xs
xsm
sm
md
lg

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 9

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 9
เหรียญในมือของอยุทธ์เป็นสีน้ำตาลเข้มจากเดิมที่เป็นเพียงสีน้ำตาลอ่อนๆ อยุทธ์กำลังดูเหรียญในมือ โดยมีทวียืนอยู่ใกล้ๆ
ทวีหนักใจ “เหรียญมีสีเข้มขึ้น แสดงถึงกิเลสที่สะสมในเหรียญเพิ่มมากขึ้นด้วย ต่อไป คุณต้องระวังให้มาก อย่าขอพรอีกนะครับ เพราะเราไม่รู้เลย ว่าถ้าเหรียญสะสมกิเลสได้มากๆ จะเกิดกล่องรากบุญขึ้นมาใหม่ตอนไหน”
อยุทธ์หน้าเครียด “ผมก็กลัวเหมือนกันครับลุง กิเลสมนุษย์มีพลังมหาศาลแล้วก็ไม่มีวันสิ้นสุด แค่ครั้งแรกที่ผมขอพร ก็เหมือนถูกดึงดูดซะแล้ว ไม่แปลกใจเลย ที่พี่อรถึงถอนตัวไม่ขึ้น”
“นั่นแหละ ผมกับหนูเจถึงไม่อยากให้คุณยุ่งเกี่ยวกับมันตั้งแต่ต้นไงล่ะ แต่คราวนี้มันสุดวิสัย แล้วคุณก็ทำไปเพื่อช่วยหนูเจกับแม่ด้วย กิเลสในเหรียญคงไม่รุนแรง เท่ากับการขอเพื่อตัวเองหรอกครับ”
ขณะนั้น โอ้เอ้ก็เข็นศพของแป้ง เด็กสายวัย 20 เข้ามาในห้อง
“ศพใหม่มาแล้วลุง มีอะไรให้ช่วยมั้ยครับ” โอ้เอ้ถาม
“ขยันผิดปกติโว้ย จะเอาโบนัสรึไง” ทวีถาม
โอ้เอ้ยิ้มแหยๆ “ได้ก็ดีลุง ช่วยบอกพี่เจให้หน่อยสิ”
“อู้ทุกวัน ขยันวันเดียวจะเอาโบนัสเลยเหรอไอ้โอ้เอ้ ไปเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือได้แล้วไป” ทวีบอก
ทวี อยุทธ์ และโอ้เอ้แยกย้ายกันไปเตรียมเครื่องมือในการแต่งศพ โดยปล่อยศพของแป้งทิ้งเอาไว้ ขณะนั้น ป้าจวงก็เปิดประตูห้องเข้ามา โดยมีศรีจันทร์ที่เดินกระเผลกตามหลังมาเข้ามาหาศพของแป้งด้วยน้ำตานองหน้า
ศรีจันทร์ร้องไห้เสียใจสุดๆ “แป้ง แป้งลูกแม่”
ศรีจันทร์เข้าไปกอดศพแป้งร้องไห้ ป้าจวงเดินน้ำตาท่วมตาจับมือแป้งเอาไว้ ทั้งสามคนหันมามองมาทางป้าจวง
“ขอโทษนะครับ ที่นี่ญาติเข้ามาไม่ได้นะครับ” ทวีบอก
ศรีจันทร์กับป้าจวงหันไปมองแล้วก็ต้องตกใจเพราะนึกไม่ถึง
ศรีจันทร์กับป้าจวงพูดพร้อมกัน “พี่ทวี”
ลุงทวีงงไปหมดเพราะคิดไม่ถึงว่าทั้งสองรู้จักตนด้วย

ศรีจันทร์กับป้าจวงกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น โดยมีอยุทธ์ ทวี และโอ้เอ้นั่งฟังอยู่ใกล้ๆ
ศรีจันทร์ร้องไห้สะอึกสะอื้น “มีคนฆ่าลูกฉันจริงๆนะพี่ทวี มันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่ไม่มีใครฟังฉันซักคน”
ทวีถอนหายใจด้วยความสงสาร “เวรกรรมจริงๆ ไม่ได้เจอกันเป็นสิบๆปี พอมาเจอกันก็ดันเป็นงานศพหลานซะนี่”
“แล้วนี่ไปแจ้งความรึยังครับ” อยุทธ์ถาม
ป้าจวงพูดทั้งน้ำตา “แจ้งแล้วค่ะ ตำรวจเค้าส่งศพไปชันสูตร เค้ายืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุ ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง” ป้าจวงร้องไห้สะอึกสะอื้น
ศรีจันทร์ก็ร้องไห้ “แป้งมันว่ายน้ำไม่เป็น ฉันไม่เชื่อหรอก ว่ามันจะลงไปเล่นน้ำ”
ทวีมองไปทางสองคนด้วยสีหน้าสงสารและเห็นใจ “ใจเย็นๆนะ ฉันเข้าใจ มีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกละกัน”
ป้าจวงร้องไห้ “พี่ช่วยฉันสืบความจริงเกี่ยวกับตายของแป้งหน่อยได้มั้ย ตอนนี้ ฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว”
“ไปจ้างนักสืบเถอะป้า อย่ามายุ่งกับพวกเราเลย” โอ้เอ้กลัว “เกิดมันเป็นคดีฆาตกรรมจริงๆ เราก็ซวยดิ”
“แต่ถ้าเราไม่ช่วยป้าเค้า ก็เท่ากับปล่อยให้คนผิดลอยนวลนะโอ้เอ้”
“แล้วถ้าเกิดมันไล่ฆ่าเราขึ้นมา จะทำยังไงล่ะคุณอยุทธ์ ไม่เอาด้วยหรอก ผมกลัวตายก่อนมีเมีย”
ศรีจันทร์ร้องไห้ “ช่วยฉันด้วยนะพี่ทวี ตอนนี้ฉันไว้ใจใครไม่ได้แล้ว นอกจากพี่”
ป้าจวงร้องไห้ “เห็นแก่หลานเถอะนะพี่ทวี อย่าให้แป้งมันต้องตายฟรีเลย” ป้าจวงสะอึกสะอื้น
ทวีคิดอยู่แค่อึดใจแล้วก็โพล่งออกมา “ก็ได้ ฉันจะช่วย”
โอ้เอ้เซ็งสุดๆ “โธ่ ลุง”
ศรีจันทร์ยิ้มทั้งน้ำตาเพราะดีใจที่ทวียอมช่วย

ลาภิณกับเจติยาเดินคุยกับสิทธิพรมาที่ห้องนั่งเล่น
“เห็นคุณฐาบอกว่า วันนี้แกเกือบตายเลยเหรอวะ” ลาภิณถาม
“เออ อยู่ๆสายไฟมันขาดได้ไงไม่รู้ ฝนตกด้วยนะโว้ย ดีนะที่ไม่โดนช็อตตาย” สิทธิพรหันไปพูดกับเจติยา “ขอโทษด้วยนะครับคุณเจ ที่มารบกวนตอนค่ำๆมืดๆยังงี้”
เจติยายิ้มแย้ม “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณสิทธิพรคุยกับคุณต้นไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเจไปเตรียมเครื่องดื่มกับของว่างมาให้ค่ะ”
สิทธิพรยิ้มแย้ม “ขอบคุณครับ”
เจติยาเดินเลี่ยงออกไปจากห้อง
“ไง มีเรื่องร้อนใจอะไรจะคุยกับฉัน”
สิทธิพรเครียด “ฉันเพิ่งได้โปรเจ็คต์เสาส่งสัญญาณของท่านบุญช่วยมา”
“อีกแล้วเหรอะ แกขยายงานเร็วไปรึเปล่าวะ กำลังการผลิตของบริษัทแกจะไหวเหรอ”
“ก็เรื่องนี้แหละ ฉันถึงได้เครียด ตอนนี้ฉันมีปัญหาเรื่องเงินหมุนว่ะ”
“งั้นแกก็คืนงานเค้าไปสิวะ”
“เฮ้ย ไม่ได้ งานใหญ่ขนาดนี้คืนได้ไง เสียฟอร์มแย่”
“งั้นแกจะให้ฉันช่วยยังไง
“ก่อนมาหาแก ฉันคุยกับแบ๊งค์มาแล้ว เค้าจะยอมปล่อยเงินกู้ให้ฉันถ้ามีคนค้ำประกัน” สิทธิพรตบบ่าลาภิณ “ฐานะทางการเงินของนิราลัยเข้มแข็งจะตาย แกช่วยฉันหน่อยได้มั้ยล่ะ”
ลาภิณมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เพราะยังไงสิทธิพรก็เพื่อนแต่โครงการยักษ์เงินเป็นพันล้านๆ จะให้ค้ำประกันเขาก็ตัดสินใจลำบาก
สิทธิพรพูดด้วยสีหน้าอ้อนวอน “ช่วยเพื่อนหน่อยนะต้น ฉันไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครแล้ว”
ลาภิณมองหน้าสิทธิพรแล้วก็หนักใจและเห็นใจเพื่อนอยู่มาก

เจติยากำลังผสมค็อกเทลสีสันสดใสใส่ถ้วยเชคพลาสติคแล้วเขย่าตามสูตร พอเขย่าเสร็จ เธอก็เทค็อกเทลใส่แก้วแต่เทเท่าไหร่ก็เทไม่ออก เจติยาแปลกใจก็พยายามเทอีกแต่ก็เทไม่ได้ เขย่าแล้วก็ยังเทไม่ได้ ทันใดนั้นเอง ก็มีของเหลวสีแดงสดเหมือนเลือดไหลออกมาจากถ้วยเชค เจติยาตกใจโยนถ้วยเชคทิ้งลงพื้นทันที สักพักเลือดสีแดงก็เขียนเป็นข้อความบนพื้นว่า “บอกความจริง” เจติยาตกใจถอยห่างจนไปชนเข้ากับร่างของใครสักคนที่เย็นยะเยือก เจติยาหันไปมองแล้วก็ตกใจสุดตัวเมื่อเห็นวิญญาณของแป้งยืนหน้าซีดอยู่ด้านหลังเธอ

ตึกใหม่ของนิราลัยเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มีตัวตึกสมบูรณ์ เหลือแต่ตกแต่งและเก็บรายละเอียดเท่านั้น คนงานกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ลาภิณกำลังดูแบบพร้อมกับคุยกับวิศวกรไปด้วย
“โครงสร้างหลักเสร็จหมดแล้วครับ ก็เหลือบฉาบปูน ตกแต่งภายในแล้วก็เก็บรายละเอียดอีกนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ”
ลาภิณพยักหน้ารับ “โอเคครับ เร็วกว่าที่กำหนดไว้ตอนแรกซะอีก...”
ขณะนั้น พิมพ์อรก็เดินเข้ามา พอเห็นลาภิณเธอก็หยุดยืนมอง
ลาภิณเหลือบมองพิมพ์อร แต่พูดกับวิศวกรต่อ “ผมไม่ติดอะไรนะครับ เรื่องค่าใช้จ่ายผมจะให้ฝ่ายบัญชีจัดการให้วันนี้เลย”
“ขอบคุณครับ”
ลาภิณจะเดินเลี่ยงไป แต่พิมพ์อรรีบเดินเข้ามาหาทันที
พิมพ์อรปั้นยิ้มหวาน “น้องต้นคะ...”
ลาภิณรีบตัดบท “ขอโทษนะครับ ผมมีงานต้องทำ”
ลาภิณเดินเลี่ยงไปทันทีปล่อยให้พิมพ์อรยืนงงๆ เพราะลาภิณไม่เคยทำแบบนี้กับเธอมาก่อน

อยุทธ์กำลังเข็นรถใส่อุปกรณ์ในการแต่งศพผ่านมา ทันใดนั้น อยุทธ์ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นพิมพ์อรเดินตามลาภิณมา
พิมพ์อรรีบมาขวางหน้าลาภิณไว้ “เดี๋ยวสิคะน้องต้น นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะ”
“ผมคงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรแล้วมั้งครับ พี่อรก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ว่าก่อนหน้านี้มันเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง”
พิมพ์อรหน้าเสีย “แต่มันไม่ใช่ความผิดของพี่นะคะ พี่ไม่ได้เป็นคนทำให้มันเกิดขึ้น”
“แต่ปิศาจในเหรียญของพี่อรเป็นคนทำ ถูกต้องมั้ยครับ”
พิมพ์อรหน้าเจื่อนไปเพราะเถียงไม่ออก
ลาภิณจ้องหน้า “พี่อรสามารถสั่งไอ้ปิศาจนั่นให้ยกเลิกสิ่งที่มันทำลงไปได้แต่พี่อรก็ไม่ทำ”
พิมพ์อรหน้าเสีย เธอไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย “พี่ขอโทษค่ะน้องต้น แต่พี่..”
ลาภิณตัดบท “จบแค่นี้เถอะนะครับพี่อร อย่างน้อย เราก็ยังมองหน้า กันติด ยังพูดคุยกันต่อไปได้ แต่ถ้ามากไปกว่านี้...” ลาภิณมองหน้าพิมพ์อรนิ่ง ก่อนจะถอนใจออกมา “ผมอาจจะเกลียดพี่อรก็ได้”
พิมพ์อรช็อกเพราะไม่คิดว่าลาภิณจะพูดกับตนขนาดนี้ ลาภิณเดินเลี่ยงไปไม่สนใจพิมพ์อรอีก พิมพ์อรได้แต่มองตามลาภิณไปด้วยความเศร้าเสียใจสุดๆ อยุทธ์มองพี่แล้วก็สงสารจับใจ ก่อนจะเดินออกมาหาพิมพ์อร
“ตัดใจซะเถอะครับพี่อร เรื่องระหว่างเค้ากับพี่ มันไม่มีทางเป็นไปได้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว”
พิมพ์อรหน้าบึ้งขึ้นมาทันที “ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“ทำไมจะไม่ใช่ครับ ในเมื่อเราเป็นพี่น้องกัน”
“ถ้าเธอคิดว่าพี่เป็นพี่ เธอคงไม่ทิ้งพี่กับคุณพ่อไป ในเวลาที่พี่ต้องการเธอมากที่สุดหรอกอยุทธ์” พิมพ์อรจ้องหน้าอยุทธ์ “เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมาอ้างความเป็นพี่น้อง เราต่างคนต่างอยู่ เกี่ยวข้องกันเฉพาะเท่าที่จำเป็นก็พอ”
พิมพ์อรเดินหน้าเครียดจากไป อยุทธ์ได้แต่มองตามพี่สาวด้วยความไม่สบายใจมากๆ เขารู้สึกว่าการมีชีวิตเป็นตัวของตัวเองสร้างความร้าวฉานในครอบครัวได้มากขนาดนี้เลย

