้านี้
อมาวสีนั่งเขียนไดอารี่ ด้วยเสื้อผ้า ที่บอกให้เข้าใจว่า เธอจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เสียงความคิดของอมาวสีดังมาจากไดอารี่เล่มนั้น
“เมื่อก่อนเรานึกถึงอดีต นึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก แต่วันนี้เรากำลังนึกถึงปัจจุบัน นึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงช่วงเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนที่อยู่ใกล้ชิดเขา”
ภาพราชและอมาวสีใกล้ชิดกันกลางป่า ในคืนที่ผ่านมา ผุดซ้อนขึ้นมาในห้วงคิดของเธอ
อมาวสียืนพิงระเบียงห้อง เธอทอดสายตาออกไปไกล สุดขอบฟ้าและขุนเขา ครุ่นคิดในใจ
“นี่มันคือความคิดถึงนี่นา คิดถึงกระทั่งสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คิดถึง เพราะกลัวว่าเขาจะผิดสัญญา คิดถึงว่าเขาจะโผล่หน้ามาให้เราเห็นตามนัดหรือเปล่า...โอ นี่ฉันเป็นอะไรไปเนี่ย...ทำไมฉันต้องอยากรู้ด้วยนะ ว่าตอนนี้เขาอยู่ไหน...เพ้อเจ้อเกินไปแล้ว ยายอมา”
อมาวสีส่ายหน้ากับตัวเอง

รถโฟร์วีลวิ่งไปบนถนนสายมิตรภาพ ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็น
ราชขับรถคันนี้มา เขาทอดสายตาไปไกลว่าผิวถนนที่อยู่เบื้องหน้า บทสนทนาระหว่างเขาและน้าเทิน ยังดังก้องอยู่ในหัวของเขา
เหตุการณ์ตอนนั้น ราช ยืนคุยกับน้าเทิน
“ทั้งหมดที่ทำไป เพื่อวาริน เพื่อนรักของฉัน”
เทินเอ่ยปากถามราชอย่างจริงใจ
“ระหว่างหัวใจเพื่อน กับ หัวใจตัวเอง คุณแคร์สิ่งไหนมากกว่ากัน...ถามใจตัวเองให้ดีเถอะครับ แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น...เว้นแต่ว่าคุณจะไม่กล้ายอมรับความจริง”
ดูเหมือนว่าราชไม่กล้าทำอย่างที่เทินแนะนำ

ราชจอดรถอยู่ริมถนนมิตรภาพตรงช่วงโค้งที่สวยงาม และปลอดภัย เขายืนพิงรถเหม่อมองออกไปไกลลิบตา ด้านหลังของเขา เห็นพระอาทิตย์สีบานเย็น เพิ่งจะลับขอบฟ้าไปครึ่งดวง
ฟากอมาวสี ที่ยืนอยู่บนระเบียงบ้านกลางไร่ ทั้งคู่ต่างคนต่างทอดสายตาออกไปไกล โดยมีเบื้องหลังเป็นขอบฟ้าสีเดียวกัน

เดาได้ไม่ยากว่าในบรรยากาศแสนโรแมนติกนี้ บทเพลงรักดังหวานแว่วขึ้นกลางใจสองดวงอย่างเพราะพริ้งเป็นที่สุด

อ่านต่อตอนที่ 11
กำลังโหลดความคิดเห็น...