ณ โรงงานแช่แข็งแห่งหนึ่ง คนงานกำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง ศรีจันทร์และป้าจวงกำลังพาทวี กับโอ้เอ้เดินสำรวจโรงน้ำแข็ง
ศรีจันทร์เดินนำไปก่อนพร้อมพูด “สามีเก่าฉันมีลูกติดมาด้วย ก่อนตาย เค้าก็ฝากฝังให้ฉันดูแลลูกเค้าให้” ศรีจันทร์ถอนใจ “พ่อจุมพลเองก็ไม่มีอะไรหรอก แต่เมียเค้านี่น่ะสิ”
พัดชาเดินหน้าหงิกเข้ามาหา โดยมีจุมพลเดินตามมาด้วย
พัดชาหน้าหงิกงอเพราะไม่พอใจ “นี่ป้าจวงพาใครเข้ามาเนี่ย” พัดชามองลุงทวีและโอ้เอ้ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
ศรีจันทร์เซ็งสุดๆ “ไม่ทันขาดคำเลยเห็นมั้ยล่ะ” ศรีจันทร์ค้อนใส่พัดชา
“สองคนนี่เป็นญาติฉันเองจ้ะ ชื่อพี่ทวีกับโอ้เอ้” ป้าจวงบอก
โอ้เอ้รีบยกมือไหว้ “สวัสดีครับ”
พัดชาหน้าหงิกไม่ยอมรับไหว้ “แล้วพาเข้ามาทำไม ที่นี่ห้ามคนนอกเข้ามา ป้าก็รู้กฎดีไม่ใช่เหรอ”
“ฉันสงสารน่ะจ้ะ เห็นว่าไม่มีงานทำ ก็เลยจะมาฝากงานให้ทำที่นี่”
“งานอะไรก็ได้ครับ พวกผมทำได้ทุกอย่าง ไม่เกี่ยงงานหรอกครับ” ทวีพูด
พัดชาตวาดแว๊ด “ที่นี่มีคนครบทุกตำแหน่งงานแล้ว ไม่มีอะไรให้ทำหรอก” พัดชาหันไปฉะป้าจวง “ป้านี่ชักจะเอาใหญ่แล้วนะ ถือว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของแม่เล็ก แล้วจะรับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่ไหนมาทำงานก็ได้ตามใจชอบอย่างงั้นเหรอ”
ศรีจันทร์ไม่พอใจจึงเดินเข้ามาหา “เกินไปรึเปล่าแม่พัดชา ฉันเงียบฟังมานานแล้วไม่มีหัวนอนปลายเท้าอะไรกัน ก็บอกอยู่แหม่บๆว่าเป็นญาติ เป็นญาติ”
จุมพลรีบไกล่เกลี่ย “เอาเถอะน่าคุณ ถือว่าเห็นแก่แม่เล็ก อย่าอะไรนักเลย”
ศรีจันทร์ยิ้มหยันใส่พัดชาที่จุมพลเห็นกับตนมากกว่า
จุมพลพูดกับทวีและโอ้เอ้ “มีตำแหน่งยามกับคนสวนยังว่างอยู่ สนใจมั้ยล่ะ”
ทวีกับโอ้เอ้รีบตอบพร้อมกัน “สนใจครับ”
“งั้นก็มาเริ่มงานพรุ่งนี้ละกันนะ” จุมพลหันไปพูดกับพัดชา “ไปคุณ”
พัดชาจ้องหน้าป้าจวงเขม็งก่อนจะยอมเดินไปกับจุมพลด้วยความไม่พอใจ
โอ้เอ้รีบนินทาทันควัน “ร้ายน่าดูเลยนะป้า”
“ทีนี้เชื่อรึยังล่ะ นี่ล่ะ ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเลย” ป้าจวงลดเสียงลง “ยังไงจัดการให้เสร็จคืนนี้เลยนะ คงไม่มีโอกาสได้เข้ามาบ่อยๆนักหรอก”
“ฝากด้วยนะพี่ทวี”
ทวีมองป้าจวงก่อนจะพยักหน้ารับ “ไม่ต้องห่วง คืนนี้จะพลิกโรงงานค้นให้เจอให้ได้เลย”
ป้าจวงยิ้มดีใจ ศรีจันทร์มีสีหน้าท่าทางที่ดูมีความหวังขึ้นเยอะ

เจติยากำลังอ่านผลการชันสูตรศพของแป้งอยู่ นวัชกับนิษฐาเดินคุยกันยิ้มแย้มออกมาจากข้างในก่อนจะตรงเข้ามาหาเจติยา
นิษฐายิ้มแย้ม “เป็นไงบ้างแก มีอะไรสงสัยมั้ย”
เจติยาส่ายหน้า “ไม่มี สาเหตุของการเสียชีวิตมาจากการจมน้ำ แต่มีแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่าปกติ สันนิษฐานว่าน่าจะเมาแล้วจมน้ำเสียชีวิต ฉันว่าก็ชัดเจนดี คงไม่ใช่การฆาตกรรมอะไรหรอก”
นวัชยิ้มแย้ม “พี่บอกแล้ว คดีนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน แล้วเจมีอะไรให้พี่ช่วยอีกรึเปล่า”
เจติยามองนวัชกับนิษฐาสลับกันไปมาก่อนจะอมยิ้ม “จะรีบไปเดทกันเหรอคะ เร่งซะจริง”
นวัชและนิษฐายิ้มเขินๆ ที่ถูกจับไต๋จนได้
นวัชเขิน “แค่ไปดูหนังเท่านั้นแหละ เดี๋ยวตอนค่ำพี่ก็ต้องเข้าเวรแล้ว” นวัชเหล่นิษฐา “ช่วงนี้ มีเวลาว่างก็ต้องเร่งทำคะแนนหน่อย เดี๋ยวจะสู้เศรษฐีไม่ได้”
นิษฐางอน “พูดยังงี้ คิดว่าฐาเป็นคนโลเลรึไง”
นวัชรีบง้องอน “ไม่ใช่อย่างงั้น ฝ่ายโน้นเร่งทำคะแนนน่าดู น้ำหยดลงหินทุกวัน แล้วฝ่ายโน้นก็หน้าด้านซะด้วย เปิดตัวจะแย่งกันโต้งๆเลย”
“ไปว่าเค้าอีก”
นวัชงอน “ดูดิเจ ไม่ทันไรเพื่อนเจก็ออกรับแทนเค้าแล้ว”
นิษฐาหยิกแขนนวัชบิดด้วยความหมั่นไส้ เจติยาเห็นเพื่อนสองคนพ่อแง่แม่งอนกันแล้วก็ยิ้มดีใจ ขณะนั้นมือถือของเจติยาก็ดังขึ้น เจติยาหยิบมือถือมาดูเบอร์โชว์แล้วก็มีสีหน้าแปลกใจขึ้นมาทันที

ชาครกำลังเข็นรถเข็นให้วนันต์นั่งอยู่ที่สวนสาธารณะ โดยมีเจติยาเดินคุยมากับวนันต์ด้วย
“ฉันรู้เรื่องจากอยุทธ์หมดแล้ว ดีใจด้วยนะที่ต้นกลับเป็นคนเดิมได้แล้ว”
เจติยายิ้มบางๆ “ขอบคุณค่ะ”
วนันต์มีสีหน้ารู้สึกผิด “ลุงต้องขอโทษหนูแทนลูกอรด้วยนะหนู ลูกอรไม่ควรทำเรื่องแบบนั้นเลย”
เจติยายิ้มบางๆ “เรื่องมันผ่านไปแล้ว ช่างมันเถอะค่ะ ถ้ามองในแง่ดี มันก็เป็นบทพิสูจน์ความมั่นคงของเจกับคุณต้นด้วยล่ะค่ะ”
วนันต์ยิ้มรับ “หนูนี่เป็นคนคิดบวกจริงๆนะ” วนันต์หน้าเศร้าลง “ถ้าลูกอรรู้จักคิดแบบนี้บ้างก็คงจะดี” วนันต์หันไปพูดกับชาคร “ชาคร” วนันต์พยักหน้ารับให้ทำตามที่เตรียมกัน
ชาครถอนใจออกมาด้วยความหนักใจ “คุณท่านต้องการให้ผมร่วมมือกับคุณ เพื่อหยุดยั้งกสิณ”
เจติยาระแวง “ร่วมมือกับคุณเนี่ยนะ”
ชาครทำหน้าบึ้งตึงก่อนจะถอนใจออกมา “ผมก็ไม่ได้อยากทรยศคุณอรหรอกนะครับ แต่ในเมื่อเป็นความต้องการของคุณท่าน ผมก็เลยขัดไม่ได้”
“ฉันคุยกับชาครแล้ว กสิณครอบงำลูกอรมากขึ้นเรื่อยๆ หนทางเดียวที่จะช่วยลูกอรได้ ก็คือต้องร่วมมือกับหนูกำจัดกสิณซะ”
เจติยามีสีหน้าใช้ความคิดและดูไม่ค่อยไว้ใจชาคร
วนันต์พูด “หนูอย่าระแวงเลยชาครเลย ถ้าจะมีใครซักคนรักแล้วก็หวังดีกับลูกอรที่สุด โดยไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย คนๆนั้นก็คือชาคร”
ชาครก้มหน้านิ่งโดยไม่กล้าสู้ตาใครเพราะรู้ว่าวนันต์ดูออกว่าตนรู้สึกยังไงกับพิมพ์อร แต่ก็ไม่กล้ารับความจริง
“ค่ะ เจจะทำตามที่คุณลุงบอก”
วนันต์มีสีหน้าเป็นห่วง “ช่วงนี้หนูก็ต้องคอยดูแลคนใกล้ตัวให้ดีๆด้วย กสิณจะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายหนู แต่ถ้าทำตรงๆไม่ได้ มันก็จะหันไปเล่นงานกับคนที่หนูรัก เพื่อบีบให้หนูยอมแพ้”
เจติยามีสีหน้าห่วงกังวลชัดเจน เธอไม่รู้เลยว่าคนที่เธอรักจะเจออะไรอีก

สิทธิพรกำลังเซ็นเอกสารกู้ยืมเงินต่อหน้าผู้จัดการธนาคาร โดยมีลาภิณนั่งอยู่ใกล้ๆ พอเซ็นเสร็จสิทธิพรก็ยื่นเอกสารให้ลาภิณ
ลาภิณมีสีหน้าเคร่งเครียดและลังเลมาก
สิทธิพรอ้อนวอน “ช่วยหน่อยเถอะวะต้น ฉันรับรองจะไม่ทำให้แกเดือดร้อนหรอก”
ลาภิณถอนใจ “ฉันรู้ แต่มันไม่ใช่เงินน้อยๆเลยนะโว้ย อดเครียดไม่ได้ว่ะ”
“คุณลาภิณไม่ต้องกลัวหรอกครับ ฐานะทางการเงินของนิราลัยแข็งแกร่งมาก ค้ำประกันเงินกู้แค่นี้ไม่สะเทือนแน่”
สิทธิพรพยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วคุณสิทธิพรก็เซ็นสัญญาโครงการไปแล้วด้วย ยังไงก็มีเงินมาใช้หนี้อยู่แล้วล่ะครับ ไม่ทำให้คุณลาภิณเดือดร้อนหรอกครับ”
สิทธิพรยิ้มขอบใจให้เพื่อนผู้จัดการที่ช่วยพูด
สิทธิพรตบบ่าลาภิณ “ช่วยฉันสักครั้งเถอะวะต้น หมดเรื่องคราวนี้แล้ว ฉันจะไม่รบกวนแกอีกเลย”
ลาภิณตัดใจหยิบปากกาขึ้นมาจะเซ็นชื่อ ทันใดนั้นมือสีขาวอีกข้างก็กำลังช่วยจับมือลาภิณเซ็นชื่ออยู่ มือนั้นเป็นของกสิณซึ่งเป็นคนโน้มน้าวใจลาภิณอีกแรง กสิณจับมือลาภิณเซ็นค้ำประกันพร้อมกับยิ้มร้ายๆ ที่ทุกอย่างเป็นแผนของกสิณที่จะจัดการลาภิณเป็นคนต่อไป

ป้าจวงกำลังแจกไฟฉายให้ทวีกับโอ้เอ้อยู่ที่โรงงานแช่แข็งตอนกลางคืน
“แยกย้ายกันค้นนะ พี่ทวีไปที่ห้องทำงานคุณจุมพล ส่วนโอ้เอ้ไปห้องทำงานยัยพัดชา ส่วนฉันจะไปห้องการเงินเอง” ป้าจวงบอก
ทวีไม่สบายใจ “แต่ฉันว่ามันแปลกๆนะแม่จวง ถึงเราได้บัญชีของโรงงานมา ก็แค่มีหลักฐานเอาผิดว่าเค้าโกงเท่านั้นเอง บอกไม่ได้ซะหน่อยว่าเค้าฆ่าหนูแป้งจริงรึเปล่า”
“บอกได้สิพี่ทวี ฉันมั่นใจ ว่าคุณแป้งต้องถูกฆ่าเพราะรู้เรื่องที่ยัยพัดชาโกงแน่ๆ เพราะก่อนตายไม่กี่วัน คุณแป้งยังพูดเลยว่าบัญชีมีอะไรแปลกๆ เหมือนจงใจปลอมขึ้นมาใหม่”
“หาบัญชีให้เจอก่อนดีกว่าลุง เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้เราก็ทำได้แค่นี้แหละ”
ทวีพยักหน้ารับก่อนที่ทั้งสามจะแยกย้ายกันไป พัดชาที่แอบฟังอยู่มีสีหน้าถมึงทึงดูน่ากลัว
อ่านต่อหน้าที่ 2

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 9 (ต่อ)
ทวีใช้ไฟฉายส่องตามชั้นวางหนังสือแต่ก็ไม่เจอ ทวีหันไปส่องตามลิ้นชัก ตามโต๊ะทำงาน แต่ก็ไม่เจอสมุดบัญชีตัวจริงแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเอง ทวีก็ส่องไฟไปเห็นหน้าคนๆหนึ่งยืนอยู่
ทวีตกใจจนสะดุ้งเฮือก แต่ไม่ทันได้ทำอะไรทวีก็ถูกคนๆนั้นตีด้วยไม้ที่ถือมาจนสลบเหมือด คนๆนั้นหันไปเปิดสวิทไฟ พอสว่าง ก็เห็นชัดๆว่าคนที่ตีทวีก็คือจุมพลนั่นเอง

ทวีถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องแช่แข็ง โดยในห้องมีโอ้เอ้กับป้าจวงอยู่ก่อนแล้ว จุมพลเป็นคนเหวี่ยงทวีเข้าไป โดยจุมพลถือปืนคอยขู่และมีพัดชาอยู่ใกล้ๆ
โอ้เอ้เห็นทวียังสลบอยู่ก็เป็นห่วงจึงรีบเขย่าตัวปลุก “ลุงเป็นไงบ้าง”
ทวีรู้สึกตัวแบบมึนๆ เขาหันไปเห็นปืนในมือจุมพลก็ตกใจมาก “เฮ้ย”
ป้าจวงโมโห “นี่เป็นฝีมือคุณเองเหรอคุณจุมพล ฉันยังคิดมาตลอดว่าเมียคุณคนเดียวเท่านั้นที่ร้ายกาจ ที่แท้ ผัวเมียมันก็เลวพอกัน” ป้าจวงมีสีหน้าชิงชังเจ็บแค้นแทนศรีจันทร์
พัดชาหน้าเครียด “ก็ใครใช้ให้ป้าหาเรื่องเดือดร้อนล่ะ ฉันอุตส่าห์ไล่ไปแล้ว ดันไม่ยอมไปเอง”
จุมพลตวาด “หยุดพูดได้แล้วพัดชา เพราะเธอแท้ๆเกือบเสียแผนเลยเห็นมั้ย” จุมพลหันไปพูดกับป้าจวง “ฉันจะไม่ทำอะไรป้าหรอกนะ ถ้าป้ายอมบอกว่าพินัยกรรมของแม่เล็กซ่อนอยู่ที่ไหน”
“พินัยกรรมอะไร คุณศรีจันทร์ไม่เคยมี”
จุมพลตะคอก “โกหก ฉันรู้นะว่าแม่เล็กแอบทำพินัยกรรมยกสมบัติให้แป้งคนเดียว” จุมพลมีสีหน้าเจ็บช้ำ “ไม่ยุติธรรมเลย โรงงานนี้พ่อฉันเป็นคนสร้างขึ้นมา ยังไงฉันก็ควรจะมีส่วนด้วย ไม่ใช่ไปยกให้ลูกตัวเองหมด”
“เพราะอย่างงี้ใช่มั้ย คุณถึงได้ฆ่าคุณแป้ง คุณทำได้ยังไง นั่นน้องสาวคุณแท้ๆนะ ถึงจะคนละแม่กันก็เถอะ”
“อย่ามาหาเรื่องกันนะอีแก่ ฉันไม่ได้ฆ่าแป้ง มันตายของมันเอง” จุมพลหันไปพูดกับภรรยา “พัดชา ปิดประตู ถ้ามันไม่ยอมบอกว่าพินัยกรรมอยู่ที่ไหน ก็ให้มันแข็งตายในนี้แหละ”
โอ้เอ้ตกใจกลัวแล้วก็จะหนี “อย่านะ ฉันไม่ชอบแข็งตาย”
จุมพลเล็งปืนมาที่โอ้เอ้ โอ้เอ้กลัวมากเลยไม่กล้าขยับ
“ชอบถูกยิงระเบิดสมองตายมั้ยล่ะ ฉันจะได้จัดให้เดี๋ยวนี้เลย” จุมพลเล็งปืนใส่โอ้เอ้
โอ้เอ้ยิ้มแหยๆ ก่อนจะยกมือยอมแพ้ “ตายเย็นๆ ดีกว่าจ้ะ” โอ้เอ้ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่ง

พัดชาเหยียดปากใส่แล้วปิดประตูห้องแช่งแข็งลงก่อนจะล็อกกุญแจ คล้องสายโซ่ จุมพลมีสีหน้าแววตาเหี้ยมเกรียม

จุมพลกับพัดชาเดินคุยกันออกมาจากโรงงาน
พัดชาเครียดหนัก “ฉันว่ามันจะเลยเถิดกันไปใหญ่แล้วนะคุณ เรื่องเก่ายังแก้ไม่ได้เลย คุณยังจะหาเรื่องใหม่อีกเหรอ”
จุมพลหงุดหงิด “เฉยๆเถอะน่ะ ถ้าเราไม่ได้เงินมาเราก็ตายอยู่ดี จะเอางั้นเหรอ”
พัดชาอึดอัดจนไม่รู้จะทำยังไงจึงได้แต่เดินตามจุมพลไป ศรีจันทร์แอบดูจนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
ศรีจันทร์โกรธมาก “เสียแรงที่ฉันรักแกเหมือนลูก” ศรีจันทร์มีแววตาเจ็บแค้นปนเจ็บช้ำ

หัวค่ำ ลาภิณกับเจติยาช่วยกันยกอาหารออกมาตั้งโต๊ะ โดยที่มยุรีได้แต่นั่งมองตามด้วยสีหน้าแววตาอยากทำเองเพราะเคยทำมาตลอด
“ให้แม่ช่วยก็ได้นะเจ”
“ไม่ได้ค่ะ แม่ยังไม่แข็งแรง ต้องพักผ่อนเยอะๆ ห้ามทำอะไรทั้งนั้น” เจติยาบอก
“ดูสิคะคุณต้น บังคับแม่ทุกอย่างเลย จนแม่จะเป็นง่อยอยู่แล้วนะคะ” มยุรีถอนใจออกมาเบาๆ
ลาภิณยิ้มแย้ม “แต่ผมเห็นด้วยกับเจนะครับแม่”
มยุรีเซ็งสุดๆ “พอคืนดีกันได้ ก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยเลยนะ” มยุรีค้อน
ลาภิณกับเจติยายิ้มให้กันแล้วก็เตรียมตัวจะกินข้าว
“นทีอยู่ข้างบนใช่มั้ยคะแม่ เดี๋ยวเจไปตามเอง”
“ไม่ต้องหรอกลูก น้องอยู่ทำรายงานกับเพื่อนที่คณะ วันนี้คงกลับดึกแหละ” มยุรีบอก
เจติยาชะงักทันที เธอทั้งห่วงทั้งระแวงกลัวว่านทีจะก่อเรื่อง
มยุรีเห็นสายตาของลูกสาวก็เข้าใจ “น้องอยู่ทำรายงานจริงๆลูก เดี๋ยวนี้นทีไม่ได้เหลวไหลเหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ”
“ไว้ใจนทีบ้างเถอะเจ ยังไงเจก็ดูแลน้องไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ”
“เจเข้าใจค่ะคุณต้น” เจติยามีสีหน้าหนักใจปนกังวล “เจไม่ห่วงนทีจะไปก่อเรื่องแล้วล่ะค่ะ แต่เจห่วงว่าจะมีคนมาก่อเรื่องให้นทีมากกว่า” เจติยาถอนใจออกมาอย่างหนักใจปนห่วง

นทีสะพายเป้กำลังจะกลับบ้าน เพื่อนนทีกลุ่มหนึ่ง ขับรถผ่านมา
“เฮ้ย จะกลับแล้วเหรอ ไปหาอะไรกินก่อนสิ” เพื่อนทัก
“ไม่ดีกว่า ช่วงนี้แม่ข้าไม่ค่อยสบาย อยากกลับไปอยู่เป็นเพื่อนแม่มากกว่า” นทีว่า
“แป๊บเดียว ไม่กินเหล้าหรอก ฉลองทำรายงานเสร็จไง”
“ไม่อยากไปจริงๆ ห่วงแม่ว่ะ พวกแกไปกันเหอะ”
“เออๆ แล้วอย่าหาว่าไม่ชวนนะโว้ย”
กลุ่มเพื่อนขับรถจากไป นทีเดินไปได้อีกหน่อยก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงกสิณดังขึ้น
“รู้จักกตัญญู น่ารักจริงๆนะ”
นทีตกใจจึงหันไปมองรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครแม้แต่น้อย
กสิณพูดต่อ “น่าเสียดายนะ ที่แม่ของเธอกำลังจะตาย คงไม่มีโอกาสอยู่ดูเธอประสบความสำเร็จหรอก”
นทีหันมองไปรอบตัวแล้วตวาดลั่นด้วยความโมโห “ใคร ออกมาเดี๋ยวนี้เลย เรื่องอะไรมาแช่งแม่ฉัน แน่จริงก็ออกมาสิวะ”
กสิณหัวเราะเยาะหยัน “ฉันไม่ได้แช่ง แม่เธอป่วยหนักจริงๆ แล้วก็มีทางเดียวเท่านั้นที่จะรักษาให้หายได้ แต่พี่สาวเธอ ก็กำลังจะทิ้งมันไป”
กสิณปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังนที
“พี่เธอมันอกตัญญู”
นทีหันกลับไปก็เห็นกสิณยืนจ้องหน้าอยู่
“แก... “ นทีชะงักไปเพราะโดนสะกดจิต
กสิณเดินเข้ามามองหน้านทีใกล้ๆ “เธออยากช่วยแม่ของเธอมั้ย นที”
นทีตาลอยๆ เพราะโดนสะกดจิต “อยาก”
“งั้นก็ทำตามคำสั่งฉัน ตกลงมั้ย”
นทีพยักหน้าช้าๆ “ตกลง”
กสิณยิ้มร้ายที่วางแผนเสร็จไปอีกขั้น

ทวี โอ้เอ้ ป้าจวง นั่งตัวสั่นสะท้านเพราะหนาวจับขั้วหัวใจจนจะแข็งตายอยู่ในห้องแช่แข็ง
โอ้เอ้พูดฟันกระทบกันดังกึกๆกักๆ “ลุง ผม ผม จะไม่ ไหวแล้ว”
ทวีหนาวสุดๆ จนปากคอสั่น “ทนอีกหน่อยเถอะวะ อาจจะมีคนมาช่วยเราก็ได้”
โอ้เอ้จะพูดต่อแต่แล้วก็ได้ยินเสียงจุมพลดังขึ้นจากด้านนอก
“แข็งตายกันหมดรึยังวะ”
จุมพลและพัดชายืนอยู่หน้าห้อง
“ถ้ายังไม่อยากตาย ก็บอกมาเร็วๆ ว่าซ่อนพินัยกรรมไว้ที่ไหน”
ทันใดนั้น ป้าจวงก็ส่งเสียงดังตอบกลับมาจากด้านใน
“ถ้าบอกแล้วจะปล่อยพวกเราไปใช่มั้ย”
จุมพลยิ้มดีใจ “ฉันจะฆ่าพวกแกไปทำไมล่ะ ยังไงก็ต้องปล่อยไปอยู่แล้วล่ะ”
“ตกลง” ป้าจวงตอบ
จุมพลกับพัดชายิ้มดีอกดีใจ
พัดชาฉุกคิดขึ้น “ปล่อยป้าจวงออกมาคนเดียวนะ ขืนปล่อยออกมาพร้อมกันสามคน เราจะคุมไม่ไหว”
จุมพลคิดตามแล้วก็เห็นด้วย “ป้าจวงออกมาคนเดียว ได้พินัยกรรมเมื่อไหร่ ฉันถึงจะปล่อยคนที่เหลือ ตกลงมั้ย”
ป้าจวงหนาวจับใจจนปากแข็งพูดแทบจะไม่ออก “ได้ รอเดี๋ยวนะ”
จุมพลและพัดชาหันมายิ้มพอใจให้กัน ป้าจวงเงียบหายไปซักครู่ ก่อนจะตอบออกมา
“ฉันพร้อมแล้ว”
จุมพลสั่งพัดชา “พอมันออกมา ก็รีบปิดประตูเลยนะ”
พัดชาพยักหน้ารับ
พัดชาหันไปไขโซ่ที่คล้องแล้วเปิดประตูออก ป้าจวงวิ่งก้มหน้าออกมา ก่อนจะล้มลงแล้วก้มหน้าลงกับพื้น พัดชารีบปิดประตูแล้วล็อกทันที
จุมพลเดินเข้าไปประคองป้าจวง “ลุกขึ้นได้แล้วป้า พาฉันไปเอาพินัยกรรมซะทีเถอะ”
ป้าจวงเงยหน้าขึ้น ทันใดนั้น จุมพลก็ต้องตกใจสุดๆ เมื่อคนที่ตนประคองให้ลุกขึ้นคือ โอ้เอ้ที่สลับเสื้อผ้าสลับกับป้าจวง เพื่อจะได้ออกมา แล้วหาโอกาสพลิกสถานการณ์
โอ้เอ้เห็นจุมพลกำลังตกใจเลยกัดฟันจับแขนจุมพลบิดแล้วแย่งปืนมาได้สำเร็จ พัดชาเห็นสามีถูกจับ แล้วฝ่ายตรงข้ามมีปีนก็ตกใจจึงรีบวิ่งหนีไปทันที

พัดชาวิ่งออกมาจากโรงงานแล้วก็ต้องตกใจสุดๆ เมื่อศรีจันทร์นำนวัชกับตำรวจอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามาจับกุมเธอ
“นั่นค่ะคุณตำรวจ จับเลยค่ะ”
พัดชาพยายามจะหนี แต่นวัชไวกว่าจึงรีบเข้าไปล็อกตัวเธอเอาไว้ได้พร้อมกับตำรวจคนอื่นๆ ที่เข้ามาเคลียร์พื้นที่ทันที ลาภิณกับเจติยาเดินตามหลังตำรวจมาเป็นสองคนสุดท้าย เจติยามองไปที่ศรีจันทร์ที่กำลังดีอกดีใจที่จับคนร้ายได้

ลาภิณและเจติยาช่วยกันเอาน้ำอุ่นให้ทวี โอ้เอ้ ป้าจวงที่นั่งตัวสั่นอยู่ดื่มแก้หนาว ในขณะที่นวัชกับตำรวจ จับตัวจุมพลกับพัดชาใส่กุญแจมือไว้เพื่อรอส่งตัวไปที่โรงพัก โดยมีศรีจันทร์นั่งอยู่ใกล้ๆ
“ดื่มน้ำร้อนๆหน่อยนะครับลุง จะได้อุ่นขึ้น”
ทวีปากคอและมือไม้สั่นแต่ก็รับแก้วน้ำมา “ขอบคุณครับ” ทวีดื่มน้ำอุ่นๆ
โอ้เอ้ตัวอุ่นขึ้น เพราะออกมานานกว่า ปากคอเลยไม่สั่นแล้ว “พี่เจรู้ได้ไงว่าพวกผมอยู่ที่นี่”
เจติยายิ้มรับ “มีคนมาบอกให้พี่ตามตำรวจมาช่วยน่ะสิ”
“ใครเหรอพี่”
เจติยายิ้มไม่ยอมตอบแต่มองไปทางศรีจันทร์ที่กำลังดูนวัชสอบปากจุมพลกับพัดชาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ตกลงคุณเป็นคนฆ่าน้องสาวคุณ โดยผลักเธอตกน้ำใช่มั้ยครับ” นวัชถาม
จุมพลกลัวมาก “ไม่ใช่นะครับ แป้งมันตายเอง ไม่เกี่ยวกับพวกผมเลยจริงๆ”
ศรีจันทร์โมโหมาก “โกหก พวกแกมันอยากได้ทรัพย์สมบัติของฉัน” ศรีจันทร์มีสีหน้าเจ็บช้ำ “ทำได้แม้แต่ฆ่าน้องสาวตัวเอง พวกแกมันไม่ใช่คน”
พัดชากลัวมากเลยรีบแก้ตัว “เราไม่ได้ทำจริงๆค่ะ ตอนเกิดเรื่อง แป้งเมามาก แล้วก็ตกลงไปในสระว่ายน้ำเอง แป้งว่ายน้ำไม่ เป็นอยู่แล้ว แถมเมาขนาดนั้นก็เลยจมน้ำตาย พวกเราก็พยายามช่วยแล้วนะคะ แต่มันไม่ทันจริงๆ” พัดชาน้ำตาคลอ “เราสองคนก็ไม่ได้ว่ายน้ำเก่งอะไรนักหนา”
“งั้นพอจะเล่าเหตุการณ์อย่างละเอียดให้ฟังอีกทีได้มั้ยครับ ผมอยากทราบ ว่าก่อนเกิดเหตุ พวกคุณทำอะไรอยู่ที่ไหน”
“ได้สิครับ ผมยอมเล่าทุกอย่าง มันขึ้นอยู่กับคุณตำรวจว่าจะยอมเชื่อคำพูดของผมมั้ย”
จุมพลมีสีหน้าย้อนนึกเตรียมจะเล่าความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น

ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมา
จุมพลกำลังเดินหนีพัดชาที่ตามวีนไม่ยอมเลิก
พัดชาโมโห “มาคุยกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้เลยนะคุณจุมพล อย่ามาเดินหนีกันแบบนี้นะ ฉันไม่ชอบ”
จุมพลหงุดหงิด “จะต้องคุยอะไรอีก แม่เล็กจะทำพินัยกรรมให้แป้งซะอย่าง ใครจะไปขวางได้ล่ะ”
“แต่คุณก็เป็นลูกเหมือนกันนะ ทำไมไม่ยกสมบัติให้คุณบ้างล่ะ” พัดชาเครียดหนัก “เงินเก็บเราไม่มีเลยนะคุณ ถ้าสมบัติตกเป็นของนังแป้งหมด เราเหลือแต่ตัวแน่ แล้วลูกเราล่ะ จะทำยังไง”
จุมพลเครียดหนัก “มันอาจจะไม่ตกเป็นของแป้งหมดก็ได้ เราก็เห็นแค่แม่เล็กเรียกทนายความมาเท่านั้นเอง ข้อความในพินัยกรรมจะเป็นยังไง เราก็ยังไม่รู้”
แป้งเดินเมาแอ๋มาตามทางแบบเป๋ไปเป๋มา ห่างจากจุมพลกับพัดชาพอสมควร แต่ทั้งคู่ไม่ได้มอง
“นังแป้งเป็นลูกแท้ๆ ยังไงเค้าก็ต้องยกให้กันหมดอยู่แล้ว คุณต้องไปคุยกับแม่เล็กให้รู้เรื่องเร็วๆเลยนะ จะมาทำใจเย็น อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้เกิดแบบนี้ไม่ได้” พัดชาว่า
จุมพลเครียดหนัก “แม่เล็กไม่สบาย ขนาดเดินยังต้องใช้ไม้เท้าเลย ผมพูดไม่ออกหรอก คุณไปพูดเองละกัน”
พัดชาตวาดใส่ “พูดง่ายๆ ฉันไม่ใช่ลูกเค้านี่ เค้ายิ่งไม่ค่อยชอบขี้หน้าฉันอยู่ ขืนให้ฉันออกหน้า พอดีได้ชวดกันหมด” พัดชากอดอกพร้อมถอนใจทำหน้าเซ็ง

ทันใดนั้น แป้งก็เมาตกลงไปในสระว่ายน้ำเสียงดังลั่น ทั้งคู่หันกลับไปมองตามเสียงแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นแป้งตกน้ำ
พัดชางง “อ้าว นั่นนังแป้งนี่ นึกอะไรมาเล่นน้ำกลางดึก บ้ารึเปล่า”
จุมพลตกใจมาก “แป้งว่ายน้ำไม่เป็นนี่คุณ รีบไปช่วยกันเร็ว”
ทั้งคู่ตาลีตาเหลือกช่วยแป้งทันที
ศรีจันทร์ได้ฟังก็โกรธจัด
“ไม่จริง แป้งไม่เคยกินเหล้า แล้วจะเมาจนตกน้ำตายได้ยังไง พวกมันโกหก”
ลาภิณ เจติยา นวัช ทวี โอ้เอ้ และป้าจวงกำลังฟังจุมพลกับพัดชาเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอยู่
ป้าจวงโมโหมาก “โกหก คุณแป้งกินเหล้าไม่เป็น พวกคุณโกงเงินโรงงานไปเลยฆ่าคุณแป้งปิดปากต่างหาก”
“พวกเราไม่ได้ฆ่าแป้งจริงๆ จะให้ไปสาบานที่ไหนก็ได้”
“ไม่ต้องสาบานหรอกครับ ผลการชันสูตรศพออกมาแล้วว่า ผู้ตายตายเพราะจมน้ำจริงๆ แล้วก็ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายด้วย”
ศรีจันทร์กับป้าจวงตกใจนึกไม่ถึง
“เห็นมั้ยล่ะ เราไม่ได้ทำ บอกแล้วว่าไม่ได้ทำ” จุมพลรีบบอก
“แล้วเรื่องโกงเงินโรงงานล่ะ เรื่องจริงรึเปล่า” โอ้เอ้ถาม
จุมพลหน้าเสีย “โอเค เรื่องนั้นพวกผมทำจริง แต่ทำไงได้ล่ะ ทุกวันนี้ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ต้องเข้ากงสีทุกบาททุกสตางค์ คนเรามันก็อยากรวยเหมือนกันนะคุณ”
พัดชาน้ำตาคลอ “จะว่าไป ปัญหาทั้งหมดมันก็เป็นเพราะแม่เล็กไม่ยุติธรรมนั่นล่ะ พวกเราเป็นคนทำงาน แต่แม่เล็กกลับเรียกทนายมาทำพินัยกรรมยกทุกอย่างให้แป้งคนเดียว ทำแบบนี้มันถูกแล้วเหรอคะ”
ป้าจวงส่ายหน้า “พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว คุณศรีจันทร์ไม่ได้เรียกทนายมาทำพินัยกรรม แต่เรียกมาโอนสมบัติให้พวกคุณต่างหาก”
จุมพลกับพัดชาตกใจมากจนคิดไม่ถึง
พัดชาไม่อยากเชื่อ “ไม่จริง อยู่ๆแม่เล็กจะมาโอนสมบัติให้พวกฉันทำไม”
“คุณศรีจันทร์ไม่อยากให้พี่น้องต้องทะเลาะกันเพราะเรื่องมรดก ก็เลยจัดการทรัพย์สมบัติทุกอย่างให้เรียบร้อย รู้มั้ย ว่าพวกคุณยังได้มากกว่าคุณแป้งซะอีก”
จุมพลกับพัดชาอึ้งจนพูดไม่ออก
ลาภิณฉุกใจขึ้นมา “เอ๊ะ เดี๋ยว ผมว่ามันแปลกๆนะ ในเมื่อคุณเข้าใจผิดว่ามีพินัยกรรม แต่เมื่อคุณแป้งเสียไปแล้ว พินัยกรรมส่วนของคุณแป้งก็ต้องเป็นโมฆะไป แล้วพวกคุณจะหาพินัยกรรมไปอีกทำไม” ลาภิณทำสีหน้าสงสัย
“เออจริง คุณต้นพูดถูก ทำไมล่ะ” ทวีว่า
จุมพลกับพัดชาอึกๆอักๆ เพราะไม่รู้จะตอบยังไง
“นั่นล่ะค่ะ คือสาเหตุอีกข้อที่เจมาที่นี่” เจติยาหันไปมองศรีจันทร์ “ขึ้นไปที่ห้องนอนของคุณศรีจันทร์สิคะ แล้วจะเข้าใจทุกอย่างเอง”

เจติยาเปิดประตูห้องนอนศรีจันทร์ ลาภิณ นวัช และศรีจันทร์เข้ามาในห้องที่เปิดแอร์ที่เร่งความเย็นไว้เต็มที่
ลาภิณหนาวมาก “โอ้ย ทำไมเปิดแอร์เย็นขนาดนี้เนี่ย”
“ต้องเย็นสิคะ เพราะมันทำให้ศพเน่าช้าลง”
เจติยาเดินนำทุกคนมาที่เตียงแล้วก็ต้องตกใจสุดๆ เมื่อเห็นศพศรีจันทร์นอนตายอยู่บนเตียง วิญญาณศรีจันทร์ยืนมองดูศพตัวเองบนเตียงด้วยสีหน้าช็อค
ศรีจันทร์ตกใจสุดขีดที่เห็นศพของตนนอนตายอยู่บนเตียง
นวัชตกใจมาก “เค้าตายแล้วนี่เจ นี่ใครเหรอ”
เจติยามองไปที่ศรีจันทร์ “คุณศรีจันทร์ค่ะ เธอตายในวันเดียวกับที่คุณแป้งลูกสาวเธอตาย ลองนึกดูดีๆสิคะ”
ศรีจันทร์ช็อกสุดๆที่ตนตายไปแล้ว “ไม่จริง ฉัน” ศรีจันทร์ส่ายหน้า “ฉัน...”
ศรีจันทร์เหลือบไปเห็นแป้ง ลูกสาวของตนยืนมองตนอยู่
แป้งน้ำตาคลอด้วยความเสียใจมาก “แม่ขา หนูขอโทษ หนูอกหัก ก็เลยกินเหล้าจนเมา ทำให้ตัวเองต้องตาย แล้วยังทำให้แม่ต้องหัวใจวายตายตามไปด้วย หนูขอโทษ”
ศรีจันทร์ช็อกสุดๆ จนพูดอะไรไม่ออก แล้วความทรงจำบางอย่างก็ค่อยๆเด่นชัดขึ้นมา

ภาพเหตุการณ์ในอดีต ศรีจันทร์กำลังตกใจสุดขีด
“ไม่จริง ยัยแป้งจะตายได้ยังไง”
จุมพลกับพัดชามาสารภาพเรื่องการจมน้ำตายของแป้งกับศรีจันทร์
“พวกเราพยายามเต็มที่แล้วครับแม่เล็ก แต่กว่าเราจะช่วยขึ้นมาได้ แป้งก็ตายแล้วครับ” จุมพลเสียใจ
“พาฉันไปหาลูกเดี๋ยวนี้เลย” ศรีจันทร์ลุกขึ้นแล้วก็เจ็บหน้าอกขึ้นทันทีจากการตกใจสุดขีดเลยหัวใจหาย “โอ้ย โอ้ย”
พัดชารีบเข้าไปประคอง “แม่เล็ก เป็นอะไรไปคะ แม่เล็ก”
ศรีจันทร์เอามือจับที่หัวใจแล้วกระตุกสองสามทีเหมือนพยายามจะพูดอะไรซักอย่างแต่ก็พูดอะไรไม่ออก ก่อนจะคอตกพับห้อยเสียชีวิตไปทั้งๆที่ตายังเหลือกค้างอยู่
พัดชาตกใจสุดขีด “แม่เล็ก” พัดชาหันไปพูดกับสามี “เอาไงดีคุณ แม่เล็กตายแล้ว โทรแจ้งตำรวจเลยดีมั้ย”
จุมพลตกใจมากแต่ก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เดี๋ยว อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ บอกแค่ว่าแป้งตายแล้วก็พอ”
พัดชาแปลกใจ “ทำไมล่ะ”
“สมบัติทุกอย่างเป็นชื่อแม่เล็ก ถ้าแม่เล็กตาย ก็ต้องตกเป็นของทายาท แป้งมันตายไปแล้ว ทุกอย่างก็ต้องตกไปเป็นของญาติๆแม่เล็กไม่มีทางตกถึงเราแม้แต่บาทเดียว เพราะฉะนั้นเราจะให้ใครรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด”
“แต่คุณก็เป็นลูกไม่ใช่เหรอ”
“ผมมันแค่ลูกเลี้ยง แม่เล็กไม่เคยจดทะเบียนรับผมเป็นลูก ไม่มีผลทางกฎหมายหรอก เราต้องอาศัยช่วงที่ยังไม่มีใครรู้ว่าแม่เล็กตาย หาพินัยกรรมให้เจอ และแก้พินัยกรรมให้ยกทุกอย่างให้เรา เรื่องที่เราโกงเงินโรงงาน ก็จะได้จบไปด้วย”
พัดชาคิดตามสามี แม้จะกลัวแต่ก็ค่อยๆคล้อยตาม

จุมพลอุ้มศพศรีจันทร์วางลงบนเตียง ในขณะที่พัดชากำลังเร่งแอร์ให้เย็นสุดๆ จุมพลเห็นศรีจันทร์ตายตาค้างก็ไม่สบายใจเลยเอื้อมมือไปปิดเปลือกตาให้ศรีจันทร์
พัดชากลัวๆกล้าๆ “ฉันเร่งแอร์เต็มที่แล้ว แต่คุณว่าวิธีนี้มันจะได้ผลจริงๆ เหรอ”
จุมพลเครียดหนัก “ไม่รู้ แต่เราไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้าไม่ทำแบบนี้ พินัยกรรมก็ต้องเป็นโมฆะ แล้วสมบัติทั้งหมดจะตกเป็นของใครก็ไม่รู้ คุณจะเอาอย่างงั้นเหรอ”
พัดชาเครียดหนัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ ศพของศรีจันทร์นอนนิ่งๆหลับตาแต่ดูน่ากลัว

เหตุการณ์ปัจจุบัน ศรีจันทร์จำเรื่องทั้งหมดได้ก็ค่อยๆตั้งสติกลับมา
“ใช่ ฉันตายแล้ว ตายแล้วจริงๆด้วย”
แป้งร้องไห้ “แม่ไม่รู้ตัวว่าตาย ทำให้แม่ยังวนเวียนอยู่ที่นี่” แป้งเข้าไปกอดแม่ “แม่ขา ไปกับหนูนะคะ ที่นี่ไม่มีอะไรที่เราต้องห่วงอีกแล้ว”
ศรีจันทร์กอดลูกแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น เจติยามองสองแม่ลูกด้วยความเศร้าใจ
“มีวิญญาณอยู่แถวนี้อีกแล้วเหรอเจ”
“ค่ะ วิญญาณของคุณศรีจันทร์กับคุณแป้ง”
นวัชพยักหน้ารับก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรออก “จ่า ขึ้นมาข้างบนหน่อย เราเจอศพอีกศพ เดี๋ยวคงต้องสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มด้วย”
นวัชเดินคุยมือถือออกจากห้องไป วิญญาณศรีจันทร์กับแป้งหันกลับมามองเจติยา
ศรีจันทร์สะอึกสะอื้น “ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยให้ฉันรู้ตัว”
เจติยายิ้มรับ “ไม่เป็นไรค่ะ”
“หนูกับแม่คงต้องไปแล้ว ถ้ามีโอกาส หนูคงได้ตอบแทนพี่บ้าง ขอให้พี่โชคดีนะคะ”
“ขอบคุณค่ะ”
ทันใดนั้น วิญญาณของศรีจันทร์กับแป้งก็เลือนหายไป
“ไปแล้วเหรอเจ”
“ค่ะ”
“งานคราวนี้แปลกดีนะ ไม่ได้หาว่าใครฆ่า แต่แค่ให้วิญญาณรู้ตัวว่าตายแล้ว”
เจติยายิ้มรับ “แต่ถ้ามีแต่งานแบบนี้ก็ดีนะคะ เจเองก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมเท่าไหร่หรอกค่ะ”
ทันใดนั้น มือถือของลาภิณก็ดังขึ้น
ลาภิณดูเบอร์แล้วก็กดรับ “ครับแม่” ลาภิณฟังก่อนตอบ “เจทำงานอยู่น่ะครับ แม่เป็นอะไรรึเปล่าครับ” ลาภิณฟังแล้วก็ตกใจ “นทียังไม่ถึงบ้านอีกเหรอครับ”
เจติยาตกใจทันทีที่รู้ว่านทียังไม่กลับบ้าน

เช้าวันใหม่ เจติยาและนิษฐาช่วยกันประคองมยุรีลงนั่ง มยุรีอิดโรยมากจากการไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะเป็นห่วงนที
เจติยาเป็นห่วงแม่มาก “แม่ไม่ได้นอนทั้งคืน เดี๋ยวจะทรุดลงไปอีกนะคะ เจว่าแม่กินยาแล้วนอนพักซักตื่นดีกว่า”
มยุรีเป็นห่วงนทีมาก “แม่นอนไม่หลับหรอกเจ น้องไม่กลับบ้านทั้งคืน จะให้แม่หลับลงได้ยังไง”
“แต่เราก็เช็คหมดแล้วนะคะ ทั้งทางโรงพยาบาล โรงพัก ก็ไม่มีใครแจ้งเรื่องนทีเข้ามาเลย” นิษฐาพยายามปลอบใจ “นทีน่าจะปลอดภัยดีนะคะคุณแม่”
มยุรีน้ำตาคลอด้วยความเป็นห่วงลูก “ปลอดภัย แล้วทำไมนทีถึงยังไม่กลับบ้านล่ะหนูฐา”
นิษฐาหน้าเจื่อนไปก่อนจะพูดแถ “นทีก็เหมือนน้องชายฐากับพี่ผู้กอง พวกเราไม่ปล่อยให้น้องเป็นอะไรหรอกค่ะ”
เจติยามองแม่น้ำตาคลอแล้วก็จับมือแม่ไว้ “แม่ทำใจสบายๆ ดีกว่านะคะ เจไม่อยากให้แม่เครียด แม่ต้องห่วงตัวเองด้วย ถ้าแม่มาล้มป่วยไปอีก เจจะเหลือกำลังใจจากไหนตามหาน้องล่ะคะ”
มยุรีพยักหน้ารับทั้งน้ำตาเพราะไม่อยากให้เป็นภาระและกลัวลูกไม่สบายใจ “จ้ะ งั้นเดี๋ยวแม่จะกินยาแล้วนอนซักตื่นก็แล้วกัน”
เจติยายิ้มสบายใจแล้วก็สวมกอดมยุรีเอาไว้
เจติยาปลอบแม่ทั้งน้ำตา “นทีเคยผ่านเรื่องร้ายๆมาตั้งเยอะ ยังรอดมาได้ ดวงเจ้าทีมันแข็ง มันต้องไม่เป็นอะไรหรอกค่ะแม่” เจติยาน้ำตาไหลออกมา
มยุรีน้ำตาไหลตามออกมาเพราะห่วงนทีมาก นิษฐามองดูสองแม่ลูกอดที่จะน้ำตาคลอตามไม่ได้
“เดี๋ยวฉันดูแลคุณน้าให้เอง แกไปตามเรื่องนทีต่อเถอะ”
เจติยาผละออกมาจากแม่พร้อมซับน้ำตาออก “ฝากด้วยนะฐา”
นิษฐาพยักหน้ารับแล้วประคองแม่
“ขึ้นข้างบนเถอะค่ะแม่”
มยุรีพยักหน้ารับพร้อมซับน้ำตา
นิษฐาประคองมยุรีลุกขึ้นพาเดินขึ้นชั้นบน เจติยามองตามส่งทั้งคู่ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจติยาหน้าเครียดแล้วก็พูดพึมพำ “นี่คือการเธอท้ารบครั้งใหม่จากเธอใช่มั้ยกสิณ” เจติยากวาดตามองหากสิณไปรอบๆตัวด้วยสีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความกังวลและห่วงความปลอดภัยของนที
อ่านต่อหน้าที่ 3


รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 9 (ต่อ)
นทีนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงในห้องนอนแขกบ้านพิมพ์อรตอนสาย โดยพิมพ์อรและกสิณยืนมองดูอยู่
พิมพ์อรไม่มั่นใจนัก “เธอแน่ใจเหรอะ ว่าเอาน้องชายมาต่อรองแล้วเจติยาจะยอมแพ้ ขนาดชีวิตแม่ตัวเองแท้ๆ แม่นั่นยังไม่ยอมเลย”
“ตอนนี้ อะไรที่ทำได้ก็ต้องทำทั้งนั้นแหละพิมพ์อร เราไม่มีเวลาเลือกมากแล้ว” กสิณว่า
พิมพ์อรสงสัย “หมายความว่ายังไง”
“พ่อของเธออาการทรุดลงทุกวัน อำนาจของฉันคงยับยั้งได้อีกไม่นานนักหรอก”
พิมพ์อรหน้าเครียดขึ้นมา
กสิณจ้องหน้าพิมพ์อร “เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างกล่องรากบุญให้เร็วที่สุด”
พิมพ์อรตกใจปนไม่พอใจ “ก็ไหนเธอบอกว่ายังยับยั้งได้อีกหลายเดือนยังไงล่ะ”
“อำนาจของฉันไม่เท่าเดิมแล้ว เพราะการชำระเหรียญของเจติยา ทำให้พลังของฉันอ่อนแอลง มันก็เลยมีผลไปถึงพ่อเธอด้วย”
พิมพ์อรร้อนใจสุดๆ “ก็ได้ เธอจะทำอะไรก็ทำไปเลย ฉันจะช่วยเหลือเธอทุกอย่าง”
กสิณยิ้มพอใจ “อย่างแรกที่เธอต้องทำ ก็คือย้ายพ่อเธอกับชาครออกไปจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด”
“ทำไมล่ะ”
“สองคนนั่นไม่ต้องการให้เธอสร้างกล่องรากบุญ เพราะฉะนั้น เราต้องให้พวกเค้าออกไปจากที่นี่ จะได้ไม่มาขัดขวางงานของเรา”
พิมพ์อรมีสีหน้าแน่วแน่เอาจริง “ตกลง”
กสิณยิ้มสะใจที่ไม่มีใครที่จะขวางทางตนได้ทั้งนั้น

พิมพ์อรเข็นรถพาวนันต์มาที่รถที่จอดรออยู่หน้าตัวบ้าน โดยมีชาครยืนรออยู่ที่รถ
วนันต์พูดสีหน้านิ่งๆ เหมือนรู้ว่าพิมพ์อรมีแผนการบางอย่าง “พ่อจำเป็นต้องไปต่างจังหวัดด้วยเหรอลูกอร
พิมพ์อรยิ้ม “อรอยากให้คุณพ่อได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้างน่ะค่ะ แล้วเดี๋ยวอีกซักวันสองวัน อรจะตามไปหานะคะ” พิมพ์อรหันไปพูดกับชาคร “ยาของคุณพ่อเอาไปครบแล้วใช่มั้ย”
“ครับคุณอร” ชาครตอบ
“ถ้างั้นก็ฝากดูแลคุณพ่อด้วยนะ”
ชาครสงสัยปนแปลกใจ “ทำไมอยู่ๆถึงต้องให้คุณท่านไปด้วยล่ะครับ เอ่อ ไม่ใช่ว่าผมไม่ห่วงคุณท่านนะครับ แต่ถ้าผมไปแล้วงานทางนี้ล่ะครับ”
“เรื่องงานฉันจัดการเองได้ เธอไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องคุณพ่อ ก็ไม่ใช่ปุบปับหรอกนะ ฉันคิดมานานแล้ว ว่าอยากให้คุณพ่อไปพักผ่อนที่บรรยากาศดีๆ” พิมพ์อรจ้องหน้าชาครด้วยสายตาเชิงบังคับ “แล้ว ฉันก็ไว้ใจเธอที่สุด เพราะฉะนั้นเธอต้องเป็นคนดูแลคุณพ่อ”
ชาครมีสีหน้าจำใจเพราะไม่กล้าขัดคำสั่ง “ครับคุณอร”
ชาครช่วยวนันต์ขึ้นรถก่อนจะอ้อมไปนั่งที่คนขับ วนันต์มองผ่านกระจกรถไปทางบ้านตัวเองก็เห็นกสิณยืนยิ้มสะใจอยู่ ชาครขึ้นรถเสร็จก็ปิดประตู
“เดาออกใช่มั้ย ว่าพวกเค้าคงเตรียมการจะทำอะไรบางอย่าง” วนันต์ถาม
“ผมทราบครับ คุณท่านวางใจเถอะครับ” ชาครมีสีหน้ามุ่งมั่น “ยังไงผมก็ต้องปกป้องคุณอรให้ได้”
วนันต์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ชาครขับรถพาวนันต์ออกไป
กสิณมองตามแล้วยิ้มสะใจก่อนจะพูดลอยไปเข้าหูพิมพ์อร “จบไปอีกเรื่อง งั้นก็เริ่มแผนการต่อไปกันได้เลย”
พิมพ์อรหันมองไปที่กสิณด้วยสีหน้าแอบกังวลอยู่เหมือนกัน

ไฟกำลังโหมไหม้ที่ก่อสร้างตึกขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง คนงานกับชาวบ้านละแวกนั้นกำลังช่วยขนข้าวของหนี และอีกส่วนหนึ่งก็ช่วยกันขนน้ำดับไฟกันจ้าล่ะหวั่น ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง เสียงตะโกนดังลั่นไปหมด
คนงานคนหนึ่งร้อนใจสุดๆ “เร็วๆ เอาน้ำมาอีก เร็วๆเข้า”
ทุกคนโกลาหลวุ่นวายไปหมดแต่ก็ช่วยกันดับไฟเต็มที่

ลาภิณเดินหน้าเครียดเข้ามาในโรงแรมในตอนหัวค่ำในจังหวะเดียวกับที่สิทธิพรเดินสวนออกมาจากข้างใน
สิทธิพรร้อนใจสุดๆ “ต้น แกรู้ข่าวรึยัง”
ลาภิณเองก็ร้อนใจสุดๆ “รู้แล้ว ถึงได้มาหาแกที่นี่ไง แล้วนี่แกประชุมเสร็จแล้วเหรอ”
“ไม่สำคัญแล้วล่ะ ตอนนี้เอาเรื่องไฟไหม้ก่อนดีกว่า”
“แล้วแกทำประกันเอาไว้รึเปล่า”
สิทธิพรเครียดหนัก “เปล่าน่ะสิ ใครจะคิดวะ ว่าไฟมันจะไหม้รวดเดียว วอดวายขนาดนี้”
ลาภิณเครียดหนัก “แกไม่น่าพลาดเลยว่ะ ประมาทเกินไป” ลาภิณถอนหายใจออกมาแรงๆ “ไม่เป็นไร ฉันจะหาทางช่วยแกเอง”
สิทธิพรค่อยยิ้มออก
“ตอนนี้เราจัดการเรื่องคนเจ็บก่อน แล้วค่อยมาประเมินความเสียหายกัน” ลาภิณบอก
สิทธิพรตบบ่าลาภิณ “ขอบใจมากโว้ย”
ลาภิณมีสีหน้าเคร่งเครียดหนักเพราะรู้ว่าสถานการณ์ของเพื่อนไม่ดีแต่ก็พยายามช่วยเต็มที่

เจติยากำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
“เจเข้าใจค่ะ คุณต้นไม่ต้องเป็นห่วง เรื่องคุณสิทธิพรก็สำคัญเหมือนกัน คุณต้นอยู่ช่วยเพื่อนเถอะค่ะ” เจติยาฟัง “ยังไม่เจอนทีหรอกค่ะ แต่เจมีฐากับพี่ผู้กองคอยช่วยอยู่แล้วไม่เป็นไรหรอกค่ะ” เจติยาฟังแล้วยิ้มบางๆ “ค่ะ แล้วเจอกันที่บ้านนะคะ”
เจติยากดวางสาย ขณะนั้น นิษฐาและอยุทธ์ก็เดินคุยกันออกมาจากข้างใน
“คุณต้นว่ายังไงบ้างแก” นิษฐาถาม
เจติยามีสีหน้าหนักใจ “เบื้องต้น ก็เสียหายประมาณห้าสิบล้านได้”
นิษฐาตกใจ “50 ล้านเลยเหรอ”
เจติยาพยักหน้ารับ “แต่ถ้าส่งงานล่าช้า อาจจะถูกปรับเพิ่มอีก ตรงนั้นยังไม่รู้เลยว่าเท่าไหร่ คงต้องเจรจากันอีกที”
นิษฐาหน้าเสีย “ขนาดฉันไม่ชอบหน้าคุณสิทธิพรเท่าไหร่ แต่ฟังแกเล่าแล้วยังอดสงสารเค้าไม่ได้เลย”
เจติยาถอนใจออกมาก่อนตัดบทเปลี่ยนเรื่อง “แล้วแม่เป็นยังไงบ้าง”
“เมื่อกี๊ผมแอบขึ้นไปดูมา ยังหลับสนิทอยู่เลยครับ” อยุทธ์บอก
นิษฐาเสริม “ส่วนเรื่องนที ก็ยังเงียบอยู่” นิษฐามีสีหน้าไม่สบายใจ
อยุทธ์พูดติดตลก “แต่นทียังไม่ถูกส่งไปที่นิราลัย เราก็ยังเบาใจได้นะครับคุณเจ”
เจติยายิ้มบางๆ “เจก็คิดว่าอย่างงั้นล่ะค่ะ” เจติยามีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา “เจถึงได้อยากคุยกับคุณอยุทธ์ไงคะ”
นิษฐางง “นทีหายตัวไป แล้วแกอยากจะคุยกับคุณอยุทธ์ทำไม ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกันเลย”
อยุทธ์เข้าใจทันทีจึงมีสีหน้าไม่สบายใจ “คุณเจคิดว่าเรื่องนี้ พี่อรมีส่วนเกี่ยวข้องใช่มั้ยครับ”
นิษฐาตกใจเพราะคิดไม่ถึง เธอหันไปมองหน้าเจติยาทันที เจติยามีสีหน้าเครียดขรึมไป แม้จะไม่ตอบแต่ท่าทางเช่นนั้นก็ไม่ต่างกับการยอมรับ

มยุรีกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ทันใดนั้น มยุรีก็เริ่มมีอาการกระสับกระส่ายขึ้นมาเหมือนกำลังฝันร้าย
“นที นที...”

มยุรีกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะเป็นห่วงลูกชายมาก เพราะนทีหายไปเธอไม่ได้ข่าวเลย ตามหายังไงก็ไม่พบ ขณะนั้น เธอก็ได้ยินเสียงนทีดังขึ้น “แม่”
มยุรีรีบหันกลับไปมอง พอเห็นนทีก็ดีใจสุดๆ จึงรีบเข้าไปหาทันที
มยุรีดีใจสุดๆ จึงตรงเข้าไปกอดลูก “นที หายไปไหนมาลูก รู้มั้ย ว่าแม่เป็นห่วงเราแค่ไหน”
นทีเสียใจแต่ก็กอดแม่ตอบ “ผมขอโทษครับแม่ ผมไม่ได้อยากทำให้แม่เป็นห่วงเลยครับ”
มยุรีเช็ดน้ำตา “ช่างมันเถอะลูก นทีกลับมาก็ดีแล้ว”
ทันใดนั้น มยุรีก็เหลือบไปเห็นมือตัวเองเปื้อนเลือดเต็มไปหมด มยุรีเห็นเลือดในมือก็ตกใจสุดขีด พอมองหน้านทีก็เห็นนทีหน้าขาวซีด มีเลือดไหลออกมาจากดวงตา รูจมูก และรูหูดูน่าสะพรึงกลัว

เจติยากำลังคุยกับอยุทธ์กับนิษฐา
นิษฐางงสุดๆ “นี่มันอะไรกัน คุณอรจับตัวนทีไป เพื่อแลกกับเหรียญเนี่ยนะ”
เจติยามีสีหน้าหนักใจ “เรื่องมันยาวน่ะฐา”
ทันใดนั้น ทุกคนก็ได้ยินเสียงมยุรีกรีดร้องดังลั่นมา
เจติยาตกใจมาก “แม่”
เจติยารีบวิ่งนำขึ้นไปชั้นบน นิษฐาและอยุทธ์ตกใจสุดๆ ทุกคน รีบวิ่งขึ้นข้างบนไปหามยุรีทันที

เจติยา นิษฐา และอยุทธ์รีบเข้าไปในห้องเพื่อช่วยมยุรี พอทั้งสามเดินเข้ามาก็เห็นมยุรีกำลังละเมอและตกใจหวาดกลัวสุดขีด
“นที เป็นอะไรลูก ช่วยนทีด้วย ช่วยด้วย”
เจติยาตกใจมาก เธอพยายามเขย่าตัวแม่ให้ได้สติ “แม่คะ แม่ได้ยินเจมั้ยคะ” เจติยาพยายามปลุก “แม่คะ”
มยุรีรู้สึกตัวขึ้นมาแล้วหันไปมองเจติยา
“แม่”
ทันใดนั้น มยุรีก็มีอาการชักเกร็ง มือบิด และตาเหลือกค้างขึ้นมาทันที ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
เจติยาตกใจสุดๆ “แม่!!”

กลางดึก มยุรีนอนในอาการโคม่าอยู่บนเตียงในโรงพยาบาล รอบตัวของมยุรีเต็มไปด้วยอุปกรณ์ช่วยชีวิตติดอยู่เต็มไปหมด เสียงหมอพูดดังขึ้นมา
“ครั้งนี้หนักกว่าคราวที่แล้วอีกนะครับ”
เจติยา นิษฐา และอยุทธ์กำลังยืนฟังหมออธิบายอยู่หน้าห้องไอซียูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หมอหน้าเครียดเพราะหนักใจ “หมอไม่มั่นใจว่าคุณมยุรีจะกลับมาหายได้เหมือนเดิมอีกรึเปล่านะ”
เจติยาหน้าขรึมลง “ค่ะ เจเข้าใจค่ะคุณหมอ” เจติยาถอนใจยาวออกมาอย่างทำใจ ก่อนยกมือไหว้ “ขอบคุณมากนะคะ”
หมอรับไหว้พร้อมยิ้มบางๆ ให้กำลังใจก่อนจะเดินเลี่ยงออกไป
นิษฐาปลอบใจเพื่อน “แกอย่าคิดมากนะเจ คุณน้าป่วยหนักมาตั้งหลายครั้งแล้ว แต่ก็หายได้ทุกที คราวนี้ ก็ต้องหายได้อีกแหละ เชื่อฉันสิ”
เจติยายิ้มน้อยๆ เพราะรู้ว่าแม่หายได้เพราะอะไรเลยทำใจไว้แล้ว
ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของนิษฐาก็ดังขึ้น
นิษฐาดูเบอร์ “พี่ผู้กองโทรมา”
เจติยาพยักหน้ารับ
นิษฐาเดินเลี่ยงไปแล้วกดรับ “ค่ะพี่” นิษฐาฟังอีกฝ่าย “อยู่กับเจค่ะ...”
อยุทธ์มองตามนิษฐา พอเห็นว่าเธอเดินไปไกลแล้วก็หันมาพูดกับเจติยา
“คุณเจครับ...ผม”
เจติยาพูดสวนไปทันทีเหมือนรู้ทัน “คุณอยุทธ์จะขอพรจากเหรียญช่วยแม่เจอีกใช่มั้ยคะ”
อยุทธ์ชะงักไปที่เจติยารู้ทัน
เจติยาทำใจ “อย่าเลยค่ะ แม่ไม่อยากให้เจเป็นทาสของเหรียญ เจก็ไม่อยากให้คุณอยุทธ์ต้องตกเป็นทาสของมันแทนเจเหมือนกัน”
อยุทธ์หน้าขรึมลง “ผมทราบครับ ผมก็เลยขอพรไปแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่ที่บ้าน”
เจติยาตกใจปนรู้สึกซึ้งใจ “คุณอยุทธ์”
อยุทธ์หยิบเหรียญของตัวเองออกมาให้เจติยาดู ปรากฏว่าเหรียญของอยุทธ์มีสีเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เจติยามองเหรียญแล้วก็แปลกใจ “เหรียญไม่เห็นดำขึ้นเลยนะคะ”
อยุทธ์มีสีหน้าเคร่งขรึม “ครับ เหรียญไม่ตอบสนองอะไรเลย แสดงว่า...” อยุทธ์หน้าเครียดขึ้นมาและไม่กล้าพูดต่อ
เจติยาหน้าเศร้าและพยายามทำใจ “แม่คงหมดอายุขัยแล้วจริงๆ อำนาจของเหรียญเลยช่วยอะไรไม่ได้อีก” เจติยาน้ำตารื้นขึ้นมาท่วมตา
เจติยาหันกลับไปมองแม่ที่นอนโคม่าอยู่บนเตียงแล้วก็น้ำตาไหลซึมออกมา อยุทธ์บีบไหล่เจติยาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ เจติยาเห็นมยุรีนอนหลับสนิทไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น เธอรู้สึกว่าในที่สุดเวลาแห่งการลาจากก็มาถึงแล้ว เจติยาเลื่อนมือขึ้นปาดน้ำตาออก

เจติยาเดินเศร้าซึมเพราะเสียใจเรื่องแม่ น้ำตาของเธอไหลคลอตลอดที่เดินตามทางเดินในโรงพยาบาล ทันใดนั้นนทีก็เดินสวนมา
“นที” เจติยารีบเข้าไปหาน้องชายทันที
“พี่เจ แม่เป็นยังไงบ้าง” นทีถาม
เจติยาทั้งดีใจ ทั้งเคืองน้องชาย “เราหายไปไหนมาทั้งคืน รู้มั้ยว่าพี่กับแม่เป็นห่วงเรามากแค่ไหน”
นทีร้อนใจมาก “เรื่องมันยาวพี่เจ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังนะ ตอนนี้แม่เป็นยังไงบ้าง”
เจติยานิ่งไปเล็กน้อยแล้วก็น้ำตารื้นขึ้นมา “แม่คงจะอยู่กับเราได้อีกไม่นานแล้วล่ะนที”
นทีนิ่งอึ้งไปเหมือนช็อค
นทีน้ำตาคลอตาม “แต่ก็ไม่แน่นะพี่เจ บางที ผมอาจจะช่วยแม่ได้”
“ไม่มีทางหรอกนที แม่หมดอายุขัยแล้ว ไม่มีใครช่วยแม่ได้อีกแล้ว” เจติยาบอก
“ไม่ลองก็ไม่รู้หรอกพี่เจ นาทีนี้ไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้อีกแล้วล่ะ เกิดโชคดีแม่หายขึ้นมา มันก็คุ้มนะ”
เจติยาลังเลเพราะที่น้องพูดก็มีเหตุผล “แล้วเราจะทำยังไง”
“ตามผมมาสิพี่”
นทีคว้าหมับที่มือเจติยาแล้วจูงมือเจติยาเดินไปกับเขา เจติยายอมเดินตามนทีไปด้วยสีหน้างงๆ

นทีจูงมือเจติยาขึ้นมาบนดาดฟ้า
เจติยาชักเอะใจ “เราพาพี่ขึ้นมาบนนี้ทำไม”
“เดี๋ยวพี่ก็รู้เอง ตามผมมาเถอะ”
เจติยาชักรู้สึกแปลกๆ เลยรวบรวมสมาธิจ้องไปที่มือของนทีที่จับตนอยู่ ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างปรากฏขึ้นที่มือของนที นทีร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด นทีรีบปล่อยมือเจติยาแล้วผงะถอยทันที จากนั้นนทีก็กลายร่างเป็นกสิณ
“เป็นเธอจริงๆด้วย” เจติยาทำหน้าถมึงทึง “เธอเป็นคนจับตัวนทีไปใช่มั้ย น้องชายฉันอยู่ไหน”
กสิณดูมือของตัวเองที่ไหม้เกรียมเพราะพลังของเจติยา กสิณเพ่งไปที่มือของตน เพียงครู่เดียวมือก็กลับสู่สภาพเดิม กสิณมองเจติยาด้วยสายตาเกลียดชังเพราะเจติยาเป็นคนที่เล่นงานยากมากทำให้กสิณต้องลำบากมาหลายครั้ง กสิณชี้ไปที่ดาดฟ้าตึกข้างๆ เจติยามองตามก็เห็นนทีเดินออกมาที่ดาดฟ้าตึกข้างๆ ด้วยสายตาเหม่อลอยเพราะโดนสะกดจิต
เจติยาเป็นห่วงน้องมาก “นที” เจติยาหันหลังกลับจะวิ่งลงตึกไปช่วยน้องชาย
“ไม่ทันหรอกเจติยา กว่าเธอจะไปถึง ฉันก็สั่งให้นทีกระโดดลงมาจากตึกนั่นแล้ว”
เจติยาหันกลับมาจ้องหน้ากสิณด้วยความโกรธจัด “ฉันไม่มีวันขอพรจากเหรียญเด็ดขาด” เจติยามีสีหน้าเด็ดเดี่ยว “แล้วฉันก็ไม่มีวันยกเหรียญให้เธอหรือคุณพิมพ์อรด้วย อย่ามาใช้วิธีนี้ดีกว่า”
“แล้วถ้าเธอ จะใช้เหรียญเพื่อสร้างกล่องรากบุญขึ้นมาใหม่แล้วเป็นเจ้าของซะเองล่ะ”
เจติยานึกไม่ถึง “นี่เธอคิดจะทรยศคุณพิมพ์อรเลยเหรอ สมกับเป็นปิศาจจริงๆ”
กสิณยิ้มเยาะ “ฉันไม่เหมือนปราณ ที่ต้องอยู่ใต้อำนาจเจ้าของกล่องรากบุญหรอกนะ เพราะฉะนั้น พิมพ์อรไม่ใช่เจ้านายฉัน จะถือว่าฉันทรยศไม่ได้” กสิณจ้องหน้า “ว่ายังไงล่ะเจติยา ถึงเธอจะเคยเป็นเจ้าของกล่องรากบุญมาแล้ว แต่นั่นก็เป็นกล่องเก่า เพราะฉะนั้นเธอสามารถเป็นเจ้าของกล่องใบใหม่ได้ สนใจมั้ยล่ะ”
“ถ้าฉันสนใจ ฉันจะทำลายกล่องรากบุญไปทำไมตั้งแต่แรก” เจติยาว่า
กสิณพยายามยุยงจึงพูดยั่วยุยิ้มๆ “เธอไม่สนใจจริงๆ เหรอะ กล่องจะช่วยชีวิตแม่กับน้องชายเธอเอาไว้ได้นะเจติยา”
เจติยาพูดสีหน้าเด็ดเดี่ยว “แม่หมดอายุขัยแล้ว ถึงมีกล่องรากบุญก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก”
“ก็ไม่แน่ อำนาจของเหรียญ มันไม่พอที่จะช่วยได้ต่างหาก แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นกล่องรากบุญ อาจจะต่ออายุ ยื้อชีวิตแม่เธอไปอีกก็ได้”
“เลิกกล่อมฉันเถอะ” เจติยาทำสีหน้าจริงจัง “ฉันจะไม่มีวันยอม ให้ของอันตรายอย่างกล่องรากบุญถือกำเนิดบนโลกนี้ได้อีกแล้ว”
กสิณขำหยันก่อนจะจ้องหน้าเจติยา “ถ้าอย่างงั้น ฉันคงต้องพิสูจน์ความใจแข็งของเธอซะหน่อยแล้วล่ะ”
กสิณหันไปมองนที นทีเดินช้าๆมาที่ขอบตึกเตรียมจะกระโดดลงไป
เจติยาเป็นห่วงน้องสุดๆ จึงตะโกนเรียกสติ “นที อย่าโดดนะ”
กสิณยิ้มเยาะ “ช้าไปแล้วเจติยา”
เจติยาตะโกนลั่น “นที ได้ยินพี่มั้ย นที”
กสิณขำลงคอ “ภาวนาให้นทีอย่าเพิ่งรีบตาย รอให้เธอยังพอมีเวลาใช้เหรียญหรือว่ากล่องรากบุญช่วยทันก็แล้วกัน...” กสิณหันไปจ้องนทีแล้วออกคำสั่งเสียงเหี้ยม “โดดลงไปเดี๋ยวนี้”
นทีจะก้าวขาทำตามคำสั่งกสิณ ทันใดนั้นเอง ชาครซึ่งแอบอยู่ก็พุ่งเข้าชาร์จตัวนทีให้กลับเข้ามาในดาดฟ้า ชาครกอดนทีไว้แน่นไม่ให้นทีลุกขึ้นมาฆ่าตัวตายอีก กสิณตกใจเพราะนึกไม่ถึงว่าชาครจะมาช่วยนทีไว้แต่เจติยาตั้งสติได้ก่อนจึงพุ่งเข้าจับตัวกสิณทันที
ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างขึ้นที่ตัวกสิณในบริเวณที่ถูกเจติยาจับ กสิณกรีดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด กสิณสลายกลายเป็นควันลอยหนีไปทันที เจติยาหันไปมองที่ชาคร เธอก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าชาครจะช่วยชีวิตนทีไว้
อ่านต่อหน้าที่ 4

รากบุญ ตอน รอยรักแรงมาร ตอนที่ 9 (ต่อ)
เจติยากดน้ำใส่กรวยกระดาษ ก่อนจะเดินกลับไปให้ชาครที่นั่งพักอยู่
ชาครรับน้ำมา “ขอบใจ” ชาครตัดบทถาม “น้องชายคุณเป็นไงบ้างล่ะ”
“หลับไปแล้วค่ะ”เจติยามองหน้าชาคร “ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยน้องฉันเอาไว้ แล้วก็ขอโทษด้วย ที่ฉันไม่เคยไว้ใจคุณเลย”
“ช่างเถอะ” ชาครหน้าขรึมลง “ผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกัน ว่าวันนึงจะต้องอยู่ฝั่งตรงข้ามกับคุณอร”
“คุณรู้แต่แรกแล้วใช่มั้ยคะ”
ชาครพยักหน้ารับ “พอคุณอรสั่งให้ผมพาคุณท่านไปพักผ่อนต่างจังหวัด ผมก็รู้แล้วล่ะว่าพวกเค้าต้องลงมือเล่นงานคุณแน่ ผมก็เลยแกล้งพาคุณท่านไป แล้วแอบย้อนกลับมาจับตาดูเอาไว้”
“คุณช่วยฉันคราวนี้ คุณต้องแตกหักกับคุณพิมพ์อรแน่ๆแล้วต่อไป คุณจะทำยังไงล่ะ”
ชาครหน้าขรึมลง “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมก็ได้แต่หวังว่าซักวันคุณอรจะเข้าใจว่าสิ่งที่ผมกับคุณท่านทำลงไปทั้งหมด ก็เพื่อตัวคุณอรเอง”

พิมพ์อรตบชาครหน้าหันด้วยความโกรธจัด
พิมพ์อรโมโหมาก “ถ้าเป็นคนอื่นทรยศฉัน ฉันจะไม่เจ็บใจมากขนาดนี้” พิมพ์อรมีสีหน้าเจ็บช้ำ “แต่นี่เป็นเธอ คนที่ฉันถือว่าเป็นเพื่อน เป็นลูกน้องที่ฉันไว้ใจมากที่สุด แต่เธอกลับหักหลังฉันกับคุณพ่อ” พิมพ์อรน้ำตารื้นด้วยความเจ็บช้ำ “เธอทำกับฉันแบบนี้ได้ยังไงชาคร”
“ผมขัดคำสั่งคุณอรจริงครับ แต่ผมไม่เคยหักหลังคุณท่าน เพราะที่ผมทำไป มันเป็นความต้องการของคุณท่าน”
พิมพ์อรโมโหมาก “โกหก ฉันรวบรวมเหรียญสร้างกล่องรากบุญก็เพื่อช่วยชีวิตคุณพ่อ แล้วคุณพ่อจะขัดขวางฉันทำไม”
ทันใดนั้น วนันต์ก็กดปุ่มให้รถเข็นวิ่งเข้ามาในโถงบ้านแล้วพูด
“เพราะพ่อไม่อยากให้ใครต้องมาสังเวยชีวิตเพื่อต่ออายุให้กับพ่อน่ะสิ”
พิมพ์อรไม่อยากเชื่อว่าพ่อจะขัดขวางเธอจริงๆ “คุณพ่อ...”
วนันต์หน้าเศร้า “พ่อรักชีวิตของพ่อ คนอื่นเค้าก็รักชีวิตของเค้าเหมือนกัน หยุดเถอะนะลูกอรอย่าทำร้ายใครเพื่อพ่ออีกเลย”
พิมพ์อรขบกรามแน่นแล้วพูดด้วยสีหน้ามุ่งมั่นเอาจริง ยิ่งพูดไปน้ำตาก็เอ่อท่วมขึ้นมาเรื่อยๆ “ไม่ค่ะ ไม่มีชีวิตของใครสำคัญเท่ากับชีวิตของคุณพ่อ ต่อให้บาปกรรมมีจริง อรก็จะแบกรับมันเอาไว้เอง แต่อรจะไม่ยอมให้คุณพ่อต้องเป็นอะไรไปเด็ดขาด ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยกี่ชีวิต หรือแม้แต่ชีวิตของอรเองก็ตาม”
ชาครทนไม่ไหว “ผมรู้นะครับ ว่าคุณอรรักคุณท่านมาก แต่สิ่งที่คุณอรกำลังทำอยู่ มันไม่ใช่ความรักแล้วนะครับ มันเป็นความเห็นแก่ตัวมากกว่า”
พิมพ์อรตวาดแว๊ด “หุบปากเดี๋ยวนี้นะชาคร”
“ชาครพูดถูก พ่อไม่ต้องการมีชีวิตอยู่โดยที่มือลูกต้องเปื้อนเลือด” วนันต์มองพิมพ์อรนิ่งอยู่ครู่นึง “ปล่อยพ่อไปเถอะนะอร ปล่อยให้พ่อตาย แล้วออกห่างจากเหรียญปิศาจนั่นซะ” วนันต์น้ำตารื้นขึ้นท่วมตา “ถือซะว่าเป็นคำขอครั้งสุดท้ายของพ่อได้มั้ยลูก”
พิมพ์อรขบกรามแน่น น้ำตาคลอ ทั้งเจ็บใจและเสียใจที่พ่อไม่เข้าใจ “อรให้คุณพ่อได้ทุกอย่าง แต่ไม่ใช่เรื่องนี้ เพราะถ้าไม่มีคุณพ่อ อรก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไมเหมือนกัน” พิมพ์อรน้ำตาร่วงผลอย
พิมพ์อรเดินเลี่ยงไปทั้งน้ำตา วนันต์ได้แต่มองตามลูกแล้วน้ำตาก็ค่อยๆ เอ่อท่วมตาเพราะไม่รู้จะทำยังไงเพื่อช่วยลูกอีกแล้ว ชาครได้แต่หันมองตามพิมพ์อรไปด้วยความหนักใจปนเห็นใจ

นทีแอบมานั่งซึมเศร้าอยู่ที่หน้าระเบียงบ้านตอนสาย ลาภิณกับเจติยาค่อยๆเดินเข้ามาหานที
เจติยาจับบ่านที “นที”
นทีปัดมือเจติยาออกแล้วหันไปมองพี่สาวด้วยสายตาคับแค้นเสียใจ
นทีน้ำตาคลอเพราะทั้งห่วงแม่และแค้นใจพี่ “ไอ้ปิศาจนั่นมันเล่าให้ผมฟังเรื่องกล่องรากบุญหมดแล้ว” นทีลุกขึ้นยืนจ้องหน้าเจติยา “พี่ทำยังงี้ได้ยังไง พี่ทิ้งโอกาสเดียวที่จะช่วยชีวิตแม่ เพราะอุดมการณ์บ้าๆบอๆ” นทีจ้องหน้าพูดเสียงเน้น “นี่แม่เราทั้งคนนะพี่เจ”
เจติยาหน้าเสีย “มันไม่ใช่อุดมการณ์อะไรหรอกนะนที แค่พี่กับแม่เห็นตรงกัน ว่าการเป็นทาสกิเลสมันไม่ใช่เรื่องถูกต้อง ถ้าเราขอพรจากกล่องรากบุญหรือจากเหรียญแล้วครั้งนึง เราก็อาจจะต้องขอต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุด มันก็จะย้อนกลับมาทำลายเราเอง”
ลาภิณช่วยเสริม “กล่องรากบุญไม่สามารถทำให้ใครเป็นอมตะได้หรอกนะนที”

นทีหันไปมองลาภิณ
ลาภิณพยายามพูดดีๆ “อย่างคุณพ่อพี่ไง เมื่อหมดอายุขัยท่านก็ต้องตาย ทั้งๆที่มีกล่องรากบุญอยู่ในมือแท้ๆ”
นทีน้ำตาท่วมขึ้นมา “แต่มันก็อาจจะช่วยต่ออายุแม่ได้อีกหน่อยไม่ใช่เหรอครับ” นทีเสียงเริ่มสั่นเครือ “วันสองวันก็ยังดี ผมยังมีเรื่องอยากคุยกับแม่อีกเยอะไปหมด” นทีน้ำตาไหลออกมา เขารีบยกมือขึ้นปาดน้ำตาออก
เจติยามองน้องชายอย่างเข้าใจความรู้สึก เธอมีน้ำตาเอ่อท่วมตาตามน้องชาย
นทีจ้องหน้าเจติยาแล้วพูดเสียงสั่นเครือ “พี่เจไม่รักแม่แล้วเหรอ ถึงทนดูแม่ตายต่อหน้าต่อตาได้ลงคอ ทั้งๆที่พี่ก็ช่วยแม่ได้”
เจติยาน้ำตาคลอ “แต่นี่คือความต้องการของแม่ แม่อยากให้พี่ทำสิ่งที่ถูกต้อง นทีอยากเห็นแม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างคนหัวใจสลายรึไง”
นทีโวยวายทั้งน้ำตา “ผมไม่เข้าใจที่พี่พูดหรอกนะ ผมรู้แต่ว่าผมรักแม่ ผมต้องการอยู่กับแม่ แล้วถ้าผมมีกล่องรากบุญอยู่ในมือ ผมจะไม่ลังเลเลยที่จะช่วยแม่อีกครั้ง”
นทีเดินหนีออกไปจากบ้าน
ลาภิณเป็นห่วง “นที”
เจติยาอดที่จะรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อยไม่ได้เพราะเข้าใจอารมณ์นที ทันใดนั้น เงาบนพื้นของเจติยาก็เข้มชัดขึ้นก่อนจะยืดยาวออกไปทาบกับผนังแล้วกลายร่างเป็นยมทูตฉายา
เจติยานึกไม่ถึง “ฉายา”
ลาภิณงงๆ เพราะมองไม่เห็นฉายา “ใครเหรอเจ”
“ยมทูตค่ะ ตอนนี้เค้ายืนต่อหน้าเรา”
ลาภิณหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่รู้ว่ามียมทูตมาอยู่ใกล้ๆ
เจติยามีสีหน้าหวั่นใจ “คุณมารับแม่เจใช่มั้ยคะ”
“เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว ฉันจะต้องพาวิญญาณของแม่เธอไป มีอะไรที่เธอยังค้างคาใจกับแม่ รีบจัดการซะ ตอนนี้เลย” ฉายาบอก
เจติยาหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าเวลาตายของแม่มาถึงแล้วจริงๆ

นวัชตกใจมาก
“นี่นทีหายตัวไปอีกแล้วเหรอ”
นวัชกับนิษฐากำลังคุยกับลาภิณกับเจติยาอยู่ที่หน้าบ้านนวัช
“น้องหายไปเมื่อไหร่” นิษฐาถาม
“เมื่อกี๊นี้เองครับ” ลาภิณหน้าเครียด “เจกับนทีมีปากเสียงกันนิดหน่อย นทีเค้าก็เลยอารมณ์เสียออกจากบ้านไป”
“แต่เราก็รีบตามออกไปทันทีเลยนะ แต่หาตัวไม่เจอ” เจติยามีสีหน้ากลุ้มใจปนห่วง “หายไปเร็วจนน่าแปลกใจ เหมือนกับ..”
“เหมือนอะไรเหรอแก” นิษฐาถาม
“เหมือนถูกผีบัง ซ่อนตัวเอาไว้”
นวัชและลาภิณมองหน้าเจติยาโดยกังวลตามเหมือนกัน
นิษฐากลัวๆ เลยขยับเข้าหานวัช “บ้ายัยเจ พูดอะไรก็ไม่รู้ ฉันไม่ชอบฟังเลย”
ลาภิณร้อนใจและเป็นห่วง “งั้นเดี๋ยวพวกเราออกไปช่วยกันตามหาอีกทีดีกว่า”
นวัชเห็นด้วย “เจกับคุณต้นไปหาตามบ้านเพื่อนก็แล้วกัน ส่วนฐาไปที่ตลาดกับพี่”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยแล้วรีบแยกย้ายกันไปตามหานที

มยุรีนอนโคม่าอยู่บนเตียง โดยมีนทีนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ใกล้ๆ
นทีเอื้อมมือไปจับมือแม่ไว้แล้วพูดสะอึกสะอื้น “แม่ต้องอดทนเอาไว้นะครับ แม่ต้องอยู่กับผมอีกนานๆนะ”
นทีเอามือแม่มาแนบแก้มทั้งน้ำตา
ทันใดนั้น มือของมยุรีก็เริ่มขยับก่อนจะเอื้อมไปลูบหัวนทีด้วยความเอ็นดู
นทีตื่นเต้นสุดๆ “แม่หายแล้ว แม่หายแล้วใช่มั้ยครับ”
มยุรีมองนทีแล้วยิ้มบางๆ ทั้งน้ำตา
“เป็นเพราะกล่องรากบุญใช่มั้ยแม่ พี่เจยอมสร้างกล่องรากบุญมาช่วยแม่แล้วใช่มั้ยครับ” นทีถาม
มยุรีพูดสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง “ถ้าเจสร้างกล่องรากบุญมาช่วยแม่ แม่จะกลั้นใจตาย แม่จะไม่ยอมมีชีวิตอยู่ต่อเด็ดขาด”
นทีหน้าเสีย “ทำไมล่ะครับแม่ พี่เจทำเพื่อช่วยแม่นะครับ”
“นที ถ้าลูกเป็นพ่อคน ลูกจะมีความสุขได้มั้ย ถ้าลูกของลูกต้องยอมตกเป็นทาสยาเสพย์ติด เพื่อหาเงินมาให้ลูกใช้”
นทีอึ้งไป เขาคิดตามที่แม่พูดเพราะถ้าเป็นตนก็คงไม่ยอมเหมือนกัน
“นั่นแหละคือความรู้สึกของแม่ ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกเดินทางผิดหรอกนะนที ถึงลูกจะทำไปเพราะความกตัญญูก็เถอะ”
นทีนิ่งไปอย่างคิดตาม
มยุรีจ้องหน้านทีแล้วสั่งเสีย “แล้วลูกก็อย่าไปโกรธพี่เจเค้าล่ะ พี่เค้าทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว”
นทีน้ำตาท่วมตา “แต่ผมทนเห็นแม่ต้องตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนี้ไม่ได้หรอกนะครับ”
“ไม่มีใครหนีความตายพ้นหรอกนที ลูกอยากเห็นแม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างคนตายทั้งเป็นรึไง”
นทีส่ายหน้าน้ำตาคลอ
“ปล่อยให้แม่ไปเถอะนะนที” มยุรีน้ำตาไหลซึมออกมา
นทีร้องไห้โฮแล้วสวมกอดมยุรีเอาไว้

นทีรู้สึกตัวสะดุ้งตื่นขึ้นมา เขารีบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากแม่ที่นอนโคม่าอยู่บนเตียง รอบตัวของแม่ติดอุปกรณ์ช่วยชีวิตเต็มไปหมด เขารู้ว่าที่แท้เมื่อครู่ฝันไปนั่นเอง นทีมองมาที่แม่แล้วสมองก็ทบทวนความฝันเมื่อครู่เพราะทุกอย่างชัดเจนราวกับเกิดขึ้นจริง
นทีน้ำตาคลอเบ้าเพราะรู้แล้วว่าแม่คงมาเข้าฝันสอนตนด้วยความเป็นห่วง ทันใดนั้นมอนิเตอร์บอกสัญญาณชีพ เส้นสัญญาณชีพขาดหายกลายเป็นเส้นตรงอย่างเดียว นทีตกใจมาก “แม่...”
นทีมือไม้สั่นก่อนจะรีบกดปุ่มเรียกพยาบาล
นทีกดปุ่มเรียกพยาบาล “ช่วยแม่ด้วยครับ” นทีทิ้งอุปกรณ์เรียกพยาบาลแล้วตรงเข้าไปจับมือไม้เขย่า “แม่ครับ แม่ ได้ยินผมมั้ยแม่” นทีสวมกอดมยุรีเอาไว้แล้วร้องไห้สะอื้นจนตัวสั่น

เจติยาเดินหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงน้องกลับเข้ามาในโถงบ้าน แล้วเจติยาก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นมยุรีกำลังยืนคุยกับฉายาอยู่กลางโถงบ้าน
“แม่”
มยุรีหันมายิ้มให้เจติยา
เจติยานึกขึ้นได้ก็หน้าเสีย “ถึงเวลาแล้วใช่มั้ยคะ”
“ที่จริงก็เลยเวลาไปแล้วล่ะ แต่เพื่อเห็นแก่เธอ ฉันเลยให้เธอกับแม่ได้ล่ำลากันก่อน”
“ขอบคุณค่ะ” เจติยาหันไปมองแม่นิ่ง “แม่คะ เจพยายามตามหาน้อง...”
มยุรียิ้มแย้มแล้วก็พูดขัด “ไม่ต้องพูดอะไรแล้วล่ะเจ ตอนนี้แม่ไม่มีห่วงอะไรแล้ว เจสบายใจได้ แม่กำลังจะได้ไปพบพ่อของลูกแล้วนะ เจควรจะดีใจกับแม่มากกว่า”
เจติยาน้ำตารื้นขึ้นมา “เจจะพยายามทำใจให้ได้ค่ะแม่”
“ไม่ร้องไห้สิลูก อยากให้แม่จากไปอย่างไม่สบายใจรึไง”
เจติยาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา มยุรียิ้มให้กำลังใจลูก
เจติยาหันไปพูดกับฉายา “คุณพอจะบอกฉันได้มั้ยคะ ว่าจะพาแม่ไปที่ไหน”
“มันเป็นความลับ แต่แม่เธอทำความดีมาตลอดชีวิต เธอก็น่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่าจะได้ไปที่ไหน” ฉายาบอก
เจติยายิ้มรับเพราะโล่งใจขึ้นเยอะ
“แม่ไปก่อนนะเจ ดูแลน้องแทนแม่ด้วยนะ”
เจติยายิ้มรับปากให้แม่สบายใจ “ค่ะแม่ ตอนนี้เราเหลือกันแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น เจไม่มีวันทิ้งน้องหรอกค่ะ”
มยุรียิ้มสบายใจแต่ก็เป็นห่วงเจติยา “ลูกก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะเจ” มยุรียิ้มอย่างดีใจมากเป็นพิเศษ “หลังจากนี้ไป เจก็ยิ่งต้องดูแลตัวเองให้ดีมากขึ้นอีกนะลูก”
เจติยามองหน้าแม่แล้วก็สีหน้ามีคำถามสงสัยกับคำสั่งเสียทิ้งท้ายของแม่
ฉายามองมยุรีด้วยสายตากำราบเล็กน้อย
มยุรีจ๋อยไป “ขอโทษค่ะท่าน”
“ได้เวลาแล้วล่ะ” ฉายาบอก
เจติยาใจหายวูบ เธอมองมยุรีแล้วก็น้ำตาท่วมขึ้นมาอย่างกลั้นไม่อยู่
มยุรีน้ำตารื้นขึ้นมา “ไม่ต้องกลัวนะเจ ถึงจะไม่มีแม่อยู่แล้ว แต่ความรักของแม่ก็จะอยู่กับลูกทั้งสองคนตลอดไป”
เจติยาร้องไห้โฮออกมาแล้วพูดเสียงสั่น “เจรักแม่ค่ะ”
เจติยาเข้าไปสวมกอดวิญญาณมยุรีแต่ก็กอดไม่ได้แล้ว มยุรียิ้มอย่างมีความสุขขณะมองลาเจติยาเป็นครั้งสุดท้าย ฉายากับวิญญาณของมยุรีค่อยๆเลือนหายไป เจติยาได้แต่ร้องไห้ขณะกอดตัวเองเอาไว้ ลาภิณเดินตามเข้ามาพอดี
ลาภิณตกใจปนเป็นห่วง “เจ”
เจติยาสะอื้น “แม่ทิ้งเจไปแล้วค่ะคุณต้น”
ลาภิณรีบเข้ามาสวมกอดเจติยาเอาไว้แน่น เจติยากอดลาภิณร้องไห้สะอึกสะอื้นราวจะขาดใจ

งานศพของมยุรีเป็นงานเล็กๆ ที่มีคนมาไม่มากนักแต่ก็จัดอย่างดี เจติยายืนอยู่คนเดียวกำลังมองนวัช นิษฐา อยุทธ์ ทวี โอ้เอ้ และคนอื่นๆ ทยอยกันเอาดอกไม้จันท์ไปวางเตรียมเข้าเตาเผาอีกที เจติยามีสีหน้าสงบนิ่ง ไม่ร้องไห้เพราะทำใจได้แล้ว ลาภิณเดินเข้าไปโอบเอวเจติยา
ลาภิณเป็นห่วง “คุณเป็นไงมั่ง”
เจติยายิ้มรับ “โอเคค่ะ เจทำใจได้แล้วล่ะ”
ลาภิณยิ้มบางๆ “ดีแล้ว ที่ผ่านมา เจทำดีที่สุดแล้ว ไม่เหลืออะไรต้องเสียใจอีกแล้วล่ะ” ลาภิณสีหน้าเศร้าลง “ไม่เหมือนผม ถึงจะรู้ว่าคุณแม่ไม่ได้โกรธอะไร แต่ก็ยังรู้สึกผิดอยู่ดี”
เจติยาเป็นฝ่ายจับมือลาภิณบีบเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
อยุทธ์วางดอกไม้จันท์เสร็จก็เหลือบไปมองลาภิณกับเจติยา อยุทธ์หน้าจ๋อยไปก่อนจะเดินเลี่ยงไปทางอื่น
นวัช นิษฐา ทวี และโอ้เอ้เดินเข้าไปหาเจติยา
“ย้ายศพไปเผาที่วัดเลยนะพี่เจ” โอ้เอ้บอก
เจติยาพยักหน้ารับ
ทวีเข้ามาตบบ่าเจติยาเบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
เจติยายิ้มๆ ให้ทวี
ทวีถาม “นทีล่ะ”
ทุกคนกวาดตามองหานที
“เห็นเดินออกไปเมื่อกี้นะครับ” ลาภิณบอก
นิษฐาเห็นใจ “น้องคงยังทำใจไม่ได้แหละค่ะ ฐาเห็นยืนเงียบอยู่คนเดียว ใครถามอะไรก็ไม่พูด”
“นทีเค้าสนิทกับแม่มากก็อย่างงี้แหละ” นวัชบอก
เจติยามีสีหน้าเคร่งเครียดเพราะเป็นห่วงน้อง
“เจออกไปดูหน่อยดีกว่า ฝากทางนี้ด้วยนะคะคุณต้น”
ลาภิณพยักหน้ารับ เจติยาเดินออกไปหานที

นทีนั่งซึมอยู่ที่มุมหนึ่งของนิราลัย เจติยาเดินออกมาเจอก็เดินไปนั่งข้างๆ นทีเหลือบตามองพี่สาวเล็กน้อย
“เรากำลังจะย้ายศพไปเผาที่วัดนะ” เจติยาบอก
นทีพยักหน้ารับ
“เรื่องทรัพย์สิน แม่สั่งเสียพี่ไว้หมดแล้ว เรื่องบ้านเป็นของนทีนะ แต่พี่อยากให้เราย้ายมาอยู่กับพี่ที่บ้านคุณต้นมากกว่าส่วนบ้านแม่ พี่ผู้กองจะหาคนเช่าให้ เราจะได้มีรายได้ไว้ใช้จ่าย” เจติยาบอก
นทีพยักหน้ารับแต่ไม่พูดอะไร
เจติยาทนไม่ไหวเลยตัดใจถามไปตรงๆ “ยังโกรธพี่อยู่เหรอ”
นทีหันไปมองเจติยานิ่งอยู่ครู่นึงก่อนตอบ “เปล่า ผมคิดได้แล้วว่าสิ่งที่พี่เจทำเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แล้วก็เป็นความต้องการของแม่จริงๆผมไม่โกรธพี่แล้วล่ะ”
เจติยายิ้มดีใจที่น้องเข้าใจ แล้วสองพี่น้องต่างก็นั่งเงียบไปอึดใจ
นทีน้ำตาคลอแล้วพูดเสียงสั่น “พี่เจ ผมคิดถึงแม่”
เจติยาน้ำตาท่วมตา เธอไม่พูดอะไรได้แต่สวมกอดเอวนทีแล้วซบหน้ากับบ่าน้องชาย ไม่มีบทสนทนาใดใดจากสองพี่น้องมีเพียงแผ่นหลังของทั้งคู่ที่สั่นสะท้านจากการร้องไห้เสียใจอย่างหนัก

พิมพ์อรกำลังจับมือกสิณเพื่อดูเหตุการณ์ของเจติยา
พิมพ์อรหงุดหงิด “ฟูมฟาย น่ารำคาญทั้งพี่ทั้งน้อง”
พิมพ์อรปล่อยมือกสิณแล้วเดินเลี่ยงออกมา
พิมพ์อรมีสีหน้าเจ็บใจ “แต่แม่นี่ก็หัวแข็งได้ใจจริงๆ ขนาดชีวิตแม่ตัวเองแท้ๆ ยังสละได้”
กสิณหนักใจ “ก็เพราะเจติยาเป็นคนแบบนี้ไงล่ะ เราถึงเอาชนะมันไม่ได้ซะที”
พิมพ์อรทำหน้าบึ้งตึง “ฉันต้องการรู้แค่ว่าจะทำยังไงถึงจะได้เหรียญจากมันมา ไม่ได้อยากฟังคำเยินยอมัน” พิมพ์อรหมั่นไส้
“ตอนนี้ก็มีอยู่ทางเดียวแหละ แต่ว่า...”
“แต่อะไร”
“ฉันเคยพูดไปแล้วนี่ ว่าต้องใช้ลาภิณเป็นเครื่องต่อรอง” กสิณบอก
พิมพ์อรเครียดหนัก “ฉันไม่ต้องการให้เค้ามาเกี่ยวข้องด้วย แค่เรื่องคราวก่อน เค้าก็เกลียดฉันจนแทบจะไม่มองหน้าอยู่แล้ว”
“แต่ตอนนี้เธอต้องเลือกแล้วล่ะ ระหว่างลาภิณกับพ่อของเธอ”
“ทำไมฉันต้องเลือกด้วย”
ทันใดนั้น พยาบาลที่ดูแลวนันต์ก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างร้อนใจ
“คุณพิมพ์อรคะ แย่แล้วค่ะ คุณวนันต์อาการไม่ดีเลยค่ะ”
พิมพ์อรตกใจจึงตวาด “ก็รีบโทรตามหมอสิ มาบอกฉันแล้วฉันจะช่วยอะไรได้ล่ะ”
“ค่ะๆ” พยาบาลรีบไปกดโทรศัพท์โทรหาหมอ
พิมพ์อรรีบเดินไปหาพ่อทันที กสิณมองตามพิมพ์อรแล้วยิ้มร้าย

พิมพ์อรนั่งเฝ้าพ่อด้วยความห่วงใย ในขณะที่วนันต์นอนหลับอยู่ สักพักวนันต์ก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นแต่มีท่าทางอ่อนระโหยโรยแรงมาก
วนันต์อ่อนเพลียสุดๆ “หมอกลับไปแล้วเหรอ”
“ค่ะ”
วนันต์ยิ้มบางๆ “เวลาของพ่อ คงจวนจะหมดแล้วล่ะ”
พิมพ์อรใจคอไม่ดี “ไม่ใช่นะคะคุณพ่อ หมอบอกว่าอาการของคุณพ่อปกติดี ที่ดูเหมือนแย่ลงไป เป็นเพราะผลข้างเคียงของยาเท่านั้นเอง ถ้าร่างกายปรับสภาพได้ ก็ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ”
วนันต์ยิ้มบางๆ “อย่าโกหกพ่อเลยอร พ่อได้ยินที่ลูกคุยกับหมอหมดแล้ว”
พิมพ์อรหน้าเจื่อนไป
วนันต์มีสีหน้าปลงๆ “ดีแล้วล่ะ ถ้าการตายของพ่อช่วยลูกให้พ้นจากมันได้ พ่อขอตายดีกว่า”
วนันต์ค่อยๆหลับตาลงอย่างอ่อนเพลียก่อนจะหลับสนิทไป
พิมพ์อรลุกเดินห่างออกแล้วมองพ่อนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจะพูดเบาๆ “ไม่ต้องเสียเวลาเลือกหรอกกสิณ ไม่มีใครสำคัญกับฉัน เท่ากับคุณพ่ออีกแล้ว”
พิมพ์อรมีสีหน้าแววตาอำมหิตขึ้นมา แม้เธอจะรักลาภิณมากขนาดไหน แต่ก็รักพ่อมากกว่า กสิณที่ยืนกอดอกมองดูอยู่ด้านหลังหัวเราะลงคออย่างเยือกเย็น กสิณสาแก่ใจที่ทุกอย่างเดินตามแผนการของตัวเอง

ลาภิณกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในห้องทำงาน โดยมีสิทธิพรอยู่ใกล้ๆ
ลาภิณคุยมือถือ “ขอบพระคุณท่านมากนะครับ ผมสัญญาว่างานจะเสร็จทันตามกำหนดแน่นอนครับ” ลาภิณฟัง “ครับ สวัสดีครับ”
ลาภิณกดวางสายไป
สิทธิพรลุ้น “เป็นยังไงบ้างวะ”
“เค้ายอมขยายเวลาทำงานให้ แกไม่ต้องเสียค่าปรับ แต่ค่าเสียหายที่ไฟไหม้ แกต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด”
สิทธิพรถอนใจอย่างโล่งอก “แค่นี้ก็บุญแล้ว”
“แกต้องดึงคนงานจากส่วนอื่นมาเร่งงานทางนี้ทันทีเลยเข้าใจมั้ย”
สิทธิพรพยักหน้ารับ
ลาภิณเป็นห่วง “แล้วมันจะกระทบโครงการของท่านบุญช่วยรึเปล่า”
“ไม่ต้องห่วงหรอก โครงการของท่านบุญช่วยยังเหลือเวลาอีกเยอะแยะ ยังไงก็เสร็จทัน ฉันรับรองนะต้น ถึงฉันจะเขี้ยวลากดินกับคนอื่นยังไง แต่กับแก ฉันจะดูแลผลประโยชน์ของแกอย่างดีที่สุด ไม่ทำให้แกต้องเดือดร้อนไปด้วยแน่นอน”
ลาภิณพยักหน้ารับพร้อมยิ้มให้ “ขอบใจมากเพื่อน”
สิทธิพรหน้าเจื่อน ยิ้มแหยๆ “แต่ว่าตอนนี้ฉันไม่มีเงินจ่ายค่าแรงคนงานเลยว่ะ หมุนไม่ทัน”
ลาภิณถอนใจออกมาเพราะเดาได้เลยว่าเพื่อนจะพูดอะไรต่อ
สิทธิพรพูดต่อ “ขอยืมซักห้าล้านสิ ฉันมีโครงการที่จอมเทียนจะส่งงานอาทิตย์หน้านี้แล้ว เสร็จเมื่อไหร่ก็ได้เงินงวดสุดท้าย ภายในเดือนหน้า ฉันจะเคลียร์หนี้ก้อนนี้ใช้แกทันที
“ได้ แต่ขอเป็นตอนบ่ายๆ นะ ฝ่ายบัญชีเค้ากำลังปิดงบอยู่ ขอดูนิดนึงว่าจะโยกเงินส่วนไหนให้แกยืมได้มั่ง” ลาภิณบอก
“ขอบใจมากเพื่อน”
“งั้นเย็นๆ ฉันเอาไปให้ที่คอนโดแกแล้วกัน ฉันต้องไปธุระแถวนั้นอยู่แล้ว”
“ได้เลยเพื่อน จะเปิดแชมเปญไว้รอเลย”
ลาภิณยิ้ม “ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก”
สิทธิพรทำหน้าขรึมลง “ขอบใจแกมากนะต้น ถ้าไม่ได้แกช่วย งานนี้ฉันไม่รอดแน่”
ลาภิณตบบ่าสิทธิพร “เราเป็นเพื่อนกัน ไม่ช่วยแกแล้วฉันจะไปช่วยใครวะ”
สิทธิพรยิ้มรับอย่างซึ้งในน้ำใจเพื่อน

เจติยา อยุทธ์ และทวีกำลังตรวจเช็คอุปกรณ์ต่างๆในห้องแต่งศพอยู่ โดยอะไรมีเท่าไหร่ก็จดลงบัญชีไว้หมด โอ้เอ้เข็นรถเข็นใส่ถังฟอร์มาลีนเข้ามาหลายถัง
“ฟอร์มาลีนล็อตใหม่มาแล้วครับพี่เจ”
“โอเค เดี๋ยวพี่ตรวจนับก่อนนะ”
เจติยาเข้ามาตรวจนับถังใส่ฟอร์มาลีน
“โอ้เอ้ ช่วยเอาไปเติมขวดเก่าด้วย”
“ครับพี่” โอ้เอ้รับคำ
โอ้เอ้ยกขวดฟอร์มาลีนไปเทใส่ขวดที่ใช้งานประจำ เจติยาตรวจนับของอยู่ก็รู้สึกกลิ่นฟอร์มาลีนฉุนเข้าจมูก
เธอรู้สึกมึนๆจากกลิ่นฟอร์มาลีนแต่ก็ฝืนใจนับต่อ แต่นับไปได้นิดเดียว ก็ทนไม่ไหวเพราะเวียนหัวจะอ้วก
อยุทธ์สังเกตเห็นเจติยา “คุณเจ เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
เจติยาทนไม่ไหวจึงรีบปิดปากแล้ววิ่งออกไปจากห้องทันที
ทวีมีสีหน้าเป็นห่วง “สงสัยจะไม่ค่อยสบาย” ทวีส่ายหน้าเห็นใจ “ช่วงนี้มีแต่เรื่องเครียดๆ... คุณอยุทธ์ช่วยตามออกไปดูหน่อยสิครับ”
“ครับลุง”

เจติยาหยุดยืนด้วยสีหน้าท่าทางผะอืดผะอม เธอรู้สึกจะอ้วกจึงรีบยกมือขึ้นปิดปากแล้ววิ่งไปทางห้องน้ำทันที
อ่านต่อตอนที่ 10
กำลังโหลดความคิดเห็น...